ไลฟ์โค้ชแบบขงจื๊อ เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ธ.ค. 2560 เวลา 11:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528493

ไลฟ์โค้ชแบบขงจื๊อ เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ความสำเร็จ

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ขงจื๊อเกิดในช่วงอาณาจักรจีนปั่นป่วนวุ่นวาย เกิดสงครามไม่เว้นวัน ในขณะที่มีผู้ออกมาเสนอแนวทางแก้ปัญหาบ้านเมืองหลากหลาย บ้างให้ใช้กฎหมาย บ้างตั้งเป้าพัฒนากองกำลังให้เข้มแข็ง ขงจื๊อก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่เป็นแบบฉบับ อำนาจละมุน (Soft Power)

ขงจื๊อเที่ยวนำเสนอแนวคิดต่อผู้นำแคว้นทั้งหลาย หลักคิดของขงจื๊อเกี่ยวข้องกับความกตัญญู ความรักใคร่ปรองดองระหว่างญาติมิตร ความซื่อตรง มารยาท มโนธรรม ฯลฯ แต่ในความเป็นจริงของความขัดแย้งอย่างรุนแรงในยุคนั้น แนวคิดพวกนี้ไม่เคยดึงดูดใจเท่ายาแรงแบบอำนาจกระด้าง (Hard Power) ที่ได้ผลรวดเร็วทันใช้ดูไปแนวคิดของขงจื๊อก็ใกล้เคียงกับการอบรมบ่มนิสัยมากกว่าการวางรากฐานการเมืองการทหาร

วิถีชีวิตของขงจื๊อจึงร่อนเร่ไปทั่วอาณาจักรในยุคนั้น เพื่อขายไอเดียที่ไม่มีวันถูกผู้นำซื้อ แต่ในทางตรงกันข้ามขงจื๊อกลับเป็นผู้นำความคิดของผู้คน เป็นไลฟ์โค้ชให้กับลูกศิษย์ลูกหาจำนวนมาก พร้อมกับแนวคิดสำนักอื่นที่มีหลากหลายมากมายคู่ขนานกันไป

ครั้งหนึ่งที่ขงจื๊อเดินทางจากแคว้นฉู่ กลับสู่แคว้นไช่ ขงจื๊อหาทางไปท่าเรือข้ามฟากไม่เจอ ขงจื๊อจึงอาสาถือเชือกบังคับม้าแล้วให้จื่อลู่ ลูกศิษย์ของขงจื๊อที่ติดตามมาในฐานะสารถีลงไปถามทางจื่อลู่เดินไปถึงริมท้องนา ถามทางจากชาวนาสองคนที่ก้มหน้าก้มตาดำนาอยู่ ที่แท้ทั้งสองคือผู้มีแนวคิดปลีกวิเวกหนีความวุ่นวายจากแผ่นดินที่ปั่นป่วน คนหนึ่งชื่อจางจวี อีกคนชื่อเจี๋ยนี่

จางจวีถาม “คนที่ถือเชือกบังคับม้าอยู่นั่นคือใคร” จื่อลู่ตอบ “คือขงชิว (ชื่อจริงของขงจื๊อ) ครับ” จางจวีถามต่อ “คือข่งชิวแห่งแคว้นหลู่รึ” จื่อลู่ตอบ “ใช่แล้ว” จางจวีจึงว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรู้แล้วสิ ว่าจะข้ามฟากได้ที่ไหน”

คำตอบนี้ “ซ่อนนัย” หรือภาษาปัจจุบันเรียกว่า “แซะ” ซึ่งก็คือ “ขงจื๊อของพวกเอ็งคือคนที่พยายามหาหนทางให้กับสังคมที่หลงทิศอยู่มิใช่รึ แต่ดูสิ ตัวเองยังหาทางออกไม่เจอ” หรือไม่ก็ “ขงจื๊อคนนี้มิได้รู้อยู่แล้วรึว่าทางออกอยู่ที่ไหน จะมาถามข้าทำไม…ชิ”

จื่อลู่จึงเจอทางตัน นี่ไม่ใช่เวลาต่อปากต่อคำ คำแซะมีอยู่ทุกแห่งและทุกสมัย ใช้เวลากับมันมากไปมีแต่จะทำให้ไปถึงจุดหมายช้าลง จึงได้แต่หันหน้าไปถามเจี๋ยนี่ เจี๋ยนี่จึงถาม “แล้วท่านล่ะคือใคร” “ข้าคือจื่อลู่” จื่อลู่ตอบ เจี๋ยนี่ถามต่อ “นี่ใช่ศิษย์ของขงชิวแห่งแคว้นหลู่ใช่มั้ย” จื่อลู่ตอบ “ใช่แล้ว” (จะย้ำทำไม?)

เจี๋ยนี่ว่า “แผ่นดินทุกวันนี้เดือดร้อนวุ่นวาย ใครเล่าจะไปเปลี่ยนแปลงได้ แล้วนี่ยังคิดจะติดตามใครไปเปลี่ยนแปลงโลกนี้อีกหรือ แทนที่จะทำตามขงชิวที่มานั่งปฏิเสธคนเลว มิสู้ทำเหมือนพวกเราที่ปฏิเสธทั้งสังคม” เมื่อพูดจบทั้งสองคนก็ก้มหน้าก้มตาทำไร่ไถนาต่อไป ไม่หันมาแยแสจื่อลู่อีกเลย

จื่อลู่มิรู้จะทำอย่างไร ทำได้แต่กลับไปรายงานขงจื๊อว่าไม่เจอท่าเรือเจอแต่ท่าแซะ คนหนึ่งแซะอาจารย์อีกคนแซะศิษย์ เมื่อขงจื๊อรู้เรื่องราว ได้แต่ทอดถอนใจ “หากแผ่นดินไร้ซึ่งความเดือดร้อนแล้ว เราจะยังจำเป็นต้องเดินทางไปทั่วหล้าเช่นนี้หรือ” ใช่แล้ว เพราะ แผ่นดินยังวุ่นวาย ถึงต้องออกไปช่วยเหลือ

ปัญหาคือ สิ่งที่ทำไปจะช่วยได้หรือไม่ สำหรับขงจื๊อ คำตอบคือ “ใช่ ช่วยไม่ได้” เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ขงจื๊อ จื่อลู่ และศิษย์ทั้งหลายที่ติดตามเขาไม่เคยคิด จื่อลู่เคยกล่าวไว้ “เรื่องหนทางนี้ที่เป็นไปไม่ได้ ข้ารู้แก่ใจตั้งแต่แรก”

แต่ในเมื่อรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ ใยยังคิดจะทำอยู่อีกเล่า สำหรับขงจื๊อและลูกศิษย์แล้ว ก็เพราะผู้รู้ผิดถูก ย่อมมีภาระรับผิดชอบ ต้องยืดออกก้าวออกมาข้างหน้า เพื่อนำเสนอแนวคิดของตน นำเสนอหนทางที่คิดว่าถูกต้อง เพื่อทำหน้าที่ที่ควรทำ ก็เท่านั้นถึงจะไม่มีทางสำเร็จดังใจคิด แต่ก็แค่ยืนหยัดต่อไป

ครั้งหนึ่ง จื่อลู่เข้าเขตเมืองไม่ทัน จำต้องพักค้างคืนที่นอกกำแพงเมือง เช้าวันรุ่งขึ้น ทหารที่เฝ้าประตูเมืองถามจื่อลู่ “เจ้ามาจากไหน” จื่อลู่ตอบ “ข้ามาจากท่านขงจื๊อ” ทหารที่เฝ้าประตูเมืองว่า “โอ้ คือขงจื๊อที่รู้อยู่ว่าทำไม่ได้ แล้วยังดันทุรังไปทำอีกใช่หรือไม่” จื่อลู่เพิ่งรู้ว่าตัวเองไม่ได้มาถึงประตูเมือง แต่มาถึงท่าแซะอีกแล้ว

ชีวประวัติของขงจื๊อต่างกับผู้นำลัทธิความเชื่ออื่นๆ ก็ตรงที่มีบันทึกเรื่องการถูกแซะไว้มากมาย นั่นเพราะเป้าหมายของขงจื๊อไม่ได้เล็งไปที่ความสำเร็จที่เป็นไปได้ แต่เล็งไปที่สิ่งที่ตนเองคิดว่าถูกคิดว่าควร แม้เป็นไปไม่ได้ก็ตาม ซึ่งเอาเข้าจริงผู้นำทางความคิดที่อยู่ในประวัติศาสตร์ที่แนวคิดยืนยงข้ามศตวรรษ ก็ไม่เคยมีใครก้าวไปถึงความสำเร็จครบถ้วนตามที่ตั้งเป้าไว้ร้อยเปอร์เซ็นต์ และนอกจากขวากหนามระหว่างทาง ย่อมเต็มไปด้วยคำแซะเป็นธรรมดาเหมือนดังสโลแกนโฆษณาที่ว่า ให้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ดวงจันทร์ เพราะถ้าพลาดเป้าหมายนั้นก็ยังได้อยู่ท่ามกลางดวงดาว โดยทิ้งจางจวีและเจี๋ยนี่ไว้ที่ความสำเร็จบนพื้นดิน

จิตใจของคนที่พยายามนำเสนอหนทางที่ถูกต้อง แม้ทำไม่ได้ก็ยังทำคิดจะทำอยู่ จึงเป็นแก่นหนึ่งของจิตใจของขงจื๊อ นี่คือจิตใจที่ควรค่าแก่การยกย่อง ไม่แปลกที่จิตใจแบบนี้มักต้องเจอะเจอคำวิพากษ์วิจารณ์ แต่จิตใจแบบนี้แหละที่มีคนนับถือเช่นกัน ทหารนางหนึ่งที่รักษาชายแดนเคยกล่าวกับบรรดาศิษย์ของขงจื๊อว่า “ใต้หล้าปั่นป่วนมาเนิ่นนาน ฟ้าจะต้องส่งท่านขงจื๊อลงมาเป็นผู้ส่องทางให้กับปวงประชาโดยแท้”

ขงจื๊อไม่เคยบรรลุสิ่งที่คาดหวังในชั่วชีวิต หรือแม้แต่ความสำเร็จหลังขงจื๊อตายไป ที่แนวคิดขงจื๊อถูกใช้เป็นแนวคิดหลักของวัฒนธรรมจีนในอีกหลายร้อยปีให้หลัง ก็ยังบิดเบือนจากแนวคิดที่ขงจื๊อตั้งใจไว้แต่นั่นเป็นเรื่องของปัจจัยซับซ้อน ซึ่งคาดเดาไม่ได้ อย่างไรความยิ่งใหญ่ของจิตใจแบบขงจื๊อก็ยังปฏิเสธไม่ได้อยู่ดี

ขงจื๊อจึงเป็นทั้งผู้นำแนวคิดการปกครองและไลฟ์โค้ชที่แตกต่าง ไลฟ์โค้ชแบบขงจื๊อไม่เคยพูดถึงคำว่าสำเร็จ สำเร็จ สำเร็จ แต่ไลฟ์โค้ชแบบขงจื๊อพูดแต่ คำว่า แม้รู้ว่าไม่สำเร็จ ไม่ได้แก้ปัญหาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ขอยืนหยัดทำต่อไป เพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเป็นสิ่งที่ควรทำ n

เซลล์นักฆ่า เพชฌฆาตของมะเร็งร้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ธ.ค. 2560 เวลา 11:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528490

เซลล์นักฆ่า เพชฌฆาตของมะเร็งร้าย

โดย…นพ.กรมิษฐ์ ศุภพิพัฒน์ & ศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งและศูนย์วิจัยเซลล์ต้นกำเนิดและเซลล์บำบัด คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Natural Killer Cells หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เซลล์นักฆ่า” นั้นเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่เป็นเม็ดเลือดขาวแบบหนึ่งที่อยู่ในร่างกายของเรา

ปกติเซลล์นักฆ่านั้นมีสัดส่วนประมาณ 5-10% ของเม็ดเลือดขาวที่อยู่ในร่างกายและจะไหลเวียนอยู่ภายในเส้นโลหิตร่วมกับเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นๆ ไปทั่วร่างกาย เพื่อสอดส่องและตรวจจับสิ่งผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกาย

หากเซลล์นักฆ่าพบเซลล์แปลกปลอม เซลล์เสื่อมสภาพ เซลล์ที่มีความเปลี่ยนแปลงจากการติดเชื้อ หรือเซลล์ที่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนสภาพเป็นเซลล์มะเร็ง เซลล์นักฆ่าจะทำการทำลายเซลล์ผิดปกติดังกล่าวผ่านกระบวนการพิเศษของเซลล์นักฆ่า เพื่อยับยั้งไม่ให้เซลล์ผิดปกติดังกล่าวมีการเพิ่มจำนวนหรือลุกลามจนเกิดปัญหากับร่างกาย

ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวของเซลล์นักฆ่า จึงทำให้ตลอดระยะเวลา 30-40 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจึงให้ความสนใจและได้ทำการวิจัยพัฒนาการรักษามะเร็งโดยนำความสามารถพิเศษของเซลล์นักฆ่ามาใช้ประโยชน์

การปลูกถ่ายเซลล์นักฆ่าเพื่อรักษาโรคมะเร็ง (Adoptive Natural Killer Cell Therapy) เป็นหนึ่งในวิธีการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดแบบการใช้เซลล์บำบัด ที่มีการศึกษาวิจัยอย่างมากและเริ่มได้รับการยอมรับทางวิชาการเพื่อเป็นทางเลือกในการรักษามะเร็งบางชนิดแล้ว

โดยขั้นตอนของการปลูกถ่ายเซลล์นักฆ่าเพื่อการบำบัดโรคมะเร็งนั้น จะเริ่มจากการเก็บตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยหรือผู้บริจาคเพื่อทำการแยกเซลล์นักฆ่าออกมาจากเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดอื่นๆ ที่มีอยู่ในเลือด

หลังจากนั้นจึงนำเซลล์นักฆ่าที่ได้มาทำการเพาะเลี้ยงร่วมกับเซลล์พี่เลี้ยง (Feeder Cells) เพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ให้มากเพียงพอสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย และเพื่อกระตุ้นเซลล์นักฆ่าให้มีประสิทธิภาพในการทำลายเซลล์มะเร็งเพิ่มมากขึ้น

โดยกระบวนการเพาะเลี้ยงเซลล์นักฆ่านั้น จำเป็นต้องทำในห้องปฏิบัติการปลอดเชื้อพิเศษที่มีมาตรฐานความปลอดภัยในระดับเดียวกับการผลิตยา เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเซลล์ที่จะให้กลับเข้าไปในผู้ป่วย

เซลล์นักฆ่าจะถูกเพาะเลี้ยงอยู่นอกร่างกายเป็นเวลาประมาณ 2-3 อาทิตย์ จนได้จำนวนเซลล์นักฆ่าที่มีปริมาณเพียงพอต่อผู้ป่วยแล้ว จึงนำเซลล์นักฆ่าดังกล่าวไปปลูกถ่ายกลับไปในตัวผู้ป่วยผ่านทางการฉีดเข้าเส้นโลหิตดำ เพื่อให้เซลล์นักฆ่าที่ได้รับการกระตุ้นและเพิ่มจำนวนแล้วนั้น กลับไปทำลายเซลล์มะเร็งในตัวผู้ป่วย

ปัจจุบันมีการพูดถึงการใช้เซลล์นักฆ่าในการรักษามะเร็งอย่างกว้างขวาง และมีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเซลล์นักฆ่าในการรักษามะเร็งหลายชนิดอย่างเกินจริงจากหลายช่องทาง

แต่จากการวิจัยพบว่าเซลล์นักฆ่าที่ถูกเพิ่มจำนวนและกระตุ้นภายนอกร่างกายแล้วนั้น มีความสามารถในการทำลายเซลล์มะเร็งหลายชนิดได้ดีมาก ทั้งในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลอง

ได้แก่ มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งเซลล์ประสาท มะเร็งรังไข่ มะเร็งไต มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ดี การวิจัยการรักษาผู้ป่วยมะเร็งด้วยการปลูกถ่ายเซลล์นักฆ่านั้น กลับพบว่าประสิทธิภาพในการทำลายเซลล์มะเร็งของเซลล์นักฆ่านั้นลดลงอย่างมากต่อมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งที่เป็นก้อน (Solid Tumors) เมื่อเซลล์นักฆ่าถูกปลูกถ่ายกลับไปในตัวผู้ป่วย

ในปัจจุบันนั้นมีเพียงการปลูกถ่ายเซลล์นักฆ่าจากผู้บริจาคแก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดไมอิลอยส์ที่กลับเป็นซ้ำ หลังจากการปลูกถ่ายไขกระดูกเท่านั้นที่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์รองรับว่าเป็นการรักษามะเร็งด้วยเซลล์นักฆ่าที่มีประสิทธิภาพสูงเพียงพอ และมีการเริ่มใช้เป็นการรักษาทางเลือกในผู้ป่วยแล้วในต่างประเทศ

ส่วนการใช้เซลล์นักฆ่าในการรักษาโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ นั้น ทั้งหมดยังอยู่ในขั้นตอนของการวิจัยในผู้ป่วย ซึ่งพบว่ามีแนวโน้มที่ดีในมะเร็งบางชนิดเท่านั้น

ขณะนี้ศูนย์วิจัยเซลล์ต้นกำเนิดและเซลล์บำบัด คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ริเริ่มการวิจัยและพัฒนาการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัดชนิดต่างๆ

รวมถึงการพัฒนาการรักษาโรคมะเร็งด้วยเซลล์นักฆ่าแก่ผู้ป่วยชาวไทย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างเสริมความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดแก่ผู้ป่วย ญาติ และประชาชนทั่วไป และมุ่งหวังให้ผู้ป่วยมะเร็งชาวไทยได้สามารถเข้าถึงการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด รวมถึงเซลล์บำบัดที่ถูกต้อง มีประสิทธิภาพสูง มีมาตรฐานและความปลอดภัยที่ยอมรับในระดับโลก n

6 ข้อดีของหน้าหนาว ประโยชน์เพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ธ.ค. 2560 เวลา 15:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528443

6 ข้อดีของหน้าหนาว ประโยชน์เพื่อสุขภาพ

โดย…โสภิตา สว่างเลิศกุล          sopitasavang2010@gmail.com

ฤดูหนาว หรือวินเทอร์มาถึงแล้ว แม้ในกรุงเทพฯ จะหนาวบ้างไม่หนาวบ้าง หรือจะมีหนาวน้อยหนาวมากก็ตาม แต่ก็สัมผัสได้ถึงลมหนาวแดดจ้าทว่าอบอุ่นกัน

ฤดูหนาวโดยทั่วไปจะมีระยะเวลาเริ่มตั้งแต่กลางเดือน ต.ค.ไปจนถึงกลางเดือน ก.พ. ในระยะนี้ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือได้พัดปกคลุมประเทศไทย ทำให้อุณหภูมิลดลงทั่วไป อากาศจะหนาวเย็น ยกเว้นภาคใต้

เพราะฉะนั้น เรื่องสุขภาพโดยองค์รวมกับความหนาวเย็นของฤดูหนาวจึงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ รู้ไว้เพื่อให้ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขในฤดูนี้

ปรัชญาการแพทย์และสุขภาพ ซึ่งเป็นปรัชญาของการดำเนินชีวิตในแต่ละฤดูของการแพทย์แผนจีน ได้กล่าวถึงฤดูหนาวว่า เป็นช่วงเก็บสะสมพืชพันธุ์ ธัญญาหารในธรรมชาติ สัตว์และพืชก็จะลดการเคลื่อนไหวสู่ความสงบ จึงเป็นช่วงของการพักและสะสมพลังงานของสรรพสิ่ง ต้องนอนพักผ่อนให้มากพอ ร่างกายต้องให้มีความอบอุ่น ระวังการเสียพลังงาน เช่น เสียเหงื่อมากเกินไป ระวังการได้รับความเย็นเกินขนาด

ฤดูนี้เป็นช่วงจังหวะดีที่สุดในการบำรุงร่างกาย โดยเฉพาะพวกยาบำรุง (ยาโป๊ว ซึ่งมีลักษณะร้อนเป็นส่วนใหญ่) เป็นช่วงของการสะสมพลังของร่างกายเพื่อให้มีภาวะที่สมบูรณ์ที่สุดสำหรับการเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิปีต่อไป

ฤดูหนาวมีการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่รุนแรง ในช่วงแรกอากาศหนาวมาก (พลังยินแกร่ง) ในช่วงหลังพลังหยางเริ่มสูงขึ้น อากาศหนาวน้อยลงจึงต้องระมัดระวังเรื่องไข้หวัด และโรคระบบทางเดินหายใจ

นอกจากนี้ ฤดูหนาวก็มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน หยิบข้อมูลจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับสุขภาพอย่าง honestdocs.co แจกแจงออกมาเป็นข้อๆ คือ

1.ลดอาการเจ็บปวด

เพราะอากาศเย็นๆ จะทำให้ฮอร์โมนนอร์อะดรีนาลิน ในร่างกายพุ่งขึ้นถึง 3 เท่าเลยทีเดียว และยังทำให้หลอดเลือดแดงเล็กที่ไปเลี้ยงอวัยวะภายในต่างๆ ของร่างกายเกิดการบีบตัว ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น จุดไหนที่มีอาการเจ็บปวดก็จะค่อยๆ มีเลือดไปเลี้ยง จึงทำให้อาการเจ็บปวดลดลง

2.ลดอาการอักเสบ

ไม่เพียงความหนาวจะช่วยลดความรุนแรงของอาการเจ็บปวดได้เท่านั้น อากาศเย็นยังสามารถลดอาการอักเสบ โดยเฉพาะการอักเสบของข้อ และลดอาการบวมแดงของแผลได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้หากอากาศเย็นมากเกินไปก็ไม่ดีเหมือนกันนะ

3.ออกกำลังกายได้นานขึ้น

เมื่อร่างกายเจอกับอากาศเย็น พลังงานในร่างกายจะสูงขึ้นจึงมีพลังที่ใช้ในการออกกำลังกายได้นานขึ้น หรืออึดขึ้นกว่าตอนออกกำลังกายในช่วงฤดูอื่น ดังนั้นหากปกติเป็นคนที่ขี้เกียจออกกำลังกาย การเลือกฤดูหนาวเป็นช่วงออกกำลังกายก็จะเหมาะมากเลย

4.ร่างกายสามารถเผาผลาญแคลอรีได้ดีกว่าเดิม

นอกจากอากาศหนาวจะช่วยทำให้สามารถออกกำลังกายได้นานขึ้นแล้ว ฤดูหนาวที่มีอากาศเย็นๆ ยังทำให้ไขมันสีน้ำตาลหรือบราวน์แฟต ซึ่งเป็นไขมันที่มีอยู่ในร่างกายที่ทำหน้าที่เผาผลาญไขมันที่ถูกเก็บสะสมไว้เป็นพลังงานความร้อน สำหรับให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย จะทำงานได้ดีมากขึ้น จึงเท่ากับว่าร่างกายจะมีโอกาสได้ใช้พลังงานเผาผลาญไขมันสะสมมากขึ้นนั่นเอง

5.พาหะนำโรคลดลง

เพราะอากาศหนาวยุงลายหรือพาหะของโรคติดต่อหลายชนิดมักสู้ไม่ไหว และไม่เหมาะสมในการขยายพันธุ์ ยิ่งเป็นเชื้อโรคหรือแบคทีเรียที่ชอบความชื้นมากๆ พอเจอสภาพอากาศแห้งๆ ของฤดูหนาวก็ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นช่วงฤดูหนาวจึงเป็นช่วงปลอดภัยต่อพาหะนำโรคพอสมควร

6.สุขภาพจิตดีขึ้น

เพราะหน้าฝนที่ผ่านไป ทุกคนต้องเจอกับอากาศร้อนและความเปียกแฉะของฤดูฝนมาโดยตลอด พอมาถึงหนาว จึงได้สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ต้นไม้ใบหญ้าเปลี่ยนสี อากาศเย็นๆ ที่เหมือนอยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา แถมยังได้ใส่เสื้อผ้าสวยๆ ป้องกันความหนาวที่ดูแปลกตาได้อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เป็นโอกาสที่ดีที่สุดต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายที่จะดีขึ้นเลยทีเดียว

แม้ฤดูหนาวมีอากาศหนาวเย็นมากกว่าปกติจนทำให้เป็นไข้หวัด คัดจมูก ผิวพรรณแห้งและแตก ทั้งที่จริงๆ แล้วการป่วยในหน้าหนาวอาจมาจากเตรียมรับมือกับฤดูหนาวได้ไม่ดีพอแค่นั้นเอง

โยคะดัดแปลง ยืดบริเวณสะโพก ยืดหัวไหล่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ธ.ค. 2560 เวลา 15:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528442

โยคะดัดแปลง ยืดบริเวณสะโพก ยืดหัวไหล่

โดย: ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

สะโพกของเรามีบทบาทสำคัญที่ใช้ในการเคลื่อนไหว ไม่ว่าเราจะเดิน จะวิ่ง นั่งยองๆ ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เราสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวสะโพก หรือความยืดหยุ่นไป อาจสร้างปัญหาให้ร่างกายส่วนอื่นๆ รับภาระหนักขึ้นตามมาด้วยปัญหาอาการปวดหลัง หรือปวดเข่าได้

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้สะโพกตึงก็มาจากการนั่งทำงานหน้าโต๊ะเป็นเวลานานๆ หลายชั่วโมงติดต่อกัน การนั่งนานทำกิจกรรมต่างๆ การขับรถนานๆ ยังทำให้เกิดอาการเมื่อยล้ากล้ามเนื้อก้น ตึงขาหนีบ หากเราไม่คลาย ไม่ยืดกล้ามเนื้อบริเวณนี้สะสมเป็นเวลานาน แน่นอน คุณอาจจะกลายเป็นโรคปวดหลังได้

วันนี้ครูจะนำเสนอท่าโยคะดัดแปลง ซึ่งไม่ใช่ที่ยากเกินไปในท่าดั้งเดิมท่า Baby Cradle Pose จะอยู่ในกลุ่มอาสนะท่านั่งที่เป็นกลุ่มท่าเปิดสะโพก ซึ่งบางคนอาจคุ้นเคยในชื่อท่า Rock the Baby Pose แต่ในเวอร์ชั่นนี้ ครูได้ผสมให้ในท่านี้นอกจากจะยืดบริเวณสะโพกแล้ว ยังเพิ่มการยืดหัวไหล่ รวมทั้งลำตัวส่วนบนเข้ามาด้วย

สำหรับผู้ที่มีอาการบาดเจ็บรุนแรงที่หัวเข่า หรือข้อต่อสะโพกมาก่อนควรหลีกเลี่ยงการฝึกท่านี้

วิธีปฏิบัติ

1.นั่งหลังตรงพับขาขวาเข้ามาให้ตำแหน่งส้นเท้าอยู่ที่สะโพกฝั่งซ้ายด้านนอก จากนั้นยกขาซ้ายขึ้นมาในตำแหน่งหน้าอกโดยใช้แขนทั้งสองข้างโอบกอดหน้าแข้งขาซ้าย (Wrap) โดยให้ฝ่าเท้าซ้ายอยู่บริเวณข้อพับศอกแขนขวา ส่วนแขนซ้ายโอบกอดอ้อมหัวเข่าข้างซ้าย สิ่งสำคัญคือการยืดกระดูกสันหลังให้ตรง ให้ตำแหน่งของขาขนานหน้าอก ค้างท่าสักครู่ หายใจเข้า-ออก ประมาณ 5 ลมหายใจ  (รูป1)

2.หายใจเข้า ส่งมือซ้ายมาจับฝ่าเท้าข้างซ้ายแทนแล้วแกะมือข้างขวาออกจากฝ่าเท้าซ้าย แล้วให้ท่อนแขนขวาขัดอยู่ด้านนอกข้อเท้าซ้าย (รูป 2)

3.หายใจออก ส่งมือซ้ายจากฝ่าเท้าซ้ายมาล็อกนิ้วมือกับมือขวาด้านหน้า ยกข้อศอกซ้ายขึ้นให้ขนานกับขาซ้าย จากนั้นค้างท่า หายใจเข้า-ออก ในท่านี้ 2 ลมหายใจ  (รูป 3)

4.หายใจเข้า ส่งแขนซ้ายอ้อมศีรษะ หันลำตัวไปด้านซ้ายเล็กน้อย กดก้นแน่นๆ ที่พื้น ยืดหลังให้ตรง ค้างท่าสักครู่ หายใจเข้า-ออก ประมาณ 5 ลมหายใจ (รูป 4) จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองฝึกสลับข้าง

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วน DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะรายเดือน 200 บาท

โทร. 02-636-6758-9

ยึดความเพียร ‘พระมหาชนก’ ทำงานการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ธ.ค. 2560 เวลา 13:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528423

ยึดความเพียร ‘พระมหาชนก’ ทำงานการเมือง

โดย…ปริญญา ชูเลขา

นักกฎหมายที่ประสบความสำเร็จล้วนต้องมีพื้นฐานการเป็นนักอ่าน นักสะสมประสบการณ์ และที่สำคัญต้องมีต้นแบบที่ดี

ดั่งลูกไม้ใต้ต้นนักกฎหมายมือหนึ่งของเมืองไทย วิชญะ เครืองาม หรือ “ดร.โอม” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

เส้นทางชีวิตในการก้าวขึ้นมาเป็นนักกฎหมาย มีคุณพ่อเป็นไอดอล สร้างแรงบันดาลใจคนสำคัญที่สุดในชีวิต วิชญะ เล่าถึงชีวิตในวัยเด็กให้ฟังว่า

“ผมสนใจเรียนหนังสือ อ่านหนังสือวิชาสังคมตั้งแต่เด็กๆ โดยเฉพาะข่าวการบ้านการเมืองและข่าวสังคม หรือความรู้รอบตัวต่างๆ จะชอบมากกว่าเรื่องพวกวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ที่จะต้องคิดคำนวณตัวเลข หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสองอะไรแบบนั้นผมไม่ชอบ แต่ผมชอบวิชาศิลปะชอบความสวยความงาม ชอบเรียนวิชาสังคม เพราะชอบสังเกตชีวิตคนทั่วไป แล้วก็ติดตามข่าวสารบ้านเมืองมาโดยตลอด

ที่สำคัญได้ติดตามคุณพ่อคุณแม่ไปร่วมออกงานสังคมตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งคุณพ่อและคุณแม่ผมเป็นคนที่รู้จักคนหลากหลายวงการเยอะมากๆ เพื่อนฝูงคุณพ่อมีทั้งนักการเมือง อาจารย์สถาบันการศึกษา หรือนักธุรกิจดังๆ มากมายบ้านผมทั้งครอบครัว ตั้งแต่คุณตาเป็นนักกฎหมาย และยังมีคุณน้าเป็นผู้พิพากษาในศาลฎีกา แล้วตัวผมก็เดินตามรอยเท้าคุณพ่อมาเป็นนักกฎหมาย เพราะนักกฎหมายทั้งหมดอยู่บ้านหลังเดียวกัน เพราะฉะนั้นไม่แปลกที่ผมจะเดินตามรอยเท้าคุณพ่อ”

สำหรับจุดเริ่มต้นที่ตัดสินใจเข้ามาเรียนกฎหมาย วิชญะ บอกว่าเพราะไม่ชอบอาชีพอื่นๆ เช่น ตำรวจ ทหาร หรือแพทย์ คงตอบยาก แต่ถ้าถามว่าคุณพ่อมีส่วนสำคัญหรือไม่ในการเลือกเส้นทางชีวิต

“ตอนนั้นคงตอบได้ว่าเมื่อมีครูกฎหมายอยู่ในบ้านแล้ว ถ้าไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรหรือจะเรียนอะไรไปก่อน ซึ่งในตอนนั้นก็ไปเรียนวิชาอื่นๆ อยู่พักหนึ่งว่าจะเรียนอะไร เพราะตอนนั้นยังไม่รู้ว่าชอบเรียนวิชากฎหมายหรือไม่ แต่กว่าจะมารู้ตัวว่า ชอบวิชากฎหมายตอนไหนนั้น ก็ต้องบอกก่อนว่าคุณพ่อมีส่วนสำคัญมากๆ

ผมไม่ได้ชอบกฎหมายอย่างเดียว แต่ที่เลือกวิชากฎหมาย เพราะนำมาทำเป็นอาชีพได้ แต่ก็ชอบงานหรือวิชาอย่างอื่นๆ ด้วย เช่น งานศิลปะ ผมชอบการตกแต่งบ้าน ผมชอบประเภทความสวยความงาม หรือแฟชั่นผมก็นำสมัย แต่ว่าวิชากฎหมายเป็นวิชาชีพที่ใช้หาเงินได้ และพอเรียนไปเรียนมาก็ชอบและรู้สึกว่าตัวเองถนัด”

วิชญะ เล่าต่อว่า ต้องถือว่าคุณพ่อ คือไอดอลเบอร์หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีแค่คุณพ่อคนเดียวที่จะเป็นต้นแบบนักกฎหมาย

“เพราะผมดูทุกคนรอบตัว และผมรู้จักคนเยอะ ผมจึงสังเกตว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เวลาไปเจอหรือสัมผัสจะเก็บมาเรียนรู้ เช่น บางท่านเป็นคนฉลาดหลักแหลม บางท่านมีความเมตตา บางท่านมีเสน่ห์ บางท่านมีความรู้รอบตัวที่ไม่ใช่แค่กฎหมายอย่างเดียว เห็นแล้วรู้สึกประทับใจแล้วตัวเองอยากเป็นแบบนั้นบ้าง จึงพยายามสะสมตรงนั้นให้มารวมอยู่ในตัวเราเองทั้งหมด

ผมชอบปฏิรูปและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ทุกๆ วันถ้าไม่ทำอะไรก็จะแสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอ่านหนังสือ สำหรับหนังสือเล่มโปรดและชื่นชอบที่สุด คือ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เรื่อง พระมหาชนก และยังสะสมเหรียญพระมหาชนกทุกรุ่น คุณค่าสำคัญไม่ใช่เรื่องราคา แต่คือคุณค่าที่แสดงความวิริยะ อุตสาหะ และความเพียร นับเป็นแรงบันดาลใจและเป็นรากฐานสำคัญในการทำความดีในการใช้ชีวิตยึดมั่นตลอดมา”

วิชญะ กล่าวอย่างมีความสุขว่าได้เกิดมาในครอบครัวที่พร้อมในหลายๆ เรื่อง จึงมีโอกาสดีกว่าหลายๆ คน ถ้าอะไรที่ช่วยได้ก็จะช่วย เพราะสามารถทำงานเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง เมื่อทำได้ดีอยู่แล้วและมีอาชีพที่มั่นคงก็ต้องช่วยเหลือคนอื่น

“ในหลายๆ เรื่อง หรือมีงานอะไรที่ทำแล้วเกิดประโยชน์ให้สังคมหรือประเทศชาติได้ แล้วตัวเองมีความสามารถหรือได้รับความไว้วางใจจากผู้หลักผู้ใหญ่พร้อมจะทำเต็มที่ ผมไม่เคยปฏิเสธเลย พิจารณาได้จากประวัติการทำงานที่ผ่านมา เช่น เคยเป็นกรรมการสมาคมแบดมินตันฯ ได้ช่วยงานสังคมโดยไม่ได้เงินทองอะไร หรือไปเป็นกรรมการสมาคมศิษย์เก่าหรือไปช่วยงานเป็นอาจารย์ช่วยสอนหรืองานอะไรที่ช่วยสังคมได้ก็ทำทุกอย่างและเต็มที่

โดยแบ่งว่างานเพื่อหาเลี้ยงชีพกับงานสาธารณะ หรืองานตอบแทนคืนสังคมก็จะทำเท่าๆ กัน เพราะไม่อยากได้ชื่อว่าเกิดมาทำงานๆ มีเงินเก็บแล้วก็จากโลกนี้ไป โดยที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้กับประเทศหรือสังคม ผมไม่อยากเป็นคนแบบนั้น

ได้แบ่งเวลาไว้ทำงานจิตอาสา เช่น น้ำท่วมก็ไปช่วยชาวบ้าน โดยปกติผมเป็นคนกิจกรรมตั้งแต่เรียนหนังสือ เช่น สมัยเรียนที่จุฬาฯ ได้จัดตั้งศูนย์กฎหมายและทุกปีก็ไปตั้งแคมป์ออกค่าย เพื่อเผยแพร่กฎหมายให้กับชาวบ้าน เป็นกิจกรรมที่ชอบ พอเรียนจบไปทำโครงการกับศาลยุติธรรม ทำงานกับเด็กและเยาวชน โดยตัวผมไปเป็นประธานหลักสูตรด้วย เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ชีวิตและสร้างความเป็นผู้นำแก่เด็กยุคใหม่”

วิชญะ เล่าว่าในเส้นทางนักกฎหมายจะดูคุณพ่อเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต

“ผมเชื่อว่าคุณพ่อมีคนเคารพและรักพอสมควร จึงอยากเป็นนักกฎหมายที่คนรักเคารพและไว้ใจ เพราะเมื่อได้ชื่อว่าเป็นนักกฎหมายที่ซื่อสัตย์สุจริตย่อมเป็นสิ่งที่ดี เพราะการทำงานอาชีพนักกฎหมาย ต้องมีกรอบความซื่อสัตย์สุจริตตรงนี้ให้มากที่สุด ส่วนจะได้รับตำแหน่งตรงไหนอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะไม่ได้อยากเป็นอะไรอยู่แล้ว แต่ดีใจมากกว่าที่ได้ช่วยงานสังคม และถ้ามีโอกาสตรงนี้ยินดีมาก แต่คงไม่ไปขอร้องอ้อนวอนว่าอยากเป็นโน้นเป็นนี่ผมไม่ทำแบบนั้น

“ก่อนจะมาอยู่ตรงนี้ ผมเคยทำงานการเมืองเมื่อครั้งสมัยวิกฤตการเมืองเมื่อ 5 ปีก่อน ผมก็ได้เป็นอนุกรรมการ สว.ด้านการสื่อสารเทคโนโลยี ก็เป็นอยู่หลายปี เรียกได้ว่าทำงานด้านนี้มาโดยตลอด หรือไปเป็นนักวิชาการประจำกรรมาธิการอีกหลายๆ ชุดเหมือนกัน ผมเดินเข้าๆ ออกๆ สภามาโดยตลอด ดีมากที่มีประสบการณ์ด้านการเมือง หลักสำคัญคือ เมื่อมีงานประจำที่มั่นคงแล้วจะทำอย่างไร เพื่อแบ่งเวลาไปทำงานเพื่อสังคมบ้าง โดยนำประสบการณ์ที่ตัวเองถนัดไปช่วยได้บ้างก็เท่านั้น นี้คือหลักการในการใช้ชีวิต”

ชีวิตเพิ่งเริ่มต้นในวันเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ธ.ค. 2560 เวลา 13:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528420

ชีวิตเพิ่งเริ่มต้นในวันเกษียณ

โดย…กั๊ตจัง ภาพ : ทวีชัย ทวัชปกรณ์

“ชีวิตของป้าที่ผ่านมาก็เคยผิดพลาดเช่นเดียวกับทุกคนที่เคยมีความผิดพลาดในชีวิต ความผิดพลาดเหล่านั้นก็อยากจะเก็บไว้เป็นบทเรียน แต่ชีวิตก็ต้องก้าวต่อไป เราไม่รู้หรอกว่าวันข้างหน้าจะเจออะไรบ้าง ทุกวันนี้ลืมตาตอนเช้าเรายังหายใจอยู่ ก็เรียกได้ว่าโชคดีที่สุดแล้ว ที่เราจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปอีกวัน”

กนกพร สุภิมาส บล็อกเกอร์ สายท่องเที่ยว (www.facebook.com/TravelByPakaed) เล่าชีวิตปัจจุบันอย่างคนมองโลกจากประสบการณ์ชีวิต

กนกพร หรือชื่อที่คนอื่นเรียกเธอง่ายๆ ว่า “ป้าเกษ” เป็นชาวเชียงใหม่ที่จับพลัดจับพลูย้ายถิ่นฐานมาทำงานที่ จ.อ่างทอง ได้เข้าชมรมถ่ายภาพของ จ.อ่างทอง อัพเดทชีวิตเรื่องราวการท่องเที่ยวของตัวเองในเว็บไซต์พันทิป จนกลายเป็นบล็อกเกอร์สายท่องเที่ยวที่มีผู้ติดตามมากที่สุดคนหนึ่งของวงการ ถือเป็นไอดอลแก่ผู้สูงวัยในเรื่องการท่องเที่ยวในวัยเกษียณ ช่วงวัยที่ทุกคนคิดว่าหมดแรงที่จะเที่ยว

“ที่จริงแล้วป้าไม่เคยคิดมาก่อนเลย ว่าจะมาอยู่ในจุดที่อยู่ในทุกวันนี้ ก็ใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปที่ทำงานหาเลี้ยงชีพ ป้าไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง หรือมีเงินเที่ยวมากมาย อย่างที่คิดจะไปเที่ยวสักทริปก็ต้องทำงานเก็บเงินช่วงยังหนุ่มสาวคิดว่าเราจะต้องมีรถมีเงินเก็บเท่านั้นเท่านี้ แต่ถึงวันนี้ไม่ได้ตามฝัน ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตเราจะไม่มีความหมาย เรายังคงมีความสุขกับการใช้ชีวิตของเราอยู่ ได้เที่ยวในสถานที่เราเคยฝันอยากจะไป”

แม้ญาติพี่น้องของเธอจะเป็นห่วง ถามว่า ทำไมไม่เก็บเงินเก็บทองเตรียมพร้อมกับชีวิตหลังเกษียณ แต่กนกพรกลับรู้สึกว่าเธอยังมีแรงที่จะทำงาน และยังมีความสุขกับการเดินทางอยู่ พร้อมยังมีครอบครัวที่อบอุ่นอยู่เสมอ

“การเที่ยวของเราก็จะไม่เหมือนกับการเที่ยวของกลุ่มทัวร์ ก่อนไปเราจะบอกคณะก่อนเลย ว่าเป็นทริปที่ไม่ได้ไปสบายนะ ไม่ได้นอนโรงแรมหรูมีรถบัสรับส่งนะ เราเที่ยวแบบลุยๆ ต้องเดินต้องแบกเป้เอง คือเที่ยวในแบบของเราที่ไม่ได้ใช้งบประมาณมากมายบางทีก็มีคนอายุ 60 กว่าติดเรามาเหมือนกันว่าอยากไปเที่ยวแบบนี้บ้าง เราก็บอกว่าก็เที่ยวสิถ้าใจพร้อม ร่างกายไหวก็ไม่ต้องกลัว ไปเที่ยวที่ไหนก็แค่ดูว่าสถานที่ที่เราสามารถไปได้หรือไม่ ถ้าต้องมีเดินขึ้นเขา เดินป่าก็ควรฝึกซ้อมออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง สัมภาระก็อย่าเอาไปเยอะมาก เอาแค่พอจำเป็นแค่นั้น บางคนเอาสัมภาระไปเยอะ กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ พอถึงเวลาจริงๆ กลายเป็นภาระของคนอื่น”

กนกพร เล่าถึงวิถีชีวิตท่องเที่ยวของเธอ ว่าจะทำอะไรก็ต้องทำแต่พอดีตัว ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ไม่อย่างนั้นสัมภาระของเราจะกลายเป็นภาระของเพื่อน

“ถามว่าอนาคตต่อไปจะทำอย่างไรต่อ ตอนนี้บอกได้เลยว่าจะขอเที่ยวจนกว่าจะไม่มีโอกาส หรือสุขภาพไม่อำนวยกับการเดินทาง เพราะถึงวัยนี้บอกได้เลยว่าสุขภาพเป็นสิ่งที่เงินซื้อกลับคืนมาไม่ได้เราต้องดูแลสุขภาพของเราให้ดี นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้แจ่มใส เพราะการไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เป็นเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิต ส่วนการเดินทาง ทำให้เราได้เรียนรู้การใช้ชีวิตได้รู้จักคนและมิตรภาพใหม่ๆ”

พร้อม สิริสันต์ หัวใจสำคัญงานกลยุทธ์…ต้องเข้าใจลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ธ.ค. 2560 เวลา 13:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528419

พร้อม สิริสันต์ หัวใจสำคัญงานกลยุทธ์...ต้องเข้าใจลูกค้า

โดย…พูลศรี เจริญ

ในแวดวงตลาดทุนมีสีสันและดูมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้น เมื่อมีชายหนุ่มที่ไม่เพียงหล่อเหลา หากแต่ยังมีฝีไม้ลายมือในการทำงานที่เก่งฉกาจ ที่สำคัญมีพลังในการทำงาน

ชายหนุ่มที่ว่า คือ พร้อม สิริสันต์ พร้อม วัย 35 ปี Chief Strategy Officer บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ บทบาทและหน้าที่ที่รับผิดชอบ ดูภาพรวมองค์กรและกำหนดกลยุทธ์สำหรับบริษัทในเครือเอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์

ก่อนหน้านั้นทำงานด้านกลยุทธ์ที่บริษัทด้านบรรจุภัณฑ์ของสวีเดน

ตลอด 3 ปี ที่ร่วมงานกับกลุ่มเอเซีย พลัส เขากำหนดทิศทางและกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนองค์กร จัดทำแผนงาน หรือโรดแมป 5 ปี สำหรับบริษัทในเครือเอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์

การขับเคลื่อนนวัตกรรมในองค์กรและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรไปสู่รูปแบบดิจิทัล การปรับภาพลักษณ์หรือรีแบรนดิ้งองค์กร นอกจากนี้ได้พัฒนาและปรับปรุงเครื่องมือการลงทุนให้ตอบโจทย์กลุ่มนักลงทุน

ลักษณะงานโดยรวม คือควรขยายธุรกิจอย่างไร? แนวโน้มใหญ่ของโลกที่มีเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คนควรปรับตัวอย่างไร?

“งานที่ทำสนุกดี อยู่ในสวิชบอร์ด ผมมีความสุขในการทำงาน เมื่อถึงวันหยุดก็อยากให้ถึงวันจันทร์เร็วๆ”พร้อมมีประสบการณ์การทำงานด้านกลยุทธ์มากว่า 10 ปี เขาบอกว่า คนที่จะทำงานด้านกลยุทธ์ต้องมีคุณสมบัติ 4 ข้อ ดังนี้

ข้อแรก อยากรู้อยากเห็น

ข้อที่สอง มีไหวพริบ

ข้อที่สาม ต้องสื่อสารเก่ง

ข้อที่สี่ เข้าใจจิตวิทยาของคน ทำอย่างไรให้คนตามกลยุทธ์

อย่างไรก็ดี เมื่อเปลี่ยนสายงานจากด้านกลยุทธ์จากบริษัทบรรจุภัณฑ์มาอยู่สายงานด้านผลิตภัณฑ์การเงินและการลงทุน เขาสามารถนำมาปรับใช้กันได้ เนื่องจากแกนหลักของการขายเหมือนกันหมด โดยมีหัวใจสำคัญคือต้องเข้าใจลูกค้า

พร้อม บอกว่า มี ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ เป็นที่ปรึกษาหรือคอยเป็นพี่เลี้ยงให้ด้วย

“ผมอยู่ข้างคนที่เก่ง โดยได้ประสบการณ์จาก ดร.ก้องเกียรติ” พร้อมไปเรียนอังกฤษตั้งแต่อายุ 13 ปี เจ้าตัวเค้นเสียงว่า ”ผมเหงามาก” แม้จะไปเรียนด้วยกัน 3 พี่น้อง โดยเป็นลูกคนเล็ก มีพี่สาว 1 คน เป็นคนโต และมีพี่ชาย 1 คน

ในบรรดาพี่น้อง 3 คน เจ้าตัวบอกว่ากดดันตัวเอง ด้วยเพราะอายุน้อยเป็นน้องคนเล็ก ตัวก็เล็กเลยกดดันตัวเองว่าต้องใหญ่

อย่างไรก็ตาม เขาสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้เร็วมาก โดยใช้เวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น

หลังอายุ 17 ปี ไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่ออสเตรเลีย พร้อม บอก

”ผมสนุกมาก เรียนจนจบปริญญาโท” โดยเรียนด้านคอร์ปอเรตไฟแนนซ์มาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี

“การอยู่ออสเตรเลียได้ประโยชน์มาก ผมได้ทำงานหลายอย่างเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทั้งทำงานคาเฟ่ รับส่งพิซซ่า ล้างเรือ ทำงานด้านการตลาด”

ในฐานะที่มีประสบการณ์ในการทำงานด้านกลยุทธ์มาประมาณ 10 ปี หัวใจสำคัญของการทำงานในหน้าที่ดังกล่าว ประการแรกเลย คือ ต้องเข้าใจผู้มีส่วนได้เสีย

“ผมเป็นคนที่เชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า เวลาที่ผมรับพนักงาน ผมจะเลือกคนที่มองโลกในแง่ดี เพราะชีวิต 70% ของชีวิตมนุษย์เงินเดือน คือการอยู่ในที่ทำงาน ดังนั้น เราต้องสร้างบรรยากาศที่ดีในที่ทำงาน”

นอกจากหน้าตาดีแล้ว ชายหนุ่มคนนี้ยังเป็นผู้มีจิตใจดีและคิดบวก ปัจจุบันมีทีมงาน 20 คน เจ้าตัวบอกว่า พยายามให้ทีมงานมีความสุขกับการทำงาน เพราะเชื่อว่าหากทุกคนมีความสุขในการทำงาน ผลงานที่ปรากฏก็จะดีไปด้วย

“ผมชอบเข้าใจคนอย่างลึกซึ้ง ลูกค้าก็เช่นกัน เราต้องรู้จักและเข้าใจลูกค้า เราควรเป็นพาร์ตเนอร์ของลูกค้า ถ้าเข้าใจลูกค้าเขาก็จะอยู่กับเรายาว และต้องเข้าใจเป้าหมายของลูกค้า”

ตลอดการพูดคุยกับชายหนุ่มคนนี้ ทำให้สัมผัสได้ว่าเขาเป็นคนที่มีความเข้าใจโลกและเข้าใจชีวิต โดยบอกว่ามี 3 สิ่งที่ทุกคนไม่อาจหลีกหนีและถือเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ นั่นก็คือ ความทุกข์ การทำงานหนัก และการแก้ปัญหา

พร้อมชอบนั่งสมาธิ โดยการนั่งสมาธิมา 2 ปี เขาบอกเคยเป็นคนไฮเปอร์ แอ็กทีฟมาก แต่ก่อนนั้นไม่ได้ใช้สมาธิในการทำงานเต็ม 100% พอนั่งสมาธิทำให้จัดลำดับความคิดของตัวเองได้ว่าอะไรควรทำก่อนหลัง เรื่องไหนควรเก็บไว้ในลิ้นชัก

“เรื่องใหญ่แค่ไหนผมก็แก้ปัญหาได้ ผมเป็นคนที่ทำงาน 7 วัน บางทีผมไปทำงานที่ไหนก็ได้ บางทีวันเสาร์ผมมีไอเดียออกมา“

พร้อมมีชีวิตที่เพียบพร้อมไปด้วยความสุข โดยเล่าว่าเขามีกลุ่มเพื่อนสนิท 5 คน ตั้งแต่สมัยที่เรียนปริญญาโท ทุกปีจะนัดรวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และกำหนดเป้าหมายชีวิต หรือจัดไลฟ์โกล ซึ่งทำมาติดต่อกัน 9 ปีแล้ว

การนัดพบกันของกลุ่มเพื่อนๆ จะเปลี่ยนประเทศไปเรื่อยๆ โดยจะใช้เวลาอยู่ในที่พัก 3 วัน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าทุกคนจะมีความจริงจังในการประชุมเกี่ยวกับแผนชีวิตพอสมควร

โดยในแต่ละปีจะมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ กำหนดแผนงาน เป้าหมายชีวิตของแต่ละคน รวมถึงความคืบหน้าของเป้าหมายชีวิตที่แต่ละคนวางไว้แล้ว ทุกคนยังช่วยกันเตือนและติดตามความคืบหน้าของแผนชีวิตของกันและกัน

เขาไม่ได้มีขอบเขตชัดเจนระหว่างงานกับไลฟ์สไตล์

“ผมชอบสังสรรค์ ชอบทะเล ทุกโอกาสที่มีผมจะไปทะเล“

พร้อมมีบ้านพักอยู่หาดจอมเทียนพัทยา และจะพยายามไปให้ได้เดือนละครั้ง โดยนอกจากไปพักผ่อนแล้ว ก็ยังทำงานด้วย เพราะเป็นที่ที่สามารถทำงานได้ตลอดเวลา และมีความสุขที่จะทำงาน

การใช้ชีวิตในวันทำงาน ช่วงเย็นหลังเลิกงานส่วนใหญ่จะมีงานเลี้ยง

“เวิร์ก ไลฟ์ บาลานซ์ ผมคำนึงมากทั้งส่วนตัวและพนักงาน”

ครอบครัวสิริสันต์เป็นคนสมัยใหม่ คุณพ่อคุณแม่ใช้ชีวิตช่วงเสาร์-อาทิตย์ แต่ในครอบครัวจะมีการตั้งกฎว่า วันอาทิตย์ที่ 1 และอาทิตย์ที่ 3 ของเดือนจะเป็นการรวมญาติ

ด้านการวางแผนทางการเงิน การออมส่วนตัว ด้วยธุรกิจที่ทำคืออยู่กับโลกของการลงทุน ก็จะดูว่ามีสินทรัพย์ประเภทไหนที่เหมาะกับตัวเองบ้าง โดยแบ่งพอร์ตการลงทุนตามระดับความเสี่ยง สามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงสูงได้ 30-40% ที่เหลือลงทุนระยะยาว นอกจากนี้ทำให้ได้เห็นโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ

สำหรับเป้าหมายสูงสุดของพร้อม เขาบอกว่าจะมีคติของตัวเอง คือทำงานเต็มที่ ใช้ชีวิตเต็มที่ มีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบัน

“ผมอยากจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะงาน ครอบครัว เพราะเราอยู่กับคนอื่น ไม่ได้อยู่คนเดียว นอกจากนี้เป็นคนชอบเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา”

บางคนมีเป้าหมายของตัวเอง แต่คนรอบข้างไม่มีความสุข พร้อม บอกว่า พ่อเขาเป็นคนที่มีหลักการใช้ชีวิตและสอนลูกใน 3 ข้อ ประการแรก ต้องไม่ถอดใจ ประการที่สอง ตรงไปตรงมา และประการที่สาม มีจิตใจดีชายหนุ่มชื่อพร้อม ทิ้งท้ายว่า “ผมจะมีความพยายามสูง ไม่ว่าจะสอนใครต้องมีวินัย”