ตำนานคน! “เสถียร เสถียรสุต” ม้า-มวย-พระเครื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/305308

ตำนานคน! “เสถียร เสถียรสุต” ม้า-มวย-พระเครื่อง

คนในข่าว  :  11 ธ.ค. 2560
ส.เพลินจิต

คนรุ่นหลัง อาจจะไม่คุ้นชื่อกับ “นายผู้ชาย” เสถียร เสถียรสุต ในฐานะเจ้าสำนัก ส.เพลินจิต หมู่บ้านสัมมากร 2 แขวงสะพานสูง แต่คนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับแม่ชีศันสนีย์!

          ข่าวเศร้าในแวดวงมวยไทยได้แพร่ไปในสื่อออนไลน์ตอนค่ำวันเสาร์ที่ 9 ธ.ค.2560 ว่า เสถียร เสถียรสุต หัวหน้าค่ายมวย ส.เพลินจิต เสียชีวิตแล้วโดยสงบในวัย 91 ปี จากการติดเชื้อในกระแสเลือด

ตำนานคน!  "เสถียร เสถียรสุต"  ม้า-มวย-พระเครื่อง

          รุ่งเช้าวันอาทิตย์ที่ 10 ธ.ค. แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ได้โพสต์แจ้งข่าวผ่านเฟซบุ๊ค “เสถียรธรรมสถาน Sathira Dhammasathan“ ว่า ”เมื่อบ่ายวันที่ 9 ธ.ค.2560 คุณเสถียร เสถียรสุต คืนสู่ธรรมชาติ…ด้วยอาการสงบ ขอเชิญร่วมฟังสวดพระอภิธรรม ตั้งแต่วันที่ 10 15 ธันวาคม 2560 เวลา 19.00 น. ณ วัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต (ถนนวัชรพล) ศาลา 10”

ตำนานคน!  "เสถียร เสถียรสุต"  ม้า-มวย-พระเครื่อง

          แก่นศักดิ์ ส.เพลินจิต ฉายา “ยอดมวย 2 พ.ศ.” ได้โพสต์อาลัยถึง “นายผู้ชาย” เจ้าสำนัก ส.เพลินจิต ว่า “ตื่นมาตอนเช้าได้รับข่าวร้ายน้องๆโทรมาบอกนายผู้ชายของพวกเราชาว ส. เพลินจิต ได้เสียชีวิตลงแล้ว ผมขอให้ดวงวิญญาณนายไปสู่ภูมิภพที่ดีและสวยงามครับ”

          คนรุ่นหลัง อาจจะไม่คุ้นชื่อกับ “นายผู้ชาย” เสถียร เสถียรสุต ในฐานะเจ้าสำนัก ส.เพลินจิต หมู่บ้านสัมมากร 2 แขวงสะพานสูง แต่คนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับสำนักปฏิบัติธรรม “เสถียรธรรมสถาน” ของแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

ตำนานคน!  "เสถียร เสถียรสุต"  ม้า-มวย-พระเครื่อง

          30 กว่าปีที่แล้ว ในแวดวงสังคมชั้นสูง ไม่มีใครไม่รู้จัก “เสถียร เสถียรสุต” ศิษย์เก่าวชิราวุธ และจบการศึกษาจากประเทศอังกฤษ เขาเป็นลูกหลานเจ้าพระยาที่มีที่ดินอยู่ย่านถนนเพลินจิต จึงลงทุนสร้างศูนย์การค้าเพลินจิตอาเขต ในนามบริษัท เสถียรสุต จำกัด

          ศูนย์การค้าเพลินจิตอาเขต เป็นห้างทันสมัยเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งมีชั้นใต้ดินเปิดบริการนักท่องราตรีมีชื่อดิสโก้ฟลอร์ “เสถียร” หรือ “นายผู้ชาย” จะมานั่งประจำทุกวัน เพื่อติดต่อธุรกิจและนัดพบผู้คน

          ตอนหลัง เสถียรได้มาบริหารโรงแรมเดอะรีเจนท์ บางกอก สี่แยกราชประสงค์ และใช้เพนท์เฮาส์ของโรงแรมแห่งนี้ เป็นเสมือนบ้านพัก ใครที่เคยเข้าไปพบเขา จะมีภาพวาดของศิลปินที่เขาซื้อมาเก็บสะสมไว้ มีมากมายเหลือเกิน

          ไม่เพียงการสะสมภาพวาดเท่านั้น เสถียรยังสะสมพระเครื่อง จนได้ชื่อว่าเป็นเซียนใหญ่ของวงการพระเครื่อง เพราะสะสมพระดีพระเก่าหายากไว้จำนวนมากมาย

          ชื่อเสียงของเสถียร ไม่หยุดแค่วงการพระเครื่อง หากแต่ยังเป็นที่โจษขานในวงการอาชา เมื่อเขาทำคอกม้า “เสถียร” นำม้าเข้าแข่งทั้งสนามม้าปทุมวัน และสนามม้านางเลิ้ง เมืื่อปี 2528 ม้าของเสถียรชื่อ “ทับทิมสยาม” เคยคว้าถ้วยดาร์บี้มาครอง

          ต่อมา เสถียรพบรักกับมิสออด๊าชชื่อ “ศันสนีย์” แต่หนึ่งปีผ่านไป ศันสนีย์จึงรู้ว่า ฝ่ายชายมีครอบครัวแล้ว ทำให้หญิงสาวตัดสินใจหันหลังให้กับทางโลกใน 4 ปีต่อมา โดยบวชชีที่วัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต ซอยวัชรพล ถนนรามอินทรา กรุงเทพฯ

          หลังจากนั้น เสถียร เสถียรสุต กลายเป็นโยมอุปัฏฐากของแม่ชีศันสนีย์ และรับเป็นประธานกองทุนเสถียรธรรมสถาน พร้อมทั้งก่อสร้างสถานปฏิบัติธรรม “เสถียรธรรมสถาน”

          ด้วยความเป็นคนรักความยุติธรรม ชอบวิถีการต่อสู้แบบลูกผู้ชาย และชอบกีฬาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หลังเรียนจบจากเมืองนอก “เสถียร”จึงให้ความสนใจกีฬามวย

ตำนานคน!  "เสถียร เสถียรสุต"  ม้า-มวย-พระเครื่อง

          “ที่เลือกกีฬามวย เพราะถือว่าเป็นการต่อสู้บนผืนผ้าใบ เป็นการต่อสู้ของลูกผู้ชายที่สมบูรณ์แบบและยุติธรรมที่สุด” เสถียร กล่าว

          ปี 2524 “เสถียร” จึงก่อตั้งค่ายมวย “ส.เพลินจิต” และเวลาต่อมา ได้สร้างค่ายมาตรฐานขึ้นที่หมู่บ้านสัมมากร 2 และใช้ชื่อว่า “สำนัก ส.เพลินจิต” โดยนักมวยในค่ายทุกคนจะเรียกเขาว่า “นายผู้ชาย”

          นักมวยไทยที่สร้างชื่อให้กับค่าย ส.เพลินจิต คนแรกคือ “แก่นศักดิ์ ส.เพลินจิต” ซึ่งแก่นศักดิ์ถือเป็นนักมวยครบเครื่อง แถมรูปหล่อเลยมีแฟนมวยให้ความสนใจติดตามการชกกันมาก และคว้าแชมป์ฟลายเวตของเวทีราชดำเนิน-เวทีลุมพินี และคว้าตำแหน่งนักมวยไทยยอดเยี่ยม ประจำปี 2532-2533 ของสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาฯ อันเป็นที่มาของฉายา “ยอดมวย 2 พ.ศ.”

ตำนานคน!  "เสถียร เสถียรสุต"  ม้า-มวย-พระเครื่อง

          นักมวยดังของค่ายนี้อีกคนหนึ่งคือ “แสน ส.เพลินจิต” แชมป์โลกรุ่นฟลายเวท ของสมาคมมวยโลก(WBA) แชมป์โลกคนที่ 19 ของไทย

          ช่วงนี้เองที่ทำให้ค่าย ส.เพลินจิต ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนมากขึ้น แต่ “นายผู้ชาย” ค่อนข้างเก็บตัว ไม่ให้สัมภาษณ์สื่อ โดยทุกวัน “นายผู้ชาย” นั่งบัญชาการการฝึกซ้อมของนักมวยอย่างใกล้ชิด

ตำนานคน!  "เสถียร เสถียรสุต"  ม้า-มวย-พระเครื่อง

          ไม่เพียงเท่านั้น แม่ชีศันสนีย์ แห่งเสถียรธรรมสถาน ยังเข้ามาอบรมนักมวยที่ค่าย ส.เพลินจิต ด้วยหวังใช้ธรรมะเข้ามาขัดเกลาจิตใจนักมวย เนื่องจากเกิดกรณีล้มมวย “นายผู้ชาย” เลยขอให้แม่ชีศันศนีย์เข้าช่วยด้านการเรียนรู้ธรรมะของเด็กๆ

          ตามปกติ “เสถียร” จะเป็นคนเก็บตัว ไม่สุงสิงกับคนวงการมวย จึงทำให้ภาพของเขาดูน่าเกรงขาม แม้แต่สนามมวยก็ยังไม่เข้าไปดูมวยชกและเพิ่งมีช่วงอายุมากแล้ว เสถียรจึงเข้าสนามมวยบ้างเป็นบางนัด

          อีกอย่างในแวดวงโปรโมเตอร์ มักจะบ่นว่า “เสถียร” เรียกค่าตัวนักมวยสูงมาก อย่างแก่นศักดิ์ ค่าตัวสูงถึง 3.8 แสนบาท (เมื่อ 15-16 ปีที่แล้ว)

          ปี 2557 มีข่าวช็อควงการมวย เมือเสถียร เสถียรสุต ประกาศยุบค่าย ส.เพลินจิต โดยอ้างว่าเขาสุขภาพไม่แข็งแรง ปิดตำนานค่ายดังค่ายมวยยอดฝีมือ

บั้นปลายชีวิต สูงสุด​คืนสู่สามัญ​ “เสถียร เสถียรสุต” ทุ่มทรัพย์สิน​และชีวิตทั้งหมดให้กับเสถียร​ธรรมสถาน

ลุงป้อม..ว่าไง? แม่ทัพ “สมคิด” แม่ทัพเลือกตั้งตัวจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/305225

ลุงป้อม..ว่าไง? แม่ทัพ “สมคิด” แม่ทัพเลือกตั้งตัวจริง

คนในข่าว  :  9 ธ.ค. 2560
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.), พล.อ.ประยุทธ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ดร.สมคิด จาตุศรีพิทั, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, สมคิด-ประยุทธ์, สมคิด

ตอนที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร ดึง “สมคิด” เข้ามาร่วมครม. เซียนการเมืองบางคนถึงกับปรามาสว่า “ไปไม่รอด” แต่มาถึงวันนี้ชัดเจนแล้วว่า สมคิดเป็นแม่ทัพใหญ่ของ คสช.

          ก่อนหน้านี้ จะมีอดีตนายทหารไปตั้งพรรคการเมืองสนับสนุนนายกฯ ลุงตู่ หรือล่าสุด อดีต ส.ว.คนดังประกาศเดินหน้าตั้งพรรคเพื่อการปฏิรูป แถมด้วยหนุนลุงตู่ เป็นนายกฯอีกรอบ แต่เอาเข้าจริงคอการเมืองก็พูดตรงกันว่า ไม่น่าจะใช่?

          ครั้นได้เห็นคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องการมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พบว่าสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้กำกับดูแลกระทรวงการคลัง, กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงคมนาคม, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, กระทรวงอุตสาหกรรม, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ

          เรียกว่า คราวนี้รองนายกฯ สมคิด ได้ดูกระทรวงเกรดเอ ทั้งคลัง, เกษตรฯ, พาณิชย์, คมนาคม และอุตสาหกรรมโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ ที่ก่อนหน้านั้น รองนายกฯ ประจิน เป็นผู้ดูแลร่วมกับ “บิ๊กฉัตร”รัฐมนตรีเกษตรฯ

          อ่านตามเกมการเมือง ก็เท่ากับ “ลุงตู่” มอบความไว้วางใจให้ “สมคิด” เดินหน้าผลักดัน“ยุทธศาสตร์ประชารัฐ” เต็มสูบ เพื่อการเก็บแต้มจากชนชั้นรากหญ้า

          ตอนที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ดึง “สมคิด” เข้ามาร่วมคณะรัฐมนตรี เซียนการเมืองบางคนถึงกับปรามาสว่า “ไปไม่รอด” แต่มาถึงวันนี้ ชัดเจนแล้วว่า สมคิดเป็นแม่ทัพใหญ่ของ คสช.

          ก่อนอื่น ต้องลำดับที่ไปที่มาของสมคิดกับ คสช. โดยตัวมือการตลาดการเมืองคนนี้ ไม่รู้จักกับ “บิ๊กตู่” แต่คุ้นเคยกับ “บิ๊กป้อม” มาแต่สมัยรัฐบาลไทยรักไทย

          ช่วงหลัง “สมคิด” ไปขายความคิดเรื่องประชารัฐให้บิ๊กป้อม ที่กำลังปวดหัวกับทีมเศรษฐกิจชุดแรก ที่มีเพื่อนเก่า “คุณชายอุ๋ย” นำทัพ ปรากฏว่า บิ๊กป้อมตอบรับเรื่องยุทธศาสตร์ประชารัฐ จึงผลักดันให้น้องรัก “บิ๊กตู่” ปรับ ครม. จัดแถวทีมเศรษฐกิจใหม่

          ทำไปสักพัก “สมคิด” ดันไปสะดุดวิธีการทำงานแบบทหารของ “บิ๊กป๊อก” และ “บิ๊กฉัตร” ก็เลยต้องเคลียร์กันอีกรอบ เพื่อให้ทีมสมคิด ทำงานเต็มไม้เต็มมือ เพื่อเดินหน้ายุทธศาสตร์ประชารัฐในระดับรากหญ้า

          จะว่าไปแล้ว “สมคิด” ในฐานะนักการตลาดการเมือง มีกระบวนทัศน์ไม่ต่างไปจาก “ทักษิณ ชินวัตร” แต่ตัวเขากลับมารับใช้ “กลุ่มขุนศึก” ก็เป็นเรื่องแปลกในมุมมองของนักวิชาการสายประชาธิปไตยจ๋า

          ลองย้อนดูเส้นทาง “จอมยุทธ์หั่งกวง” นับแต่แยกทางจาก “ทักษิณ” เมื่อสิบปีที่แล้ว ระหว่างปี 2550 สมคิดซุ่มซ่อน “สะสมเครือข่ายสายสัมพันธ์” โดยตั้ง “กลุ่มธรรมาธิปไตย” เชื่อมร้อยกับกลุ่มต่างๆ ที่แตกตัวออกมาจากพรรคไทยรักไทย

          เวลานั้นพิมล ศรีวิกรม์ และเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นตัวยืนในการพบปะกันของนักการเมืองหลังรัฐประหาร 2549 โดยใช้โรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนตัล เป็นสถานที่นัดพบกัน และผ่านไประยะหนึ่ง ก็ลงตัวเรื่องตั้งชื่อ“กลุ่มธรรมาธิปไตย”สมาชิกกลุ่มดังกล่าวส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นใหม่ ที่มาจากแวดวงธุรกิจ นักการธนาคาร นักการตลาด นักอุตสาหกรรม รวมไปถึงแวดวงนักวิชาการ

          ตอนแรก กลุ่มธรรมาธิปไตย เหมือนจะรวมตัวกับ“กลุ่มมัชฌิมา”ของ สมศักดิ์ เทพสุทิน แต่ไม่ทราบว่าติดขัดปัญหาอันใด พรรคการเมืองสองนครา ตามแนวคิดของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ จึงไม่เกิดขึ้น

          เมื่อใกล้ฤดูหาเสียงปลายปี 2550 สมคิดโผล่ไปร่วมก่อตั้ง “พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา” ที่มี ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์, เอนก เหล่าธรรมทัศน์, พิจิตต รัตตกุล และ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นแกนหลัก แต่พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาโดยการเลือกตั้งเมื่อปี 2550 พรรคได้ ส.ส. เพียง 9 ที่นั่ง

          แม้พ่ายในสนามเลือกตั้ง แต่นักคิดเชิงยุทธศาสตร์แบบสมคิดไม่ได้หยุดเคลื่อนไหว จากความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับ นพ.ประเวศ วะสี ได้ขยายผลต่อไปที่ “มูลนิธิสัมมาชีพ” โดย “หมอประเวศ” เป็นประธานคณะกรรมการที่ปรึกษา และ “สมคิด” เป็นประธานกรรมการอำนวยการฯ

          จริงๆแล้ว มูลนิธิสัมมาชีพ ก็คือจุดนัดพบของภาคประชาสังคมกับภาคธุรกิจ เพื่อสร้าง “เศรษฐกิจติดแผ่นดิน” ตามแนวคิดหมอประเวศ แต่สมคิดนำมาขยายต่อเป็น “ประชารัฐ”

          “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พาณิชย์ ก็คือประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิสัมมาชีพในยุคแรกๆ และไม่น่าแปลกใจที่สมคิดจะวางตัวให้ “สนธิรัตน์” เป็นขุนพลเศรษฐกิจรากหญ้า โดยงัดกลยุทธ์ “บัตรเติมเงิน” มาใช้ในนามบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

          “บิ๊กป้อม” กำลังคิดการใหญ่ โดยวางตัวสมคิด เป็นมือประสานสิบทิศ รวบรวม “นักเลือกตั้ง” จากทุกกลุ่มก๊วน มาเป็นพันธมิตรในสมรภูมิเลือกตั้ง

          เมื่อเลือกใช้บริการแม่ทัพสมคิด ย่อมมีเป้าหมายชัดเจนว่า กลุ่มขุนศึก คสช. วางแผนจะกลับมาบริหารประเทศอีกแน่นอน

คารวะและอาลัย “ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ” คืนสู่เมตตาองค์อัลลอฮฺ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/304151

คารวะและอาลัย “ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ” คืนสู่เมตตาองค์อัลลอฮฺ

คนในข่าว  :  30 พ.ย. 2560
ดร.สุรินทร์เสียชีวิต, สิ้นดร.สุรินทร์, อดีตเลขาธิการอาเซียน, สุรินทร์ พิศสุวรรณ, ดร.สุรินทร์ อดีตเลขา

เป็นเรื่องน่าตกใจ เพราะในเฟซบุ๊กของเขาก่อนเสียชีวิต เขายังคงเดินหน้าภารกิจอย่างไม่เคยหยุดพัก โดยไม่มีวี่แววว่าร่างกายจะสั่งให้เขาหยุดพักตลอดกาลเลยแม้แต่น้อย!!

          ช็อกและเกินจะคาดคิด ! เมื่อข่าวร้ายที่ “ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตเลขาธิการอาเซียน ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ ในช่วงบ่ายของวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 ด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ที่โรงพยาบาลรามคำแหง สิริอายุ 68 ปี

          นับเป็นความสูญเสียบุคคลที่มีเกียรติประวัติ และความสามารถคนหนึ่งของประเทศไทย ที่น่าเสียดายยิ่ง

          อย่างไรก็ดี หากย้อนกลับไปดูในเฟซบุ๊กของเขาก่อนเสียชีวิต ดูเหมือนว่าเขายังคงเดินหน้าภารกิจอย่างไม่เคยหยุดพัก โดยไม่มีวี่แววว่าร่างกายจะสั่งให้เขาหยุดพักตลอดกาลเลยแม้แต่น้อย

          วันที่ 29 พฤศจิกายน วันเดียวก่อนเสียชีวิต เขาเพิ่งโพสต์เล่าเรื่องราวที่ไปเยี่ยมชม HUBBA-TO ตรงอ่อนนุช หรือ Co-Working Space แห่งแรกของไทยที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ

คารวะและอาลัย "ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ" คืนสู่เมตตาองค์อัลลอฮฺ

          และด้วยความที่ไปมาแล้วทั่วโลก เขาก็ได้แสดงวิสัยทัศน์ว่า

          “ผมคิดว่าหากเรามีชุมชน Co-Working Space ของเราที่ยิ่งใหญ่ที่สุดใน Asia เป็นพื้นที่มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก มีที่พักกับการเดินทางที่สะดวก และมีการจัดให้มีสัมมนาทุกสัปดาห์ จะทำให้เราสามารถดึงกลุ่ม Digital Nomad นี้มาทำงานในเมืองไทยมากขึ้น และผลพลอยได้จากชุมชน Co-Working Space อันครึกครื้นก็คือเราจะสามารถสร้างโอกาสให้คนไทยเข้าไปมีส่วนร่วม แลกเปลี่ยนความรู้ ร่วมสร้างธุรกิจที่มีเป้าหมายระดับโลก Start Up เมืองไทยเราควรจะไปได้ไกลและเร็วกว่าเดิมครับ”

คารวะและอาลัย "ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ" คืนสู่เมตตาองค์อัลลอฮฺ

          ยิ่งถ้าไล่ดูย้อนลงไป ดูเหมือนว่า อดีตเลขาธิการอาเซียนผู้นี้จะมีกิจกรรมไม่เว้นแต่ละวัน และยังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม พร้อมบุคลิก ทักษะการพูดจาฉะฉาน แบบที่เราคนไทยคุ้นเคยกันดี !

          จนหลายคนเชื่อว่า ถ้า ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ กลับมาเดินหน้าทางการเมือง ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ !

          เพราะอันที่จริง บุคคลผู้นี้นับว่าเป็นอีกหนึ่งความหวังเหรียญทองพลพรรคประชาธิปัตย์ ในศึกการเมืองชนิดที่ไม่ว่าวันไหนที่ปี่กลองรบลั่น ! เขาก็พร้อมลุย

          ไม่ว่าจะเป็น “สนามเล็ก” อย่างที่แว่วๆ กันว่าเขาจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. หรือ “สนามใหญ่” ที่อาจถึงขั้นหัวหน้าพรรค และไต่ระดับไปถึงนายกรัฐมนตรี

          ถึงเจ้าตัวจะปฏิเสธ แต่ในใจหลายคนก็แอบหวังไม่ได้ เพราะรู้กันดีว่า ดร.สุรินทร์ นั้นก็เป็นตัวอย่างแก่เด็กบ้านนอกที่เป็น “นักแสวงหาจากปักษ์ใต้” ไม่ต่างจากนายหัวชวน หลีกภัย ที่เกิดในครอบครัวที่ยากจน แต่มีความมุ่งมั่นในการศึกษาจนได้ดี

          ยิ่งถ้าถามโพรไฟล์ระดับ “โกลบอล” ที่ผ่านมาแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง !

คารวะและอาลัย "ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ" คืนสู่เมตตาองค์อัลลอฮฺ

          ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เกิดวันที่ 28 ตุลาคม 2492 ที่บ้านปอเนาะ ต.กำแพงเซา อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เดิมชื่อ อับดุลฮาลีม เปลี่ยนเป็น “สุรินทร์” โดยยายเป็นคนเปลี่ยนชื่อให้

          ดร.สุรินทร์ เป็นบุตรคนโตในจำนวนพี่น้อง 11 คน ของ ฮัจยีอิสมาแอล (เสียชีวิต) ผู้เป็นบิดา และ ซาปิยะ พิศสุวรรณ ผู้เป็นมารดา เขามีภรรยาคือ อลิสา นามสกุลเดิม ฮัจยะห์อาอีซะฮ์ และมีบุตรชาย 3 คน คือ มุฮัมหมัด ฟูอาคี, ฮุสนี และ ฟลิกรี่

          นอกจากนี้ ยังมีบันทึกเป็นพ็อกเกตบุ๊กชื่อ “ความสำเร็จไม่มีข้อยกเว้น” ระบุว่า ทวดของ ดร.สุรินทร์ เป็นผู้บุกเบิกชุมชนมุสลิมในนครศรีธรรมราช ในขณะที่ตาและพ่อก็เป็นโต๊ะครูคนสำคัญของท้องถิ่น มีความเชี่ยวชาญด้านศาสนาในระดับที่ไปร่ำเรียนถึงนครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ด้วยกันทั้งคู่

          ทั้งนี้ คุณตาของสุรินทร์ยังเป็นผู้ตั้งโรงเรียนปอเนาะบ้านตาล ในช่วงปี 2484 และยังดำเนินกิจการมาถึงปัจจุบัน

          วัยเด็ก ดร.สุรินทร์จบประถมที่โรงเรียนวัดบ้านตาล จบมัธยมที่โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช และโรงเรียนเบญจมราชูทิศ และด้วยความเป็นเด็กหัวดี เขาได้รับการส่งเสริมจากอาสาสมัครสันติภาพชาวอเมริกัน ที่มาทำงานสอนภาษาอังกฤษในไทย ผลักดันให้เขาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน AFS ไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา 1 ปี

          กลับมาไทยก็เรียนต่อจนจบ ม.ปลาย และไปเข้าเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเป็นศิษย์เอกของ อ.เสน่ห์ จามริก และยังเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

คารวะและอาลัย "ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ" คืนสู่เมตตาองค์อัลลอฮฺ

ถ่ายภาพกับคุณแม่เมื่อช่วงวันแม่ที่ผ่านมา

          แต่เขาเรียนอยู่ 2 ปี ก็สามารถสอบชิงทุนได้ไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา และจบด้วยคะแนนเกียรตินิยม ปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต (ปรัชญารัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยแคลร์มอนต์ เมื่อปี 2515

          ต่อมาช่วงปี 2517 เขาจบปริญญาโท รัฐศาสตรมหาบัณฑิต ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (ทุนมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์) และตามด้วยปริญญาเอก รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต (ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) ที่เดิมในปี 2522 (ต่อมายังมาจบปริญญารัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี 2552 อีกด้วย)

          เรียนจบเป็นดอกเตอร์หนุ่มกลับมาเมืองไทย ก็เข้าสอนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่ปี 2518 จนปี 2529 ก็ตัดสินใจเข้าสู่แวดวงการเมือง โดยการชักชวนของ สัมพันธ์ ทองสมัคร และ คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์

          ที่สุดประสบความสำเร็จ ได้เป็น ส.ส.นครศรีฯ บ้านเกิด สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และนั่งเก้าอี้นี้ติดต่อกัน 7 สมัย

          นอกจากนี้เขายังเคยเป็นเลขานุการของ ชวน หลีกภัย ขณะดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร (2529-2531) ต่อมายังได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างปี 2535-2538 และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างปี 2540-2544

          ครั้งหนึ่ง ช่วงปี 2548 เขาเคยนั่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถัดจากนั้นปีเดียว หลังรัฐประหาร 2549 สุรินทร์ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

          แต่ปรากฏว่า จังหวะดีมากกว่านั้น เมื่อถึงคิวตัวแทนจากประเทศไทยเป็น “เลขาธิการอาเซียน” เขาก็ได้รับการผลักดันจากรัฐบาล นายกฯ สุรยุทธ์ จุลานนท์ จนได้เข้าไปดำรงตำแหน่งดังกล่าว ไปนั่งทำงานที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ตั้งแต่ 1 มกราคม 2551 จนครบสิ้นสุดวาระเมื่อ 1 มกราคม 2556 ครบ 5 ปีพอดี !

          ถือเป็นความภาคภูมิใจ สำหรับอดีตเด็กปอเนาะคนหนึ่งที่มีโอกาสเป็นคนไทยคนที่สองที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้ หลังจากอดีตเอกอัครราชทูต และอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ แผน วรรณเมธี ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2532-2536

คารวะและอาลัย "ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ" คืนสู่เมตตาองค์อัลลอฮฺ

          นอกจากนี้ ยังมีชื่อติดอยู่ในหนังสือ “500 ชาวมุสลิมผู้ทรงอิทธิพลที่สุด ปี 2009″ คัดเลือกจาก ศูนย์พริ้นซ์ อัลวาลีด บิน ทาล้าล เพื่อความเข้าใจระหว่างมุสลิม-คริสเตียน แห่ง ม.จอร์จทาวน์, ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์อิสลามแห่งราชวงศ์จอร์แดน และ ศูนย์อิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก

          โดยบทบาทสำคัญตอนเป็นเลขาธิการอาเซียน คือ เข้ามาปุ๊บก็เจอบรรยากาศที่ชาติสมาชิกต่างชักธงมุ่งหน้าสู่ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” ซึ่งเป็นบันไดขั้นแรกในการเป็น “ประชาคมอาเซียน” เช่นเดียวกับ “สหภาพยุโรป” ในอนาคต

          แต่ที่น่าสนใจคือ หลังจากที่เสร็จสิ้นภารกิจในการเป็นเลขาธิการอาเซียนแล้ว เขายังเข้ามามีบทบาทในการเป็นที่ปรึกษาหลักของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ และความเป็นนานาชาติของมหาวิทยาลัย ในฐานะ “ธรรมศาสตราภิชาน” แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

          นอกเหนือจากนี้ ยังมีบทบาทและตำแหน่งแห่งที่ ที่เป็นทั้งกรรมการตามองค์กรธุรกิจชั้นนำหลากหลาย และยังมักได้รับเชิญไปแสดงปาฐกถาตามองค์กรและสถาบันที่สำคัญต่างๆ อยู่เสมอ ทั้งในและต่างประเทศ ประสาคนที่มีประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ระดับเวทีโลก

          ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตลงอย่างปัจจุบันทันด่วน ในวันพฤหัสบดีที่ 30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา “อินนาลิลละฮ์ฮวาอินนาอิลัยฮีรอญิอูน ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ท่านได้กลับไปสู่ความเมตตาของอัลลอฮ์แล้ว !!

/////////////

ขอขอบคุณภาพจากเฟซบุค สุรินทร์ พิศสุวรรณ – Surin Pitsuwan

ลือลั่นดอย!! “เจ๊แดง”เทค”พยัคฆ์ล้านนา” ต้อนรับฤดูเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/304020

ลือลั่นดอย!! “เจ๊แดง”เทค”พยัคฆ์ล้านนา” ต้อนรับฤดูเลือกตั้ง

คนในข่าว  :  29 พ.ย. 2560
เจีแดง เยาวภา วงศ์ส, เยาวภา วงศ์สวัสดิ์, สมชาย วงสวัสดิ์, เชียงใหม่ เอฟซี, พ่อเลี้ยงอี๊ด, พ่อเลี้ยงอี๊ด อุดรพันธ์ จันทรวิโรจน์, อุดรพันธ์ จันทรวิโรจน์, อุดรพันธ์ จันทรวิโรจน์ อดีตนายก อบจ.เชียงใหม่, ส.ว.ก๊อง, ส.ว.ก๊อง หรือ ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร, ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร, ทีมเจแอล เชียงใหม่, เจแอล เชียงใหม่

หาก “ส.ว.ก๊อง” เทคโอเวอร์เชียงใหม่ เอฟซี ได้จริง รับประกันว่า ฤดูกาลหน้า “พยัคฆ์ล้านนา” ได้ขึ้นมาเล่นไทยลีก 1 แน่นอน เพราะมีสปอนเซอร์ชื่อ “เจ๊แดง” นั่นเอง

          ช่วงปิดฤดูกาลฟุตบอลลีกของไทย (ไทยลีก 1-ไทยลีก 4) ก็มีข่าวคราวการย้ายทีมของ นักเตะ, โค้ช และการเปลี่ยนแปลงภายในบางสโมสร

          ตอนนี้ที่ตกเป็นข่าวใหญ่คือ สโมสรฟุตบอลเชียงใหม่ เอฟซี มีฉายาว่า “พยัคฆ์ล้านนา” ที่เล่นอยู่ในระดับไทยลีก 2 กำลังจะมี “กลุ่มทุนใหม่” เข้ามาบริหารทีม หลังจากกลุ่มบุญรอดฯ หรือบางกอกกล๊าสประกาศวางมือ หลังสิ้นสุดฤดูกาลที่ผ่านมา

          “เชียงใหม่ เอฟซี” มีประธานสโมสรคนแรกชื่อ “พ่อเลี้ยงอี๊ด” อุดรพันธ์ จันทรวิโรจน์ อดีตนายก อบจ.เชียงใหม่ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี 2559 พ่อเลี้ยงอี๊ดเปิดทางให้กลุ่มบุญรอดฯ เข้ามาบริหารแทน

ลือลั่นดอย!!  "เจ๊แดง"เทค"พยัคฆ์ล้านนา"  ต้อนรับฤดูเลือกตั้ง

           ล่าสุด มีข่าวว่า “ส.ว.ก๊อง” หรือ ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ประธานสโมสรฟุตบอลเจแอล เชียงใหม่ยูไนเต็ด และ “บิ๊กฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช ประธานสโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด จะเข้ามาบริหารทีมเชียงใหม่ เอฟซี

ลือลั่นดอย!!  "เจ๊แดง"เทค"พยัคฆ์ล้านนา"  ต้อนรับฤดูเลือกตั้ง

         ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร

          ที่น่าสนใจในสายตาคอกีฬาและการเมืองคือ “ส.ว.ก๊อง” ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ที่เข้าเทคโอเวอร์สโมสรฟุตบอลช้างเผือก เชียงใหม่ และเปลี่ยนชื่อเป็น “ทีมเจแอล เชียงใหม่” ได้สร้างผลงานดีมากในไทยลีก 4 จนได้สิทธิ์เลื่อนชั้นไปเล่นไทยลีก 3 ในฤดูกาลหน้า พร้อมกับนำทีมเจแอล เชียงใหม่ เข้ารอบรองฯ ฟุตบอลเอฟเอ คัพ อีกต่างหาก

ลือลั่นดอย!!  "เจ๊แดง"เทค"พยัคฆ์ล้านนา"  ต้อนรับฤดูเลือกตั้ง

            “ส.ว.ก๊อง” ให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อเดือนที่แล้วว่า เตรียมเจรจาขอเทคโอเวอร์สโมสรเชียงใหม่ เอฟซี โดยมีแผนจะพัฒนาทีมในภาคเหนือให้เดินหน้าสู่ความเป็นมืออาชีพ

          “ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร” ประธานสโมสรเจแอล เชียงใหม่ เป็นใคร? ทำธุรกิจอะไร? จึงมีเงินถุงเงินถังมาทำทีมลูกหนัง

          คนเชียงใหม่รู้แต่ว่า “ส.ว.ก๊อง” เป็นทนายความ และรับเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายทั่วไป แต่เมื่อการเลือกตั้ง ส.ว.ต้นปี 2551 เขาได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ว.เชียงใหม่ ภายใต้การสนับสนุนของ “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หลังจากนั้น ผู้คนก็เรียกขาน “ส.ว.ก๊อง” แทนคำว่า “ทนายก๊อง”

          ปี 2559 “ส.ว.ก๊อง” ได้เข้าซื้อกิจการร้านอาหารผาลาดตะวันรอน และได้มีการพลิกโฉมร้านอาหารผาลาดตะวันรอน เป็นอัครสถานบันเทิงครบวงจร

          ต้นปี 2560 ในวันเปิดตัวสโมสรเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ทีมเชียงใหม่เพื่อคนเชียงใหม่” นอกจากการเปิดตัวผู้บริหาร ผู้สนับสนุนทีม สตาฟฟ์โค้ช นักเตะ และชุดแข่งใหม่แล้ว ปรากฏว่ามี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นแขกพิเศษในวันนั้น

ลือลั่นดอย!!  "เจ๊แดง"เทค"พยัคฆ์ล้านนา"  ต้อนรับฤดูเลือกตั้ง

          ระดับอดีตนายกฯ สมชาย มาร่วมงานเปิดตัวทีมลูกหนัง ก็ตอกย้ำความสัมพันธ์ทางการเมือง ระหว่าง “ส.ว.ก๊อง” กับ “เจ๊แดง”

          ก่อนหน้านั้นในสภากาแฟเชียงใหม่ ต่างถกประเด็น บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ อดีตนายก อบจ.เชียงใหม่ ขัดแย้งกับ “เจ๊แดง” ถึงขั้นแยกทางกันเดิน จนมีข่าวว่า หากมีการเลือกตั้งนายก อบจ.ครั้งใหม่ “เจ๊แดง” จะสนับสนุน ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ลงสมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ ในนามกลุ่มเพื่อไทยคุณธรรม

          ด้วยเหตุนี้ คนวงการลูกหนังเมืองเหนือจึงจับตามองบทบาทของ “ส.ว.ก๊อง” ที่เข้ามาทำทีมเจแอล เชียงใหม่ฯ จนประสบความสำเร็จชนิดเกินความคาดหมาย ด้วยงบประมาณทำทีมที่สูงเอาการ

          หาก “ส.ว.ก๊อง” เทคโอเวอร์เชียงใหม่ เอฟซี ได้จริง รับประกันว่า ฤดูกาลหน้า “พยัคฆ์ล้านนา” ได้ขึ้นมาเล่นไทยลีก 1 แน่นอน เพราะมีสปอนเซอร์ชื่อ “เจ๊แดง” นั่นเอง 

“จอมทรัพย์ โลจายะ” ผู้ประสบความสำเร็จ ที่เคยล้มเหลวมาก่อน !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/303895

“จอมทรัพย์ โลจายะ” ผู้ประสบความสำเร็จ ที่เคยล้มเหลวมาก่อน !!

คนในข่าว  :  29 พ.ย. 2560
คนในข่าว, ประสบความสำเร็จ, อิฐมวลเบา, วิกฤติ, พลังลม, พลังแสงอาทิตย์, โรงไฟฟ้า, ซุปเปอร์บล๊อก, โลจายะ, จอมทรัพย์

การเรียนรู้ที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง คือ การเรียนรู้จากวิกฤติของตัวเอง คนที่ประสบความสำเร็จ มักเป็นคนที่เคยผ่านความล้มเหลว ผ่านวิกฤติมาก่อน

“คนที่ประสบความสำเร็จมักเป็นคนที่เคยผ่านความล้มเหลวมาก่อน การที่คนเราผ่านวิกฤติมาได้ย่อมทำให้เกิดการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ซึ่งไม่มีตำราเรียนเล่มไหนเคยบอกไว้” คำพูดของ “จอมทรัพย์ โลจายะ” ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัทซุปเปอร์บล๊อก จำกัด (มหาชน) ซึ่งเขายืดอกบอกอย่างไม่อายว่าเคยล้มเหลวมาก่อน
แม้เขาจะไม่ได้พูดเต็มปากเต็มคำว่าวันนี้เขาประสบความสำเร็จแล้ว แต่การที่บริษัท ซุปเปอร์บล๊อก ซึ่งปัจจุบันทำธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานทางเลือก กลับมายืนได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง ก็น่าจะเรียกเช่นนั้นได้
“จอมทรัพย์” นักธุรกิจวัย 48 ปี ผ่านจุดวิกฤติที่สุดในทางธุรกิจ เมื่อครั้งที่บริษัท ซุปเปอร์บล๊อก ยังทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายอิฐมวลเบา โดยเขาบอกว่าอยู่ในภาวะ “มืด 8 ด้าน” อยู่ 8 ปี
ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัทซุปเปอร์บล๊อกฯ เล่าประสบการณ์ชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของเขา ว่า เขาต้องไปอยู่ต่างประเทศตั้งแต่อายุ 9 ขวบ เพราะพ่อแม่แยกทางกัน นั่นถือเป็น“จุดเปลี่ยนในชีวิต” จากเดิมที่อยู่ในครอบครัวที่ค่อนข้างสบาย มีคนรับใช้ในบ้าน เปลี่ยนเป็นต้องทำทุกอย่างเอง ต้องช่วยแม่ทำงานเพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว
พอไปสหรัฐอเมริกา แม่ก็ไปเปิดร้านขายของ “จอมทรัพย์” ซึ่งเป็นน้องเล็กของครอบครัวในบรรดาพี่น้องชายล้วน 3 คน ก็ต้องช่วยทำงานด้วย
           “ชีวิตเปลี่ยนไปเลยจากที่เล่นไปวันๆ ก็มีความรับผิดชอบมากขึ้น ทำงานทุกอย่าง ตั้งแต่กวาดพื้น ถูพื้น จัดของ ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าไม่อยากให้แม่เหนื่อย เพราะรักแม่ จึงทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้”
“จอมทรัพย์” เล่าว่า การทำธุรกิจร้านค้าของแม่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะไปตั้งอยู่ใกล้โรงเรียน ซึ่งมีข้อจำกัดว่าห้ามขายเหล้าขายเบียร์ ขณะที่ของที่ขายดีที่สุดของร้านค้าคือเหล้าเบียร์ เมื่อขายไม่ได้ก็เจ๊ง ทำให้ได้เรียนรู้ว่าเรื่อง “ทำเล” เป็นเรื่องสำคัญสำหรับการจะทำธุรกิจเปิดร้านขายของ
ตอนหลังแม่จึงเปลี่ยนไปทำร้านอาหาร ซึ่ง “จอมทรัพย์” ในวัยสิบกว่าขวบก็มีหน้าที่เข้าครัวทำอาหาร
       “ตอนนั้นก็ไม่รู้สึกเหนื่อยนะ เพราะเรามีความตั้งใจอยากจะช่วยแม่ เราทำโดยไม่ได้ถูกบังคับและก็ทำในฐานะที่เราเป็นเจ้าของธุรกิจ” จอมทรัพย์เล่าอย่างภาคภูมิใจ และบอกว่าในช่วงนั้นเขาก็ได้เรียนรู้หลายๆอย่างจากการทำธุรกิจของแม่ ได้เรียนรู้การทำงานกับคนอื่น รวมถึงบางครั้งที่แม่ถูกโกง ซึ่งเขาบอกว่ามันคือ การเรียนรู้จากการทำ เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ได้เห็นการขึ้นลงของธุรกิจ ซึ่งไม่มีในทฤษฎี

"จอมทรัพย์ โลจายะ" ผู้ประสบความสำเร็จ ที่เคยล้มเหลวมาก่อน !!

“จอมทรัพย์” ดีกรีเป็น “ดอกเตอร์” ด้านนิติศาสตร์ แต่เขาบอกว่าชีวิตเขาอยู่กับการทำธุรกิจมาตลอด
หลังอยู่อเมริกาได้ 21 ปี เขาก็กลับมาเมืองไทยเพราะพ่อป่วยหนัก ต้องกลับมาดูแลพ่อ มาอยู่ได้ 3-4 เดือนพ่อก็เสียชีวิต ตอนนั้นเป็นช่วงหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง งานแรกที่ทำในเมืองไทยคือ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ด้วยคอนเน็กชั่นกับ “มีชัย ฤชุพันธุ์”ปรมาจารย์ด้านกฎหมาย เพราะพี่ชายของเขาเป็นลูกเขย “มีชัย” ทำให้เขาได้ไปรู้จักกับบริษัทสมประสงค์แลนด์ เจ้าของซุปเปอร์บล๊อกที่ทำธุรกิจอิฐมวลเบา ซึ่งประสบปัญหาอยู่และต้องการขายธุรกิจ ครอบครัว “โลจายะ” จึงซื้อมา แล้วปรับโครงสร้างหนี้
   “หลังจากนั้นประมาณ 1 ปี เราก็เอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ช่วงแรกธุรกิจไปได้ดีมาก เรียกว่าเป็นธุรกิจในฝันเลย เพราะอิฐมวลเบาเป็นที่ต้องการมาก ใครจะซื้อต้องสั่งจองและจ่ายเงินล่วงหน้า 3-4 เดือน ตอนนั้นราคาอิฐมวลเบาพุ่งไปถึง 260 บาทต่อตารางเมตร”
แต่แล้วจุดพลิกผันก็เกิดขึ้น เมื่อบริษัทตัดสินใจขยายโรงงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ขณะที่คู่แข่งซึ่งมีอยู่รายเดียวก็ขยายโรงงานด้วย ทำให้เกิดภาวะสินค้าล้น เกินความต้องการ ราคาตกลงมาอยู่ที่ 110 บาท ขณะที่ต้นทุนอยู่ที่ 130 บาท
“จอมทรัพย์” เล่าว่า บริษัทซุปเปอร์บล๊อก อยู่ในภาวะลำบากในขั้นที่เขาเรียกว่าถึงขั้น “วิกฤติ” อยู่ 8 ปี ยิ่งขายดีก็ยิ่งขาดทุน ตอนนั้นคิดอยู่ว่าจะทำอะไร อย่างไร พยายามหาหนทางทำธุรกิจอื่น แต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้มาก พยายามประคองตัวอยู่ ขณะที่บริษัทคู่แข่งก็สู้ไม่ไหวเหมือนกัน จึงขายธุรกิจให้“ปูนใหญ่” คือ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย
จนกระทั่งเกิดจุดพลิกผันอีกครั้งเมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 วิกฤติประเทศครั้งนั้นกลายเป็นโอกาสของบริษทซุปเปอร์บล๊อก เพราะโรงงานของคู่แข่งจมน้ำผลิตสินค้าไม่ได้ ขณะที่ของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบเลย
หลังจากฟื้นกลับมาได้ ครอบครัว “โลจายะ” ตัดสินใจขายโรงงานให้ “ปูนกลาง” คือ บริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง เพราะคิดว่าหากขืนทำต่อไปก็สู้ไม่ไหว เพราะตอนนั้นคู่แข่งคือ “ปูนใหญ่” ประเมินตัวเองแล้วยังไงก็ไม่สามารถสู้ได้ จึงต้องยอมถอย
                 “ช่วงนั้นต้องทำใจเยอะมาก จำได้ตอนนั้นเอาลูกชายซึ่งอายุประมาณ 3-4 ขวบไปถ่ายรูปกับโรงงานเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก ให้เขารู้ว่าเราเคยเป็นเจ้าของ ต้องทำใจเยอะมาก เพราะมันเหมือนกับแพ้ แต่ผมว่าบางทีเราก็ต้องยอมถอยเพื่อจะชนะ เพราะสู้ไปเราไม่ชนะแน่ เราก็ต้องรู้จักถอย”

 

"จอมทรัพย์ โลจายะ" ผู้ประสบความสำเร็จ ที่เคยล้มเหลวมาก่อน !!

“จอมทรัพย์” บอกว่า ตอนนั้นบริษัทขายไปเฉพาะตัวโรงงาน ไม่ได้ขายชื่อบริษัทไปด้วย ขายได้ 500 ล้าน เคลียร์หนี้แล้วเหลือ 200 ล้าน จึงใช้เป็นทุนเบนเข็มมาทำธุรกิจด้านพลังงานทดแทนในชื่อบริษัทเดิม แน่นอนคราวนี้ “จอมทรัพย์” บอกว่าเขาศึกษาและวางแผนมาอย่างดี ต่างจากการกระโดดเข้าเป็นทำธุรกิจอิฐมวลเบาในครั้งแรก ซึ่งเขาบอกว่าตอนนั้นยังไม่มีประสบการณ์ มีแต่ความคิดว่าอยากทำธุรกิจเท่านั้น
ประธานกรรมการบริษัทซุปเปอร์บล๊อก บอกว่า เขามีการสรุปบทเรียนความล้มเหลวในการทำธุรกิจแรก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำกับธุรกิจใหม่ ซึ่งพบว่าการทำธุรกิจเดิมมีปัญหาอยู่ 4 อย่าง คือ 1.มีการแข่งขันด้านราคา 2.การเก็บเงิน บางครั้งขายแล้วเก็บเงินไม่ได้ 3.ต้องมีสต็อกสินค้า ซึ่งหมายถึงเงินลงทุน 4.ต้องใช้พนักงานจำนวนมาก และตอนหลังเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงาน
“ธุรกิจพลังงานทดแทนของเราแก้ปัญหาทั้ง 4 ข้อได้หมด ไม่มีการแข่งขันราคา เพราะรัฐรับซื้อในราคาเดียวกันทั้งหมด ไม่มีปัญหาเรื่องการเก็บเงิน เพราะเป็นหน่วยงานของรัฐ ได้เงินตรงเวลา ไม่ต้องสต็อกสินค้า เพราะผลิตไฟฟ้าได้เท่าไรก็ส่งขายเลย และไม่ต้องใช้พนักงานจำนวนมาก มีแค่ทีมวิศวกรไม่กี่คน นอกนั้นใช้วิธีจ้างทีมงานข้างนอกทั้งหมด”
                 ช่วง 3 ปีที่ก้าวเข้ามาทำธุรกิจพลังงานทดแทน บริษัทซุปเปอร์บล๊อกมีการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างเห็นได้ชัด จากจุดเริ่มที่ไปซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 13 เมกะวัตต์ วันนี้บริษัทได้สัมปทานผลิตไฟฟ้าจากรัฐบาลมากเป็นอันดับ 1 คือเกือบ 800 เมกะวัตต์ หากไม่หาเพิ่ม เขาก็จะยังมีรายได้ไปอีก 25 ปี คือ ตลอดอายุสัมปทาน
บริษัทซุปเปอร์บล๊อกยังขยายธุรกิจออกไปต่างประเทศเพื่อขยายฐานลูกค้าด้วย ตอนนี้มีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่จีน 20 เมกะวัตต์ และกำลังไปลงทุนโรงไฟฟ้าพลังลมที่เวียดนาม และมีแผนไปลงทุนเพิ่มในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียด้วย

 

"จอมทรัพย์ โลจายะ" ผู้ประสบความสำเร็จ ที่เคยล้มเหลวมาก่อน !!

แต่ก่อนที่จะตั้งหลักได้ว่าควรขยายการลงทุนในภูมิภาคนี้ “จอมทรัพย์” บอกว่า เขาก็เสียเวลาหลงทางไป 3-4 เดือน โดยตอนแรกเห็นว่าตลาดใหญ่ที่สุดนอกจากจีนก็มีที่สหรัฐอเมริกา แต่ตอนหลังก็พบว่า การที่จะต้องลงทุนเดินทางไปไกลขนาดนั้น และต้องเดินทางบ่อยๆ มันไม่คุ้ม จึงหันกลับมาปักหลักในภูมิภาคนี้
                 หากจะเรียกว่านี่คือความสำเร็จก็ต้องบอกว่าเป็นความสำเร็จที่ผ่านจุดวิกฤติ ต้องเรียนรู้จากการเดินผิดเดินถูกมาหลายรอบ ซึ่ง “จอมทรัพย์” บอกว่าที่มีวันนี้ได้เพราะเขาเป็นคนไม่ยอมแพ้ และที่สำคัญมีความ “กระหายอยาก” ที่จะประสบความสำเร็จ !!

 

เรื่องโดย  สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์  

อาลัย “ป้าจินตนา” ผู้หญิง 5 คุก เพื่อน “จิตร” คนสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/303732

อาลัย “ป้าจินตนา” ผู้หญิง 5 คุก เพื่อน “จิตร” คนสุดท้าย

คนในข่าว  :  28 พ.ย. 2560
การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์, จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์, มูลนิธิจิตร ภูมิศักดิ์, สำนักพิมพ์เทวเวศน์, อดีตเจ้าของสำนักพิมพ์เทวเวศน์, จินตนา เนียมประดิษฐ์, จิตร ภูมิศักดิ์, ป้าจินตนา, จิตร

ผู้ที่ติดตามชีวิต “จิตร ภูมิศักดิ์” รู้หรือไม่ว่ายังมี “ชาญ และจินตนา เนียมประดิษฐ์” ที่เป็นเพื่อนแท้ ซึ่งป้าจินตนายังร่วมตั้ง “มูลนิธิจิตร ภูมิศักดิ์” อีกด้วย

          ข่าวเศร้าเมื่อต้นหนาว “ป้าจินตนา เนียมประดิษฐ์”อดีตเจ้าของสำนักพิมพ์เทวเวศน์ ที่ถูกจับเป็นนักโทษการเมืองรุ่นเดียวกับ “จิตร ภูมิศักดิ์” ป่วยเป็นมะเร็งมาระยะหนึ่ง และบ่ายวันอาทิตย์ที่ 26 พ.ย. 2560 ป้าจินตนาได้จากพวกเราไปอย่างสงบ

          ลูกๆ ของป้าจินตนา แจ้งว่า จะมีการสวดอภิธรรมศพ 3 วัน ในวันที่ 27-29 พ.ย.นี้ ณ มูลนิธิสว่างวิชาธรรมสถาน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 

          ผู้ที่ติดตามชีวิต “จิตร ภูมิศักดิ์” อาจทราบเพียงว่า ทองใบ ทองเปาด์ ทนายรางวัลแมกไซไซ, ประวุฒิ ศรีมันตะ เพื่อนร่วมเรียนจุฬาฯ และสุภา ศิริมานนท์ นักหนังสือพิมพ์ เป็นกัลยาณมิตรของจิตร แต่จริงๆแล้ว ยังมีสามีภรรยา “ชาญ-จินตนา เนียมประดิษฐ์” ที่เป็นเพื่อนแท้

อาลัย "ป้าจินตนา"  ผู้หญิง 5 คุก  เพื่อน "จิตร" คนสุดท้าย

           50 กว่าปีก่อน “ป้าจินตนา” ผู้หญิงตัวเล็กๆ ต้องเข้าคุก ขึ้นศาลทหาร ฐานมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ และบนทางชีวิตที่สู้กับโชคชะตามายาวนาน ป้าจินตนาได้ร่วมก่อตั้ง “มูลนิธิจิตร ภูมิศักดิ์” ไว้สืบสานอุดมการณ์ของจิตร

          ในวัยเยาว์ ป้าจินตนารับจ้างทำงานสารพัด เคยทำงานขายของห้าง ทำงานตัดเย็บเสื้อผ้าโรงงาน กระทั่งวันหนึ่งชายหนุ่ม-ชาญ เนียมประดิษฐ์ มาชวนเธอให้เปิดสำนักพิมพ์

          “ลุงชาญ” เรียนภาษาจีนมาแต่เกิด เรียนภาษาอังกฤษกับหมอสอนศาสนาคริสต์ ตามอ่านหนังสือสำนักพิมพ์อักษรสาส์นของ สุภา ศิริมานนท์ ส่วนป้าจินตนา เรียนแค่ ป.4 ไม่ประสีประสาการทำหนังสือ แต่ใจอยากทำ

อาลัย "ป้าจินตนา"  ผู้หญิง 5 คุก  เพื่อน "จิตร" คนสุดท้าย

          ต้นปี 2500 ทั้งสองตกลงตั้ง “สำนักพิมพ์เทวเวศม์” มีนักคิดนักประพันธ์มาเยี่ยมอย่างคึกคัก รวมทั้ง จิตร ภูมิศักดิ์ ปีแรกเร่งพิมพ์ 10 กว่าเล่ม เช่น ประวัติจริงของอา Q (หลู่ซิน), หลู่ซินศึกษา, คอรัปชั่นในวงการหนังสือพิมพ์ (สุภา ศิริมานนท์), เรื่องสั้นเชคอฟ (อ.ไชยวรศิลป์ แปล), จีนใหม่ (สุวิทย์ เผดิมชิต), ศิลปะเพื่อชีวิต (จิตร ภูมิศักดิ์), โจโฉ ตอน แตกทัพเรือ และบนฝั่งแม่น้ำโวลก้า ชีวประวัติแม็กซิม กอกี้

          ป้าจินตนาเล่าให้ฟังว่า จิตรถือต้นฉบับ “ศิลปะเพื่อชีวิต” มาหาที่สำนักพิมพ์เทวเวศม์ คุยกัน 3-4 ประโยค ก็ยื่นต้นฉบับให้ ป้าจินตนาตัดสินใจพิมพ์ทันที หลังจากนั้น จิตรก็ไปมาหาสู่กับครอบครัว “ชาญ-จินตนา” พร้อมกับต้นฉบับงานเขียนแนวสร้างสรรค์

อาลัย "ป้าจินตนา"  ผู้หญิง 5 คุก  เพื่อน "จิตร" คนสุดท้าย

          20 ต.ค.2501 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารซ้ำ วันรุ่งขึ้น สั่งจับนักคิด นักเขียนทั่วประเทศในข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ จิตร ภูมิศักดิ์, อุทธรณ์ พลกุล, อิศรา อมันตกุล, สังข์ พัธโนทัย, เทพ โชตินุชิต ฯลฯ ถูกจับเข้าคุกไปแล้ว

          ป้าจินตนารีบปิดสำนักพิมพ์ แล้วย้ายจากเทเวศร์ไปสามย่าน แต่ตำรวจก็ยังตามไปจับกุมในข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ตอนแรกประกันตัวออกมาสู้คดี จนกระทั่งปี 2505 ถูกถอนประกัน ต้องกลับเข้าคุกอีกครั้งที่สอง ป้าจินตนา เพิ่งคลอดลูกได้ 9 วัน ต้องให้นม จึงนำเข้าไปเลี้ยงในคุกด้วย

          จิตรเขียนจดหมายข้ามคุกถึงป้าจินตนาสั่งห้ามให้การใดๆ ที่จะเป็นอันตรายต่อตัวเอง โดยเฉพาะคำนำในหนังสือหลายเล่มที่พิมพ์จำหน่าย ให้บอกพนักงานสอบสวนว่า จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นผู้เขียน ทุกอย่างเขาจะเป็นผู้รับผิดแต่เพียงผู้เดียว

          ป้าจินตนา ยังจำคำปลุกปลอบใจให้ฮึกเหิมจากจิตร (ขังคุกอยู่คนละสถานที่) “…เรือที่แล่นในแม่น้ำราบเรียบ จะไม่สร้างกะลาสีเรือที่เก่งกล้าขึ้นมาได้”

          ด้วยการต่อสู้คดีที่ยาวนาน ป้าขึ้นศาลสัปดาห์ละ 2 ครั้งต้องขึ้นศาล กระทั่ง จอมพลสฤษดิ์ตาย มาถึงปี 2508 ศาลยกฟ้อง สรุปว่า “ติดคุก 2 หน 8 พ.ศ. 5 สถานคุมขัง”

อาลัย "ป้าจินตนา"  ผู้หญิง 5 คุก  เพื่อน "จิตร" คนสุดท้าย

          เพื่อนสนิทของ จิตร ภูมิศักดิ์ คนสุดท้ายจากลาแล้ว..มรดกของป้าที่ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังคือ อุดมการณ์ประชาธิปไตยประชาชน

‘วิวัฒน์ ศัลยกำธร’ กับความหวังของเกษตรกรในตำแหน่ง”เสนาบดี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/303756

‘วิวัฒน์ ศัลยกำธร’ กับความหวังของเกษตรกรในตำแหน่ง”เสนาบดี”

คนในข่าว  :  28 พ.ย. 2560

 30ปีเดินตามรอยเท้าพ่อ’วิวัฒน์ ศัลยกำธร’ กับความหวังของเกษตรกรในตำแหน่ง”เสนาบดี”

             กว่า 30 ปีที่ “วิวัฒน์ ศัลยกำธร” หรือที่รู้จักในนาม “อ.ยักษ์ มหา’ลัยคอกหมู” ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงและประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง  ต.หนองบอนแดง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ได้นำแนวพระราชดำริเกษตรทฎษฎีีใหม่มาปรับใช้จนประสบความสำเร็จ ก่อนขยายผลสู่เครือข่ายทั่วประเทศ หวังเพียงให้เกษตรกรนำศาสตร์พระราชามาแก้ปัญหาพ้นจากความจน พร้อมประกาศชัดเจนว่าเกษตรกรรายย่อยนั้นจะต้องเดินตามรอยในหลวงรัชกาลที่ 9 เท่านั้นจึงจะอยู่รอดได้
แนวคิดนี้บรรเจิดขึ้นเมื่อครั้งที่เขายังถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งรับราชการอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงานกปร.) เมื่อ 30 ปีก่อน
ในครั้งนั้น อ.ยักษ์ เคยฝันว่าอยากจะทดลองลงมือทำอย่างจริงจังเพื่อให้เห็นกับตา แม้จะรู้ว่าสิ่งที่พระองค์ท่านรับสั่งนั้นได้รับการพิสูจน์ให้เห็นมาแล้วทีี่สวนจิตรลดาและพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ ในที่สุดความฝันของเขาก็เริ่มเห็นเงาร่างแห่งความเป็นจริง เมื่อเนรมิตพื้นที่ร้างที่มีสภาพเป็นดินดานกว่า 40 ไร่ ของพี่ชายที่รับราชการครู ที่บ้านมาบเอื้อง  โดยเริ่มจากมาปลูกหญ้าแฝก ใช้เครื่องระเบิดดินดาน ขุดสระน้ำ ทดลองปลูกพืชผัก ทำนา มาตั้งแต่ปี 2527  ก่อนจะตั้งเป็น “ชมรมกสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง” เมื่อปี 2539
ต่อมายกฐานะอีกครั้งเป็นศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้องในปี 2541 และจดทะเบียนเป็นมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติในปี 2544 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรมเกษตรกรทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน เสมือนหนึ่งของศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง เป็นกองบัญชาการของ อ.ยักษ์ ที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรตามแนว “ทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 นั่นเอง
“เมื่อครั้งที่ผมรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทในหลวงรัชกาลที่ 9 เวลาผมไปบรรยายให้เกษตรกรฟังเกี่ยวกับการทำเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง เกี่ยวกับประโยชน์ของป่าไม้ ก็ไม่มีใครเชื่อ หาว่าผมมีเงินเดือนกิน มีน้ำมันหลวงให้ใช้ก็พูดได้ ระดับผู้บริหารองค์กร ข้าราชการก็ไม่สนใจ หาว่าทฤษฎีของอ.ยักษ์ จะให้คนอยู่อย่างลำบาก  ขณะที่ผู้คนในสังคมต้องการรวย ต้องการความสบาย พูดไป ทำให้เลือดขึ้นหน้า เลยคิดว่าผมจะทำให้ดู ผมเลยทดลองทำก่อนในพื้นที่ร้างของพี่ชาย 40 ไร่ ที่ตรงนั้นปลูกอะไรไม่ขึ้น ผมลองใช้ทุนเองเท่าที่มีอยู่ลงมือพัฒนาเรื่อยๆ กะว่าจะปลูกป่าและทำนา เลี้ยงปลา พอมีเวลาวันหยุดผมก็ไปที่มาบเอื้อง กระทั่งผมลาออกจากราชการในปี 2539 จึงลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อนฝูงที่สนิทสนมมาเห็นหาว่าผมบ้า แนะนำให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลบ้า แม้พี่ชายผมเองไม่เชื่อว่าผมจะทำได้” อ.ยักษ์ เคยกล่าวกับ “คม ชัด ลึก” เมื่อครั้งไปเยี่ยมชมศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง

'วิวัฒน์ ศัลยกำธร’ กับความหวังของเกษตรกรในตำแหน่ง"เสนาบดี"
เวลาผ่านไป 3 เดือนเมล็ดพันธุ์ที่หว่านลงดิน เริ่มงอกงาม จนล่วงเลยไป 6 เดือน เพื่อนฝูงที่เคยสบประมาทกลับมาชื่นชม ทำให้เขามีกำลังใจมากขึ้น เกษตรกรใกล้เคียงที่เห็นผลงานต่างไปศึกษาและสอบถามว่าสามารถปลูกพืชบนดินดานได้อย่างไร ไม่นานนักผู้คนทยอยเข้าไปดูงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ อ.ยักษ์ ตัดสินใจจัดอบรมทำเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่เศรษฐกิจพอเพียง ครั้งแรกในปี 2541 ในจำนวนนี้มีผู้บริหารของชุมพรคาบาน่า รีสอร์ท อ.เมือง จ.ชุมพร มาอบรมเป็นชุดแรก และนำไปปฏิบัติสามารถให้กิจการรีสอร์ทฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำในปี 2540 ได้ จนกลายเป็นข่าวใหญ่โตในเวลาต่อมา
ช่วงแรกนั้น อ.ยักษ์ บอกว่า มีการพัฒนาขึ้นทีละอย่างสองอย่างเท่าที่มีกำลัง ต่อมามีลูกศิษย์แต่ละรุ่นมาช่วยแรง ใครมีเงินก็มาสมทบ จนสามารถจัดการภายในศูนย์อย่างมีระบบและสัดส่วนเพื่อให้สอดคล้องในการปฏิบัติของแต่ละหลักสูตรอย่างลงตัว ประกอบด้วยพื้นที่ส่วนที่เป็นป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง คือปลูกไม้ยืนต้นใช้ทำบ้าน-ทำฟืน ปลูกไม้ผลไว้กิน และพืชผักสวนครัวไว้ประกอบอาหารและสมุนไพร ไม้ทั้ง 3 ชนิดจะให้ประโยชน์อย่างมหาศาลอีกอย่างหนึ่งคือสร้างความสมดุลให้ระบบนิเวศ หรือความร่มรื่นแก่ผิวโลกด้วย
นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ใช้สำหรับแหล่งน้ำเป็นสระขนาดใหญ่ราว 6 ไร่ สร้างเป็นลำธารยาวอีก 4 ไร่ ภายในสระมีการเลี้ยงปลากินพืชหลายชนิด ที่เหลือเป็นส่วนของอาคารที่ใช้เป็นสำนักงาน ห้องประชุม ห้องฝึกอบรม โรงเรือน ร้านค้าที่ขายผลิตภัณฑ์ของศูนย์ รวมถึงเรือนพักของผู้ที่มาอบรมด้วย ในแต่ละรุ่นไม่ต่ำกว่า 100 คน กระจัดกระจายไปอยู่ตามส่วนต่างๆ และทุกพื้นที่จะมีถนนตัดผ่านคดเคี้ยวไปสู่จุดต่างๆ อย่างสวยงาม
ปัจจุบันศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง อยู่ภายใต้การดูแลและดำเนินการโดยมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ที่มี อ.ยักษ์ เป็นประธาน และนับเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง อย่างครบวงจร มีหลักสูตรที่อบรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง หลักสูตรการพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงสู่การพึ่งตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง หลักสูตรการพัฒนาเยาวชนสู่การเปลี่ยนแปลงตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง การเลี้ยงกุ้งด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีการผลิตส้มด้วยชีวภาพ การจัดการน้ำเสียและขยะด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีการผลิตไม้ผลอินทรีย์ การจัดทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามแนวพระราชดำริ เทคนิคการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์สู่การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และหลักสูตรป่าพื้นบ้านชุมชน เป็นต้น
“ที่ผ่านมานโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาลหลงทาง ทำให้เกษตรกรหันไปให้ความสำคัญในการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เน้นเข้าสู่อุตสาหกรรม มีการใช้สารเคมี ทั้งยาฆ่าแมลง ปุ๋ย ส่งผลให้ต้นทุนสูงเป็นเงาตามตัว พอมีปัญหาไม่ว่าจะเป็นด้านราคา หรือโรคระบาด รวมถึงภัยพิบัติต่างๆ กระทบตามๆ กัน ตรงนี้แหละที่ผมจะเปลี่ยนทัศนคติดใหม่ ให้หันมาใช้หันมาทำเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก ต้นมะม่วงตาย ต้นขนุนยังมี เรามีกินตลอดปี ไม่อดตายครับ” อ.ยักษ์ กล่าวอย่างมั่นใจ
กาลเวลาผ่านไป 20 ปีเต็มๆ นับจากที่ อ.ยักษ์ ลาออกจากราชการ มุ่งมั่นที่จะให้เกษตรกรเปลี่ยนวิถีชีวิตจากเดิมทำเกษตรแบบใช้สารเคมี มาเป็นเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง  แม้วันนี้ “ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง” ได้จัดระบบอย่างลงตัว และมีผู้ที่เชี่ยวด้านการฝึกอบรมที่ “วิวัฒน์ ศัลยกำธร” ปั้นมา แต่บทบาทของเขาไม่ได้หยุดนิ่ง หากแต่ละวันมีเวลาเขาจะออกเดินสายไปบรรยาย และอบรมเกษตรกรตามศูนย์ย่อยต่างๆ ทั่วประเทศ
หากแต่วันนี้ “วิวัฒน์ ศัลยกำธร” หรือที่พี่น้องเกษตรกรรู้จักในนาม “อ.ยักษ์” ได้ก้าวขึ้นมาสู่บทบาทใหม่ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่พร้อมนำนโยบายรัฐสู่การปฏิบัติในทันที โดยมีความมุ่งหวังว่า อย่างน้อยเกษตรกรสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข อยู่อย่างพอเพียง ตามแบบฉบับของการเกษตรตามแนว “ทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงนั่นเอง

  งานนี้ไม่รู้ว่า ‘ยักษ์กินหรือยุทธ์กินยักษ์’
  สุนทร รักษ์รงค์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้และเลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย หรือ สคยท. กล่าวถึงการเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกาตรและสหกรณ์ ของนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร หรืออ.ยักษ์ ว่าต้องขอขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เห็นความสำคัญปราชญ์ชาวบ้านอย่าง อ.ยักษ์ มาทำงานด้านนโยบายเพื่อพัฒนาภาคการเกษตรลดความเหลื่อมล้ำของคนในชาติ โดยน้อมนำศาสตร์พระราชามาแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

'วิวัฒน์ ศัลยกำธร’ กับความหวังของเกษตรกรในตำแหน่ง"เสนาบดี"
“อ.ยักษ์ ท่านเป็นคนดีมีคุณธรรม มีความตั้งใจ จริงใจนำศาสตร์พระราชามาทดลองทำจนเห็นผลแล้วนำไปขยายต่อสู่เกษตรกรในเครือข่ายทั่วประเทศ เชื่อว่าคนเกษตรยินดีที่ อ.ยักษ์ มานั่งตรงจุดนี้ แต่ใช่ว่าข้อด้อยจะไม่มี ท่านเป็นคนโผงผาง ตรงไปตรงมา มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง สมัยนั่งเป็นประธานกรรมาธิการศึกษาเคยพูดต่อหน้านายกประยุทธ์ตรงๆ ว่าการปฏิรูปการศึกษาต้องพัฒนาที่ตัวเด็กและผู้ปกครองไม่ใช่ที่ครู นี่เป็นบุคลิกของ อ.ยักษ์ ท่านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และครม.ของท่านจะรับได้มั้ย”
สุนทรยอมรับว่าที่ผ่านมาการทำงานเชิงนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ อยู่ภายใต้กำกับของข้าราชการและนายทุน รัฐมนตรีไม่เข้าใจปัญหาของเกษตรกรที่แท้จริง ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย ผลประโยชน์จึงไม่ลงถืงตัวเกษตรกร หากได้คนที่เข้าใจวิถีเกษตรกรคลุกคลีอยู่กับวิถีเกษตรกรมาเกือบตลอดชีวิตมาคุมนโยบายน่าจะส่งผลดีต่อภาคการเกษตรกรไทยโดยรวมไปด้วย
“ที่ผ่านมานโยบายรัฐสร้างเกษตรกรให้เป็นหมู เป็นหมา เป็นเป็ด เป็นไก่ คือให้แต่อาหารอย่างเดียว หยุดให้เมื่อไหร่ตาย ไม่เคยสร้างให้รู้จักหากินเอง ที่ผ่านมาให้แต่ความหวังไล่แจกแต่เงิน แต่พอเกษตรกรเริ่มจะหากินเองได้ก็มาสร้างกับดักไว้อีก” สุนทรให้มุมมอง พร้อมฝากความหวังไว้กับรัฐมนตรีกว่าการกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่ อยากให้อ.ยักษ์ มาคุมการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เนื่องจากเป็นผู้รู้และเข้าใจเกษตรกรชาวสวนยางดี น่าจะสร้างความหวังให้เกษตรกรชาวสวนยางก้าวไปสู่ความยั่งยืนต่อไป
“งานนี้ก็ไม่รู้ว่ายุทธ์กินยักษ์หรือยักษ์กินยุทธ์ก็ต้องมาจับตากันดูต่อไป” สุนทรกล่าวทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดี
ขณะที่ พงศา ชูแนม อดีตหัวหน้าหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ จ.ชุมพร ในฐานะผู้จัดการธนาคารต้นไม้ กล่าวยอมรับว่า การฝากความหวังเรื่องธนาคารต้นไม้กับรัฐบาลชุดนี้คงยาก แม้จะมีรัฐมนตรีช่วยในกระทรวงเกษตรฯ ทั้งสองท่านทั้ง อ.ยักษ์ และอดีตผู้จัดการธ.ก.ส. ซึ่งรู้เรื่องนี้ดีที่สุดก็ตาม จึงมีทางออกเดียวจะต้องขับเคลื่อนโดยภาคประชาชนเท่านั้น เนื่องจากช่องทางอื่นตนได้ดำเนินการมาหมดแล้วก็ไม่เป็นผล

'วิวัฒน์ ศัลยกำธร’ กับความหวังของเกษตรกรในตำแหน่ง"เสนาบดี"
“อย่างธ.ก.ส.เขาก็ไม่มีนโยบายจะเอาต้นไม้เป็นทุน เอาที่ดินอย่างเดียว ถึงจะมีอดีตผู้จัดการธ.ก.ส. มานั่งในตำแหน่งนี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้ เช่นเดียวกับ อ.ยักษ์ ท่านก็เป็นประธานธนาคารต้นไม้มาก่อน พอเอาเข้าจริงท่านก็ไม่กล้า ท่านยึดแต่ศาสตร์พระราชาอย่างเดียว บอกอันนี้ในหลวงไม่ได้รับสั่ง” ผู้จัดการธนาคารต้นไม้กล่าวย้ำทิ้งท้าย

สวยสมองดี ลุ้นมงลง มารีญา พูลเลิศลาภ สู่มิสยูนิเวิร์ส!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/303176

สวยสมองดี ลุ้นมงลง มารีญา พูลเลิศลาภ สู่มิสยูนิเวิร์ส!!

คนในข่าว  :  27 พ.ย. 2560
นสมารีญา พูลเลิศลาภ, มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์, สาวงามมิสยูฯ

ลองอ่านเรื่องราวของเธอดู แล้วจะพบว่า เพียงเท่านี้ก็คุ้มค่าการฝากสายสะพายไทยแลนด์ไว้กับมารีญาแล้ว

          ต้องบอกว่าปีนี้ สาวไทยผู้มีตำแหน่ง มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2560  ตัวแทนประกวดมิสยูนิเวิร์ส  2017  สวยงามทั้งรูปร่างหน้าตา แบกกราวน์ที่ครบเครื่องสุดๆ ปีหนึ่งจริงๆ

เพราะเธอคือ มารีญา พูลเลิศลาภ หรือ มารีญา ลินน์ เอียเรียน (Maria Lynn Ehren) ผู้ที่แม้ว่าคนไทยจะคุ้นหน้าคุ้นตา ได้เห็นใบหน้านี้บ่อยๆ เพราะเธอเป็นทั้งนางแบบ นักร้อง พรีเซนเตอร์โฆษณา ฯลฯ

สวยสมองดี ลุ้นมงลง มารีญา พูลเลิศลาภ สู่มิสยูนิเวิร์ส!!

แต่ใบหน้านี้ บางคนบอกดูกี่ทีก็ไม่เคยเบื่อ ไม่ช้ำ แถมยิ่งได้รู้ทั้งโพรไฟล์ที่มา ตลอดจนลีลาการให้สัมภาษณ์ที่ผ่านมา ต้องบอกเลยว่าคนไทยอาจมีลุ้น “มงกุฎมิสยูนิเวิร์ส” ลงบนศีรษะของเธอก็เป็นได้!

มารีญาเป็นลูกครึ่งชาวไทยเชื้อสายจีนสวีเดน เป็นบุตรของ โกราน เอียเรียน วิศวกรไฟฟ้า และ ชนกสรวง พูลเลิศลาภ อดีตอาจารย์ประจำ American Tesol Institute เกิดเมื่อ  18  มกราคม พ..  2535  ปัจจุบันอายุ  25 โดยเธอมีพี่ชายฝาแฝด 2 คน

มารีญาเกิดที่ประเทศไทย แต่ย้ายไปอยู่ที่เวียดนาม ช่วง 2 ขวบ เพราะตามคุณพ่อที่ต้องไปดูแลการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่นั่น และคุณแม่ก็ได้รับเชิญไปเป็นอาจารย์พิเศษที่สถาบัน  AIT  ที่ฮานอย

ผ่านไป  5  ปี ครอบครัวได้กลับมาเมืองไทย จึงทำให้เจ้าตัวพูดได้หลายภาษาทั้ง ภาษาไทย อังกฤษ สวีเดน จีนกลาง และ เวียดนาม

มารีญาจบการปริญญาตรีที่เนเธอร์แลนด์ โดยระหว่างนั้นเธอได้เข้ามีประสบการณ์การทำงานเอ็นจีโอ ที่ Erasmus Student Network  รวมทั้งเป็นพรีเซนเตอร์ของมหาวิทยาลัยอีกด้วย

ส่วนปริญญาโท เธอไปจบด้านการตลาด จากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสต็อกโฮล์ม สวีเดน โดยในขณะที่พำนักอยู่ที่สวีเดนนั้น เธอได้ทำงานเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ และหารายได้เสริมจากการเป็นดีเจ

หลังเรียนจบกลับมายังไทย เธอเข้าทำงานในแผนกการตลาดดิจิทัล ที่ บริษัท บรอดเกตไฟแนนเชียล อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ยังร่ำเรียนอยู่ มารีญาก็ยังทำอาชีพนางแบบไปด้วยตั้งแต่อายุ  13  ปีเท่านั้น จนได้ถ่ายแบบลงปกนิตยสารมานับไม่ถ้วน!!

จนมีโอกาสมาเป็นนางเอกมิวสิกวิดีโอ และนักร้องของค่ายสมอลล์รูม ในเวลาต่อมา คงจะจำกันได้ว่าเธอคนนี้แหละ คือเจ้าของผลงานเพลงสุดแนว “บุ๋ง” ที่มีเนื้อเพลงแปลกๆ แต่น่ารัก

สวยสมองดี ลุ้นมงลง มารีญา พูลเลิศลาภ สู่มิสยูนิเวิร์ส!!

สำหรับตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์  2560  ที่เธอได้มาเมื่อวันที่  29  กรกฎาคม  2560  นั้น หลายคนบอกว่า เห็นปุ๊บ! ชัดเลยว่าได้แน่ อย่างที่ภาษาวัยรุ่นเรียกว่า “ออร่ามาเต็ม!”  ด้วยใบหน้าลูกครึ่งเก๋ไก๋ และความสูงถึง  184  ซม.!!

แต่อะไรก็ไม่เท่า “มันสมอง” ที่หลายคนคนพูดตรงกัน เมื่อติดตามการให้สัมภาษณ์ของเธอในโอกาสต่างๆ พบว่าเธอคนนี้สวยสมองดี!!

ดังนั้น การที่มารีญาเป็นตัวแทนของพวกเราไปคว้ามงที่มิสยูนิเวิร์ส ที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ในวันที่  26  พฤศจิกายน พ..  2560  ที่จะถึง ก็ไม่น่าจะทำให้พวกเราผิดหวัง

เพราะเธอเคยบอกกับสื่อออนไลน์ “เดอะสแตนดาร์ด” ว่า ต้องเตรียมการบ้านเพื่อการสัมภาษณ์อย่างหนัก ทั้งการดูคลิปเก่าๆ เพื่อศึกษา และปรินต์ข้อมูลต่างๆ ไปอ่านบนเครื่องบินด้วย

ซึ่งในวีดีโอของกองประกวดนางงามจักรวาล ที่เธอแนะนำตัวผ่านสื่อ เวลาแค่  56  วินาที กลับสื่อความหมายถึงตัวเองอย่างชัดเจน

โดยเธอเล่าว่า ช่วงจบปริญญาโทเมื่อปีที่แล้ว เป็นจุดเปลี่ยน เพราะรู้สึกว่าไม่มีจุดหมายในชีวิต ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป แต่การไม่รู้จักตัวตนในช่วงเวลานั้น ก็ทำให้เธอตระหนักว่าต้องการเข้าสู่เวทีการประกวดนางงามจักรวาล

สวยสมองดี ลุ้นมงลง มารีญา พูลเลิศลาภ สู่มิสยูนิเวิร์ส!!

พร้อมระบุว่า “ปัญหาหนึ่งที่ประเทศไทยเผชิญ คือ ความไม่เท่าเทียมทางเพศ โดยส่วนตัวจึงสนใจปัญหา การตั้งครรรภ์ก่อนวัยอันควรของวัยรุ่น” เพราะทำให้สูญเสียโอกาสในชีวิต จึงต้องการจะนำวัยรุ่นกลุ่มนี้กลับคืนสู่สังคม ให้ได้รับโอกาสด้านการศึกษาเพื่อเดินตามความฝันของพวกเธอ

นอกจากนี้ หากไปดูในเวบไซต์ต่างประเทศอย่าง US.blastingnews.com  มีคอลัมนิสต์ที่เขียนถึงมารีญา” ว่าเป็นหนึ่งในสาวงามที่มีความโดดเด่น จากยอดไลค์กว่า  150,000  ในโซเชียล มีเดีย

สำหรับชุดแต่งกายประจำชาติที่เธอจะสวมใส่คือ ชุด เมขลาล่อแก้วผลงานการออกแบบของ ประภากาศ อังศุสิงห์ หลายคนน่าจะเห็นผ่านตาไปแล้วกับลีลาการนำเสนอคอนเซปท์ของชุด ซึ่งตื่นตะลึงมาก!

สวยสมองดี ลุ้นมงลง มารีญา พูลเลิศลาภ สู่มิสยูนิเวิร์ส!!

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ มีคำถามหลังเธอได้มงกุฎมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ว่า ทำไมถึงเลือกหน้าฝรั่งอีกแล้ว!

จึงมีการตั้งกระทู้ ตอบคำถามนี้ในเวบไซต์พันทิป โดยผู้ใช้ชื่อ  La_Vie_Est_Belle  ได้รวบรวมเหตุผลต่างๆ มาบอกให้พวกเราได้รู้เพิ่มเติมเข้าไปอีก ว่ามารีญามีอะไรมากกว่าที่เราคิด!! เช่น

มารีญาสวย แม้จะหน้าไปทางฝรั่งแต่สวยก็คือสวย เวลาใส่ชุดไทยเธอสวยมาก”

“Stage Performance ท่าทาง การเดิน สายตา มารีญาคือดีที่สุดของปีนี้ เธอประสบการณ์เยอะ จะให้เดินแบบไหนเธอปรับได้หมด”

หรือเมื่อเธอเจอคำถามว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตอันดับสองคืออะไร และเพราะอะไรถึงไม่ได้เป็นอันดับหนึ่ง” คำตอบของเธอสุดยอดมาก คือ

สำหรับมารีญานะคะ ครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุดอยู่แล้ว แต่ต้องยกครอบครัวเป็นอันดับสอง เพราะสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการใช้เวลา เพราะเวลาสามารถให้ทุกอย่างกับเราได้และเวลาก็สามารถเอาทุกอย่างไปจากเราได้ด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องใช้เวลาทุกนาทีให้มีค่ามากที่สุด”

สวยสมองดี ลุ้นมงลง มารีญา พูลเลิศลาภ สู่มิสยูนิเวิร์ส!!

ที่เด็ดคือ เธอยังเป็นนักเขียนอีกด้วย โดยเคยเขียนบทความเชิงวิชาการเป็นภาษาอังกฤษ ให้กับนิตยสารหนึ่งเป็นบทความเกี่ยว มวยคุกตามภาพ

สวยสมองดี ลุ้นมงลง มารีญา พูลเลิศลาภ สู่มิสยูนิเวิร์ส!! สวยสมองดี ลุ้นมงลง มารีญา พูลเลิศลาภ สู่มิสยูนิเวิร์ส!!

นอกจากนี้เธอยังเคยเป็นเยาวชนที่ถูกคัดเลือกให้ไปทัศนศึกษาที่องค์กรนาซ่า และได้ขึ้นยานอวกาศโดยมีการประกาศเรื่องนี้ในช่วงการแนะนำตัวผู้เข้าประกวดด้วย

หรือก่อนหน้านี้ที่เป็นกระแสในโลกออนไลน์ ที่มีการเผยแพร่ข้อความของแฟนนางงามชาวต่างชาติรายหนึ่ง ที่ได้วิพากษ์วิจารณ์ “มารีญา” ในระหว่างการเก็บตัวที่สหรัฐอเมริกาผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวว่า

คุณถ่ายรูปเซลฟี่มากเกินไปหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่มิสยูนิเวิร์สควรจะทำเหรอ? คุณจะทำแบบนี้ไปจนถึงตอนรับมงกุฎเลยหรือไง นี่คือนางงามจริงๆเหรอ หรือต้องการเรียกร้องความสนใจ”

แต่แน่ล่ะที่ สวยสมองดีของเราจะตอบกลับไปอย่างบาดลึก แต่ก็สุภาพอยู่ในที แปลเป็นไทยได้ว่า

ขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้คุณต้องผิดหวัง แต่หากคุณเลื่อนดูภาพในอินสตาแกรมของฉัน คุณอาจจะเห็นตัวตนของฉันก็ได้นะคะ ตอนนี้ฉันอยู่ที่สหรัฐอเมริกา และเตรียมประกวดมิสยูนิเวิร์ส ฉันต้องให้ความเคารพกับดีไซเนอร์ ผู้ออกแบบชุด เสื้อผ้า เครื่องประดับต่างๆ แฟนคลับทุกๆคน และผู้ที่คอยสนับสนุนฉันเป็นอย่างดีมาโดยตลอด”

ใช่ค่ะ สิ่งนี้มันเป็นเพียงแค่เปลือกนอก แต่มันส่งผลและทำให้ฉันรู้สึกมั่นใจ และแสดงออกถึงความเป็นนางงามให้โลกได้เห็น ฉันหวังว่าคุณจะเปิดใจ และเข้าใจในความเป็นฉันนะคะ”

แน่นอนเวลานี้ กระแสของมารีญามาแรงมาก จนเมื่อผ่านการประกวดรอบพรีลิมมินารี ที่เพิ่งจบไปหมาดๆ ผลสำรวจโพลล์จากหลายสำนักทั่วโลก ปรากฎว่าเธอยังทำคะแนนได้ดีอย่างต่อเนื่อง ติดอันดับท็อป 3 ท็อป 5 ว่าที่นางงามจักรวาล 2017

แหมๆๆ เพียงเท่านี้ก็คุ้มค่าการฝากสายสะพายไทยแลนด์ไว้กับมารีญาแล้ว แต่ถ้า “มงลง” คนสวยสมองดีคนนี้ด้วย ก็คงยิ่งกว่ากำไรมหาศาล!!!

/////////////////////////////

 

***เรื่องที่เกี่ยวข้อง

(คลิป) คำขอบคุณจากหัวใจ “มารีญา”

‘มารีญา’ เข้ารอบ 5 คน มิสยูนิเวิร์ส

มารีญา วันพีชสวยกระโดดจากกลุ่ม

กองเชียร์ใจหายใจคว่ำ มารีญา มาเป็นคนที่ 9 รอบ 10 คนสุดท้าย

ชมสดตอนนี้เลย มารีญาถูกเรียกเข้ารอบ 16 คนสุดท้ายคนแรก!!

ขอบคุณข้อมูลจาก

THESTANDARD

เฟซบุคเพจ T-pageant.com

เฟซบุคเพจ Miss Universe Thailand

ผู้ใช้ในเวบไซต์พันทิฟป La_Vie_Est_Belle

ชมคลิปตอบคำถาม https://youtu.be/hSGCliZHCbo

และเรื่องราวของเธอในวิดีโอกองประกวด https://www.youtube.com/watch?v=0uXlWrJxz-A

เปิดตัวชุดประจำชาติ https://www.youtube.com/watch?v=HddGuiFwe4Y

กว่างโซ้งตัวจี๊ด “ฮั่น ติยะไพรัช” ขวัญใจคนเจียงฮาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/303351

กว่างโซ้งตัวจี๊ด “ฮั่น ติยะไพรัช” ขวัญใจคนเจียงฮาย

คนในข่าว  :  25 พ.ย. 2560
แฟนเฟจ สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช ด้วยจิตอาสา พัฒนาเชียงราย, บิ๊กฮั่น, สโมสรฟุตบอลสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด, โตโยต้าลีกคัพ 2017, ช้าง เอฟเอคัพ 2017, กว่างโซ้งมหาภัย, สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช, ฮั่น มิตติ ติยะไพรัช, มิตติ ติยะไพรัช, ยงยุทธ ติยะไพรัช, อดีตนายก อบจ.เชียงราย, ตระกูล จงสุทธานามณี, จงสุทธานามณี, ฮั่น,

การคว้าแชมป์ดังกล่าวส่งผลให้ เชียงราย ยูไนเต็ด คว้าแชมป์แรกในประวัติศาสตร์สโมสร และคว้าตั๋วไปเล่นฟุตบอลเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก 2018 รอบเพลย์ออฟ รอบ 2!

          ต้องบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ลูกหนังเมืองเหนือ เมื่อสโมสรฟุตบอลสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ชนะการแข่งขันฟุตบอลช้างเอฟเอ คัพ 2017 แล้ววันนี้ (25 พ.ย.)

กว่างโซ้งตัวจี๊ด "ฮั่น ติยะไพรัช" ขวัญใจคนเจียงฮาย

          โดย “กว่างโซ้ง” ที่เหลือผู้เล่น 10 คน เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 4-2 จากประตูของ เอเวอร์ตัน ซาตูร์นิโน น.25, ราฟาเอล โคเอลโญ น.57, วานเดอร์ หลุยซ์ น.79 และ90+4 ส่วน “แข้งเทพ” ที่เหลือผู้เล่น 8 คน ได้จาก ปกเกล้า อนันต์ น.6 และ เจย์ซี จอห์น น.71

          จากการคว้าแชมป์ดังกล่าวส่งผลให้ เชียงราย ยูไนเต็ด คว้าแชมป์แรกในประวัติศาสตร์สโมสร และคว้าตั๋วไปเล่นฟุตบอลเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก 2018 รอบเพลย์ออฟ รอบ 2 พร้อมกับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

กว่างโซ้งตัวจี๊ด "ฮั่น ติยะไพรัช" ขวัญใจคนเจียงฮาย

          เหนืออื่นใด ความสำเร็จของ “กว่างโซ้งมหาภัย” ย่อมหมายถึงความภาคภูมิใจของตระกูลการเมือง “ติยะไพรัช” ที่สร้างทีมลูกหนังบ้านนอกให้ทัดเทียมทีมใหญ่ในเมืองหลวง ดังนั้น สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช จึงโพสต์ภาพครอบครัวทางแฟนเฟจ “สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช ด้วยจิตอาสา พัฒนาเชียงราย” ในวันที่ 21 พ.ย.นี้ ก่อนหน้านัดชิงลีกคัพ 1 วัน

         ในภาพนั้น มีหัวหน้าครอบครัว-ยงยุทธ ติยะไพรัช กับสลักจิฤฎดิ์ พร้อมด้วยลูกชายลูกสาว

          “ครอบครัวก็เหมือนต้นไม้ เราอาจชูกิ่งก้านไปคนละทิศละทาง แต่อย่าลืมว่า เราเติบโตมาจากต้นและรากเดียวกัน Family is not an Important thing. It’s Everything. ครอบครัวไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด แต่คือทุกสิ่งทุกอย่าง”

กว่างโซ้งตัวจี๊ด "ฮั่น ติยะไพรัช" ขวัญใจคนเจียงฮาย

         “สลักจฤฎดิ์” อดีตนายก อบจ.เชียงราย คงอยากให้กำลังใจลูกชายคนเดียวคือ “ฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช ที่ลงทุนลงแรงสร้างทีมเชียงรายฯ มา 8-9 ปี จากลีกดิวิชั่น 1 จนเลื่อนชั้นมาเล่นในไทยลีก  และติดอันดับท็อปไฟว์ของไทยลีก แถมมีสนามเป็นรังเหย้าของทีมตัวเอง

          คนเชียงรายจึงรัก “บิ๊กฮั่น” ในฐานะผู้สร้างชื่อเสียงด้านกีฬาให้แก่จังหวัด ไม่ได้ชื่นชมเพราะเขาเป็นลูกชาย “ยงยุทธ” อดีตประธานรัฐสภา และอดีตรัฐมนตรี

กว่างโซ้งตัวจี๊ด "ฮั่น ติยะไพรัช" ขวัญใจคนเจียงฮาย

          สโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด ก่อตั้งเมื่อปี 2552 โดยเวลานั้น “บิ๊กฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช อายุเพียง 23 ปี (เดิมใช้ชื่อ “มิติ” ภายหลังมารดาแนะนำให้เปลี่ยน “มิตติ”) ด้วยความคลั่งไคล้เกมลูกหนังมาตั้งแต่เด็ก เมื่อได้โอกาสเขาตัดสินใจทำทีมฟุตบอล หลังจากเรียนจบเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ

          เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว “บิ๊กฮั่น” เปิดใจกับทีมงานนักข่าวเครือเนชั่นว่า “พูดตรงๆ คือคุณพ่อไม่ได้สนใจฟุตบอลเท่าไหร่ แต่ว่าสิ่งที่เรามาทำตรงนี้ แน่นอน ความเป็นลูก พ่อก็ต้องให้สิ่งที่ลูกอยากจะทำ เพราะว่าสิ่งที่รัก สิ่งที่ชอบ..ผมยอมรับว่า ผมเป็นเป็นคนบ้าฟุตบอล ผมขอบอกอย่างนี้เลย”

          ระยะแรกๆ “บิ๊กฮั่น” บอกว่า พ่อ(ยงยุทธ) ก็เข้ามาช่วยหางบประมาณ หาสปอนเซอร์ให้ทีม แต่ความเป็น “ลูกนักการเมือง” ย่อมเกิดปัญหาอุปสรรคบ้าง เนื่องจากเวลานั้น ทีมเชียงรายฯ ใช้สนามกีฬาของ อบจ.เชียงราย เป็นรังเหย้า ประกอบกับนายกฯ อบจ.เชียงราย อยู่ในกลุ่มการเมืองตระกูล “จงสุทธานามณี” ซึ่งเป็นคู่ต่อกรบนสังเวียนการเมืองกับ “ติยะไพรัช” เลยทำให้การใช้สนามไม่สะดวกมากนัก

         ในที่สุด “บิ๊กฮั่น” ได้กลุ่มบุญรอดฯ เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ และทำสนามทีมเหย้า เป็นของสโมสรเอง ไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ

          เมื่อถามเรื่องการเมืองในเวลานั้น “บิ๊กฮั่น” ตอบว่า “ขอทำทีมฟุตบอลให้ดีก่อนครับ ผมมีความฝันอยู่สองอย่างคือ ฟุตบอลกับการเมือง แต่ตอนนี้ ทำฟุตบอลให้ดีก่อน”

          วกมาที่ผลงานของกว่างโซ้งมหาภัย แม้ว่าเมื่อวันพุธที่ผ่าน ต้องพบกับความผิดหวัง เพราะพ่ายเอสซีจี เมืองทองยูไนเต็ด ชวดแชมป์ลีกคัพ

กว่างโซ้งตัวจี๊ด "ฮั่น ติยะไพรัช" ขวัญใจคนเจียงฮาย

           แต่ในที่สุดพวกเขาก็ชิงถ้วยช้างเอฟเอคัพ 2017 มาได้สำเร็จ!!

           งานนี้ มีหวังได้ปิดเมืองเจียงฮายฉลองชัย และอาจถึงเวลาที่ “บิ๊กฮั่น” ต้องทำความฝันอีกอย่างให้บรรลุนั่นคือ เล่นการเมือง?

นาทีนี้ ครูขอพูดบ้าง “ครูพี่บิ๊ก”เผยตัวตนของน้องเมยว่างี้!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/303522

นาทีนี้ ครูขอพูดบ้าง “ครูพี่บิ๊ก”เผยตัวตนของน้องเมยว่างี้!!

คนในข่าว  :  25 พ.ย. 2560
น้องเมย, ภคพงศ์ ตัญกาญจน์, นักเรียนเตรียมทหาร, ถูกซ่อม, ครูพี่บิ๊ก

ล่าสุด คุณครูสมัยมัธยมต้นของน้องเมย รัฐพล กัลพล หรือ “ครูพี่บิ๊ก” ได้ออกมาโพสต์เฟซบุคส่วนตัว ขอระบายความรู้สึกและบอกกล่าวถึงตัวตนของน้องเมยว่าอย่างนี้!!

                จากเรื่องราวของ นายพิเชษฐ์ และนางสุกัลยา ตัญกาญจน์  ร้องต่อสื่อมวลชนว่า นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ “น้องเมย” บุตรชาย  เสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังกลับเข้าโรงเรียนเตรียมทหารเพียง 1 วัน

ที่น่าตกใจคือ พวกเขาไม่ได้รับคำชี้แจงที่ละเอียดจากผู้เกี่ยวข้อง ได้รับเพียงใบมรณบัตรสาเหตุการตายจาก ”ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” จนภายหลังพบว่าอวัยวะภายใน และสมองหายไป สร้างกระแสไปทั่วสังคมไทยเวลานี้เป็นอันมาก

จนมากระแสล่าสุด กับ วาทกรรม “คนอ่อนแอ ไม่ควรเรียนทหาร” และ “โรงเรียนใครๆก็รัก” กำลังกระจายไปทั่ว และสะท้อนกลับยังครอบครัว “ตัญกาญจน์” อยู่ขณะนี้

ที่สุด คุณครูสมัยมัธยมต้นของน้องเมย นาย รัฐพล กัลพล หรือ “ครูพี่บิ๊ก”  จึงได้ออกมาโพสต์เฟซบุคส่วนตัว ขอระบายความรู้สึกและบอกกล่าวถึงตัวตนของน้องเมยให้สัมคมได้รับรู้บ้าง ดังนี้

“เด็กคนหนึ่งส่งข้อความมาถามการบ้านทั้งๆ ที่ อ.บิกดุ ก็กล้าถาม แต่เวลาเจอต่อหน้าก็ทำหน้ากลัวๆ เกรงๆ หนูเป็นเด็กคนเดียวของสาธิตได้ล่ะมั้งครับ ที่ อ.รับรู้ได้ว่า เป็น นร.ที่ค่อนข้างจะเคารพ อ.มาก หนูไม่เคยโดนตัวหรือเข้าใกล้ อ.เลย ไม่มีแม้แต่จะคุยเล่น อ.ก็คิดนะว่า เด็กคนนี้ ทำไมจริงจังมาก มีวินัย มีความเคารพ”

“อ.เคยว่าหนูตามปกติเหมือนว่าคนอื่น แต่หนูมักจะยิ้มและไม่เคยชักสีหน้าใส่เลย จำได้ครั้งแรกที่หนูโดน อ.บิกว่า คือ วันที่หนูใส่ถุงเท้าผิด วันนั้นดูตกใจสินะ 555 แต่จะบอกนะ อ.พูดเล่นครับ !! แม่หนูบอกอ.แล้วว่า ใส่ถุงเท้านี้เพราะหาซื้อขนาดเท้าหนูไม่ได้”

“อ.สัมผัสได้ว่า หนูไม่ทำอะไรที่ผิดระเบียบหรอกครับ งานที่อ.สั่งแบบไหนต้องได้แบบนั้น เชื่อไหมว่าหนูทำได้ถูกใจตามที่สั่งตลอด อ.จึงรู้ไงว่าหนูเป็นคนจริงจังขนาดไหน ถ้าไม่ได้แบบที่อ.บิกสั่ง ไม่เอา !!”

“ผ่าน ม.4 ไป หนูหายไปจาก อ.บิก แล้ววันหนึ่งก็เดินมาหาแล้วบอกว่าผมดรอปเรียน อ.ตกใจมาก ว่าจะไปไหน ทำไมต้องหยุด อ.ยินดีกับสิ่งที่เลือก หนูตั้งใจมาก ดูจริงจังมาก และผ่านไปหนูก็กลับมาบอก อ.ว่า ผมติดเตรียมทหารแล้ว เฮ้ยย ทำได้ง่ะ !!”

“วันที่หนูใส่ชุดสุดเท่มา รร. อ.สอนน้องอยู่ หนูเดินมาหน้าห้อง ได้คุยกันแปปเด่วเน้อ แต่มันก็คือครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ อ.กอดหนูแล้วบอกว่า อนาคตเราเลือกเองนะลูก หนูเก่งมาก ตั้งใจเรียนนะเมย” อ.บิก

นาทีนี้ ครูขอพูดบ้าง "ครูพี่บิ๊ก"เผยตัวตนของน้องเมยว่างี้!!

สำหรับ อ.บิก หรือ “ครูพี่บิ๊ก” ที่เด็กๆ เรียกขาน นั้น เป็นชาวจ.ขอนแก่น จบปริญญาโทด้าน คณิตศาสตรศึกษา ที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยบูรพา ขณะที่จบชั้นมัธยมจากโรงเรียนเบญจมานุสรณ์

ปัจจุบันเขาสอนภาควิชาคณิตศาสตร์ อยู่ที่ โรงเรียนสาธิต”พิบูลบำเพ็ญ” มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งเป็นโรงเรียนสมัยมัธยมตน้ที่น้องเมยเรียน ก่อนจะมาสอบติดโรงเรียนเตรียมทหาร

นาทีนี้ ครูขอพูดบ้าง "ครูพี่บิ๊ก"เผยตัวตนของน้องเมยว่างี้!!

แน่นอนข้อความนี้ อาจจะไม่ได้ทำให้น้องเมยฟื้นคืนมาได้ และไม่ได้มีผลกับกระบวนการสอบสวนตรวจสอบเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด หรือมีผลในการไขความจริงที่เกิดขึ้น!

แต่ก็เป็นมุมมองของคนที่เป็นครู ซึ่งได้สัมผัสตัวตนของน้องเมยมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กชายภคพงษ์ ตัญกาญจน์ และยืนยันได้ว่า น้องเมยเป็นเด็กดี อยูในระเบียบวินัย เกินกว่าจะต้องมาเจอเรื่องร้ายกับชีวิตแบบนี้ ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากอะไรก็ตาม

ส่วนใครจะตีความว่า เด็กดี เด็กมีสัมมาคารวะ อ่อนน้อมถ่อมตนนั้น แปลว่า “อ่อนแอ” ทั้งๆ ที่สอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้แล้ว ก็สุดแท้แต่จะกระแสจะพาไป

//////////////////////////

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากเฟซบุค รัฐพล กัลพล