ฮิต เผาไขมันให้ลุกเป็นไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 15:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533023

ฮิต เผาไขมันให้ลุกเป็นไฟ

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ รอยเตอร์ส, เอพี

ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ไม่มีเงินสมัครฟิตเนสหรูๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาของการออกกำลังกายแบบ ฮิต (HIIT หรือ High-Intensity Interval Training) การออกกำลังกายแบบนี้เป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับผู้ที่สะดวกในการออกกำลังกายที่บ้าน มีเวลาน้อย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มาก แต่ต้องการการเผาผลาญไขมันในระดับเดียวกับคนที่ออกกำลังกายด้วยการวิ่ง 1 ชั่วโมง

ได้รับการค้นคว้าและวิจัยจาก เอซีเอสเอ็ม (ACSM : The American College of Sports Medicine) มาแล้วว่าสามารถทำได้จริงและกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง เมื่อ เทียบกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิก จะเผาผลาญต่อเนื่องหลังออกกำลังกายได้เพียง 20 นาทีเท่านั้น

เริ่มฮิตต้องทำอย่างไร

วิรัช มงคลชัย อดีตเทรนเนอร์ฟิตเนส ด้านแอโรบิก ให้ความรู้เรื่องการออกกำลังกายแบบ ฮิต ว่าเป็นการออกกำลังกายในรูปแบบแอโรบิกอย่างหนึ่ง แต่เพิ่มความต่อเนื่อง ความหนักหน่วง ความเร็ว ในการออกกำลังมากขึ้น อาจมีการใช้อุปกรณ์เสริมเล็กๆ น้อยๆ เพื่อออกกำลังกายเฉพาะส่วนให้กระชับและแข็งแรงมากขึ้น

สิ่งแรกที่ควรรู้สำหรับคนที่สนใจออกกำลังกายแบบ ฮิต คือไม่แนะนำสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย เนื่องจากมีความหนักหน่วงในการออกกำลังที่ มากกว่าปกติ 2 เท่า ผู้ที่จะออกกำลังกายแบบนี้ได้ดีควรผ่านการออกกำลังกายเป็นประจำมาในระดับที่หัวใจแข็งแรงมากพอจะรับการเต้นในระดับ 140-170 ครั้ง/นาทีโดยไม่มีอาการเหนื่อยหอบมากนัก

แต่ถ้าสนใจการออกกำลังกายแบบนี้จริงๆ ในช่วงเริ่มต้น ควรออกกำลังกายแบบเบาๆ ลดความเร็ว และเวลาในการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องลงมา ในระดับที่ไม่ทรมานตัวเองจนเกินไป ทุกคนที่เริ่มเล่น ไม่ว่าจะแข็งแรงแค่ไหนมักจะออกกำลังกายอย่างหนักต่อเนื่องได้ไม่เกิน 3 นาที มีน้อยมากที่สามารถทำได้ต่อเนื่องโดยไม่มีการหยุดพัก ดังนั้นการออกกำลังกายแบบ ฮิต จึงกำหนดอัตราส่วนของการพักเป็น 1:1, 1:2, 1:3 และ 1:4

“อัตราส่วนการพักนี้หมายถึง ในระดับเริ่มต้นให้ใช้ 1:1 เมื่อออกกำลังต่อเนื่องนาน 3 นาที ให้สามารถพักได้ 3 นาที แล้วค่อยออกกำลังต่อเนื่องเซตละ 3 นาทีจนครบโปรแกรม ระหว่างพักให้ทำท่าวิ่งเหยาะอยู่กับที่ช้าๆ จนเรารู้สึกว่าเมื่อครบ 3 นาทีแล้วรู้สึกเหนื่อยน้อยลงให้เปลี่ยน มาใช้ 1:2 คือออกกำลังกาย 3 นาทีแล้วพัก 1 นาทีครึ่ง ทำแบบนี้จนกว่าร่างกายจะแข็งแรงขึ้น เหนื่อยน้อยลง ค่อยปรับเวลาพักให้น้อยลงจนเหลือ 1:4

เมื่อถึงจุดนี้จึงค่อยปรับเวลาในการออกกำลังกายต่อเนื่องจาก 3 นาที มาเป็น 5 นาที แต่มีอีกวิธีที่สามารถใช้แทนการจับเวลาพักก็คือการวัดอัตรา เต้นหัวใจ ต้องใช้อุปกรณ์เสริมในการวัดอัตราการเต้นหัวใจเข้าช่วย เช่น เมื่อหัวใจเต้นถึงจุดพีกสุดประมาณ 160-180 ครั้ง/นาที ให้พักจนกว่าอัตราเต้นหัวใจจะลดลงต่ำกว่า 90 ครั้ง/นาที จึงค่อยออกกำลังกาย เชตต่อไปแบบนี้ก็ได้เช่นกัน เพราะความแข็งแรงของหัวใจแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงไม่สามารถกำหนดเวลาพักได้เท่าๆ กันทุกคน”

สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน วิรัช แนะนำให้เป็นพิเศษว่า “นอกจากจะต้องลดความเร็วลงมาแล้วในท่าที่มีการกระโดด ก็เปลี่ยนมาเป็นท่ายืนธรรมดา จากที่ต้องออกกำลังเซตละ 3 นาที ให้เหลือ 1 นาที แต่สลับหนักเบา และต้องหยุดหากมีอาการเจ็บข้อเข่าและกล้ามเนื้อขา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญมากในการออกกำลังกายแบบฮิตที่ต้องใช้กล้ามเนื้อขาเป็นหลัก เพราะเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ซึ่งเผาผลาญไขมันได้ดี แม้กระทั่งช่วงพักก็ยังใช้การทำท่าวิ่งอยู่กับที่เบาๆ

ไม่ต้องกังวลว่าการออกกำลังกายแบบนี้จะไม่เหมาะกับเรา หรือยากเกินไป เพราะต่อให้คนแข็งแรงวิ่งออกกำลังกายเป็นประจำ มาเล่นฮิต ก็แทบจะไปไม่รอดเหมือนกัน ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ทุกคนสามารถทำได้แน่นอน เพียงแต่ต้องให้เวลาในการเล่นเท่านั้น”

เล่นได้ที่ไหนบ้าง

การเล่นฮิตไม่จำเป็นต้องเข้าฟิตเนสเพราะแต่เริ่มแรกที่ เอซีเอสเอ็ม ค้นคว้าวิจัยกันมาก็ออกแบบมาใช้สำหรับการออกกำลังกายที่บ้านสำหรับชาวอเมริกัน ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่ามีคลิปและแผ่นดีวีดีฝึกสอนฮิตอยู่มากมาย ดังนั้นฮิตจึงเหมาะกับออกกำลังกายที่บ้านแน่นอน ปัญหาก็คือเราจะหาโปรแกรมท่าออกกำลังกายฮิตได้จากที่ไหนบ้าง แหล่งแรกที่วิรัชแนะนำก็คือ ยูทูบ สามารถพิมพ์คำว่า “HIIT” ก็มีคลิปสอนการออกกำลังกายแบบฮิตอยู่มากมายนับร้อยคลิปในยูทูบ

หลักสังเกตว่าคลิปไหนดีและไม่ดีคือโปรแกรมการออกกำลังกายแบบฮิตนั้น จะต้องออกกำลังให้ครบทุกส่วน ขา สะโพก หน้าท้อง หลัง หน้าอก แขน ไหล่ หากออกแล้วเรารู้สึกว่ามีบางส่วนไม่ได้ออกแสดงว่าคลิปนั้นยังไม่ดีพอ ต่อมาต้องมีช่วงหนักและเบาสลับกันไป เช่น ท่ากระโดดตบเหนือศีรษะธรรมดาใน 1 นาที ควรมีช่วงผ่อนและเร่งในนาทีเดียวกัน หรือบางโปรแกรมออกแบบให้บางท่าใช้ความเร็วและบางท่าทำอย่างช้าๆ ก็ได้เช่นกัน

มีการสลับแขนขาไขว้ไปมาในบางท่า เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทในการควบคุมร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ และสุดท้ายคือต้องมีช่วงสลับการออกกำลังกายในแต่ละส่วน เช่น 3 นาทีแรกเน้นกล้ามเนื้อขาและสะโพก อีก 3 นาทีต่อมาต้องพักไปเล่นไหล่แขนหรือกล้ามเนื้อส่วนอื่น แล้วค่อยวกกลับมาที่ขาอีกครั้ง เป็นต้น

“ถ้าจะให้ดีที่สุดผมแนะนำให้หาซื้อแบบชุดดีวีดีออกกำลังกายเป็นบ็อกซ์เซต ที่จะมาพร้อมกับคู่มือตารางออกกำลังกายในแต่ละท่ามาให้ด้วย แถมบางชุดยังมีโปรแกรมโภชนาการมาให้ ซึ่งจะมีประโยชน์ในระยะยาว เพราะเมื่อถึงจุดที่เราเล่นจนชำนาญแล้ว เราสามารถเอาท่าเหล่านั้นมาจัดโปรแกรมใหม่ให้มีความหลากหลายและสนุกมากยิ่งขึ้น”

ท้ายสุด วิรัช ให้ความเห็นว่า “ฮิตเป็นการออกกำลังกายอย่างหนักในระยะเวลาสั้นจึงทำให้ร่างกายใช้งานหนักจนเกินไป ดังนั้นจึงไม่ควรออกกำลังแบบฮิตทุกวัน ควรจะมีช่วงพักระหว่าง 1-2 วันแล้วค่อยกลับมาเล่นใหม่ จะได้ผลดีมากกว่าการเล่นต่อเนื่องทุกวัน และสิ่งสำคัญอีกอย่างคือการควบคุมโภชนาการที่จะทำให้แข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก”

มหพล จินดาขันธ์ ปลูกต้นไม้เพื่อให้ความสุขเบ่งบานในใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 15:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533074

มหพล จินดาขันธ์ ปลูกต้นไม้เพื่อให้ความสุขเบ่งบานในใจ

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ   วีรวงศ์  วงศ์ปรีดี

ความสุขของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนชอบสะสมเครื่องประดับของมีค่า บางคนชอบของเล่น แต่บางคนมีความสุขแบบกรีนๆ กับวิถีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ เนิบช้าแต่สุขใจ เช่นเดียวกับชายคนนี้ หนุ่ม-มหพล จินดาขันธ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท ธนชาตประกันภัย เขาเป็นชายหนุ่มผู้หลงรักต้นไม้เป็นชีวิตจิตใจ สำหรับเขาแล้วการปลูกต้นไม้ไม่ใช่งานอดิเรกหรือความชอบแบบทั่วๆ ไป แต่เขาถึงขั้นหลงรักแบบลุ่มหลง นอกจากช่วยฆ่าเวลาในยามว่างแล้ว ยังให้ความสุขความเพลิดเพลิน ฝึกสมาธิให้จดจ่อกับการปลูกต้นไม้ตรงหน้า โดยเฉพาะยามที่งานประจำมีงานมากงานหนักจนล้นมือ ความเครียดก่อตัวจนร่างกายอ่อนล้า การปลูกต้นไม้นี้ถือเป็นการช่วยบำบัดเยียวยาเขาได้เป็นอย่างดี ยามเจ็บไข้ไม่สบายกาย ทุกครั้งที่รู้สึกเพลียกายและใจ เขาจะอยู่กับการปลูกต้นไม้เสมอๆ มันทำให้รู้สึกสงบเป็นสุข และได้ช้าๆ กับชีวิตบ้าง

“ที่บ้านพอมีที่เหลือพอจะปลูกต้นไม้ได้ ผมจะชอบปลูกต้นไม้มาตั้งแต่เด็กๆ บางทีนอนไม่ค่อยหลับ ตีห้าก็ลุกขึ้นมารดน้ำต้นไม้ เลิกงานมาเครียดก็ไปรดน้ำต้นไม้ ผมมือเย็นปลูกอะไรก็งาม ก็ชอบปลูกต้นไม้ ทั้งไม้ดอก ไม้ใบ ปลูกต้นไม้ไทยๆ ทั้งกล้วยไม้ บัว กุหลาบ แต่มาระยะหลังๆ ชอบไม้ดอกเมืองหนาว เพราะปลูกง่ายกว่าที่คิด ดอกสวยหอมและลงกระถางเล็กๆ ไม่ต้องใช้ที่เยอะ”

จนถึงขั้นที่เขาสร้างเพจต้นไม้มีดอกขึ้นมาเมื่อกว่า 1 ปีที่ผ่านมา และเริ่มจริงจังกับการปลูกต้นไม้จากเมืองหนาว ให้ความรู้แบ่งปันประสบการณ์กับคนที่ชอบต้นไม้เหมือนๆ กัน นำเข้าหน่อต้นไม้มาเผื่อแผ่คนคอเดียวกัน

มูลเหตุเริ่มต้นของการหันมาเริ่มปลูกต้นไม้เมืองหนาว ก็เพราะเมื่อ 2 ปีก่อนไปเที่ยวยุโรป แล้วไปดูงานทิวลิปบานที่ฮอลแลนด์ “ไปดูฟาร์มที่ใหญ่ๆ ของที่นั่น ดูวิธีการปลูกต่างๆ นานาอย่างละอียด ไปดูเขาเวิร์กช็อปแล้วเกิดแรงบันดาลใจว่าที่กรุงเทพฯ บ้านเรามันน่าจะปลูกได้ ก็เลยลองซื้อหน่อของดอก Amaryllis ที่ฟาร์มแห่งนั้นมา 1 หน่อ เพื่อมาลองปลูกดู ไม่กล้าซื้อมาเยอะกลัวไม่รอดแล้วเสียดายเงิน (หัวเราะ) ปรากฏว่าปลูกแล้วรอดอยู่ได้หลายสัปดาห์เลย ทีนี้กำลังใจมา เริ่มคิดปลูกจริงจังเป็นเรื่องเป็นราวเลย” เขาเล่าถึงจุดเปลี่ยนจากการปลูกต้นไม้ไทยๆ มาปลูกต้นไม้ฝรั่งแทน

“พอปลูกรอด ได้ดอกงามสมใจ ก็สั่งซื้อเพิ่มจากฟาร์มที่เราไปดูงานตอนนั้น ก็สั่งมา 4-5 ชนิด ไม่ถึง 10 หัวนะ แต่ค่าส่งมันแพงมาก พอเปิดเพจก็เริ่มมีคนเข้ามาชมมาแชร์ข้อมูลกัน ก็เลยรู้ว่ามีรายใหญ่เขานำเข้ามาเป็นล็อตใหญ่ๆ ให้กับสวนใหญ่ๆ ในประเทศไทย แต่เขาขายส่งเขาไม่ขายปลีก เราก็ไปขอแบ่งล็อตเล็กๆ มาจากเขา หาคนแชร์ร่วมกันตอนแรกๆ

ยิ่งมาเปิดเพจยิ่งได้เพื่อน ได้สังคม ได้ความรู้มากขึ้น ได้เครือข่ายมากขึ้น จากที่คิดว่าจะเอาเรื่องของเราไปแชร์ให้คนอื่น แต่ปรากฏว่ามีคนเข้ามาแชร์ให้เราได้ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มไปอีก เป็นชุมชนของคนรักต้นไม้อย่างแท้จริง กลายเป็นสังคมเล็กๆ ที่น่ารักและอบอุ่น”

ถือว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างความสุขให้กับเขาเป็นอย่างมาก และอยากจะพัฒนาเป็นอาชีพที่สองของเขาที่สามารถทำได้ตลอดไป แม้งานหลักอาจจะเปลี่ยนแปลงไป แต่งานอดิเรกตรงนี้จะคงอยู่ตลอดไป และหวังว่าจะเอาไปเป็นอาชีพเสริมหลังเกษียณ

นับว่าเป็นงานอดิเรกที่จะเป็นอาชีพ เป็นสีสัน และความสุขที่สร้างเองได้ ตอนนี้ปลูกเองเป็นหลัก คุณแม่เขาก็พลอยมีความสุขไปด้วย เป็นผู้ช่วยคอยดูแล เวลาต้นไม้แดดส่องแรงๆ คุณแม่ก็จะยกเข้ามาหลบแดดให้ กลัวว่าแดดจะแรงเกินไปเดี๋ยวจะเฉาแดดใบเหลือง กลายเป็นความสุขของคนทั้งบ้านตอนนี้

การปลูกและการดูแลก็ไม่ได้ยาก อากาศของกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคใดๆ เพราะหน่อของต้นไม้เมืองหนาวนี้สามารถเจอแดดช่วงครึ่งวันเช้าได้ คือเจอแดดรำไรได้ไม่มีปัญหา แค่อย่าให้เจอแดดแรงๆ ทั้งวัน คือตั้งไว้ริมระเบียงเจอแดดสัก 2-3 ชั่วโมงแบบนี้ได้ พอบ่ายก็ย้ายที่หลบแดดสักหน่อย

เขายังแนะนำถึงวิธีการว่า “วิธีการก็ปลูกลงกระถางด้วยดินถุงทั่วไปได้เลยครับ ขอให้เป็นดินที่ระบายน้ำได้ดีๆ ก็พอครับ ฝังหัวไม้ในกระถางให้ดินคลุมหัวสัก 90% โผล่ยอดหัวเอาไว้นิดหน่อยให้มีอากาศ ได้รับแสงแดดเพื่อแตกใบ รดน้ำวันละ 1-2 ครั้ง รดแค่พอชุ่ม อย่าให้แฉะ หัวอาจเน่าได้ครับ อย่าให้ตากฝนแรงจะดีมาก หัวพันธุ์ที่เราสั่งซื้อไปเป็นหัวที่สะสมอาหารสมบูรณ์แล้วครับ ไม่จำเป็นต้องเสริมปุ๋ย ไม้ชอบแดดรำไรถึงแดดจัดครับ ช่วงแรกๆ หัวไม้อาจจะนิ่งสัก 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะเห็นการเติบโตทุกวันครับ จนออกดอกเลยครับ สัก 1 เดือนนี้ใบจะใหญ่งามและเริ่มออกดอก ดอกจะอยู่ได้ 2-3 สัปดาห์ พอดอกโรยก็ปลูกต่อไปเรื่อยๆ เขาจะพักหัวครับ เราก็บำรุงหัวด้วยปุ๋ยตามปกติ พอหัวเขาสมบูรณ์ ตัดใบตัดดอกที่โรยทิ้ง ขุดหน่อขึ้นมาล้างน้ำให้สะอาดเอากระดาษหนังสือพิมพ์ห่อ แล้วนำเข้าแช่ในช่องผักด้านล่างของตู้เย็นสัก 2-3 เดือน ก็สามารถเอาหน่อมาปลูกได้อีก วนปลูกแบบนี้ได้ถึง 2-3 ปี/หัวนะครับ”

แรกๆ เขาก็ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมาย ก็หาข้อมูลจากการอ่านบ้าง ฟังบ้าง หาจากอินเทอร์เน็ตบ้าง แล้วก็ลงมือทำจริงลองถูกลองผิดไปเรื่อยๆ จนเริ่มคล่อง พอเจอปัญหาต่างๆ ก็เริ่มแก้ไขได้ในที่สุด หลังๆ มีเพื่อนๆ คนรู้จักจะมาขอฝากสั่งซื้อด้วย เพราะเห็นต้นไม้ของเขาผ่านเพจบ้าง ผ่านเฟซบุ๊กบ้าง ซึ่งก็ดีเพราะเวลาสั่งจำนวนมากขึ้นก็จะได้ราคาที่ถูกลง จนตอนนี้เขาลงทุนซื้อตู้เย็นสำหรับแชร์หน่อพันธุ์ดอกโดยเฉพาะ

“อนาคตอาจจะทำเป็นงานอดิเรกที่จริงจังมากขึ้น ลองหารายได้เสริมดูบ้าง แต่อย่างที่บอกละครับว่าความสุขจากการได้ปลูกดอกไม้ ได้เห็นเขาออกดอกสวยงามหอมหวน นี่คืออันดับหนึ่งที่อยากจะได้ ส่วนเรื่องรายได้หรือเรื่องเงินนี่เป็นเรื่องรองลงไป เพราะบางช่วงงานเยอะๆ งานเครียดๆ นี่ เราก็อยากพักอยากปลีกตัวจากเรื่องงานออกไปบ้าง หยุดคิดหยุดกังวลสักพัก การอยู่กับต้นไม้ช่วยได้เยอะมาก ได้พักสงบ เนิบช้า มีสมาธิขั้นสูงเวลาได้จดจ่อกับการปลูกต้นไม้”

เขาเล่าถึงแผนงานในอนาคตว่า อาจจะพัฒนาความชอบนี้ให้เติบโตพอสร้างรายได้ ด้วยการจัดเป็นเซตชุดต้นไม้แบบชุดสีเดียวกัน หรือไล่เรียงโทนสีเดียวกันไปหลายๆ เฉดจัดเป็นกระเช้าของขวัญรับเทศกาลหรือจัดเป็นกระเช้าวันเกิด หรือตามโอกาสสำคัญ ขายผ่านออนไลน์และคนรู้จัก ไม่ต้องมีหน้าร้านข้อดีของการมาทำงานอดิเรกตรงนี้ ทำให้ได้รู้ระบบการทำตลาดผ่านออนไลน์ การค้าขายผ่านเพจต่างๆ เมื่อก่อนก็ไม่ได้มีความคุ้นเคย ทำให้ได้ปรับตัวเรียนรู้ระบบใหม่ในเรื่องคอมพิวเตอร์ และเพื่อเตรียมตัวรองรับผ่านสังคมยุค 4.0 “ผมเองก็ไม่ใช่คนรุ่นใหม่ที่เก่งกาจเรื่องไอที พอทำได้แต่ไม่เก่ง พอมาทำเพจมาทำเรื่องต่างๆ ผ่านออนไลน์ ก็ทำให้ดูมีพัฒนาการทางด้านนี้มากขึ้น ก็ได้โนฮาวใหม่ๆ อีกด้วย สรุปแล้วมีแต่เรื่องดีๆ ได้สุขใจในการปลูกต้นไม้ ได้เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีมากขึ้น และพอได้ค่าขนมในการมาต่อยอดทำในสิ่งที่เรารัก แม้จะไม่ได้สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ก็สร้างความสุขใจได้ไม่น้อยเลย” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

ศิลปินผู้สร้างปรากฏการณ์ จากดาวน์สู่ดาว แคทลียา อัศวานันท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 14:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533068

ศิลปินผู้สร้างปรากฏการณ์ จากดาวน์สู่ดาว แคทลียา อัศวานันท์

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

โรคที่หลายคนมองว่าเป็นฝันร้าย แต่สำหรับ “น้องเหมียว-แคทลียา อัศวานันท์” ศิลปินดาวน์ซินโดรมคนแรกของประเทศไทย กลับเป็นของขวัญชิ้นพิเศษของครอบครัวที่ไม่สามารถหาใครเทียบได้ และยังเป็นผู้สร้างพลังอันยิ่งใหญ่ให้แก่ทุกคน

ปัจจุบันน้องเหมียวอายุ 27 ปี กำลังศึกษาอยู่ที่คณะศิลปวิจิตร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ โดยมีความชำนาญในการสร้างสรรค์ศิลปะแนวอิมเพรสชันนิสม์ เธอเคยจัดแสดงผลงานศิลปะตั้งแต่ปี 2556 กระทั่งล่าสุดตลอดเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เธอเพิ่งมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในชีวิตชื่องาน “จากดาวน์ สู่ดาว ศิลปะแห่งแรงบันดาลใจThe Art of Inspiration” ซึ่งนับเป็นการแสดงผลงานภาพวาดเดี่ยวของผู้ป่วยดาวน์ซินโดรมครั้งแรกในเมืองไทยด้วย

แม่จ๋า-พรประภา อัศวานันท์ คุณแม่ของน้องเหมียว รับหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของลูกสาวผ่านความรู้สึกและสายตาของมารดาว่า ตั้งแต่วันแรกที่คลอดน้องเหมียวออกมา เธอไม่เคยเสียใจ

“ไม่ว่าลูกจะเป็นยังไงเราก็รัก แต่ความรู้สึกตอนที่รู้ว่าลูกเป็นเด็กพิเศษ มันคือ ความตกใจ วิตก และเครียดมากกว่า เพราะเราไม่รู้ว่าลูกจะเติบโตมายังไง และจะอยู่ในสังคมนี้ยังไง” เธอเล่าย้อนกลับไปถึงวันแรก

“หลังจากคลอดน้องแล้ว แม่ยังไม่เจอหน้าน้องทันที แต่สามีเห็นและรู้ก่อนแล้วเพราะลูกหน้าตาออก เนื้อตัวนิ่ม แต่เขายังไม่กล้าบอกเราจนหมอเจาะเลือดน้องไปตรวจและยืนยันว่าน้องเป็นดาวน์ซินโดรม หมอจึงเข้ามาบอกว่า ลูกจะมีพัฒนาการช้า และสามีก็พูดเสริมขึ้นมา ถ้าเราช่วยกันดูแลเขา เขาจะต้องอยู่ได้”

ทว่าความกังวลก็ยังไม่หมดไป เพราะโรคดาวน์ซินโดรมจะมาพร้อมอาการกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง ทำให้ดูดนมได้ยาก มีความเสี่ยงเป็นโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ และมีภาวะไฮโปไทรอยด์ ซึ่งทำให้อ้วนง่ายและเชื่องช้า  หลังจากออกจากโรงพยาบาล เธอและสามีจึงได้พาลูกไปหาหมอด้านพัฒนาการเด็กทันที เพื่อเตรียมตัวและเตรียมพร้อมเลี้ยงลูกให้ถูกต้องและดีที่สุด

“หมอจะเป็นผู้แนะนำ ส่วนหน้าที่ดูแลและลงมือทำคือ ครอบครัว เพราะหลังจากเจอหมอเดือนละครั้งหรือสองเดือนครั้ง เราก็ต้องพาลูกกลับบ้านและอยู่กับเขาตลอดเวลา ช่วยสร้างพัฒนาการให้เขาตั้งแต่กำมือ คลาน นั่ง กินอาหารซึ่งทุกอย่างเราต้องช่วยสร้างให้เขา ให้เขาได้ฝึกได้ทำไปซ้ำๆ เพราะไม่เช่นนั้นเขาก็จะไม่ทำไปตลอดกาล แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องใจเย็นมากๆ เพราะพัฒนาการของลูกจะช้ากว่าเด็กทั่วไป ตอนน้องเหมียว 1 ขวบ ยังไม่คลาน ในขณะที่เด็กคนอื่นยืนหรือเดินเตาะแตะแล้ว เราต้องรอให้กล้ามเนื้อเขาพร้อม และบางครั้งต้องปล่อยให้เขาพยายามทำด้วยตัวเองบ้าง”

1 ปีหลังจากน้องเหมียวเกิด แม่จ๋าให้กำเนิดลูกสาวคนที่สอง ซึ่งพัฒนาการของน้องสาวที่เป็นไปตามเกณฑ์ทำให้ทั้งคู่เติบโตไปพร้อมกันจนดูเหมือนเป็นเพื่อนมากกว่าพี่น้องซึ่งน้องสาวกลายเป็นปัจจัยเร่งให้น้องเหมียวมีพัฒนาการดีขึ้น เพราะได้ชวนกันเล่น ชวนกันปีนป่าย และชวนกันคุย

ในขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แม่จ๋าสังเกตเห็นพฤติกรรมบางอย่างที่ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมน้องเหมียวถึงหยิบจับอะไรไม่ค่อยได้เธอจึงพาไปพบจักษุแพทย์เด็ก ตรวจพบว่าน้องเหมียวสายตาสั้น (มากถึง 700) ตั้งแต่อายุ 2 ขวบ ซึ่งการตัดแว่นเด็กสมัย 20 กว่าปีที่แล้วเป็นเรื่องยากและเรื่องใหญ่ เพราะนอกจากจะตรวจวัดระดับความผิดปกติของดวงตายากกว่าผู้ใหญ่ (เพราะเด็กไม่สามารถอ่านแผ่นชาร์ตที่ใช้วัดการอ่านได้) ยังหาร้านตัดแว่นสำหรับเด็กเล็กยากกว่าด้วยแต่หากไม่รีบแก้ไขอย่างเร่งด่วน พัฒนาการของน้องเหมียวก็จะยิ่งช้า เพราะเมื่อมองเห็นไม่ชัดก็จะไปขยับหรือจะไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนหรือสิ่งของรอบตัว

วัยเรียน

หลังจากแม่จ๋าประเมินแล้วว่า น้องเหมียวสามารถเข้าโรงเรียนและพร้อมที่จะอยู่ร่วมกับเด็กคนอื่นได้ จึงพาลูกสาวไปสมัครเรียนอนุบาลที่โรงเรียนอนุบาลรักลูก (โรงเรียนทางเลือกเน้นเสริมสร้างประสบการณ์และพัฒนาการในเด็กมากกว่าวิชาการ) จากนั้นได้เรียนต่อชั้นประถมจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนรุ่งอรุณ โดยน้องเหมียวจบการศึกษาชั้นมัธยมปลายตอนอายุ 20 ปี

“น้องมีเรียนซ้ำชั้นบ้างตามความสามารถของลูกเรา เพราะครูเองจะมีการประเมินและไม่อยากยกให้การเป็นเด็กพิเศษต้องมีสิทธิพิเศษมากกว่าเด็กคนอื่นทุกอย่างจึงเป็นไปตามระเบียบอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งแม่เองก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร” แม่จ๋ากล่าวต่อ

“แต่โลกแห่งความจริงมันเพิ่งเกิดขึ้นตอนรู้ว่าลูกต้องสอบโอเน็ต ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กไทยทุกคนต้องเจอถ้าอยากเรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่สำหรับน้องเหมียว แม่เองก็ต้องเตรียมตัว เริ่มตั้งแต่ไปเสิร์ชหาหน้าตากระดาษคำตอบในอินเทอร์เน็ต ปรินต์ออกมาให้ลูกดูว่าหน้าตากระดาษเป็นยังไง ต้องเขียนชื่อตรงไหน ต้องใช้ดินสอฝนคำตอบยังไง เป็นการซ้อมการสอบถึง 50 ครั้ง เพราะถ้าน้องทำอะไรซ้ำๆเขาจะจำได้ว่าต้องทำยังไง เราต้องช่วยเท่าที่ทำได้ ต้องละเอียดกว่า ต้องจู้จี้กว่า ก่อนปล่อยให้เขาดูแลตัวเอง”

ส่วนพรสวรรค์ด้านศิลปะ เธอเห็นมาตลอดผ่านคะแนนวิชาศิลปะและผลงานที่ออกมา ซึ่งแม้ว่าจะไม่สวยเลิศเลอเหมือนผลงานมาสเตอร์พีซ แต่เธอมองเห็นความงามในภาพนั้น

“เมื่อเห็นลูกชอบทำอะไร เราก็อยากปล่อยให้เขาทำ เพราะเวลาเขาวาดภาพ เขาสามารถนั่งอยู่ที่เดิมได้นานๆ มีสมาธิกับการวาด และเป็นสิ่งเดียวที่เขาทำได้ดี ถ้าบ้านไหนลูกชอบเตะบอลก็ปล่อยให้เขาเตะบอล บ้านไหนลูกชอบถ่ายภาพก็ปล่อยให้เขาถ่ายภาพ อย่าบังคับให้ลูกเป็นอย่างนั้นอย่างนี้อย่างที่พ่อแม่อยากให้เป็น ดังนั้นเราจึงต้องสนับสนุนในสิ่งที่ลูกทำแล้วมีความสุขและสิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งที่ดี”

คะแนนโอเน็ตของลูกสาวไม่ขี้เหร่ บางวิชาได้คะแนนเกินค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศด้วยซ้ำ แต่เพราะอยากผลักดันให้ลูกทำสิ่งที่รักจึงสนับสนุนให้เรียนต่อที่คณะศิลปวิจิตร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เพื่อศึกษาศิลปะและจะได้วาดภาพอย่างที่ลูกชอบเต็มที่

แม่จ๋าเล่าต่อว่า ทุกวันนี้น้องเหมียวมีทักษะการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ลูกสาวสามารถใช้ชีวิตวันจันทร์ถึงศุกร์คนเดียวกับแม่บ้านในบ้านที่เธอเช่าไว้ให้ใกล้กับมหาวิทยาลัย สามารถเดินข้ามถนนไปเรียนได้ และสามารถรับผิดชอบการเรียนอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง (โดยมีแม่เป็นผู้ช่วยเรื่องการจัดตารางเรียนให้)

“เราเลี้ยงลูกแบบปล่อยให้เขาทำอะไรเอง แต่เราไม่ปล่อยให้คลาดสายตา น้องเหมียวรู้ตารางชีวิตตัวเองว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้างและทำได้ตามนั้น ก็ถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดีที่สุดแล้วของเด็กดาวน์ซินโดรม” แม่จ๋ากล่าวเพิ่มเติม

ครอบครัว

น้องเหมียวมีน้อง 2 คน เธอเป็นพี่สาวคนโตมีน้องสาว และน้องชาย โดยความสัมพันธ์ของสามพี่น้องเป็นไปตามปกติแบบครอบครัวทั่วไป เพราะแม่จ๋าไม่เคยสอนลูกๆ มองพี่สาวว่าเป็นดาวน์ซินโดรม จนกระทั่งน้องสาวที่ตัวติดกันสังเกตเห็นว่าพี่สาวเป็นเด็กพิเศษ ซึ่งเป็นเรื่องที่แม่ไม่ต้องบอก แต่เด็กๆ รับรู้กันเองโดยธรรมชาติ

“ทุกวันนี้น้องสาวกับน้องชายจะช่วยกันดูแลพี่สาว เราไม่ได้บอกให้ทำ หรือไม่เคยเขียนป้ายบอกว่าพี่เหมียวไม่ใช่เด็กปกติ ทุกคนต้องช่วยดูแลแต่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นจากใจของเด็กๆ เอง แต่อย่างไรก็ตาม แม่ไม่อยากให้น้องเหมียวเป็นคนที่คอยให้คนอื่นช่วยดูแล แม่อยากให้เหมียวมีอาชีพ มีรายได้จากการขายงานศิลปะ และที่แม่เป็นห่วงมากที่สุดคือ กลัวว่าน้องเหมียวจะถูกคนเอาเปรียบ ถูกคนแกล้ง ถูกคนฉวยโอกาสจากคนที่อ่อนแอกว่า แม้ว่าปัจจุบันสังคมไทยจะมีการรับรู้เรื่องเด็กพิเศษมากขึ้นแล้วก็ตาม แต่แม่ก็ยังเป็นห่วงและยังต้องคอยดูแลเขาจากมุมที่ไกลขึ้น”

ประเทศไทยแต่ละปีมีผู้ป่วยดาวน์ซินโดรมประมาณ 800-1,000 ราย เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติทางโครโมโซม และพบบ่อยที่สุดในกลุ่มโรคที่ทำให้เกิดภาวะปัญญาอ่อน แต่โรคที่เป็นเหมือนฝันร้ายนี้สามารถกลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ทุกคนได้หากมีความเพียรไม่สิ้นสุด

“เราเคยได้อ่านนิทานอีสปเรื่องกระต่ายกับเต่า มันอาจเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น แต่วันนี้น้องเหมียวทำให้เห็นแล้วว่ามันคือเรื่องจริง เขาอาจจะเป็นเต่า เดินช้ากว่าใคร อายุ 20 เพิ่งจบมัธยมปลาย อายุ 27 ยังเรียนมหาวิทยาลัยปี 4 แต่มันไม่ได้แปลว่าเขาจะหยุด น้องเหมียวยังวาดภาพกล้าจัดนิทรรศการ และกล้าลงมือทำในสิ่งที่คิดว่าเด็กพิเศษจะทำไม่ได้ ดังนั้นแม่มองว่า แม้คนปกติก็อย่าท้อถอย อย่าคิดว่าไม่มีใครเห็นคุณค่าในตัวเราหรือในงานของเรา เราก็แค่ปรับแค่แก้และสู้ต่อไป ผลลัพธ์ของการสู้ไม่ถอยมันจะออกมาเอง”

น้องเหมียว-แคทลียา อัศวานันท์ ศิลปินดาวน์ซินโดรมคนแรกของไทย มีผลงานศิลปะมากกว่า 200 ภาพอันเกิดจากความเพียรและการสร้างฝันด้วยหัวใจไร้ขีดจำกัด ผู้รังสรรค์ผลงานด้านศิลปะแนวอิมเพรสชันนิสม์ ด้วยการวาดภาพลงสีในลักษณะฉูดฉาด ร้อนแรง ที่จะสื่อเชิงสัญลักษณ์ถึงอารมณ์และความรู้สึกต่อมุมมองในสถานการณ์และช่วงเวลาต่างๆ ในอิริยาบถและสถานที่ที่ต่างออกไปอย่างต่อเนื่อง

วันนี้คือวันสุดท้ายของนิทรรศการ “จากดาวน์สู่ดาว ศิลปะแห่งแรงบันดาลใจ The Art of Inspiration” สามารถเข้าชมได้ที่ เวนิส อาร์ต สเปซ (วัชรพล รามอินทรา) โดยได้รับการสนับสนุนการจัดงานโดย กรมสุขภาพจิต สถาบันราชานุกูล สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ โครงการพุทธอาสาศิลป์และอาร์ต สเปซ แกลอรี่