Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: 2560(2017)

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

อัตราการว่างงานกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่

Posted on July 6, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/297077

อัตราการว่างงานกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่

อัตราการว่างงานกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 17.04 น.

“..มีประชาชนส่วนใหญ่คิดว่าการว่างงานของประเทศไทยไม่สูงและไม่เป็นปัญหา แต่ระยะหลังเมื่อได้ฟังหรือได้อ่านเกี่ยวกับตัวเลขจำนวนและอัตราการว่างงาน เช่น ในไตรมาส 1 ปี 2560 ที่เผยแพร่โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่ามีคนว่างงาน 463,319 คน หรือร้อยละ 1.21 ของกำลังแรงงาน 38.21 ล้านคน ดูจะไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียนหรือในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์แรงงาน ถือว่าประเทศไทยมีการจ้างงานเต็มที่ (Full Employment) จึงไม่น่าห่วงแต่อย่างใดในภาพรวม..”

แต่ถ้าจะวิเคราะห์ลึกลงไปสักนิด โดยนำตัวเลขการว่างงานของปี 2560 ไปเทียบกับไตรมาสเดียวกัน ของปี 2557 (ก่อนมี คสช.) จะพบว่า มีสิ่งที่เหมือนกันคือ อัตราการว่างงานสูงสุดเมื่อแรงงานมีอายุ 35 – 39 ปี ทั้งในปี 2557 และปี 2560 โดยปี 2560 มีจำนวนคนว่างงาน 463,379 คน ซึ่งสูงกว่าไตรมาสเดียวกันของปี 2557 (จำนวน 341,117 คน) หรือเพิ่ม 122,162 คน เช่นเดียวกับอัตราการว่างงานในปี 2560 สูงกว่าปี 2557 ในไตรมาสเดียวกัน

และถ้าพิจารณาให้ลึกลงไปอีกพบว่าอัตราการว่างงานในช่วงอายุ 15-39 ปีของไตรมาสแรกปี 2560 สูงกว่าไตรมาสเดียวกันของปี 2557 ในทุกกลุ่มอายุ “และถ้าดูอัตราการว่างงานจากทุกช่วงอายุจะพบว่าปี 2560 นั้นสูงกว่าปี 2557 เกือบทุกช่วงอายุ” อัตราและจำนวนการว่างงานในปีปัจจุบันที่สูงกว่าปี 2557 เป็นผลมาจากความสามารถในการดูดซับแรงงาน (ทั้งเก่าและใหม่) ในตลาดแรงงาน อันเนื่องมาจากความพยายามในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้พ้นจากความตกต่ำ อาจจะยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

เทียบกับตัวเลขของ “เอ ดี บี” (ADB – ธนาคารพัฒนาเอเชีย) ประมาณการการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (GDP) ของประเทศไทยใน ปี 2560 ต่ำกว่าทุกประเทศในอาเซียน จากการพิจารณาเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ 4 ตัวคือ การบริโภคภาคประชาชน (C) การลงทุนของภาคเอกชน (I) การใช้จ่ายของภาครัฐ (G) และการส่งออกสุทธิ (X-M) ซึ่งเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายนี้ถูกมรสุมของวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์จากซีกประเทศตะวันตกเล่นงานตลอดจนปัญหาราคาน้ำมันตกต่ำ ทำให้เกิดปัญหาการส่งออกตกต่ำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

“..การส่งออกสุทธินี้เคยมีสัดส่วนมากกว่า 65% ของ GDP จริงอยู่การขยายตัวของ GDP ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปี 2559 ถึงจะเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ไม่ถึง 1%  เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนมาถึงประมาณ 2.3% ในปี 2558 และคาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 3.5%ในปี 2560 คงจะส่งผลให้อัตราการขยายตัวของ GDP น่าจะมากกว่า 3.5% จากการพยากรณ์ของหลายสำนักทางเศรษฐกิจ..”

การเติบโตดังกล่าว “ส่งผลในเรื่องของขีดความสามารถในการดูดซับแรงงานได้ดีในระดับล่าง” ซึ่งมีภูมิหลังไม่เกินระดับประถมศึกษา จากตัวเลขเดือนกรกฎาคม 2560 มีอัตราการว่างงานไม่เกิน 1% ซึ่ง “เรามีสถานประกอบการประเภทต้องใช้แรงงานจำนวนมาก (labor intensive) และเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดย่อมมากกว่า 95%” ซึ่งใช้แรงงานระดับล่างมากเกินไป (over-employed) “จนต้องนำแรงงานต่างด้าวมากกว่า 3 ล้านคน” เข้ามาทำงานเสริมกับคนไทย เพื่อลดปัญหาขาดแรงงานระดับล่างเรื้อรังมามากกว่า 15 ปี

หลากหลายธุรกิจที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว

ในทางกลับกัน อัตราการว่างงานของแรงงานที่มีภูมิหลังทางการศึกษามากกว่ามัธยมต้นขึ้นไปกลับตรงกันข้ามคือ อัตราการว่างงานของผู้มีภูมิหลังการศึกษากลุ่มนี้ เช่น ในเดือนกรกฎาคม 2560 สูงเกินกว่าค่าเฉลี่ย (1.2%) จนถึง 3.3% โดยเฉพาะ “ตัวเลขของการว่างงานของภูมิหลังการศึกษาอนุปริญญาตรีสูงถึง 3.2% และ 3.3%” เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพได้ยกตัวอย่าง ข้อมูลการมีงานทำของสำนักงานสถิติแห่งชาติ กรกฎาคม ปี 2560 จากจำนวนผู้ว่างงานทั้งหมด 4.76 แสนคน “มีผู้ว่างงานตั้งแต่ ม.ต้น ถึง ป.ตรี ถึง 426,000 คน” หรือ 87% ของผู้ว่างงานทั้งหมด

“..ภาพที่มองเห็นก็คือ สถานประกอบการนับตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้านั้นจนถึงรัฐบาลปัจจุบันเข้ามาบริหาร ยังไม่สามารถปรับโครงสร้างภาคการผลิตของประเทศไทย ให้สามารถจ้างแรงงานที่มีความรู้ความสามารถมีการศึกษาดีเข้ามาทำงานได้หมด ถ้าสังเกตตัวเลขการว่างงานของผู้จบมัธยมปลายซึ่งรวมเอาผู้จบสายอาชีพเข้าไว้ด้วยพบว่า สามารถจ้างงานได้ดีแต่ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากยังมีผู้ว่างงานในระดับเดียวกันค่าเฉลี่ยคือ ร้อยละ 1.2 ..”

ที่หนักหนาสาหัสเห็นจะเป็นเรื่อง “ผู้จบปริญญาตรีที่ว่างงานมากกว่า 2.5 แสนคน” โดยมีสัดส่วนผู้จบสายวิชาการตกงานมากกว่าสายอาชีพมากกว่า 2 เท่า “นับเป็นความสูญเปล่าทั้งผู้จบ ครอบครัว และทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล” ในยุคที่เรามีกำลังแรงงานใหม่เริ่มจะลดลง แต่ภาคเศรษฐกิจยังไม่สามารถที่จะพัฒนาปรับตัวมากพอที่จะดูดซับผู้มีการศึกษาและความรู้สูงได้หมด

ที่จริงจะไปโทษทางฝ่ายผู้พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศฝ่ายเดียวไม่ได้ “ต้องหันมา (โทษ) มองฝ่ายที่ผลิตกำลังคนบ้างที่ไม่ได้สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับผู้ปกครองและเด็กได้เข้าใจความต้องการ (อุปสงค์) ในตลาดแรงงานว่ามีการปรับตัวในทิศทางใด” การผลิตตามศักยภาพของตัวเอง ตามใจผู้ปกครอง ตามใจนักเรียน (ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ทราบว่าจะเรียนอะไรดี)

โดยมีการสนับสนุนของภาครัฐที่สนับสนุนเงินทอง ทั้งอุดหนุนค่าหัว ไม่พอก็มีเงินกู้ กยศ. มาเพิ่มเติมให้อีกเพื่อให้เป้าหมายของผู้ปกครองได้ชื่นใจที่เห็นลูกจบปริญญา (ถือว่า “เป็นวันชื่นคืนสุข” ของครอบครัวมาถ่ายรูปฉลองกันอย่างเต็มที่) แล้วในที่สุดก็หนีไม่พ้นกรรมคือผู้ที่จบปริญญาเป็นจำนวนถึง 2.53 แสนคนไม่มีงานทำ กลายเป็นภาระของพ่อแม่ เงินออม ทรัพย์สินของพ่อแม่ที่หวังจะเอาไปใช้ยามแก่ต้องเอามาดูแลลูกที่จบปริญญาต่อไป เป็นภาระของรัฐและเยาวชนรุ่นต่อไป

ที่ส่วนใหญ่ของผู้ว่างงานเหล่านี้ไม่สามารถคืนเงินกู้ให้กับรัฐ เพื่อหมุนเวียนให้เยาวชนรุ่นต่อไปกู้ได้ บางคนอาจจะเป็น “มหากาพย์” ขึ้นโรงขึ้นศาล ซึ่งเรื่องนี้ไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ!!!

ดร. ยงยุทธ  แฉล้มวงษ์
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

​เปิดสูตรความร่วมมือทางสังคม ที่หวังผลได้ของไทย

Posted on July 6, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/296987

​เปิดสูตรความร่วมมือทางสังคม ที่หวังผลได้ของไทย

​เปิดสูตรความร่วมมือทางสังคม ที่หวังผลได้ของไทย

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 12.57 น.

11 ต.ค.60 ภาพรวมของการให้บริการทางสังคมของไทยในปัจจุบันนั้น ภาครัฐซึ่งมีบทบาทหลักและดำเนินงานหลายด้าน  ส่งผลให้บริการที่ให้ไปส่วนมากเป็นไปในรูปแบบเหมาแข่งและตั้งรับ ขณะที่ภาคเอกชนมีเงินทุน CSR ในการทำโครงการเพื่อสังคมแต่บางครั้งยังขาดความต่อเนื่อง ส่วนภาคประชาสังคมซึ่งทำงานใกล้ชิดกับประชาชนและเข้าใจสภาพที่แท้จริงของปัญหา ก็มักขาดแคลนทุนดำเนินงาน

 

การให้บริการทางสังคมของไทยจึงยังเป็นลักษณะ “แยกส่วน” บางโครงการไม่ต่อเนื่องจึงไม่เห็นผล ทั้งที่เงินลงทุนเพื่อสังคมมีมากในแต่ละปี “เฉพาะเงินบริจาคของคนไทยมีถึงปีละประมาณ 7 หมื่นล้านบาท” ขณะที่ภาคเอกชนมีงบประมาณทำ CSR ปีละไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท หากนำสองส่วนนี้มารวมกันเราจะมีเงินมหาศาลที่จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นรูปธรรม  ประเทศไทยจึงมีความพร้อมที่จะลงทุนเพื่อสังคม แต่ยังขาดเครื่องมือในการลงทุนที่จะสร้างผลลัพธ์ทางสังคมที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน

“ความร่วมมือที่เน้นผลลัพธ์เพื่อสังคม” (Social Impact Partnership – SIP) คือ ความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในการออกแบบ ดำเนินการ และให้ทุนสนับสนุนโครงการที่เน้นเชิงป้องกัน และให้ความช่วยเหลือแต่แรกเริ่ม เพื่อให้เกิดผลกระทบทางบวกต่อสังคมที่เป็นรูปธรรม “SIP model” หรือที่รู้จักกันในชื่อพันธบัตรเพื่อสังคม (Social impact bond) หรือ Pay for success เกิดขึ้นแล้วใน 19 ประเทศทั่วโลก และกำลังเป็นที่สนใจในประเทศกำลังพัฒนา เช่น โคลัมเบีย โดยมีแนวคิด คือ นักลงทุนลงทุนในโครงการระยะยาวที่มีเป้าหมายชัดเจน

โดยมีองค์กรกลางที่ตั้งขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการเงินนี้ไปสู่ผู้ให้บริการทางสังคม รวมทั้งติดตามการดำเนินงานของผู้ให้บริการทางสังคม ซึ่งก็จะมีการประเมินผลเป็นระยะ หากโครงการประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย ผู้จ่ายเงินซึ่งส่วนใหญ่คือภาครัฐซึ่งมีภาระหน้าที่ในการดำเนินโครงการทางสังคมนั้นๆอยู่แล้ว จึงจะจ่ายคืนเงินต้นพร้อมผลตอบแทนให้กับนักลงทุนตามที่ตกลงกันไว้  ภาครัฐก็จะประหยัดงบประมาณได้ โดยจ่ายเงินให้กับโครงการที่ประสบผลสำเร็จเท่านั้น

ตัวอย่าง การนำ SIP Model มาใช้ เช่น อังกฤษ ซึ่งมีปัญหา “ผู้ต้องโทษจำคุกระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี มีอัตราการกลับเข้าสู่เรือนจำสูงถึงร้อยละ 60” จึงมีการนำรูปแบบ SIP มาใช้แก้ปัญหาอัตราการกลับเข้าคุกซ้ำของนักโทษระยะสั้น ที่เรือนจำ Peterborough โดยมีนักลงทุน 17 รายซึ่งส่วนใหญ่เป็นองค์กรเพื่อการกุศลร่วมกันระดมทุนได้ 5 ล้านปอนด์ แล้วมี Social Finance เป็นองค์กรกลางที่จัดสรรเงินทุนให้กับผู้ให้บริการทางสังคม 7 องค์กร

องค์กรเหล่านี้รวมตัวกันเรียกว่า One Service จัดบริการช่วยเหลือด้านที่พัก การเงิน ฝึกทักษะและจัดหางาน บริการสุขภาพกายและจิต และให้คำปรึกษาครอบครัวผู้พ้นโทษ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้พ้นโทษระยะสั้น 2,000 คน “ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ผลประเมินพบว่า อัตราการกลับเข้าคุกลดลงถึงร้อยละ 9”  เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ที่ไม่ได้รับบริการ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของโครงการที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 7.5 กระทรวงยุติธรรมจึงจ่ายคืนเงินต้นและผลตอบแทนอีกร้อยละ 3 ให้กับนักลงทุนตามที่ตกลงกันไว้

สำหรับ ประเทศไทย การศึกษา SIP model เลือกศึกษาบริการทางสังคม 4 ด้านที่มีผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม และครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายหลากหลาย คือ การพัฒนาการศึกษา การให้บริการส่งเสริมสุขภาพหรือป้องกันโรค การเพิ่มผลิตภาพ SMEs และการฝึกอาชีพหรือส่งเสริมการจ้างงาน โดยบริการทั้ง 4 ด้านมีผู้เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานรัฐและองค์กรภาคสังคมที่มีการดำเนินงานจำนวนมาก ภาคเอกชนหรือนักลงทุนสนใจช่วยเหลือ

เช่น การให้ทุนการศึกษา การบริจาคเงินหรือสิ่งของให้ รพ. การพัฒนา SMEs และการฝึกอาชีพและการจ้างงานเป็นผลประโยชน์โดยตรงของภาคเอกชน SIP Model มีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ 1.ด้านการเงิน จะใช้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมาย นักลงทุนมีหลายรูปแบบ เป็นได้ทั้งบุคคลธรรมดาหรือรูปแบบอื่นๆ การจ่ายผลตอบแทนขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ที่กลุ่มเป้าหมาย มักมีการกำหนดเพดานการจ่ายผลตอบแทนไว้ เพื่อให้ผู้ประเมินหรือภาครัฐสามารถประเมินเพื่อเตรียมงบประมาณที่ต้องใช้ได้

2.ด้านการบริหารจัดการ ส่วนมากจะเป็นองค์กรกลางหรือทำข้อตกลงกับผู้ลงทุนโดยตรงก็ได้ ส่วนใหญ่จะมีระยะเวลามากกว่า 1 ปีเนื่องจากต้องใช้เวลาในการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหา 3.การประเมินผลที่ชัดเจน ซึ่งจะทำให้ SIP model แตกต่างจากเงินบริจาคทั่วไป การริเริ่ม SIP model ในประเทศไทย จึงต้องเริ่มจากการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ จัดตั้งโครงการ ดำเนินการ การประเมิน และการจ่ายผลตอบแทน

แม้ปัจจุบันยังมีกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการ อาทิ “การออกพันธบัตรโดยรัฐ” อาจไม่สามารถทำได้ ณ ขณะนี้เพราะไม่เข้าเงื่อนไขการเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงิน ขณะที่ “การจัดตั้งกองทุน” ทำได้แต่ต้องออกกฎหมายที่ชัดเจนและมีการกำกับดูแล ส่วน “การใช้เงิน CSR ของภาคเอกชน” เพื่อลงทุนในโครงการความร่วมมือที่เน้นผลลัพธ์เพื่อสังคม ซึ่งปัจจุบันเป็นการนำมาลดหย่อนภาษีที่ผูกกับเงินให้เปล่า

ดังนั้นถ้าหากนำมาเป็นเงินตั้งต้นในการทำ SIP Model ก็จะไม่ใช่เงินให้เปล่าและไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ จึงอาจไม่จูงใจเอกชนเท่าไหร่ นอกจากนี้ “ยังไม่มีกฎหมายที่อนุญาตให้รัฐจ่ายเงินให้เอกชนในฐานะนักลงทุนซึ่งจะเป็นปัญหาตอนจ่ายเงินคืนเมื่อโครงการประสบผลสำเร็จ” ส่วนการใช้งบประมาณผูกพันข้ามปี ปัจจุบันทำได้ตามระเบียบการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ.2534 แต่ไม่ควรเกิน 5 ปี

อย่างไรก็ตาม หากเห็นประโยชน์และต้องการดำเนินโครงการ SIP Model จริงๆ กฎระเบียบเหล่านี้ก็สามารถแก้ไขได้ และหากจะผลักดันให้เกิดโครงการ SIP Model  สิ่งที่ทำได้เลยทันที คือ “รัฐบาลควรเป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก” จัดตั้งเวทีที่เปิดกว้างสำหรับผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม วิชาการ ให้เข้ามาแลกเปลี่ยนความเห็นและประสบการณ์ หน่วยงานของรัฐควรเริ่มจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการสังคมที่ตนเองรับผิดชอบ รวมถึงการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคม (SROI) ของโครงการที่ผ่านมา

ภาครัฐควรจัดให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการนำร่องในเชิงลึก ที่มีรายละเอียดที่พร้อมสำหรับการดำเนินโครงการต่อไป “โดยโครงการนำร่องควรเป็นโครงการขนาดเล็กที่มีกลุ่มเป้าหมายจำนวนไม่มาก” และสุดท้าย “เร่งประชาสัมพันธ์แนวคิดโครงการความร่วมมือที่เน้นผลลัพธ์เพื่อสังคม” แก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เน้นการเปลี่ยนแนวคิดจากการบริจาคที่ไม่หวังผล เป็นการลงทุนเพื่อสังคมที่วัดผลได้

ในระยะยาว รัฐบาลควรมีการศึกษาเพื่อแก้ไขและเพิ่มเติมกฎระเบียบที่จะเอื้อให้เกิดโครงการความร่วมมือที่เน้นผลลัพธ์เพื่อสังคม เกิดการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มีการจัดตั้งองค์กรกลางที่จะเข้ามามีบทบาทเป็นกลไกขับเคลื่อนในระยะยาวเช่น Social Finance ซึ่งทำในหลายประเทศ โดยเป็นองค์กรที่มีตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

โดยสรุป SIP Model สามารถทำได้ในประเทศไทย โดยอาจทำเป็นโครงการเล็กๆในระดับพื้นที่ และเมื่อเชื่อมโยงโครงการเล็กๆ ในระดับพื้นที่เข้าด้วยกันก็จะเห็นผลลัพธ์ในระดับประเทศไทยได้!!!

ดร.บุญวรา สุมะโน เจนพึ่งพร

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

 

ดร.บุญวรา สุมะโน เจนพึ่งพร

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เห็นแล้วต้องอมยิ้ม! คุณพ่อขออาจารย์พาลูกเข้าห้องสอบ เพราะสาเหตุ?

Posted on July 2, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/296977

เห็นแล้วต้องอมยิ้ม! คุณพ่อขออาจารย์พาลูกเข้าห้องสอบ  เพราะสาเหตุ?

เห็นแล้วต้องอมยิ้ม! คุณพ่อขออาจารย์พาลูกเข้าห้องสอบ เพราะสาเหตุ?

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 11.14 น.

11 ต.ค. 60 ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Tiffany Anuzza Pothibanlang” ได้แชร์รูปภาพของคุณพ่อที่พาลูกมาสอบด้วยโดยมีเนื้อหาดังนี้

#อาจารย์ครับผมขอเอาลูกเข้าสอบด้วยได้ไหมครับลูกผมติดผมไม่มีใครดูแลเลยมีกันสองคนพ่อลูก

ไม่เป็นไรเนาะน้องชายพี่…..แกเก่งแล้ว ม่ายมีใครย้อนเวลาไปได้ แต่เราแก้ไขในปัจจุบันได้

หลังจากรูปนี้ได้ถูกแชร์ในโลกออนไลน์ ต่างมีชาวเน็ตต่างเข้ามาชื่นชมความเป็นคุณพ่อ และให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ครั้งหนึ่งในชีวิต! จิตรกรหนุ่มวาดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ร.9

Posted on July 2, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/296967

ครั้งหนึ่งในชีวิต! จิตรกรหนุ่มวาดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ร.9

ครั้งหนึ่งในชีวิต! จิตรกรหนุ่มวาดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ร.9

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 10.09 น.

11 ต.ค.60 ที่บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลนครตรัง นายจิรพัฒน์ เกิดดี หรืออาจารย์แมว อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 105/4 ซ.7 ถ.พัทลุง ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง หนุ่มจิตรกรชาวตรังซึ่งอาสาตัว มาวาดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นภาพที่เกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9ทรงประกอบพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ ที่เสด็จประพาสจังหวัดตรัง อาทิ ภาพพระปรมาภิไธยย่อที่น้ำตกกะช่อง ภาพ เสด็จประพาสถนนราชดำเนิน อำเภอเมืองตรัง ซึ่งในการวาดภาพเกิดจากเรื่องราวต่างๆ และจินตนาการ ที่เกิดจากการแสดงความจงรักภักดี ความเชื่อและศรัทธาพระองค์ท่าน ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นภาพจำนวน 14 ภาพ ซึ่งภาพวาดด้วยสีอะคริลิค มีขนาดของภาพพระบรมสาทิสลักษณ์มีขนาด 1.50 x 2 เมตร และภาพใหญ่ขนาด  1.5 x4 เมตร ได้นำมาติดตั้งจำนวน 10 ภาพ ซึ่งจะหมุนเวียนเปลี่ยนสลับกันไป

นายจิรพัฒน์  หรืออาจารย์แมว กล่าวว่า ตนเองได้ใช้งบส่วนตัวของตนเองทั้งหมด รวม 200,000 กว่าบาท เพื่อที่จะทำจิตอาสาตรงนี้ด้วยตนเอง ต้องการให้ในจังหวัดตรัง ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ ของการ ทำเพื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 นับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตที่ครั้งหนึ่ง ตนได้ทำให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างสมพระเกียรติ และเพื่อให้คนตรัง ได้รู้สึกภูมิใจอีกด้วย ตนจะคอยดูแลภาพทุกวัน สำหรับภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ ได้ติดตั้งตั้งแต่ 31 ธันวาคม 2559 และหากภาพเกิดการชำรุดหรือได้รับความเสียหาย เนื่องจากแสงแดด หรือฝนตกหนัก ตนก็จะคอยเติมสี และนำภาพกลับไปซ่อมแซมอยู่ทุกครั้ง

 “และในวันนี้ก็เช่นกัน ผมก็ได้นำภาพทั้งหมด กลับไปซ่อมแซม เปลี่ยนโทนสีภาพ เขียนตกแต่งใหม่โครงสร้างของสีเปลี่ยนไปจากยุคแรก ให้มีความเปล่งบารมีที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จสู่สรวงสวรรค์แล้ว ลักษณะของภาพ ก็จะออกเป็นโทนแสงสีทอง สดใส เมื่อผู้ใดได้พบเห็น ก็รู้สึก เหมือนพระองค์ท่าน ได้กลับสู่สรวงสวรรค์ เป็นเทวดาอยู่บนฟ้าเช่นกันสำหรับการติดตั้งภาพครั้งนี้ ตนทำด้วยใจ แม้จะเจออุปสรรค ในการจัดทำรูปภาพ แต่ตนเชื่อในความดี และความศรัทธาในพระองค์ท่าน ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทำให้ตนมีกำลังใจ ผ่านพ้น และฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ทุกครั้ง” นายจิรพัฒน์ กล่าว

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ที่แท้เป็นชาวต่างชาติ! รวบสาวจีนเร่งเครื่องชนตร.อาสาเจ็บ

Posted on July 2, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/296963

ที่แท้เป็นชาวต่างชาติ! รวบสาวจีนเร่งเครื่องชนตร.อาสาเจ็บ

ที่แท้เป็นชาวต่างชาติ! รวบสาวจีนเร่งเครื่องชนตร.อาสาเจ็บ

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 09.37 น.

11 ต.ค. 60 จากกรณีบนโลกออนไลน์แชร์คลิป ที่ถูกบันทึกโดยผู้อยู่ในเหตุการณ์ในพื้นที่พัทยาใต้ จ.ชลบุรี พบรถเก๋ง สีแดง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจ ขณะที่ยังเปิดประตูรถอยู่นั้น กลับเร่งเครื่องจนตำรวจรายนั้นไถลไปกับรถ ทั้งยังชนท้ายรถเก๋งที่จอดอยู่ท้ายและรถจักรยานยนต์ที่มีเด็กผู้หญิงซ้อนท้ายล้มลง

ล่าสุด เวลา 20.30 วานนี้(10 ต.ค.) เพจเฟซบุ๊ก เรารักพัทยา ได้โพสต์ว่า นายต้น ลึกทะเล อายุ 33 ปี เจ้าหน้าที่ตำรวจอาสาจารจร ที่อยู่ในเหตุการณ์ ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่เห็นรถเก๋งสีแดงจอดในที่ห้ามจอดจึงได้ทำการเรียกรถยกมายกรถแต่เจ้าของรถกลับมาเจอพอดีทำให้เกิดมีปากเสียง

เจ้าหน้าที่นายนี้จึงเข้าไปเพื่อห้ามไม่ให้มีปากเสียงกัน หลังจากนั้นก็เป็นไปตามคลิปที่หลาย ๆ คน เห็นกัน และอาการของคนขับมอเตอร์ไซค์ซึ่งโดนสาวจีนคนนี้ชน ทำให้บาดเจ็บซี่โครงหัก อย่างไรก็ตามในเรื่องนี้ด้านบริษัทประกันรถ ได้ออกมารับผิดชอบโดยดูแลค่ารักษาผู้บาดเจ็บและเจ้าหน้าที่ตำรวจอาสา ส่วนหญิงจีนโดนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณภาพ : เรารักพัทยา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : โซเชียลแห่ประณามเก๋งตีนผี เร่งเครื่องหนีลากตร.ไถล ชนจยย.ซ้ำเด็กร่วง (ชมคลิป)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

แม่ก็จำไม่ได้! เกาหลีใต้กักตัว3สาวจีนศัลยกรรมจนหน้าเปลี่ยน (ชมคลิป)

Posted on July 2, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/296956

แม่ก็จำไม่ได้! เกาหลีใต้กักตัว3สาวจีนศัลยกรรมจนหน้าเปลี่ยน (ชมคลิป)

แม่ก็จำไม่ได้! เกาหลีใต้กักตัว3สาวจีนศัลยกรรมจนหน้าเปลี่ยน (ชมคลิป)

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 08.08 น.

สาวจีนถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีใต้สกัด ไม่ให้ออกนอกประเทศ หลังบินมาทำศัลยกรรมใบหน้าจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม และไม่เหมือนรูปในพาสปอร์ตของตนเอง

เว็บไซต์ข่าวออนไลน์ในฮ่องกงรายงานข่าวแปลก เรื่องราวของหญิงสาวชาวจีน 3 คน ที่ไม่ได้รับการระบุชื่อถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่ท่าอากาศยานนานาชาติคิมโพ ทางตะวันตกของกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ห้ามไม่ให้ออกนอกประเทศ หลังทั้ง 3 คนใช้ช่วงเวลาวันหยุดยาว 8 วันเนื่องในวันชาติจีน เดินทางจากบ้านเกิดมามาผ่าตัดทำศัลยกรรมใบหน้าที่เกาหลีใต้จนหน้าเดิมแตกต่างจากใบหน้าใหม่อย่างสิ้นเชิงและไม่เหมือนรูปถ่ายในหนังสือเดินทาง โดยใบหน้าของทั้ง 3 คนกำลังอยู่ในช่วงที่ต้องพักฟื้นหลังการผ่าตัดเนื่องจากยังมีอาการบวมและมีผ้าพันแผลพันอยู่โดยรอบ ขณะกำลังถูกทำเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีใต้กักตัวและสอบปากคำ เพื่อยืนยันอัตลักษณ์บุคคลของพวกเธอ

ภาพนิ่งดังกล่าว ซึ่งมีผู้ถ่ายไว้และนำมาโพสต์ลงทางสื่อออนไลน์ของจีน ทำให้คนบนโลกออนไลน์เข้ามาแสดงความเห็นอย่างมากมายแล้วกว่า 30,000 คอมเมนต์, กดไลค์กว่า 50,000 ไลค์ และถูกแชร์ไปกว่า 23,000 ครั้งเลยทีเดียว หลายคนบอกว่า เข้าใจเจ้าหน้าที่ของเกาหลีใต้ เพราะหน้าของหญิงสาวทั้ง 3 คนเปลี่ยนไปอย่างมาก อย่าว่าแต่เจ้าหน้าที่เลย แม้แต่แม่ของพวกเธอยังอาจจำหน้าพวกเธอไม่ได้ด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่า หญิงชาวจีนทั้ง 3 คนนี้ได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับประเทศได้หรือยัง

 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘นั่งร้านถล่ม’ อุบัติเหตุซ้ำซากงานก่อสร้าง

Posted on July 2, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/296849

‘นั่งร้านถล่ม’ อุบัติเหตุซ้ำซากงานก่อสร้าง

‘นั่งร้านถล่ม’ อุบัติเหตุซ้ำซากงานก่อสร้าง

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“คนงานก่อสร้าง” 1 ในอาชีพที่ถูกให้นิยามว่า“3D” ซึ่งเป็นศัพท์ของแวดวงแรงงาน หมายถึงงานที่มีลักษณะครบทั้ง 3 ประการในงานประเภทเดียวกัน ประกอบด้วย “Dirty” (สกปรก) สภาพการทำงานทำให้เสื้อผ้าเนื้อตัวมอมแมมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “Difficult” (ยากลำบาก) ใช้กำลังแรงกายมากไม่ใช่งานนั่งโต๊ะในสำนักงาน และ “Dangerous” (อันตราย) ทำงานภายใต้ความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ที่ผ่านมามักจะมีข่าวอุบัติเหตุสิ่งก่อสร้างต่างๆ พังถล่มลงมาระหว่างกำลังทำการก่อสร้างอยู่เนืองๆ และหลายครั้งนำมาซึ่งความสูญเสีย คนงานก่อสร้างหลายคนต้องจบชีวิตลงภายใต้ซากปรักหักพัง หรือไม่ก็ได้รับบาดเจ็บเลือดตกยางออก อาทิ เหตุอาคารหอพักย่านคลอง 6 จ.ปทุมธานี ถล่มเมื่อ 11 ส.ค. 2557 มีคนงานเสียชีวิต 14 ศพ เป็นต้น หรือเหตุแผ่นปูนถล่ม ณ อาคารในซอยเพชรบุรี 32 ถ.เพชรบุรี กรุงเทพฯ มีคนงานบาดเจ็บ 3 รายเมื่อ 28 พ.ค. 2560

และเหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ 30 ก.ย. 2560 กับโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมระหว่าง ต.บ้านกล้วย กับ ต.ท่าชัย อ.เมือง จ.ชัยนาท พังถล่มลงมา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย ในจำนวนนี้อาการสาหัสถึง 3 ราย ซึ่งแม้ทั้ง 3 เหตุการณ์จะเกิดต่างสถานที่ต่างวันเวลา แต่เมื่อผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ตรวจสอบ กลับพบความเหมือนกัน คือ“นั่งร้านรับน้ำหนักไม่ไหว” เป็นต้นตอของทั้ง 3 กรณี

9 ต.ค. 2560 ชูเลิศ จิตเจือจุน ผู้ชำนาญการพิเศษทดสอบความรู้ความชำนาญระดับสามัญวิศวกร สาขาวิศวกรรมโยธา สภาวิศวกร เปิดเผยในงานแถลงข่าว “บทเรียนสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาท” ณ รร.เจ้าพระยาปาร์ค ถ.รัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพฯ ว่า ภายหลังการลงพื้นที่ตรวจสอบจุดที่สะพานถล่ม เมื่อ 3 ต.ค. 2560 หรือ 3 วันหลังเกิดเหตุ พบว่า

1.เสาค้ำยันบางจุดไม่มั่นคง เห็นได้จากบางจุดเสาไม่ได้อยู่ในแนวดิ่ง อีกทั้งยังสูงชะลูดซึ่งจะแกว่งเอนไป-มาด้านข้างได้ง่าย 2.Jack Base (ฐานรอง) ตั้งไว้ในแนวดิ่งจำนวนมากโดยไม่มีตัวค้ำยันด้านข้างลักษณะนี้หากมีส่วนใดส่วนหนึ่งล้มก็จะล้มต่อกันเป็นทอดๆ 3.กระแสน้ำไม่น่าจะเกี่ยวข้อง เพราะแม้พบร่องรอยตลิ่งพังแต่ก็เพียงเล็กน้อย อีกทั้งไม่ได้ทำให้เสาที่ตอกค้ำไว้เคลื่อนตัวผิดปกติ และกระแสน้ำจุดดังกล่าวก็ไม่ได้เชี่ยวกราก ไม่พบการกัดเซาะชายฝั่ง

4.จุดเชื่อมต่อนั่งร้านไม่แข็งแรง เห็นได้จากการนำเศษเหล็กขนาด 6-9 มม. มาเชื่อมข้อต่อของนั่งร้าน ซึ่งเมื่อต้องรับน้ำหนักมากในการค้ำยัน ก็จะเกิดอาการโก่งตัวหรือขยับตัวของระบบนั่งร้านได้ง่าย 5.ปัญหาจากการปรับระดับนั่งร้าน กล่าวคือ เมื่อปรับแล้วไม่ได้ระดับ ก็จะนำเหล็กรูปตัว C นำมาพลิกคว่ำวางบนเหล็กคาน แล้วนำเหล็กคานกับเสามาวางทับอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเหล็กตัว C นั้นรับน้ำหนักได้น้อยจึงเกิดการบิดตัวได้ง่าย ซึ่งนี่เป็นจุดอ่อนที่ทำให้นั่งร้านพังถล่มลงมา

“เราเห็นจุดบกพร่องจากฝั่งที่เกิดถล่มลงมา เราก็ไปดูอีกฝั่ง สิ่งที่เห็นก็คล้ายๆ กันเสาค่อนข้างมีความชะลูดสูง ไม่มีตัวค้ำยันด้านข้างเพียงพอ ทำให้ระบบทั้งระบบมีเสถียรภาพต่ำ เสาที่ใช้ในการค้ำยันก็มีการตัดต่อ จุดต่อเยอะมาก แล้วก็ใช้แค่เหล็กเส้นเป็นตัวเชื่อมยึด พวกนี้จะทำให้เกิดปัญหาเรื่องความสามารถในการรับน้ำหนัก ที่เห็นชัดเจนคือมีการใช้เหล็กเส้นมาเป็นตัวค้ำยันทแยง ซึ่งปกติจะต้องเป็นโครงสร้างที่รับแรงอัด แต่พอใช้เหล็กเส้นนี่แทบจะรับแรงอัดไม่ได้เลยมันก็จะเกิดความไม่มั่นคงอย่างมาก” ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา กล่าว

ขณะที่ผู้ชำนาญการพิเศษทดสอบความรู้ความชำนาญระดับสามัญวิศวกร สาขาวิศวกรรมโยธาสภาวิศวกร อีกราย อรรถสิทธิ ศิริสนธิ ตั้งข้อสังเกตว่า 1.ผู้ออกแบบสิ่งก่อสร้างจะออกแบบบนฐานคิดที่ว่าสิ่งก่อสร้างนั้นสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ดังนั้นโครงสร้างระหว่างก่อสร้าง การรับแรงต่างๆ อาจไม่เหมือนกับตอนที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ดังนั้นทั้งเจ้าของโครงการ บริษัทที่ปรึกษา และผู้รับเหมาก่อสร้าง ต้องใส่ใจประเด็นนี้ขณะทำการก่อสร้างด้วย 2.ระบบนั่งร้านต้องมีการคำนวณให้สอดคล้องกับโครงการก่อสร้าง ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ถูกควบคุมด้วยวิชาชีพตามกฎหมาย

“นั่งร้านชั่วคราวมันไม่มีเงินเบิกจ่าย แต่มันเป็นส่วนที่ต้องทำเพื่อให้ได้โครงสร้างจริงแล้วไปเบิกเงิน จริงๆ มันจะต้องถูกคิดอยู่ในต้นทุนของโครงการการก่อสร้างนั้นๆ ทุกคนก็จะพยายามประหยัดเพื่อให้ได้กำไรมากขึ้น จึงต้องมองแยกออกมา เช่น เจ้าของงานอาจต้องให้ผู้รับเหมาแยกออกมาเลย เหมือนพวกอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย เขาทำเขาก็เบิกเงินได้ มีเงินให้เขาเห็นอาจจะดีขึ้นเพราะทุกคนต้องทำบนมาตรฐานเดียวกัน” อรรถสิทธิ ระบุ

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ เสนอแนะว่า 1.ต้องยื่นเอกสารคำนวณระบบนั่งร้านพร้อมรายละเอียด ซึ่งตามกฎสภาวิชาชีพ ต้องเป็นวิศวกรระดับสามัญขึ้นไป 2.รายการคำนวณต้องสอดคล้องกับวิธีการก่อสร้าง 3.ต้องมีแผนงานควบคุมกำกับดูแลความปลอดภัยในการก่อสร้างให้มีมาตรฐาน ซึ่งขณะนี้ทางสภาวิศวกรอยู่ระหว่างการจัดทำมาตรฐานขั้นต่ำ สำหรับให้นำไปปรับใช้ตามขนาดของโครงการ

ด้าน วัฒนพงศ์ หิรัญมาลย์ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร กล่าวเสริมว่า สะพานแต่ละแบบมีวัตถุประสงค์ไม่เหมือนกัน การออกแบบโครงสร้างจึงแตกต่างกัน “ดังนั้นรายละเอียดระหว่างก่อสร้างสะพานแต่ละแห่งจึงมีความเป็นเฉพาะตัว” ผู้รับงานที่ปรึกษาโครงการจึงต้องเป็น “ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน”ในการก่อสร้างสะพานรูปแบบนั้นด้วย ที่ปรึกษาในงานก่อสร้างทั่วไป บางครั้งอาจไม่เหมาะสมกับบางงานที่ต้องการความเป็นพิเศษ ขณะที่ผู้รับเหมาก็ต้อง “เคร่งครัด” ให้กระบวนการก่อสร้างเป็นไปตามหลักวิศวกรรม

“ผู้ว่าจ้างอาจต้องพิจารณาตั้งแต่การจัดสรรงบ ถ้าสะพานมีความพิเศษอาจต้องจัดสรรงบไว้ตั้งแต่ต้น เพื่อให้ผู้เข้าประมูลงานได้ทราบว่านี่คือข้อกำหนดที่คุณต้องพิจารณา เช่นการจัดหาที่ปรึกษาเฉพาะทางเข้ามาดูเพื่อให้เกิดความปลอดภัย เกิดความมั่นใจตลอดการก่อสร้าง มีการกำหนดการวิเคราะห์โครงสร้างสะพานในระหว่างก่อสร้าง

ตรงนี้ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกบริษัทรับเหมาที่ทราบว่าตัวเองมีหน้าที่ต้องตรวจสอบ คือภาวะอันตรายอาจจะเกิดขึ้นระหว่างก่อสร้าง ต้องมีแบบคำนวณโครงสร้างชั่วคราว ซึ่งก็มีหลายแบบ อย่างนั่งร้านนี่คือโครงสร้างชั่วคราวแบบทั่วไป เดี๋ยวต่อไปจะได้เห็นโครงสร้างชั่วคราวแบบพิเศษอีกเยอะเกิดขึ้นในประเทศไทย” วัฒนพงศ์ ฝากทิ้งท้าย

จากปัญหาสิ่งก่อสร้างถล่มเนื่องด้วยระบบนั่งร้านรับน้ำหนักไม่ไหว ซึ่งดูจะ “ซ้ำซาก” เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ทาง สภาวิศวกร เตรียมจัดสัมมนาให้ความรู้กับวิศวกรในเรื่องนี้โดยเฉพาะ ณ รร.เจ้าพระยาปาร์ค ถ.รัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพฯ วันที่ 21 ต.ค. 2560 นอกจากนี้ยังเตรียมจัดทำคู่มือมาตรฐานการก่อสร้างนั่งร้าน คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์พร้อมเผยแพร่ในอีก 6 เดือนข้างหน้า

หวังว่านี่จะกลายเป็นการ “ปฏิรูป” ครั้งสำคัญ..เพื่อที่จะได้ไม่มีความสูญเสียเกิดขึ้นอีก!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บางจาก ลด1.50บ./ลิตร 26 ต.ค.ช่วยค่าใช้จ่ายคนไทย ถวายอาลัยพ่อหลวง

Posted on July 2, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/296935

บางจาก ลด1.50บ./ลิตร 26 ต.ค.ช่วยค่าใช้จ่ายคนไทย ถวายอาลัยพ่อหลวง

บางจาก ลด1.50บ./ลิตร 26 ต.ค.ช่วยค่าใช้จ่ายคนไทย ถวายอาลัยพ่อหลวง

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

nn…ใครน้ำมันใกล้หมดช่วงวันที่ 25 ตุลาคม ให้เติมแค่พอเพียง เพราะวันที่ 26 ตุลาคม บางจาก ช่วยเหลือค่าน้ำมัน ลดลง 1.50 บาทต่อลิตร เพียง 1 วันทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อลดค่าใช้จ่ายคนไทยที่ร่วมเดินทางมาร่วมถวายความอาลัย ในพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร…เป็นการนำร่องทำเรื่องดีๆ “ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้บอกว่า เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายสำหรับประชาชนผู้ที่เดินทางมาร่วมถวายความอาลัยในพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งทรงเป็นที่รักยิ่งของพสกนิกรชาวไทย ดังนั้น ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ทางบริษัทบางจาก จะจำหน่ายน้ำมันในราคาต่ำกว่าราคาขายปลีกหน้าปั๊มทั่วไปทุกผลิตภัณฑ์ 1.50 บาทต่อลิตร ทุกสาขาทั่วประเทศ เป็นเวลา 1 วัน…เป็นเรื่องดีๆ ที่ร่วมกันทำนะครับ…nn

nn…ควันหลง รำลึก 41 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519..ถึงจะผ่านมานาน แต่ยังอยู่ในความทรงจำอีกหลายๆ คน ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี ฝ่ายบริหารและความยั่งยืน ม.ธรรมศาสตร์ และยังเป็น กรรมการสภามหาวิทยาลัยและเลขานุการสภามหาวิทยาลัย ได้โพสต์บนเฟซส่วนตัวรำลึก 41 ปี 6 ตุลา ว่า “ตอนผมเข้าเรียนธรรมศาสตร์ในปี 2529 เป็นเวลาที่เหตุการณ์ 6 ตุลา ครบ 10 ปีพอดี ในตอนนั้นเหตุการณ์ 6 ตุลา สำหรับผมคือเรื่องบอกเล่า คือ เรื่องราวในภาพถ่าย และในวีดีโอ ที่ไม่น่าเชื่อว่า เพียงเพราะคนเห็นต่างกันจะกระทำต่อกันอย่างโหดร้ายถึงขนาดนี้ได้…“6 ตุลา คือ เรื่องราวปรัมปรา เป็นตำนาน และอดีตกาลนานไกล ที่พวกเราไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นอีก เช่นเดียวกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พวกเราก็ไม่คิดว่าการชุมนุมของคนหลายแสนคนและการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมจะเกิดขึ้นอีกเช่นเดียวกับการปฏิวัติรัฐประหาร ไม่มีใครคิดว่ามันจะเกิดอีก …แต่มันกลับมาเกิดใหม่ทุกเรื่อง ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เราวนเวียนกลับไปทุกอย่างที่เราไม่นึกว่ามันจะเกิดอีก ดังนั้น ประโยชน์ของการจัดงานในวันนี้คือ ไม่ให้มันเกิดอีก ช่วยกันไม่ให้การใช้ความรุนแรงประหัตประหารกันเพียงเพราะเห็นต่างกันเกิดขึ้นอีก …“มีแต่วิถีทางประชาธิปไตยเท่านั้น ที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกันโดยสันติได้ และไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงแบบเดิมอีก เราเบื่อนักการเมืองได้ แต่เราไม่อาจเบื่อประชาธิปไตย!..” ประชาธิปไตยคือเครื่องมือในการอยู่ร่วมกัน ในการแสวงหาทางออกของความขัดแย้งด้วยเหตุและผล ไม่ใช่ด้วยการใช้กำลัง อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดีธรรมศาสตร์ในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา กล่าวว่า “อาวุธจะชนะใจคนหมู่มากได้อย่างไร” ผมหวังว่า ผู้มีอำนาจจะตระหนักในความข้อนี้!….นี่คือเสียงสะท้อน…nn

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

พ.ต.ท.ฮีโร่ คว้าศิษย์เก่าดีเด่น ตท.รับรางวัลเกียรติยศจักรดาว

Posted on July 2, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/296951

พ.ต.ท.ฮีโร่ คว้าศิษย์เก่าดีเด่น ตท.รับรางวัลเกียรติยศจักรดาว

พ.ต.ท.ฮีโร่ คว้าศิษย์เก่าดีเด่น ตท.รับรางวัลเกียรติยศจักรดาว

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 21.56 น.

10 ต.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.เขมรินทร์ พิสมัย รองผกก.สส.สน.ห้วยขวาง หรือ “พ.ต.ท.ฮีโร่” ได้โพสต์เฟสบุ๊ก Khemmarin Pissamai ระบุข้อความว่า

“วันนี้ 10 ต.ค. 2560 ผมได้รับพิจารณาคัดเลือกจากคณะกรรมการมูลนิธิศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหาร ให้เป็นศิษย์เก่าดีเด่นเพื่อรับรางวัล “เกียรติยศจักรดาว” ซึ่งเป็นรางวัลอันทรงเกียรติ

ผมขอกราบขอบพระคุณคุณพ่อ พ.ต.อ.สัมพันธ์ พิศมัย (นักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 9) และคุณแม่ รัศมี พิศมัย ที่ให้การอบรมเลี้ยงดู ให้การศึกษาอย่างดีที่สุดแก่ผม และท่านทั้งสองยังเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตของกระผมตลอดมา รวมทั้งพี่หนึ่ง พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย และน้องนุก น.ต. หญิง รัศมิมาน พิศมัย (รน.) พี่ชายและน้องสาวของผมที่ให้การสนับสนุนผมมาโดยตลอดทุกเรื่อง

กราบขอบพระคุณครูอาจารย์ทุกท่านทุกสถาบันที่ผมได้ผ่านการศึกษาอบรม ท่านได้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์แก่ผมจนทำให้ผมมีวันนี้

กราบขอบพระคุณผู้บังคับบัญชาทุกท่าน ที่เชื่อมั่นในตัวผม ให้ผมได้มีโอกาสทำภารกิจที่สำคัญ ๆ ทำให้ผมแข็งแกร่ง และมีผลงานจนเป็นที่ยอมรับในวันนี้

ขอบคุณเพื่อนร่วมงานพี่น้องข้าราชการตำรวจและทุกหน่วยงานที่เคยร่วมงานกับผม พวกท่านคือคนสำคัญที่ทำให้ทุกภารกิจของผมลุล่วง ขอบคุณท่ีเชื่อมั่นในตัวผม ยอมเสียสละความสุขสบายมาลำบากตรากตรำและเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับผม หากไม่มีพวกท่าน ผมก็ไม่สามารถทำภารกิจใดสำเร็จได้เพียงลำพัง

ขอบคุณเพื่อน ๆ นักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 35 ทุกคนทุกเหล่าทัพ ที่เห็นคุณค่าในผลงานที่ผ่านมาของผม พวกท่านให้เกียรติเลือกผมเป็นตัวแทนของรุ่นเข้ารับพิจารณาคัดเลือกเพื่อรับรางวัลเกียรติยศจักรดาวในครั้งนี้ (กดดันมาก เกรงว่าถ้าไม่ได้รับรางวัลจะทำให้รุ่นเสียชื่อ)

ขอบคุณแม่ใหม พี่แสนดี และน้องพอดี ที่อดทน เสียสละ และเข้าใจในสิ่งที่พ่อกำลังทำ และจะต้องทำต่อ ๆ ไป หลายครั้งหลายหนที่พ่อต้องทิ้งช้อนทิ้งชามจากวงร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน ต้องลุกออกจากโรงหนังทิ้งให้แม่กับลูก ๆ ต้องกลับบ้านกันเอง บ่อยครั้งที่ต้องถูกพ่อเบี้ยวยกเลิกกิจกรรมต่าง ๆ ที่รับปากไว้ และเราแทบไม่เคยได้พักผ่อนท่องเที่ยวในวันหยุดนักขัตฤกษ์ด้วยกันเลย รวมทั้งหลาย ๆ ครั้งที่พ่อต้องผละจากอ้อมกอดของลูก ๆ ลุกจากที่นอนออกไปทำภารกิจสำคัญเร่งด่วนแบบที่ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาหรือไม่

กราบขอบพระคุณคณะกรรมการทุกท่านที่เห็นคุณค่าในสิ่งที่ผมทำมาตลอด ขอบคุณที่ท่านให้โอกาสผมได้เป็นแบบอย่างให้กับน้อง ๆ และเพื่อนร่วมงานในแบบที่ยังเดินได้ หายใจได้ จับต้องได้และยังเป็นระดับผู้ปฏิบัติงานร่วมกันกับพวกเขา

ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านจากใจครับ

พ.ต.ท.เขมรินทร์ พิศมัย

นักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 35”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ พ.ต.ท.เขมรินทร์ รองผกก.สส.สน.ห้วยขวาง จบการศึกษาโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 35 และโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 51 ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2558 ได้รับรางวัล “ผู้มีผลงานด้านการปราบปรามยาเสพติดดีเด่น” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกด้วย โดย พ.ต.ท.เขมรินทร์ เป็นที่รู้จักและได้รับการยกย่องให้เป็น “พ.ต.ท.ฮีโร่” จากการสวมวิญญาณผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ปะทะเดือด 2 โจรชิงทรัพย์แท็กซี่ จนตัวเองได้รับบาดเจ็บ โดยได้ต่อสู้กับคนร้ายและถูกก้อนหินทุบเข้าที่ใบหน้าบริเวณหางคิ้วด้านขวา กระดูกแขนด้านซ้ายแตก เหตุเกิดเมื่อช่วงเวลา 02.20 น. ของวันที่ 20 เม.ย.59 ในเขตพื้นที่ สน.ทุ่งสองห้อง

นอกจากนี้ เมื่อเดือน เม.ย.60 ยังร่วมจับกุม 2 คนร้ายซิ่งรถยนต์ รุ่นซีวิค สีขาว ทะเบียนป้ายแดง ร0823 กรุงเทพมหานคร ฝ่าด่านตรวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตัดสินใจยิงสกัดยางเพื่อเข้าทำการจับกุม ในรถพบอาวุธปืนกล็อก 1 กระบอก พร้อมแมกกาซีน 2 อัน อาวุธปืนลูกซองยาว กระสุนเบอร์ 12 จำนวน 5 นัด ซึ่ง 1 ใน 2 คนร้าย มีหมายจับค้างเก่าของตำรวจบช.ปส. เมื่อปี 2559 ในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภทที่1 (ยาอี)ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และอยู่ในแก๊งโอรสด้วย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

หนุ่มป.โท หวนกลับบ้านเกิด’บุรีรัมย์’ เปิดร้านขายผัดไทรายได้งามๆ

Posted on July 2, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/296947

หนุ่มป.โท หวนกลับบ้านเกิด'บุรีรัมย์' เปิดร้านขายผัดไทรายได้งามๆ

หนุ่มป.โท หวนกลับบ้านเกิด’บุรีรัมย์’ เปิดร้านขายผัดไทรายได้งามๆ

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 20.52 น.

หนุ่มวัย 38 ชาว อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ แม้ดีกรีปริญญาโท มีมหาวิทยาลัยชื่อดังติดต่อให้สมัครเป็นอาจารย์ แต่เขาเลือกกลับมาเปิดร้านขายผัดสารพัดเส้นที่บ้านเกิดตามฝัน โดยนำประสบการณ์ที่เคยเป็นเชฟในร้านอาหารที่ออสเตรเลียมาพลิกแพลงสูตรให้ถูกปากคนท้องถิ่น ทำให้มีลูกค้าอุดหนุนคึกคัก สร้างรายได้วันละ 3,000-4,000 บาท

นายพุทธิศักดิ์ กิตติภูติกุล อายุ 38 ปี หนุ่มที่มีดีกรีจบถึงปริญญาโท สาขาทัศนศิลป์จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมีมหาวิทยาลัยชื่อดังติดต่อให้ไปสมัครเป็นอาจารย์ แต่เขาเลือกที่จะกลับมาเปิดร้านขายอาหารที่บ้านเกิด ตามความฝันและความชื่นชอบของตัวเอง โดยการเปิดร้านขายผัดสารพัดเส้นชื่อร้าน “พีพี ผัดเส้น” ตั้งอยู่ถนนสนามม้า ด้านหลังโรงเรียนบ้านสตึก ต.นิคม  อ.สตึก  จ.บุรีรัมย์  โดยนายพุทธิศักดิ์  ได้นำประสบการณ์ที่เคยเป็นเชฟในร้านอาหารที่ประเทศออสเตรเลีย ช่วงที่เดินทางไปเรียนภาษาต่างประเทศ มาปรับปรุงพลิกแพลงสูตร และรสชาติอาหารให้ถูกปากคนในท้องถิ่น

โดยเมนูเด็ดของที่ร้าน คือ “ผัดหมี่ฮกเกี้ยนซีฟู๊ด” ที่ลูกค้านิยมสั่งมารับประทานเพราะเส้นนุ่ม รสชาติอร่อยถูกปาก นอกจากนั้นยังมีเมนูสารพัดเส้นให้ลูกค้าเลือกสั่งอีกด้วย เช่น ผัดขี้เมา ผัดซีอิ้ว ผัดไทย สปาเก็ตตี้ ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกเส้นได้ตามใจ ซึ่งนอกจากจะมีรสชาติที่อร่อยถูกปากแล้ววัตถุดิบที่นำมาผัดแต่ละเมนู ก็มีคุณภาพ และให้ปริมาณเยอะด้วย ทำให้เป็นที่ติดอกติดใจของลูกค้าที่ชอบรับประทานเมนูเส้น   ส่วนราคาก็ไม่แพงขายเพียงจานละ 40 บาท  แต่หากเป็นทะเลก็ขายจานละ 50 บาท

นายพุทธิศักดิ์ บอกว่า แม้จะเรียนจบปริญญาโท แต่ความฝันที่แท้จริงคืออยากมีร้านอาหารเป็นของตัวเอง จึงตัดสินใจหันมาเปิดร้านขายผัดเส้น ประกอบกับตนเองก็มีประสบการณ์ที่เคยเป็นเชฟอยู่ร้านอาหารที่ประเทศออสเตรเลียมาแล้ว  จึงนำประสบการณ์มาปรับปรุงพลิกแพลงสูตรและรสชาติ ให้เข้ากับคนไทยหรือคนในท้องถิ่น  และขายราคาไม่แพงก็สามารถขายได้  ซึ่งนอกจากผักสารเส้นแล้วยังมีอาหารตามสั่น เช่น ผัดกระเพราะหมู  ไก่ กุ้ง ปลาหมึก ให้ลูกค้าเลือกทานด้วย

ทุกวันนี้ก็มีลูกค้าทั้งข้าราชการ พ่อค้า นักธุรกิจ ประชาชนทั่วไป หรือแม้กระทั่งชาวต่างชาติแวะมาอุดหนุนคึกคัก  ทำให้มีรายได้วันละ 3,000-4 ,000 บาท  หักค่าใช้จ่ายแล้วก็เหลือไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท เพราะร้านก็เป็นบ้านของตัวเองไม่ได้เช่า ซึ่งหากลูกค้าที่ชื่นชอบเมนูเส้น  สามารถแวะมารับประทานได้รับรองว่าติดใจแน่นอน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,915,092 hits

Join 4,113 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

สะกดคนดูทั้งจุฬาฯ! ‘สังเวชนียสถานซิมโฟนี’ ปรากฏการณ์ดนตรีพุทธประวัติครั้งประวัติศาสตร์ไทย
ละมุนทุกมุม! แพนเค้ก เขมนิจ สวมชุดไทยงดงามออร่าจับ
อินโดนีเซียรวบ 6 ผู้ต้องหา ลักลอบค้า "มังกรโคโมโด" ส่งขายไทย
เครียดจนป่วย ‘Conversion Disorder’ โรคที่ต้องการความเข้าใจไม่ใช่คำวิจารณ์
พริกยกสวน 'ธัญญ่า-หนิง'แท็กทีมปล่อยเซ็ตภาพ Wet Look ส่งท้ายสงกรานต์สวยฉ่ำ
AIDSID ขอเชิญร่วมทำบุญช่วยชีวิต เพิ่มภูมิคุ้มกันแก่ผู้ป่วยด้อยโอกาส
รัสเซียกระหน่ำยิงโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับ 14 ศพ
EnCo สนับสนุน ปตท. ชวนคนเมืองมาเช็กอินพื้นที่สีเขียว กับกิจกรรม ‘Wellness Activity, Healthy Park’
สงกรานต์ไทยอันดับ1 กระหึ่มโลก
ทรัมป์เผย ผู้นำอิสราเอล-เลบานอน เตรียมหารือครั้งแรกในรอบ 34 ปี

Recent Posts

  • ผู้ว่าฯ-นายกฯ นิวยอร์ก หนุนเก็บภาษีคนรวยมีบ้านหลังที่ 2 มูลค่าเกิน 160 ล้านบาท
  • รัสเซียกระหน่ำยิงโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับ 14 ศพ
  • ญี่ปุ่นอัดฉีด 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเอเชียรับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง
  • ทรัมป์เผย ผู้นำอิสราเอล-เลบานอน เตรียมหารือครั้งแรกในรอบ 34 ปี
  • ไฟไหม้ใหญ่โรงกลั่นน้ำมันออสเตรเลีย ซ้ำเติมวิกฤตเชื้อเพลิงจากสงครามอิหร่าน

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d