กยท.ยันบริษัทยางล้อรายใหญ่ไม่รับซื้อยางจากพื้นที่บุกรุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/288739

กยท.ยันบริษัทยางล้อรายใหญ่ไม่รับซื้อยางจากพื้นที่บุกรุก

กยท, ผวกกยท, Forest Stewardship Council, ตราด จันทบุรี ระยอง, นครศรีธรรมราช ตรัง กระบี่

กยท.ยันบริษัทยางล้อรายใหญ่ไม่รับซื้อยางจากพื้นที่บุกรุก

        วันที่ 21 ก.ค.60 ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (ผวก.กยท.) กล่าวถึง กระแสข่าวในโลกโซเชียลที่ระบุว่าบริษัทยางล้อรายใหญ่มีแผนไม่รับซื้อยางพาราจากประเทศที่ปลูกยางในพื้นที่บุกรุกว่า เป็นกระแสข่าวเก่าที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2559 จึงไม่อยากให้ตื่นตระหนก เนื้อหาข่าวกล่าวถึงประเทศทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ได้เฉพาะเจาะจงประเทศไทย ซึ่งในส่วนของประเทศไทยนี้จะไม่กระทบแน่นอน เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ กยท. มีการเตรียมแผนรองรับและดำเนินการแล้ว คือ การสนับสนุน ส่งเสริม ให้ความรู้กระตุ้นให้เกษตรกรชาวสวนยางที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กยท. เห็นถึงความสำคัญและโอกาสของการพัฒนาสวนยางไปสู่มาตรฐานระดับสากล เช่น มาตรฐาน FSC (Forest Stewardship Council) เพื่อเพิ่มมูลค่าไม้ยาง รักษามาตรฐานคุณภาพ และขยายฐานตลาดส่งออก ซึ่งเริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่ปี 2559

โดยนำร่องในเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ปัจจุบันมีผู้ร่วมโครงการกว่า 2,700 ราย รวมพื้นที่กว่า 40,000ไร่ การดำเนินการจะเน้นการอบรมให้เกษตรกรได้รับความรู้เกี่ยวกับการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน FSC มีการสำรวจตรวจแปลง และเตรียมเรื่องการตรวจรับรอง ซึ่งจะใช้ระยะเวลาประมาณ 9 เดือน จึงคาดว่าประมาณเดือนกันยายนนี้จะมีพื้นที่นำร่องพื้นที่แรก

จากนั้นจะมีการขยายผลต่อในช่วงเดือนสิงหาคมอีกประมาณ 50,000 ไร่ ในเขตภาคตะวันออก (ตราด จันทบุรี ระยอง) และในเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนกลางอีกประมาณ 50,000 ไร่ (นครศรีธรรมราช ตรัง กระบี่) ดังนั้น ภายใน 3 ปีคาดว่า การผลักดัน และบริหารการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากลจะครอบคลุมพื้นที่สวนยางของเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. ทั้งหมด ฉะนั้น ปัญหาเรื่องบริษัทยางไม่รับซื้อยางจากประเทศที่ไม่ได้รับการรับรอง จึงไม่มีผลต่อประเทศไทย เพราะสามารถมั่นใจได้ว่าสวนยางที่ปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสมที่อยู่ภายใต้การดูแลของ กยท. เป็นสวนยางที่มีแหล่งที่มาถูกต้องชัดเจน

           ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ กยท. ได้เร่งดำเนินการในเรื่องการให้การรับรองมาตรฐาน FSC สำหรับสวนยางที่เปิดกรีด ซึ่งเป็นแนวคิดในการที่จะรับรองการดำเนินการจัดการสวนยางให้ได้มาตรฐานการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน ตั้งแต่น้ำยางไปจนถึงไม้ยาง โดยจะเน้นดำเนินการในรูปแบบแปลงใหญ่ ผ่านสถาบันเกษตรกร เพราะ กยท. มองว่า สถาบันเกษตรกรเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา และให้สถาบันเกษตรกรทำหน้าที่ในการเก็บรวบรวมผลผลิตของเกษตรกรสมาชิกที่ได้รับรองมาตรฐาน ซึ่งจะได้ผลผลิตที่เป็นการรับรองจาก FSC ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าสู่ระบบของ FSC ซึ่งเทียบเท่ากับระบบให้การส่งเสริมปลูกแทนของ กยท.

แต่ประเด็นการจัดการสวนยางแบบยั่งยืนจะมีการตรวจสอบรายงานย้อนกลับ รวมไปถึงเรื่อง สิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพที่เพิ่มเติมเข้ามา โดยมุ่งเน้นให้มีการจัดการสวนยางให้เกิดความสมดุลทั้ง 3 ด้าน คือสิ่งแวดล้อม ชุมชนสังคม หรือเศรษฐกิจ จะได้ประโยชน์ในเรื่องของมูลค่าของผลิต ทั้งที่เป็นน้ำยางและสิ่งที่ไม่ใช่ยาง ซึ่งหมายถึงไม้ยาง ซึ่งสามารถผลักดันให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 10% ของมูลค่าที่มีการซื้อขายอยู่ทั่วประเทศ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ สามารถเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันการผลิตและการแข่งขันทางการตลาดสู่กับต่างประเทศได้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการให้ข่าว ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผวก.กยท. ฝากว่า อยากให้มีการตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วน เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาการสร้างกระแสเชิงลบที่จะกระทบต่อสถานการณ์ราคายางปัจจุบัน

กรมชลเร่งพร่องน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/288702

กรมชลเร่งพร่องน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา

เขื่อนเจ้าพระยา, SWOC, 21 กค, 21 กค 60, รทก, บ้านหาดสะพานจันทร์

กรมชลเร่งพร่องน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา

                วันที่ 21 ก.ค.60 นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สำหรับการติดตามสภาวะอากาศและสถานการณ์น้ำของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC)ในวันนี้(21 ก.ค.)พบว่าร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมา ลาว และเวียดนาม เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย ทำให้บริเวณประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่ง
สถานการณ์น้ำในแม่น้ำสายหลักต่างๆ ส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ยกเว้นแม่น้ำยมบริเวณจ.สุโขทัย ซึ่งรับน้ำหลากต่อจากจ.แพร่ ยังคงมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังไม่มีน้ำเอ่อล้นตลิ่ง สำหรับแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ จ.ชัยนาท ถึง จ.พระนครศรีอยุธยา มีแนวโน้มลดลง แต่ยังคงมีน้ำเอ่อล้นตลิ่งต่ำในพื้นที่ริมแม่น้ำที่อยู่นอกคันกั้นน้ำบางแห่งบริเวณ อ.เสนา และ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ส่วนแม่น้ำสายอื่นๆ มีระดับต่ำกว่าตลิ่งสามารถรองรับน้ำได้อย่างปลอดภัย
ในส่วนของสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศและขนาดกลางทั้งประเทศ ปัจจุบัน(21 ก.ค. 60) มีปริมาณน้ำรวมกัน 43,738 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 58 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม 9,645 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 31,400 ล้านลูกบาศก์เมตร สถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 11,966 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 48 ของความจุอ่างฯรวมกัน ปริมาณน้ำปีนี้มากกว่าปี 2559 รวม 3,181 ล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำใช้การได้ 5,270 ล้านลูกบาศก์เมตร โดย 4 เขื่อนหลักยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 12,900 ล้านลูกบาศก์เมตร
ทั้งนี้ จากการติดตามสภาพอากาศและสภาพน้ำในแม่น้ำสายหลักของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ พบว่าสภาพน้ำท่าทางตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มลดลง ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ อยู่ในเกณฑ์ 1,258 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประกอบกับปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังลดลงด้วย ทำให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 1,038 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กรมชลประทาน ได้พร่องน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้ลดต่ำลงเหลือ +15.30 เมตร(รทก.) พร้อมกับรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งเท่าที่จำเป็น เพื่อเตรียมพื้นที่ไว้รองรับปริมาณน้ำที่จะเกิดจากฝนตกชุกในระยะต่อไปให้ได้มากที่สุด
สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำยมบริเวณจ.สุโขทัย หลังจากปริมาณน้ำจากจ.แพร่ ได้ไหลลงมาถึงบริเวณเหนือประตูระบายน้ำแม่น้ำยม(บ้านหาดสะพานจันทร์) อ.สวรรคโลกแล้วในช่วงสายของวันนี้(21 ก.ค. 60) กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำก้อนนี้ โดยการผันน้ำเข้าสู่คลองยมน่าน ในอัตรา 131 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมกับควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านลงสู่เขตเทศบาลเมืองสุโขทัย ในอัตราประมาณ 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตามเกณฑ์ที่ได้วางไว้ ซึ่งยังไม่มีผลกระทบน้ำเอ่อล้นตลิ่งแต่อย่างใด

กระทรวงสิ่งทอฯบังคลาเทศดูงานด้านหม่อนไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/288696

กระทรวงสิ่งทอฯบังคลาเทศดูงานด้านหม่อนไหม

กระทรวงสิ่งทอฯบังคลาเทศดูงานด้านหม่อนไหม

                 คณะศึกษาดูงานจาก Ministry of textiles & Jute(กระทรวงสิ่งทอและปอกระเจา) สาธารณรัฐประชาชนบังคลาเทศ วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากกระทรวงสิ่งทอและปอกระเจา(Ministry of textiles & Jute) สาธารณรัฐประชาชนบังคลาเทศ นำโดย Mrs.Tania Khan รองหัวหน้ากระทรวงสิ่งทอและปอกระเจา และผู้ติดตามจำนวน 4 คน ณ ห้องประชุมชั้น 1 กรมหม่อนไหม

              ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ได้จัดการสัมมนาสัญจรและศึกษางาน ในหัวข้อ “Integrated Plan for Extension and Development of Sericulture in Bangladesh” ให้กับหน่วยงานราชการ สาธารณรัฐประชาชนบังคลาเทศ โดยอาจารย์วิฆเนศ วงศ์วาณิชวัฒนา หัวหน้าหลักสูตรสองภาษา สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา  ได้เห็นประโยชน์สูงสุดในการมาศึกษาดูงานจากกรมหม่อนไหม จึงได้พาคณะดูงานมาเยี่ยมชมการทำงานของกรมหม่อนไหม โดยมีนายสมภพ จงรวยทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาหม่อนไหม เป็นผู้บรรยาย ถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการด้านหม่อนไหม ผลงานด้านการวิจัย การส่งออก นำเข้าเส้นไหม และการดำเนินงานของกรมหม่อนไหม

         นอกจากนี้ คณะศึกษาดูงานได้เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์หม่อนไหม กรมหม่อนไหม เพื่อศึกษาถึงประวัติความเป็นมาและการทอผ้าไหมไทย และ Corner slik shop เพื่อเลือกซื้อสินค้าผลิตภัณฑ์จากหม่อนและไหม ซึ่งทำให้คณะดูงานจากกระทรวงสิ่งทอและปอกระเจา รู้สึกประทับใจในการได้มาศึกษาดูงานในครั้งนี้

“เกษตร”ดันใช้เทคโนโลยีเสริมแรงงานระยะยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/288634

“เกษตร”ดันใช้เทคโนโลยีเสริมแรงงานระยะยาว

KOFC, สศก,  KOFC, 1 เมย - 19 มิย 58

“เกษตร”ดันใช้เทคโนโลยีเสริมแรงงานระยะยาว

นายภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผย ว่า ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร ( KOFC) ได้ติดตามปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร มีแนวโน้มลดลงจากปี 2454 ที่มี14.88 ล้านคน เหลือ 11 ล้านคนในไตรมาสแรกปี60 และส่วนใหญ่เป็นแรงงานสูงอายุ เนื่องจากแรงงานวัยหนุ่มสาวย้ายเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ในขณะที่เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากราคาปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืช ค่าจ้างแรงงาน จึงเป็นเหตุให้มีการนำเข้าแรงงานต่างด้าวเพื่อลดต้นทุนการผลิตและทดแทนแรงงานของไทย

ทั้งนี้การจัดการแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานตามฤดูกาลและมาเช้าเย็นกลับยังไม่สามารถกำหนดเป็นกฎกระทรวงได้อย่างชัดเจน จึงเกิดปัญหาในการจัดการแรงงานภาคการเกษตร เป็นแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายหรือไม่ได้จดทะเบียนเป็นจำนวนมาก อีกทั้งแรงงานต่างด้าวเหล่านี้มีการลักลอบเข้าประเทศอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน การเดินทางเข้าออกสามารถทำได้ง่าย จึงส่งผลทำให้เกิด พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวขึ้น

ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร ( KOFC) ได้ติดตามสถานการณ์แรงงานต่างด้าวที่มีต่อเศรษฐกิจการเกษตรไทย พบว่า แรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานในไทย เดือน มิ.ย. 2560 มีทั้งสิ้น 1.56 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเข้าเมืองตามมาตรา 9 พิสูจน์สัญชาติเดิม คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา 904,377 คน หรือ 58.03% รองลงมาคือ มาตรา 9 นำเข้าตามบันทึกข้อตกลงหรือ MOU จำนวน 439,785 คน หรือ 28.22% มาตรา 9 ทั่วไป จำนวน 101,818คน หรือ 6.53% และประเภทอื่นๆ 7.55%

“แรงงานต่างด้าวสัญชาติที่ได้รับการจดทะเบียนมากที่สุด ได้แก่ เมียนมา 982,467 คน รองลงมา คือ กัมพูชา 257,284 คน และ ลาว 108,908 คน หากพิจารณาถึงแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในภาคเกษตร มีจำนวน 248,281 คน เป็นแรงงานภาคเกษตรและปศุสัตว์ 149,799 คน และแรงงานประมง 98,482 คน แบ่งเป็นแรงงานที่ได้รับอนุญาตทำงานในราชอาณาจักร กิจการประมง 17,655 คน กิจการแปรรูปสัตว์น้ำ 80,827 คน ซึ่งเป็นแรงงานประมงทะเลจดทะเบียนใหม่ (1 เม.ย. – 19 มิ.ย. 58)” นายภูมิศักดิ์ กล่าว

เมื่อวิเคราะห์ผลกระทบจาก พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ต่อภาคเกษตรไทย ในกรณีที่นายจ้างจ้างแรงงานผิดกฎหมาย ช่วยให้แรงงานต่างด้าวเข้าสู่ระบบมากขึ้น และเป็นการแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย โดยการจ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศ ซึ่งตามสถิติมีจำนวนคนต่างด้าวภาคเกษตรที่ได้รับอนุญาตทำงาน คงเหลือในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา 248,281 ราย ก่อให้เกิดผลด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจ 17,876.23 ล้านบาท

นอกจากนี้ แรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้ถูกจัดเก็บข้อมูลในระบบ ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน หรือแรงงานเถื่อนเบื้องต้น พบว่า มีประมาณ 1 ล้านราย อยู่ในภาคเกษตร 17% หรือ 170,000 ราย โดยแรงงานเหล่านี้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเดินทางกลับประเทศหลังมีกฎหมายดังกล่าว ซึ่ง KOFC ความรุนแรงที่ขาดแรงงานกลุ่มนี้ไปมากที่สุด 15 % จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตร 2,560.59 ล้านบาท แยกเป็นสินค้าพืชจำนวน 1,302.93 ล้านบาท สาขาประมง 734.40 ล้านบาท และสาขาปศุสัตว์ 523.26 ล้านบาท

ในกรณีที่แรงงานดังกล่าวหายไป 10 % จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตร 1,707.06 ล้านาท แยกเป็น สินค้าพืช จำนวน 868.62 ล้านบาท สาขาประมง 489.60 ล้านบาท และสาขาปศุสัตว์ 348.84 ล้านบาท และหากแรงงานเหล่านี้หายไป 5% จะผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตร 853.53 ล้านบาท แยกเป็นสินค้าพืช จำนวน 434.31 ล้านบาท สาขาประมง 244.80 ล้านบาท และสาขาปศุสัตว์ 174.42 ล้านบาท

ดังนั้นเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น ในระยะสั้น ควรปรับลดบทลงโทษหรือขยายระยะเวลาการนำ พ.ร.ก. มาใช้เนื่องจากบทลงโทษที่เกิดจาก พ.ร.ก. ที่กำหนดโทษปรับตั้งแต่ 400,000 – 800,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้าง 1 คน นั้นรุนแรงและกะทันหัน เกิดปัญหาการปรับตัวไม่ทัน ส่งผลกระทบผู้ผลิตหรือเจ้าของกิจการที่ทำการเกษตรโดยการจ้างแรงงานต่างด้าว ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมาย

นอกจากนี้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมอำนวยความสะดวกในการขึ้นทะเบียน ลดความซับซ้อน ยุ่งยากเพื่อให้ผู้ประกอบการและแรงงานมีความสะดวกมากขึ้น เช่น การให้บริการของศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ และควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ เพื่อกระตุ้นและเร่งรัดให้นายจ้าง ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมายได้ทันระยะเวลาที่ภาครัฐพิจารณาขยายให้

ส่วนในระยะยาว ควรส่งเสริมการนำเทคโนโลยีการเกษตรไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน และ จัดงบประมาณในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว โดยส่วนหนึ่งได้มาจากเงินค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ได้จากการจดทะเบียนหรือต่ออายุแรงงานต่างด้าวที่รัฐสมทบให้ นอกจากนี้ ให้มีเงินงบประมาณสนับสนุนอย่างเพียงพอต่อกิจกรรมการด้านต่าง ๆ ที่จะสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนในการแก้ปัญหาดังกล่าวได้

นายวิษณุ อรรถวานิช รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า แรงงานต่างด้าวที่อยู่นอกระบบ ควรเป็นนโยบายที่ภาครัฐ จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากอีก 20 ปีข้างหน้า วัยแรงงานของประเทศจะหายไปอีกประมาณ 6 ล้านราย จากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ต้องวางแผนหาแรงงานเพื่อทดแทนแรงงานในกลุ่มนี้ ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากภาครัฐมีงบประมาณที่จำกัด

“ผมมองว่า ในแง่ของการประกาศใช้พ.ร.บ.ดังกล่าว ถือเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากแรงงานต่างด้าวจะได้เข้าสู่ระบบมากขึ้น เมื่อเข้าสู่ระบบจะช่วยลดปัญหาอื่นๆตามมา ทั้งการทุจริต จ่ายส่วย ปัญหาสังคม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เนื่องจากแรงงานต่างด้าวอยู่ในระบบ จึงควบคุมได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอนาคต ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องพิจารณาให้ดีว่าจะเลือกเดินไปในทางใด จะพึ่งพาแรงงานต่างด้าวอีกอยู่หรือไม่ แล้วจะพึ่งพาอย่างไร แรงงานกลุ่มดังกล่าวจะเดินทางกลับประเทศตนเองหรือไม่ หากประเทศเหล่านั้นมีความเจริญทางเศรษฐกิจมากขึ้น”นายวิษณุ กล่าว

ปศุสัตว์แจงกรณีเกษตรกรขายกระบือในโครงการธนาคารโค-กระบือฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/288607

ปศุสัตว์แจงกรณีเกษตรกรขายกระบือในโครงการธนาคารโค-กระบือฯ

ปศุสัตว์, แจง, กรณี, เกษตรกร, ขาย, กระบือ, โครงการ, ธนาคาร, โคก, ระบือ

ปศุสัตว์แจงกรณีเกษตรกรขายกระบือในโครงการธนาคารโค-กระบือฯ

              วันที่ 20 ก.ค.60   นายสัตวแพทย์อภัย  สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่าจากการที่มีผู้ใช้เฟสบุ๊ครายหนึ่ง ชื่อ Rapeepak Taratornpitak ได้โพสต์เรื่องราวการฝากเลี้ยงกระบือไว้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และต่อมาไม่พบกระบือตัวดังกล่าว นั้น  กรมปศุสัตว์ได้ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นแล้ว ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2559 นายรพีพัค ธราธรพิทักษ์ อยู่ที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้บริจาคกระบือเพศเมียอายุประมาณ 4 ปี  จำนวน 1  ตัว มูลค่า 35,000 บาท เพื่อนำเข้าโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ และสำนักงานปศุสัตว์อำเภอเขาค้อได้คัดเลือกเกษตรกรชื่อ นายวรพล  แก้วแดง  อยู่ที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อนำไปเลี้ยงดู โดยได้ทำสัญญายืมเพื่อการผลิต เลขที่ พช 43/59 ซึ่งนายวรพล ให้การว่าได้นำกระบือตัวดังกล่าวไปเลี้ยงดูจริง  แต่ปรากฏว่ากระบือมีนิสัยไม่เชื่อง บังคับยากและไม่สามารถสืบพันธุ์ได้ โดยเจ้าหน้าที่ผสมเทียมตรวจสอบแล้ว พบว่าระบบสืบพันธุ์ไม่สมบูรณ์ และได้รายงานให้ปศุสัตว์อำเภอเขาค้อทราบด้วยแล้ว ต่อมา นายวรพลฯ ได้ขายกระบือตัวดังกล่าวในราคา 35,000 บาท และนำเงินที่ได้ไปซื้อกระบือตัวใหม่ เป็นกระบือแม่และลูก จำนวน 2 ตัว  ราคา 37,000 บาท โดยเพิ่มเงินอีก 2,000 บาท  ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่ได้แจ้งให้ปศุสัตว์อำเภอเขาค้อทราบ
อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวต่อว่า ตามระเบียบกรมปศุสัตว์ว่าด้วยการดำเนินการโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร  ตามพระราชดำริ พ.ศ. 2556  มีเงื่อนไข หากเกษตรกรผู้ยืมทำสัญญายืมแม่โคหรือแม่กระบือไป  3  ปีแล้ว  ไม่มีลูกโคหรือลูกกระบือ  ทางธนาคารฯจะถอนการให้ยืมและเกษตรกรผู้ยืมจะต้องนำแม่โคหรือแม่กระบือที่ยืมดังกล่าวนั้นส่งคืนธนาคารฯ เพื่อให้ปศุสัตว์จังหวัดนำไปให้บริการแก่เกษตรกรรายอื่นยืมต่อไป เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นความบกพร่องทางระบบสืบพันธุ์ของแม่โคหรือแม่กระบือ  ไม่ใช่เป็นความบกพร่องที่เกิดจากเกษตรกรผู้ยืม  ให้ทดแทนแม่โคหรือแม่กระบือให้เกษตรกรผู้นั้น และทำสัญญาใหม่ ซึ่งตามสัญญาฯ หากผู้ยืมไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใด ผู้ให้ยืมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันทีโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อน  และผู้ยืมจะต้องเสียเบี้ยปรับในอัตรา 2 เท่า ของมูลค่าโค-กระบือ ที่ยืมตามสัญญานี้
ดังนั้น เมื่อกรมปศุสัตว์ พิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีที่นายวรพล แก้วแดง  ได้ขายกระบือโดยพลการไม่ได้แจ้งกรมปศุสัตว์ทราบ ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่ผสมเทียมตรวจสอบแล้วพบระบบสืบพันธุ์ไม่สมบูรณ์ก็ตาม นายวรพลฯ ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะนำกระบือตัวดังกล่าวไปจำหน่าย

ดังนั้น การกระทำดังกล่าวถือว่าไม่ปฏิบัติตามระเบียบและเงื่อนไขของโครงการฯ  โดยจะอ้างว่าไม่ทราบระเบียบและเงื่อนไขของโครงการนั้นไม่ได้  เนื่องจากเกษตรกรที่รับมอบสัตว์จากโครงการ ต้องทำสัญญายืมเพื่อการผลิต โดยสัญญาได้ชี้แจงข้อปฏิบัติไว้ชัดเจน กรมปศุสัตว์จึงดำเนินการตามความในสัญญายืมโค-กระบือเพื่อการผลิตโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ  ข้อ 11. คือ บอกเลิกสัญญาทันทีโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อน และผู้ยืมจะต้องเสียเบี้ยปรับในอัตรา 2 เท่า ของมูลค่าโค-กระบือที่ยืมตามสัญญา
สำหรับประเด็นที่ปศุสัตว์อำเภอเขาค้อพูดว่า ให้นำเงินไปซื้อเจ้าบุญรอดคืน เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบของปศุสัตว์อำเภอเขาค้อ ซึ่งได้มีการกล่าวขอโทษนายรพีภัคต่อหน้าพนักงานสอบสวน สภ.เขาค้อ ซึ่งนายรพีภัคฯได้ยกโทษในกรณีนี้ให้แล้ว กรมปศุสัตว์จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงให้สาธารณชนได้รับทราบต่อไป

บริษัทร่วมทุนเตรียมเดินหน้าเข้าลงทุนซื้อยางสัปดาห์หน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/288578

บริษัทร่วมทุนเตรียมเดินหน้าเข้าลงทุนซื้อยางสัปดาห์หน้า

กยท, มหาชน, Supply chain, Valued Chain

บริษัทร่วมทุนเตรียมเดินหน้าเข้าลงทุนซื้อยางสัปดาห์หน้า

                 ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยความคืบหน้าในการจัดตั้งกองทุนพัฒนาเสถียรภาพราคายางว่า ขณะนี้ องค์กรทั้ง 6 แห่ง เดินหน้าร่วมกันจัดตั้งบริษัท ร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด         ซึ่งจะเป็นบริษัทที่ทำหน้าที่บริหารกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง โดยมี กยท. และบริษัทผู้ส่งออกเอกชนรายใหญ่ของประเทศทั้ง 5 บริษัท ได้แก่ บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) บริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์คอร์ปอร์เรชั่น ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท เซาท์แลนด์ รับเบอร์ จำกัด เป็นผู้ถือหุ้น                     ทั้งนี้ ล่าสุด ได้มีการประชุมอย่างเป็นทางการ ภายใต้ บริษัท ร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด เป็นครั้งแรก เพื่อกำหนดแนวทางในการดำเนินการและการบริหารจัดการกองทุน ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่วมกันให้กองทุนฯ เข้าลงทุนซื้อยางทั้งในตลาดซื้อขายยางจริงจากตลาดกลางทั้ง 6แห่งของ กยท. ที่รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอยู่แล้ว ได้แก่ หนองคาย บุรีรัมย์ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และยะลา และจะมีการซื้อขายผ่านทางตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า TFEX โดยจะเริ่มดำเนินการได้ในต้นสัปดาห์หน้า เพื่อผลักดัน และรักษาให้ราคายางอยู่ในระดับที่เหมาะสม

              “สำหรับกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง ณ วันนี้ ได้มีการดำเนินการอย่างจริงจัง คือ เริ่มมีการจัดตั้งกองทุน มีการประชุมหารือถึงข้อกำหนดการดำเนินงาน รวมไปถึงการกำหนดวันที่จะเข้าซื้อยาง ซึ่งจะเริ่มในสัปดาห์หน้า โดยเป็นการซื้อขายยางพาราจากเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผ่านตลาดกลางยางพาราของ กยท. และขณะเดียวกันจะมีการซื้อขายยางในตลาดล่วงหน้า TFEX เพื่อสะท้อนราคาในตลาดต่างประเทศด้วยเช่นกัน ในขณะเดียวกันเป้าหมายคือเพื่อให้เกิดเสถียรภาพราคายาง และทำให้ความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวสวนยางดีขึ้น” ดร.ธีธัช กล่าวย้ำ

          ด้านนายไชยยศ สินเจริญกุล นายกสมาคมยางพาราไทย และกรรมการบริหาร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การดำเนินงานครั้งนี้ เป็นความร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐ โดยเฉพาะมีการยางแห่งประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมแปรรูปยางขั้นกลางเพื่อการส่งออกมีความเข้มแข็งขึ้นมา และส่งผลไปยังผู้ผลิตต้นน้ำ ซึ่งเป็นเกษตรกรชาวสวนยางจะสามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่า กระบวนการทำงานของกองทุนเป็นอย่างไร ผลที่จะเกิดขึ้นแก่ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะเกษตรกรจะเป็นอย่างไร โดยวันนี้ได้มีการร่วมมือและผนึกกำลังกันแล้ว คาดว่าน่าจะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพของราคาโดยเฉพาะในตลาดล่วงหน้า เช่น ญี่ปุ่น จีน หรือสิงคโปร์ ซึ่งคิดว่า ต่อไปนี้ประเทศไทยน่าจะเทียบเท่ากับประเทศเหล่านี้ได้ เพราะความร่วมมือครั้งนี้ เป็นการสร้างศักยภาพของประเทศเพื่อให้ต่างประเทศเข้าใจว่ากระบวนการห่วงโซอุปทาน (Supply chain) และห่วงโซ่คุณค่า (Valued Chain) ของไทยก็มีบทบาทหนึ่งในนั้นด้วย

            “อย่างน้อยเสียงเราก็ดัง ซึ่งทำให้รู้ว่า ไทยก็มีตัวตนอยู่ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีพืชผลทางการเกษตรออกจากสวนที่จะนำไปสู่อุตสาหกรรมรถยนต์หรืออุตสาหกรรมยางพาราอื่นๆ ต่อไป แต่หากมีการเอาเปรียบทางราคา ก็จะส่งผลดีต่อวัตถุดิบได้ในอนาคต” นายไชยยศ กล่าว

                ด้านนายกรกฎ กิตติพล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ฝ่ายขายต่างประเทศ บริษัท ไทยฮั๊วยางพารา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ข้อดีของการรวมกลุ่มกันครั้งนี้ สิ่งแรกคือ ความร่วมมือกันระหว่างเอกชนที่ส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรกของไทย และรัฐบาลที่ร่วมมือกันในการช่วยเหลือทำให้ยางพารามีราคาที่สูงขึ้น ถือว่าเป็นความสามัคคีที่เป็นรูปธรรมแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางได้เกิดความสบายใจ และเชื่อมั่นได้ว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายร่วมกันเพื่อช่วยเหลือเรื่องราคายางให้สูงขึ้น

พร้อมกับมีความตั้งใจแน่วแน่ในการที่จะช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางอย่างแท้จริง รวมไปถึงการร่วมนำเงินลงในกองทุนฯ โดยไม่หวังในเรื่องของผลกำไร คิดเพียงแต่ต้องการให้ราคายางสูงขึ้นเท่านั้น ในขณะเดียวกัน จะเป็นการสื่อสารให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยสามารถเป็นเบอร์หนึ่งเรื่องของยางพาราได้ ด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้ทั้งโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรหรือผู้ประกอบกิจการ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เราในฐานะผู้ถือหุ้นในกองทุนฯ จะเร่งทำงานให้เกิดผลสำเร็จให้เร็วที่สุด เพื่อช่วยเกษตรกร และช่วยราคายางพาราให้ดีและสูงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพราคายางให้คงที่ ไม่กลับไปสู่จุดที่ราคาตกต่ำอีกครั้ง

กรมชลเผยเตรียมพร้อมรับมือน้ำหลากในลุ่มน้ำยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/288534

กรมชลเผยเตรียมพร้อมรับมือน้ำหลากในลุ่มน้ำยม

กรมชล, SWOC, 19 กค60, 19 กค 60, ยม-น่าน, Bigbag

กรมชลเผยเตรียมพร้อมรับมือน้ำหลากในลุ่มน้ำยม

          นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งขณะนี้มีระดับน้ำสูงขึ้นตามปกติของฤดูกาล และมีน้ำท่วมเป็นบางแห่งตามวิถีประจำที่เคยเกิดขึ้นมาแต่ครั้งอดีต ซึ่งกรมชลประทานไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยียนและบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

สำหรับการติดตามสภาวะอากาศและสถานการณ์น้ำของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) พบว่าในช่วงวันที่ 17-23 ก.ค.60 ประเทศไทยจะมีฝนมากขึ้นสำหรับภาคเหนือตอนบนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 17-19 ก.ค.60 บริเวณภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม และภาคใต้ฝั่งตะวันตก

สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน(19 ก.ค.60)มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 42,954 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 57 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม 8,873 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำใช้การได้ 19,135 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 37 (ปี 2559  มีน้ำใช้การได้ 10,269 ล้าน ลบ.ม.)สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 32,200 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 11,708 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 47 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม 2,958 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำใช้การได้ 5,012 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 28 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 2,054 ล้าน ลบ.ม.) สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 13,100 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบัน(19 ก.ค. 60)มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานีC.2 อ.เมืองนครสวรรค์ 1,280 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที(ปริมาณน้ำไหลผ่านสูงสุด 1,291 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 60)แนวโน้มลดลงเล็กน้อย ประกอบกับปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังที่จะไหลมาสมทบมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเริ่มทรงตัว กรมชลประทานได้ควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 1,166 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ยังคงมีน้ำท่วมที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำนอกคั้นกั้นน้ำบางพื้นที่ ในเขตอ.เสนา อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งกรมชลประทาน ได้ทำการควบคุมปิด-เปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ จ.สมุทรปราการ ตามจังหวะการขึ้นลงของน้ำทะเล เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลให้รวดเร็วยิ่งขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

ส่วนสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำยมบริเวณจ.แพร่ว่า ล่าสุด(19 ก.ค. 60) ระดับน้ำในแม่น้ำยมที่สถานี Y.20 บ้านห้วยสัก อ.สอง ลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือเพียง 353 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 6.58 เมตร ซึ่งปริมาณน้ำก้อนใหญ่ได้ไหลผ่านลงสู่เขตเทศบาลเมืองแพร่แล้ว ในช่วงเช้าของวันนี้(19 ก.ค. 60)วัดปริมาณน้ำที่สถานี Y.1C บ้านน้ำโค้ง อ.เมืองแพร่ได้ 724 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 1.76 เมตร ไม่มีเหตุการณ์น้ำเอ่อล้นตลิ่งในเขตจ.แพร่แต่อย่างใด

สำหรับปริมาณน้ำในแม่น้ำยมจากจ.แพร่ จะไหลลงสู่จ.สุโขทัยเป็นลำดับต่อไป คาดว่าปริมาณน้ำจะมาถึงบริเวณจ.สุโขทัยประมาณวันที่ 21 ก.ค. 60 นี้ กรมชลประทาน ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำหลากลุ่มน้ำยม ก่อนไหลลงสู่ตัวเมืองสุโขทัย ดังนี้

1. เร่งระบายน้ำบริเวณเหนือประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

2. เร่งระบายน้ำในคลองยมน่าน แม่น้ำยสายเก่า แมน้ำยมสายหลัก ลงสู่แม่น้ำน่านให้เร็วที่สุด

3. เมื่อปริมาณน้ำจำนวนมากจากสถานี Y.14 อ.ศรีสัชชนาลัย ไหลลงมาถึงบริเวณประตูระบายน้ำ

บ้านหาดสะพานจันทร์ จะทำการชะลอน้ำ ดังนี้

– ผันน้ำเข้าคลองผันน้ำสวรรคโลก-พิชัย (ยม-น่าน) ผ่าน ปตร.หกบาท ในอัตรา 100 ลบ.ม./วินาที ลงสู่แม่น้ำน่าน

– ใช้พื้นที่ว่างเหนือปตร.บ้านหาดสะพานจันทร์ ชะลอน้ำและควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านลงมาถึงสถานี Y.4 ในอัตราไม่เกิน 500 ลบ.ม./วินาที พร้อมกันนี้ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังจังหวัดสุโขทัย ให้เสริมกระสอบทราย(Bigbag) ในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัย บริเวณที่ยังก่อสร้างกำแพงป้องกันตลิ่งไม่แล้วเสร็จ เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่จะมาถึงอีกประมาณ 4 วันข้างหน้า

ทั้งนี้ ได้ให้โครงการชลประทานจังหวัดทุกจังหวัด แจ้งสถานการณ์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำ สำหรับในส่วนกลางกรมชลประทานได้ประสานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เพื่อให้แจ้งเตือนผู้ว่าราชการจังหวัดอีกทางหนึ่งด้วย

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์น้ำหลาก นั้น ได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่ ดำเนินการติดตั้งเครื่องจักร เครื่องมือ ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงทุกแห่งแล้ว รวมทั้งเตรียมพร้อมรถแบคโฮ รถขุด               รถเทรลเลอร์ เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ และเครื่องผลักดันน้ำ ให้สามารถนำไปช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมได้ทันที ทั้งนี้ ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา สำหรับพี่น้องประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือหรืออยากสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ สามารถติดต่อมาได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) กรมชลประทาน โทร.สายด่วน 1460

วช.จัดงาน “ตลาดนัดเปิดโลกผลงานวิจัยฯ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/288512

วช.จัดงาน “ตลาดนัดเปิดโลกผลงานวิจัยฯ”

วช, วชจัดงาน, Bio-based Economy, Digital Economy, Creative Economy

วช.จัดงาน “ตลาดนัดเปิดโลกผลงานวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยพบผู้ใช้”

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการที่  พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เยี่ยมชมผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย 4 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น และได้มีข้อสั่งการให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุวิทย์ เมษินทรีย์หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวมงานวิจัยต่าง ๆ โดยหาแนวทางในการส่งเสริมงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์และสามารถนำผลงานวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

วช.จัดงาน “ตลาดนัดเปิดโลกผลงานวิจัยฯ"

ซึ่งวช. สำนักนายกรัฐมนตรี และมหาวิทยาลัย ทั้ง 4 แห่ง ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของผลงานวิจัยในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศ จึงได้ร่วมกันนำเสนอผลงานวิจัยพร้อมถ่ายทอดสู่เชิงพาณิชย์ใน 3 กลุ่มเศรษฐกิจหลักที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทยตามโมเดล “ประเทศไทย 4.0” ซึ่งเป็นผลงานที่พร้อมจะใช้งานและขยายผลได้ จำนวน 107 ผลงาน ใน 3 กลุ่มเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มเศรษฐกิจฐานชีวภาพ        (Bio-based Economy) จำนวน ๓๘ ผลงาน ใน 6 กลุ่ม ได้แก่ การเกษตร อาหาร ยางพารา การแพทย์ พลังงาน           การบริการ

2.กลุ่มเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) จำนวน 38 ผลงาน ใน 4 กลุ่ม ได้แก่ Smart Agriculture Smart City Smart Health/Age/Medicine Smart Military และ ๓.กลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) จำนวน 31 ผลงาน ใน 4 กลุ่ม ได้แก่ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะสื่อสร้างสรรค์ ผลิตภัณฑ์การออกแบบ ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ในงาน “ตลาดนัดเปิดโลกผลงานวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยพบผู้ใช้” วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ณ ห้อง World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

วช.จัดงาน “ตลาดนัดเปิดโลกผลงานวิจัยฯ"

โดยได้รับเกียรติจากนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา เป็นประธานเปิดงาน เวลา 09.00 น. โดยจะมีพิธีลงนามสัญญา/ความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างมหาวิทยาลัย และบริษัท/หน่วยงานผู้ใช้ผลงานวิจัยจำนวน 12 ผลงาน

อาทิ การลงนามซื้อขายหรือจัดจ้างจากผลงานวิจัยและนวัตกรรม หรือทรัพย์สินทางปัญญา การลงนามขับเคลื่อนการวิจัยเข้าสู่บัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย การลงนามความร่วมมือในการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ การลงนามความร่วมมือในการร่วมวิจัย ฯลฯ
สำหรับการจัดงาน“ตลาดนัดเปิดโลกผลงานวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยพบผู้ใช้” จัดขึ้นเพื่อให้เกิด          การขยายผลและนำผลการวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ และเกิดมูลค่าเพิ่มในเชิงพาณิชย์ ตลอดจนการนำไปสู่การพัฒนาในการจัดซื้อจัดจ้างในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน และเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูล    ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมของไทยไปใช้ประโยชน์หรือเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์

พัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐโครงการคลองกัดตะวาใหญ่ตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/288506

พัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐโครงการคลองกัดตะวาใหญ่ตอนล่าง

พัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐโครงการลุ่มน้ำย่อยคลองกัดตะวาใหญ่ตอนล่าง

 คำ “ประชารัฐ” ฟังดูอาจเกร่อ  แต่เนื้อแท้ๆ เป็นเรื่องดีที่มีหลักการพัฒนาร่วมทั้งประชา ได้แก่ ประชาชน หรือเอกชนกับรัฐ

พัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐโครงการคลองกัดตะวาใหญ่ตอนล่าง
ที่ผ่านมาการพัฒนาของประเทศไทยมาจากการตัดสินของรัฐ ตั้งแต่ต้นจนจบตามที่ตัวเองเห็นว่าดี  แต่ “ดี” ของรัฐอาจไม่ดีในสายตาประชาชน แถมสร้างปัญหาโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
การพัฒนาแหล่งน้ำที่ผ่านมาเริ่มยากลำบากขึ้น และชะงักงันจากการต่อต้านคัดค้านโครงการ ไม่ว่าโครงการนั้นจะสร้างประโยชน์แก่ชุมชนมากมายก็ตาม
ความไม่รู้ก็ส่วนหนึ่ง แต่เบื้องลึกคือการขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชนเป็นสำคัญ
กรมชลประทานสำเหนียกปัญหานี้ดี จึงจัดตั้งกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนขึ้นมาดำเนินการเรื่องนี้ นอกเหนือจากที่หน่วยงานดำเนินการเองในพื้นที่อยู่แล้ว
โดยมีหลักวิชาการการมีส่วนร่วม ซึ่งศึกษาหาองค์ความรู้เอาจากภายนอกหลายแห่งประยุกต์ใช้
เป็นกระบวนการปลุกพลังแห่งการเรียนรู้และแก้ปัญหาร่วมกัน ผสมผสานกับความรู้ด้านการชลประทาน เป็นที่มาของการพัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์กรมชลประทานที่สอดรับกับนโยบายประชารัฐของรัฐบาลอย่างพอเหมาะพอดี
ประเดิมโครงการพัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคตะวันออก โดยสำนักงานชลประทานที่ 9  ประกอบด้วยพื้นที่ 8 จังหวัด  ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง ปราจีนบุรี จันทบุรี สระแก้ว ตราด นครนายก เป็นลุ่มน้ำย่อย รวม  88 แห่ง
ลุ่มน้ำย่อยคลองกัดตะวาใหญ่ตอนล่าง อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว เป็น 1 ใน 88 โครงการข้างต้น
พื้นที่บริเวณนี้มีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็ก 4 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำเขาตะกรุบ อ่างเก็บน้ำคลองกัดตะนาวใหญ่ อ่างเก็บน้ำแพรกกะหมู 1 และ 2
พื้นที่ลุ่มน้ำบริเวณนี้เดิมทีเป็นผืนป่าใหญ่ ชื่ออำเภอวังน้ำเย็น ก็บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ แต่เมื่อชาวบ้านจากหลายจังหวัดตั้งแต่อีสาน เหนือ กลาง ใต้ เข้ามาพลิกผืนดินตั้งรกราก ป่าไม้จึงหายไปกลายเป็นพื้นที่ทำกิน จากข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง มะม่วง ปาล์มน้ำมัน เริ่มเข้าสู่พืชหลักอย่างลำไย ซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดดนับแต่ปี 2555 จากไม่กี่พันไร่กลายเป็นหลายหมื่นไร่ บ้างก็ว่าแตะแสนไร่แล้วด้วยซ้ำ
ลำไยเป็นไม้ผลที่ต้องการน้ำมาก นับแต่ช่วงติดผลจนเก็บเกี่ยว 5-6 เดือนคล้ายๆ ทุเรียน
นี่เป็นสภาพปัญหาน้ำที่กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่จากความต้องการใช้ เนื่องจากลำไยได้ราคาดีประมาณ 35-38 บาท/กิโลกรัม จากตัวแทนล้งจีนที่เข้ามาปล่อยเงินทุนล่วงหน้าให้เกษตรกรและรับประกันราคาซื้อขาย
ลำพังปริมาณน้ำในเวลานี้ก็ค่อนข้างขัดสนอยู่แล้วจากหลายปัจจัย ทั้งแหล่งน้ำเก่ามีปัญหาตื้นเขินหรือความต้องการมากขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของประชากร รวมทั้งการขยายพื้นที่ปลูกลำไยทำให้ความต้องการสูงขึ้น ในขณะปริมาณน้ำกลับมีจำกัด
“เขาไม่ได้เอาโครงการมาให้  แต่เขาจะให้พวกเราช่วยกันศึกษาและลองหาทางแก้ไข” ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าให้ฟัง  หากเป็นเช่นแต่ก่อน เมื่อเกิดความเดือดร้อนจะขาดแคลนน้ำหรือน้ำท่วม เจ้าหน้าที่รัฐจะมาวางแผนพัฒนาโครงการนั่นนี่ ชาวบ้านได้แต่รอดูและรอรับประโยชน์จากโครงการโดยไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น
แต่เมื่อเป็นการพัฒนาแบบประชารัฐ หรือการมีส่วนร่วม ชาวบ้านเองก็ต้องมาเรียนรู้ตัวเอง ประวัติศาสตร์ชุมชนตัวเอง แหล่งน้ำที่มีอยู่ ศักยภาพและปัญหา  แนวทางการแก้ไข ฯลฯ ด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยน จัดทำแผนที่เดินดินหรือแผนที่ทำมือ เป็นเครื่องมือให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจในหมู่ชาวบ้านด้วยกัน แทนที่จะเป็นแผนที่ของกรมชลประทาน ซึ่งแม้จะถูกต้อง แต่เข้าใจยาก และไม่มีรายละเอียดด้วยซ้ำว่า เป็นแปลงเกษตรของใคร มีปัญหาลึกตื้นหนาบางอะไร
ซึ่งกระบวนการมีส่วนร่วมนั้น ชาวบ้านต้องเดินสำรวจพื้นที่ ทำแผนที่ ทั้งแผนที่ชุมชน แผนที่น้ำ ถนน แปลงเกษตร เป็นกระบวนการต่อเนื่องทำแล้วทำอีก และต้องกลับมาให้ชุมชนตรวจสอบความถูกต้อง กระบวนการนี้ค่อยๆ ทำให้ชาวบ้านตระหนักว่า แท้จริงแล้วคนที่จะแก้ไขปัญหาก็คือชาวบ้านนั่นเอง และจะแก้ไขปัญหาได้ ชุมชนก็ต้องเข้มแข็ง ร่วมมือกัน เสียสละเพื่อส่วนรวม
“เลือกที่นี่เป็นโครงการนำร่องของ จ.สระแก้ว เพราะเห็นว่ามีปัญหาและเราเองก็มีแหล่งน้ำชลประทานอยู่แล้ว น่าจะทำให้เป็นรูปธรรมได้” นายณัฐวุฒิ สร้อยประเสริฐ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการชลประทานสระแก้ว กล่าว
นายณัฐวุฒิและทีมงานลงพื้นที่จัดเวทีให้ชาวบ้านล้อมวงพูดคุย ตลอดจนเลือกคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำประชารัฐโครงการคลองกัดตะนาวใหญ่ตอนล่าง ด้วยตัวชาวบ้านเอง
ชาวบ้านบอกว่า แต่ก่อนถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ชลประทานลงมาก็จะรู้สึกเกรงกลัว แต่จากการสัมผัสในเวทีการมีส่วนร่วม 5-6 ครั้งที่ผ่านมา พวกเขากล้าพูดระบายปัญหาหรือแสดงความเห็นต่อหน้ามากขึ้น
ไม่รู้สึกกลัวเหมือนก่อน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องน้ำ ขณะเดียวกัน ชาวบ้านก็เริ่มยอมรับว่าปัญหาส่วนหนึ่งก็เกิดจากพวกเขาเอง เช่น การใช้น้ำฟุ่มเฟือย การไม่ใส่ใจดูแลแหล่งน้ำชลประทาน เริ่มทำให้ตระหนักคิดว่า พวกเขาเองนั่นแหละที่ต้องลุกขึ้นแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ปล่อยให้กรมชลประทานทำอยู่ฝ่ายเดียว ไม่เช่นนั้นปัญหาเดิมก็จะเกิดขึ้นอีก
นี่เป็นขั้นตอนแรกๆ ของกระบวนการมีส่วนร่วม ยังมีขั้นตอนอื่นๆ อีกที่ทำให้ชาวบ้านได้เรียนรู้ปัญหาของเขาเอง ด้วยการลงพื้นที่สำรวจ สอบถามข้อมูลจากในชุมชน
“เมื่อได้เรียนรู้เรื่องน้ำและแหล่งน้ำ รวมทั้งมีแผนที่ทำด้วยมือตัวเอง  เขาก็มีข้อมูลตอบโจทย์สำหรับใช้วางแผน ตั้งแต่การใช้น้ำ  การจัดรอบเวร และ ฯลฯ นำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ แต่กระบวนการนี้ต้องใช้เวลา แต่เมื่อเดินได้แล้วก็จะค่อยๆ เข้มแข็ง ที่สำคัญคือต้องทำอย่างต่อเนื่อง”

พัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐโครงการคลองกัดตะวาใหญ่ตอนล่าง

สุจินต์ หลิ่มโตประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนกล่าว
ในขณะที่นายณัฐวุฒิ สร้อยประเสริฐ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำฯ กล่าวว่า จากการจัดเวทีการมีส่วนร่วม 6 ครั้งที่ผ่านมา ตนมั่นใจว่าแกนนำชาวบ้านในคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำแบบประชารัฐมีความสามารถขับเคลื่อนโครงการต่อไปได้ด้วยตัวเอง โดยกรมชลประทานเองยังคงคอยสอดประสานในบางเรื่องที่เกินกว่ากำลังชาวบ้านทำได้ เช่น การออกแบบทางวิศวกรรม เป็นต้น
“ที่สำคัญเป็นเครื่องมือที่จะดึงชาวบ้านให้กลับมารักใคร่สามัคคีแน่นแฟ้นขึ้น  แทนการแตกแยกจากการแย่งชิงน้ำกัน”
“ประชารัฐ” นั้นเป็นภาพใหญ่  โดยมีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นอาวุธลับในการขับเคลื่อนที่ฉกาจฉกรรจ์

“สมปอง”เร่งตามยึดคืนที่ดินสปก.สระแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/288456

“สมปอง”เร่งตามยึดคืนที่ดินสปก.สระแก้ว

“สมปอง”เร่งตามยึดคืนที่ดินสปก.สระแก้ว

    วันที่ 19 กรกฎาคม 2560  นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการ ส.ป.ก.และคณะ ประกอบด้วยนายสุรชัย ยุทธชนะ ปฏิรูปที่ดินจีงหวัดสระแก้ว  นางสมพร ทองทั่ว  ผู้อำนวบการสำนักจัดการปฏิรูปทีดิน นายสุริยน พัชรครุกานนท์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน นายประเทือง พงษ์ไทย ผู้อำนวยการสำนักจัดการแผนที่และส่ารบบที่ดิน นางสาวอมราพัทธ์  เวชเตง ผู้อำนวยการสำนักบริหารกองทุน นายชลิต พงศ์ปลื้มปิติชัย ผู้อำนวยการกลุ่มกฎหมาย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระแก้ว และนางสาวพรพรรณ ภูวนธรรม ผู้อำนวยการกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ ลงพื้นที่ตรวจติดตามผลการดำเนินการพื้นที่ยึดคืน โครงการจัดที่ดินทำกินให้แก่ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ได้แก่
– แปลงที่ดิน 2879 หมู่ 14 ตำบลหนองม่วง อำเภอโคงสูง เนื้อที่ 655 ไร่ 9 ตารางวา  ราษฎรเข้าทำกิน 63 ราย
– แปลงที่ดิน 3264 ,2924  ,3264 ตำบลหนองแวง อำเภอโคกสูง เนื้อที่ 611 ไร่ 1 งาน 49 ตารางวา  เกษตรกรเข้าทำกิน 33 ราย – แปลงที่ดิน 3922  แปลงที่ดิน4341ตำบลโนนหมากเค็ง อำเภอวัฒนานคร เนื้อที่ 693 ไร่ 3 งาน 54 ตารางวา เกษตรกรเข้าทำกิน 60 ราย
– แปลงที่ดิน 3931 ตำบลวัฒนานคร อำเภอวัฒนานคร เนื้อที่ 326 ไร่ 3 งาน 51 ตารางวา เกษตรกรเข้าทำกิน 30 ราย – แปลงที่ดิน 421 ตำบลคลองหินปูน อำเภอวังน้ำเย็น เนื้อที่ 318 ไร่ 1 งาน 2 ตารางวา  เกษตรกรเข้าทำกิน 36 ราย ซึ่งพื้นที่ที่ตรวจติดตามอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้แก่ชุมชน ตามนโยบาลรัฐบาล จังหวัดสระแก้ว