องคมนตรี ติดตามการบริหารจัดการน้ำเขื่อนพระรามหก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/289687

องคมนตรี ติดตามการบริหารจัดการน้ำเขื่อนพระรามหก

องคมนตรี ติดตามการบริหารจัดการน้ำเขื่อนพระรามหก

       วันที่ 27 ก.ค.60 นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี พร้อมคณะฯ ติดตามการดำเนินงานของโครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี และเขื่อนพระราม 6 ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้วยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยสถานการณ์น้ำในช่วงมรสุมซึ่งอาจเกิดอุกทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศที่จะส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพของราษฎร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ติดตามการดำเนินงานของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริที่สำคัญๆ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อเตรียมความพร้อมกับสถานการณ์อุทกภัยที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยทรงมีพระราชปณิธานที่จะทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดพัฒนาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศที่ได้สร้างประโยชน์สุขกับราษฎรให้บังเกิดความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องต่อไป

ในการนี้ นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี และคณะฯ ได้เดินทางไปยังโครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์พร้อมกับรับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงานโครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และสถานการณ์น้ำในขณะนี้ จากนั้นได้เดินทางไปเยี่ยมบ้านเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จากโครงการสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2532 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริให้ศึกษาความเหมาะสมของโครงการเขื่อนกักเก็บ

สรุปความว่า “โครงการเขื่อนเก็บกักน้ำแม่น้ำป่าสักเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่สมควรจะพิจารณาดำเนินการก่อสร้างโดยด่วน เพราะนอกจากจะเป็นโครงการที่ได้รับประโยชน์ต่อพื้นที่เพาะปลูกของลุ่มน้ำป่าสัก และลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างอย่างกว้างขวางแล้วยังสามารถช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและน้ำเน่าเสียให้กับกรุงเทพมหานครได้อีกส่วนหนึ่งด้วย” ต่อมาเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2536 ได้พระราชทานพระราชดำรัส ความว่า                                “…โครงการที่คิดจะทำนี้บอกได้ ไม่กล้าพูดมาหลายปีแล้วเพราะเดี๋ยวจะมีการคัดค้านจากผู้เชี่ยวชาญจากผู้ที่ต่อต้านการทำโครงการ แต่โครงการนี้เป็นโครงการที่อยู่ในวิสัยที่ทำได้ แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย แต่ถ้าดำเนินการไปเดี๋ยวนี้อีก 5-6 ปี ข้างหน้าเราก็สบาย…” จากนั้น เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2537 จึงได้มีการก่อสร้างโครงการเขื่อนป่าสักขึ้น เป็นเขื่อนดินขนาดความจุ 960 ล้าน ลบ.ม. ก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2542 และได้รับพระราชทานนามเขื่อนแห่งนี้ว่า “เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์”  หมายถึง เขื่อนแม่น้ำป่าสักที่เก็บกักน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542 ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2543 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จฯ เยี่ยมชมการดำเนินงานของโครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

ปัจจุบันโครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ สามารถบรรเทาอุทกภัยให้กับพื้นที่จังหวัดลพบุรี จังหวัดสระบุรี และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมถึงพื้นที่ตอนล่างของแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานครและปริมณฑล  สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรในเขตจังหวัดลพบุรี และสระบุรี จำนวน 159,500 ไร่ รวมทั้งเป็นแหล่งน้ำเสริมให้แก่พื้นที่ชลประทานเดิมในทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่างประมาณ 2,015,800 ไร่ น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการอุตสาหกรรมต่าง ๆ นอกจากนี้ยังช่วยฟื้นฟู และรักษาสมดุลของระบบนิเวศ และผลักดันน้ำเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง รวมถึงเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่มีพันธุ์ปลากว่า 130 ชนิดพันธุ์ จากเดิม 80 ชนิดพันธุ์ เพิ่มขึ้นอีก 52 ชนิดพันธุ์ ทำให้เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เป็นแหล่งประมงที่สำคัญแห่งใหม่ของประเทศเกิดอาชีพประมงสร้างราย ได้ให้แก่ราษฎรเป็นอย่างมาก และนอกจากนี้ยังพบว่าราษฎรส่วนใหญ่หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากขึ้นมีรายได้สูงถึงปีละ 22,039 บาท

​            จากนั้นคณะฯ ได้เดินทางไปยังเขื่อนพระราม 6 ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนคร                     ศรีอยุธา เขื่อนพระราม 6 เป็นเขื่อนทดน้ำแห่งแรกในประเทศไทย เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2459 ก่อสร้างเสร็จทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2467 โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 สร้างขึ้นเพื่อปิดกั้นแม่น้ำป่าสักที่คุ้งยางนม ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตัวเขื่อนมีช่องระบายน้ำ ทำด้วยบานเหล็ก 6 ช่อง กว้างช่องละ 12.50 เมตร มีประตูระบายพระนารายณ์เพื่อระบายน้ำแม่น้ำป่าสักที่ทดไว้เข้าสู่คลองระพีพัฒน์ ซึ่งเป็นคลองส่งน้ำสายใหญ่

เขื่อนพระราม 6 มีปริมาณน้ำที่ไหลมารวมกันจาก 3 แหล่ง ประกอบด้วย ช่วงฤดูฝนปริมาณน้ำที่ไหลหลากลงแม่น้ำเจ้าพระยา จากแม่น้ำป่าสักที่ระบายออกกจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ลงมา และปริมาณน้ำ Side Flow ที่ไหลลงสู่แม่น้ำป่าสักช่วงตั้งแต่ท้ายเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จนถึงเขื่อนพระราม 6 (ระยะทาง 95 กิโลเมตร) ซึ่งเป็นปริมาณน้ำที่ไม่สามารถควบคุมได้ สำหรับการบริหารจัดการน้ำบริเวณหน้าเขื่อนโดยมีอาคารควบคุมปริมาณน้ำเหนือที่ไหลหลากลงมาในแม่น้ำป่าสัก คือ รับน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์ ในอัตราไม่เกิน 210 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากนั้น ระบายน้ำออกทางคลองระพีพัฒน์แยกใต้ในอัตราไม่เกิน 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคลองระพีพัฒน์แยกตกในอัตราไม่เกิน 50 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ที่อำเภอหนองแค เพื่อระบายน้ำลงสู่ระบบระบายตอนล่างและทะเล โดยไม่ให้เกิดความเสียหายกับพื้นที่ชลประทานเพื่อลดยอดน้ำหลากที่ไหลผ่านเขื่อนพระราม 6 ให้น้อยที่สุด ปริมาณน้ำที่เหลือจะระบายผ่านเขื่อนพระราม 6 ซึ่งจะไหลไปบรรจบกับแม่น้ำลพบุรีและแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณหน้าวัดพนัญเชิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในอัตราไม่เกิน 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ในเขตเทศบาลตำบลท่าเรือปัจจุบันเขื่อนพระราม 6 ได้ทำหน้าที่มาถึง 93 ปี สามารถช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานครจากช่วงน้ำไหลหลาก สามารถส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักใต้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดสระบุรี จนถึงทุ่งรังสิต จังหวัดปทุมธานี รวม 680,000 ไร่ ตลอดจนเพื่อการอุปโภค บริโภค อุตสาหกรรม รวมถึงผลักดันน้ำเค็มรักษาระบบนิเวศด้านท้ายน้ำอีกด้วย

เกษตรฯ คิกออฟโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ ยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/289665

เกษตรฯ คิกออฟโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ ยิ่งใหญ่

9101, ศพก, 2275250 ล้านบาท

เกษตรฯ คิกออฟโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ ยิ่งใหญ่

              พลเอกฉัตรชัย  สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.) อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี ว่า ตามที่ ครม. มีมติ เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 60 อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ นั้น ขณะนี้ได้ขับเคลื่อนงานกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้เป็นไปตามกำหนดระยะเวลา ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกคน ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังเพื่อให้งบประมาณลงสู่ชุมชน ถึงมือเกษตรกรอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมขณะนี้เป็นช่วงเวลาของการทำงานร่วมกับชุมชนในทุกโครงการ จะต้องโปร่งใส มีเจ้าหน้าที่คอยเป็นพี่เลี้ยง รวมทั้งต้องทำงานอย่างรัดกุม เพื่อให้เกิดการตรวจสอบ การกำกับติดตาม และประเมินเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเกิดความยั่งยืน รวมทั้งจะต้องประเมินผลของโครงการได้ ภายในวันที่ 5 ธ.ค. 60 ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงจัดงานเปิดตัวโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ ขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังของเกษตรกรที่ได้ทุ่มเท เดินตามทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร. 9 ได้พระราชทานไว้ อีกทั้งเพื่อเทิดพระเกียรติ ร.9  และ ร.10

สำหรับความก้าวหน้า โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ ขณะนี้ มีชุมชนเข้าร่วมโครงการ 9,101 ชุมชน โดยมีจำนวนโครงการที่คณะกรรมการฯ ระดับอำเภอ พิจารณาอนุมัติโครงการ และสำนักงบประมาณให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติงาน และแผนการเบิกจ่ายงบประมาณ จำนวน 24,168 โครงการ วงเงิน 19,867.20 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 87.32ของวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ (22,752.50 ล้านบาท) โดยโอนเงินลงถึงชุมชนแล้วทุกโครงการ สัดส่วนของรายการใช้จ่ายงบประมาณ แบ่งเป็นค่าวัสดุและอุปกรณ์ 9,897.27ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 49.82  และค่าจ้างแรงงาน 9,969.93 ล้านบาท  คิดเป็นร้อยละ50.18  มีจำนวนสมาชิกกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณให้ดำเนินโครงการ 1.56 ล้านราย รวมจำนวนเกษตรกรที่คาดว่าได้รับประโยชน์จากโครงการฯ ทั้งประเทศ 7.78 ล้านราย

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า โครงการนี้ขับเคลื่อนเป็นไปตามกำหนดระยะเวลา ด้วยความทุ่มเทของเกษตรกร ในพื้นที่มี ศพก. เป็นกลไกในการทำงาน ช่วยขับเคลื่อนและตรวจสอบความโปร่งใส ขณะนี้ขับเคลื่อนพร้อมกันทั่วประเทศ จำนวนกว่า 24,168 โครงการ แบ่งประเภทโครงการ ดังนี้ 1. ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ จำนวน 8,505 โครงการ งบประมาณ 10,572.39 ล้านบาท  2. ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช จำนวน 5,043 โครงการ งบประมาณ 3,157.92 ล้านบาท  3. ด้านการปศุสัตว์จำนวน 3,474 โครงการ งบประมาณ 2,044.07 ล้านบาท  4. ด้านการผลิตอาหาร การแปรรูปผลผลิต และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จำนวน 2,900 โครงการ งบประมาณ 1,221.43 ล้านบาท  5. ด้านการประมง จำนวน 2,596 โครงการ งบประมาณ 1,387.27 ล้านบาท  6. ด้านฟาร์มชุมชน จำนวน 954 โครงการ งบประมาณ 1,007.15 ล้านบาท  7. ด้านการจัดการศัตรูพืช จำนวน 442 โครงการ งบประมาณ 231.51 ล้านบาท  8. ด้านการปรับปรุงบำรุงดินจำนวน 212 โครงการ งบประมาณ 225.98 ล้านบาท  และด้านการเกษตรอื่น ๆ เช่น การปรับปรุงบำรุงดิน จำนวน 42 โครงการ งบประมาณ 16.40 ล้านบาท  ซึ่งได้โอนเงินให้คณะกรรมการฯ ระดับชุมชน ครบถ้วนแล้ว ฃ

“สำหรับโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ เกิดประโยชน์กับเกษตรกรหลายด้านสำหรับผลที่เกิดทันที คือ เกษตรกรได้รับค่าแรง การจัดซื้อวัสดุ/อุปกรณ์ในท้องถิ่น เกิดรายได้ และเงินหมุนเวียนในชุมชน ผลต่อมาคือเกิดผลผลิต เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ ผลผลิตต่าง ๆนำไปใช้เองลดต้นทุน หรือ นำไปขายสร้างรายได้ และต่อยอดไปถึงการนำผลกำไร ไปดำเนินการซ้ำต่อไป ทำให้เกิดการจ้างงาน ขยายกิจการ เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในท้องถิ่นได้ นอกจากนี้ ยังก่อให้เกิดความร่วมแรงร่วมใจ ความสามัคคีในชุมชน ให้คนในชุมชนได้เรียนรู้ปัญหาที่แท้จริงในชุมชนต่อไปได้ ”  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

กยท. ปลื้ม ผลิตภัณฑ์ยางพาราคว้าใบอนุญาต มอก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/289647

กยท. ปลื้ม ผลิตภัณฑ์ยางพาราคว้าใบอนุญาต มอก.

กยท, กยท, ปลื้ม, มอก, สมอ

กยท. ปลื้ม ผลิตภัณฑ์ยางพาราคว้าใบอนุญาต มอก.

 

                ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมอ. จัดพิธีมอบใบอนุญาตแสดงเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) แก่ผู้ประกอบการ SMEs แปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง โดยได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ได้มีการส่งเสริมและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลแก้ปัญหาราคายางพาราอย่างยั่งยืน ด้วยการเร่งรัดดำเนินการกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางพารา ซึ่ง สมอ.มีการประกาศใช้แล้วประมาณ 155 มาตรฐานครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางพาราเกือบ 100% และที่สำคัญ ขณะนี้ ยังมีการเดินหน้าผลักดันมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยางในระดับต่างประเทศควบคู่ด้วยอีกหลายมาตรฐาน นับว่าเป็นการสร้างความมั่นใจในคุณภาพให้กับผู้บริโภคในการใช้ผลิตภัณฑ์จากยางพารา และสร้างโอกาสทางธุรกิจในการแข่งขันแก่ผู้ประกอบกิจการยาง

              “ใบอนุญาต มอก. จะเป็นเครื่องหมายการันตีการพัฒนาและส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางก้าวสู่ความสำเร็จอีกระดับหนึ่ง ซึ่งชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางสตูล จำกัด เป็นตัวอย่างของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่มีการพัฒนาและมีความร่วมมือของเกษตรกรชาวสวนยาง และหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจของสถาบันสามารถแข่งขันได้ในอุตสาหกรรมยางพารา จากนี้ไปจะต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานจากเดิมที่ปลูกยางโดยไม่ต้องคำนึงถึงตลาด ณ วันนี้ ต้องมองก่อนว่า มีตลาดอะไรที่รองรับบ้าง ขณะเดียวกันอาจมีการมองถึงโอกาสสร้างคุณภาพมูลค่าเพิ่มให้กับยางพาราจะทำอย่างไรได้บ้าง เพื่อเป็นประโยชน์เกษตรกรที่จะเป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงต่อไป ทั้งนี้ ขอชื่นชมในความสำเร็จของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และบริษัทที่สามารถบริหารจัดการกิจการจนผ่านการรับรอง ทาง กยท.พร้อมเป็นพี่เลี้ยงในการสนับสนุนทุกๆ สถาบันเกษตรกรที่พร้อมจะก้าวสู่ภาคอุตสาหกรรมยาง แปรรูปผลิตภัณฑ์ยางต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสการแข่งขัน เพิ่มรายได้ และสร้างอาชีพให้กับชุมชนและครอบครัวต่อไปอย่างมั่นคง”

                  ด้านนายสุธา อินทร์ยอด รองประธานชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดสตูล จำกัด กล่าวว่าชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดสตูล ก่อตั้งขึ้นในปี2546 โดยการรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกที่ผลิตยางแผ่นรมควันแล้วนำมาอัดก้อนส่งจำหน่าย ภายใต้การส่งเสริมสนับสนุนจาก กยท. การยางแห่งประเทศไทย จนเมื่อปี2556 ได้เข้าร่วมโครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูป วงเงิน 5,000 ล้านบาท ของรัฐบาล โดยชุมนุมสหกรณ์ฯ ได้กู้เงินมาประมาณ 30 ล้านบาท เพื่อนำมาก่อตั้งโรงงานแปรรูปยางจากยางแผ่นรมควันเป็นผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่แปรรูปได้ คือ แผ่นพื้นปูสนามกีฬา ปัจจุบันโรงงานมีกำลังการผลิตสินค้าได้ประมาณ 300แผ่น/วัน มีเครื่องจักรใหม่ 6 เครื่อง ทั้งนี้ ได้รับมาตรฐานอุตสาหกรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

                 “รู้สึกดีใจมากที่ได้รับใบอนุญาตแสดงเครื่องหมาย มอก. สำหรับผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา อยากฝากให้เกษตรกรที่เป็นทั้งเกษตรกรผู้กรีดยางและเกษตรกรผู้ผลิต ต่อยอดพัฒนาศักยภาพตนเองให้สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อตอบสนองนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล และเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในอาชีพอีกทางหนึ่งด้วยการรับซื้อผลผลิตยางพาราจากพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง มาเป็นวัตถุดิบแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ใช้ในหน่วยงานของรัฐ “แผ่นพื้นสนามกีฬา” ถือเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ยางที่สามารถเพิ่มการใช้ยางในประเทศได้ เนื่องจากแผ่นพื้นสนามกีฬาใช้วัตถุดิบยางพารา 100 % ซึ่งไม่ได้ใช้ยางสังเคราะห์ทดแทน ดังนั้น ถ้าหน่วยงานภาครัฐร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์แปรรูปยาง เกษตรกรจะสามารถขยายกิจการได้อีกเป็นจำนวนมาก” รองประธานชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดสตูล กล่าว

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดน้อมรำลึกพระคุณแม่ 5 – 6 สิงหาคม นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/289582

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดน้อมรำลึกพระคุณแม่ 5 – 6 สิงหาคม นี้

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดน้อมรำลึกพระคุณแม่ 5 – 6 สิงหาคม นี้

               พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปทุมธานี เตรียมจัดตลาดนัดเศรษฐกิจพอเพียง “สืบทอดพระราชปณิธานรักแม่” วันที่ 5 – 6 สิงหาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00น. เพื่อน้อมรำลึกพระคุณแม่ ผู้หล่อเลี้ยง สร้างผืนดิน ดูแล และปกปักรักษา ร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2560

                 นางจารุรัฐ จงพุฒิศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปิดเผยว่า “ งานครั้งนี้เน้นย้ำให้ตระหนักเห็นคุณค่าความสำคัญ ผู้ให้กำเนิดชีวิต แม่โพสพผู้ดูแลปกปักรักษาต้นข้าวให้เจริญงอกงาม แม่คงคาผู้ดูแลรักษาสายน้ำ แม่ธรณีผู้ให้กำเนิดหล่อเลี้ยงโลกและแผ่นดิน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในวิถีเกษตรไทย เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ตลอดทั้งกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ทางด้านการเกษตร จากหญิงแกร่งทั่วประเทศและผู้รู้จริงที่สามารถพึ่งพาตนเองและครอบครัวได้ ”

               หลักสูตรถ่ายทอดความรู้ ด้านนวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง และอบรมเชิงปฏิบัติการตลอดทั้งวัน วิชาของแผ่นดิน ได้แก่ “การปลูกและการเพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าว” เรียนรู้เทคนิค ครบกระบวนการผลิต เสริมทักษะพิเศษจากประการณ์ตรงการเพิ่มมูลค่าผลผลิต จากท่านอาจารย์ศิริพร อาจแย้มสรวล 1 ใน 9 ผู้กล้า โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์ ทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน ผันชีวิตสาวออฟฟิศระดับผู้บริหารไปทำเกษตรเพื่อหาความสุขจากการทำงานบนแผ่นดินของแม่ที่ จ.สุพรรณบุรี “ อาหารสุขภาพด้วยรักจากแม่” โดยอาจารย์สุมิตตา บางบอน เครือข่ายสวนผักคนเมือง กทม. ความรัก ความปรารถนาที่มีต่อลูก ฟูมฟักใส่ใจทุกรายละเอียดในการทำอาหารสุขภาพ หลากหลายเมนูสำหรับสมาชิกในครอบครัว “ปุ๋ยอินทรีย์ฟื้นฟูชีวิตผืนดิน” เทคนิคเฉพาะจากการลงมือปฏิบัติของ อาจารย์เชาว์วัช หนูทอง ศูนย์เรียนรู้กสิกรรมไร้สารพิษละโว้ธานี เรียนรู้การปรับปรุงบำรุงดิน และสร้างอาหารให้พืชด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ทำเองได้ “เลือกกินอย่างเข้าใจ ลูกพ้นภัยสารเคมี” รู้เท่าทันสารพิษในอาหาร วิธีการตรวจสอบสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ อาจารย์ปรกชล อู๋ทรัพย์ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (ไทยแพน) หลักสูตร“จุลินทรีย์ในน้ำส้มควันไม้” เรียนรู้กับอาจารย์ปรีชา บุญท้วม “การพึ่งตนเองในวิถีธรรมชาติ”ประสบการณ์ชีวิตพึ่งตนเอง สร้างผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สร้างรายได้ อาจารย์หทัยชนก อินทรกำแหง (ไร่ดินดีใจ จ.อุทัยธานี) หลักสูตร “กำจัดวัชพืชโดยไม่ใช้สารเคมี” โดยอาจารย์ชัยพร พรหมพันธุ์ และหลักสูตร “ ภูมิปัญญาไทยสมุนไพรดูแลแม่” ภูมิปัญญาการใช้ยาสมุนไพรเพื่อการดูแลสุขภาพของแม่ อาจารย์คำปุ่น กุดวงศ์แก้ว เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.สกลนคร หลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการ เรียนรู้เพียงหนึ่งชั่วโมงครึ่งนำกลับไปทำได้เลยทันที การทำสบู่ธรรมชาติเพื่อลูกรัก สารพัดช่างสร้างสุขให้ครอบครัว ทำน้ำตาลมะพร้าว และการทำแยมกระท้อน

                ฟังแลกเปลี่ยนประสบการณ์ พร้อมชมนิทรรศการมีชีวิต “วิถีเกษตรตามแม่” แม่ผู้หล่อเลี้ยงสรรพสิ่งบนโลก ผู้สร้าง ดูแล ปกปักรักษา แม่ผู้ให้กำเนิดเพื่อสร้างชีวิต และแม่ผู้เลี้ยงดู ชม และเรียนรู้นิทรรศการพิพิธภัณฑ์ในอาคาร ราคาพิเศษ พิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา และชมนิทรรศการชุดพิเศษ “คิดถึงพ่อมิลืมเลือน” และพิพิธภัณฑ์กษัตริย์เกษตร ชมภาพยนตร์ตามรอย การทรงงาน 70 ปี เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ชมนิทรรศการ 4 มิติ ที่พิพิธภัณฑ์ดินดล ในห้องฉายภาพยนตร์ 360 องศา ความสำคัญของแม่ธรณีผู้ให้กำเนิดหล่อเลี้ยงโลก พลาดไม่ได้ความสนุก ซาบซึ้งกับภาพยนตร์แอนิเมชั่น 3 มิติ ขนาด 200 ที่นั่ง

                ชิม ช้อป ของกิน ของใช้ อาหารพื้นบ้าน ผลผลิตตามฤดูกาล สับปะรดปัตตาเวีย มังคุด ลองกองอินทรีย์ จากภาคตะวันออก เสารส ฝักแม้ว จากพื้นที่สูง ปลานิลอินทรีย์แดดเดียว จากลุ่มน้ำภาคกลาง และผลผลิตสุดท้ายของฤดูกาลนี้ ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ และสินค้าอื่นๆ อีกกว่า 150 ร้านค้า

                 พิเศษ!!! เฉพาะงานนี้เท่านั้น รับจุลินทรีย์ดินหอม สำหรับใช้ในการบำรุงดินปลูกพืช มีจำนวนจำกัด กติการ่วมกิจกรรม แชะ ภาพกิจกรรมต่างๆภายในงาน หรือ แชร์ หน้าเพจ แฟนคลับพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ เช็คอิน พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ติดแฮชแท็ก #มิวเซียมกษัตริย์เกษตร

                 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ตรงข้ามโรงพยาบาลการุญเวช (นวนคร) ริมถนนพหลโยธิน จ.ปทุมธานี โทรศัพท์ 0-2529-2212-13 มือถือ 087-359-7171, 094-649-2333คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.wisdomking.or.th และทาง facebook.com/wisdomkingfan LineID @wisdomkingfan

เกษตรฯเผยความก้าวหน้าโครงการ 9101อนุมัติแล้ว 24,168 โครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/289507

เกษตรฯเผยความก้าวหน้าโครงการ 9101อนุมัติแล้ว 24,168 โครงการ

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ, 24168, โครงการ

เกษตรฯ เผยความก้าวหน้า “โครงการ 9101อนุมัติแล้ว 24,168 โครงการ

 

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความก้าวหน้าในการดำเนินงาน “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ว่า ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 อนุมัติวงเงิน จำนวน 22,752.5 ล้านบาท เพื่อให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน จำนวน 9,101 ชุมชน ขณะนี้ได้พิจารณาโครงการจากชุมชนเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว และได้ผ่านการอนุมัติเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 19,867.20 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 87.32 มีโครงการที่ผ่านการอนุมัติแล้ว จำนวน 24,168 โครงการ ดำเนินการทั้งหมด 9,101 ชุมชน มีวงเงินที่ใช้เกี่ยวกับค่าวัสดุอุปกรณ์ ประมาณ 9,897 ล้านบาท ค่าจ้างแรงงาน ประมาณ 9,969.9 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ จำนวน 7.78 ล้านราย

สำหรับการดำเนินงานโครงการแบ่งออกเป็น 8 ประเภท ได้แก่ (1) ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ร้อยละ 35.19 (2) ด้านการผลิตพืชและพันธ์พืช ร้อยละ 20.87 (3) ด้านปศุสัตว์ ร้อยละ 14.37 (4) ด้านการผลิตอาหาร การแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ร้อยละ 12.00 (5) ด้านประมง ร้อยละ 10.74 (6) ด้านฟาร์มชุมชน ร้อยละ 3.95 (7) ด้านการจัดการศัตรูพืช ร้อยละ 1.83 และ (8) ด้านการปรับปรุงบํารุงดิน ร้อยละ 0.88 และด้านการเกษตรอื่นๆ ร้อยละ 0.17 โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการ ซึ่งจะเป็นไปตามแผนงานของโครงการ โดย วันที่ 31 ก.ค. นี้ จะสามารถเบิกจ่ายค่าแรงได้ครึ่งหนึ่ง และจะดำเนินการตามแผนงานให้แล้วเสร็จตามกำหนดต่อไป

กยท. ผนึกกำลัง ทบ. ลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/289506

กยท. ผนึกกำลัง ทบ. ลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา

กยท, กยท, ผนึกกำลัง

กยท. ผนึกกำลัง ทบ. ลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา

 

วันที่ 26 กรกฎาคม 2560  การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และกองทัพบก ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา โดยมี พลเอกฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธีลงนาม ซึ่งครั้งนี้ ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย และพลตรีศักดิ์สิทธิ์ เชื้อสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก เป็นผู้แทนจาก 2 หน่วยงาน ในการร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ณ ห้องประชุมสถลสถานพิทักษ์ การยางแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า การยางแห่งประเทศไทยและกองทัพบก ตระหนักถึงความสำคัญในนโยบายด้านยางพาราของรัฐบาลที่เน้นดำเนินการแปรรูปยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่า และสนับสนุนการใช้ยางภายในประเทศ รวมทั้ง นโยบายด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรมตามนโยบายที่ได้กำหนดเป้าหมายไว้ ทั้งนี้ การยางแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นองค์กรกลางรับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการยางพาราของประเทศไทยทั้งระบบอย่างครบวงจร ร่วมกับสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก ซึ่งเป็นหน่วยที่รับผิดชอบงานวิจัย และพัฒนาการทางทหารกองทัพบก ที่เชี่ยวชาญในการทำวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีความมั่นคง ได้มีความเห็นพ้องต้องกันที่จะประสานความร่วมมือ และนำศักยภาพของแต่ละหน่วยงานมาร่วมกันเสริมสร้างความมั่นคงและศักยภาพในการป้องกันประเทศผ่านการนำผลผลิตยางพารามาวิจัยและพัฒนา เพื่อนำไปสู่การแปรรูปเป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีมาตรฐานและประสิทธิภาพในการนำไปใช้ได้จริงในอนาคต

        พลตรีศักดิ์สิทธิ์ เชื้อสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบกกล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา จะเป็นจุดเริ่มต้นในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดงานวิจัยและพัฒนาร่วมกันระหว่างการยางแห่งประเทศไทย และกองทัพบก เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์จากยางพารา นวัตกรรม หรือเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ยางในรูปแบบต่างๆ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางการทหาร อีกทั้งเป็นการพัฒนาศักยภาพของนักวิจัย เพื่อสามารถสร้างงานวิจัยและเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมยางพารา ที่สำคัญ ความร่วมมือครั้งนี้ ยังเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการเพิ่มการใช้ยางในประเทศ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากต่างประเทศ เช่น หน้ากากป้องการสารพิษทางทหารที่ผ่านมาไทยสั่งซื้อจากต่างประเทศโดยเมื่อเปรียบเทียบราคาแล้วสูงกว่าการผลิตใช้เองประมาณ 8 เท่า ผ่านงานวิจัยเพื่อสร้างเสริม ปรับปรุง ประยุกต์ พัฒนาและซ่อมแซม โดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม ตลอดจนการรวบรวมและพัฒนาองค์ความรู้ในกระบวนการเหล่านี้ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและความมั่นคง

“ชุติมา” เปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (FIELD DAY)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/289392

“ชุติมา” เปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (FIELD DAY)

วันถ่ายทอดเทคโนโลยี, ชุติมา, Field, day, Field day, GAP

“ชุติมา” เปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day)

                  นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) และบริการทางด้านการเกษตร เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ปี 2560 และพิธีบันทึกข้อตกลงการเชื่อมโยงตลาดข้าวนาแปลงใหญ่ ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อ.เมือง จ.เพชรบุรี ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดงานดังกล่าว เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2560 โดยจะมีการถ่ายทอดความรู้และให้บริการแก่เกษตรกร ให้ได้รับความรู้ เข้าถึงปัจจัยการผลิต ลดความเสี่ยงในการบริหารจัดการ และให้เกิดความเข้มแข็งของเกษตรกร อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้เกษตรกรและผู้เข้าร่วมงานได้ทราบถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการพัฒนาการผลิต การรวมกลุ่มในการบริหารจัดการการผลิต การพัฒนาเกษตรกร และการจัดการด้านการตลาด

โดยมีการจัดสถานีให้ความรู้ในด้านต่าง ๆ จำนวน 5 สถานี ประกอบด้วย 1) สถานีการลดต้นทุนการผลิต 2) สถานีการเพิ่มผลผลิต 3) สถานีการเพิ่มมูลค่า และการตลาด 4) สถานีเศรษฐกิจพอเพียง-เกษตรทฤษฎีใหม่ และ 5) สถานีสรุปผลการเรียนรู้ร่วมกัน นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอองค์ความรู้และบริการเกษตรจากหน่วยงานในสังกัด อาทิ หน่วยบริการขึ้นทะเบียนเกษตรกร หน่วยแจกพันธุ์ไม้ หน่วยบริการพันธุ์สัตว์น้ำ หน่วยบริการวิชาการด้านปศุสัตว์-พืชอาหารสัตว์ หน่วยบริการด้านกฎหมาย เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ตามโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิต ปี 2560 ระหว่างศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน (กลุ่มเกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวแปลงใหญ่) กับโรงสีทวีรวมมิตร จ.เพชรบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการขับเคลื่อนความร่วมมือระบบส่งเสริมการเกษตรแบบข้าวแปลงใหญ่ ตั้งแต่เริ่มต้นการวางแผนการผลิต การดูแล การแปรรูป การบรรจุหีบห่อ สร้างตราสัญลักษณ์สินค้า ภายใต้การรับรองมาตรฐานเกษตรที่ดีและเหมาะสม (GAP : Good Agricultural Practice) ซึ่งจะมีการตกลงรับซื้อผลผลิตล่วงหน้ากับสมาชิกกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 47 ราย พื้นที่ 1,099 ไร่ โดยกำหนดรับซื้อในราคาที่สูงกว่าตลาด 3 – 5% หากสมาชิกกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวนาแปลงใหญ่ สามารถได้รับหนังสือยืนยันเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) ทางโรงสีจะรับซื้อในราคาที่สูงกว่าตลาด 5% ด้วย เป็นต้น
จากนั้น ได้ร่วมสาธิตการจัดทำปุ๋ยหมักตามโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชุมชนหนองขนาน ซึ่งเป็นโครงการที่ผ่านการอนุมัติของโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน โดย อ.เมือง จ.เพชรบุรี ได้รับการจัดสรร จำนวน 28 ชุมชน มีโครงการที่ผ่านการพิจารณาอนุมัติ 33 โครงการ อีกทั้งยังร่วมสาธิตการทำนาแบบปราณีต โดยใช้เครื่องหยอดกล้าแบบประณีตเพื่อนพึ่ง (ภา) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยากสภากาชาดไทย และเยี่ยมชมสถานีให้ความรู้ในด้านต่าง ๆ ด้วย
“ช่วงเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่ นับเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นโอกาสที่ดีที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะช่วยพี่น้องเกษตรกรให้สามารถพลิกฟื้นจากสถานการณ์ภัยแล้งที่ผ่านมา สู่การทำการเกษตรอย่างอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง การจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) และบริการการเกษตรในวันนี้ จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเตรียมความพร้อมของพี่น้องเกษตรกรก่อนเข้าสู่การเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2560 ต่อไป” นางสาวชุติมา กล่าว

กรมชลสร้างระบบฐานข้อมูลชุมชนเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/289379

กรมชลสร้างระบบฐานข้อมูลชุมชนเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนา

กรมชลสร้างระบบฐานข้อมูลชุมชนเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนา

              นายสุจินต์  หลิ่มโตประเสริฐ  ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในหลายพื้นที่พบว่า  แต่ละพื้นที่มีความโดดเด่นที่แตกต่างกัน  โดยเฉพาะปัจจัยที่เรียกเป็นทุนชุมชน เช่น ทุนวัฒนธรรม ทุนทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น ตนจึงกำชับให้เจ้าหน้าที่สำรวจและรวบรวม  เพื่อจัดทำฐานข้อมูลทุนชุมชนสำหรับวางแผนพัฒนาต่อไป
“การพัฒนาไม่สามารถใช้ทุนจากข้างนอกเพียงฝ่ายเดียวได้ จำเป็นต้องใช้ทุนภายในชุมชนเข้าร่วมผสมผสานด้วย เป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยตรงและจำเป็นอย่างมากในการขับเคลื่อนการพัฒนา ยิ่งชุมชนไหนมีทุนชุมชนหลากหลายก็มีโอกาสพัฒนาได้เร็วขึ้น”
โดยปกติการใช้กระบวนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน มีการจัดเวทีชาวบ้านและจัดทำประวัติศาสตร์ของชุมชน โดยชาวบ้านเป็นผู้เล่าความเป็นมาและบันทึกข้อมูล เพื่อให้ทราบที่มาที่ไปของชุมชน ให้ทุกคนได้ตระหนักถึงศักยภาพที่ชุมชนมีอยู่
นายสุจินต์กล่าวว่า ชุมชนที่ไม่ค่อยเข้มแข็ง เมื่อลงพื้นที่รับฟัง  ชาวบ้านมักพูดเฉพาะแต่ปัญหาแทบทุกเรื่องโดยไม่เห็นทางออก ซึ่งเป็นการสั่งสมทัศนคติด้านลบ ทั้งที่ในชุมชนเหล่านั้นก็มีสิ่งดีๆ มากมาย แต่ถูกมองข้ามไป จึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดของชุมชนเสียใหม่ จากที่มองเห็นแต่ปัญหา ให้กลับมามองสิ่งที่ตัวเองมีอยู่หรือศักยภาพของชุมชน โดยเฉพาะเมื่อร่วมกันคิด วางแผนและลงมือทำ จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่มีพลังสำคัญอย่างยิ่ง
“เป็นการปลุกให้ตื่นรู้ ตื่นหาทางออก  บางชุมชนมีทุนส่วนตัว เช่น ที่พักแบบโฮมสเตย์ รถตู้โดยสาร พืชผักผลไม้ การผลิตข้าวของเครื่องใช้ในชุมชน ฯลฯ ก็สามารถนำสิ่งเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมได้  ในชั้นต้นเลย ทีมงานจากภายนอกที่เข้าไปทำเวทีชาวบ้านเช่าหรือซื้อข้าวของเหล่านั้น  ชาวบ้านพลอยได้รับประโยชน์ไปในตัวด้วย”
พร้อมกับยกตัวอย่างชุมชน ต.ป่าแดด  อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ที่ถือเป็นชุมชนเข้มแข็งมาก ผู้บริหารท้องถิ่น เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จัดงานรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในฐานะทรงเป็นผู้ให้กำเนิดกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยมีกำนันและผู้ใหญ่บ้านจากทุกหมู่เข้ามาร่วมงานในวันที่ 23 ตุลาคมของทุกปีโดยพร้อมเพรียงกัน า ต่อมาเพิ่มการจัดแข่งขันกีฬา โดยร่วมกันเดินในขบวนด้วย รวมทั้งมอบโล่และประกาศเกียรติบัตรให้บุคคลดีเด่นในการทำประโยชน์ให้ชุมชน ถือเป็นวันรวมน้ำใจคนตำบลป่าแดด
“ทุนความเข้มแข็งนี้ ยังแผ่ไปถึงส่วนราชการระดับอำเภอ ที่นอกจากจัดงานวันเดียวกันบริเวณที่ว่าการอำเภอแล้ว ยังต้องเจียดเวลามาร่วมงานที่จัดโดยกำนันผู้ใหญ่บ้านของที่นี่ด้วย ยกระดับเป็นทุนสามัคคีในระดับที่กว้างขึ้น นำไปเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี” นายสุจินต์กล่าว

ก.เกษตรฯสรุปไอยูยู 8 ข้ออียูยังห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/289329

ก.เกษตรฯสรุปไอยูยู 8 ข้ออียูยังห่วง

ไอยูยู, กเกษตรฯสรุปไอยูยู, ข้ออียูยังห่วง, พรก

ก.เกษตรฯสรุปไอยูยู 8 ข้ออียูยังห่วง

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการเข้ามาติดตามตรวจสอบเรื่องการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุมหรือไอยูยู  ของเจ้าหน้าที่อียู  ระหว่างวันที่ 5-14 ก.ค.60  ได้ระบุว่า ขณะนี้ไทยแก้ปัญหาด้านประมงอย่างถูกทางแล้ว แต่ยังมีสิ่งที่ต้องปรับปรุงเพิ่มเติม  เช่น เจ้าหน้าที่ยังขาดประสบการณ์ ซึ่งต้องใช้เวลาในการฝึกฝน การบังคับใช้กฎหมายและการใช้เครื่องมือให้ถูกต้อง เป็นต้น

อย่างไรก็ตามอียูจะส่งทีมเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบเรื่องระบบตรวจสอบย้อนกลับในเดือนต.ค.นี้ อีกครั้ง เนื่องจากการตรวจสอบครั้งนี้ระยะเวลาไม่เพียงพอ  หลังจากนั้นในเดือนม.ค.ปี 61 ทางอียูจะส่งทีมงานชุดใหญ่มาติดตามการแก้ไขปัญหาไอยูยูของไทยอีกครั้ง

ส่วนประเด็นที่ต้องหารืออียูต่อไปคือ เรื่องเทคนิคการตรวจสอบย้อนกลับ และการเฝ้าระวังเรือขนถ่ายทั้งเรือไทยและเรือต่างประเทศในเส้นทางขนส่งทูน่า และการนำทูน่าขึ้นที่ท่าไทย ซึ่งต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้น

อียูยังกังวลต่อ พระราชกำหนด(พ.ร.ก.)การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวฉบับใหม่ ที่ระบุโทษอาญาและโทษปรับสูงต่อแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย อียูเห็นว่าเป็นเหยื่อ และควรได้รับการคุ้มครองจากฎหมายแทนการถูกลงโทษ กระทรวงแรงงานควรทบทวนพิจารณาแก้ไขพ.ร.ก.ในส่วนนี้ มิฉะนั้นอาจกระทบต่อการแก้ไขปัญหาไอยูยูของไทย

โดยอียูจะมาประเมินไทยอีกครั้งในช่วงต้นปีหน้า ดังนั้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า อียูต้องการจะเห็นการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด หากไทยทำได้ในระดับที่อียูต้องการเห็น ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าไทยจะได้รับการปลดใบเหลืองในการประเมินต้นปีหน้า

สปก.ลงพื้นที่สุราษฎร์จัดสรรที่ดิน 969 ไร่ให้เกษตรกร114ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/289227

สปก.ลงพื้นที่สุราษฎร์จัดสรรที่ดิน 969 ไร่ให้เกษตรกร114ราย

สปก, 969, ไร่ให้เกษตรกร114ราย

สปก.ลงพื้นที่สุราษฎร์จัดสรรที่ดิน 969 ไร่ให้เกษตรกร114ราย

วันอังคารที่ 25 กรกฎาคม 2560 นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการ ส.ป.ก.และคณะ ลงพื้นที่ตรวจติดตามงานพื้นที่ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.36/2559 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2559) แปลงที่ดิน 44 เนื้อที่ 969 ไร่ รองรับเกษตรกร 114 ราย (จำนวน 2 แปลง เนื้อที่ 715 ไร่ รองรับเกษตรกร 81 ราย และ เนื้อที่ 254 ไร่ รองรับเกษตรกร 33 ราย ณ หมู่ 5 ตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
สำหรับพื้นที่ยึดคืนที่จัดสรรให้เกษตรกร รายละ 6 ไร่ จำแนกเป็นแปลงเกษตรกรรม5 ไร่   ที่อยู่อาศัย 1 ไร่ ส.ป.ก.จะส่งเสริมการปลูกพืชหลักและพืชเสริม อาทิ พืชไม้ผลในท้องถิ่น(กล้วยน้ำว้า ทุเรียน มะะพร้าว พืชยืนต้น อาทิ หมาก สะตอ เป็นต้น