เยี่ยมชมบูธจำหน่ายดอกมะลิ สภาสังคมสงเคราะห์ฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/285858

เยี่ยมชมบูธจำหน่ายดอกมะลิ สภาสังคมสงเคราะห์ฯ

เยี่ยมชมบูธจำหน่ายดอกมะลิ สภาสังคมสงเคราะห์ฯ

วันอาทิตย์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 85 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร วันที่ 12 สิงหาคม 2560 เดอะ แพลทินัมแฟชั่น มอลล์ เชิญชวนทุกท่านร่วมกันบอกรักแม่ด้วยผลิตภัณฑ์ดอกมะลิจากสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ณ บริเวณชั้น 1 โซน 1 ศูนย์การค้าเดอะ แพลทินัม แฟชั่น มอลล์ ระหว่างวันที่ 3-6 สิงหาคม ที่ผ่านมา ด้วยการร่วมซื้อผลิตภัณฑ์ดอกมะลิ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ความรักอันบริสุทธิ์ระหว่างแม่และลูก เพื่อเป็นของขวัญสุดพิเศษ บอกรักแม่ อาทิ พานพระหลวงปู่ทวด,ช่อมะลิ “ร้อยรวมรัก”, กล่องดนตรี..สุนทรีแห่งรัก, กระเช้ามะลิ บอกรักแม่ และอื่นๆ อีกมากมาย โดยรายได้จากการจำหน่ายส่วนหนึ่งทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย และสมทบทุนร่วมใจสงเคราะห์ชุมชน เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ

โดยงานนี้ พลตรีหญิง คุณหญิงอัสนีย์ เสาวภาพ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการอำนวยการ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย และ นพ.ขจิต ชูปัญญารองประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ คนที่ 1 ให้เกียรติมาเยี่ยมชมบูธจำหน่ายดอกมะลิ เนื่องในเทศกาลวันแม่แห่งชาติ โดยมี ชาญชัย พันธุ์โสภา กรรมการผู้จัดการใหญ่บมจ.เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป ต้อนรับอย่างอบอุ่น

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘พระมหาเศวตฉัตร’ ภูมิพระราชอิสริยยศแห่งพระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/285830

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'พระมหาเศวตฉัตร' ภูมิพระราชอิสริยยศแห่งพระราชา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระมหาเศวตฉัตร’ ภูมิพระราชอิสริยยศแห่งพระราชา

วันอาทิตย์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระมหาเศวตฉัตร

เอกลักษณ์สำคัญที่สืบทอดคติความเชื่อเกี่ยวกับการจัดงานพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือเป็นการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยมาแต่โบราณนั้นคือ การจัดริ้วขบวนที่มีเครื่องสูงประกอบพระราชอิสริยยศ อาทิตย์นี้ได้ตามงานศิลปกรรมถึงเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศในริ้วขบวน อันประกอบด้วย ฉัตร เครื่องสูง ราชยาน ราชรถ รูปเทวดา และรูปสัตว์หิมพานต์ ที่จะปรากฏในริ้วขบวนแห่พระบรมศพและใช้ประดับบนชั้นฐานพระเมรุ ณ ท้องสนามหลวง โดยเฉพาะฉัตร ซึ่งเป็นเครื่องสูงที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นผู้มีอำนาจ และเป็นเครื่องหมายมงคลตามคติความเชื่อของอินเดียโบราณว่าด้วยมงคล ๑๐๘  ฉัตรนี้มีรูปร่างคล้ายร่มที่ซ้อนกันขึ้นไปเป็นชั้นๆ โดยชั้นบนนั้นมีขนาดเล็กกว่าชั้นล่าง  ด้วยเหตุนี้ความเป็นฉัตร จึงเป็นเครื่องสูงที่ใช้ทั้งสำหรับแขวน ปัก ตั้ง หรือเชิญเข้ากระบวนแห่เป็นพระเกียรติยศจากคติความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระจักรพรรดิ หมายถึงผู้ชนะศึก ทั้ง ๘ ทิศ จึงนำเอาร่มของเมืองขึ้นทั้ง ๘ ทิศ มารวมซ้อนเข้าด้วยกันเป็นชั้นๆ และเพิ่มทิศของตนเองอีก ๑ ทิศ รวมเป็น ๙ ทิศ อีกทั้งยังถือว่า สีขาวเป็นมงคล จึงเรียกว่า ร่มสีขาวหรือเศวตฉัตร ฉัตรสำหรับพระมหากษัตริย์ผู้เป็นจอมทัพหรือพระจักรพรรดิจึงมี ๙ ชั้น จัดเป็นเครื่องสูงที่มีความสำคัญสูงสุด เช่นเดียวกับพระมหามงกุฎ เศวตฉัตร ๙ ชั้นนี้ เรียกว่า นพปฎลมหาเศวตฉัตร

การใช้ฉัตรเป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศสำหรับพระมหากษัตริย์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรือพระเจ้าอู่ทอง มีระบุในกฎมณเฑียรบาล ฉบับศักราช ๗๒๐ หรือ พ.ศ. ๑๙๐๑ ในครั้งนั้นว่า อภิรม  ก็คือฉัตร นั่นเอง ซึ่งกำหนดว่า อภิรม สำหรับเจ้านายที่ดำรงพระยศหรือตำแหน่ง หน่อสมเด็จพระพุทธเจ้าได้อภิรม ๓ ชั้น พระอุปราชได้อภิรม ๒ ชั้น ในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นฉัตรมี ๔ ชนิด คือ ฉัตรขาวหรือเศวตฉัตร ฉัตรขาวลายทอง ฉัตรตาด และฉัตรโหมด ซึ่งมีการใช้จำนวนชั้นของฉัตรให้เป็นการแสดงพระราชอิสริยยศด้วย วิธีการใช้มีทั้งการแขวนและการปักตั้งเช่นเดียวกัน


พระมหาเศวตฉัตรในท้องพระโรง

เศวตฉัตร ๙ ชั้นนี้เป็นฉัตรสำหรับพระมหากษัตริย์ที่ทรงรับพระบรมราชาภิเษกตามโบราณขัตติยราชประเพณีแล้ว เรียกว่า พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร เรียกย่อว่า พระมหาเศวตฉัตร ลักษณะเป็นฉัตรผ้าขาว ๙ ชั้น แต่ละชั้นมีระบายขลิบทองแผ่ลวดซ้อน ๓ ชั้น ฉัตรชั้นล่างสุดห้อยอุบะจำปาทอง เศวตฉัตรแบบนี้ใช้แขวนหรือปักในสถานที่และโอกาสต่างๆ คือใช้ปักเหนือราชบัลลังก์ในท้องพระโรง พระมหาปราสาทราชมณเฑียรสถาน  ใช้ปักเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๙ ทรงรับพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก ใช้แขวนเหนือพระแท่นราชบรรจถรณ์ภายในพระมหามณเฑียร ใช้แขวนเหนือพระบรมโกศทรงพระบรมศพ ณ ที่ประดิษฐานพระบรมศพ ใช้ปักยอดพระเมรุมาศ ใช้ปักบนพระยานมาศสามลำคานในการเชิญพระบรมศพโดยขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ใชัปักเหนือเกรินขณะเชิญพระบรมโกศพระบรมศพขึ้นสู่พระมหาพิชัยราชรถ และเชิญขึ้นประดิษฐานบนพระเมรุมาศ ใช้แขวนเหนือพระจิตกาธานเมื่อสุมเพลิงและเก็บพระบรมอัฐิ  นอกจากนี้ยังมีฉัตรพิเศษสำหรับการพระบรมศพอีกคือ ฉัตรที่ใช้สำหรับพระบรมศพ เป็นฉัตรปักประดับยอดพระโกศพระบรมอัฐิ เนื่องจากยอดพระโกศปกติเป็นยอดพุ่มข้าวบิณฑ์ เมื่อเชิญออกจากที่ประดิษฐานจึงถอดพุ่มข้าวบิณฑ์ออก ถวายฉัตรแทน กับฉัตรสำหรับปักพระเบญจา ที่ประดิษฐานพระบรมศพด้วย ซึ่งฉัตรปักประดับยอดพระโกศพระบรมอัฐิเป็นฉัตรทองคำจำลองรูปทรงจากฉัตรที่ใช้ปักหรือแขวนแสดงพระราชอิสริยยศ ลักษณะของฉัตรปักประดับยอดพระโกศสำหรับพระบรมอัฐิพระมหากษัตริย์นั้น มีลักษณะเป็นฉัตรทองคำลงยา ๙ ชั้น องค์ฉัตรเป็นลายสลักโปร่ง ภายในบุผ้าขาว ฉัตรปักพระเบญจา  พระเบญจานั้นเป็นพระแท่นสำหรับตั้งเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศพระโกศพระบรมอัฐิ ซึ่งที่มุมพระเบญจาจัดตั้งฉัตรทองทรงกระบอกลายสลักโปร่ง  ๕ ชั้น เรียกว่า ฉัตรปักพระเบญจา หนึ่งสำรับ มี ๘ องค์ ตั้งแต่งมุมพระเบญจา ทั้ง ๔ มุม ในพระราชพิธีพระบรมศพฯ ทุกคนจะได้เห็นฉัตร เป็นเครื่องสูงประกอบพระอิสริยยศตามราชประเพณีโบราณ และจะมีพิธีอัญเชิญพระมหาเศวตฉัตรขึ้นประดิษฐานบนยอดพระเมรุมาศเมื่อทุกอย่างนั้นได้สร้างเสร็จเรียบร้อยดีแล้ว


พระมหาเศวตฉัตรเหนือบัลลังก์


พระมหาเศวตฉัตรเหนือพระที่นั่งฯ


ฉัตรบนพระที่นั่งอัฐทิศ


ฉัตรเหนือโกศพระบรมอัฐิ (2)


ฉัตรเหนือพระโกศจันทน์บนจิตกาธาน


พระมหาเศวตฉัตรเหนือพระบรมโกศ-ร.๙

เซเลบริตี้ สุดคูล ไปกับภาพสดสวย…สุดประทับใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/285859

เซเลบริตี้ สุดคูล ไปกับภาพสดสวย...สุดประทับใจ

เซเลบริตี้ สุดคูล ไปกับภาพสดสวย…สุดประทับใจ

วันอาทิตย์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พิชชากร เคียร่า บาลล่า

HP ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านภาพและการพิมพ์อีกครั้ง ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ยุคดิจิตอล แนะนำเครื่องพิมพ์ภาพถ่าย “HP Sprocket” ที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด ให้พกพาไปไหนๆ พร้อมพิมพ์ภาพได้ทุกที่ ทุกเวลาตามปรารถนา ทำเอาสาวๆ ลั่นล้าเซลฟี่ภาพตัวเองกันสุดฤทธิ์ ไม่ว่าจะเป็น โมเม-นภัสสร บุรณศิริ, พิชชากร เคียร่า บาลล่า, ซาร่า บอลล์และ ลภัสลัส จิรเวชสุนทรกุล เมื่อถ่ายภาพกันจุใจกันเต็มที่กันแล้ว คราวนี้ก็มาพิมพ์ภาพความทรงจำอันแสนประทับใจด้วยเครื่องพิมพ์ภาพถ่าย “HP Sprocket” ดีไซน์เรียบ…หรู ทันสมัยถ่ายปุ๊บก็สามารถพิมพ์ภาพออกมาได้ปั๊บ ด้วยวิธีง่ายๆ สะดวกสุดๆ แค่สั่งพิมพ์ผ่านบลูทูธ จากสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต มาพร้อมกับแอพพลิเคชั่น HP Sprocket app ที่สามารถดาวน์โหลดได้ทั้ง iOS และแอนดรอยด์ สร้างสรรค์ผลงานได้ดั่งใจ เลือกตกแต่งภาพได้ทันทีไม่ว่าจะเป็นกรอบรูป สติ๊กเกอร์ เลือกฟิลเตอร์ หรือใส่ข้อความ อีกทั้งยังสร้างสติ๊กเกอร์จากลายมือหรือรูปที่วาดขึ้นมาเองอย่างง่ายดาย


ซาร่า บอลล์

ที่สำคัญ เครื่องพิมพ์ภาพถ่าย HP Sprocket ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์โดยการใช้ความร้อนจากตัวเครื่องไปยังกระดาษ HP Zink Photo sticker ซึ่งในตัวกระดาษจะมีเคมีที่ทำให้เกิดสีเมื่อโดนปริมาณความร้อนที่พอเหมาะ จึงไม่ต้องใช้หมึกในการพิมพ์ เพียงเติมกระดาษ HP Zink Photo Sticker เท่านั้น มีให้เลือก 3 เฉดสี ได้แก่ สีขาว-โรสโกลด์, สีดำ-เงิน และ สีแดง-เงิน สั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่ HP online store : https://goo.gl/novHCo /Lazada : https://goo.gl/kjFo3F / 11 street https://goo.gl/LCwNuj / Banana store (*RED Exclusive) : https://goo.gl/nsBb7g และ shop@24 : https://goo.gl/84381y สนใจสั่งจอง พร้อมรับฟรีกระดาษ แถมในกล่อง 10 แผ่น และกระดาษ Zink Photo ให้ 1 กล่อง 20 แผ่น เฉพาะช่วง Pre-order ตั้งแต่วันนี้-15 สิงหาคม 2560 เท่านั้น และวางจำหน่ายทั่วประเทศ 20 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป ในร้านค้าและสาขาที่ให้บริการ ในเครือของ .Life, i-studio, IT-city, Loft, Power buy, Power Mall, office mate ข้อมูลเพิ่มเติมhttp://www.hp.com/Sprocket


ลภัสลัส จิรเวชสุนทรกุล

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/285687

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

วันเสาร์ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 มีพระนามเดิมว่า หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ กิติยากร เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันศุกร์ที่12 สิงหาคม พ.ศ. 2475 ณ บ้านของพลเอกเจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้านสนิทวงศ์) บ้านเลขที่ 1808 ถนนพระรามที่ 6 ตำบลวังใหม่ อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนครอันเป็นบ้านของพระอัยกาฝ่ายพระมารดา ทรงเป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ของหม่อมเจ้านักขัตรมงคลกิติยากร (ภายหลังได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านักขัตรมงคล กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ) ประสูติแต่หม่อมหลวงบัว กิติยากร (สกุลเดิม สนิทวงศ์)ทรงมีพระภาดา (พี่ชาย) และพระขนิษฐภคินี (น้องสาว)คือ หม่อมราชวงศ์กัลยาณกิติ์, หม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ และหม่อมราชวงศ์หญิงบุษบา กิติยากร

สำหรับพระนาม “สิริกิติ์” เป็นนามที่ได้รับพระราชทานจาก สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 อันมีความหมายว่า “ผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร” มีชื่อเล่นว่า “คุณหญิงสิริ”ส่วนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะทรงเรียกว่า “แม่สิริ”

ครั้นเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง หม่อมเจ้านักขัตรมงคล ต้องเสด็จไปดำรงตำแหน่งอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มประจำสำนักเซนต์เจมส์ ประเทศอังกฤษ โดยได้ทรงพาครอบครัวทั้งหมดไปอยู่ด้วย ในเวลานั้นหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ มีอายุได้13 ปีเศษ และเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้วขณะที่อยู่ในประเทศอังกฤษ หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ ได้ศึกษาต่อทั้งวิชาภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส และวิชาเปียโนกับครูพิเศษ หลังจากนั้นไม่นานพระบิดาย้ายไปเดนมาร์กและฝรั่งเศส ตามลำดับ ขณะที่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ก็ยังคงเรียนเปียโนและตั้งใจจะศึกษาต่อในวิทยาลัยการดนตรีที่มีชื่อเสียงของกรุงปารีส

ระหว่างที่อยู่ในประเทศฝรั่งเศส หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ ได้มีโอกาสเฝ้าฯรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (ขณะนั้นทรงศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์)ซึ่งพระองค์เสด็จประพาสกรุงปารีส เพื่อทอดพระเนตรโรงงานทำรถยนต์

วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2491 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งโดยมี หม่อมหลวงบัวและหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์เข้าเฝ้าฯ ทรงเยี่ยมพระอาการเป็นประจำ และในช่วงระยะเวลาที่ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ อยู่เฝ้าพระอาการนั้นสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ (พระนามในเวลานั้น)ได้ทรงรับเป็นธุระจัดการให้ หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์เข้าศึกษาในโรงเรียน Pensionnat Riante Rive ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งของโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ครั้นเมื่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงหายจากพระอาการประชวรแล้ว ก็ได้ทรงหมั้น หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ เป็นการภายใน เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2492

หลังจากทรงหมั้นแล้ว หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ ยังคงทรงศึกษาต่อ กระทั่ง พ.ศ.2493 เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จนิวัตพระนคร เพื่อทรงร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ ตามเสด็จพระราชดำเนินกลับด้วย

เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2493 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าฯให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสขึ้น ณ วังสระปทุม โดยมี สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จฯทรงเป็นองค์ประธาน ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงลงพระปรมาภิไธยในทะเบียนสมรสและโปรดเกล้าฯให้หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ กิติยากร พร้อมทั้งสักขีพยานลงนามในทะเบียนนั้น หลังจากนั้น สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จออกในพระราชพิธีถวายน้ำพระพุทธมนต์เทพมนต์แด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และทรงรดน้ำพระพุทธมนต์เทพมนต์แด่ หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ กิติยากร ในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสตามโบราณราชประเพณีต่อมา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่านประกาศสถาปนา หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น “สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์” พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ในการนี้ด้วย

ต่อมา ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริว่าตามโบราณราชประเพณีเมื่อสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษกแล้ว ย่อมโปรดให้สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระอัครมเหสีขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชินี ดังนั้น พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี หลังจากนั้นทั้งสองพระองค์ได้เสด็จฯ กลับไปยังสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อทรงรักษาพระองค์และทรงศึกษาต่อ จนกระทั่ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ทรงมีพระประสูติกาล สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดีและเมื่อ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ มีพระชันษาได้3 เดือน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระบรมราชินี จึงเสด็จนิวัตประเทศไทย

เมื่อ พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชประสงค์เสด็จ ออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม-5 พฤศจิกายน เป็นระยะเวลา15 วัน จึงทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงมีพระราชดำริว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินี เป็นผู้ทรงมีพระปรีชาสามารถในอันที่จะรับพระราชภารกิจในคราวนี้ได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในระหว่างที่ทรงผนวช

ต่อมาในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคมปีเดียวกันนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระบรมราชโองการประกาศว่า ตามราชประเพณีเมื่อ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เคยมีประกาศให้ออกพระนามว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และทรงมีพระราชดำริว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ได้ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในระหว่างที่ทรงผนวช และได้ปฏิบัติพระราชภารกิจแทนพระองค์ด้วยพระปรีชาสามารถ สนองพระราชประสงค์เป็นที่เรียบร้อย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระอภิไธยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีว่า “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ” นับว่าทรงเป็นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระองค์ที่ 2 ของประเทศไทย โดยพระองค์แรก คือสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ (ภายหลังได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง)

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดา รวม 4 พระองค์ คือ ทูกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี, สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร, สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

ตลอดระยะเวลาแห่งการดำรงพระอิสริยยศ“พระราชินี” จนถึง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ ทั้งในฐานะ“พระผู้ทรงเป็นที่พึ่งของปวงชนชาวไทย” และในฐานะ “คู่บุญคู่พระราชหฤทัย” ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ ทั้งโดยตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ทรงเยี่ยมราษฎรในชนบททั่วทุกภูมิภาค แม้จะทรงตรากตรำพระวรกาย เนื่องจากการคมนาคมในสมัยนั้นยังไม่สะดวกสบายเหมือนในปัจจุบัน ก็มิได้ทรงย่อท้อแต่อย่างใด

พระปรีชาสามารถและพระวิริยอุตสาหะที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ทรงทุ่มเทอุทิศกำลังพระวรกายพระสติปัญญา พระราชทรัพย์ ในพระราชกรณียกิจต่างๆ เพื่อเกื้อกูลประโยชน์สุขของพสกนิกรนั้นได้ดื่มด่ำอยู่ในหัวใจคนไทยทั้งชาติ และหยั่งลึกลงเป็นรากฐานแห่งความจงรักภักดีต่อพระบรมราชจักรีวงศ์ เป็นผลให้เกิดความมั่นคงและนำสันติสุขมาสู่ปวงชนชาวไทย

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชภารกิจในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต อาชีพ และความเป็นอยู่ของบุคคลผู้ยากไร้ และประชาชนในชนบทห่างไกล ได้โดยเสด็จพระราชดำเนิน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไปทั่วทุกหนแห่งในแผ่นดินไทยนี้

โครงการในพระราชดำริที่มีสาขาขยายกว้างขวางไปทั่วประเทศโครงการหนึ่งก็คือ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ พระราชดำริในการก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ นั้น มีมาตั้งแต่เมื่อครั้งตามเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในชนบทเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2498 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทรงเห็นชาวบ้านนุ่งซิ่นไหมมัดหมี่กันเป็นส่วนใหญ่ จึงทรงเล็งเห็นว่าชาวบ้านมีฝีมือในงานหัตถกรรมอยู่แล้ว จึงทรงมีพระราชดำริส่งเสริมอาชีพให้แก่ชาวบ้าน เพื่อได้มีรายได้ทดแทน กรณีที่ผลผลิตทางการเกษตรต้องเสียหายไม่ได้ผล อันเนื่องจากภัยธรรมชาติ

ในช่วงแรก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ชาวบ้านทอผ้าไหมมัดหมี่ แล้วทรงรับซื้อเอาไว้ เป็นการสนับสนุน ฟื้นฟู และพัฒนาฝีมือการทอในเบื้องต้น เมื่อดำเนินการไประยะหนึ่งก็ได้มีการจัดตั้งเป็นมูลนิธิขึ้น และได้พระราชทานชื่อมูลนิธิว่า “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษในพระบรมราชินูปถัมภ์” ผู้ถวายนามคือ สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกโดย ม.ร.ว.ทองน้อย ทองใหญ่ รองราชเลขาธิการ ได้คิดชื่อภาษาอังกฤษถวายว่า “The Foundation For the Promotion of Supplementary Occupations and Related Techniques under the Royal Patronage of Her Majesty the Queen” มีชื่อย่อว่า SUPPORT และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ทรงรับเป็นองค์ประธานกรรมการบริหารของมูลนิธิ โดยมีสำนักงานของมูลนิธิที่สวนจิตรลดา กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งได้พระราชทานทุนเริ่มแรกจำนวนหนึ่งล้านบาทถ้วน ต่อมาในพ.ศ.2531 ได้มีการเปลี่ยนชื่อของมูลนิธิเป็น มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ชื่อภาษาอังกฤษว่า “The Foundation of the Promotion of Supplementary Occupations and Related Techniques of Her Majesty Queen Sirikit of Thailand” ชื่อย่อว่า SUPPORT เช่นเดิม

หลังจากที่ได้ดำเนินการก่อตั้งมูลนิธิศิลปาชีพฯ แล้ว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงเห็นควรให้มีการก่อสร้างอาคารศิลปาชีพขึ้นในสวนจิตรลดา เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนการสอนศิลปาชีพแขนงต่างๆ แก่ราษฎรที่ได้รับคัดเลือกเข้าเรียน โดยได้เริ่มโครงการขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2521 การฝึกอบรมศิลปาชีพนั้น จะทรงพิจารณาจากสภาพแวดล้อม วัฒนธรรม และวัสดุในแต่ละท้องถิ่นในภาคต่างๆ เป็นหลัก โดย ภาคเหนือ ส่งเสริมให้ฝึกอบรมการเย็บปักถักร้อย การทอผ้า ทั้งผ้าไหม ผ้าฝ้ายผ้าจก การทำเครื่องประดับเงินและทอง ตามแบบศิลปะของชาวไทยภูเขา เป็นต้น ภาคอีสาน ส่งเสริมให้มีการฝึกอบรมการทอผ้าไหมมัดหมี่ เพื่อรักษาศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะไว้มิให้สูญหายแต่ให้ปรับปรุงวิธีการทอ การย้อมสี การตกแต่งสำเร็จให้ได้มาตรฐาน รวมทั้งส่งเสริมให้มีการปลูกต้นหม่อนและเลี้ยงไหมอีกด้วย ภาคกลาง ส่งเสริมให้มีการฝึกอบรมการทำดอกไม้ประดิษฐ์ การทำเครื่องจักสานด้วยหวาย ไม้ไผ่ และป่านศรนารายณ์ การทอผ้าฝ้าย การปั้นตุ๊กตาชาววัง การตัดเย็บเสื้อผ้า การถนอมอาหาร เป็นต้น ภาคใต้ ส่งเสริมให้มีการฝึกอบรมการทอผ้า การจักสานด้วยหวาย ไม้ไผ่ ย่านลิเภา การทอเสื่อกระจูด การเย็บปักถักร้อย การทำถมเงินถมทอง เป็นต้น ปัจจุบันมูลนิธิมีศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพกระจายอยู่ทั่วทุกภาค และมีโครงการส่งเสริมศิลปาชีพในหลายจังหวัดทั่วประเทศอันเป็นการส่งเสริมอาชีพและขณะเดียวกันยังอนุรักษ์และส่งเสริมงานศิลปะพื้นบ้าน

โขนพระราชทาน ดร.อนุชาทีรคานนท์ ที่ปรึกษาพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้กล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงสนพระราชหฤทัยงานด้านศิลปวัฒนธรรมอันเป็นรากเหง้าที่สำคัญของชาติ หนึ่งในนั้นคือ นาฏกรรมโขนซึ่งมีพระราชประสงค์ให้อนุรักษ์และสืบสานอยู่คู่แผ่นดินไทย ดังพระราชปรารภที่ว่า “ทุกวันนี้ประชาชนชาวไทย ไม่ใคร่มีโอกาสได้ชมโขน เนื่องจากการจัดแสดงโขนแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย” จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโขน และงานหัตถศิลป์แขนงต่างๆ เพื่อรื้อฟื้นการแสดงโขนตามโบราณราชประเพณี เริ่มต้นจากการจัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนขึ้นใหม่ สำหรับใช้ในการแสดงโขนพระราชทาน ทรงกำชับให้ยึดถือรูปแบบเครื่องแต่งกายโขนแบบโบราณ แต่มีความคงทนและสวยงามยิ่งขึ้น

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกลมากในการนำโขนมาสู่สังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง เพราะการฟื้นฟูโขนนั้น ไม่ใช่แค่การฟื้นฟูนาฏศิลป์ แต่เป็นการพลิกฟื้นฝีมือช่างหัตถศิลป์หลายแขนง หลายสาขาที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านงานประณีตศิลป์ของไทยนับร้อยคนให้คืนกลับมา ทั้งยังทำให้เกิดสกุลช่างในรัชกาลปัจจุบันในเรื่องของพัสตราภรณ์หรือเครื่องแต่งกาย มี อ.วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เป็นผู้ควบคุมดูแลเรื่องการออกแบบ และดูแลช่างที่เป็นสมาชิกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่ช่วยกันตัดเย็บเครื่องแต่งกายและทอผ้าเพื่อใช้การแสดงโขนโดยเฉพาะ

อ.สมิทธิ ศิริภัทร์ ที่ปรึกษาส่วนพระองค์ด้านศิลปะของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตสร้างเครื่องแต่งกายโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ซึ่งเป็นการสร้างอาชีพอีกทางหนึ่งเมื่อได้รับพระราชทานพระราชานุญาต จึงเริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2548 ได้เริ่มตั้งคณะกรรมการเรื่องแนวทางสร้างเครื่องแต่งกายโขนขึ้นมาใหม่ และกำหนดแนวทางการแสดงโขนเฉลิมพระเกียรติตอนพรหมาศ ประกอบวงแตรวงจากกองทัพบก เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในงานเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ใน พ.ศ.2550

ต่อมาใน พ.ศ.2549 เริ่มมีการออกแบบฉาก ซึ่ง อ.สมิทธิ ศิริภัทร์ ได้เชิญ อ.สุดสาคร ชายเสมมาออกแบบฉากตอน พรหมาศ ส่วน อ.วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย และเริ่มฝึกซ้อมการแสดงโขนโดยมีเวลาซ้อมเพียง2 สัปดาห์ ก่อนทำการแสดงครั้งแรกในเดือนธันวาคมพ.ศ.2550 ซึ่งจัดแสดงเพียง 3 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9พร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯทอดพระเนตร เป็นปฐมฤกษ์

จากนั้นหยุดการแสดงใน พ.ศ.2551 เนื่องจาก สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์สิ้นพระชนม์ ปีต่อมาจึงได้จัดแสดงโขนตอนพรหมาศ ฉบับปรับปรุงใหม่ เป็นครั้งที่ 2 โดยมีวงดนตรีสากล และวงดนตรีไทยเล่นประกอบโขน จัดแสดง 6 รอบ ต่อมาได้มีการเพิ่มรอบในภายหลังตามคำเรียกร้องของผู้ชม และในเดือนสิงหาคมปีเดียวกันนั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จฯทรงเปิดนิทรรศการโขนพระราชทาน ในงานเปิดหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร และเป็นครั้งแรกที่ได้พระราชทานการแสดงโขนในปีต่อไปคือ ตอนนางลอย จึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนชื่อจากโขนเฉลิมพระเกียรติเป็น “โขนพระราชทาน”อันเป็นการแสดงที่พระราชทานลงมาให้แก่ปวงชนชาวไทยได้ชม

สำหรับตอนนางลอยนั้น ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง โดยมีการจัดแสดงถึง 2 ช่วงในเดือนมิถุนายนและพฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ทั้งยังเป็นปีแรกที่เปิดคัดเลือกนักแสดงรุ่นใหม่ รวมทั้งเริ่มมีการสร้างฉากที่วิจิตรตระการตา และเพิ่มเทคนิคต่างๆ เพื่อดึงดูดใจผู้ชมมากขึ้น และการแสดงโขนพระราชทานที่จัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีนั้นได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากประชาชนจนต้องเพิ่มรอบการแสดงขึ้นทุกปี ในปี พ.ศ. 2554 มีการแสดงโขนพระราชทาน ชุดศึกมัยราพณ์ ต่อมามีการแสดงโขนพระราชทาน ชุดจองถนน ในปี พ.ศ. 2555 การแสดงโขนพระราชทาน ชุดศึกกุมภกรรณ ตอนโมกขศักดิ์ ในปี พ.ศ. 2556 การแสดงโขนพระราชทานชุดศึกอินทรชิต ตอนนาคบาศ ในปี พ.ศ.2557 การแสดงโขนพระราชทาน ชุดศึกอินทรชิต ตอนพรหมาศในปี พ.ศ.2558 และต่อมาในปี 2559 การแสดงโขนพระราชทาน ตอนพิเภกสวามิภักดิ์ ต้องยกเลิกการแสดง เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนทั้งในและต่างประเทศ มีผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในการอนุรักษ์ คุ้มครอง และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ อันเป็นฐานการดำรงชีวิตของพสกนิกร คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน2553 ถวายพระราชสมัญญา “พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ” แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเป็นการแสดงกตเวทิตาของรัฐบาลและปวงชนชาวไทย ในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ

ด้านการทหารนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงดำรงตำแหน่งพันเอกผู้บังคับการพิเศษ กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยต่อการดำเนินงานของกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ตลอดมา โดยผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 จะเข้ามาถวายรายงานถึงผลการปฏิบัติงานพร้อมกับรับพระราชเสาวนีย์ตลอดจนคำแนะนำไปดำเนินการปฏิบัติอยู่เป็นประจำ ขณะที่ด้านความมั่นคงของประเทศ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมทหารที่ปฏิบัติการสู้รบ ต่อสู้ผู้ก่อการร้ายตามชายแดนถึงฐานปฏิบัติการต่างๆ แม้เป็นที่เสี่ยงภยันตราย ก็ทรงพระอุตสาหะ เสด็จฯทรงดูแลทุกข์สุข ปลอบขวัญถึงฐานปฏิบัติการต่างๆ เป็นขวัญกำลังใจ ให้ทหารต่อสู้ปกป้องผืนแผ่นดิน นำความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่อาณาประชาราษฎร์ ให้สามารถทำมาหากินได้อย่างสงบสุข

ด้านการศึกษา ทรงมีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนหลากหลายรูปแบบ อาทิ ทรงพระอุตสาหะสอนหนังสือราษฎรด้วยพระองค์เอง พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนการศึกษาแก่เยาวชนจากครอบครัวที่ยากจน ทั้งในระบบโรงเรียนและนอกโรงเรียน ทรงรับไว้เป็นนักเรียน ในพระบรมราชานุเคราะห์ ส่วนบิดามารดา พี่น้องของเด็ก ก็โปรดเกล้าฯ ให้เข้ารับการฝึกอบรม พระราชทานความช่วยเหลือ ให้ปรับปรุงการประกอบอาชีพให้เป็นผล หรือให้มีความรู้เป็นอาชีพเสริม เพิ่มพูนรายได้สามารถช่วยตนเอง และครอบครัวให้ดำรงชีวิตเป็นสุขตามอัตภาพ โดยใช้วัตถุดิบพื้นบ้านมาทำประโยชน์ เช่น หัตถกรรมจักสานของโครงการหุบกะพง โครงการจักสานย่านลิเภา และทำเครื่องปั้นดินเผาในภาคใต้ ทั้งยังโปรดเกล้าฯ ให้สอดแทรกเรื่องความรักชาติ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การรักษาศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น การรู้จักรักษาสุขภาพอนามัย การรู้จักพัฒนาตนเอง การเห็นความสำคัญของการศึกษา และการช่วยเหลือร่วมมือกับส่วนรวมพร้อมทั้งให้ทุกคนตระหนักว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของส่วนรวม ต้องบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์เพื่อความเจริญพัฒนาของภูมิภาค

ทั้งนี้ พระมหากรุณาธิคุณมิได้แผ่ปกป้องเฉพาะปวงชนชาวไทย หากแต่ยังทรงแผ่ไปถึงประชาชนของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ชาวกัมพูชาอพยพลี้ภัยเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในแดนไทย แถบจังหวัดตราด จันทบุรี และปราจีนบุรี มีพระราชศรัทธาและพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุข ผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก โดยมิได้ทรงเลือกเชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์

สถาบัน องค์กร มหาวิทยาลัยหน่วยงานต่างๆ จึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ โล่เฉลิมพระเกียรติ รางวัล และประกาศเกียรติคุณต่างๆ เป็นจำนวนมาก เช่น องค์การเอฟเอโอ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญซีเรส เทิดพระเกียรติในฐานะที่ทรงยกฐานะของสตรีให้มีระดับสูงขึ้น และทรงเป็นผู้ให้โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เมื่อวันที่11 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ขณะที่มหาวิทยาลัยทัฟส์ แห่งรัฐแมสสาชูเสตส์สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยธรรม ในฐานะที่ทรงยกระดับฐานะการครองชีพของประชาชน และช่วยบรรเทาทุกข์ของเด็กๆ ในหมู่ผู้ลี้ภัย เมื่อปี พ.ศ. 2523

สหพันธ์เด็กแห่งนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลบุคคลดีเด่นด้านพิทักษ์เด็ก เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2524,สถาบันเอเชียโซไซตี้ แห่งกรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลด้านมนุษยธรรม เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2528, ศูนย์ศึกษาการอพยพที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่รัฐนิวยอร์ก กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ทรงรับรางวัลความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยประจำปีณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 29 มีนาคมพ.ศ. 2533 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองบุโรพุทโธในฐานะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอนุรักษ์และพัฒนางานศิลปหัตถกรรมณ ศาลาธรรม จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2535

กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ(ยูนิเซฟ) ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเกียรติคุณพิเศษในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ในฐานะทรงอุทิศพระองค์ประกอบพระราชกรณียกิจอันเป็นผลให้แม่และเด็กนับล้านได้รับบริการขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2535 กองทุนพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลแห่งความเป็นเลิศในฐานะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพัฒนาสตรีไทย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2535 มหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ รัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกาทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยธรรม เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2538

อีกทั้ง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งอังกฤษ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายสมาชิกภาพกิตติมศักดิ์ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2513 ซึ่งสถาบันแห่งนี้เคยมอบให้แต่เฉพาะผู้ที่เป็นแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นเป็นที่รู้จักระดับโลกเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยและสถาบันอื่นๆ อีกมากมายที่ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญา และรางวัลประกาศกิตติคุณแด่พระองค์ท่าน

นับได้ว่าเป็นบุญของชาติและประชาชนชาวไทย ที่มีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เพียบพร้อมด้วยคุณลักษณะแห่งรัตนนารีโดยแท้ พระองค์มิได้ทรงเป็นพระบรมราชินีนาถที่มีพระสิริโฉมงดงามเท่านั้น หากแต่ยังทรงพระปรีชาสามารถเชี่ยวชาญในกิจการต่างๆ ซึ่งปรากฏผลเป็นที่ประจักษ์แก่ปวงชนโดยตลอด ทรงยึดมั่นในพระบวรพระพุทธศาสนา พระคุณธรรมพระปัญญาคุณ และพระเมตตากรุณาคุณซึ่งทรงดำรงไว้มั่นคงตลอดมา เป็นปัจจัยส่งเสริมให้พระเกียรติคุณขจายขจรไปทั่วในประเทศและนานาประเทศทั่วโลก อาจกล่าวได้ว่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ของชาติไทย เป็นพระบรมราชินีนาถที่ทรงได้รับการสรรเสริญพระเกียรติคุณจากนานาประเทศอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าพระบรมราชินีพระองค์อื่นใดในโลก

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงเจริญพระชนมพรรษา 85 พรรษา 12 สิงหาคม 2560 ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ทรงมีพระชนมพรรษายิ่งยืนนาน

‘ACMEINVESTOR’ช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/285675

'ACMEINVESTOR'ช่วยเหลือผู้ประสบภัย

‘ACMEINVESTOR’ช่วยเหลือผู้ประสบภัย

วันศุกร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 20.00 น.
วรวัฒน์ นาคแนวดี, อภิธัช เสาะการ ตัวแทนกลุ่ม ACMEINVESTOR นำถุงยังชีพและน้ำดื่ม จากโครงการ Save For Isan มามอบให้กับศูนย์รับบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยมี ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม  รักษาการแทน รองอธิการบดี ฝ่ายบริหารกิจการภายใน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นตัวแทนรับมอบ ณ อาคาร 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

‘ทีดับเบิลยูจี ที’บรรจงคัดสรรชาจากเทือกเขาหิมาลัย เสริฟ์พร้อมลิ้มรสขนมชั้นเลิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/285674

‘ทีดับเบิลยูจี ที’บรรจงคัดสรรชาจากเทือกเขาหิมาลัย เสริฟ์พร้อมลิ้มรสขนมชั้นเลิศ

‘ทีดับเบิลยูจี ที’บรรจงคัดสรรชาจากเทือกเขาหิมาลัย เสริฟ์พร้อมลิ้มรสขนมชั้นเลิศ

วันศุกร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 14.03 น.

ทีดับเบิลยูจี ที (TWG TEA) แบรนด์ชาชั้นนำระดับโลกนำความหอมละมุนและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ของชาชั้นนำจากเมืองดาร์จีลิ่งแถบเทือกเขาหิมาลัย มาเป็นบรรณาการคนรักชา ใน เอนแชนเท็ด ดาร์จีลิ่ง เซ็ต (Enchanted Darjeeling Set)ลิ้มรสขนมที่รังสรรค์ขึ้นโดยมีชาดาร์จีลิ่งเป็นส่วนผสม จับคู่อย่างลงตัวกับชาจากแหล่งเดียวกันที่ทาง TWG Tea ได้คัดสรรมาเป็น

สัมผัสความหอมหวานอันลึกล้ำจากเทือกเขาหิมาลัย กับขนมหวานเซตพิเศษและชาชั้นดีของทีดับเบิลยูจี ที (TWG TEA) ในเอนแชนเท็ดดาจีลิ่งเซ็ต (Enchanted Darjeeling Set) ณ ทีดับเบิลยูจีทีซาลอนแอนด์บูติค สยามพารากอน, ดิ เอ็มโพเรียมและดิเอ็มควอร์เทียร์ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2560 นี้เท่านั้นสอบถามเพิ่มเติมโทร. 0-2259-9510

มารีเมกโกะ คอลเลคชั่นวันแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/285521

มารีเมกโกะ คอลเลคชั่นวันแม่

มารีเมกโกะ คอลเลคชั่นวันแม่

วันศุกร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วันแม่ปีนี้ Marimekko (มารีเมกโกะ) แบรนด์แห่งลายพิมพ์สัญชาติฟินนิช นำเสนอไอเดียของขวัญชิ้นพิเศษสำหรับคุณแม่อันเป็นที่รักของคุณ กับ Marimekko Mother’s Day Collection ด้วยลายพิมพ์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปะ สถาปัตยกรรม เรื่องเล่า ตำนานอันเป็นพื้นฐานทางวัฒนธรรมอันสำคัญของฟินแลนด์ และ Kalevala ผลงานอันโด่งดังที่ชาวฟินนิชรู้จักกันเป็นอย่างดี รวมถึงลวดลายจากธรรมชาติในประเทศที่มีอิทธิพลและส่งผลต่องานดีไซน์ทุกชิ้น ทั้งสินค้าเสื้อผ้า เลดี้ ทูแวร์ กระเป๋า และสินค้าโฮม ของใช้สำหรับชีวิตประจำวัน

คุณลูกสามารถเลือกของขวัญสุดพิเศษสำหรับคุณแม่ของคุณ ได้ที่ร้านมารีเมกโกะ แฟล็กชิฟสโตร์ ชั้น 1 โซนเอเทรียม เซ็นทรัลเวิลด์ 02-2529625 ชั้น G สยามดิสคัฟเวอรี 02-6580530 ชั้น 1 ลักซ์ แกลเลอรี เซ็นทรัล ชิดลม 02-6557662 ชั้น G ดิเอ็มโพเรียม ดีพาร์ทเมนท์ สโตร์ 095-9481391 ชั้น 1 เซ็นทรัล บางนา ป๊อปอัพ สโตร์ 095-5346664 หรือคลิกที่ WWW.TANACHIRA.CO.TH

นิทรรศการ‘จากขุนเขา สู่…ศิลปาชีพ : 70 ปี ฟ้าในเฟรม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/285524

นิทรรศการ‘จากขุนเขา สู่...ศิลปาชีพ : 70 ปี ฟ้าในเฟรม’

นิทรรศการ‘จากขุนเขา สู่…ศิลปาชีพ : 70 ปี ฟ้าในเฟรม’

วันศุกร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ผลงานศิลปกรรมร่วมสมัย “สว่างบนมืด รอยยิ้มแห่งรัตนโกสินทร์ที่ 9”

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 85 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ร่วมกับ ห้างเซ็นทรัล และศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี โดยการสนับสนุนของ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จึงจัดนิทรรศการ “จากขุนเขา สู่…ศิลปาชีพ : 70 ปี ฟ้าในเฟรม” เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจและพระราชจริยวัตรอันงดงาม ที่ได้พระราชทานความช่วยเหลือชาวไทยภูเขา ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน พร้อมเชิญชวนอุดหนุนผลิตภัณฑ์ผ้าชาวไทยภูเขา และผลิตภัณฑ์อื่นจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ณ ดิ อีเว้นต์ฮอลล์ ชั้น 3 ห้างเซ็นทรัลชิดลม และชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี วันนี้ ถึง 16 ส.ค. 2560

ทั้งนี้พิธิเปิดนิทรรศการ วันที่ 3 ส.ค. 2560 ได้รับเกียรติจาก กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน ร่วมด้วย ฯพณฯ กเษณุกา ธิเรนี เสเนวิรัตนะ (H.E.Mrs.Kshenuka Dhireni Senewiratne) เอกอัครราชทูตศรีลังกาประจำประเทศไทย, สิริเกศ จิรกิติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วม บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด, อารยาภู่พานิช รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดกิจกรรมเพื่อสังคม ภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), อาจารย์ นันทพงศ์ สินสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านงานจิตรกรรมต้นแบบภาพปัก ศิลปาชีพ ท่ามกลางแขกที่มาร่วมงานคับคั่ง


อาจารย์ นันทพงศ์ สินสวัสดิ์ กับผลงาน “ราชาเหนือฟ้า ราชินีเหนือฝัน”

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร กล่าวว่า “กว่า 7 ทศวรรษ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงงานด้วยความเพียร โดยเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรทั่วทุกแห่งหน แม้แต่พื้นที่บนดอยสูงที่หลายคนไม่เคยไปถึง นับแต่วินาทีแรกที่ทอดพระเนตรเห็นถิ่นฐานที่เต็มไปด้วยดงดอกฝิ่น และป่าที่ถูกแผ้วถางเพื่อทำไร่เลื่อนลอย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานแนวพระราชดำริแก่ชาวไทยภูเขา เพื่อพลิกฟื้นการดำรงชีพแบบใหม่ด้วยการเกษตรพืชผลไม้เมืองหนาวเพื่อเลี้ยงชีพ

“รวมถึงงานหัตถกรรมประจำถิ่นที่ต่อยอดจนกลายเป็นอาชีพเสริม ก่อเกิดรายได้ครัวเรือนที่พอเพียง ทั้งยังส่งผลให้ชาวไทยภูเขาในปัจจุบัน มีความรู้ความเข้าใจการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข โดยไม่ทำลายระบบนิเวศน์ นับเป็นสิ่งงดงามจากพระเมตตา ทั้งยังทรงสืบสานความงามของศิลปหัตถกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ และเป็นสมบัติล้ำค่ายิ่งของชาวไทยภูเขาให้คงอยู่ต่อไป”

ด้าน สิริเกศ จิรกิติ เผยว่า“ในนิทรรศการนี้ ผู้จัดได้เชิญ โต๊ะทรงงาน พร้อมลายพระหัตถ์ที่สะท้อนความห่วงใยพสกนิกร มาจัดแสดง และชวนตื่นตากับผลงานศิลปกรรมร่วมสมัย “ราชาเหนือฟ้าราชินีเหนือฝัน” และ “บันทึกของพ่อ” สร้างสรรค์ด้วยเทคนิคพิเศษ โดย อาจารย์ นันทพงศ์ สินสวัสดิ์ พร้อม 40 ผลงานศิลปกรรมสื่อผสมหัตถกรรมผ้าชาวไทยภูเขาสุดประณีต นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ผ้าชาวไทยภูเขาและผลิตภัณฑ์อื่นจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ให้เลือกซื้อ พร้อมเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ คณะผู้จัดงานเชื่อมั่นว่า นิทรรศการครั้งนี้ จะได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปเข้าชมจำนวนมาก เพราะสถานที่เดินทางง่าย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน”


โต๊ะทรงงาน

ส่วน อาจารย์นันทพงศ์ สินสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านงานจิตรกรรมต้นแบบภาพปัก ศิลปาชีพ เผยความรู้สึกที่ได้สร้างสรรค์ผลงาน ครั้งนี้ว่า “นับเป็นความภาคภูมิใจที่ในชีวิตใต้ร่มพระบารมี ได้ใช้ความรู้ความสามารถ ถวายงานใต้เบื้องพระยุคลบาท ในมูลนิธิ
ส่งเสริมศิลปาชีพฯ ด้วยการทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบ และถ่ายทอดความสวยงามของงานหัตถกรรมชาวไทยภูเขาจากงานโครงการหลวงและงานศิลปาชีพ ผ่านนิทรรศการในครั้งนี้ โดยผลงานศิลปกรรมทุกชิ้น ได้จัดสร้างด้วยฝีมือสมาชิกศิลปาชีพที่มีความตั้งใจสร้างสรรค์ผลงานศิลปหัตถกรรมชาวไทยภูเขาให้ปรากฏสู่สายตาประชาชน ทั้งยังร่วมสืบสานความงามของศิลปหัตถกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ และเป็นสมบัติล้ำค่ายิ่งของชาวไทยภูเขาให้คงอยู่ชั่วลูกหลานนิทรรศการครั้งนี้ เสมือนได้ถวายงานด้วยความจงรักภักดี โดยใช้ทั้งหมดของกำลังและสติปัญญาในการสร้างสรรค์ผลงานทุกชิ้น”

ทั้งนี้ภายในนิทรรศการ พบกับ 7 ทศวรรษใต้ร่มพระบารมี : แสดงศิลปกรรมร่วมสมัย พระบรมสาทิสลักษณ์คู่ “ราชาเหนือฟ้า ราชินีเหนือฝัน” ,นิทรรศการ จากขุนเขา สู่…ศิลปาชีพ 70 ปี ฟ้าในเฟรม : ได้เชิญ โต๊ะทรงงาน ที่ได้ถวายการรับใช้เรื่อยมาในการแปรพระราชฐานเยี่ยมเยือนราษฎร “บันทึกของพ่อ” ที่สร้างสรรค์ด้วยเทคนิคพิเศษบรรจงปักเรียงร้อยกันบนรูปม้วนฟิล์ม
ที่ประดิษฐ์จากผ้าไหมที่ถูกแรเงาสร้างน้ำหนักสีด้วยผ้าซ้อนผ้า และจัดแสดงเครื่องแต่งกายชาวไทยภูเขา 6 เผ่า แบบดั้งเดิม ซึ่งหาชมได้ยาก, จุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากชาวไทยภูเขา : ร่วมอุดหนุนผลิตภัณฑ์ผ้าชาวไทยภูเขา ลวดลายละเอียด ประณีต และหลากหลายผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และ มุมถ่ายภาพที่ระลึก : สนุกกับการถ่ายภาพในชุดชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆ พร้อมฉากวิถีชีวิตชาวไทยภูเขาในบรรยากาศม่านสลับหมอกลายกุหลาบควีนสิริกิติ์ ตื่นตาตื่นใจกับหลากหลายผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่น่าสนใจในราคาย่อมเยา อาทิ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าปักชาวไทยภูเขาลวดลายต่างๆ ฯลฯ จากสมาชิกมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ให้เลือกซื้อกันอย่างจุใจ


ผลงาน“บันทึกของพ่อ”

พบกับนิทรรศการ “จากขุนเขา สู่…ศิลปาชีพ : 70 ปี ฟ้าในเฟรม” ณ ดิ อีเว้นต์ฮอลล์ ชั้น 3 ห้างเซ็นทรัลชิดลม และศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 16 ส.ค. 2560 เวลา 10.00-22.00 น. ชมฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ


อาจารย์พรชีวินทร์ มลิพันธุ์ และอาจารย์นันทพงศ์ สินสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านงานจิตรกรรมต้นแบบภาพปัก ศิลปาชีพ, อารยา ภู่พานิช, กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, สิริเกศ จิรกิติ, วรกร จาติกวณิช และ เขมนิจ จามิกรณ์


มุกดา เอื้อวัฒนะสกุล, ฯพณฯ กเษณุกา ธิเรนี เสเนวิรัตนะ และสิริเกศ จิรกิติ

DA+PP บุกตลาดยูนิฟอร์ม ด้วยประสบการณ์ด้านแฟชั่นกว่า 40 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/285488

DA+PP บุกตลาดยูนิฟอร์ม  ด้วยประสบการณ์ด้านแฟชั่นกว่า 40 ปี

DA+PP บุกตลาดยูนิฟอร์ม ด้วยประสบการณ์ด้านแฟชั่นกว่า 40 ปี

วันศุกร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ศิริทิพย์ ศรีไพศาล

ผู้บริหารแบรนด์ DA+PP แบรนด์เสื้อผ้าที่มีประสบการณ์ด้านแฟชั่นที่ยาวนานกว่า 40 ปี เผยความสำเร็จจากการแตกไลน์ธุรกิจผลิตยูนิฟอร์ม ภายใต้แบรนด์ d.a.p.p ด้วยดีไซน์ที่แตกต่าง และคุณภาพการตัดเย็บเทียบเคียงแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ ด้วยจุดแข็งด้านพันธมิตรวัตถุดิบการผลิต

ศิริทิพย์ ศรีไพศาล ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการผลิตภัณฑ์แบรนด์ ดีเอพีพี (DA+PP) กล่าวว่า จากที่ได้แตกไลน์ธุรกิจผลิตยูนิฟอร์มภายใต้แบรนด์ d.a.p.p เพื่อสร้างการเติบโตของยอดขายมากว่า 3 ปี นั้นเรายังเห็นถึงความเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ทำกิจกรรมทางการตลาด ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้าทั้งไทยและต่างประเทศที่เข้ามาติดต่อเพราะชื่นชอบการออกแบบและคุณภาพ รวมถึงแพทเทิร์นที่เหมาะสำหรับชาวเอเชีย


เคเอฟซี ยูนิฟอร์ม

“จุดเด่นหรือกลยุทธ์ของ d.a.p.p คือ one stop service โดยเริ่มตั้งแต่การเป็นที่ปรึกษาแนวทางการทำยูนิฟอร์ม ให้เหมาะสมกับ brand identity ของลูกค้า รวมถึงการออกแบบและการคัดเลือกเนื้อผ้าที่มีให้เลือกหลากหลาย เพราะเรามีพันธมิตรทางธุรกิจที่มีเทคโนโลยีผ้าใหม่ๆ ซึ่งทำให้เราสามารถพัฒนาคุณภาพของสินค้า เพื่องานยูนิฟอร์ม เช่น เนื้อผ้าแบบ wrinkle-free, anti-bacteria หรือ insect repellent พร้อมให้ลูกค้าเลือกตามงบประมาณที่มีความยืดหยุ่น อีกทั้ง เรายังมีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ประกอบกับแพทเทิร์นที่เป็นผู้ผลิตทั้งเรื่องวัตถุดิบ และการ์เมนต์มากมาย รวมถึงการบริการหลังการขายการให้คำแนะนำเกี่ยวกับ การดูแลรักษาสินค้า ซึ่งที่ผ่านมาเรามีฐานลูกค้าเป็นแบรนด์และองค์กรชั้นนำ อาทิ Oishi Eaterium, KFC Thailand, Shabu Shi, Samsung Thailand, Malee, Mondelez International Thailand, และองค์กรชั้นนำอีกหลายแห่ง”

ถึงแม้การแข่งขันจะรุนแรงและธุรกิจซบเซา แต่ธุรกิจยูนิฟอร์มสำหรับ corporate ขนาดใหญ่ยังมีความต้องการ แต่จะเป็นการปรับรูปแบบการดีไซน์จากแบบดั้งเดิมให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของพนักงานรุ่นใหม่ให้เป็น fashionable uniformมากขึ้น ซึ่งตรงกับแนวทางของ d.a.p.p

“เราจะขยายฐานธุรกิจ โดยจับกลุ่มลูกค้า SME เพื่อให้ครอบคลุมตลาดมากขึ้นเพราะแต่เดิมไม่มีใครทำ ยูนิฟอร์มให้ธุรกิจ SME ซึ่งตอนนี้ธุรกิจประเภทนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีจำนวนมาก อีกทั้งยังต้องการความแตกต่างและการให้คนจดจำแบรนด์ของตัวเองผ่านพนักงานที่อยู่ใน modern look uniform


โออิชิเชฟ ออกแบบโดย d.a.p.p

ศิริทิพย์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ธุรกิจที่ติดต่อเข้ามาจะมีความหลากหลาย ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทร้านอาหาร, boutiqueresort, ธุรกิจ catering รวมถึงโรงเรียนสอนทำอาหารทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ผ่านทาง website: dappstores.com ซึ่งลูกค้าสามารถเข้ามาเลือกดูรายการสินค้าและทำการสั่งซื้อได้โดยไม่มีจำนวนขั้นต่ำหรือหากต้องการทำการ Customization เช่น พิมพ์หรือปักโลโก้ ก็มีจำนวนขั้นต่ำไม่มากเช่นกัน

“ปีนี้เทียบกับปีที่แล้ว เทรนด์ยังไปได้ดี มีหลายธุรกิจที่สนใจการปรับเปลี่ยนยูนิฟอร์มมากขึ้นกว่าเดิม โดยให้ความสำคัญต่อการพัฒนาภาพลักษณ์ให้เข้ากับตัวแบรนด์มากขึ้น และเข้าใจว่ายูนิฟอร์มสามารถสร้างความแตกต่างและเป็นจุดจดจำให้กับแบรนด์ได้เป็นอย่างดี”

สนใจยูนิฟอร์มจาก d.a.p.p สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line: @dappstores, Email: info@dappstores.com โทร.064-931-9253

เคล็ดลับเลี้ยงลูกอย่างมีความสุขที่สุด แพทย์แนะเป็นตัวเองทั้งคุณแม่คุณลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/285492

เคล็ดลับเลี้ยงลูกอย่างมีความสุขที่สุด แพทย์แนะเป็นตัวเองทั้งคุณแม่คุณลูก

เคล็ดลับเลี้ยงลูกอย่างมีความสุขที่สุด แพทย์แนะเป็นตัวเองทั้งคุณแม่คุณลูก

วันศุกร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ศ.พญ.อุมาพร ตรังคสมบัติ, พญ.เสาวภา พรจินดารักษ์, สุทิพา ปัญญามหาทรัพย์, ทพญ.จีรภา ประพาศพงษ์ และ น.พ.ถิรชัย ตันสันติวงศ์

หลังจัดทำผลสำรวจในกลุ่มคุณแม่รุ่นใหม่ และพบว่า 94% ของคุณแม่คนไทยรู้สึกไม่มั่นใจในสัญชาตญาณการเลี้ยงลูกของตนเอง ส่วนอีก 83%มีความเครียดและวิตกกังวลเรื่องการเลี้ยงลูกเบบี้มายด์อัลตร้ามายด์ กลุ่มผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติเพื่อทารกตั้งแต่แรกเกิด นำโดย นางสาวสุทิพา ปัญญามหาทรัพย์ Chief Marketing Officer บริษัทโอสถสภาจำกัด จัดงานเสวนา “ผิดหรือถูกเลี้ยงลูกแบบไหน เสริมพัฒนาการลูกดีที่สุด?” ตามพันธกิจของแบรนด์เบบี้มายด์ในการสร้างกำลังใจและความเชื่อมั่นให้กับคุณแม่มือใหม่ ในการเลือกสรรวิธีการเลี้ยงลูกตามสัญชาตญาณของความเป็นแม่ ที่รู้ดีที่สุดว่าสไตล์การดูแลแบบใดที่เหมาะกับธรรมชาติของลูกตน

ในงานได้เชิญ 4 สุดยอดคุณหมอมาร่วมไขทุกข้อสงสัยในการเลี้ยงลูกแต่ละสไตล์ ภายในงานมีเซเลบริตี้ เหล่าบล็อกเกอร์แม่และเด็ก อาทิ เจนนิส โสภณพนิช ยังพิชิต, วาริธร กันท์ไพบูลย์, พิมพ์ภัทร ยมนาค,ชาลียา พสวงศ์, พรพิมล ธรรมวัฒนะ,ทพญ.พิชชุดา ทัพพะทัต ฯลฯ ที่จูงลูกน้อยมาร่วมรับฟังและแชร์ประสบการณ์การเลี้ยงลูกด้วยความเข้าใจในธรรมชาติของลูก


จนนิส โสภณพนิช ยังพิชิต มากับน้องจาณีนและน้องเจส

เริ่มที่ ศ.แพทย์หญิงอุมาพรตรังคสมบัติ จิตแพทย์และผู้ก่อตั้งเพจปั้นใหม่ กล่าวว่า “การเลี้ยงลูกให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีนั้น ได้มีการนำแนวคิด positive youth development หรือการพัฒนาเชิงบวก ซึ่งเป็นผลงานของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมีชื่อหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา มาผสมผสานกับความรู้ด้านจิตวิทยาพัฒนาการและจิตเวชศาสตร์เกี่ยวกับการป้องกันปัญหาสุขภาพจิต รวมทั้ง positive psychology มาเป็นแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างรากแก้วของชีวิต ที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้นในตัวของลูก ได้แก่ ตัวตนที่แข็งแกร่ง วินัยและความสามารถที่จะบังคับตน อุปนิสัยและค่านิยมบวกทักษะชีวิต ความรักที่จะเรียนรู้ สร้างความสุขในตนเองได้ ทั้งนี้ เครื่องมือสร้างรากแก้วที่สำคัญที่สุดก็คือ ชีวิตที่ดีของพ่อแม่ที่ต้องสามารถจัดการกับความเครียดในตนเองและดูแลชีวิตคู่ให้ดี ทำให้ชีวิตครอบครัวมีความสงบสุข รวมทั้งมีเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก ทั้งการสื่อสารที่ดีการสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวก การจัดการกับอารมณ์ของลูกอย่างเหมาะสม การสร้างวินัยในชีวิตประจำวันการรับมือกับพฤติกรรมของลูกอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างความนับถือตนเอง แต่ทั้งหมดนี้พ่อแม่ก็ต้องไปปรับใช้ให้เหมาะกับแต่ละคน เพราะต้นไม้แต่ละต้นนั้นแตกต่างกัน”

ด้าน แพทย์หญิงเสาวภา พรจินดารักษ์ผู้เชี่ยวชาญกุมารเวช ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม และแอดมินเลี้ยงลูกเชิงบวก เน้นย้ำว่า “พ่อแม่ต้องมีสัมพันธภาพที่ดีกับลูกเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง เพราะเมื่อใดก็ตามที่ลูกรู้สึกเชื่อมโยงและมั่นใจในตัวพ่อแม่ ลูกก็จะรู้สึกมั่นใจในตัวเขาเองได้ การเลี้ยงลูกเชิงบวกจึงเข้ามาช่วยตอบโจทย์ เพราะเป็นการเลี้ยงดูที่เน้นการสื่อสาร เพื่อให้เกิดความเข้าใจไม่เน้นลงโทษ ไม่ใช้อารมณ์ เน้นการฝึกให้ลูกคิดวิเคราะห์ และร่วมตัดสินใจ แม้ผลสุดท้ายลูกตัดสินใจผิดพลาด ก็ต้องเรียนรู้ผลของการกระทำตนเอง โดยพ่อแม่ไม่ซ้ำเติม แต่พ่อแม่จะช่วยเสริมพลังใจให้ลูกคิดเปลี่ยนแปลงตนเองใหม่ ในครั้งหน้าเมื่อเราใช้วินัยเชิงบวก ลูกจะค่อยๆ คิดเป็น รับผิดชอบเป็น ไม่ต้องรอคำสั่งหรือคำบ่น ทำให้เวลาในแต่ละวันจึงไม่ต้องหมดไปกับการดุหรือจ้ำจี้จำไช แล้วเราจะเหลือเวลานั่งลงทำกิจกรรมกับลูก พูดคุยกับลูก ธรรมชาติหรือความถนัดที่เป็นตัวของเขาเอง ก็จะปรากฏออกมาให้เราเห็นง่ายขึ้น รวมทั้งเรายังรู้สึกผ่อนคลายมากพอที่จะปล่อยให้ลูกเป็นอะไรก็ได้ในรูปแบบของเขา ได้มองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่มากมายเมื่อใดก็ตามที่ลูกรู้รับผิดชอบและได้เปิดเผยความถนัดตามธรรมชาติของตนเองออกมา เมื่อนั้นลูกก็จะสามารถต่อยอดสิ่งที่เขาเป็น ไปจนถึงฝั่งฝัน ไม่ท้อถอยหรือล้มเลิกกลางทางง่ายๆ ค่ะ”


พรพิมล ธรรมวัฒนะ และน้องเชอลีนน์ ลูกสาววัยน่ารัก

ส่วน ทันตแพทย์หญิง จีรภาประพาศพงษ์ จากเพจหมอภา ผู้เขียนหนังสือ 30 หลักคิด ติดปีกลูก กล่าวว่า “วิธีการเลี้ยงลูกที่จะช่วยเสริมพัฒนาการของลูกได้ดีที่สุด คือวิธีการเลี้ยงลูกตามธรรมชาติของเด็กแต่ละคน เข้าใจธรรมชาติของเด็กแต่ละวัย และรู้ธรรมชาติความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เมื่อลูกได้รับการเติมเต็มในส่วนนี้ จะพัฒนาความรู้สึกดีที่มีต่อตนเอง หน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ คือ เปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้รอบด้าน ให้ลูกได้ใช้เวลาค้นหาว่าตัวเองชอบอะไร โดยไม่ตีกรอบ พัฒนาสุขภาพกายและสุขภาพใจควบคู่กันไป นอกเหนือจากนั้นคือ เน้นส่งเสริมทักษะที่จำเป็น เช่น ทักษะชีวิต ทักษะเอาตัวรอด การเป็นเจ้านายเทคโนโลยี ทักษะของคนสำเร็จ ระหว่างทางเดินต้องเต็มไปด้วยความรักแบบปราศจากเงื่อนไขและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันตลอดเส้นทาง จะเลี้ยงลูกให้สำเร็จได้คุณพ่อคุณแม่ต้องมีความสุขก่อน เมื่อมีความสุขการเลี้ยงลูกของเราจะดี เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกได้ที่สำคัญ ลูกจะมีความสุขไปด้วยพ่อแม่ที่ประสบความสำเร็จ เลี้ยงลูกให้มีความเคารพนับถือตนเอง ภาคภูมิใจในตนเอง มองภาพตัวเองในทางที่ดี มีความเชื่อมั่นในตนเอง พร้อมกับช่วยลูกให้มีโอกาสเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นที่ต้องใช้ในชีวิตของเขาเมื่อโตขึ้นค่ะ”

ปิดท้ายด้วย นายแพทย์ถิรชัยตันสันติวงศ์ กุมารแพทย์ระบบประสาท กล่าวว่า “การเลี้ยงลูกไม่ได้มีวิธีที่ถูกต้องสำเร็จรูปเสมอไป ต้องสังเกตอุปนิสัยและจิตใจของเด็กเป็นสำคัญซึ่งแน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ย่อมรู้จักลูกดีที่สุด ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสนใจนอกเหนือจากพัฒนาการด้านร่างกาย ก็คือพัฒนาการด้านสมองและระบบประสาทซึ่งเราสามารถกระตุ้นพัฒนาได้ตั้งแต่วัยทารก เรื่อยมาจนถึงวัย 1-2 ขวบ จากวัยเด็กเล็กจนถึงเด็กโต คุณพ่อคุณแม่ทุกคนอยากให้ลูกเก่งและฉลาดที่สุด นั่นคือ การที่เด็กมี IQ ที่ดี ซึ่งมีหลายปัจจัยเป็นตัวประกอบไม่ว่าจะเป็นกรรมพันธุ์ อาหาร รวมถึงการกระตุ้นพัฒนาการเด็กตามวัย นอกจากนี้ เราควรให้ความสำคัญเรื่อง EQ เพิ่มขึ้น โดยเน้นไปในเรื่องการหัดแก้ปัญหาด้านอารมณ์ และทัศนคติของเด็กในด้านต่างๆ ในมุมมองของผม พ่อแม่ที่ประสบความสำเร็จ คือพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกแล้วลูกรู้จักที่จะมีความคิดสร้างสรรค์ และมีสุขภาพกายและใจที่ดี”


ชาลียา พสวงศ์ คุณแม่สายฟิตมากับ น้องธรรม