3 วิธีออกกำลังกายให้ไม่เจ็บตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ต.ค. 2560 เวลา 15:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522169

3 วิธีออกกำลังกายให้ไม่เจ็บตัว

สิ่งที่ควรระมัดระวังเวลาออกกำลังกาย เพื่อป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ

การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น สุขภาพดีขึ้นทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต แต่บางครั้งก็อาจเกิดเหตุที่ไม่คาดฝัน ทำให้บาดเจ็บ ดังนั้นควรพึงระวังในบางเรื่องที่อาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้การออกกำลังกายครั้งนั้นได้รับแต่ประโยชน์โดยแท้จริง

1. ออกกำลังกายให้เหมาะกับร่างกาย – ร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนมีปัญหาเกี่ยวกับเข่า อาจจะหลีกเลี่ยงการวิ่งเพื่อลดการกระแทก หรือถ้าหากอยากวิ่งจริงๆ ควรเปลี่ยนไปเดินหรือจ๊อกกิ้งเบาๆ แทน หรือคนที่เป็นโรคหัวใจ อาจจะออกกำลังกายเบาๆ ไม่หักโหม เพราะอาจเกิดอันตรายมากกว่าได้ประโยชน์

2. ระวังเรื่องความร้อน – เวลาเราออกกำลังกาย ร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงขี้นอยู่แล้ว ถ้าบวกกับความร้อนของแดดและเครื่องแต่งกายจะยิ่งเพิ่มความร้อนให้ร่างกาย ซึ่งจะอันตรายถ้าอุณหภูมิไปแตะอยู่ที่ 43 องศา ส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ทำงานผิดปกติ อาจทำให้หน้ามืดเป็นลมจนบาดเจ็บได้ หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ต้องรีบพาไปยังที่ร่มและมีอากาศถ่ายเท เช็ดตัวด้วยน้ำเย็นเพื่อให้ร่างกายเย็นลง

3. อย่าหักโหมเกิน – หากออกกำลังกายอย่างหนักจนเกินไป กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอาจบาดเจ็บได้ วิธีป้องกันง่ายๆ คือวอร์มกล้ามเนื้อด้วยการยืดเส้นให้กับร่างกายสัก 10 – 15 นาทีก่อนออกกำลังกาย เป็นการคลายกล้ามเนื้อ ช่วยให้กระตุ้นหัวใจ และการไหลเวียนของเลือดให้มีประสิทธิภาพระหว่างออกกำลังกายมากขึ้น

4 เคล็ดลับฟื้นฟูผิวเสียจากแสงแดด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ต.ค. 2560 เวลา 14:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522156

4 เคล็ดลับฟื้นฟูผิวเสียจากแสงแดด

วิธีการดูแลฟื้นฟูผิวเสียจากแสงแดดและรังสียูวี ให้กลับมาเป็นผิวสวยสุขภาพดี

ช่วงนี้หลายคนอาจจะออกไปทำกิจกรรม ไปเป็นอาสาสมัคร หรือไปต่อแถวแสดงความอาลัยต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งบางครั้งก็ส่งผลให้ต้องอยู่กลางแจ้ง หรือยืนตากแดดเป็นระยะเวลานาน แสงแดดหรือรังสียูวีล้วนส่งผลกระทบเรื่องสุขภาพผิวของหลายๆ คนแน่นอน วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับการดูแลฟื้นฟูผิวเสียจากแสงแดดง่ายๆ มาฝากกัน

1. เติมความชุ่มชื้นให้ผิว – หลังจากตากแดด โดนแดดเผาเป็นเวลานาน ร่างกายจะเสียน้ำในปริมาณมาก ซึ่งก็จะส่งผลให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นไปด้วย ทำให้ผิวหยาบกร้าน ดังนั้นควรบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ ทาครีมทาผิวที่ให้ความชุ่มชื้นสูง หรืออาจใช้เจลว่านหางจระเข้เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวร่วมด้วยก็ได้

2. มาสก์บำรุงผิว – นอกจากการทาครีมบำรุงแล้ว การมาสก์บำรุงผิวก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการบำรุงผิวอย่างเร่งด่วน เนื่องจากตัวมาสก์จะมีสารบำรุงที่เข้มข้นกว่าครีมบำรุงผิวปกติ ทำให้ตรงเข้าบำรุงผิวได้อย่างล้ำลึก เพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผิวได้มากกว่าสกินแคร์ทั่วไป

3. งดขัดหรือสครับผิว – หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า เมื่อไปทำกิจกรรมกลางแจ้งมา ควรขัดผิวเพื่อเซลล์ผิว แต่นั่นเป็นความเชื่อที่ผิว เพราะโดยปกติแล้วผิวไหม้เสียจากแสงแดดจะผลัดเซลล์ผิวเองอยู่แล้ว แถมช่วงนั้นผิวเราจะบอบบางกว่าปกติด้วย การสครับผิวในช่วงนั้นจะไปรบกวนและทำให้ผิวระคายเคืองได้ หากต้องการสครับผิว ควรรอหลังจากออกแดดจัดสองสัปดาห์ เพื่อให้เสร็จสิ้นกระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติเสียก่อน

4. ทานอาหารที่มีประโยชน์ – นอกจากสกินแคร์แล้ว การเลือกทานอาหารก็มีส่วนช่วยบำรุงผิวเราได้เช่นกัน การทานผักใบเขียวจะช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้น อาจทานควบคู่ผักสีเหลืองส้มอย่าง ฟักทอง เลมอน ข้าวโพด ที่มีเบต้าแคโรทีน บำรุงให้ผิวสวย หรือผลไม้สีแดงจำพวกแอปเปิล ทับทิม มะเขือเทศ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยฟื้นบำรุงผิว พร้อมดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 2 ลิตร แค่นี้ผิวก็จะกลับมามีสุขภาพดีอีกครั้ง

5 วิธีรับมือกับความโศกเศร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ต.ค. 2560 เวลา 10:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522131

5 วิธีรับมือกับความโศกเศร้า

ความสูญเสียบางครั้งก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงควรเตรียมรับมือกับความโศกเศร้าที่ตามมา

ความสูญเสียบางครั้งก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเกิดความสูญเสียขึ้นแล้ว ย่อมทำให้เกิดความโศกเศร้าตามมา ซึ่งการจมอยู่กับโศกเศร้านานๆ ย่อมไม่เป็นผลที่กับทั้งตัวเราเอง และบุคคลรอบตัวที่ต้องคอยดูแลเราอย่างใกล้ชิด การข้ามผ่านความสูญเสีย ยอมรับ และเตรียมรับมือกับความโศกเศร้าจึงเป็นสิ่งที่ควรรู้ เพื่อให้ใช้ชีวิตได้อย่างปกติต่อไป

1. ยอมรับความสูญเสีย – หลังจากเผชิญหน้ากับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่แล้ว ควรคิดเสียว่า เป็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง และไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้แล้ว ให้ทำใจยอมรับความสูญเสียนั้น

2. ปลดปล่อยความเจ็บปวด – การพยายามฝืนเก็บความเจ็บปวดไว้ มีแต่จะทำให้หม่นหมองและเสียสุขภาพจิต บางครั้งการร้องไห้ปลดปล่อยออกมา หรือการระบายพูดคุยกับคนที่เข้าใจ อาจช่วยทำให้ความเจ็บปวดเหล่านั้นจางหายไปไวขึ้น

3. ออกห่างจากความเศร้า – การออกห่างจากความเศร้า สิ่งที่เราเห็นแล้วจะทำให้เศร้า หรือบรรยากาศที่อาจชวนให้เศร้ามอง แล้วหันมาหากิจกรรมอื่นทำ อาจจะเป็นงานอดิเรกที่ตัวเองชอบ หรือการออกกำลังกาย ก็จะสามารถช่วยให้หายเศร้าได้เร็วขึ้นได้

4. ให้เวลาช่วยเยียวยา – แน่นอนว่าความโศกเศร้าไม่สามารถหายไปได้ภายในวันสองวัน เวลาจะสามารถช่วยเยียวยาให้ทุกอย่างค่อยๆ ดีขึ้น ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลด้วยว่าพร้อมจะออกจากความเศร้า และนำพาความสุขเข้ามาในชีวิตแล้วหรือยัง

5. พบแพทย์ – หากทำทุกอย่างแล้วยังไม่ดีขึ้น ก็ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเศร้านาน การพบจิตแพทย์ นักบำบัด หรือที่ปรึกษาด้านสุขภาพ น่าจะสามารถแนะนำวิธีที่ช่วยให้เอาชนะความโศกเศร้าได้ อย่ากลัวที่จะถูกมองว่าเป็นคนบ้าหรือคนอ่อนแอ ให้คิดถึงสุขภาพจิตของตัวเองเป็นสำคัญ

ทรงเป็นต้นแบบ ชีวิตพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ต.ค. 2560 เวลา 14:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521925

ทรงเป็นต้นแบบ ชีวิตพอเพียง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นนักออมและนักจัดการเงินที่ดี ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงได้รับการปลูกฝังในเรื่องนี้เคร่งครัด ประชาชนไทยได้อ่านพระราชประวัติ ก็จะได้รับรู้ถึงพระอุปนิสัยการใช้จ่ายอย่างมีระเบียบวินัย สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงปลูกฝังอบรมพระโอรสและพระธิดาในเรื่องการใช้จ่ายเงินอย่างรู้คุณค่ามาโดยตลอด

โดย ราตรีแต่งนักออมเงินตั้งแต่ทรงพระเยาว์

เรื่องเงินเป็นเรื่องต้องสอน และได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงสอนพระโอรสและพระธิดาเรื่องนี้เสมอมา โดยในหนังสือ “สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีกับการพัฒนาคุณภาพประชากร” สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มี พระราชดำรัสเช่นเดียวกับข้อความในหนังสือโดยมีใจความสำคัญๆ ในการออมเงินตั้งแต่ทรงพระเยาว์ โดยมี พระดำรัสไว้ว่า

“… สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงสอนในการประหยัด ได้จัดให้มีเงินค่าขนม หรือพ็อกเกตมันนี่ ให้สัปดาห์ละครั้งตามอายุ และก็ได้ไม่มากนัก พอที่จะซื้อขนมพวกลูกกวาดหรือช็อกโกแลต แต่อาจจะซื้อหนังสือหรือของเล่นซึ่งของพวกนี้ ต้องซื้อเอง เพราะของเล่นนั้น ส่วนมากแล้วแม่จะไม่ได้ซื้อให้ เว้นแต่ปีละ 2 ครั้ง คือ ในวันปีใหม่ และวันเกิด จะได้ของเล่นที่สำคัญและใหญ่โต

เราอยากได้อะไรก็ขอไป บอกว่าอยากได้ของเล่นพวกนี้ ท่าน (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ก็บอกว่าถึงวันเกิดจะซื้อให้ จะไม่ซื้อพร่ำเพรื่อ แต่ของเล็กๆ น้อยๆ นั้น เราจะต้องซื้อเอง และท่านก็สอนให้เอาเงินไปฝากธนาคาร เมื่อมีจำนวนพอแล้ว…”

เมื่อครั้งประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เข้ามาตรัสบอกสมเด็จพระบรมราชชนนี ว่าอยากได้จักรยาน เช่นเดียวกับเพื่อนๆ หลายคนที่มีจักรยานถีบกันแล้ว สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตรัสว่า

“ลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็เก็บสตางค์ที่แม่ให้ไปกินที่โรงเรียนไว้สิ”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเก็บเงินหยอดกระปุกวันละเหรียญ สองเหรียญ เงินออมทวีจำนวนด้วยพระอุตสาหะ พอถึงวันปีใหม่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงอนุญาตตรัสว่า

“ปีใหม่แล้ว เราไปซื้อจักรยานกัน ให้แคะกระปุกดูซิว่ามีเงินเท่าไร?”

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงแถมให้ ซึ่งส่วนที่แถมนั้นมีมากกว่าเงินในกระปุก ทรงซื้อจักรยานให้พระโอรสเป็นการประหยัดด้านการเดินทางอีกด้วย ในช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงปั่นจักรยานไปโรงเรียนแทนรถพระที่นั่ง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สนพระราชหฤทัยในการดนตรีตั้งแต่ทรงพระเยาว์ โดยเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ทรงคือหีบเพลง แอกคอร์เดียน หลังจากนั้น ก็ได้ทดลองเล่นแซ็กโซโฟน และคลาริเน็ต ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ทรงซื้อด้วยเงินทรงเก็บออมเก็บไว้

ทรงสนพระทัยดนตรีอย่างจริงจังราว 14-15 พรรษา ทรงหัดเล่นด้วยแซ็กโซโฟนมือสอง ทรงซื้อราคา 300 ฟรังก์ โดยใช้เงินสะสมส่วนพระองค์ครึ่งหนึ่ง และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงออกให้อีกครึ่งหนึ่ง

นอกจากเครื่องดนตรี ก็ยังมีของใช้ส่วนพระองค์หลายชิ้น เช่นเดียวกับกล้องถ่ายรูปที่พระองค์ทรงเก็บเงินซื้อด้วยพระองค์เองตั้งแต่ 8 พรรษา กล้องตัวแรกที่ทรงใช้มีชื่อว่า Coronet Midget

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงซื้อของที่ทรงอยากได้จากเงินออมซึ่งเหลือจากเงินค่าขนม หากได้รับเงินในโอกาสพิเศษจากสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ก็ทรงเก็บสะสมไว้สมทบเงินออมเพิ่ม เพื่อจะได้ซื้อของที่อยากได้เร็วขึ้น

พระราชประวัติในช่วงพระเยาว์ บ่งบอกพระอุปนิสัยที่ได้รับการปลูกฝังเรื่องการบริหารเงิน โดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีการกำหนดเงินค่าขนมรายสัปดาห์ ให้ทรงใช้ ทรงสะสม เมื่อได้ก้อนใหญ่จึงมีเงินซื้อของเล่น และนำเงินไปฝากธนาคาร ทรงเป็นต้นแบบของความเรียบง่าย ความประหยัด และความพอเพียงมาโดยตลอด ด้วยการบ่มเพาะพระอุปนิสัยประหยัด เลี้ยงดูจากพระราชชนนี

สร้างรายได้ และการให้

เนื้อหาในหนังสือ “สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีกับการพัฒนาคุณภาพประชากร” แม้ว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 จะได้ค่าขนมทุกสัปดาห์ ก็ยังทรงรับจ้างเก็บผักและผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม และนำเงินที่เหลือมาใส่กระป๋องออมสิน

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงตั้งกระป๋องออมสิน ทรงเรียกว่า “กระป๋องคนจน” เอาไว้ข้างที่ประทับพระธิดาและโอรสทุกๆ พระองค์ และทรงสอนถ้ามีกำไร ก็จะต้องถูกเก็บภาษีหยอดใส่กระปุกนี้ 10%

เมื่อถึงสิ้นเดือนทรงประชุมทั้ง 3 พระองค์ ว่าจะนำเงินก้อนนี้ไปทำประโยชน์อย่างไร ทรงได้รับการอบรมให้รู้จัก “การให้” หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจนอย่างไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน

พระราชจริยวัตรที่พระองค์ทรงปฏิบัติให้เห็นเป็นแบบอย่างเป็นประจำเสมอ โดยเป็นแนวคิดง่ายๆ ที่ทุกคนนำไปประยุกต์ใช้ได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและครอบครัว และเมื่อพระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อ ปี 2548 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีความเด่นชัดในเรื่องการใช้ชีวิตเรียบง่าย พระองค์ทรงปฏิบัติเป็น ต้นแบบมาโดยตลอด การใช้สิ่งของอย่างคุ้มค่าที่สุด อย่างเช่น หลอดยาสีพระทนต์ประวัติศาสตร์

ภาพนี้ถูกตีพิมพ์เป็นโปสเตอร์ โดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สื่อให้ได้เรียนรู้และเข้าใจ คำว่า “ประหยัด” ศ.พิเศษ ทพญ.ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช ทันตแพทย์ประจำพระองค์ อดีตคณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนเล่าให้ฟังว่า “… มหาดเล็กห้องสรง เห็นว่ายาสีพระทนต์ของพระองค์ คงใช้หมดแล้ว จึงได้นำหลอดใหม่มาเปลี่ยนให้แทน เมื่อทรงทราบ ก็ได้ขอให้เขานำยาสีพระทนต์หลอดเก่ามาคืน และพระองค์ท่านยังทรงสามารถใช้ต่อไปได้อีกถึง 5 วัน

พระราชจริยวัตรของพระองค์ได้แสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัดถึงพระวิริยะ อุตสาหะ ตลอดจนความประหยัดในการใช้ของอย่างคุ้มค่า ซึ่งตรงกันข้ามกับพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ที่ทรงพระราชทานเพื่อราษฎรผู้ยากไร้อยู่เป็นนิตย์

หลังจากนั้น ทันตแพทย์ประจำพระองค์ทูลขอพระราชทานหลอดยาสีพระทนต์หลอดนั้น เพื่อนำไปให้ศิษย์ได้เห็นและรับใส่เกล้าเป็นตัวอย่างเพื่อประพฤติปฏิบัติในโอกาสต่อๆ ไป”

พสกนิกรชาวไทยได้รับฟัง พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มี พระราชดำรัสเกี่ยวกับเรื่องการออม และการประหยัดบ่อยครั้ง เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2502 มีพระราชดำรัสสอนให้ประชาชนของพระองค์ใช้ชีวิตด้วยความประหยัด และใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“…การใช้จ่ายโดยประหยัดนั้น จะเป็นหลักประกันความสมบูรณ์พูนสุขของผู้ประหยัดเองและครอบครัว

ช่วยป้องกันความขาดแคลนในวันข้างหน้า การประหยัดดังกล่าวนี้ จะมีผลดีไม่เฉพาะแก่ผู้ประหยัดเท่านั้น ยังจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติด้วย…”

เรื่องราวของพระราชาผู้เป็นที่รัก ซึ่งทำให้เรามีแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต ใส่ใจใช้ชีวิตประหยัดอดออม รู้จักสร้างความมีวินัยทางการเงินให้แก่ตัวเองได้อย่างมั่นคง ด้วยแนวทางที่ทรงปฏิบัติไว้เป็นต้นแบบอย่างเด่นชัด

4 เคล็ดลับอายุยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ต.ค. 2560 เวลา 14:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521927

4 เคล็ดลับอายุยืน

โดย ภาดนุภาพ รอยเตอร์ส

บางครั้งเคล็ดลับดีๆ ที่ช่วยให้อายุของเรายืนยาวนั้น ก็เป็นผลมาจากเรื่องง่ายๆ อย่างการเคลื่อน ไหวร่างกายหรือออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ เชื่อมั้ยว่าแค่เราขยับร่างกายวันละไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ก็อาจจะช่วยต่ออายุคุณให้ยืนยาวไปอีกหลายปี

1.ถ้าไม่อยากป่วย จงลุกขึ้นมา

ผู้ที่อายุมากขึ้นและอยู่ในอาการเฉื่อยชา ควรหันมาเริ่มออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกาย อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้าร่วม โปรแกรมใดๆ ก่อนเป็นเรื่องที่ดีที่สุด ไปดูคำแนะนำสำหรับผู้เริ่มต้นออกกำลังกายกันเลย

ขั้นแรกเริ่มด้วยการเลือกรูปแบบการออกกำลังกายที่ชื่นชอบมากที่สุด ซึ่งมีความหนักในระดับปานกลาง เพราะการเลือกกิจกรรมที่เราชอบ จะทำให้เราอดทนออกกำลังได้นานขึ้น จากนั้นค่อยๆ เพิ่มเวลาในการออกกำลังทีละน้อยทุกๆ 2-3 วัน จนกระทั่งออกกำลังได้นานต่อเนื่องครั้งละ 30 นาทีโดยไม่รู้สึกเหนื่อยเกินไป

เมื่อใช้เวลาออกกำลังครั้งละ 30 นาทีจนอยู่ตัวแล้ว ให้ค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาขึ้นอีก หรือเพิ่มความหนักหน่วงของกิจกรรม หรือทั้งสองอย่างเลยก็ได้ ต่อมาให้เริ่มเปลี่ยนรูปแบบการออกกำลังกายให้หลากหลาย เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ และได้รับประโยชน์หลายๆ ด้าน

ลองค้นหาวิธีออกกำลังกายรูปแบบใหม่ๆ ดูสิ และเมื่อทำได้ จงให้รางวัลกับความพยายามของตัวเองด้วยล่ะ

2.ออกกำลังกายไล่ความเจ็บป่วย

ผู้ที่ดูแลร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงและกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ จะมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง แม้อายุจะมากขึ้น เรื่องนี้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคโลราโดแห่งโบลเดอร์ สหรัฐ พบว่า การลดลงของแอนติบอดีอันเนื่องมาจากอายุ เป็นสัญญาณว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันน้อยลง แต่การออกกำลังกายจะช่วยคงสภาพการตอบสนองของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน (T-Cell) อย่างเหมาะสม

ดังนั้น การออกกำลังกายจึงมีความสำคัญสำหรับผู้ที่อยู่ในวัย 50 ปีขึ้นไป เพราะคนในวัยนี้มักมีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกันได้ง่าย

3.ร่างกายสมบูรณ์ สมองก็ฟิต

ผู้ใหญ่ที่มีร่างกายกระฉับกระเฉงจะมี สมาธิดี อาจช่วยรักษาความจำและต่อสู้กับภาวะความจำเสื่อมได้ จากการศึกษาของ นักวิจัยจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ไฟน์เบิร์ก แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น พบว่า วิถีชีวิตแบบทำงานนั่งโต๊ะมีผลเสียโดยตรงต่อความสามารถทางปัญญาและคุณภาพการนอนหลับเมื่อเราอายุมากขึ้น

ในการศึกษาครั้งนี้ นักวิจัยให้ชายและหญิงอายุ 67-86 ปี ที่ช่วยเหลือตัวเองได้ดี เข้าร่วมการศึกษาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ตามข้อกำหนด โดยให้พวกเขาออกกำลังกายเบาๆ นาน 30 นาที ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม 30 นาที และปิดท้ายด้วยการออกกำลังกายเบาๆ ถึงปานกลางอีก 30 นาที

ในแต่ละครั้งจะเริ่มต้นด้วยการอบอุ่นร่างกาย เช่น เหยียดแขน ขา และออกกำลังกายเบาๆ ถึงปานกลาง (เดินหรือออกกำลังร่างกายส่วนบนและส่วนล่าง) ในช่วงสุดท้ายให้ออกกำลังกายเบาๆ ถึงปานกลาง ได้แก่ การเดินเร็ว กายบริหาร หรือเต้นรำ และทำให้ร่างกายเย็นลง 10 นาที โดยทั้งหมดนี้ครอบคลุมระยะเวลา 90 นาที

เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 2 สัปดาห์ ผู้เข้าร่วมวิจัยได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสมอง และมีคุณภาพการนอนที่ดีขึ้น หลับลึกขึ้น และตื่นระหว่างคืนน้อยลงถึงร้อยละ 4-6 เชียวละ

4.อายุไม่ใช่ข้ออ้างอีกต่อไป

การศึกษาโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ชายและหญิงอายุระหว่าง 50-60 ปี อยากมีร่างกาย ที่กระฉับกระเฉงขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ใน ภาวะ หรือมีอุปนิสัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือสูบบุหรี่

นักวิจัยได้เฝ้าติดตามผู้สูงอายุจำนวน 9,611 ราย พบว่า ผู้ที่อยู่ในช่วงอายุ 50-60 ปี และยังมีความกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ มีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตใน 8 ปีข้างหน้า น้อยกว่าผู้ที่ทำงานนั่งโต๊ะร้อยละ 35 ซึ่งความเสี่ยงที่ลดลงนั้น พบในผู้เข้าร่วมทำการศึกษาที่ออกกำลังกายระดับปานกลางทั่วๆ ไป เช่น เดินเล่น ทำสวน และเต้นรำ แม้แต่คนอ้วนก็จะมีความเสี่ยงที่จะ เสียชีวิตน้อยลง หากรู้สึกกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ

คณะวิจัยสรุปว่า ทุกคนย่อมได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ประโยชน์ที่มากที่สุดก็คือ ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตใน ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหัวใจและ หลอดเลือด ในการค้นพบนี้ หัวหน้านักวิจัยแนะนำว่า ชายและหญิงที่มีปัญหาโรคหัวใจและ หลอดเลือด จะมีความเสี่ยงจากการใช้ชีวิตแบบทำงานนั่งโต๊ะ มากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาอันเนื่องมาจากการออกกำลังกาย n

ไอทีกับขีดสุดของชีวิต โฆสิต จึงอนุวัตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ต.ค. 2560 เวลา 12:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521946

ไอทีกับขีดสุดของชีวิต โฆสิต จึงอนุวัตร

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

วันนี้ไอทีและไลฟ์สไตล์เป็นสิ่งที่อยู่คู่กันในชีวิตของคนทั่วโลก เช่นเดียวกับ โฆสิต จึงอนุวัตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิกไนท์ เดอะ คอนซัลแตนท์ ที่ปรึกษาธุรกิจการพัฒนาบุคลากร ผู้นำไอทีมาปรับใช้กับการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวแบบถึงขีดสุด!

เทคโนโลยีและชีวิตหล่อหลอมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โฆสิตเล่าว่า ตลอดช่วงชีวิต 38 ปี มีความคุ้นเคยกับอุปกรณ์ไอทีหลากหลาย จนเรียกได้ว่าเติบโตมาด้วยกัน บิดามีทัศนคติให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี นั่นทำให้เขาคุ้นเคยและมีโอกาสทดลองใช้อุปกรณ์ไอทีมาตั้งแต่เด็ก

สำหรับการทำงาน โฆสิตให้ความสำคัญและลงทุนกับอุปกรณ์ไอทีแบบจัดเต็ม เพื่อวัตถุประสงค์การทำงานที่มีประสิทธิภาพ โดย “เต็มที่” ในทุกเครื่องมือและทุกอุปกรณ์ที่ทำให้การงานไร้ข้อจำกัด

ยกตัวอย่างการประชุมกับ ลูกค้า จะเตรียมความพร้อมใน ทุกสถานการณ์ นั่นหมายความว่า ปัจจุบันจากกระเป๋าทำงานใบเล็ก ก็ต้องเปลี่ยนเป็นกระเป๋าลากใบเขื่อง เพื่อบรรจุคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต ลำโพง เครื่องฉาย สายต่อสายพ่วงและอีกมาก

“ลูกค้าสามารถเข้าใจเรื่องที่เรานำเสนอได้อย่างสมบูรณ์แบบ พูดได้เลยว่า เทคโนโลยีไอทีทุกวันนี้ ทำให้ผมทำงานได้เต็มที่ในทุกที่และทุกเวลาจริงๆ”

เทคโนโลยียังช่วยทำให้การนำเสนองานน่าสนใจมากขึ้น โดยปกติเขาจะเลือกใช้มัลติมีเดียเป็นสื่อสำหรับอธิบายแนวคิดหรือวิธีคิดที่ยากซับซ้อน หรือมีการตีความ ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย และทำเรื่องที่น่าสนใจให้มีมิติที่ดึงดูด

“ลูกค้าสามารถเข้าใจวิธีคิด ของผม ผ่านเนื้อหาที่เป็นวิดีโอ หนังสั้น เพลง และอินโฟกราฟฟิกที่ผมชอบ จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผมไปแล้ว” โฆษิตเล่า

ในชีวิตประจำวัน เพื่อนๆ ของโฆษิตจะรู้ดีว่า ชายหนุ่มถือคติว่าชีวิตต้องใช้ให้คุ้ม และเครื่องมือก็คือไอที ลองเล่าให้ฟังถึงแอพพลิเคชั่นเก๋ๆ เช่น Eatigo ใช้จองดีลพิเศษจากร้านอาหารชั้นนำ หรือ Honestbee ที่ส่งคนไปซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตและไปส่งให้ถึงที่บ้าน หรือแม้แต่ Blacklane ที่ใช้จองรถลีมูซีน รับส่งสนามบิน เมื่อเดินทางไปต่างประเทศ

ไลฟ์สไตล์ไอทีของโฆษิตยังทำเงินให้อีกต่างหาก โดยเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการผสมผสานไอทีและไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน เปลี่ยนงานอดิเรกให้กลายเป็นเงินทำได้อย่างไร ก็ทำได้ด้วยการขายภาพบนแอพพลิเคชั่น EyeEm ไงล่ะ

“ผมชอบอัพโหลดภาพเข้า EyeEm ซึ่งจะมีคณะกรรมการ คัดเลือกภาพไปขายต่อให้ Getty Images ใครจะเชื่อว่า ภาพที่ผม ถ่ายเล่นๆ จะสามารถทำเงินได้เป็นหลักหลายหมื่นบาทต่อภาพ”

ไอทีสำหรับโฆษิต จึงนับว่าตอบนิยามความเป็นตัวเอง และเพิ่มขีดสุดให้แก่ชีวิตในทุกด้านของ เขาจริงๆ

4 ตัวช่วยกู้ผมเสียให้กลับมาเป็นผมสวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ต.ค. 2560 เวลา 17:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521874

4 ตัวช่วยกู้ผมเสียให้กลับมาเป็นผมสวย

รวมสูตรบำรุงเส้นผมจากธรรมชาติ ให้ผมแห้งเสียกลับมาเป็นผมสวยสุขภาพดี

เส้นผมของเราดูเหมือนจะไม่สำคัญ แต่ถ้าหากบอกว่า คิ้วคือมงกุฎของใบหน้า เส้นผมก็ไม่ต่างอะไรกับหลังคาบ้าน หากเส้นผมสวยสุขภาพดี ก็จะทำให้ลุคโดยรวมดูดีชวนมองตามไปด้วย การดูแลและหมั่นบำรุงเส้นผมจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย ซึ่งสารสกัดจากธรรมชาติบางอย่างที่ใกล้ตัวเรา ก็สามารถช่วยบำรุงเส้นผม เปลี่ยนผมเสียให้กลับมาเป็นผมสวยได้อย่างง่ายดาย

1. อโวคาโด – บดอโวคาโดสุกกับไข่ไก่หนึ่งฟอง จากนั้นนำมาหมักผมทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออก วิตามิน กรดไขมัน และแร่ธาตุต่างๆ ในอโวคาโดจะช่วยฟื้นฟูให้เส้นผมกลับมาเงางาม ทำสัปดาห์ละครั้งสำหรับผมเสีย หรือเดือนละครั้งสำหรับผู้ที่มีผมสุขภาพดีอยู่แล้ว

2. เนย – ใช้เนยเพียงเล็กน้อยนวดลงบนเส้นผมที่แห้งเสีย คลุมด้วยหมวกอาบน้ำแล้วทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นล้างออก และสระผมตามปกติ จะช่วยรักษาเส้นผมที่แห้งให้ชุ่มชื้นเงางาม

3. น้ำมันมะกอก – อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยบำรุงผมแห้งเสียให้กลับมาชุ่มชื้นเงางาม ก็คือการนำน้ำมันมะกอกประมาณครึ่งถ้วยไปอุ่น จากนั้นนำมาหมักผม ห่อด้วยพลาสติกใส จากนั้นคลุมด้วยผ้าเช็ดผมอีกครั้ง ทิ้งไว้ประมาณ 45 นาที แล้วล้างออกพร้อมสระผมตามปกติ

4. ชา – น้ำชาที่เราดื่มกันเป็นหนึ่งตัวช่วยบำรุงเส้นผมสำหรับผมทำสี โดยใช้น้ำชาธรรมชาติที่ไม่ผสมน้ำตาลหรือสารเพิ่มความหวาน ล้างเส้นผมเป็นขั้นตอนสุดท้ายหลังจากสระผมแล้ว จะช่วยทำให้สีผมชัดเจนขึ้น ซึ่งควรเลือกน้ำชาที่เหมาะกับสีผมของตัวเอง เช่น ผมสีบลอนด์ควรใช้ชาดอกคาโมไมล์ ผมสีดำหรือสีน้ำตาลเข้มควรใช้ชาดำ

ลดหวาน หยุดมัน งดเค็ม หนทางสู่สุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ต.ค. 2560 เวลา 16:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521865

ลดหวาน หยุดมัน งดเค็ม หนทางสู่สุขภาพดี

การทานอาหารอย่างถูกวิธี เพื่อให้ดีต่อสุขภาพมากที่สุด

จริงอยู่ที่ว่าสารอาหารทุกชนิดล้วนมีประโยชน์ในตัวเองและจำเป็นต่อร่างกาย แต่ทั้งนี้ต้องทานในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น การทานอาหารหวาน มัน และเค็มในปริมาณมากๆ เป็นเวลาติดต่อกันนานเกินไป อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพ และทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตามมาได้ ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดีจึงควร ลดหวาน หยุดมัน งดเค็ม

1. ลดหวาน – คนไทยมีนิสัยที่คล้ายกันอย่างหนึ่งคือติดทานหวาน ในทางโภชนาการน้ำตาลให้แต่พลังงาน แต่ไม่ได้ให้สารอาหารอื่นที่เป็นประโยชน์กับร่างกาย ในขณะที่อาหารอื่นๆ เช่น ข้าว ผลไม้ จะให้ทั้งพลังงาน แร่ธาตุ วิตามิน และสารสำคัญอื่นๆ ดังนั้น การกินน้ำตาลมากทำให้ได้แต่พลังงานที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียว เมื่อพลังงานมากเกินไปก็จะทำให้อ้วนและมีการสะสมเป็นไขมัน

2. หยุดมัน – ของทอดอาจจะเป็นเมนูโปรดของหลายคน จริงๆ แล้วไขมันเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของผนังเซลล์ ช่วยในการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ที่ละลายในแต่การทานไขมันมากจะทำให้อ้วนง่าย เสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ ส่งผลเสียต่อหลอดเลือดและหัวใจ จึงควรหลีกเลี่ยงของทอดและอาหารผัดต่างๆ ที่ใช้น้ำมันมาก

3. งดเค็ม – ความเค็มของอาหารมาจากสารประกอบโซเดียมคลอไรด์ หรือที่รู้จักกันในนามของเกลือแกง เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นกับร่างกาย แต่การได้รับโซเดียมมากเกินไปก็ทำให้เกิดภาวะบวมน้ำ เป็นภาระกับไตในการขับโซเดียมที่เกินความต้องการออกจากร่างกาย เกิดโรคความดันโลหิตสูง มีภาวะแทรกซ้อนต่อสมอง หัวใจ ตับ และไตอีกด้วย

4 วิธีลดความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ต.ค. 2560 เวลา 14:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521854

4 วิธีลดความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลว

เนื่องจากประเทศไทยเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้มีโอกาสเสี่ยงที่ต้องเผชิญกับภาวะหัวใจล้มเหลว

ภาวะหัวใจล้มเหลวมีสาเหตุมาจากความผิดปกติในการทำงานของหัวใจ จนหัวใจมีความอ่อนแรงและไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ตามต้องการ จนเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคลิ้นหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ โรคความดันโลหิตสูง แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง ก็มีส่วนช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้

1. งดเค็ม เพราะอาหารที่มีรสเค็มจะทำให้ผู้ป่วยมีภาวะน้ำคั่งและทำให้อาการทรุดได้อย่างรวดเร็ว จึงควรงดอาหารที่มีรสจัดโดยเฉพาะรสเค็ม

2. ชั่งน้ำหนัก ควรทำเป็นประจำทุกวันในเวลาที่ใกล้เคียงกัน และชั่งโดยเครื่องชั่งน้ำหนักเครื่องเดียวกัน เพื่อป้องกันตัวเลขที่คลาดเคลื่อน การชั่งน้ำหนักเป็นประจำทุกวันจะช่วยให้รู้ถึงภาวะน้ำคั่ง หรืออาการหอบเหนื่อยที่กำลังมาเยือน หากมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นผิดปกคิ ควรรีบพบแพทย์ หรือโทรรายงานแพทย์ผู้ดูแลทันที

3. กินยา ผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของยาที่กินอย่างละเอียด พร้อมกินยาอย่างเป็นประจำตามที่แพทย์แนะนำ

4. ออกกำลังกาย ทุกคนควรออกกำลังกายอย่างถูกวิธี ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เช่น การเดินเร็ว การขี่จักรยาน การว่ายน้ำ โดยต้องไม่ลืมวอร์มทุกครั้งก่อนการออกกำลังกาย และควรหยุดพักทันทีหากเริ่มมีอาการเหนื่อย หอบ หรือแน่นหน้าอก