ซีพี.เดินหน้าชู 3 โครงการเพื่อความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298026

ซีพี.เดินหน้าชู 3 โครงการเพื่อความยั่งยืน

ซีพี.เดินหน้าชู 3 โครงการเพื่อความยั่งยืน

             นายสมพร ชูก้อนทอง ผู้อำนวยการ โรงเรียนบ้านเนินสมบูรณ์ จังหวัดระยอง  ซึ่งเป็น 1 ในโรงเรียน ภายใต้โครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต เปิดเผยว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยโรงงานอาหารสำเร็จรูปสัตว์น้ำแกลง  บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ  เข้ามาดำเนินโครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต : โรงเรียนต้นแบบสู่ความยั่งยืน ที่โรงเรียนบ้านเนินสมบูรณ์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ในปี พ.ศ.2558 โดยต่อยอดจากการปลูกข้าวในนาเพื่ออาหารกลางวันนักเรียน มาสู่การเลี้ยงไก่ไข่

และในปี 2558 ได้มีการปลูกผักปลอดภัยเพื่ออาหารกลางวัน เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงอาหารในโรงเรียนและชุมชน ปัจจุบันโครงการนี้สร้างรายได้ให้กับโรงเรียน และสร้างภาวะโภชนาการที่ดีให้กับนักเรียนโรงเรียนบ้านเนินสบบูรณ์ กลายเป็นโรงเรียนต้นแบบให้กับโรงเรียนอื่นๆ และหน่วยงานต่างๆ ได้เข้าศึกษาและเยี่ยมชมการดำเนินงานเพื่อนำความรู้ไปบูรณาการต่อยอดและเป็นอาชีพ

ก่อนหน้านี้โรงเรียนบ้านเนินสมบูรณ์มีปัญหาเรื่องอาหารกลางวันนักเรียน จึงมองหาวิธีที่จะทำให้เด็กนักเรียนทั้งหมดกว่า 190 คนของโรงเรียนได้กินอิ่มและมีสุขภาพแข็งแรง เพื่อที่จะได้มุ่งมั่นในการเรียนอย่างเต็มที่ ทางโรงงานอาหารสำเร็จรูปสัตว์น้ำแกลง จ.ระยอง ได้จัดกิจกรรมสานเสวนาชุมชน และได้รับการสนับสนุนจากผู้สูงอายุในชุมชนบริจาคที่ดิน 9 ไร่เพื่อให้โรงเรียนทำนาปลูกข้าวเอง ซึ่งได้เกิดเป็นเครือข่ายความร่วมมือในโครงการสืบสานวิถีชีวิตเกษตรกรรมเพื่ออาหารกลางวัน (ปลูกข้าว) ในปี 2551

โดยซีพีเอฟช่วยจัดหาเมล็ดพันธุ์และอุปกรณ์บางส่วน รวมถึงมีพนักงานจิตอาสามาช่วยทั้งการปลูกและเก็บเกี่ยว จากนั้นในปี 2552 ดำเนินโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวัน โดยซีพีเอฟช่วยจัดหากรงไก่ และร่วมสมทบทุนจัดซื้อแม่พันธุ์ไก่ไข่รุ่นแรก 170 ตัว พร้อมมอบองค์ความรู้และคำแนะนำที่จำเป็น

ซึ่งต่อมายังได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ นำโรงเรียนเข้าโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน จึงได้รับสนับสนุนแม่ไก่พันธุ์และอาหารสัตว์เพิ่มเติม ช่วยให้มีไข่ไก่เพียงพอสำหรับนักเรียน และมีผลผลิตจำหน่ายเพื่อเป็นกองทุนหมุนเวียนไว้ดำเนินโครงการมาจนถึงปัจจุบัน จากนั้นในปี 2555 ยังได้ดำเนิน โครงการเลี้ยงปลาเพื่ออาหารกลางวัน เลี้ยงปลาดุกให้เป็นแหล่งอาหารโปรตีนทางเลือกอีกด้วย
ต่อมาในปี 2558 เมื่อซีพีเอฟริเริ่ม โครงการ ซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต ขึ้น ทางโรงงานฯ แกลง จึงเสนอชื่อโรงเรียนให้เข้าร่วม พร้อมกับขยายมาสู่การจัดทำ โครงการผักปลอดภัยเพื่ออาหารกลางวัน เพื่อให้นักเรียนมีผักสดสะอาดและปลอดภัยไว้รับประทาน เด็กๆ ที่นี่จึงมีกับข้าวหลากหลายเมนูที่มาคู่โภชาการที่ดีไว้รับประทานแบบกินอิ่ม มีความสุข พร้อมอนาคตที่สดใส อีกทั้งยังสามารถต่อยอดสู่การแปรรูปผลผลิตจากโครงการมาจำหน่าย เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยวข้าวกล้อง ขนมปังข้าวกล้องและรำข้าว

นายสมพร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเนินสมบูรณ์ กล่าวว่า ผลผลิตจากโครงการทั้งหมดนี้คำนวณเป็นเงินทุนแล้วคิดเป็นมูลค่ากว่า 660,000 บาท และส่วนหนึ่งได้นำมาใช้เป็นกองทุนเพื่อดำเนินโครงการต่างๆ ต่อไปได้แบบพึ่งพาตนเอง โดยมีเด็กๆ และคุณครูแต่ละชั้นเรียนแบ่งหน้าที่มาช่วยกันดูแลอย่างขมักเขม้น เป็นการปลูกฝังการเรียนเรียนรู้วิชาชีวิตว่าด้วยคุณค่าวิถีอาชีพเกษตรกรรมไปพร้อมๆ กัน
ส่วนโครงการซีพีเอฟ อิ่มสุข ปลูกอนาคตที่โรงเรียนชลประทานบ้านกอโจด  จ.นครราชสีมา และโรงเรียนบ้านใหม่สำโรง จ.นครราชสีมา เป็นอีก 2 โครงการต้นแบบซีพีเพื่อความยั่งยืนที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนในท้องถิ่น โดยที่โรงเรียนชลประทานบ้านกอโจดได้นำที่ดินว่างเปล่าในโรงเรียนมาทำโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ ปลูกผัก  โดยมีสัตวบาล และพนักงานจากโรงานแปรรูปเนื้อไก่ นครราชสีมา ของซีพีเอฟ รวมถึงชาวชุมชนผนึกกำลังช่วยกันตามความถนัดของแต่ละองค์กร ปัจจุบันโรงเรียนสามารถลดปริมาณการซื้อวัตถุดิบที่ใช้ในการทำอาหารกลางวัน นักเรียนเข้าถึงอาหารกลางวันและมีโภชนการสมวัยตามเกณฑ์

ด้านโรงเรียนบ้านใหม่สำโรง จ.นครราชสีมา  ซีพีเอฟ โดยธุรกิจไก่พันธุ์เนื้อ สระบุรี ได้ร่วมแรงร่วมใจสร้างโภชนาการที่ดีแก่เด็กและเยาวชนในโรงเรียนนี้ ส่งเสริมให้มีการปลูกผักโดยใช้น้ำน้อย ในโครงการเพาะเห็ดเพื่ออาหารกลางวันและร่วมกับมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบทของเครือเจริญโภคภัณฑ์ดำเนินโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวัน ปัจจุบันพบว่านักเรียนได้รับประทานอาหารที่มีคุณค่าผ่านเกณฑ์ Thai School Lunch
มีภาวะขาดโภชนาการลดลง
สำหรับโครงการซีพีเอฟ อิ่มสุข ปลูกอนาคต เริ่มดำเนินการในปี 2558  เป็นโครงการเพื่อสังคมที่ตอบโจทย์ด้านการมุ่งมั่นสร้างสังคมยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในข้อที่ว่าด้วยการเสริมสร้างสุขภาพสุขภาวะที่ดี และยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ 2 ข้อ นั่นคือ การขจัดความหิวโหย และการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี  ปัจจุบันมีเด็กๆ กว่า 17,500 คน ในโรงเรียน 77 แห่งทั่วประเทศที่ตั้งอยู่รอบโรงงานและฟาร์มร่วมโครงการ

ฝนหลวงฯ ปรับแผนเพิ่มเป้าหมายการเติมน้ำลงเขื่อนลำตะคอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298011

ฝนหลวงฯ ปรับแผนเพิ่มเป้าหมายการเติมน้ำลงเขื่อนลำตะคอง

ฝนหลวง, ฝนหลวงฯ

ฝนหลวงฯ ปรับแผนเพิ่มเป้าหมายการเติมน้ำลงเขื่อนลำตะคอง รองรับการใช้น้ำในฤดูแล้ง

                  วันที่ 5 ตุลาคม 2560 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ      การบินเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำในเขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ที่มีปริมาณน้ำเก็บกัก     ในระดับที่น้อย ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้เร่งปฏิบัติการปฏิบัติการฝนหลวงตามนโยบาย            การบริหารจัดการน้ำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเดิมมีเป้าหมายการเติมน้ำให้กับ       เขื่อนลำตะคองภายในเดือนตุลาคม 2560 จำนวนปริมาณ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร และจากผลการปฏิบัติการ   ฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2560 ถึงปัจจุบัน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร สามารถปฏิบัติการ        ฝนหลวงเติมน้ำลงเขื่อนลำตะคองได้ปริมาณทั้งสิ้น 24.33 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ และทำให้มีปริมาณน้ำในเขื่อน 144.584 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 45.97% ของความจุเขื่อน

ทั้งนี้                เขื่อนลำตะคองยังสามารถเก็บกักน้ำสำหรับใช้การในฤดูแล้งได้อีก พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปรับแผนการปฏิบัติการฝนหลวง   เติมน้ำในเขื่อนลำตะคองให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น ซึ่งกรมฝนหลวงฯ ปรับแผนการดำเนินงานให้หน่วยปฏิบัติการ     ฝนหลวงจังหวัดนครราชสีมาและหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดลพบุรี ปฏิบัติงานร่วมกันต่อถึงวันที่           31 ตุลาคม 2560 ใช้เครื่องบินรวมจำนวน 6 ลำ ได้แก่ เครื่องบินชนิดกาซ่า จำนวน 2 ลำ ชนิดซุปเปอร์คิงแอร์ จำนวน 1 ลำ เครื่องบินชนิดบีที – 67 จำนวน 1 ลำ และเครื่องบินชนิดเอยู-23 จำนวน 2 ลำ ปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและเติมน้ำให้กับเขื่อนลำตะคอง ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มปริมาณน้ำให้มากขึ้นเป็น         35 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้สามารถรองรับการใช้น้ำจากความต้องการอุปโภค บริโภคในฤดูแล้งได้อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันที่ 4 ตุลาคม 2560 ในภารกิจ        การเติมน้ำให้กับเขื่อนสำคัญทั่วทุกภูมิภาค พบว่า ภาคกลาง โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดกาญจนบุรี    มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางบริเวณพื้นที่อำเภอศรีสวัสดิ์ ทองผาภูมิ สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี พื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ์และเขื่อนศรีนครินทร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครราชสีมา มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางบริเวณพื้นทีลุ่มรับน้ำเขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา         ภาคตะวันออก โดยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดระยอง มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางบริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็ฐน้ำคลองสียัด จังหวัดฉะเชิงเทรา และพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำพระปรง จังหวัดสระแก้ว และภาคใต้ โดยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีฝนตกปานกลางถึงหนัก บริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแก่งกระจานและเขื่อนปราณบุรี

สถาการณ์น้ำท่วมแปดริ้วเริ่มคลี่คลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297983

สถาการณ์น้ำท่วมแปดริ้วเริ่มคลี่คลาย

แปดริ้ว

สถาการณ์น้ำท่วมแปดริ้วเริ่มคลี่คลาย

         วันที่ 5 ต.ค. นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่าภายหลังจากที่โครงการชลประทานฉะเชิงเทราได้ลดฝายยางท่าลาดลง เพื่อพร่องน้ำในคลองท่าลาด รอรับน้ำจากคลองกะพงที่ไหลงสู่คลองระบมก่อนจะไหลลงมาคลองท่าลาด ส่งผลให้สถานการณ์น้ำที่ท่วมขังอยู่ในพื้นที่หมู่ 17 บ้านหนองตานาค และหมู่ 2 บ้านท่าเลียบ ตำบลท่ากระดาน   ล่าสุดวันนี้(5 ต.ค. 60)ลดลงเกือบปกติแล้ว ซึ่งปริมาณน้ำนี้จะไหลลงสู่ปลายคลองกะพง ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำท่วมขังในบริเวณหมู่ 4 บ้านนาโพธิ์ ตำบลท่ากระดาน แต่น้ำในคลองกะพงยังคงไหลลงสู่คลองระบมได้สะดวก ทำให้คาดว่าระดับน้ำในบริเวณหมู่ 4 บ้านนาโพธิ์ จะเข้าสู่ปกติในช่วงเย็นของวันนี้
สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำคลองระบม อำเภอสนามชัยเขต ที่ได้มีการยกฝายยางขึ้นสูงสุดแล้วก่อนหน้านี้ และปัจจุบันมีปริมาณน้ำเต็มความจุและไหลล้นทางระบายน้ำล้น(Spillway)สูงประมาณ 0.23 เมตร ปริมาณน้ำไหลผ่าน 3.56 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ในขณะที่ยังคงมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำในคลองระบมและคลองท่าลาด ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และจะเอ่อล้นพื้นที่ลุ่มต่ำบางส่วนตามแนวคลองระบมและคลองท่าลาด

ในช่วงเย็นวันนี้(5 ต.ค. 60) โครงการชลประทานฉะเชิงเทรา ได้รายงานสถานการณ์น้ำไปยังนายอำเภอ สนามชัยเขต อำเภอพนมสารคาม และอำเภอราชสาส์น ให้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ยกสิ่งของเครื่องใช้ และเคลื่อนย้ายสัตว์เลี้ยงไปไว้บนที่สูง พร้อมทั้งให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

บ่อวงร้าง “ฟื้นคืนชีพ”แก้วิกฤติน้ำหลากน้ำแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297973

บ่อวงร้าง “ฟื้นคืนชีพ”แก้วิกฤติน้ำหลากน้ำแล้ง

บ่อวงร้าง “ฟื้นคืนชีพ”แก้วิกฤติน้ำหลากน้ำแล้ง

 

เหตุที่บ่อวงร้างฟื้นคืนชีพได้ ก็เพราะกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำ “โครงการศึกษาทดลองเติมน้ำใต้ดินระดับตื้น” เข้าไปดำเนินการ ด้วยหลักการง่ายๆ กักน้ำวิกฤติ ไว้เป็นโอกาส ได้ใช้ประโยชน์ในน้ำวิกฤต…!!! ซึ่งหลักการนี้มีองค์ประกอบสำคัญ เพียง “บ่อวงร้างของชาวบ้าน-เทคโนโลยีและความรู้จากบุคลากรกรมทรัพยากรน้ำบาดาล” เท่านั้น โดย 2 สิ่งนี้ มีการนำร่องแล้วในพื้นที่วิกฤติหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย

บ้านหนองจอก หมู่ 6 ต.นางลือ อ.เมือง จ.ชัยนาท ก็เป็น 1 ในพื้นที่ที่เข้าข่ายเกิดวิกฤติน้ำจากภัยธรรมชาติที่รุนแรง แต่ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการนี้…โดยที่นี่ เคยเกิดปัญหามากมาย ทั้งน้ำหลากและน้ำแล้ง ชาวบ้านได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง ในด้านการส่งเสริมให้ได้ใช้น้ำบาดาล แต่ก็มีอีกหลายแห่งที่ชาวบ้านขุดเองในระดับตื้น โดยอาศัยภูมิปัญญาชาวบ้าน ขุดบ่อขนาดเล็กที่เรียกว่า “บ่อตอก” ความลึกไม่เกิน 8-10 เมตร และใช้เครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่งลงไปติดตั้งเพื่อสูบน้ำขึ้นมาใช้

แต่แล้วปัญหาก็ยังไม่จบ เมื่อ “บ่อตอก” ที่ชาวบ้านขุดลงไปนั้น มีระดับน้ำลดต่ำลง อันเป็นผลมาจากการใช้น้ำมากเกินสมดุลของประชาชน ที่ทุกหลังคาเรือนนำขึ้นมาใช้ทำนาอย่างกว้างขวาง ทำให้เครื่องสูบหอยโข่งไม่สามารถสูบน้ำขึ้นมาได้ จึงต้องขุดบ่อให้ลึกลงไปมากขึ้นกว่าเดิม หรือเรียกว่า “ทรุดบ่อ” เพื่อติดตั้งเครื่องสูบหอยโข่งตามระดับน้ำที่อยู่ลึกลงไป ให้สามารถสูบน้ำกลับมาใช้อีก เพราะน้ำที่เคยสูบมาใช้ได้ ที่ระดับความลึกจากชั้นผิวดิน 8-10 เมตร นั้น แห้งหายลงไปแล้ว

ดร.อรัญญา เฟื่องสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล รักษาราชการแทนอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เปิดเผยว่า  กรมทรัพยากรน้ำบาดาลมีแผนจะ “ฟื้นคืนชีพบ่อวงร้าง-สร้างน้ำ-สร้างชีวิต-สู่จุดสมดุลน้ำใต้ดิน” พร้อมให้ชาวบ้านร่วมด้วยช่วยเติมน้ำใต้ดิน ด้วยกลไกของภาครัฐ ที่มุ่งเน้นแนวทางการเติมน้ำใต้ดินที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ด้วยน้ำที่ลงสู่ชั้นน้ำบาดาลระดับตื้นจะต้องผ่านการกรองและระมัดระวังการปนเปื้อนอย่างดีที่สุด ก่อนให้ประชาชนได้ใช้ สิ่งนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องนำความรู้และวิทยาการจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล มาสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชน โดยผลที่ได้จะอยู่ทั้ง ในส่วนของธรรมชาติ ที่สามารถช่วยฟื้นคืนทรัพยากรธรรมชาติ (น้ำใต้ดิน) ไม่ให้สูญเสียความสมดุล และไม่มีปัญหาเรื่องการระเหย ทำให้ประชาชนให้มีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและเพื่อการเกษตร คลี่คลายปัญหาวิกฤติน้ำได้ระดับหนึ่ง ที่สำคัญ ยังทำให้ประชาชน “รู้ใช้-รู้เติม-รู้หมุนเวียน” และช่วยแก้ปัญหาการปนเปื้อนให้น้ำบาดาล จากบ่อที่ถูกทิ้งร้างได้อีกด้วย

ฉะนั้น จากนี้ไปเมื่อเกิดภาวะน้ำหลาก จะมีจำนวนประมาณครึ่งหนึ่งของน้ำหลากที่เกิดขึ้น จะถูกนำไปเก็บไว้ในชั้นใต้ดินระดับตื้น ตรงตามวัตถุประสงค์ เพื่อนำน้ำฝนหรือน้ำท่วมน้ำหลาก ลงไปกักเก็บในชั้นน้ำบาดาลระดับตื้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำน้ำกลับขึ้นมาใช้ได้ในช่วงฤดูแล้งนับเป็นโครงการสำคัญโครงการหนึ่ง ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาน้ำบาดาล ให้นำมาใช้ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทั่วประเทศ

กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม “ผู้ให้น้ำ-น้ำให้ชีวิต” กับ “โครงการศึกษาทดลองเติมน้ำใต้ดินระดับตื้น”ฟื้นบ่อวงร้าง สร้างน้ำใต้ดิน”

ศพก.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ก่อนพัฒนาเป็น 9101

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297969

ศพก.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ก่อนพัฒนาเป็น 9101

ก่อนพัฒนาเป็น, 9101, ตามแผน, หวังความยั่งยืน

ศพก.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ก่อนพัฒนาเป็น 9101 ตามแผน หวังความยั่งยืน

            ศพก.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ก่อนพัฒนาเป็น 9101 ตามแผน หวังความยั่งยืน
กระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการในการขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)       โดยการดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการคิด ตัดสินใจ วางแผน และรับผิดชอบ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง ซึ่งจะส่งผลให้การปฏิรูปภาคการเกษตรเป็นไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน               ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา

ผลจากการดำเนินการดังกล่าวทำให้แต่ละ ศพก. สะสมข้อมูลความต้องการของเกษตรกรและชุมชน ที่จะพัฒนาการเกษตรของชุมชนไว้มากพอในระดับหนึ่ง และมีความพยายามที่จะช่วยเหลือตนเองเท่าที่กำลังความสามารถจะทำได้ จากจำนวน ศพก. 882 ศูนย์ และศูนย์เครือข่ายอีกจำนวน 10,523 ศูนย์
นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สมาชิก ศพก. มีความมุ่งมั่นตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งในหลวง ร.9 พระราชทานไว้ให้มาเป็นหลักนำชัยในการพัฒนาอาชีพของตน ซึ่งแต่ละคนต่างทำกิจกรรมของตนเองตามกำลัง บางพื้นที่ก็รวมกลุ่มกันทำกิจกรรมทางการเกษตร   เน้นการพึ่งพาตนเองให้ได้  เมื่อรัฐบาลมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรให้มีความมั่นคงในอาชีพและขยายผล            หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนที่เข้าร่วมโครงการได้เดินตามรอยเท้าพ่อตามที่มุ่งหวัง จึงสอดคล้องกับการพัฒนาการเกษตรที่สมาชิก ศพก. ดำเนินการอยู่ อีกทั้งในส่วนของทางราชการได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานทั้งสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ธกส. และกระทรวงมหาดไทย ส่งผลให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์  สามารถวัดผลและตรวจสอบได้ ทั้งจากสมาชิกชุมชนด้วยกันเอง และหน่วยงานภายนอก
นายสมชาย กล่าวอีกว่า อาจมีหลายส่วนที่กังวลกับความรวดเร็วของการดำเนินโครงการ แต่ก็ต้องเข้าใจสมาชิกชุมชนด้วย ศพก.เองมีความเข้าใจและเตรียมความพร้อมกันมานานพอสมควรแล้ว แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้เองโดยลำพังของชุมชน รอคอยมานาน เมื่อมีการช่วยเหลือจากภาครัฐเข้ามาสนับสนุน จึงทำให้สามารถดำเนินการได้ทันที เช่น พื้นที่ ต.หนองตูม อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ชุมชนประสบปัญหาขยะจากเศษเปลือกกล้วยมีมากถึงวันละ 5 – 6 ตัน ชุมชนจึงเสนอความต้องการทำปุ๋ยอินทรีย์จากเปลือกกล้วย เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว สร้างรายได้ให้กับชุมชนกว่า 1.5 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีชุมชนยี่ล้น อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ชุมชนประสบปัญหาเกิดจากราคาปลา และข้าวตกต่ำ  ชุมชนเสนอขอทำฟาร์มชุมชน จนสามารถสร้างรายได้แก่ชุมชนมากกว่า 970,000 บาท
“ผมอยากให้ทุกคนมองด้วยใจเป็นธรรม การสร้างโอกาสให้ชุมชนเรียนรู้ที่จะระเบิดจากข้างใน เรียนรู้ที่จะยอมรับหลักประชาธิปไตย เข้าใจกัน เอื้อเฟื้อกัน  ตรวจสอบกันเอง จะสร้างสังคมเกษตรที่เข้มแข็งและมีความยั่งยืนในการพัฒนาได้จริง” นายสมชาย กล่าว

กรมชลฯเตือนเฝ้าระวังน้ำหลากลุ่มเจ้าพระยาอีกรอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297960

กรมชลฯเตือนเฝ้าระวังน้ำหลากลุ่มเจ้าพระยาอีกรอบ

เจ้าพระยา

กรมชลฯเตือนเฝ้าระวังน้ำหลากลุ่มเจ้าพระยาอีกรอบ

             นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่ายังมีฝนตกหนักต่อเนื่อง 2-3 วัน โดยจะมีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เข้ามาปะทะกันแนวภาคเหนือตอนล่าง จ.กำแพงเพชร พิจิตร จ.นครราชสีมา โคราช มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ทำให้มีปริมาณฝนตกมากว่า 100 มม. เช่นบริเวณคลองขลุง กำแพงเพชร โดยได้แจ้งประสานผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานในพื้นที่เฝ้าสถานการณ์เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งตามคาดการณ์อีก 1 สัปดาห์ ปริมาณน้ำเหนือจากแม่น้ำปิง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน ไหลเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา คาดว่าระดับสูงสุด ที่จ. นครสวรรค์ 2.2 พันลบ.ม.ต่อวินาที จากตอนนี้อยู่ที่ 1.9 พันลบ.ม.ต่อวินาที

              ทั้งนี้ ตนจะลงพื้นที่เขื่อนเจ้าพระยา ในวันที่ 9 ต.ค. ดูสถานการณ์ปริมาณน้ำหลากมากขึ้น 300-400 ลบ.ม.ต่อวินาที มาสู่ลุ่มเจ้าพระยาตอนข้างล่าง โดยจะควบคุมการระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ไม่ให้เกิน 1.5 พันลบ.ม.ต่อวินาที ขณะนี้อยู่ที่ระดับ 1.4 พันลบ.ม.ต่อวินาที หากระบายเพิ่มจะท่วมพื้นที่เดิม 14 จุด เช่นพื้นที่นอกคัน จ.พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี จากที่ระดับระบายสูงสุดไม่เกิน 2.8 พันลบ.ม. โดยใช้การบริหารน้ำเข้าคลองซ้าย-ขวาสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ผันเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำแก้มลิง 12 ทุ่งมีพื้นที่หลังเก็บเกี่ยว 1.15 ล้านไร่ ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี นำน้ำเข้าประมาณ 800-900 นลบ.ม. จากที่เต็มศักยภาพ 1.5 พันล้านลบ.ม. เพื่อมีช่องว่างไว้รับน้ำฝนได้อีกซึ่งยังไม่สิ้นสุดฤดูฝน

             นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่าให้ทุกจังหวัดเฝ้าระวังลุ่มเจ้าพระยา ตั้งแต่นครสวรรค์ ลงมากรุงเทพ ยืนยันว่าน้ำเหนือไม่ล้นแม่น้ำเจ้าพระยา เข้ากระทบพื้นที่กทม. ซึ่งปริมาณน้ำมาถึงอีก 1 สัปดาห์ ขณะนี้ได้บริหารน้ำออกก่อนเข้าปริมณฑล เช่น ผันน้ำเข้าทุ่งแก้มลิง ระบายน้ำออกอ่าวไทย แนวตะวันออกของกรุงเทพ ใช้ระบบชลประทานลงแนวคลองชายทะเล จ.สมุทรปราการ และระบายผ่านแม่น้ำท่าจีน

               สำหรับพื้นที่ภาคใต้ จะเรียกประชุมทุกหน่วยงานวันที่ 14 ต.ค. เตรียมมาตรการรองรับ แนวร่องฝนเลื่อนลงประมาณปลายเดือนต.ค. ย้ายเครื่องมือ เครื่องสูบน้ำจากภาคอีสาน ภาคเหนือ ไว้ลงภาคใต้ก่อน

“ไทวัสดุ”ชวนชาวไทยร่วมบริจาคสร้างฝายโครงการป่ารักษ์น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297833

“ไทวัสดุ”ชวนชาวไทยร่วมบริจาคสร้างฝายโครงการป่ารักษ์น้ำ

ไทวัสดุ

“ไทวัสดุ”ชวนชาวไทยร่วมบริจาคสร้างฝายโครงการป่ารักษ์น้ำ

             นายรัฐวิชญ์ ศุภสวัสดิรัตน์ รักษาการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัทซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม ที่สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่ทางการเกษตรและบ้านเรือนประชาชนอยู่บ่อยครั้งในแต่ละปี ทำให้เราตระหนักถึงวิกฤติของป่าต้นน้ำที่ถูกบุกรุกทำลายส่งผลให้เกิดการกัดเซาะหน้าดิน ไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้ ซึ่งเป็นปัญหาระดับชาติที่ประชาชนทุกคนควรเข้ามามีส่วนรับผิดชอบในการฟื้นฟูผืนป่า เพื่อสร้างสมดุลให้แก่ธรรมชาติ โดยในปีที่ผ่านๆ มา
             ทางบริษัทฯ ได้ให้การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์เพื่อสร้างและซ่อมแซมฝายกั้นน้ำในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ ทั้งจังหวัดเชียงราย นครราชสีมา และเพชรบุรี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการสร้างฝายเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในพื้นที่และเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผืนป่าเพื่อลดการเกิดไฟป่า

           นายรัฐวิชญ์ กล่าวอีกว่า ในปีนี้ทางบริษัทฯ ได้จัดทำ “โครงการไทวัสดุร่วมสืบสานพระราชปณิธานในโครงการป่ารักษ์น้ำ” ร่วมกับองค์การป่ารักษ์น้ำแห่งประเทศไทย โดยมุ่งหวังให้สังคมได้ตระหนักถึงภัยธรรมชาติที่มีผลกระทบโดยตรงต่อทุกภาคส่วน ด้วยการเปิดช่องทางให้ประชาชนร่วมบริจาคเงินเพื่อนำไปจัดหาปูนซีเมนต์ในการสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่แจ่ม อ.แม่แจ่มจ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำอันอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากประชาชนได้ร่วมกันดูแลผืนป่าอย่างเข้มแข็ง ส่งผลให้มีปริมาณน้ำหล่อเลี้ยงชุมชนตลอดทั้งปีและไหลลงสู่เขื่อนภูมิพลถึงร้อยละ 40 และส่งผ่านแม่น้ำปิงลงมายังแม่น้ำเจ้าพระยาถึงร้อยละ 16 และไหลออกสู่อ่าวไทย
                ด้วยเหตุนี้จะเห็นได้ว่าผืนป่าแม่แจ่มมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตของคนไทย ทั้งในการอุปโภคบริโภคภาคครัวเรือน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว อย่างเด่นชัด

              ทางบริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด จึงขอเชิญชวนร่วมบริจาคเงินสมทบทุนในการซื้อปูนซีเมนต์ เพื่อสนับสนุนการสร้างฝายชะลอน้ำ ผ่านกล่องรับบริจาคที่ตั้งอยู่ในร้านไทวัสดุ โฮมเวิร์ค และบ้านแอนด์บียอนด์ ทุกสาขาทั่วประเทศ

              “เพราะปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ดินถล่ม ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของพวกเราทุกคนอีกต่อไป ไทวัสดุจึงขอเป็นกลไกหนึ่งที่ร่วมผลักดันให้เกิดการพัฒนาของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน”

รัฐเร่ง“ขึ้นทะเบียน” แรงงานประมงต่างด้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297812

รัฐเร่ง“ขึ้นทะเบียน” แรงงานประมงต่างด้าว

กรมประมง

รัฐเร่ง“ขึ้นทะเบียน” แรงงานประมงต่างด้าว

               นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากการที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 26 ก.ย. 2560 เรื่อง การออกหนังสือคนประจำเรือตามกฎหมายว่าด้วยการประมง พ.ศ.2560 เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานประมง โดยอำนวยความสะดวกให้คนต่างด้าวที่ประสงค์ทำงานในเรือประมงอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และการอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวทำงานในเรือประมงที่จะออกไปทำการประมงในทะเลโดยประกาศดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่ผ่านมา และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2560 เพื่อเป็นการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว รวมทั้งเป็นการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคประมง ด้วย

               สำหรับแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีที่ประสงค์ทำงาน ในเรือประมงแต่ไม่มีใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการทำงานของคนต่างด้าวสามารถ มาลงทะเบียนได้กับทางกรมประมง ณ สถานที่กรมประมงกำหนดใน 22 จังหวัดชายทะเลในระหว่างวันที่ 1-31 ต.ค. 2560โดยกระทรวงมหาดไทยได้อำนวยความสะดวกในการจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรด้วย

               กรณีคนต่างด้าวมีใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการทำงานของคนต่างด้าว และเอกสารถูกต้องครบถ้วน และประสงค์จะทำงานในเรือประมงสามารถขอรับหนังสือคนประจำเรือได้ตลอดเวลา แม้สิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว เนื่องจากเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว

             สำหรับนายจ้างหรือผู้ประกอบการที่มีความประสงค์จ้างแรงงานประมงต่างด้าวทำงานในเรือประมงสามารถยื่นทะเบียนนายจ้างเพื่อแจ้งความประสงค์จ้างแรงงานได้ทางกรมประมงในระหว่างวันที่ 30 ก.ย.-10 ต.ค.2560 เพื่อทางกรมประมงจะดำเนินการจัดทำบัญชีรายชื่อนายจ้างเพื่อให้คนงานต่างด้าวเลือกสมัครเข้าทำงาน กรณีที่มีการตกลงจ้างแรงงาน ให้นายจ้างดำเนินการให้มีการทำสัญญาจ้างระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง ดำเนินการตรวจโรค พร้อมจัดทำหนังสือคนประจำเรือในระหว่างวันที่1 ต.ค.-15พ.ย. 2560

             ทั้งนี้ ในระหว่างที่มีการเจรจาจ้างแรงงานอาจมีผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชน หรือผู้แทนองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์กับทางภาครัฐด้วย

             สำหรับกรณีเจ้าของเรือที่มีขนาดต่ำกว่า 30 ตันกรอสซึ่งมีคนประจำเรือซึ่งเป็นคนต่างด้าวทำงานอยู่ในเรือประมงอยู่จะต้องขอหนังสือคนประจำเรือภายใน 120 วันนับแต่วันที่ประกาศมีผลบังคับใช้

              “แรงงานต่างด้าวขอให้รีบมาขึ้นทะเบียนประวัติเพื่อทำงานในเรือประมงภายในราชอาณาจักรไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ด้านผู้ประกอบการหากมีแรงงานต่างด้าวทำงานในเรือประมง ให้แจ้งแรงงานต่างด้าวมารายงานตัวและขอรับหนังสือคนประจำเรือภายในระยะเวลาหากพ้นกำหนดนายจ้างที่รับคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน จะมีโทษปรับตั้งแต่ 400,000 – 800,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้าง 1 คนสอบถามรายละเอียดการขอขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประมงจังหวัด 22 จังหวัดชายทะเลหรือกองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กรมประมง “ นายอดิศร กล่าว

               ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ามาตรการในการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมงที่ผิดกฎหมายขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) ว่า ก่อนหน้านี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปลายเดือน ต.ค. นี้ คณะกรรมาธิการยุโรปด้านประมงและทะเล(DG MARE) ของสหภาพยุโรปหรืออียู จะเดินทางมาไทย เพื่อติดตามตรวจสอบการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือไอยูยู ด้านการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เป็นการเฉพาะ โดยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ถือว่าเป็นการตรวจสอบที่เข้มงวดที่สุด

              อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยดำเนินการด้านการตรวจสอบย้อนกลับมาแล้วกว่า 50% โดยมีกรมประมงเป็นหน่วยงานหลัก และมีหน่วยงานอื่นๆ ช่วยกันสนับสนุน เช่น ท่าขึ้นปลา ขององค์การสะพานปลา(อสป.) กรมเจ้าท่า ช่วยกันดูแล เป็นต้น

กรมชลฯแจ้งเตือนประชาชนปริมาณแม่น้ำปราจีนบุรี เพิ่มสูงขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297806

กรมชลฯแจ้งเตือนประชาชนปริมาณแม่น้ำปราจีนบุรี เพิ่มสูงขึ้น

แม่น้ำปราจีนบุรี, เพิ่มสูงขึ้น 

กรมชลฯแจ้งเตือนประชาชนปริมาณแม่น้ำปราจีนบุรี เพิ่มสูงขึ้น

ฝนที่ตกหนักในเขตอ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรีเพิ่มสูงขึ้น คาดจะกระทบพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งบริเวณชุมชนตลาดเก่ากบินทร์บุรี ประมาณตี 1 ของคืนวันที่ 5 ต.ค. 60 กรมชลประทาน แจ้งจังหวัดให้เตือนประชาชนเตรียมพร้อมรับมือแล้ว
นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า “ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ได้ติดตามสภาวะอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าอิทธิพลของร่องมรสุมพาดผ่านภาคตะวันออก ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศเวียดนามตอนกลางจะเคลื่อนเข้ามาตามแนวร่องมรสุม ทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2560 วัดปริมาณฝนที่อำเภอกบินทร์บุรีได้ 75 มิลลิเมตร ส่งผลทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรีเพิ่มสูงขึ้น และเมื่อเวลา 18.00 น.ของวันนี้(3 ต.ค. 60) ระดับน้ำที่สถานี Kgt.3 อำเภอกบินทร์บุรี วัดได้ +6.61 เมตร(รทก.) ต่ำกว่าตลิ่ง 3.59 เมตร(รทก.) ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่มเติม จะส่งผลกระทบเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งบริเวณชุมชนตลาดเก่ากบินทร์บุรี ในเวลาประมาณตี 1 ของคืนวันที่ 5 ตุลาคม 2560 คาดว่าระดับน้ำจะสูงสุด ในวันที่ 6 ตุลาคม 2560 เวลาประมาณ 05.00 น. ที่ระดับ    +9.60 – +9.70 เมตร(รทก.) ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนในเขตเทศบาลกบินทร์บุรี”
ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ได้ทำหนังสือรายงานสถานการณ์น้ำไปยังกรมป้องกันและบรรเทา-   สาธารณภัย เพื่อประสานกับจังหวัดปราจีนบุรี ในการประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์แล้ว พร้อมนี้ ได้มอบหมายให้โครงการชลประทานในพื้นที่ร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเฝ้าระวังและ ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งวางแผนบริหารจัดการน้ำ ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน และได้จัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และเครื่องสูบน้ำไว้คอยช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

สศก.เดินหน้า15โครงการ เคลื่อน“เกษตรอัจฉริยะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297643

สศก.เดินหน้า15โครงการ  เคลื่อน“เกษตรอัจฉริยะ”

สศก

สศก.เดินหน้า15โครงการ  เคลื่อน“เกษตรอัจฉริยะ”

        วันที่ 2 ต.ค.60 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปีงบประมาณ 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับจัดสรรงบประมาณรวม 103,586.6227 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.95 % จากปี 2560 แยกเป็นส่วนราชการและองค์การมหาชน 17 หน่วยงาน ได้รับจัดสรรจำนวน 99,830.6782 ล้านบาท รัฐวิสาหกิจ 3 หน่วยงาน ได้รับจัดสรรจำนวน 1,447.5752 ล้านบาท และกองทุน 5 หน่วยงาน ได้รับจัดสรรจำนวน 2,308.3693 ล้านบาท

          จำแนกเป็น งบบุคลากรภาครัฐ วงเงิน 25,823.0087 ล้านบาท งบรายจ่ายตามภารกิจ วงเงิน 17,422.3205 ล้านบาท งบบูรณาการ วงเงิน 53,234.3502 ล้านบาท และงบพื้นที่วงเงิน 7,106.9433 ล้านบาท ในจำนวนนี้ มีงานโครงการสนับสนุนนโยบายยกกระดาษA4 ของพล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และงานสำคัญอื่นๆ จำนวน 57,742.1386 ล้านบาท ประกอบด้วย 15 โครงการแผนงานสำคัญ ประกอบด้วย

           1. การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 50,010.2374 ล้านบาท 2. ระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ 1,868.4714 ล้านบาท 3. ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 449.0476 ล้านบาท 4. Zoning by Agri-Map 333.0441 ล้านบาท 5. Smart Farmer 143.7429 ล้านบาท 6. พัฒนาสถาบันเกษตรกรรูปแบบ ประชารัฐ 21.9530 ล้านบาท 7. ธนาคารสินค้าเกษตร 40.6349 ล้านบาท 8. เกษตรอินทรีย์ 910.4219 ล้านบาท 9. ส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ 379.3885 ล้านบาท 10. จัดระเบียบการประมงให้เป็นมาตรฐาน 577.9542 ล้านบาท 11. ขยายศูนย์เมล็ดพันธ์ข้าว 472.9215 ล้านบาท 12. ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าและการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงาน 351.1151 ล้านบาท 13. ตลาดสินค้าเกษตร 268.1654 ล้านบาท 14. พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน (GAP) 1,414.2919 ล้านบาท และ15. การช่วยเหลือด้านหนี้สินสมาชิกสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร 500.7488 ล้านบาท

                สำหรับแผนการใช้จ่ายแต่ละไตรมาส กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยไตรมาสแรก ปี 2561 วงเงิน 33,891.39 ล้านบาท หรือ 32.72% ไตรมาสที่ 2 จำนวน 23,478.51 ล้านบาท หรือ 22.67% ไตรมาสที่ 3 จำนวน 22,359.16 ล้านบาท หรือ 21.58% และไตรมาสที่ 4 จำนวน 23,857.56 ล้านบาท หรือ 23.03% ซึ่งเชื่อมั่นว่าผลสัมฤทธิ์จะได้รับจากการดำเนินงานตามงบประมาณปี 2561 ในภาพรวม จะช่วยให้รายได้ทางการเกษตรของครัวเรือนเกษตร เพิ่มขึ้น 5% อัตราการขยายตัวภาคเกษตรไม่ต่ำกว่า 3%

                ทั้งนี้ ปี 2561 กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดเป้าหมายให้เป็น ปีแห่งการยกระดับคน เร่งสร้างเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer เร่งเครื่องสู่เกษตร 4.0 อย่างต่อเนื่อง