Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: 2560(2017)

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

น้ำตกขุนแปะเชียงใหม่ สัมผัสน้ำใสเย็นปลายฝนต้นหนาว

Posted on July 1, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.naewna.com/likesara/295804

น้ำตกขุนแปะเชียงใหม่ สัมผัสน้ำใสเย็นปลายฝนต้นหนาว

น้ำตกขุนแปะเชียงใหม่ สัมผัสน้ำใสเย็นปลายฝนต้นหนาว

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 16.47 น.

4 ต.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านขุนแปะ อำเภอจอมทอง มีน้ำตกที่สวยงาม ซึ่งน้ำตกแห่งนี้ซุกซ่อนอยู่ในหุบเขาระหว่างทางขึ้นไปบ้านขุนแปะ ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง ทำให้ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก เป็นน้ำตกขนาดกลางลำธารไหลลดคดเคี้ยวลงมาตามหน้าผา และยังเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำแม่แปะ หล่อเลี้ยงชีวิตชาวบ้านในตำบลบ้านแปะและยังเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำปิง

โดยน้ำตกขุนแปะ ตั้งอยู่ในหลักกิโลเมตรที่ 10 ทางขึ้นไปบ้านขุนแปะ ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าเต็งรังอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าจอมทอง ช่วงปลายฝนต้นหนาวน้ำตกแห่งนี้จะมีลำธารที่ไหลมาจากบ้านขุนแปะไหลรวมกันเป็นน้ำตกขนาดกลางลดหลั่นลงตามหน้าผาใหญ่น้อย นักท่องเที่ยวน้อยคนจะรู้จักน้ำตกแห่งนี้เนื่องจากเส้นทางขึ้นมาบ้านขุนแปพะยังไม่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากนัก จะมีเพียงชาวบ้านและคนในพื้นที่เท่านั้นจะรู้ว่าบริเวณดังกล่าวมีน้ำตกซุกซ่อนอยู่ห่างจากถนนไม่มากนัก ซึ่งในช่วงนี้ลำธารในน้ำตกกำลังใสไม่ขุ่นแดงเหมือนน้ำตกแห่งอื่นเนื่องจากป่าไม้รอบๆยังอุดมสมบูรณ์ทำให้หน้าดินไม่ถูกชะล้างลงมากับสายน้ำ ซึ่งน้ำตกแห่งนี้เป็นต้นกำเนิดของลำน้ำแม่แปะ หล่อเลี้ยงชีวิตชาวบ้านในตำบลบ้านแปะ และยังเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำปิงอีกด้วย

สำหรับการเดินทางไปน้ำตกขุนแปะ จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 108 หรือถนนสายเชียงใหม่-ฮอด ถึง หลักกิโลเมตร 82-83 บริเวณสามแยกไปบ้านแปะและวัดตอง ให้เลี้ยวขวา ตรงไปผ่านบ้านแปะ ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 10 แล้วเลี้ยงขวาลงไปอีก 500 เมตรก็จะถึงทางลงน้ำตกขุนแปะ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

การแยกตัวของ’กาตาลุญญา’ ความฝันที่ไม่อาจเป็นจริง?

Posted on July 1, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.naewna.com/likesara/295777

การแยกตัวของ'กาตาลุญญา' ความฝันที่ไม่อาจเป็นจริง?

การแยกตัวของ’กาตาลุญญา’ ความฝันที่ไม่อาจเป็นจริง?

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 15.44 น.

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา ข่าวใหญ่ข่าวหนึ่ง ได้แก่ ข่าวการลงประชามติเพื่อแยกตนเองของแคว้นกาตาลุญญาในประเทศสเปน ซึ่งมีเมืองดังอย่างบาร์เซโลน่าเป็นเมืองหลวงของแคว้น โดยความพยายามในการแยกตัวเป็นอิสระของแคว้นกาตาลุญญานั้นได้มีมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกในเรื่องเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ความเป็นมาที่แตกต่างกันของสเปนกับกาตาลุญญาที่ฝังรากมาอย่างยาวนาน ประกอบกับการที่เศรษฐกิจโดยรวมของสเปนตกต่ำ ยกเว้นแคว้นกาตาลุญญาที่ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าแคว้นอื่นๆ จึงทำให้ต้องแบกภาระในการเลี้ยงดูแคว้นอื่นๆ ซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกที่ไม่เป็นธรรมกับชาวแคว้นกาตาลุญญา

อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการขอแยกตัวจากสเปนนั้น ก็ต้องต่อสู้กับอุปสรรคมากมาย ในทางกฎหมาย การขอแยกตัวเป็นอิสระนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญของสเปน แต่ในส่วนทางการเมืองนั้น ชาวแคว้นกาตาลุญญาได้แสดงให้เห็นถึงเจตจำนงในการตัดสินชะตาชีวิตตนเองจากการลงประชามติที่ผ่านมา หากแต่ว่าท้ายที่สุดแล้ว คงต้องเป็นการแสดงเจตจำนงของคนทั้งชาติ อาจไม่ใช่เพียงเจตจำนงของชาวกาตาลุญญาฝ่ายเดียว

บทความนี้ จึงขอนำเสนอให้เห็นถึง ความเคลื่อนไหวในการแยกตัวเป็นอิสระของชาวแคว้นกาตาลุญญาในช่วงที่ผ่านมาและผลทางกฎหมายจากการลงประชามติที่ผ่านมา

ความเคลื่อนไหวในการแยกตัวเป็นอิสระ

ในปี ค.ศ. 2006 รัฐบาลสเปนผ่านกฎหมายเกี่ยวกับสถานะใหม่ของแคว้นกาตาลุญญา โดยเพิ่มความเป็นอิสระให้กับแคว้นกาตาลุญญา (Estatut d’autonomie de catalunya) ต่อมาในปี ค.ศ.2010 ศาลรัฐธรรมนูญได้เพิกถอนบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับสถานะในการปกครองตนเองของแคว้นกาตาลุญญา จากการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน (Partido Popular) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล บทบัญญัติดังกล่าวมีจำนวน 14 มาตรา อาทิ การใช้ภาษาคาตาลาเป็นภาษาแรกในทางราชการและในสื่อต่างๆ

ผลจากคำวินิจฉัยดังกล่าวเปรียบเสมือนการหักหลังชาวแคว้นกาตาลุญญา และก่อให้เกิดการรณรงค์ความเป็นอิสระของแคว้นกาตาลุญญา ส่งผลให้ในปี ค.ศ.2014  แคว้นกาตาลุญญาจึงได้จัดให้มีการลงประชามติขอความเห็นในเรื่อง ความเป็นอิสระของแคว้น ถึงแม้จะถูกห้ามจากศาลรัฐธรรมนูญ ผลการลงประชามติขอความเห็นดังกล่าว มีผู้เห็นด้วย 80% จากผู้มาใช้สิทธิ 33% (1.8 ล้านคนจากจำนวนประชากร 7.5 ล้านคน) ต้องย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การลงประชามตินี้ เป็น “กระบวนการการมีส่วนร่วมโดยปราศจากผลทางกฎหมาย”

ต่อมาในการเลือกตั้งระดับแคว้นในปี ค.ศ. 2015 พรรคการเมืองที่มีแนวทางในการแยกตนเองเป็นอิสระของแคว้นกาตาลุญญา ไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายซ้ายหรือพรรคฝ่ายขวาได้รับเสียงถึง 47.6% และเป็นครั้งแรกที่สามารถกุมเสียงข้างมากในรัฐสภาแคว้นกาตาลุญญา โดยในปี ค.ศ. 2016 Carl Puigdement ได้เป็นประธานแคว้นกาตาลุญญา และในเดือนมิถุนายน 2017 รัฐสภาแห่งแคว้นกาตาลุญญาจึงได้ออกกฎหมายเพื่อจัดให้มีการลงประชามติในการแสดงเจตจำนงความเป็นอิสระของแคว้นกาตาลุญญาอีกครั้งหนึ่ง โดยผลการลงประชามติ มีผู้เห็นด้วย 90% จากผู้มาใช้สิทธิ 42 %

การลงประชามติกับผลทางกฎหมาย

ภายหลังรัฐสภาแคว้นกาตาลุญญาผ่านกฎหมายว่าด้วยการจัดให้มีการลงประชามติในเรื่องความเป็นอิสระของแคว้นกาตาลุญญา รัฐบาลสเปนได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาในเรื่องความชอบด้วยรับธรรมนูญของกฎหมาย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยว่า กฎหมายดังกล่าว หรือการดำเนินการดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือขัดรัฐธรรมนูญ

รัฐบาลสเปนได้แถลงการณ์ยืนยัน “ความไม่มีอยู่ของอำนาจอธิปไตยของประชาชนกาตาลุญญา” และการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการละเมิดบทบัญญัติถึง 8 มาตรา โดยเฉพาะมาตรา 2 ซึ่งคงไว้ด้วยหลักการสำคัญที่ว่า “ความเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่สามารถลบล้างได้ของชาติสเปน” (la indissoluble unidad de la Natión Española)

เมื่อพิจารณาจากมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะดำเนินการใดๆ ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่ในการแยกตนเองของแคว้นกาตาลุญญาหรือแคว้นอื่นๆ อย่างไรก็ดี หากถ้าแคว้นหนึ่งแคว้นในของสเปนต้องการความเป็นอิสระก็จำเป็นที่จะต้องดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า มันเป็นเรื่องยากที่รัฐบาลสเปนจะยอมรับได้

นอกจากนั้นแล้ว หากพิจารณาในบริบทระหว่างประเทศโดยเฉพาะการเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ตามหลักการ Prodi ซึ่งเป็นชื่อของนาย Romano Prodi ผู้เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ที่ได้ประกาศไว้ในปี ค.ศ.2004 ว่า รัฐเกิดใหม่ ซึ่งแยกจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป จะไม่ได้เป็นประเทศสมาชิกโดยอัตโนมัติ จะต้องเข้าสู่การให้ความเห็นของคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปและรัฐสภายุโรป และที่สำคัญ จะต้องได้รับเสียงโหวตอย่างเป็นเอกฉันท์จากสภายุโรปและการให้สัตยาบันข้อตกลงการเข้าร่วมเป็นประเทศสมาชิกจากรัฐสมาชิกทั้งหมด

สรุป

หากพิจารณาในทางกฎหมายแล้ว การจัดให้มีการลงประชามติในเรื่องความเป็นอิสระของแคว้นกาตาลุญญานั้นไม่มีผลในทางกฎหมาย แต่ในทางการเมืองการลงประชามติครั้งนี้ คือ ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของชาวกาตาลุญญา ที่แสดงออกให้เห็นถึงความต้องการของตน กระบวนทางการเมืองในการแยกตนเองเป็นอิสระคงจะมีการดำเนินการต่อไป ความพยายามผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้การแยกตนเองเป็นอิสระนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แคว้นกาตาลุญญามีความเป็นอิสระที่มากกว่านี้ ภายใต้การอยู่ร่วมกันกับสเปนต่อไป ดังนั้นความฝันของชาวแคว้นกาตาลุญญาจะกลายเป็นความจริงได้หรือไม่ คงไม่ได้ขึ้นกับการลงประชามติในครั้งนี้เท่านั้น แต่ขึ้นกับบริบททางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองของสเปนเองว่าจะทำให้ “ความเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่สามารถลบล้างได้ของชาติสเปน” (la indissoluble unidad de la Natión Española) ยังคงอยู่หรือไม่

ดร. ศาสดา วิริยานุพงศ์ 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

แฉช็อกโกแลต18ยี่ห้อ ปนเปื้อนตะกั่ว-แคดเมียม

Posted on July 1, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.naewna.com/likesara/295712

แฉช็อกโกแลต18ยี่ห้อ ปนเปื้อนตะกั่ว-แคดเมียม

แฉช็อกโกแลต18ยี่ห้อ ปนเปื้อนตะกั่ว-แคดเมียม

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 12.49 น.

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเปิดเผยช็อกโกแลตเกือบทุกยี่ห้อ พบปนเปื้อนตะกั่ว-แคดเมียม เรียกร้อง อย.กำหนดมาตรฐาน เหตุเสี่ยงต่อสุขภาพ

4 ต.ค.60 ที่ห้องประชุมชั้น 2 สำนักงานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค น.ส.สารี อ๋องสมหวัง บรรณาธิการบริหาร นิตยสารฉลาดซื้อ แถลงข่าวผลทดสอบการปนเปื้อนโลหะหนัก 2 ชนิด ได้แก่ แคดเมียม และ ตะกั่ว ในช็อกโกแลต 19 ตัวอย่าง ที่เป็นที่นิยมในตลาดทั้งผลิตในประเทศและนำเข้า โดยสุ่มเก็บตัวอย่างในเดือนสิงหาคม – กันยายน 2560 แบ่งเป็น ดาร์กช็อกโกแลต จำนวน 10 ตัวอย่าง และช็อกโกแลตประเภทอื่นๆอีก 9 ตัวอย่าง ผลการทดสอบมีเพียงตัวอย่างเดียว ที่ไม่พบตะกั่วและแคดเมียมเลย คือ ลินด์ สวิส คลาสสิค ไวท์ ช็อกโกแลต(Lindt Swiss Classic White Chocolate)

ขณะที่อีก 18 ตัวอย่างพบการปนเปื้อนของตะกั่วและ/หรือแคดเมียม โดยเมื่อเทียบกับค่ามาตรฐานตะกั่ว ทั้งในและต่างประเทศ พบว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานทุกตัวอย่าง แต่ประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานการปนเปื้อนสารแคดเมียม โดยพบตัวอย่างที่ปนเปื้อน ดังนี้ 1.พบการปนเปื้อนทั้งแคดเมียมและตะกั่ว จำนวน 8 ตัวอย่าง 2.พบการปนเปื้อนเฉพาะแคดเมียมจำนวน 10 ตัวอย่าง

“ในต่างประเทศ ผลการทดสอบขององค์กร As You Sow ที่ทดสอบพบช็อกโกแลต 18 ยี่ห้อดัง มีตะกั่วหรือแคดเมียมในระดับอันตราย ซึ่งสร้างความวิตกกังวลให้กับคนที่ชอบกินช็อกโกแลตเป็นอย่างมาก ยิ่งช็อกโกแลตมีปริมาณโกโก้แมส มาก ก็ยิ่งเสี่ยงที่จะพบโลหะหนักทั้งสองชนิดดังกล่าวมากขึ้น ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ ได้สุ่มทดสอบช็อกโกแลตยี่ห้อดังในตลาด เพื่อเป็นข้อมูลให้กับผู้บริโภคว่าช็อกโกแลตยี่ห้อไหนมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และมากน้อยเพียงใด เพราะปัจจุบันสินค้าเหล่านี้วางขายทั่วไปแม่แต่ร้านสะดวกซื้อซึ่งสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย” น.ส.สารี กล่าว

น.ส.สารี กล่าวด้วยว่า แม้จะไม่มีตัวอย่างใดพบการตกค้างตะกั่วจนเกินค่ามาตรฐาน แต่จากการอ่านฉลากพบว่า มี 2 ตัวอย่างที่ไม่มีการแสดงฉลากเป็นภาษาไทย และไม่มีการแสดงเลขสารบบอาหาร ซึ่งทั้งสองตัวอย่างผลิตในประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้ การไม่แสดงฉลากภาษาไทยเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 6 (10) และมีโทษตามมาตรา 51 ของ พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 คือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท ส่วนการไม่แสดงเลขสารบบอาหาร มีความเป็นไปได้ว่านำเข้าอาหารเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต (มาตรา 15) ซึ่งมีบทลงโทษคือ มีโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 53)

ด้าน น.ส.มลฤดี โพธิ์อินทร์ นักวิชาการด้านอาหาร มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า การปนเปื้อนของโลหะหนักในผลิตภัณฑ์อาหารไม่สามารถทำลายได้ด้วยความร้อน ซึ่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 83 (พ.ศ. 2527) ซึ่งได้กำหนดให้ปริมาณสารตะกั่วที่ตรวจพบในช็อกโกแลตต้องไม่เกิน 1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (มก./กก.) แต่หากเป็นช็อกโกแลตชนิดไม่หวาน ตรวจพบได้ไม่เกิน 2 มก./กก. แต่สำหรับแคดเมียมในช็อกโกแลตนั้น ประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดเกณฑ์เอาไว้

“แม้ว่าผลทดสอบการปนเปื้อนโลหะหนัก 2 ชนิด ในช็อกโกแลตดังกล่าวจะไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน แต่สารโลหะหนักเหล่านี้สามารถสะสมในร่างกายได้ ดังนั้นผู้บริโภคยังคงต้องระมัดระวังการบริโภคอาหารที่มีส่วนผสมของช็อกโกแลต ซึ่งยังคงมีความเสี่ยงต่อสุขภาพหากรับประทานในปริมาณมากหรือบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในเด็กที่อ่อนไหวเป็นพิเศษต่อสารปนเปื้อนโลหะหนัก” น.ส.มลฤดี กล่าว

น.ส.มลฤดี กล่าวด้วยว่า เรื่องของปริมาณโกโก้ในช็อกโกแลต ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 83 (พ.ศ. 2527) เรื่อง ช็อกโกแลต ได้กำหนดคุณภาพและมาตรฐานเฉพาะของช็อกโกแลตแต่ละชนิดเอาไว้ สำหรับช็อกโกแลตนม ซึ่งเป็นชนิดของช็อกโกแลตที่เราเลือกสุ่มเก็บมาเป็นตัวอย่างในการตรวจวิเคราะห์ครั้งนี้ มีการกำหนดคุณภาพไว้ว่าต้องมีปริมาณโกโก้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของปริมาณช็อกโกแลต โก้โกปราศจากไขมันไม่น้อยกว่าร้อยละ 2.5 มีธาตุน้ำนมไม่รวมมันเนยไม่น้อยกว่าร้อยละ 10.5 และต้องมีน้ำตาลไม่เกินร้อยละ 55

“แต่ที่อยากฝากไว้เป็นข้อสังเกตของคนที่ชอบช็อกโกแลตก็คือ เมื่อดูปริมาณส่วนประกอบทั้งหมดในผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตนั้นยังมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำตาล เพราะฉะนั้นถ้าหากรับประทานมากๆ ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพแน่นอน ปริมาณแคลอรีของพลังงานจากการกินอาหารที่เหมาะสมต่อร่างกายใน 1 วันคือ 1,600 – 2,000 กิโลแคลอรี และเราไม่ควรบริโภคน้ำตาลมากเกินไป ซึ่งตามที่นักโภชนาการแนะนำคือ ไม่ควรเกิน 24 กรัม/วัน หรือ 6 ช้อนชา/วัน เพราะน้ำตาลเป็นคาร์โบไฮเดรตประเภทหนึ่งที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย โดยหากเราบริโภคมากเกินไป สามารถเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคอ้วนหรือฟันผุ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ รวมทั้งโรคไขมันในเลือดสูงได้ นอกจากนี้ช็อกโกแลตมีสารคาเฟอีนด้วย ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนติดช็อกโกแลต” น.ส.มลฤดี กล่าว

ส่วน น.ส.อัฏฐพร ฤทธิชาติ นักวิชาการ มูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า การได้รับสารตะกั่วและสารแคดเมียม ในระยะยาวจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มทารกในครรภ์และเด็ก ซึ่งสารโลหะหนักทั้ง 2 ชนิดนี้จะส่งผลเสียหายต่อการเจริญเติบโตของระบบประสาทและพัฒนาการทางสมองของเด็กที่คล้ายกัน กล่าวคือ ทำให้ระดับสติปัญญาด้อยลง ผลการเรียนตกต่ำ สมาธิสั้น และก้าวร้าว และก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบอื่น ๆ ของร่างกายด้วย เช่น ระบบสืบพันธุ์ ตับ ไต และระบบการสร้างเม็ดเลือด

ส่วนด้านการก่อให้เกิดโรคมะเร็ง องค์การวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติ (IARC) ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งขององค์การอนามัยโลก กำหนดให้แคดเมียมเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ โดยมีหลักฐานยืนยันว่าทำให้เกิดมะเร็งปอด และมีหลักฐานอย่างจำกัดว่าทำให้เกิดมะเร็งที่ไตและต่อมลูกหมาก และกำหนดให้สารประกอบของตะกั่วเป็นสารที่น่าจะก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์

ทั้งนี้ สารตะกั่วและแคดเมียมถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมหลายประเภท จึงก่อให้เกิดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและการดูดซึมสารโลหะหนักของพืชได้ ดังนั้น การควบคุมการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดอย่างเข้มงวด จึงเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับแหล่งอาหารของเราได้

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.consumerthai.org/news-consumerthai/ffc-news/4054-601004_news.html และ https://goo.gl/b1cWGx

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ครอบครัวอบอุ่น ถึงเวลายกเป็นวาระแห่งชาติ

Posted on July 1, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.naewna.com/likesara/295572

ครอบครัวอบอุ่น  ถึงเวลายกเป็นวาระแห่งชาติ

ครอบครัวอบอุ่น ถึงเวลายกเป็นวาระแห่งชาติ

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“3.1.1. เพื่อวางรากฐานให้คนไทยเป็นคนที่สมบูรณ์ มีคุณธรรมจริยธรรม มีระเบียบวินัยค่านิยมที่ดี มีจิตสาธารณะ และมีความสุข โดยมีสุขภาวะและสุขภาพที่ดี ครอบครัวอบอุ่น ตลอดจนเป็นคนเก่งที่มีทักษะความรู้ความสามารถและพัฒนาตนเองได้ต่อเนื่องตลอดชีวิต”

ความตอนหนึ่งจากเอกสาร สรุปสาระสำคัญแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12(พ.ศ.2560 -2564) จัดทำโดย “สภาพัฒน์” สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งปรากฏคำว่า “ครอบครัว” อยู่ในแผนด้วย สะท้อนถึงความสำคัญของครอบครัวต่อของการเติบโตอย่างมีคุณภาพของมนุษย์

ที่เวทีเสวนาเรื่อง “ครอบครัวไทย ทิศทางไปทางไหน ใครมีส่วนช่วย” ซึ่งจัดโดย สมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ณ รร.รามาการ์เด้นส์ ถ.วิภาวดีรังสิต ย่านหลักสี่ กรุงเทพฯ รศ.อภิญญา เวชยชัย นายกสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ กล่าวถึงข้อค้นพบจากการศึกษาสภาพของครอบครัวไทยไว้ว่า แม้ครอบครัวไทยค่อนข้างมีความสามารถพึ่งพาตนเองได้ดีและมีชุมชนเป็นแรงสนับสนุน แต่การขับเคลื่อนงานด้านครอบครัวนั้น พบว่ายังทำกันจำกัดในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) เท่านั้น

รศ.อภิญญา ย้ำว่า “หากจะให้ได้ผลอย่างกว้างขวาง รัฐบาลส่วนกลางต้องให้ความสำคัญ” ทว่าที่ผ่านมา “รัฐบาลส่วนกลางมีนโยบาย แต่ขาดกลไกที่ทำให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง” นอกจากนี้เรื่องของครอบครัวเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น จึงต้องทำให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน

“ฐานข้อมูลครอบครัวไทยยังไม่มีเจ้าภาพจัดเก็บอย่างเหมาะสม แต่สิ่งที่ได้พบคือสถิติเชิงแนวโน้มมากกว่า ว่าสถานการณ์แบบนี้ชี้ให้เห็นว่าครอบครัวกำลังเผชิญภาวะไม่มั่นคงอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการที่หัวหน้าครอบครัวไม่ค่อยอยู่เพราะต้องเดินทางออกไปทำงาน สิ่งที่ตามมาคือต้องทิ้งลูกเอาไว้กับปู่ย่าตายาย แล้วการให้ปู่ย่าตายายดูแลมันก็จะมีช่องว่างเยอะ จากฐานความเข้าใจ ความรู้ในวัยที่แตกต่างกัน ตามพฤติกรรมลูกหลานไม่เท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป” รศ.อภิญญา ระบุ

ในงานเสวนาครั้งนี้ มีการเปิดเผยความคืบหน้า“โครงการพัฒนานวัตกรรมการขับเคลื่อนงานครอบครัวอบอุ่นในระดับพื้นที่” ที่สมาคมครอบครัวศึกษาฯ ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. เข้าไปทำงานร่วมกับชุมชนใน 11 จังหวัด ประกอบด้วย พะเยา ลำปาง น่าน เลย อุบลราชธานี สุรินทร์ กาฬสินธุ์ สระบุรี ตรัง พัทลุง และสงขลา ปัจจุบันมีศูนย์พัฒนาครอบครัวทั้งหมด 110 ศูนย์ มีครอบครัวเข้าร่วมทั้งสิ้น 3,000 ครัวเรือน โดยมีเป้าหมาย 3 ด้านคือ “สัมพันธภาพดี – บทบาทหน้าที่ดี – สามารถพึ่งพาตนเองได้” ซึ่งในภาพรวมได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

สิริรส กิ้มเฉี้ยง ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บางรัก จ.ตรัง ยกตัวอย่างเรื่องเล็กๆ แต่ใกล้ตัวที่สุดคือ“การสื่อสาร” ว่าหลายคนอาจจะแยกแยะไม่ออกระหว่างถ้อยคำ “ดุด่า – ตักเตือน” หรือถ้อยคำ “โต้เถียง -อธิบาย” ซึ่งส่งผลต่อการใช้คำพูด น้ำเสียง ท่าทางที่แสดงออกไปของแต่ละคน แทนที่จะทำให้ “เข้าใจกัน” ปัญหายุติคลี่คลายลงด้วยดี กลับยิ่ง “ขยายรอยร้าว” สร้างความแตกแยกขัดแย้งรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

“อย่างคุณคุยกับสามี คุณบอกว่าแค่คุยแต่จริงๆ คุณด่าสามีเต็มๆ คือพูดมาก็สวนกลับ มันเป็นความเคยชิน อย่างคุยกับแม่เราก็สวนกลับ แต่คนนอกฟังเขาก็คิดว่าเราเถียง พอได้เข้าร่วมกิจกรรมก็เลยได้รู้ว่านี่ไม่ใช่การอธิบายกับแม่ แต่เป็นการเถียงแม่ หรือสามีภรรยาอธิบายสวนกันไป-มา ผู้ร่วมประชุมเขาดูออกเลยว่าคำพูดลักษณะนี้มันคือการเถียง ถ้าตักเตือนหรือบอกให้เข้าใจ ต้องมีลักษณะท่าทียังไง ลองให้เขาเปลี่ยนโจทย์เปลี่ยนท่าที ยกตัวอย่างคำพูดให้เขาปรับ แล้วเขาก็นำไปใช้” ผอ.กองสวัสดิการสังคม อบต. บางรัก กล่าว

ผลที่ได้จากการแก้ไขเรื่องที่ดูเล็กๆ แบบนี้ สิริรสยกตัวอย่างครอบครัวหนึ่ง มีคุณยายอายุมากเป็นแม่ครัวในบ้าน เวลาทำอาหารก็มักจะ “ปรุงไปบ่นไป” จนวันหนึ่งผู้เป็นหลานที่เข้าร่วมโครงการ บอกกับคุณยายว่า “วันหลังยายไม่ต้องทำกับข้าวแล้ว เดี๋ยวหนูทำเองเข้าใจนะว่าทำกับข้าวมันเหนื่อยมันร้อน” และคำพูดเพียงเท่านี้เอง ทำให้บรรยากาศในบ้านดีขึ้น หรือกิจกรรม “มองผ่านภาพ” ที่ทำกับกลุ่มเยาวชน ให้เห็นว่า “หน้าที่ของพ่อแม่นั้นมากมายเพียงใด” ผลที่ได้คือหลายคนยอมรับว่า “ไม่เคยรู้มาก่อน” และบอกว่าต่อไปจะตั้งใจทำหน้าที่ลูกที่ดีอย่างเต็มที่

เช่นเดียวกับ พะเอิญ คุ้มวงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านจรูกแขวะ ต.โคกยาง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ เล่าว่า ในพื้นที่มีการแบ่งความรับผิดชอบเป็น 3 ช่วงวัย โดย “วัยเด็ก” เป็นหน้าที่ของโรงเรียน“วัยผู้ใหญ่” มีผู้ใหญ่บ้านคอยดูแล และ “วัยสูงอายุ” จะเป็นบทบาทของพระสงฆ์ มีการสอดแทรกความรู้ด้านครอบครัวศึกษาในหลากหลายโอกาส เช่น วันสำคัญทางศาสนาซึ่งผู้คนไปทำบุญที่วัด พระอาจารย์ก็จะขึ้นเทศน์ประเด็นเกี่ยวกับครอบครัว เป็นต้น

“กลุ่มที่เป็นท้องวัยใส อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) จะเข้าไปดูว่าจะเลี้ยงลูกยังไง รพ.สต. (โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล) ก็เข้ามาช่วย โดยหลักคือจะเป็นครอบครัวลักษณะใดก็ตาม เราต้องมาดูข้อมูลสถานการณ์ แล้วหาวิธีการว่าจะพัฒนาอย่างไร” ผอ.พะเอิญ ยกตัวอย่าง

เหตุใดงานขับเคลื่อนครอบครัวเป็นสุขถึงมีความสำคัญมาก? เรื่องนี้ พญ.พรรณพิมล วิปุลากรผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข และนายกสมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย ยกผลสำรวจกลุ่มตัวอย่างครอบครัวไทย จำนวน 3,638 ครัวเรือนที่แม้จะพบครอบครัวที่ไม่อบอุ่นอยู่เพียงร้อยละ 1 แต่ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะหากนำจำนวนครอบครัวที่แท้จริงในประเทศไทย ทั้งหมด 15 ล้านครัวเรือนมาเทียบ ย่อมหมายถึงในประเทศไทยมีครอบครัวกลุ่มเสี่ยงถึง 150,000 ครัวเรือน เป็นอย่างน้อย ซึ่งครอบครัวกลุ่มนี้มีโอกาสจะส่งต่อปัญหาออกไปสู่สังคมโดยรอบได้

“1 เปอร์เซ็นต์ดูน้อย แต่ 15 ล้านครัวเรือนก็ 150,000 เขากำลังพยุงตัวไม่อยู่ เขากำลังส่งออกความไม่สันติสุขจากครอบครัวเขาสู่บริบทโดยรอบ ลูกเขาคนใดคนหนึ่งอาจจะกำลังตีลูกเราอยู่ เพราะเขาหาทางออกในชีวิตไม่เจอ บ้านเราอบอุ่นดี แต่ไม่รู้ว่า 1 เปอร์เซ็นต์เขาอยู่ที่ไหน วันนี้เรากำลังใช้เครื่องมือให้ท้องถิ่นหาให้เจอว่า 1 เปอร์เซ็นต์ของท่านอยู่ที่ไหน ท่านจะดูแลเขายังไง จะช่วยให้เขาอบอุ่นขึ้นได้ยังไง” พญ.พรรณพิมล ฝากข้อคิด

สอดคล้องกับ สุวรรณี คำมั่น กรรมการกองทุนและประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 4 สสส. กล่าวว่า ภารกิจของ สสส. คือการสร้างความรู้ความเข้าใจในการป้องกันปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ จึงต้องเข้าไปร่วมสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัว โดยเฉพาะปัจจุบันที่บริบทสังคมเปลี่ยนไป เกิดครอบครัวแบบใหม่ๆ เช่น ครอบครัวที่มีแต่คนชรากับเด็ก แม่วัยใส พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว และตัวชี้วัดความอบอุ่นแบบเดิมๆ อาจจะไม่ตอบโจทย์อีกแล้ว

“ถ้าเรามองว่าครอบครัวแรกเป็นหน่วยที่จะพัฒนาคน แต่ถ้าครอบครัวพร่องไป เราจะทำยังไงถึงจะรู้ ถึงจะเข้าไปช่วยเขาได้ให้เป็นครอบครัวต้นแบบ หรือเข้าไปหาองค์ความรู้ที่เป็นกลไกวิธีการที่จะช่วยพัฒนา” สุวรรณี กล่าว

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

จัดงานนิทรรศการเทคโนโลยีเรือในทศวรรษหน้า ครั้งที่ 4 พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

Posted on July 1, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.naewna.com/likesara/295623

จัดงานนิทรรศการเทคโนโลยีเรือในทศวรรษหน้า ครั้งที่ 4  พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

จัดงานนิทรรศการเทคโนโลยีเรือในทศวรรษหน้า ครั้งที่ 4 พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กองทัพเรือแถลงความพร้อมงานมหกรรมทางเรือนานาชาติ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การก่อตั้งอาเซียน และงานนิทรรศการเทคโนโลยีเรือในทศวรรษหน้า ครั้งที่ 4 “The 4th Ship Technology for the Next Decade: Ship Tech IV” โดยกรมอู่ทหารเรือ จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 15-17 พฤศจิกายน 2560 ณ อาคาร PEACH โรงแรมรอยัลคลิฟ บีช พัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อแสดงถึงเทคโนโลยีเรือในอนาคต อาวุธยุทโธปกรณ์ ระบบรักษาความปลอดภัยของกองทัพเรือไทย ที่ก้าวไปอยู่ในแถวหน้าของกองทัพเรือในภูมิภาค โดยมีมิตรประเทศตอบรับเข้าร่วมงานแล้ว 58 ประเทศ ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก นักลงทุนทั้งในและนอกประเทศ กลุ่ม CLMVT ประชาชนและกำลังพลทหารเรือของมิตรประเทศให้เดินทางมาร่วมงาน โดยนำเสนอการแสดงกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

พล.ร.อ.พลเดช เจริญพูล รองผู้บัญชาการทหารเรือ เปิดเผยว่า ปัจจุบันทั่วโลกกำลังจับตาเศรษฐกิจในอาเซียน เพราะมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีอำนาจทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ซึ่งประเทศไทยถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่มั่นคงในทุกๆ ด้าน เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อของทุกภูมิภาค และยังเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ รวมถึงเทคโนโลยี การจัดงานมหกรรมทางเรือนานาชาติครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่จะทำให้ทุกคนที่มาร่วมงานรู้จักประเทศไทย และแสนยานุภาพเทคโนโลยีทางเรือของไทยมากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และคุ้มครองการแสวงหาผลประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตในน่านน้ำไทย

สอดคล้องกับ พล.ร.ต.สมารมภ์  ชั้นสุวรรณ เจ้ากรมพัฒนาการช่าง กรมอู่ทหารเรือ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานงานนิทรรศการเทคโนโลยีเรือในทศวรรษหน้า ครั้งที่ 4 กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ ที่สำคัญคือการรวบรวมเทคโนโลยีทางเรือที่ทันสมัยทั้งในประเทศและต่างประเทศมากกว่าทุกครั้ง เพราะการมีระบบอำนวยการรบที่มีความทันสมัย พร้อมกับการมีเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น หมายถึงความสามารถในการป้องกันประเทศของกองทัพเรือไทยได้ก้าวหน้าไปอีกระดับ ทั้งยังเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และแนวคิดในด้านการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) และ การจับคู่เจรจา (Business Matching) การร่วมมือทางการค้า และการร่วมลงทุน ทั้งยังมีกิจกรรมพิเศษอย่างยิ่งใหญ่ ดังนี้

การปาฐกถาพิเศษ ได้เชิญวิทยากรชั้นนำระดับประเทศเข้าร่วมการเสวนาด้านการลงทุนระเบียงเศรษฐกิจเพื่อให้สอดคล้องกับ Thailand 4.0 เพื่อให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมฟัง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อาทิ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี/คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์/ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม /คุณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ /ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และ Dinner Talk โดย คุณวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน)

นอกเหนือจากนี้ยังมี Super Yacht Show/ มหกรรมทางเรือนานาชาติ มวยระดับโลก การแสดงคอนเสิร์ต ช้าง มิวสิค คอนเนคชั่น (Chang Music Connection Present International Fleet Review) การเห่เรือ ขบวนรถขายอาหารเคลื่อนที่ (Food Truck Caravan)

นายชายชาญ เอี่ยมเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า เมืองพัทยามีแผนยุทธศาสตร์เมืองว่าด้วยการเป็นนครศูนย์กลางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวที่มีมาตรฐาน ยั่งยืนและน่าอยู่สำหรับทุกคน ซึ่งหมายถึงการพัฒนาเมืองจะต้องครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม โครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจที่จะต้องควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว ดังนั้นการสร้างความเข้าใจให้กับกลุ่มนักธุรกิจที่เข้าร่วมงาน เพื่อให้เกิดแนวคิดนำไปสู่การลงทุนในอนาคต

ขณะที่ นางอรวรา กรพินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการท่องเที่ยว ผู้แทนเมืองพัทยา กล่าวว่า เมืองพัทยาได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อประสานในทุกๆ ด้านร่วมกับกองทัพเรือ ทั้งด้านการรักษาความปลอดภัย การจัดกิจกรรมสมทบ ด้านสถานที่ ด้านการประชาสัมพันธ์ ด้านการแพทย์และพยาบาล การจัดการจราจร และโรงแรมที่พัก เพื่อให้งานมีความสมบูรณ์ โดยเฉพาะการปรับปรุงสะพานท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย พัทยาใต้ ซึ่งเป็นท่าเรือที่ต้องใช้ลำเลียงกำลังพล รวมถึงภูมิทัศน์ให้มีความสวยงาม เพื่อให้กิจกรรมมีความสง่างามสมบูรณ์แบบมากที่สุด

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สามารถเข้าชมงานนิทรรศการเทคโนโลยีเรือในทศวรรษหน้า ครั้งที่ 4 “The 4th Ship Technology for the Next Decade: Ship Tech IV” วันที่ 15-17 พฤศจิกายน 2560 ที่ อาคาร PEACH โรงแรมรอยัลคลิฟ บีช พัทยา ส่วนการสวนสนามทางเรือนานาชาติ ที่บริเวณอ่าวพัทยา มีกำหนดจัดกิจกรรมในวันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2560 โดยมีประมาณการกำลังทางเรือและกำลังทางอากาศที่เข้าร่วม ประกอบด้วย เรือของกองทัพเรือ จำนวน 15 ลำ เรือของประเทศสมาชิกอาเซียน และเรือของประเทศนอกอาเซียน จำนวนกว่า 28 ลำ จาก 18 ประเทศ และอากาศยานของกองทัพเรือและกองทัพอากาศ จำนวน 20 เครื่อง

อุดมเกียรติ ทิพย์ศรีกุล

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ป๊าดดด!’ปอบ’อาละวาดฆ่าตาย2ศพ ลงขันจ้างพระอาจารย์ไล่จับได้32ตัว (ภาพชุด)

Posted on July 1, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.naewna.com/likesara/295657

ป๊าดดด!'ปอบ'อาละวาดฆ่าตาย2ศพ ลงขันจ้างพระอาจารย์ไล่จับได้32ตัว (ภาพชุด)

ป๊าดดด!’ปอบ’อาละวาดฆ่าตาย2ศพ ลงขันจ้างพระอาจารย์ไล่จับได้32ตัว (ภาพชุด)

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 21.13 น.

ถือเป็นความเชื่อชาวบ้านที่ อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี หลังคนในหมู่บ้านเกิดอาการผวาหนัก เพราะมีคนตายในหมู่บ้าน 2 คนโดยไม่รู้สาเหตุ และหวาดกลัวไม่กล้าออกบ้านกลางค่ำกกลางคืน สุดท้ายต้องลงขันจ้างพระอาจารย์ชื่อดังในการกำจัดปอบมาทำพิธีไล่จับปอบ ปรากฏว่าไล่จับลงกระบอกไม้ไผ่ในถึง 32 ตัว

ชาวบ้านตื่นปอบกินคนลงขันเชิญ “พระอาจารย์เจริญ” พระชื่อดังในการกำจัดปอบไล่จับได้  32 ตัว โดยผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ที่ศาลากลางบ้านโนนผักหอม หมู่ 3 ต.วังสามหมอ อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี พระครูพิพัฒน์วิทยาคม หรือหลวงพ่อเจริญ ฐานยุตโต วัดโนนสว่าง ต.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี นำพระ 7 รูป และลูกศิษย์มาทำพิธีจับผีปอบ โดยมีนายไพร๊อต วงศ์สำแดง ผู้ใหญ่บ้านโนนผักหอม นำชาวบ้าน 119 หลังคาเรือน มาร่วมในพิธี หลังมีเหตุชาวบ้านตายชีวิตแบบผิดปกติ 2 ราย ภายใน 1 เดือน โดยชาวบ้านได้เตรียมเสาหลักบ้าน  5 เสา ใบเสมาทำจากหินทรายลงอักขระ หญ้าคาถัก โอ่งน้ำมนต์ 5 โอ่ง กระบอกไม้ไผ่ ผ้าขาว กระทงหน้าวัวบรรจุ ข้าวดำ ข้าวแดง พริก เกลือ ปลาร้า หมาก พูล ยาสูบ ก้อนหิน ต้นกล้วย และฉัตร

นายไพร๊อต วงศ์สำแดง ผู้ใหญ่บ้านโนนผักหอม บอกว่า หมู่บ้านเราเคยทำพิธีไล่ผีปอบมาแล้วเมื่อ 7-8 ปีก่อน กระทั่ง 1 เดือนที่ผ่านมา ได้มีลูกบ้าน 2 คน อายุ 59 และ 60 ปี ซึ่งมีอาการป่วยเบาหวาน และความดัน แต่อาการไม่หนัก สามารถเดินเหินและพูดคุยกับเพื่อนบ้านได้ แต่พอไปโรงพยาบาลเพื่อไปตรวจร่างกาย กลับมาปรากฏว่าเสียชีวิต  ทำให้ชาวบ้านเห็นว่าตายผิดปกติ จึงได้ไปหาหมอธรรมหลายที่ ต่างก็บอกว่าหมู่บ้านตนมีผีปอบ

ผู้ใหญ่บ้านโนนผักหมอ บอกอีกว่า ตนจึงได้ประชุมกรรมการหมู่บ้านและลูกบ้าน ต่างลงความเห็นว่า หมู่บ้านต้องมีสิ่งผิดปกติเข้ามาสิงสู่ ให้ไปนิมนต์พระครูพิพัฒน์วิทยาคม หรือหลวงพ่อเจริญ พระที่มีชื่อเสียงด้านปราบผีปอบจากอ.หนองวัวซอมา ถอนคุณไสยด้วยพุทธคุณ จึงได้ไปปรึกษาหลวงพ่อเจริญ  ซึ่งหลวงพ่อเจริญนั่งทางนัยและบอกว่า หมู่บ้านตนมีผีปอบต้องกำจัดไม่เช่นนั้นจะมีคนตายเพิ่ม จึงได้พาลูกศิษย์มาทำพิธีไล่จับปอบ พร้อมกับจัดอุปกรณ์ให้พวกตนมาเตรียมพร้อมเอาไว้ที่ศาลากลางบ้าน และนัดมาทำพิธีในบ่ายวันนี้

ก่อนทำพิธีพระครูพิพัฒน์วิทยาคม หรือหลวงพ่อเจริญ แจ้งว่า มาวันนี้ไม่ได้มาใส่ร้าย ป้ายสี หรือกลั่นแกล้งใคร ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านได้มานิมนต์มาปัดเป่าสิ่งไม่ดี ให้ออกไปจากหมู่บ้าน สถานที่ เสร็จแล้ว ซึ่งจะได้เจริญพระพุทธมนต์ ปักเขตแดนและใบเสมา  “ผีปอบนั้นมาจริงเพราะคนวิชาอาคม คาถา วิชา ทั้งผีฟ้า ผีเหย้า ร่างทรง แต่รักษาสิ่งของไม่ได้ หรือทำในสิ่งต้องห้าม หรือของดเว้น ชาวอีสานเรียกว่า “คะลำ” หากเป็นหมอลำก็เรียกว่ากินคายมาก จะเป็นผีปอบ เมื่อตายแล้วไม่ไปไหน วนเวียนอยู่ในหมู่บ้าน วันนี้จึงมาจับ เอาของไม่ดีหนีออกไปจากหมู่บ้าน ไม่ได้มาใส่ร้ายใคร”

หลวงพ่อเจริญ ได้เรียกชาวบ้านเข้ามาทำพิธี โดยสวดมนต์เรียกผีปอบที่สิงอยู่ภายในหมู่บ้านเข้ามาในพิธี ฝีปอบได้เข้าสิงลูกศิษย์ผหลวงพ่อเจริญที่นั่งอยู่ในพิธี  พร้อมกับได้ร้องหมอลำบอกว่าเป็นผีปอบ ตายมานานแล้ว และวนเวียนอยู่ในหมู่บ้าน พร้อมจะไปผุดไปเกิดหากหลวงพ่อเจริญจะไปส่ง เมื่อหลวงพ่อถามว่ามีด้วยกันกี่ตัว ได้บอกว่า 32 ตัว  ก่อนละร้องหมอลำสั่งลา และถูกจับเข้าไปในกระบอกไม้ไผ่ ปิดด้วยผ้าสีขาว หลังจากจับหัวหน้าผีปอบลงกระบอกไม้ไผ่แล้ว หลวงพ่อเจริญได้สั่งให้ลูกศิษย์ทั้งชายและหญิง ที่สวมชุดขาว ถือศีล 5 ถือเอาไม้ประกำ ซึ่งเป็นหวายจากการฝังลูกนิมิต ออกไปจับวิญญาณผีปอบที่สิงอยู่ในหมู่บ้าน

โดยทุกคนหลังถือไม้ปะกำแล้ว ก็จะเดินไปตามพุทธคุณ โดยมีชาวบ้านถือกระบอกไม้ไผ่วิ่งเดินตาม โดยจะแยกย้ายกันไปตามถนนภายในหมุ่บ้าน  เมื่อพบวิญญาณผีปอบที่ใดก็จะทำพิธีสวดจับวิญญาณผีปอบใส่กระบอกไม้ไผ่ปิดด้วยผ้าขาว นำมาวางไว้ที่ศาลากลางบ้าน ใช้เวลา 1 ชม. สามารถจับได้ 42 กระบอก ซึ่งหลวงพ่อเจริญ บอกว่า อาจจะมีวิญญาณหมู หมา เป็ดไก่ วัว ควาย ที่ตายลงไปอยากไปผุดไปเกิดด้วยก็ได้ แต่มีผีปอบ 32 ตัว

หลังนำกระบอกไม้ไผ่ใส่วิญญาณผีปอบมารวมไว้กันแล้ว หลวงพ่อเจริญได้นำสวดมนต์ อุทิศส่วนกุศลและปลดปล่อยดวงวิญญาณทั้งหมด ก่อนจะนำกระบอกไม้ไผ่ทั้งหมดไปเผาที่วัดภายในหมู่บ้าน จากนั้นได้พาชาวบ้าน “ทำบุญซำฮะ” หรือทำบุญชำระล้างหมู่บ้าน และก็ทำพิธีฝังเสาหลักบ้านและใบเสมาทั้ง 4 ทิศ และกลางหมู่บ้าน เพื่อป้องกันดวงวิญญาณและสิ่งชั่วร้ายเข้ามาในหมู่บ้าน เป็นอันเสร็จพิธี แม้จะเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้แต่ที่นี่คือความเชื่อของชาวบ้านสิ่งลี้ลับที่มองไม่เห็นตัว

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สิทธิที่อยู่อาศัย คือสิทธิมนุษยชน

Posted on July 1, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.naewna.com/likesara/295656

สิทธิที่อยู่อาศัย คือสิทธิมนุษยชน

สิทธิที่อยู่อาศัย คือสิทธิมนุษยชน

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 20.48 น.

“นกต้องมีรัง คนต้องมีบ้าน” นี่คือสัจธรรมของมนุษย์ ที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษยชาติ ทุกคนต้องมีที่อยู่อาศัยไว้พักพิง หลบแดด หลบฝน ขณะที่สถานการณ์การแย่งชิงทรัพยากรที่ดินทั่วทุกมุมโลกกับรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มีคนจำนวนมากไม่มีที่ดินที่เอาไว้สร้างที่อยู่อาศัย หรือมีที่อยู่อาศัยที่ไม่มีความมั่นคง เป็นชุมชนแออัด (Slum) หรือต้องหลับนอนตามข้างทาง ตามที่สาธารณะ เป็นคนไร้บ้าน (Homeless) ซึ่งไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย

องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ประกาศเอาไว้เมื่อปี ค.ศ. 1989 (พ.ศ. 2532) “ให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปี เป็นวันที่อยู่อาศัยโลก” ในปีนี้ตรงกับ “วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560” องค์การสหประชาชาติประกาศเพื่อให้ประชาคมโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัญหาวิกฤตทั่วทุกสังคมโลก ไม่ว่าจะเป็นสังคมเมือง หรือสังคมชนบท


การรณรงค์วันที่อยู่อาศัยโลก เครือข่ายสลัม 4 ภาค

หากมองสถานการณ์ที่อยู่อาศัยในประเทศไทย หลังจากที่มีการเข้ายึดอำนาจและบริหารประเทศโดย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะเข้ามาปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ลดช่องว่างความห่างระหว่างคนจน กับ คนรวย แต่นโยบายที่ออกมา กับการปฏิบัติของหน่วยงานรัฐ กลับสวนทางกัน “โดยกลุ่มคนจนชนบทได้รับผลกระทบจากคำสั่ง คสช. 64/2557 และนโยบายทวงคืนผืนป่า” ที่จะผลักดันผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตป่าออกมา

รวมทั้ง “การขีดแนวเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดต่างๆ” เกิดขบวนการปั่นราคาที่ดิน กว้านซื้อที่ดิน เวนคืนที่ดิน เพื่อให้มีการลงทุนระยะยาวจาทุนใหญ่ในประเทศและทุนข้ามชาติ นโยบายเหล่านี้ล้วนแล้วส่งผลให้เกิดหมู่บ้านชนบทล่มสลาย กลุ่มชาติพันธ์ต่างๆแตกสลาย ต้องอพยพเข้ามาหาที่อยู่อาศัยในตัวเมืองในหลายจังหวัด หากจะดูในจังหวัดเชียงใหม่จะพบกลุ่มชนเผ่าต่างๆมาพักอาศัยในชุมชนแออัดในตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่มากขึ้น

ในส่วนของชุมชนเมือง นโยบายที่อ้างถึงการพัฒนาประเทศ, การจัดระเบียบต่างๆ ส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของคนจนเมืองเป็นอย่างมาก

1.โครงการพัฒนาคมนาคมระบบราง ซึ่งมีหลายโครงการ แต่ที่กำลังจะดำเนินการและยังไม่ได้ข้อยุติข้อพิพาทด้านผลกระทบต่อที่อยู่อาศัย คือ โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เส้นทาง สุราษฎร์ธานี – หาดใหญ่ – สงขลา , โครงการก่อสร้างรถไฟชานเมือง สายสีแดง เส้นทาง ศิริราช – ตลิ่งชัน , โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง กทม. – หนองคาย ซึ่งจะมีประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าว ราว 7,000 ครัวเรือน


แผนผังการพัฒนาระบบคมนาคมของรัฐบาล

2.โครงการจัดระเบียบชุมชนริมคลอง, ริมแม่น้ำ รัฐบาลได้ออกนโยบายจัดระเบียบชุมชนริมคลองลาดพร้าว และริมคลองเปรมประชากร จำนวนกว่า 11,000 หลังคาเรือน และนโยบายการจัดระเบียบชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา ราว 250 หลังคาเรือน รวมทั้งออกกฎหมายห้ามไม่ให้มีบ้านเรือนปลูกสร้างริมน้ำอีกต่อไปในอนาคต ซึ่งกฎหมายดังกล่าวส่งผลต่อชุมชนริมน้ำทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นชุมชนเมือง หรือ หมู่บ้านชาวเล ที่จะต้องรื้อย้ายที่อยู่อาศัยออกจากริมน้ำทั้งหมด


แผนภาพการจัดระเบียบชุมชนริมคลองใหญ่ กรุงเทพมหานคร

3.โครงการพัฒนาย่านเศรษฐกิจใหม่ โดยมีโครงการเขตเศรษฐกิจย่านสถานีแม่น้ำ โดยใช้ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย เนื้อที่กว่า 270 ไร่ มูลค่าการลงทุนกว่า 90,000 ล้านบาท และโครงการคลองเตยคอมเพล็กซ์ โดยใช้ที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย เนื้อที่กว่า 2,300 ไร่ มูลค่าการลงทุนกว่า 100,000 ล้านบาท โดยการลงทุนทั้งสองโครงการมีแนวโน้มจะเป็นการลงทุนของทุนข้ามชาติเป็นหลัก ซึ่งส่งผลโดยตรงกับชุมชนแออัดที่อยู่บริเวณดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นชุมชนย่านคลองเตย, ชุมชนย่านเขตพระราม 3 ล้วนได้รับผลกระทบทั้งที่อยู่อาศัยและที่ทำมาหากิน

4.การกระตุ้นเศรษฐกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ หลังจากที่มีแนวนโยบายการพัฒนาด้านต่างๆ พาดผ่านตามแนวเส้นทางต่างๆ ส่งผลให้พื้นที่ใกล้เคียงมีการเก็งกำไรด้านอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น จากชุมชนแออัดที่เคยอยู่กันมานานจากที่ดินไม่มีราคาเจ้าของที่ดินไม่สนใจปล่อยให้อยู่อาศัย เจ้าของที่ดินเริ่มประกาศขายที่ดิน หรือไม่ก็จะยกเลิกการให้อยู่อาศัยของชาวชุมชน เพื่อจะนำที่ดินมาลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์

..สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้เองส่งผลให้เกิดการกระจุกตัวของที่ดิน มีการแย่งชิงที่ดินรุนแรงขึ้น ยังไม่นับรวมถึงการใช้ที่ดินของรัฐเพื่อส่งเสริมการลงทุนของเอกชนรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน ส.ป.ก. หรือที่ดินสาธารณะ ในขณะที่คนจนพยายามขอใช้ที่ดินเหล่านั้นเพื่อเป็นที่ทำกินและที่อยู่อาศัย กับต้องมาเจอเงื่อนไขต่างๆจนไม่สามารถนำมาใช้ได้ ซึ่งจะต่างจากเอกชนรายใหญ่ในการขอใช้ที่ดินที่ใช้ระยะเวลาสั้นกว่า และสามารถได้กรรมสิทธิ์ที่ดินได้จริง..

ดังนั้นเนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก ที่เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้จัดการเดินรณรงค์เพื่อให้สาธารณะได้เข้าใจถึงความสำคัญต่อที่อยู่อาศัย พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลทุกปี แต่เนื่องจากในปีนี้เดือนตุลาคม มีพระราชพิธีสำคัญยิ่งที่ประชาชนชาวไทยได้ร่วมกันถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เครือข่ายสลัม 4 ภาค จึงเลื่อนกิจกรรม “เดินรณรงค์” ไปเป็น “วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560” โดยข้อเสนอต่อรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัย มีดังนี้

1.รัฐบาลต้องสนับสนุนที่ดินของรัฐนำมาแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนเมือง เช่น ที่ดินสาธารณะ ที่ดินของการรถไฟฯ ที่ดินของการท่าเรือ มาแบ่งปันให้ชุมชนได้เช่าเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยที่มั่นคงระยะยาว 2.รัฐบาลต้องสนับสนุนงบประมาณและกระบวนการ ในการแก้ปัญหาด้านที่อยู่อาศัยตามนโยบายโครงการบ้านมั่นคง ที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการพัฒนาชุมชน อย่างต่อเนื่อง

3.ตั้งกลไกการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยตามหน่วยงานที่กำกับดูแลระดับนโยบาย เช่น กระทรวงคมนาคม หรือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยมีรัฐมนตรีประจำกระทรวงเป็นประธานในการแก้ไขปัญหาร่วมกับชาวชุมชนที่ได้รับผลกระทบ 4.แก้ไข, ยกเลิก, งดเว้น กฎหมายต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัย และวิถีความเป็นอยู่ของคนจนเมือง เช่น กฎหมายไล่รื้อจาก คณะปฏิวัติที่ 44 ปี 2502 ที่ตัดสิทธิ์การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของประชาชน และคำสั่งจาก คสช. ฉบับต่างๆด้วย

5. ผ่อนปรน, งดเว้น กฎหมายต่างๆ ที่ส่งผลต่อการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ของคนจนเมืองในพื้นที่ขนาดเล็ก ตามนโยบายโครงการบ้านมั่นคงที่คนจนมีศักยภาพในการมีที่ดินขนาดเล็ก แต่ทำให้ผิดกฎหมายผังเมือง และกฎหมายควบคุมการปลูกสร้างอาคาร และ 6.การสร้างความมั่นคงในระยะยาว รัฐบาลต้องสร้างสวัสดิการพื้นฐานทางชีวิตของประชาชนให้มั่นคงควบคู่ไปด้วย คือ

6.1 รัฐบาลต้องสนับสนุนหลักประกันสุขภาพ อย่างมีคุณภาพและทั่วถึงถ้วนหน้า 6.2 รัฐบาลต้องผลักดันให้เกิดบำนาญแห่งชาติ เพื่อดูแลผู้สูงอายุ เนื่องจากสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย และ 6.3 รัฐบาลต้องสนับสนุนให้เกิดกองทุนการรักษาพยาบาลสำหรับคนไทยที่ไม่มีบัตร อยู่ระหว่างการพิสูจน์สิทธิ์ ซึ่งเครือข่ายสลัม 4 ภาค ยังคงเชื่อมั่นในพลังการรวมกลุ่มเพื่อการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย และจะติดตามการแก้ปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัยของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้หากรัฐบาลมีความจริงใจในการลดความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น รัฐบาลจะต้องมีนโยบาย และปฏิบัติการที่ทำได้จริงมาให้ประจักษ์!!!

เรื่องและภาพ : เครือข่ายสลัม 4 ภาค
ที่มา : เฟซบุ๊คแฟนเพจ Four Regions Slum Network

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ยายคำบง’โมเดลเกษตรกรชัยภูมิ ต้นแบบหนีแล้งซ้ำซากหันทำเกษตรผสมผสาน

Posted on July 1, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.naewna.com/likesara/295552

'ยายคำบง'โมเดลเกษตรกรชัยภูมิ ต้นแบบหนีแล้งซ้ำซากหันทำเกษตรผสมผสาน

‘ยายคำบง’โมเดลเกษตรกรชัยภูมิ ต้นแบบหนีแล้งซ้ำซากหันทำเกษตรผสมผสาน

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 15.19 น.

ยายคำบง โมเดล เกษตรกรชัยภูมิ วัย 65 ปี ต้นแบบหนีแล้งซ้ำซาก ปรับเปลี่ยนการผลิตหันปลูกพืชเหมาะสมกับดินตาม Agri –Map สำเร็จ ด้วยการพลิกผืนนามรดกชิ้นสุดท้ายของตระกูลปลูกกล้วยน้ำว้า และทำการเกษตรผสมผสาน ขายสารพัดผลผลิตโกยรายได้ทั้งปี ส่งผลชีวิตหายจนและครอบครัวอบอุ่น กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ใหม่ของชุมชน

นางคำบง งอนชัยภูมิ หรือ “ยายคำบง” เกษตรกร วัย 65 ปี ชาวบ้านโสก อ.คอนสวรรค์ จ.ชัยภูมิ ต้นแบบการปรับเปลี่ยนแปลงนาหนีความแห้งแล้งซ้ำซาก มาปลูกพืชเหมาะสมกันดิน เปิดเผยว่า ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาตนประกอบอาชีพทำนามาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย พ่อแม่ก็พาทำนา เมื่อมีครอบครัว ตนกับสามีและลูกๆ ก็ยังคงยึดอาชีพทำนา ที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น บนที่ดินผืนสุดท้ายที่เป็นมรดกตกทอดมาจำนวน 22 ไร่

ปัญหาที่พบเป็นประจำของชาวนา คือ ภัยธรรมชาติโดยเฉพาะความแห้งแล้ง ผลผลิตข้าวแต่ละปีได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย บางครั้งไม่พอกินด้วยซ้ำ เพราะแล้งมาก น้ำไม่มีทำนาก็ขาดทุนยับเยิน เพราะพื้นที่นาในบ้านโสก เป็นดินเหนียว และรอน้ำจากฝนตามฤดูกาลเท่านั้น ไม่มีแหล่งน้ำ หรือระบบชลประทานผ่านพื้นที่ สระน้ำที่ขุดไว้ ก็ไม่มีน้ำเพียงพอหล่อเลี้ยงนาข้าว

จากปัญหาที่พบเจอซ้ำซากตลอดชีวิตการเป็นชาวนา จึงมีความคิดที่อยากสร้างอาชีพใหม่ และน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ทราบว่า รัฐบาลมีนโยบาย ที่จะให้เกษตรกรลดพื้นที่ทำนาที่ไม่เหมาะสมเปลี่ยนไปทำการเกษตรแบบอื่นแทน ซึ่งสำนักงานเกษตรอำเภอคอนสวรรค์ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกมาแนะนำแจกแจงรายละเอียดโครงการ “ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวไม่เหมาะสมเป็นเกษตรกรรมทางเลือกอื่น” จึงมีความสนใจ และปรึกษากับครอบครัวแล้ว ทุกคนเห็นด้วย จึงปรับพื้นที่ปลูกข้าว จำนวน 5 ไร่ เข้าร่วมโครงการดังกล่าว

นางคำบง กล่าวอีกว่า หลังสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ครอบครัวทุ่มเทเวลาให้กับการคิดหาวิธีใช้ประโยชน์ในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด โดยการให้ลูกหลานศึกษาหาข้อมูล จากทาง อินเตอร์เน็ต (Internet) และมองหาพืชที่เหมาะกับพื้นที่ของตัวเอง จึงเลือกกล้วยน้ำว้าพันธุ์ ปากช่อง 50 โดยเริ่มแรกปลูกกล้วยน้ำว้าไว้รอบสระน้ำก่อน ปรากฏว่าต้นกล้วยงอกงาม เขียวขจี ไม่มีโรคและแมลง ที่สำคัญไม่ต้องดูแลรักษามากนัก มีผลผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง ขายได้ทั้งผล หน่อ ต้น ใบตอง และมีตลาดรองรับ

จากนั้นจึงขยายไปในพื้นที่ 5 ไร่ ที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยปลูกกล้วยน้ำว้าไปด้วย และทำอาชีพเสริม แบบเกษตรผสมผสาน เช่น การประมงเลี้ยงปลา การปศุสัตว์ เลี้ยงโคเนื้อ สามารถนำปุ๋ยคอกที่ได้จากการเลี้ยงสัตว์มาใช้ในสวนกล้วยน้ำว้า ลดต้นทุนการผลิต ด้านค่าใช้จ่ายปุ๋ยเคมี พร้อมได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงในการปลูกกล้วยน้ำว้าด้วยตัวเอง ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค นอกจากนี้ยังขยายพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทอง เพิ่ม โดยลงทุนเอง ซึ่งได้ผลผลิตดีเช่นกัน

ปัจจุบันเริ่มมีผลผลิตจากการทำสวนกล้วยน้ำว้าออกมาแล้ว ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้น เช่น เฉพาะช่วงเดือน เม.ย.- ก.ย. 2560 มีรายได้แล้วกว่า 40,000 บาท จากการขาย หน่อกล้วย, ใบตอง และผลผลิตกล้วยน้ำว้า ทั้งดิบและสุก ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ครอบครัวมีความสุขอบอุ่นขึ้นและมีความภูมิใจที่ประสบความสำเร็จได้ในระดับหนึ่ง

“นอกจากนี้มีความภูมิใจที่ได้แบ่งปันประสบการณ์แก่เกษตรกรผู้สนใจ เพราะปัจจุบันแปลงปลูกกล้วยของตนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ภายในชุมชนด้วย หากเปรียบเทียบกับชีวิตทำนาอย่างเดียว ที่ต้องหยิบยืมเงินมาลงทุน ต้องรอเงินจากการขายข้าวปีละ 1 ครั้งเท่านั้น แต่วันนี้ครอบครัวลืมตาอ้าปากได้ มีรายได้ทั้งปีจากการผลผลิตที่หลากหลาย และมีความสุขกับชีวิตเกษตรกร” นายคำบง กล่าว

ด้าน นายภานุวัฒน์ ทิพย์ตา เกษตรอำเภอคอนสวรรค์ จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวไม่เหมาะสมเป็นเกษตรกรรมทางเลือกอื่น ได้เริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปีเพาะปลูก 2559/60 อ.คอนสวรรค์ มีเกษตรกร สนใจเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก แต่มีเกษตรกรที่ผ่านเกณฑ์โครงการทั้งสิ้น 134 ราย พื้นที่ 622.75 ไร่ ปัจจุบันเกษตรกรได้รับเงินค่าปรับพื้นที่/ระบบน้ำไร่ละ 2,000 บาท และค่าปัจจัยการผลิตไร่ละ 3,000 บาท พร้อมเข้าร่วมการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้จำนวน 2 ครั้ง

โดยสวนกล้วยน้ำว้าของยายคำบง ถือเป็นแปลงต้นแบบการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมตามแผนที่ (Agri – Map) ภายใต้โครงการบริหารจัดการเขตเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตรที่สำคัญ (Zoning) ของสำนักงานเกษตรอำเภอคอนสวรรค์ และ เป็นต้นแบบ หรือ โมเดล ของการปรับเปลี่ยนแนวคิด ปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จในการทำการเกษตรแห่งหนึ่งด้วย

สำหรับ อ.คอนสวรรค์ จ.ชัยภูมิ มีพื้นที่ปลูกข้าว ทั้งสิ้นจำนวน 143,967 ไร่ ในจำนวนนี้เป็นข้าวที่ปลูกในพื้นที่ไม่เหมาะสมประมาณ66,026 ไร่ มีเกษตรกรยอมปรับเปลี่ยนพื้นที่นาไปทำการเกษตรอื่นจำนวน 261 ราย พื้นที่ 1,250 ไร่ โดยมีเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนพื้นที่นาให้เหมาะสมฯ ปีละ 1,200 ไร่ นายภานุวัฒน์ กล่าวในที่สุด

ขอบคุณ : Line Share โจโฉ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ย้อนคดีกราดยิงเมืองมะกัน จิตป่วยมีปืน สมการสู่หายนะ

Posted on July 1, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.naewna.com/likesara/295519

ย้อนคดีกราดยิงเมืองมะกัน จิตป่วยมีปืน สมการสู่หายนะ

ย้อนคดีกราดยิงเมืองมะกัน จิตป่วยมีปืน สมการสู่หายนะ

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 13.58 น.

“ปังๆๆๆๆ” เสียงปืนที่ดังอย่างรัวเร็วแทรกเข้ามาระหว่างที่ผู้คนนับหมื่นกำลังดื่มด่ำกับบทเพลงของนักดนตรีคันทรี เจสัน อัลดีน (Jason Aldean) ที่บรรเลงขับกล่อมในเทศกาลดนตรี “รูท 91” (Route 91) ณ นครลาส เวกัส มลรัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา (Las Vegas , Nevada , USA) ที่ในตอนแรกหลายคนคงคิดว่าเป็นเสียงประกอบจากเวทีคอนเสิร์ต ทำให้การแสดงยังคงดำเนินต่อไป กระทั่งครู่ต่อมาเมื่อเห็นมีผุ้บาดเจ็บล้มลง เมื่อนั้นจากก็กลายเป็นความอลหม่าน ผู้คนต่างแตกฮือวิ่งหนีตายเอาชีวิตรอด จากบรรยากาศที่แสนสุขกลายเป็นภาพสยดสยองโดยพลัน

ในเวลาต่อมา ตำรวจลาส เวกัส เปิดเผยว่า คนร้ายคือ สตีเฟน แพ็ดด็อค (Stephen Paddock) อายุ 64 ปี ลงมือก่อเหตุจากห้องพักชั้น 32 ของโรงแรม Mandalay Bay ซึ่งสามารถมองเห็นจุดที่มีการแสดงดนตรีได้ชัดเจน และเมื่อตำรวจบุกเข้าไปในห้องพักก็ต้องผงะ เพราะนอกจากร่างของผู้ก่อเหตุที่ลงมือปลิดชีพตนเองไปก่อนแล้ว ยังพบอาวุธปืนในห้องอีกมากกว่าสิบกระบอก รวมถึงที่

“สตีเฟน แพ็ดด็อค” มือปืนกราดยิงที่ลาส เวกัส

ที่มา : เว็บไซต์สำนักข่าว BBC

หลังเกิดเหตุ แม้กลุ่มก่อการร้ายตัวเอ้ของโลกยุคนี้อย่าง “รัฐอิสลาม” (IS , ISIS) จะออกมาอ้างว่าเหตุครั้งนี้เป็นผลงาน “สาวก” ของกลุ่มตน ทว่าทางตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯ ก็ไม่ค่อยจะให้น้ำหนักเท่าใดนัก อาทิ สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่พบข้อมูลความเชื่อมโยงระหว่างนายสตีเฟนกับกลุ่มก่อการร้าย ขณะที่เจ้าหน้าที่อีกราย กล่าวกับสำนักข่าว Reuters ว่าผู้ก่อเหตุมีประวัติเคยเข้ารับการรักษาอาการทางจิต

สำหรับสังคมอเมริกัน เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ย้อนกลับไปเมื่อ 20 เม.ย. 2542 ที่โรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ มลรัฐโคโลราโด (Columbine High School , Colorado) เกิดเหตุวัยรุ่น 2 คน เอริค แฮริส (Eric Harris) , ดีแลน เคลย์โบล (Dylan Klebold) ใช้อาวุธปืนเข้าไปกราดยิงเพื่อนนักเรียนและครูในโรงเรียน ก่อนจะฆ่าตัวตาย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 15 ศพ บาดเจ็บ 24 คน ในครั้งนั้นมูลเหตุสันนิษฐานให้น้ำหนักไปทางที่ 2 คนร้ายเคย “ถูกรังแก” (Bullying) อย่างซ้ำซากมาก่อน โดยเฉพาะจากกลุ่มเพื่อนนักเรียนที่เป็นนักกีฬาของโรงเรียน

“เอริค แฮริส” (ซ้ายล่าง) – “ดีแลน เคลย์โบล” (ขวาล่าง) 2 มือปืนกราดยิง ร.ร.มัธยมโคลัมไบน์

เหตุสะเทือนขวัญครั้งต่อมา 16 เม.ย. 2550 ในขณะที่ประเทศไทยเพิ่งผ่านพ้นการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ แต่ที่สหรัฐอเมริกา ณ “เวอร์จิเนียเทค” สถาบันโพลีเทคนิคและมหาวิทยาลัยรัฐเวอร์จิเนีย มลรัฐเวอร์จิเนีย (Virginia Polytechnic Institute and State University , Virginia) คราวนี้คนร้ายคือ โช ซึง ฮุย (Cho Seung Hui) หนุ่มชาวเกาหลีใต้อายุ 23 ปี ที่อพยพตามครอบครัวมาอยู่ในสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 32 ศพ ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะยิงตัวตายตามไปเป็นศพที่ 33 นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีก 29 คน

และเป็นอีกครั้งที่มูลเหตุจูงใจ ให้ข้อสันนิษฐานหนักไปทาง “ความรู้สึกแปลกแยกจากคนคนรอบข้าง” ดังคำบอกเล่าของเพื่อนร่วมชั้นเรียน ที่ระบุว่า นอกจากการตอบคำถามในชั้นเรียนแล้ว โช ไม่ค่อยพูดจาหรือสบตากับคนอื่นๆ เท่าใดนัก ขณะที่ตำรวจพบจดหมายที่ โช เขียนไว้ในห้องพักของตนก่อนลงมือก่อเหตุ เนื้อหาทำนองระบายความรู้สึก “เกลียดชังผู้หญิงและคนรวย” อีกทั้งยังมีวีดีโอที่บันทึกคำพูดของเขาที่ว่า “คุณต้อนผมจนมุม และผมไม่มีทางเลือก” (You forced me into a corner and gave me only one option) และรูปที่เขาถ่ายขณะชูปืนพก 2 กระบอก

“โช ซึง ฮุย” (ภาพเล็ก)  ผู้ก่อเหตุกราดยิงที่เวอร์จิเนียเทค

อีก 5 ปีต่อมา 20 ก.ค. 2555 คราวนี้เกิดเหตุที่โรงภาพยนตร์ Century 16 movie theater เมืองออโรรา (Aurora) มลรัฐโคโลราโด คนร้ายแต่งชุดแบบตำรวจปราบจลาจล เปิดฉากโยนแก๊สน้ำตาเข้าไป ตามด้วยการกราดยิงด้วยอาวุธปืนหลายขนาด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 12 ศพ บาดเจ็บ 58 คน ขณะที่ผู้คนกำลังชมภาพยนตร์ “แบทแมน : อัศวินรัตติกาลผงาด” (The Dark Knight Rises) อันเป็นภาค 3 และเป็นภาคสุดท้ายของซีรีส์มนุษย์ค้างคาวที่เป็นผลงานของ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) ผู้กำกับภาพยนตร์มือทองคนหนึ่งของฮอลลีวู้ด

ซึ่งผู้ก่อเหตุในครั้งนี้ ทราบชื่อคือ เจมส์ อีแกน โฮมส์ (James Eagan Holmes) อายุ 24 ปี เขาจบการศึกษาชั้นปริญญาตรี “เกียรตินิยมอันดับ 1” จาก มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตริเวอร์ไซต์ (UC Riverside) กระทั่งได้ทุนเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่ มหาวิทยาลัยโคโลราโด เดนเวอร์ (University of Colorado at Denver) แต่ก็พบว่าเมื่อมาเรียนแล้วมีผลการเรียนไม่ค่อยดีนัก คดีนี้ให้น้ำหนักไปที่ผู้ต้องหามีอาการป่วยทางจิต อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างยังคงเป็นปริศนาเพราะศาลโคโลราโดมีคำสั่ง “ห้ามเผยแพร่” หลักฐานในคดีนี้ ขณะที่ผู้ต้องหาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

“เจมส์ อีแกน โฮมส์” (ภาพเล็ก) และโรงภาพยนตร์ Century 16 movie theater สถานที่ก่อเหตุของคนร้ายรายนี้

ที่มา : เว็บไซต์ นสพ. usa today

นี่เป็นเพียงเหตุใหญ่ๆ เท่านั้น ยังมีเหตุกราดยิง ทั้งที่สำเร็จและเป็นเพียงความพยายามแต่ถูกเจ้าหน้าที่สกัดกั้นไว้ได้ก่อนอีกไม่น้อยในสหรัฐอเมริกา เว็บไซต์ http://www.gunviolencearchive.org ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคม (NGO) ทำงานด้านรณรงค์ประเด็นความรุนแรงจากอาวุธปืน ระบุว่า นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2560 เป็นต้นมา เกิดเหตุความรุนแรงจากอาวุธปืนแล้ว 46,679 คดี มีผู้เสียชีวิต 11,682 ศพ บาดเจ็บ 23,609 คน และมีเหตุกราดยิงด้วยอาวุธปืน (Mass Shooting) เกิดขึ้นแล้ว 273 คดี โดยกรณีลาส เวกัส เมื่อค่ำวันที่ 1 ต.ค. 2560 ตามเวลาท้องถิ่น เป็นเหตุครั้งล่าสุด

สถานการณ์ความรุนแรงจากอาวุธปืน 9 เดือนแรกของปี 2560 ในสหรัฐอเมริกา

ที่มา : http://www.gunviolencearchive.org

ในมุมหนึ่ง จากเหตุความรุนแรงด้วยอาวุธปืนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในสหรัฐฯ นำมาซึ่งเสียงเรียกร้องให้ “จัดระเบียบการครอบครองอาวุธปืน” ไม่ให้ซื้อหาได้ง่ายอย่างที่เป็นอยู่ ทว่าเมื่อรัฐบาลไหนหรือประธานาธิบดีคนใดคิดจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาดำเนินการ พบว่าต้องเจอ “แรงต้าน” จนต้องถอยหลังวางมือเสียทุกครั้งไป และชื่อของ สมาคมไรเฟิลแห่งชาติ “National Rifle Association – NRA” ก็เป็นที่รับทราบกันดีในสังคมอเมริกัน ว่านี่คือ “ตัวตั้งตัวตี” สำคัญในการ“วิ่งเต้น” (Lobby) ให้ทำเนียบขาวและสภาคองเกรสไม่แตะต้องประเด็นอาวุธปืน

โดยกลุ่มผู้สนับสนุนสิทธิการครอบครองอาวุธปืนในสหรัฐฯ ไม่ว่า NRA หรือกลุ่มอื่นๆ มักอ้างถึงบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญว่าด้วย “สิทธิในการป้องกันตัวของพลเมือง” ซึ่งเขียนไว้ตั้งแต่วันที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก่อตั้งขึ้น และได้มีการตีความในทางสอดคล้องกันว่า “อาวุธปืน = สิทธิขั้นพื้นฐาน” สำหรับชาวอเมริกันทุกคน เสมอมาทุกยุคสมัยจนถึงปัจจุบัน แม้โลกจะเปลี่ยนไป ไม่ใช่ยุคของคาวบอยควบม้าดวลปืนกับโจรแบบบ้านป่าเมืองเถื่อนในอดีตแล้วก็ตาม อีกทั้งยังเชื่อด้วยว่า“เมื่อทุกคนมีปืน คนชั่วจะไม่กล้าทำผิด” เพราะต่างฝ่ายต่างมีอำนาจต่อสู้เท่าเทียมกัน

NRA และบทบัญญัติ รธน.สหรัฐฯ ว่าด้วยสิทธิการครอบครองอาวุธปืน

แต่อีกด้านหนึ่ง การที่ผู้ก่อเหตุหลายรายมีปัญหาทางจิตไม่มากก็น้อย ทำให้นึกถึงผู้ก่อการร้ายประเภท “หมาป่าเดียวดาย” (Lone Wolf) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันคือ ไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมรุนแรงมาก่อน หลายราย “ขาวสะอาด” ไม่เคยก่อคดีใดๆ เสียด้วยซ้ำไป แต่เมื่อได้อ่านได้เห็น ได้รับรู้ “ชุดความคิด” สักอย่างหนึ่ง ที่ไป “สะกิดปม” ในใจเข้า คนคนนั้นก็พร้อมจะกลายเป็น “มือสังหาร” ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซึ่งทั้งชุดความคิด อาวุธ และยุทธวิธีก่อเหตุ ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะค้นหามาทำการศึกษา เพราะมี “อินเตอร์เน็ต” สื่อออนไลน์ที่มีข้อมูลมากมาย และใครๆ ก็เข้าถึงได้

นักจิตวิทยาคนดัง ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม เคยกล่าวกับทีมงาน “แนวหน้าวาไรตี้” (‘Home Grown – Lone Wolf’ เพราะถูกบีบคั้น..จึงระบายแค้น? – หน้า 13 นสพ.แนวหน้า พุธที่ 22 มิ.ย. 2560) อธิบายถึงแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุประเภทนี้ว่า 1.สื่อออนไลน์มีผลมากต่อพฤติกรรมคนเพราะ “ความถี่” ในการรับสื่อที่ “ไร้ข้อจำกัด” สามารถเปิดอ่านเปิดดูได้ “ทุกที่-ทุกเวลา” และยัง“ดูซ้ำๆ” ได้ตามต้องการ ต่างจากโทรทัศน์หรือภาพยนตร์ ที่มีช่วงเวลาในการเผยแพร่ จึงไม่ต่างอะไรกับการ “สะกดจิต” สร้างความคิดความเชื่อบางอย่าง จนกลายเป็นการแสดงออกในเวลาต่อมา

กับ 2.ตัวผู้รับสื่อมี “เชื้อไฟ” อยู่ก่อนแล้ว คล้ายกับปัญหาอื่นๆ ที่คุ้นกันดี เช่น เด็กแว้น นักเลงอันธพาล ฯลฯ ผู้ก่อการร้ายประเภท Home Grown – Lone Wolf ก็เช่นกัน ดร.วัลลภ กล่าวว่า เมื่อใครคนหนึ่งรู้สึกแปลกแยกจากสังคม ก็จะเริ่มแสดงออกด้วยการ “แยกตัว” ออกไปอยู่เพียงลำพัง ซึ่งจะทำให้ขาด “ทักษะสังคม” และต่อมาคือ “ขาดสติ” โดยเฉพาะหากไม่มีบุคคลหรือหรือสถาบันใดเป็นที่พึ่งในทางที่ถูกที่ควรได้ คนคนนั้นก็จะยิ่งมีปฏิกิริยาต่อสังคมในทางที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

“Lone Wolf”

“ถ้าถูกเลี้ยงดูมาไม่ดี  หรือถูกปฏิเสธ ถูกมองว่านอกคอก พวกนี้ก็จะเกิดจิตใจเกิดการต่อต้านสังคม ถ้าใครบอกดีฉันบอกไม่ดี ถ้าใครบอกไม่ดีฉันบอกดี ที่เห็นๆ สมัยหนึ่งคือพวกกลุ่มฮิปปี้ คือเขามองว่าทำไมคนดีต้องแต่งตัวดีๆ ทำไมต้องดูกันที่ภายนอก เขาก็ต่อต้านด้วยการแต่งตัวสกปรก ปล่อยผมยาว ซึ่งแบบนี้มันก็มีอีกหลายกลุ่ม

แล้วพอเขาต่อต้านมากๆ สังคมก็ต่อต้านเขามากขึ้นอีก เพราะดูท่าทางกิริยาความประพฤติไม่ดี ก็ยิ่งปฏิเสธสังคมขึ้นไปอีก ก็พัฒนาไปเป็นอาฆาตแค้นสังคม พร้อมจะก่อเรื่องให้สังคมมันพัง ถึงตรงนี้ก็พร้อมจะฆ่าคน พร้อมจะเผาบ้านโดยไม่ต้องมีเหตุผลเลย เพราะต้องการให้สังคมเจ็บใจ” ดร.วัลลภ กล่าว

สำหรับแรงจูงใจของ สตีเฟน แพ็ดด็อค ในการก่อเหตุครั้งนี้ยังไม่แน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุใด เพราะนอกจากจะไม่พบความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายแล้ว เอริค แพ็ดด็อค (Eric Paddock)น้องชายของผู้ก่อเหตุ ยังกล่าวว่า ที่ผ่านมาพี่ชายของเขาก็เป็นคนปกติเหมือนคนอื่นๆ ทั่วไป มีงานทำ มีบ้าน มีรถยนต์ และไม่เคยมีปัญหารุนแรงกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ทำให้รู้สึกตกใจมากที่ทราบข่าวว่า สตีเฟน ไปก่อเหตุกราดยิงที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 59 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 500 คน แต่หลังจากนี้การทำงานของเจ้าหน้าที่คงทำให้ทุกอย่างชัดเจนขึ้น

แต่ที่แน่นอนแล้วอย่างหนึ่ง..วันนี้ไม่ว่าสังคมอเมริกัน หรือสังคมอื่นๆ รวมถึงไทย คงไม่ผิดนักหากจะใช้คำว่า “No Place is Safe” ไม่มีที่ไหนปลอดภัยอีกต่อไป เพราะแม้แต่ในประเทศที่มีการควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มข้น ผู้ก่อเหตุก็ยังสามารถลงมือได้ด้วยวิธีอื่นๆ เช่น ใช้อาวุธมีดไล่แทง หรือขับรถยนต์พุ่งเข้าใส่ฝูงชน โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า เนื่องจากก่อนหน้านั้น ตัวผู้ก่อเหตุอาจจะมีงานทำ มีชีวิตเหมือนคนปกติอื่นๆ ทั่วไป และยังไม่มีตำราในบนโลก ที่ระบุวิธีป้องกันอาชญากรรมประเภทนี้ได้

เพราะเป็นเรื่องของ “ใจคน” ที่สะสมแรงบีบคั้น รอวัน “ระเบิด” เกิดเป็นความรุนแรง ไม่วันใดก็วันหนึ่ง!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

วิจารณ์ยับ! เหมาะสมหรือไม่? จ่อปืนยิงไก่ลองของขลัง (ชมคลิป)

Posted on June 30, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/295515

วิจารณ์ยับ! เหมาะสมหรือไม่? จ่อปืนยิงไก่ลองของขลัง (ชมคลิป)

วิจารณ์ยับ! เหมาะสมหรือไม่? จ่อปืนยิงไก่ลองของขลัง (ชมคลิป)

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 13.49 น.

บนโลกโซเชียลมีการเผยแพร่คลิปวีดิโอของกลุ่มชายฉกรรจ์ จำนวน 6–8 คน ที่ทดลองของขลัง หรือ วัตถุมงคลชนิดหนึ่ง โดยมีการนำไก่บ้าน 1 ตัว มามัดขาทั้งสองข้าง แล้วนำเชือกที่คล้องวัตถุมงคลชนิดหนึ่ง มาคล้องที่บริเวณคอไก่ ก่อนนำไก่ที่ถูกมัดขาไปวางบริเวณพงหญ้า หลังจากนั้นมีชายฉกรรจ์คนหนึ่ง ใช้อาวุธปืนยิงใส่ไก่จำนวนหลายนัด ก่อนจะนำไก่มาตรวจสอบร่องรอยว่าบาดแผลจากคมกระสุนปืนหรือไม่ ก่อนจะมีชายฉกรรจ์อีกคน ถืออาวุธปืน ยิงใส่ไก่ตัวดังกล่าวอีกหลายนัด ก่อนนำไก่มาตรวจสอบว่ามีร่องรอยคมกระสุนจากอาวุธปืนหรือไม่ จากการตรวจสอบคลิปพบว่ากลุ่มชายฉกรรจ์ในคลิปมีการสนทนาพูดคุยเป็นภาษาท้องถิ่น คล้ายกับภาษาทางภาคใต้

หลังคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ ผู้ที่เข้าชมคลิปต่างวิพากวิจารณ์ต่าง ๆ นาๆ ส่วนใหญ่ตำหนิการกระทำของกลุ่มชายฉกรรจ์ พร้อมมีการฝากเตือนถึงอันตรายที่จะได้รับจากการทดลองวัตถุมงคลหรือของขลังด้วยอาวุธปืน หากเกิดความผิดพลาดคนที่อยู่ในคลิปอาจจะได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ยังแสดงความคิดเห็นถึงตั้งคำถามว่าการทดลองของขลังด้วยการใช้อาวุธปืนยิงใส่ไก่ เป็นการทารุณกรรมสัตว์หรือไม่…?

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,915,662 hits

Join 4,114 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

สะกดคนดูทั้งจุฬาฯ! ‘สังเวชนียสถานซิมโฟนี’ ปรากฏการณ์ดนตรีพุทธประวัติครั้งประวัติศาสตร์ไทย
ละมุนทุกมุม! แพนเค้ก เขมนิจ สวมชุดไทยงดงามออร่าจับ
Soft Power ของจริง! งดงามสะกดสายตา ส่องรายละเอียดชุดพิธีวิวาห์ 'ณเดชน์-ญาญ่า'
อินโดนีเซียรวบ 6 ผู้ต้องหา ลักลอบค้า "มังกรโคโมโด" ส่งขายไทย
เครียดจนป่วย ‘Conversion Disorder’ โรคที่ต้องการความเข้าใจไม่ใช่คำวิจารณ์
พริกยกสวน 'ธัญญ่า-หนิง'แท็กทีมปล่อยเซ็ตภาพ Wet Look ส่งท้ายสงกรานต์สวยฉ่ำ
AIDSID ขอเชิญร่วมทำบุญช่วยชีวิต เพิ่มภูมิคุ้มกันแก่ผู้ป่วยด้อยโอกาส
รัสเซียกระหน่ำยิงโดรน-ขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับ 14 ศพ
SACIT สืบสานภูมิปัญญา จัดงาน ‘อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17’
EnCo สนับสนุน ปตท. ชวนคนเมืองมาเช็กอินพื้นที่สีเขียว กับกิจกรรม ‘Wellness Activity, Healthy Park’

Recent Posts

  • ปชน. ลุ้นระทึก ศาลฎีกานัดฟังคำสั่ง คดี 44 สส. ตรงวันประชุมใหญ่ หมอวาโย ยัน พร้อมรับมือทุกหน้า
  • แม่ทัพภาคที่ 4 ขอโทษประชาชน ปมกล่าวหาโรงเรียนปอเนาะ เป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อการร้าย ยอมรับสื่อสารผิดพลาด
  • ณัฐชา ติว โสภณ เป็นปธ.ครั้งแรก ศึกษาข้อมูลหน่อย อย่าพูดส่งๆ ชี้ตั้งผู้นำฝ่ายค้านทำได้ทันที
  • กมลศักดิ์ เผย สบายใจขึ้นหลังคุย อนุทิน-วันนอร์ ได้เล่าข้อเท็จจริงให้ทราบ
  • รอมฎอน เสี้ยม!!! โพสต์แซะกองทัพทิ้งนายกฯ ลงใต้ ที่ไหนได้ เสธ.ทบ. ก็ไป

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d