ยุโรปลงดาบ ‘อเมซอน’ เก็บภาษีย้อนหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 ต.ค. 2560 เวลา 09:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/518555

ยุโรปลงดาบ ‘อเมซอน’ เก็บภาษีย้อนหลัง

อียูสั่งเรียกภาษีย้อนหลังจากอเมซอนเกือบ 1 หมื่นล้าน หลังพบหลบภาษีในยุโรป

สหภาพยุโรป (อียู) สั่งให้ อเมซอน ยักษ์อี-คอมเมิร์ซจากสหรัฐ จ่ายค่าภาษีย้อนหลังถึง 250 ล้านยูโร (ราว 9,814 ล้านบาท) พร้อมดอกเบี้ยให้รัฐบาลลักเซมเบิร์ก หลังพบว่าอเมซอนได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างผิดกฎหมายจากรัฐบาลเมื่อปี 2003

“ลักเซมเบิร์กให้ผลประโยชน์ด้านภาษีที่ผิดกฎหมายกับอเมซอน ซึ่งส่งผลให้กำไรของอเมซอนเกือบ 75% ไม่ถูกเก็บภาษี” มาร์เกรธ เวสทาเกอร์ หัวหน้าคณะกรรมาธิการต่อต้านการผูกขาดตลาดของอียู กล่าว โดยอียูระบุว่า รัฐบาลลักเซมเบิร์กเปิดทางให้อเมซอนโยกย้ายผลกำไรส่วนใหญ่ไปโดยไม่ต้องเสียภาษี

รอยเตอร์สระบุว่า อเมซอนปรับเปลี่ยนแนวทางจัดเก็บภาษีในยุโรปเมื่อปี 2015 เพื่อให้สามารถปิดยอดขายและจ่ายภาษีได้ทั้งในอังกฤษ เยอรมนี สเปน และอิตาลี แทนที่จะปิดยอดขายทั้งหมดในลักเซมเบิร์ก ที่เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่เพียงที่เดียว ซึ่งจะทำให้อเมซอนต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ อเมซอนปฏิเสธข้อกล่าวหาและยื่นอุทธรณ์ต่อ เช่นเดียวกับรัฐบาลลักเซมเบิร์ก โดยนอกจากกรณีอเมซอนแล้ว อียูยังอยู่ระหว่างการสืบสวนแมคโดนัลด์ เชนฟาสต์ฟู้ดรายใหญ่จากสหรัฐด้วยเช่นกัน ด้านบลูมเบิร์กรายงานว่า คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) จะฟ้องไอร์แลนด์ เนื่องจากล้มเหลวในการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังจากแอปเปิ้ล อิงค์ บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จากสหรัฐ วงเงิน 1.3 หมื่นล้านยูโร (ราว 5.10 แสนล้านบาท)

สำหรับความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้น ขณะที่อียูพยายามปราบปรามการเลี่ยงภาษีของบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ซึ่งมาตั้งสำนักงานในยุโรปเพื่อเลี่ยงภาษี โดยรอยเตอร์สรายงานว่า อีซีกำลังร่างข้อเสนอปฏิรูปภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ให้เก็บแวตจากประเทศที่สินค้าขายออก เพื่ออุดช่องโหว่การเลี่ยงภาษีด้วยการจดทะเบียนบริษัทในประเทศที่อัตราแวตถูกกว่า เช่น ลักเซมเบิร์กที่อเมซอนจดทะเบียนตั้งอยู่

กสทช.ยกร่างชิงคลื่นมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 ต.ค. 2560 เวลา 09:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/518548

กสทช.ยกร่างชิงคลื่นมือถือ

กสทช.เตรียมจัดทำร่างประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และ 850 MHz ภายในเดือน เม.ย. 2561 เพื่อประมูลในเดือน ก.ย. 2561

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า สัมปทานคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz จำนวน 45 MHz และสัมปทานคลื่นความถี่ย่าน 850 MHz จำนวน 5 MHz ของบริษัท กสท โทรคมนาคม หรือ CAT กับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในเดือน ก.ย. 2561

ทั้งนี้ กสทช.ได้เตรียมจัดทำร่างประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และ 850 MHz ภายในเดือน เม.ย. 2561 แต่เนื่องจากคณะกรรมการ กสทช.จะสิ้นสุดวาระการทำงานในวันที่ 6 ต.ค.นี้ และจะมีคณะทำงานชุดใหม่เข้ามาแทนที่ ซึ่งหากคณะกรรมการชุดใหม่ไม่เห็นด้วยกับร่างประมูลดังกล่าวจะมีการแก้ไขและร่างให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ค.-ส.ค. 2561 เพื่อให้ทันการประมูลในเดือน ก.ย. 2561 ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานเดิม

ขณะที่ความคืบหน้าการจัดประมูลโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความ เร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน หรืออินเทอร์เน็ตชายขอบในพื้นที่ที่เหลือ สำนักงาน กสทช. เตรียมออกประกาศการประมูลภายในเดือน พ.ย. 2560 และลงนามสัญญาอินเทอร์เน็ตชายขอบ ภายในเดือน ม.ค. 2561 เพื่อเปิดให้บริการอินเทอร์เน็ตครบทุกพื้นที่ 3,920 หมู่บ้าน ภายในเดือน ธ.ค. 2561

นอกจากนี้ มีวาระการประชุม คณะกรรมการ กสทช. ครั้งที่ 13/2560 เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2560 ประธาน กสทช.มีความเห็นให้ยกวาระการประชุมสำคัญไปหารืออีกครั้งในวันที่ 11 ต.ค. 2560 ได้แก่ ประเด็นเพิกถอนใบอนุญาตบริษัท ดับเบิลยู วาย มีเดียฯ 11 ช่องรายการ พิจารณาอุทธรณ์ผู้รับใบอนุญาต 9 ราย กรณีไม่จ่ายค่า USO ปี 2554-2555 แผนรองรับการให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานของทีโอทีภายหลังทรูฯ สิ้นสุดสัญญา เป็นต้น เนื่องจากประธาน กสทช.จะหมดวาระการทำงานในวันที่ 5 ต.ค. 2560 จึงต้องการให้คณะกรรมการชุดใหม่เป็นผู้พิจารณาและรับวาระต่อไป

ยาฮูเผย 3 พันล้านบัญชีผู้ใช้งานถูกล้วงข้อมูลในปี56

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 ต.ค. 2560 เวลา 20:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/518441

ยาฮูเผย 3 พันล้านบัญชีผู้ใช้งานถูกล้วงข้อมูลในปี56

“ยาฮู” เผยบัญชีผู้ใช้งานรวม 3 พันล้านบัญชีถูกแฮคเกอร์ล้วงข้อมูลในปี 56

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า “ยาฮู” ผู้ให้บริการอีเมลชื่อดังของโลกได้ออกมาเปิดเผยข่าวชวนตะลึงว่า บัญชีผู้ใช้งานของยาฮูรวม 3 พันล้านบัญชี ได้ถูกล้วงข้อมูลในปี 2556 ซึ่งสูงกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ยาฮูรายงานไว้ในเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว

การเปิดเผยครั้งนี้มีขึ้นหลังจากเวอไรซอน คอมมิวนิเคชั่น อิงค์ ได้เข้าซื้อสินทรัพย์ด้านอินเทอร์เน็ตของยาฮูเป็นเงินกว่า 4.48 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา โดยปัจจุบันยาฮูเป็นบริษัทในเครือโอธ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทสื่อดิจิทัลของเวอไรซอน

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของโอธ อิงค์ ระบุว่า การสืบสวนล่าสุดบ่งชี้ว่า ข้อมูลบัญชีผู้ใช้ที่แฮคเกอร์ขโมยมาได้นั้น ไม่รวมถึงรหัสผ่าน ข้อมูลบัตรเครดิต และข้อมูลบัญชีธนาคาร

นักสิทธิสตรีค้าน! หนุ่มอินโดผุดแอพฯหนุนการแต่งงานผัวเดียวหลายเมีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ต.ค. 2560 เวลา 18:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/518225

นักสิทธิสตรีค้าน! หนุ่มอินโดผุดแอพฯหนุนการแต่งงานผัวเดียวหลายเมีย

นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีโวยหนุ่มอินโดฯพัฒนาแอพฯสนับสนุนการแต่งงานแบบสามีคนเดียวแต่มีหลายภรรยา

เมื่อเร็วๆ นี้ ชาวอินโดนีเซียเพื่อนบ้านของเรามีโอกาสได้ใช้แอพพลิเคชั่นใหม่ที่คิดและพัฒนาโดยคนอินโดเอง แอพที่ว่านี้คือ AyoPoligami คล้ายๆ กับแอพพลิเคชั่นหาคู่ Tinder ที่หลายคนคุ้นเคย แต่ที่ไม่เหมือนคือ แอพสัญชาติอินโดนี้เกิดมาเพื่อคนที่แต่งงานมีสามีภรรยาเป็นตัวเป็นตนแล้ว แต่ยังต้องการมองหาคู่ชีวิตเพิ่มเติมอีก

เจ้าของแอพคือ ลินดู ปรานายามา หนุ่มอินโดวัย 35 ปี ที่ผุดไอเดียนี้มาจากประสบการณ์การใช้งานแอพพลิเคชั่นหาคู่ของตัวเองเมื่อ 1 ปีก่อน ที่ไม่มีตัวเลือกสำหรับผู้ชายที่ต้องการสถานะการแต่งงานแบบผัวเดียวหลายเมีย จึงพัฒนา AyoPoligami ขึ้นมาตามดีมานด์ของคนใช้

แม้จะเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ก็มีชาวอิเหนาสนใจลงทะเบียนเข้าใช้แล้วกว่า 10,000 คน ซึ่งก็แน่นอนว่าส่วนใหญ่ หรือกว่า 60% เป็นคุณผู้ชาย ที่ใช้แอพนี้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบมีภรรยาหลายคน หรือบางคนก็เข้ามาขอคำแนะนำจากรุ่นพี่

แต่ถึงตัวเลขคนใช้งานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็มีเสียงวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน ซาเกีย ตูนิซา นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรี ที่ออกอาการไม่ปลื้ม AyoPoligami เอามากๆ เธอเผยว่า แอพของปรานายามาจะค่อยๆ เปลี่ยนความคิดให้คนในสังคมยอมรับการมีคู่สมรสหลายคนในเวลาเดียวกัน หรืออาจเลวร้ายถึงขั้นบังคับแบบกลายๆ ให้ผู้หญิงยอมรับพฤติกรรมดังกล่าว

งานโมบายยอดทะลักคนช็อปทะลุเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ต.ค. 2560 เวลา 06:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/518117

งานโมบายยอดทะลักคนช็อปทะลุเป้า

ผู้จัดงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โปเผยยอดคนเข้าร่วมชมงานและยอดเงินสะพัดทะลุเป้า 2,000 ล้าน หลังผู้ซื้ออั้นรอช็อปช่วงสิ้นปี

นายโอภาส เฉิดพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม วิชั่น กล่าวถึงภาพรวมการจัดงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป ครั้งที่ 28 โชว์เคส ว่า จากการเช็กยอดขายของทุกแบรนด์รวมกัน คาดว่าเกินเป้าที่ตั้งไว้ที่ 2,000 ล้านบาท เพราะราคาเครื่องที่มาวางขายมีทั้งระดับไฮเอนด์ และระดับกลางที่ราคาอยู่ที่ 7,000-1 หมื่นบาท และบางค่ายแม้ไม่มีรุ่นใหม่ก็ขนของแถมมาแจกลูกค้าเต็มที่

ขณะที่ก่อนหน้านี้ บริษัทได้ประเมินไว้ว่าจะมีผู้ที่สนใจมือถือเครื่องใหม่และอั้นกำลังซื้อตั้งแต่ช่วง 3 เดือนก่อนวันจัดงาน ต้องยอมรับว่าช่วงกลางปีเศรษฐกิจค่อนข้างแย่และไม่มีเครื่องรุ่นใหม่ที่มีนวัตกรรมโดดเด่นดึงดูดความสนใจเท่าช่วงปลายปี ทำให้งานช่วงกลางปีที่จัดครั้งก่อน มียอดเงินสะพัดอยู่ที่ 1,800 ล้านบาท

สำหรับการจัดงานครั้งนี้หากเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ 2,000 ล้านบาท ถือว่าโตตามเป้า 10% แต่เท่าที่เช็กยอดขายและข้อมูลคร่าวๆ จากแบรนด์สมาร์ทโฟนต่างๆ พบว่าเกินเป้าที่คาดไว้ไปแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก ด้านจำนวนผู้เข้าชมงานที่คาดไว้ 7 แสนคน ก็น่าจะเกินเป้าที่วางไว้ เพราะวันสุดท้ายมีลูกค้าบางส่วนไม่สามารถเข้ามาภายในงานได้เพราะสถานที่ไม่เพียงพอรองรับ

นอกจากนี้ พฤติกรรมการเลือกซื้อของผู้เข้าชมงานมีความต้องการที่หลากหลายยิ่งขึ้นรวมทั้งเทรนด์กล้องคู่ของแต่ละแบรนด์ที่แข่งกันมากขึ้น ขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น รวมทั้งระบบปฏิบัติการล่าสุด ต่างเป็นปัจจัยที่ตอบโจทย์ให้ผู้บริโภคที่กำลังมองหาเครื่องใหม่ได้เป็นอย่างดี

ด้านสีสันสำคัญที่เป็นกระแสในโลก โซเชียลคือเรื่องของแถม ซึ่งมีหลายแบรนด์แข่งกันดุมาก ทั้งแจกทีวี ส่วนลดค่าเครื่องรุ่นก่อนหน้านี้ บัตรของขวัญและของแถมที่เรียกได้ว่าต้องเตรียมกระเป๋ามาขนของแถมกลับบ้าน ด้านพื้นที่จัดงานครั้งนี้ก็เต็มทุกโซน ใช้พื้นที่จัดงานคุ้มทุกจุด และทุกรายที่เคยหายไปจากตลาดก็กลับมาร่วมแชร์พื้นที่กับพาร์ตเนอร์ด้วย

“ฮอร์แกไนซ์”ระบบบริหารหอพัก ครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ต.ค. 2560 เวลา 22:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/518037

"ฮอร์แกไนซ์"ระบบบริหารหอพัก ครบวงจร

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

ฮอร์แกไนซ์ (Horganice) ระบบบริหารจัดการหอพักอย่างครบวงจรที่มีเป้าหมายร่วมเปลี่ยนแปลง และผลักดันให้ธุรกิจหอพักสามารถบริหารธุรกิจได้อย่างดีที่สุด รวมถึงทำให้ลูกค้าของหอพักได้รับความสะดวกไปพร้อมกัน อีกทั้งทีมงานได้ก่อตั้งขึ้นจากคนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในประเทศไทย

“ธนวิชญ์ ต้นกันยา” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮอร์แกไนซ์ เปิดเผยว่า ฮอร์แกไนซ์ระบบจัดการหอพักอย่างครบวงจรที่ได้มีจุดเริ่มต้นมาจากการมองเห็นปัญหาและอุปสรรคจากสิ่งใกล้ตัวคือจากการเดินทางที่ได้พบกับหอพักมีการติดป้าย ไม่รับเงินสด และธุรกิจที่บ้านก็ทำในด้านหอพัก จึงพบว่าปัญหาในด้านนี้มีอยู่อย่างแท้จริง ทำให้สนใจสร้างระบบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการและการร่วมแก้ปัญหาให้แก่กลุ่มลูกค้า

ทั้งนี้ จากความสนใจทำให้ตนเองได้เริ่มต้นสำรวจความต้องการของผู้ประกอบการหอพัก ในเบื้องต้นจำนวน 30-40 ห้อง และขยายการสำรวจเป็น 100 ห้อง ก่อนที่จะศึกษาแนวทางและมีอาจารย์ที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำ ทำให้มองเห็นโอกาสและศักยภาพความเป็นไปได้ในการทำระบบ

“ผมสนใจอยากสร้างธุรกิจตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย โดยในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยด้านวิศวะคอมพิวเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ไปเรียนวิชาเลือกด้านนวัตกรรมการตลาด รวมถึงได้ไปฝึกงานที่บริษัท ทรูได้ทดลองด้านการตลาด ได้ทำโครงการ ซึ่งพบว่าที่เราทำนาฬิกาให้แก่บริษัททัวร์อาจจะไม่เหมาะสมด้านต้นทุนการผลิต แต่เมื่อทำจึงได้เรียนรู้และสนใจมาสู่การทำระบบจัดการหอพักอย่างครบวงจร” ธนวิชญ์ กล่าว

ขณะเดียวกัน การเริ่มต้นสร้างฮอร์แกไนซ์ที่ได้ทางการตั้งแต่ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยปีที่ 3 พร้อมกันนี้ได้มีนักลงทุนที่เป็นบุคคล สนใจเข้ามาร่วมลงทุนในบริษัท พร้อมกับได้เสนอให้เริ่มต้นเขียนแผนธุรกิจและหาผู้ร่วมก่อตั้ง ซึ่งตนเองได้ผู้ร่วมก่อตั้งที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ทั้งนี้ ได้ใช้ระยะเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ก่อนออกมาสู่ตลาดประมาณ 4-6 เดือน พร้อมกับได้นำเสนอข้อมูลให้แก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหอพักต่างๆ ซึ่งได้เริ่มที่ จ.เชียงใหม่ ในช่วงประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา หลังจากนั้นจึงได้ลูกค้ารายแรกที่เชียงใหม่ที่เป็นหอพัก ต่อมามีกลุ่มลูกค้าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในช่วงแรกจะเปิดให้ลูกค้าทดลองได้ใช้บริการฟรี เพื่อให้ได้รับฟังความคิดเห็นในด้านต่างๆ เพื่อให้สามารถสร้างรูปแบบ (แพลตฟอร์ม) ที่ดีสุดแก่ลูกค้า“การได้นักลงทุนจำนวน 4 ราย เข้ามาในบริษัท ทำให้ได้ร่วมส่งเสริมพัฒนาการออกแบบดีไซน์ภายใน รวมถึงช่วยผลักดันการขยายองค์กรในด้านต่างๆ มากขึ้น” ธนวิชญ์ กล่าว

ในปีล่าสุด ฮอร์แกไนซ์ได้มีลูกค้าหอพักใช้บริการจำนวน 2,000 รายแล้ว คิดเป็นจำนวน 7 หมื่นห้อง พร้อมกันนี้บริษัทมีรายได้เข้ามาในองค์กรต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มลูกค้าก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น 20 เท่าตัวต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งลูกค้าสามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ผ่านเว็บไซต์ www.horganice.in.th หรือผ่านเฟซบุ๊ก Horganice

“ธนวิชญ์” กล่าวต่อว่า ระบบของบริษัทจะทำให้ผู้ใช้บริหารคือ เจ้าของหอพักใช้งานได้อย่างง่ายที่สุด รวมถึงสามารถใช้งานผ่านระบบแอพพลิเคชั่นทั้งผ่านโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต ทำให้บริหารจัดการทั้งหอพัก พนักงาน และการดูแลแจ้งข่าวสารไปยังลูกค้าที่เข้ามาเช่าหอพักได้สะดวกมาก รวมถึงช่วยลดต้นทุนบริหาร อีกทั้งยังช่วยป้องกันการดูแลใบเสร็จ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ส่วนผู้เช่าหอพัก ก็จะได้ผลดีเช่นกัน ทั้งด้านข้อมูลข่าวสาร การแจ้งเตือนและส่งใบเสร็จ ส่วนอัตราค่าการใช้บริการจะอยู่ที่ 97 บาท/เดือน และราคาสูงสุดอยู่ที่ 979 บาท/เดือน โดยจะขึ้นอยู่กับจำนวนห้องพักในการบริหารจัดการ ซึ่งผลที่ลูกค้าได้ใช้บริการต่างให้การตอบรับในระดับที่ดีอย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ ในระบบยังรวบรวมข้อมูลของหอพักต่างๆ จึงเปรียบเสมือนการมีมาร์เก็ตเพลสให้แก่หอพักอย่างครบวงจร รวมถึงบริษัทสามารถเพิ่มให้บริการและสินค้าต่างๆ แก่หอพักได้ อีกทั้งบริษัทมีพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งบริการช่าง ระบบบัญชี รวมถึงศูนย์รวมระบบก่อสร้างและบริษัทรับเหมาก่อสร้าง เป็นต้น ทำให้กลุ่มลูกค้าเจ้าของหอพักได้รับบริการและข้อมูลครบวงจร

 

“ธนวิชญ์” กล่าวต่อว่า การบริหารงานขององค์กรตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจะเน้น 5 ด้านที่สำคัญ ทั้ง 1.ด้านการนำเสนอบริการต่างๆ ทำให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่ดีที่สุด 2.การร่วมมือสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่ดี เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีแก่ลูกค้า 3.การมีทีมงานภายในองค์กรต้องมีแนวคิดและมุมมองในทิศทางเดียวกัน 4.การร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีสู่สังคม (อีโคซิสเต็ม) ท้ายที่สุด เมื่อได้ปรับมุมมอง ร่วมพัฒนาสังคมให้ดีมากขึ้นแล้ว เชื่อว่ามั่นจะผลักดันให้บริษัทเติบโตอย่างดี ร่วมนำเสนอสิ่งที่ดี ทั้งนี้ ปัจจุบันจากการที่เริ่มต้นจากผู้ร่วมก่อตั้ง 2 คน ในปัจจุบันมีทีมงานขยายเพิ่มเป็น 8 คนแล้ว

อีกทั้งองค์กรได้เข้าร่วมโครงการของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยได้ร่วมงานสตาร์ทอัพไทยแลนด์ ที่จัดใน จ.เชียงใหม่ช่วงที่ผ่านมา และทีมได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดสตาร์ทอัพ ภาคเหนือ สำหรับการร่วมประกวดในครั้งนี้ เพราะต้องการนำเสนอข้อมูลและจุดประกายความสนใจให้แก่คนรุ่นใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจ โดยเฉพาะนักศึกษา ถ้าเริ่มต้นมีแนวคิด มุมมองที่ดี ก็สามารถผลักดันบริหารสร้างธุรกิจ และสร้างสิ่งที่ดีแก่สังคมได้

ส่วนการทำสตาร์ทอัพถือเป็นการทำธุรกิจแบบหนึ่ง โดยการทำธุรกิจถือว่ามีความยากอยู่แล้ว และการทำสตาร์ทอัพจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ดังนั้น ทุกคนต้องพร้อมเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที ปรับเปลี่ยนให้เร็ว

“สตาร์ทอัพเป็นธุรกิจที่ต้องใช้ความรวดเร็ว ผมมองว่า หากเราเป็นปลาไวก็สามารถที่จะชนะในธุรกิจได้หรือชนะปลาใหญ่ได้ ดังนั้น ในยุคนี้ เข้าสู่ เมื่อปลาเล็กรวมกลุ่มกันหลายตัวก็มีโอกาสชนะปลาใหญ่ได้ แตกต่างจากในยุคอดีตที่ปลาใหญ่ชนะปลาเล็ก”ธนวิชญ์ กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทพร้อมขยายฮอร์แกไนซ์ผลักดันการขยายตัวทั้งในพื้นที่ ภาคเหนือ กทม. และในจังหวัดหัวเมืองของประเทศ พร้อมกับสนใจขยายธุรกิจออกไปในต่างประเทศในอนาคต เชื่อมั่นว่าศักยภาพของธุรกิจสามารถจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน รวมถึงบริษัทจะมุ่งนำเสนอทั้งบริการระบบต่างๆ ให้แก่ลูกค้าได้ใช้ เพื่อผลักดันการสร้างบริการที่ดีแก่สังคม

“ผมใช้หลักการแนวคิดของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาบริหารองค์กร เพื่อร่วมผลักดันบริษัทให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต เพื่อสร้างทั้งทีมงาน บริการ และร่วมทำให้สังคมของประเทศไทยดีขึ้นไปพร้อมกัน”ธนวิชญ์ กล่าว

“เอไอ”ขับเคลื่อนโลกแห่งการออกแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 ต.ค. 2560 เวลา 19:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/517870

"เอไอ"ขับเคลื่อนโลกแห่งการออกแบบ

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

เมื่อไม่นานนี้ การปรากฏตัวขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ได้สร้างความน่าหวาดหวั่นขึ้นในหลายภาคอุตสาหกรรม เพราะเอไอมีขีดความสามารถเพิ่มมากขึ้นทุกวันจนทำสิ่งต่างๆ ได้ไม่แพ้มนุษย์ และอาจกำลังก้าวเข้ามาแทนที่คนในงานบางประเภท

ขณะนี้ โลกแห่งการออกแบบเป็นอีกหนึ่งแวดวงที่เริ่มเผชิญการท้าทายจากเอไอ หลังบรรดาสตาร์ทอัพเอไอจำนวนมาก มีความก้าวหน้าในการพัฒนาเอไอจนสามารถทำงานออกแบบบางอย่างได้แล้ว

ล่าสุดนั้นเอไอสามารถสร้างสรรค์โลโก้แบรนด์ธุรกิจ โดย โลโก้จอย (Logojoy) สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีในแคนาดา ประสบความสำเร็จในการป้อนกฎการออกแบบหลายพันรูปแบบเข้าไปในอัลกอริทึมของเอไอ ทำให้เอไอสามารถเลือกสรรสีสัน ดีไซน์ สัญลักษณ์ และตัวอักษรโลโก้ได้ตามความต้องการของผู้สร้างภายในเวลาเพียง 2 นาที

โลโก้จอยก่อตั้งขึ้นโดย ดอว์สัน วิตฟีลด์ กราฟฟิกดีไซเนอร์ผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอดมานานกว่า 12 ปี วิตฟีลด์ เปิดเผยว่า ต้องการให้โลโก้จอยเป็นทางเลือกสำหรับธุรกิจหน้าใหม่ที่ยังไม่มีเงินทุนในการออกแบบแบรนด์มากนัก โดยราคาโลโก้ของบริษัทอยู่ที่ 20-65 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 663-2,156 บาท)

แม้ขณะนี้เอไอของโลโก้จอยออกแบบได้เพียงโลโก้แบบธรรมดาเรียบง่าย แต่บริษัทเปิดเผยว่านับตั้งแต่ก่อตั้งธุรกิจในปี 2016 มีผู้สมัครใช้งานแล้ว 8 แสนราย และสามารถจำหน่ายโลโก้ได้แล้ว 1.5 หมื่นแบบ ซึ่งหากยิ่งมีผู้ใช้งานมากขึ้น เอไอจะสามารถเรียนรู้และออกแบบโลโก้ได้ตรงใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น

ความสามารถในการออกแบบของเอไอไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างโลโก้เท่านั้น แต่เอไอยังยังร่วมสร้างสรรค์เว็บไซต์ได้ด้วยเช่นกัน โดยบริษัทให้บริการแพลตฟอร์มเว็บไซต์หลายแห่ง เช่น กริด (Grid) และ วิกซ์ (Wix) ได้นำเอไอมาช่วยออกแบบเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเทมเพลต วางรูปแบบอินเทอร์เฟซ และเลือกสีสันในส่วนต่างๆ แม้เอไอเหล่านี้ ยังไม่สามารถออกแบบเว็บเองได้ทั้งหมด แต่ก็ช่วยแบ่งเบางานออกแบบไปได้ไม่น้อย และทำให้หน้าตาเว็บไซต์ดูไม่สำเร็จรูปเหมือนออกมาจากพิมพ์เดียวกันจนเกินไป

นอกจากการออกแบบเว็บและโลโก้เชิงพาณิชย์ทั่วไปแล้ว เอไออาจกลายเป็นผู้ทำนายเทรนด์แฟชั่นในอนาคตอันใกล้นี้ โดยทีมนักวิจัยของอเมซอน ยักษ์อี-คอมเมิร์ซจากสหรัฐ ได้ตั้งแล็บ 126 ขึ้น เพื่อสร้างเอไอสำหรับการออกแบบแฟชั่นโดยเฉพาะ ซึ่งทีมงานได้ป้อนรูปภาพจำนวนมากเข้าไปในอัลกอริทึมเอไอ และให้เอไอเรียนรู้แฟชั่นจากรูปดังกล่าว แล้วสร้างสไตล์แฟชั่นขึ้นมาเองจากข้อมูลที่มีอยู่ โดยการพัฒนาเอไอแฟชั่นดีไซเนอร์ของอเมซอน คาดว่าจะเปิดทางบริษัทเข้าสู่ธุรกิจเสื้อผ้าในเวลาต่อไป

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ นับเป็นเพียงก้าวแรกของเอไอในโลกแห่งการออกแบบสร้างสรรค์ และในไม่ช้าเอไอคงสามารถสร้างสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจออกมาได้เรื่อยๆ แม้ความก้าวหน้าดังกล่าวถือเป็นการสั่นสะเทือนวงการออกแบบ แต่ก็จะช่วยกระตุ้นให้งานออกแบบมีการพัฒนามากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องเอกลักษณ์และคุณภาพงานจนไปสู่ความพรีเมียมมากยิ่งขึ้นในอนาคต

โลกอ้าแขนรับฟินเทค ปรับสู่ผู้นำสร้างนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 ก.ย. 2560 เวลา 14:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/517638

โลกอ้าแขนรับฟินเทค ปรับสู่ผู้นำสร้างนวัตกรรม

โดย ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

เมื่อผู้ให้บริการระบบชำระเงินระดับโลกมีความท้าทายจากกระแสฟินเทค และแนวโน้มสังคมไร้เงินสด ในหลายประเทศหนีไม่พ้นที่ต้องเปลี่ยนจากผู้ให้บริการเป็นผู้พัฒนา เพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการชำระเงิน โดยศูนย์กลางของการพัฒนานวัตกรรมการเงินในเอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ สิงคโปร์

เริ่มที่ มาสเตอร์การ์ด ได้คิดค้นการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ที่ศูนย์แสดงนวัตกรรมและมาสเตอร์การ์ดแล็บ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี 3 ด้าน ได้แก่ การสื่อสารกับดีไวซ์ (Conversation System) อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (IoT) และเทคโนโลยีเพื่อร้านค้า (Merchant Experience) นวัตกรรมเด่นที่จัดแสดงที่สิงคโปร์ ประกอบด้วย

เปปเปอร์ (Pepper) เป็นหุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ตัวแรกที่รับรู้อารมณ์ของมนุษย์ได้ มีแอพพลิเคชั่นที่เชื่อมโยงข้อมูลร้านค้า ส่วนลูกค้าเชื่อมต่อบัญชีมาสเตอร์พาสผ่านอีวอลเล็ตหรือคิวอาร์โค้ด เปปเปอร์ก็พูดคุยให้คำแนะนำและสั่งซื้อสินค้าได้

ควิกเกอร์ (Qkr) โซลูชั่นเพื่อร้านค้าที่ลดขั้นตอนการรับออร์เดอร์จาก 11 นาที เหลือ 1 นาที เพราะผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อได้ด้วยตัวเอง อีกทั้งยังปรับใช้กับตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Qkr Vending) ที่ใช้เทคโนโลยีชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ด ไม่ต้องใช้เหรียญ

แอพพลิเคชั่นยืนยันตัวตนผ่านมือถือ (ID Check Mobile) ด้วยถ่ายรูปหรือ Facial Biometrics จาก 3 หมื่นจุดบนใบหน้า ไม่ต้องใช้พินหรือสแกนนิ้วมือ เพราะมือถือบางรุ่นก็ไม่มีโปรแกรมสแกนนิ้ว

“พัฒนาการชำระเงินของไทยไปเร็วมาก เมื่อ 4-5 เดือนที่แล้ว เพิ่งเดินทางไปคุยกับธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับมาตรฐานคิวอาร์โค้ด แต่ขณะนี้ไทยเตรียมใช้คิวอาร์โค้ดที่เป็นมาตรฐานเป็นประเทศแรกในภูมิภาค ขณะที่สิงคโปร์ยังช้ากว่า” เดวิด ชาน Senior Vice President ด้านพัฒนาตลาด มาสเตอร์การ์ดประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

ด้าน วีซ่า ได้ตั้งศูนย์นวัตกรรมที่สิงคโปร์ เป็นสถานที่ที่ร่วมกับพาร์ตเนอร์มาพัฒนานวัตกรรมใหม่ด้วยกัน ซึ่งวีซ่าได้เปิดระบบเป็น Open API ให้ผู้เล่นทั่วโลกเข้ามาพัฒนาร่วมกัน ภายใต้ 3D Discover Design Develop แบ่งทีมผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี การตลาด และประสบการณ์ลูกค้า มาร่วมกันทำงาน

อาเช็ค หัวหน้าอินโนเวชั่นของวีซ่า เล่าว่า ตอนอินเดียประกาศเลิกใช้ธนบัตรใบละ 500 และ 1,000 รูปี วีซ่าส่ง ทีมไปศึกษาพฤติกรรม จากนั้นก็เริ่มดีไซน์หาโซลูชั่น ซึ่งพบว่า เอ็มวีซ่า คิวอาร์โค้ด ตอบโจทย์การชำระเงินที่อินเดีย

นวัตกรรมใหม่ที่กำลังพัฒนาในศูนย์นวัตกรรม อาทิ การเปิดวอลเล็ตเองผ่านแอพพลิเคชั่น การชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดให้รถตุ๊กตุ๊ก แพลตฟอร์ม ร้านค้าออนไลน์บนเฟซบุ๊ก แพลตฟอร์มร้านค้าที่มีหน้าร้าน และ IoT ในยานยนต์ ซึ่งเป็นเป้าหมายของ วีซ่า ที่ต้องการเป็นแพลตฟอร์ม (Visa as a Platform) อย่างแท้จริง

ด้าน ไอบีเอ็ม ยาเชส กัมพานี หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านบริการทางการเงินประจำอาเซียน กล่าวว่า ไอบีเอ็มที่เคยถูกมองเป็นผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ คอมพิวเตอร์ หรือโน้ตบุ๊ก ได้ทรานส์ฟอร์มจากภายใน พร้อมตั้งไอบีเอ็ม สตูดิโอ ที่สิงคโปร์ เป็นศูนย์กลางทำงานร่วมกับบริษัทและสตาร์ทอัพ บนพื้นฐานของเทคโนโลยี ค็อกนิทีฟ บล็อกเชน และแนวคิดการออกแบบ (Design Thinking)

บล็อกเชน เป็นเทคโนโลยีที่ไอบีเอ็มมองว่าจะเปลี่ยนโลก เพราะเป็นแหล่งข้อมูลความจริงหนึ่งเดียวของการทำธุรกรรมหรือเอกสาร ที่ตรวจสอบย้อนหลังได้เสมอ โดยไอบีเอ็มได้ร่วมกับหลายองค์กรนำบล็อกเชนไปใช้ อาทิ ร่วมกับ Maersk ทำแพลตฟอร์มบล็อกเชนเชื่อมต่อซัพพลายเชนโลจิสติกส์ทั่วโลก

แม้แต่บริษัทระดับโลกทั้ง 3 รายยังตื่นตัว หลังมองเห็นถึงพฤติกรรม ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป จากเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แต่พลวัตการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้น่ากลัวเท่ากับที่เปลี่ยนตัวเองได้ทันหรือไม่

บวชถวายพระสังฆราช ตามรอยบาทพระศาสดา (3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 12:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/533021

บวชถวายพระสังฆราช ตามรอยบาทพระศาสดา (3)

เรื่อง วรธาร ภาพ วรธาร-ธรรมโฆษณ์

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้เสนอตอนที่ 2เกี่ยวกับภารกิจจาริกแสวงธรรมไปยังสถานที่ต่างๆ ที่มีความสำคัญเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย พระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้า บนเขาคิชฌกูฏ วัดเวฬุวันมหาวิหารที่พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งแผ่นดินมคธได้น้อมถวายพระพุทธเจ้า มหาวิทยาลัยนาลันทา เพื่อศึกษาพุทธจริยา พุทธกิจ และระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมถึงศึกษาพุทธสาวก จริยาวัตรปฏิบัติของพุทธสาวก ของพระภิกษุสามเณร 99 รูป ในโครงการอุปสมบทพระภิกษุ ณ ดินแดนพุทธภูมิ ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่จัดขึ้นโดยมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม ร่วมกับบริษัท การบินไทยสมายล์

สัปดาห์นี้เสนอเป็นตอนที่ 3 กับ ภารกิจจาริกธรรมไปยังสังเวชนียสถาน 2 ตำบล ในเขตประเทศอินเดีย ประกอบด้วย สารนาถ ณ เมืองพาราณสี สถานที่ ตั้งของธัมเมกขสถูป ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระบรมศาสดาทรงแสดงปฐมเทศนา หรือเทศนากัณฑ์แรกชื่อธัมมจักกัปปวัตนสูตร แก่บุคคลกลุ่มแรก คือ พระปัญจวัคคีย์ อันประกอบด้วย อัญญาโกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ อัสสชิ หลังจากที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว อีกสังเวชนียสถานหนึ่ง คือ เมืองกุสินารา สถานที่ ปรินิพพาน

 

ออกจากวัดไทยพุทธคยา สู่พาราณสี เป้าหมายสารนาถ

วันที่ 3 ธ.ค. หลังทำภัตกิจเช้าเสร็จแล้ว คณะได้ออกเดินทางจากวัดไทยพุทธคยามุ่งหน้าสู่เมืองพาราณสี แต่เนื่องจากระยะทางจากพุทธคยาไปพาราณสีค่อนข้างไกล ประกอบกับถนนหนทางไม่ดี ทำให้การเดินทางต้องใช้เวลานานเกือบครึ่งวันจึงถึงพาราณสี โดยได้เข้าพักในโรงแรมแห่งหนึ่ง

ก่อนเช้ามืดวันที่ 4 ธ.ค. คณะพระภิกษุสามเณรในโครงการได้เดินทางไปประกอบพิธีลอยเส้นผม (เส้นผมของแต่ละรูปตอนปลงผมนาคได้นำมาด้วยเพื่อการนี้) ในแม่น้ำคง จากนั้นได้ เดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง คือ สารนาถ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี จวบเวลาเวลา 16.00 น. โดยประมาณ ก็เดินทางถึง

นั่นหมายความว่า คณะมีเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษๆ ในการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ทำวัตรเย็น สวดธัมมจักกัปปวัตนสูตรและเจริญจิตตภาวนา เนื่องจากสถานที่จะปิดทำการในเวลา 17.00 น.โดยประมาณ

 

ทว่า ด้วยความที่ผู้ริเริ่มโครงการ คือ ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งอุปสมบทในโครงการนี้ด้วย ได้มอบหมายให้ทีมผู้ประสานงานโครงการ นำโดย ดร.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ และเลขาฯ มูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า คณะทำงานของโครงการไปเจรจากับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลสถานที่เป็นผลสำเร็จ

ทำให้คณะได้มีเวลาในการทำวัตรเย็นและสวดธัมมจักกัปปวัตนสูตรในช่วงเวลาที่พระจันทร์เต็มดวงอันเป็นช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรแก่พระปัญจวัคคีย์

“ผมมาอินเดียประมาณ 20 ครั้งได้ แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่ได้สวดธัมมจักกัปปวัตนสูตรในเวลาที่พระจันทร์เต็มดวงอันเป็นเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรแก่พระปัญจวัคคีย์ ทุกครั้งที่มาที่นี่ก็ได้สวดเฉพาะในตอนกลางวันตลอด ทุกคณะที่มาก็น่าจะเป็นอย่างนี้

ครั้งนี้ผมจึงตั้งใจมาก เมื่อเห็นว่าเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ ก็อยากให้ทุกคนได้เข้าถึงบรรยากาศที่ใกล้เคียงจริงๆ กับตอนที่พระพุทธเจ้าแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรโปรดพระปัญจวัคคีย์ คือ ได้สวดธัมมจักกัปปวัตนสูตรในช่วงพระจันทร์เต็มดวงๆ ซึ่งก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่พิเศษครึ่งหนึ่งในชีวิตของผมและของทุกคนที่ร่วมคณะครั้งนี้” ดร.บวรศักดิ์ เล่าถึงความตั้งใจในการพาคณะมาสวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร ณ ธัมเมกขสถูป ในช่วงเวลาดังกล่าว

 

มุ่งสู่กุสินารา เข้าพักวัดไทย กุสินาราเฉลิมราชย์

กิจกรรมทำวัตรเย็นและสวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร ณ บริเวณด้านหน้าธัมเมกขสถูปที่สารนาท นำสวดโดย พระเมธีวรญาณ รักษาการเจ้าอาวาสวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี จ.สมุทรปราการ หัวหน้า พระธรรมวิทยากรประจำโครงการ ได้เสร็จสิ้นในเวลาเกือบ 1 ทุ่ม ท่ามกลางการรุกเร้าให้เสร็จไวๆ ของเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล ประมาณว่าข้าพเจ้าต้องการกลับบ้านแล้ว

จากนั้นคณะได้เดินทางต่อ โดยมีจุดหมายคือ การเข้าพักที่วัดไทยกุสินารา เฉลิมราชย์ เพื่อประกอบพิธีทำบุญทักษิณานุปทาน อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 5 ธ.ค. อันตรงกับวันพระบรมราชสมภพของพระองค์ และประกอบกิจกรรมทำวัตรสวดมนต์ เจริญจิตตภาวนาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ที่สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา สถานที่ปรินิพพาน ต่อด้วยมกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบรมศาสดา

เช้าออกบิณฑบาต ณ หมู่บ้านอนุรุทธวา

ช่วงเวลาที่พระภิกษุสามเณรในโครงการพักอยู่ที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ในเช้าวันที่ 5 ธ.ค. หลังจากฉันภัตตาหารเช้าแล้ว ได้ออกบิณฑบาตโปรดชาวฮินดูในหมู่บ้านอนุรุทธวา ซึ่งเป็นชุมชนที่อยู่ท้องทุ่งนาไม่ไกลจากวัด ระยะประมาณเกือบ 2 กม. ปรากฏว่ามีชาวบ้านพอเห็นพระเณรอุ้มบาตรเดินผ่าน จำนวนไม่น้อยได้เตรียมข้าวและอาหารมาใส่บาตร

พระครูปริยัติโพธิวิเทศ (พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี ที่เดินทางมาวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เพื่อรับคณะโครงการ ในการจาริกธรรมไปยังลุมพินีวัน ประเทศเนปาล และเมืองสาวัตถี พร้อมทั้งทำหน้าที่ออกเดินนำบิณฑบาตด้วย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบิณฑบาตในอินเดียว่า จริงๆ แล้วเป็นเรื่องปกติของคนอินเดีย ถ้าเห็นคนถือหรืออุ้มภาชนะ เช่น บาตรหรือขันเดินมา เขาก็จะแบ่งปันข้าวอาหารให้ ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงน้ำใจของคนอินเดียอยู่แล้ว

 

“ดังนั้น การใส่บาตรพระในวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกของคนอินเดีย แต่จะแปลกก็ตรงที่น้อยนักจะเห็นพระออกมาบิณฑบาตในอินเดียแค่นั้นแหละ”

ด้าน ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ เล่าความรู้สึกของการออกมาบิณฑบาตในชุมชนฮินดูว่า เป็นบรรยากาศที่ต่างจากการบิณฑบาตในกรุงเทพฯ อย่างสิ้นเชิง เพราะที่นี่ส่วนใหญ่จะใส่แต่ข้าวอย่างเดียว แต่ที่กรุงเทพฯ ทั้งข้าว ทั้งน้ำ ทั้งอาหารใส่ครบ บางคนใส่น้ำขวดเบ้อเริ่มพระอุ้มบาตรแทบไม่ไหว

“ผมบวชหนนี้เป็นหนที่ 3 ปกติบิณฑบาตที่เมืองไทย ไม่ว่าที่ไหนหรือในชนบท ไม่ได้กันดารเหมือนที่นี่ แต่ถึงที่นี่จะกันดาร ประชาชนยากจน แต่คนที่นี่ไม่กันดารน้ำใจ พอเขาเห็นพระอุ้มบาตรเดินมา ก็รีบตักข้าวมาใส่บาตรในตอนนั้นเลย แสดงให้เห็นว่าบ้านก็พึ่งวัด วัดก็พึ่งบ้าน พระที่นี่เล่าได้ให้ฟังว่าคนในหมู่บ้านมาทำงานในวัดไทยกุสินาราเยอะ เจ็บไข้ไม่สบายวัดก็รักษา ขณะที่วัดเองก็อาศัยที่ของเขา คือซื้อที่เขาสร้างวัด ถือว่าถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน”

ขณะที่ ปรเมษ ลิ้มชูวงศ์ หนึ่งในผู้อุปสมบทในโครงการ เล่าถึงความรู้สึกว่า พอเห็นชาวบ้านที่มาใส่บาตรซึ่งส่วนใหญ่ฐานะยากจน ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ทำไมชีวิตคนเราช่างแตกกันมากในเรื่องของฐานะความเป็นอยู่ เห็นแล้วรู้สึกสงสารเขาเหมือนกัน แต่กับการเที่ยวบิณฑบาตในวันนั้นอย่างน้อยก็ทำให้เห็นว่าพวกเขาเป็นคนมีน้ำใจ และมีน้ำใจกับคนต่างศาสนาอีกด้วย

 

บ่ายไปกราบพระพุทธไสยาสน์ปางปรินิพพาน

ขณะที่ช่วงบ่าย คณะได้ออกเดินทางไปยังสถูปที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ปางปรินิพาน ในสาลวโนทยาน เพื่อทำการเปลี่ยนผ้าคลุมพระพุทธไสยาสน์ปาง ปรินิพาน พร้อมทั้งสวดมนต์บทมหาปรินิพพานสูตร อันเป็นการน้อมรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งพระบรมศาสดาปรินิพพานอยู่ ณ สถานที่ ดังกล่าว จากนั้นได้เดินทางต่อไปยังมกุฏพันธนเจดีย์ อันเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพื่อเจริญจิตตภาวนาและสวดมนต์ด้วยบทมหาปรินิพพานสูตร ตอนที่ว่าด้วยมกุฏพันธนเจดีย์

เสร็จแล้วเดินทางกลับวัดไทยกุสินารา เฉลิมราชย์ เพื่อประกอบพิธีทำบุญทักษิณานุปทาน ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 5 ธ.ค. ก่อนที่เช้ารุ่งขึ้นวันที่ 6 ธ.ค.จะออกเดินทางจากวัดไทยกุสินาราฯ มุ่งสู่ลุมพินีวัน สถานที่ประสูติ ในเขตประเทศเนปาล

(ติดตามตอนสุดท้าย วันที่ 7 ม.ค. 2561) n

จงมีพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ธ.ค. 2560 เวลา 12:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/533019

จงมีพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่ง

โดย…เอกชัยจั่นทองอ้างอิง http://buddhismarticles.com/?p=1

กำลังจะเข้าสู่วันขึ้นปีใหม่ของคนไทย หลายคนวางแผนเดินทางกลับบ้านไปชาร์จพลังกับครอบครัว บางคนวางแผนทำบุญรับปีใหม่ควบคู่ไปกับการฉลอง หรืออีกหลายกิจกรรมในห้วงเวลานั้น ว่าไปแล้ววันเวลาก็เดินเร็วเหลือเกิน ใครอยากทำอะไรก็อย่ารอช้าให้ใช้ตัวเองและพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งเสมอในการใดก็ตาม

กล่าวถึงประโยคคำว่า “ที่พึ่ง” ทำให้หวนนึกถึง หลวงปู่คำดี ปภาโส วัดถ้ำผาปู่ จ.เลย ท่านมีบทความชิ้นหนึ่งความหมายช่างสอดรับกับคำว่า “ที่พึ่ง” ใจความสำคัญว่า “เราเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐแล้ว มีชั้นภูมิที่สูงกว่าเขาแล้ว ไฉนจึงยังไปยึดภูตผีปิศาจเหล่านั้นอีกเล่า”

หลวงปู่คำดี บอกว่า ผู้มีสรณะเป็นที่พึ่งที่ระลึก ความข้อนี้มีหลักพระบาลีรับรองในมหาสมัยสูตรดังจะยกมาอ้างอิง ในสมัยหนึ่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในราวป่ามหาวันใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ซึ่งล้วนเป็นพระอรหันต์ทั้งหมดประมาณ 500 รูป ครั้งนั้นเทวดาทั้งหลายพร้อมกันมาจาก 10 โลกธาตุ มาประชุมกันแล้วยืนอยู่ในที่อันควรข้างหนึ่ง ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าและทัศนาพระอรหันต์ทั้งหลาย ซึ่งท่านเป็นผู้พ้นจากกิเลสสง่างามด้วยศีล หมดจดไม่มีมลทินแล้ว ได้กล่าวภาษิตคาถานี้ว่า

เย เกจิ พุทธํ สรณํ คตา เส น เต คมิสฺสนฺติ อปายภูมึ ปหาย มานุสํ เทหํ เทวกายํ ปริปูเรสฺสนฺตีติ. แปลความว่า ถ้าชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่นับถือภายในใจจริงแล้ว ชนเหล่านั้นจักไม่ไปเกิดในอบายภูมิ 4 คือ นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน เมื่อตายจากอัตภาพแห่งมนุษย์แล้ จักไปเกิดในหมู่เทพยดาทั้งหลาย

สรณะทั้ง 3 คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มิได้เสื่อมสูญอันตรธานไปไหน ยังปรากฏอยู่แก่ผู้ปฏิบัติเข้าถึงอยู่เสมอ ผู้ใดมายึดถือเป็นสรณะที่พึ่งของตนแล้ว ผู้นั้นจะอยู่ในกลางป่าหรือเรือนว่างก็ตาม สรณะทั้ง 3 ก็ปรากฏแก่เขาอยู่ทุกเมื่อ จึงว่าเป็นที่พึ่งแก่บุคคลจริง เมื่อปฏิบัติตามสรณะทั้ง 3 จริงๆ แล้วจะคลาดแคล้วจากภัยทั้งหลาย อันก่อให้เกิดความร้อนอกร้อนใจได้อย่างแน่นอน

การประกาศตนเป็นพุทธมามกะ ให้ตั้งจิตอธิษฐานในใจของตนว่า ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์อริยเจ้า เป็นที่พึ่งที่ระลึก นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปตลอดจนสิ้นชีวิตของข้าพเจ้า

ความหมายการกล่าวคำปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะว่า ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พระธรรม และพระอริยสงฆ์สาวก ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกที่นับถือของข้าพเจ้าทั้งหลาย จะไม่ยึดถือสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง ขอพระสงฆ์จงทรงจำไว้ว่าพวกข้าพเจ้าทั้งหลายนี้ เป็นอุบาสกอุบาสิกา ในพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับแต่วันนี้เป็นต้นไป

หลวงปู่คำดี อธิบายว่า ให้พึงศึกษาโอวาทคำสอนว่า การประกาศตนเป็นพุทธมามกะ เป็นอุบาสกอุบาสิกาในพระพุทธศาสนา พูดง่ายๆ ก็คือ การบวชขั้นต่ำในพระพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเกิดเคราะห์ภัยต่างๆ ก็ให้ทำอย่างนี้ก็จะหายเคราะห์ภัยนั้นๆ ถ้าเคยถือพระภูมิเจ้าที่อยู่ ก็ให้เลิกให้ละเสีย บรรดาภูตผีปิศาจที่เราเคยนับถืออยู่นั้น เป็นภูตผีปิศาจที่เป็นบาป จึงไม่สามารถที่ไปเกิดได้ เป็นผีที่ไม่มีบุญกุศลจึงไม่ได้เกิด ที่มาสิงในมนุษย์ก็เพราะเขาอยากเกิดนั้นเอง

“เราเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐแล้ว มีชั้นภูมิที่สูงกว่าเขาแล้ว ไฉนจึงยังไปยึดภูตผีปิศาจเหล่านั้นอีกเล่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรวิเศษไปกว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์เจ้า เป็นที่พึ่งที่สุดของมนุษย์”

ในทางศาสนาให้เรานับถือพระไตรสรณคมน์เป็นที่พึ่งที่ระลึก ในทางโลกให้เราถือบิดามารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ผู้มีพระคุณอื่นๆ ตลอดถึงองค์พระมหากษัตริย์เป็นที่พึ่ง เป็นบุคคลที่ควรกราบไหว้บูชา และควรตอบแทนคุณ

สุดท้าย ถ้าเราไปถือในศาสนาอื่นอย่างจริงจัง ก็ทำให้ขาดจากไตรสรณคมน์ได้เหมือนกัน หรือมัวไปยึดถือภูตผีปิศาจ ไปกราบไหว้ผี ก็ทำให้ขาดจากไตรสรณคมน์เช่นเดียวกัน