ล้มมาตรา 44 แบ่งข้างพรรคการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ธ.ค. 2560 เวลา 09:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/532809

ล้มมาตรา 44 แบ่งข้างพรรคการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ที่รวมอำนาจบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการไว้ที่คนเพียงคนเดียว ไม่มีครั้งไหนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะถูกท้าทายเท่ากับครั้งนี้ ภายหลังพรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560

ต้องยอมรับว่าคำสั่งหัวหน้า คสช.ดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อพรรคการเมืองอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสองพรรคการเมืองใหญ่ดังกล่าว ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกพรรครวมกันเกือบ 3 ล้านคน

คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560มีถึง 8 ข้อ แต่มีประเด็นสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองต้องออกมาแสดงความไม่พอใจ คือ การให้สมาชิกพรรคการเมืองต้องทำการยืนยันสถานะความเป็นสมาชิกพรรค การเมืองของตัวเองต่อหัวหน้าพรรคการเมือง โดยมีกำหนดต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 1 เม.ย. 2561 มิเช่นนั้นจะทำให้สมาชิกพรรคการเมืองที่ไม่ได้ดำเนินการในเรื่องนี้ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ต้องสิ้นสุดการเป็นสมาชิกพรรคไปโดยปริยาย

นับเป็นภาระให้ประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวของ คสช.สวนทางกับหลักประชาธิปไตยที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการเมือง แต่เมื่อกฎหมายที่ออกมาเป็นแบบนี้นอกจากจะมีผลร้ายต่อพรรคการเมืองแล้ว ยังเป็นการสร้างกำแพงปฏิเสธการมีส่วนร่วมของประชาชนไปโดยปริยายด้วย

ทางกลับกัน แม้จะเป็นการสร้างปัญหาให้กับพรรคการเมืองปัจจุบัน แต่อีกด้านหนึ่งกลับสร้างความได้เปรียบให้กับพรรคการเมืองใหม่ที่กำลังจะตั้งในอนาคตอย่างปฏิเสธไม่ได้ เนื่องจากพรรคการเมืองใหม่มีหน้าที่แค่หาสมาชิกให้ครบตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ไม่ต้องมารับการแสดงตนของสมาชิกพรรคการเมืองแบบพรรคการเมืองปัจจุบันแต่อย่างใด

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงมีผลให้ทั้ง “ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย” ต่างออกมาถล่ม คสช.พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสึนามิที่กำลังถล่มพรรคการเมืองด้วยผลของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 เริ่มทำให้ภาพการเมืองมีความเด่นชัดมากขึ้นว่าใครอยู่หรือไม่อยู่ข้างทหาร

ทั้งนี้ หากจะแบ่งข้างทางการเมืองน่าจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม

1.กลุ่มไม่สนับสนุน คสช.อย่างชัดเจน นำโดยพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่เห็นด้วยกับแนวทางของ คสช.มาตลอด ยิ่งมาในช่วงหลังที่ คสช.ไม่ให้ความชัดเจนต่อการเลือกตั้งและการไม่ยอมผ่อนคลายให้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้ ยิ่งทำให้ภาพของทั้งสองพรรคการเมืองในการเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ คสช.มีความชัดเจนมากขึ้น และไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะยกมือสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

2.กลุ่มสนับสนุน คสช.ให้กลับมาเป็นรัฐบาล มีทั้งพรรคการเมืองปัจจุบันอย่างพรรคพลังชล หรือกลุ่มการเมืองที่แสดงท่าทีสนับสนุน คสช.แบบทางอ้อม เช่น กลุ่มสมศักดิ์ เทพสุทิน กลุ่มไชยา สะสมทรัพย์ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. เป็นต้น รวมไปถึงกลุ่มบุคคลที่เตรียมตั้งพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก อย่าง “ไพบูลย์ นิติตะวัน” แกนนำจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป หรือ  “พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์”ผู้เตรียมตั้งพรรคพลังชาติไทย

3.กลุ่มที่พร้อมจะอยู่กับทั้งสองฝ่าย เรียกได้ว่าที่ผ่านมาเล่นการเมืองหลายหน้า ครั้นจะเดินหน้าคัดค้าน คสช.ก็ไปไม่สุดทาง หรือจะสนับสนุนก็ไม่ได้สนับสนุนแบบเต็มปากเต็มคำเท่าไรนัก เช่น พรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งที่ผ่านมามีแกนนำบางคนออกมาซัด คสช.เป็นระยะ แต่แกนนำอีกส่วนก็ไม่ได้เล่นบทเดียวกัน

หรือจะเป็นกรณีของ “พรรคชาติพัฒนา” และ “พรรคภูมิใจไทย” โดยทั้งสองพรรคไม่เคยออกมาพูดตำหนิ คสช.เท่าไรนัก แม้ว่า คสช.จะมีคำสั่งที่กระทบต่อการดำเนินการของพรรคการเมืองอย่างรุนแรงก็ตามอันเป็นการแสดงให้เห็นว่าพร้อมที่อยู่ข้างคนชนะตลอดเวลา

ความเคลื่อนไหวและภาพการเมืองที่ปรากฏขึ้น ทำให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยกำลังถูกโดดเดี่ยวอย่างเห็นได้ชัด จึงมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่จะได้เห็นขมิ้นกับปูนสามารถเข้ากันได้ เพียงแต่อาจต้องตกลงเงื่อนไขการเป็นพันธมิตรเฉพาะกิจให้ชัดเจนเท่านั้น

โปรยประชานิยม หาเสียงเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ธ.ค. 2560 เวลา 09:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/532635

โปรยประชานิยม หาเสียงเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยิ่งอยู่ในตำแหน่งนานเท่าไรเริ่มเข้าใกล้กับการเป็นนักการเมืองเข้าไปทุกขณะ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เจ้าตัวประกาศตลอดว่าตัวเองไม่ได้เป็นนักการเมือง

แม้จะประกาศยืนยันหนักแน่นมาตลอด แต่การกระทำกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง เพราะเริ่มมีราศีของการเป็นนักการเมืองมากขึ้นทุกวัน ดังจะเห็นได้จากการลงพื้นที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรค่อนข้างถี่ในช่วงปลายปีเช่นนี้

โมเดลของ ครม.สัญจรเป็นรูปแบบที่รัฐบาลหลายสมัยต่างนำมาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ได้ใช้การ ครม.สัญจรเพื่อพบประชาชนและจัดสรรโครงการสำคัญลงไปในพื้นที่เป้าหมายสำคัญของการจัดประชุม ครม.สัญจรไม่ได้มีเพียงแค่การอนุมัติโครงการหรือนโยบายเท่านั้น แต่หมายถึงการหาเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าไปในตัวด้วย

จึงไม่แปลกว่าทำไมการเลือกตั้งในปี 2548 พรรคไทยรักไทยของทักษิณถึงได้รับชัยชนะเหนือคู่แข่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์อย่างถล่มทลาย

จากรัฐบาลทักษิณมาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แม้จะเข้าสู่ตำแหน่งนายกฯ ต่างกัน คนหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง ส่วนอีกคนหนึ่งมาจากการรัฐประหาร แต่การบริหารงานและการบริหารคะแนนความนิยมทางการเมืองแทบไม่มีความแตกต่างกันเท่าไรนัก

ล่าสุด การประชุม ครม.สัญจรของบิ๊กตู่ที่ จ.สุโขทัย เพิ่งได้อนุมัติโครงการชื่อว่า “โครงการของขวัญปีใหม่ 2561” รวมทั้งหมด 85 โครงการครอบคลุมทั้งประชาชนทั่วไป ผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของโครงการจะเน้นไปที่การช่วยเหลือด้านการเงินเป็นสำคัญ อย่างโครงการ เพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินให้แก่ประชาชน โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะคืนดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าร้อยละ 30 ของจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระในช่วงวันที่ 1 ม.ค. 2561-31 ธ.ค. 2561 สำหรับลูกค้าที่มีต้นเงินคงเป็นหนี้ ณ วันที่ 30 พ.ย. 2560 ไม่เกิน 3 แสนบาท โดยคาดว่าจะมีผู้ได้รับของขวัญเป็นเกษตรกรจำนวน 2.3 ล้านราย

เช่นเดียวกับโครงการสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้จัดทำโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ได้รับสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้มีรายได้น้อยทั่วไป และบุคลากรภาครัฐ รวมทั้งสิ้น 3 โครงการ มีอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนและมีระยะเวลากู้ยืมสูงสุดถึง 40 ปี รวมทั้งมีการยกเว้นค่าธรรมเนียมตามที่ธนาคารกำหนด ระยะเวลายื่นคำขอกู้ไม่เกินวันที่ 28 ธ.ค. 2561 หรือเมื่อธนาคารได้อนุมัติสินเชื่อเต็มวงเงินโครงการแล้ว

การแจกของขวัญดังกล่าวของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นการนำนโยบายประชานิยมมาใช้กับการบริหารประเทศในปัจจุบัน ไม่แตกต่างไปจากช่วงปลายรัฐบาลทักษิณก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2548 พลังของประชานิยมที่รัฐบาลทักษิณนำมาใช้นั้น ส่งผลให้เป็นรัฐบาลแรกที่สามารถอยู่ได้ จนครบ 4 ปี โดยไม่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรกลางคัน

หากไม่มีอะไรผิดพลาด ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นอีกรัฐบาลที่มีอายุครบ 4 ปีต่อจากรัฐบาลทักษิณ ดังนั้นด้วยสถานการณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากการรัฐประหารไปสู่การเลือกตั้งจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องแสวงหาคะแนนความนิยมตุนไว้ก่อน

ทั้งนี้ เป็นเพราะระยะหลังมานี้คะแนนความนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ค่อยสูงเหมือนกับช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ความไม่โปร่งใสของรัฐมนตรีบางคนในรัฐบาล แต่ที่เป็นปัญหาหนักสุดเห็นจะเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่ค่อยเข้าตาเท่าไรนัก ทั้งๆ ที่รัฐบาลเพิ่งประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศว่ามีทิศทางที่ดีขึ้น แต่กลับสวนทางกับเงินในกระเป๋าของประชาชนส่วนใหญ่อย่างสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้เอง ถ้า พล.อ.ประยุทธ์  หรือ คสช.จะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ไม่ว่าจะด้วยการตั้งพรรคการเมืองใหม่ในนามทหาร หรือมาเป็นนายกรัฐมนตรีทางลัดด้วยวิธีการพิเศษที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 รองรับเอาไว้ ก็ต้องสร้างความนิยมให้เพิ่มขึ้น เพราะการจะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้นั้นไม่ได้อาศัยแต่เพียงอำนาจเท่านั้น แต่ยังต้องได้รับการยอมรับด้วย

“ประชานิยม” จึงเป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับการปูทางสู่การเป็นรัฐบาลอีกครั้งของ คสช.

ต่ออายุ “ปปช.” สืบทอดอำนาจทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ธ.ค. 2560 เวลา 09:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/532480

ต่ออายุ "ปปช." สืบทอดอำนาจทหาร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การใช้เวลาถึง 3 วันในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง

ต้องไม่ลืมว่าแม้แต่กฎหมายงบประมาณที่เป็นกฎหมายการเงินที่มีความสำคัญต่อการบริหารประเทศ สนช.ยังใช้เวลาพิจารณาสั้นกว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

ย้อนกลับไปที่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่เพิ่งผ่านพ้นไป ปรากฏว่ามีประเด็นที่เป็นดราม่าอยู่ 2 เรื่อง

1.บทบัญญัติในมาตรา 37/1 ซึ่งมีหลักการให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สามารถดักฟังการใช้โทรศัพท์ได้ โดยผ่านการให้ความเห็นชอบของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

การพิจารณาในประเด็นนี้เป็นไปอย่างดุเดือดนานนับวันของวันที่ 21 ธ.ค. จนต้องยกยอดไปพิจารณากันอีกครั้งในวันที่ 22 ธ.ค.ก่อนจะที่จะมีการพักประชุมในเวลาเพื่อหาทางออก กระทั่งในที่สุดคณะกรรมาธิการวิสามัญของ สนช.ยอมถอนบทบัญญัติมาตรา 37/1 ในเวลาต่อมา

เหตุผลของการถอนไม่ได้อยู่ที่กระแสต่อต้านจากสมาชิก สนช.บางกลุ่ม หรือจากกลุ่มคนภายนอก แต่เป็นเพราะมีการเช็กกำลังกันแล้วว่าถ้าใช้มติสภาเพื่อตัดสินมาตรา 37/1 มีความเป็นไปได้พอสมควรที่คณะกรรมาธิการวิสามัญจะต้องแพ้ให้กับเสียงสภา สู้ยอมถอยเรื่องนี้เพื่อไม่ให้กระทบงานใหญ่ในมาตราอื่นดีกว่า

2.มาตรา 178 มาตรานี้เองที่เป็นงานใหญ่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เนื่องจากเป็นบทบัญญัติที่เปิดทางให้ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันบางคนที่มีคุณสมบัติไม่ครบและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญยังได้ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะครบวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี

ส่งผลให้ ป.ป.ช.กลายเป็นอีกองค์กรที่ต่อจากศาลรัฐธรรมนูญและผู้ตรวจการแผ่นดินที่ได้นั่งเก้าอี้ทรงอำนาจต่อไป โดยไม่ถูกรีเซตหรือเซตซีโร่เหมือนกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

แต่ไม่ว่าจะถูกโจมตีอย่างไร สุดท้าย สนช.ก็สามารถมีมติเสียงข้างมาก 198 ต่อ 1 เสียงเห็นชอบกับร่างกฎหมายดังกล่าวไปเป็นที่เรียบร้อย

หากมองในภาพรวมของร่างกฎหมาย ป.ป.ช.แล้วถือว่าเป็นการส่งเสริมการทำงานปราบปรามการทุจริตอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อมีประเด็นดราม่าในมาตรา 178 จึงทำให้ สนช.ถูกเพ่งเล็งไปโดยปริยายว่าเป็นการออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มคนบางคนหรือไม่

ต้องไม่ลืมว่าที่ผ่านมาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยืนยันในหลักการที่ให้กรรมการองค์กรอิสระต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการใหม่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่า สนช.กลับทำออกมาในสิ่งที่แตกต่าง โดยไม่มีเหตุผลที่น่ารับฟังเท่าไรนัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกรณีของ ป.ป.ช. เนื่องจาก สนช.ได้บัญญัติให้กฎหมายด้วยการยกเว้นไม่นำลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาใช้บังคับ

กล่าวคือโดยหลักแล้วบุคคลจะเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ได้นั้นจะต้องเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่า หรือกรณีที่บุคคลที่เคยเป็นกรรมการองค์กรอิสระมาก่อนจะถูกห้ามไม่ให้กลับมาเป็นกรรมการองค์กรอิสระอีกครั้ง แต่เมื่อ สนช.ยกเว้นเรื่อง ดังกล่าว ทำให้กรรมการ ป.ป.ช.ปัจจุบันที่เคยเป็นกรรมการองค์กรอิสระมาก่อน หรือไม่เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่า สามารถเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ต่อไปได้

การมี ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งนั้นนับว่าสามารถสร้างความอุ่นใจให้กับ คสช.ได้ไม่น้อย เนื่องจากเวลานี้กำลังถูกตรวจสอบเรื่องความ ไม่โปร่งใสในหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เป็นประเด็นใหญ่อยู่ในเวลานี้อย่างกรณีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโห

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพียงแค่การมีวุฒิสภาที่ คสช.เป็นผู้เลือกนั้น อาจไม่พอต่อการยืนในสนามการเมืองหลังจากต้องลงจากอำนาจไป เรียก ได้ว่าก่อนลงหลังเสือต้องปูทางให้เรียบร้อยก่อนเท่านั้น

ดังนั้น คสช.จำเป็นต้องพยายามสร้างฐานอำนาจใหม่เพื่อเป็นหลักประกันให้กับตัวเองว่าเมื่อลงจากอำนาจแล้ว จะไม่มีอะไรตามหลังจนสร้างผลทางการเมืองอย่างรุนแรง เพราะต้องไม่ลืมว่าในอนาคต คสช.ก็หวังใช้ทางลัดเพื่อกลับสู่อำนาจอีกครั้ง จึงต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดความมั่นคงมากที่สุด

มาตรา44 เซตซีโร่พรรค สัญญาณล้มเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ธ.ค. 2560 เวลา 09:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/532317

มาตรา44 เซตซีโร่พรรค สัญญาณล้มเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องงัดมาตรา 44 เพื่อแก้ไขพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ภายใต้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 ลงวันที่ 22 ธ.ค. 2560

คำสั่งหัวหน้า คสช. ดังกล่าวมีทั้งสิ้น 9 ข้อ แต่มีประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อ 1 และข้อ 8 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่พรรคการเมืองต่างออกมาโวยวาย และไม่เห็นด้วยอย่างเด็ดขาด

ข้อ 1ของคำสั่งดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ การกำหนดให้พรรค การเมืองปัจจุบันต้องเปิดให้สมาชิกพรรคการเมืองของตนมาแสดงหลักฐานการมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะตามกฎหมายในการเป็นสมาชิกพรรค มาแสดงต่อหัวหน้าพรรค การเมือง พร้อมกับชำระค่าบำรุงพรรคการเมือง 100 บาท ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 1 เม.ย. 2561

ข้อ 8มีเนื้อหาพอสังเขปว่าในกรณีที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้คณะรัฐมนตรีแจ้ง คสช.เพื่อพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม หรือยกเลิกกฎหมายประกาศ คสช.หรือคําสั่งหัวหน้า คสช.อันเป็นอุปสรรคต่อการดําเนินการของพรรคการเมือง และร่วมกันจัดทําแผนและขั้นตอนการดําเนินการทางการเมือง เพื่อนําไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญโดยให้หารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และจะเชิญผู้แทนพรรค การเมืองหรือกลุ่มการเมืองต่างๆ เข้าหารือด้วยก็ได้

นับเป็นอีกครั้งที่สะท้อนให้เห็นถึงนัยทางการเมืองของ คสช.พอสมควร เพราะต้องไม่ลืมว่ากระบวนการจัดทำกฎหมายพรรคการเมืองไม่ได้มีการดำเนินการแบบสุกเอาเผากิน แต่ผ่านการพิจารณาจาก กรธ.และ สนช.อีกทั้งยังผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและพรรคการเมืองมาไม่น้อย

ดังนั้น การที่ คสช.ใช้มาตรา 44 แก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองจึงไม่ต่างอะไรกับการฉีกกฎหมายพรรคการเมืองออกเป็นเสี่ยงๆ

คสช.กำลังใช้อำนาจในมือเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมืองให้กับตัวเองและโยนความลำบากให้กับพรรค การเมืองปัจจุบัน ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าด้วยการตั้งพรรค การเมืองใหม่ เพื่อสืบทอดอำนาจของ คสช.เอง

เพียงแค่บทบัญญัติข้อ 1 ของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ก็สร้างปัญหาใหญ่ให้กับพรรคการเมืองพอสมควร โดยเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่อย่าง “พรรคเพื่อไทย” และ “พรรคประชาธิปัตย์”

กล่าวคือทั้งสองพรรคต้องหมดทรัพยากรไปกับการพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกพรรคการเมืองของตัวเอง โดยฐานข้อมูลของพรรคการเมืองที่ กกต.เผยแพร่อย่างเป็นทางการล่าสุด ณ วันที่ 1 พ.ย. 2560 ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิกพรรคจำนวน 2,895,933 คน ส่วนพรรคเพื่อไทยมีสมาชิกพรรค 134,822 คน

จากตัวเลขดังกล่าวพิจารณาประกอบกับกฎหมายแล้วเท่ากับว่าหัวหน้าของทั้งสองพรรคต้องมีหน้าที่รับการแสดงตนของสมาชิกพรรคการเมืองตัวเองทุกคนให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน มิฉะนั้นสมาชิกพรรคการเมืองส่วนที่เหลือที่ไม่ได้มีการแสดงตนจะสิ้นสภาพการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองทันที

แต่การสร้างภาระให้กับพรรค การเมืองนั้นยังไม่เท่ากับการสร้างภาระให้กับสมาชิกพรรคการเมืองที่มีสถานะเป็นประชาชนทั่วไปโดยใช่เหตุ โดยเฉพาะการต้องมีหลักฐานทางทะเบียนของตนเองตามกฎหมายไม่ว่าจะเป็น การไม่เป็นบุคคลล้มละลาย เป็นต้น

ซึ่งมีคำถามตามมาว่ากระบวนการทางทะเบียนปกติเอื้ออำนวยให้กับประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวหรือไม่

ด้วยเหตุนี้หากปล่อยให้บังคับใช้กระบวนการเหล่านี้ในทางปฏิบัติ จะส่งผลให้เกิดการสิ้นสภาพของสมาชิกพรรคการเมืองเป็นจำนวนมาก ไม่ต่างอะไรกับการเซตซีโร่สมาชิกพรรคการเมืองซ่อนรูปไปโดยปริยาย

นอกเหนือไปจากข้อ 1 ของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่เป็นปัญหาแล้ว ปรากฏว่าข้อ 8 ของคำสั่งดังกล่าวก็มีนัยทาง การเมืองที่เชื่อมโยงอย่างแนบแน่นเช่นกัน

การเปิดให้แม่น้ำ 4 สายประชุมกับพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองได้นั้น ย่อมหมายถึงการเปิดโอกาสของการเลื่อนการเลือกตั้งเช่นกัน เพราะต้องไม่ลืมว่าด้วยกติกาเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองที่ซับซ้อนมากขึ้น อาจเป็นผลให้พรรคการเมืองเล็กที่เข้าร่วมประชุมเรียกร้องกดดันให้ คสช.เลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน โดยอาศัยความไม่พร้อมของพรรคการเมืองเล็กที่มีจำนวนพรรคการเมืองมากกว่าพรรคการเมืองใหญ่

สถานการณ์เช่นนี้ คำสั่ง คสช.ที่อ้างว่าเป็นการปลดล็อกนั้นอาจไม่ได้เป็นการปลดล็อกอย่างที่ตัวเองคิดในทางกลับกันได้สร้างเงื่อนไขที่ซับซ้อนอันเป็นการไขกุญแจล็อกอีกชั้น เพื่อให้การเลือกตั้งต้องถูกทอดเวลาออกไปจนกว่าพรรคทหารจะมีความพร้อมแทน

“ซานต้าตู่” แจกของขวัญได้ใจมวลชน ปูทางการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ธ.ค. 2560 เวลา 09:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/532176

"ซานต้าตู่" แจกของขวัญได้ใจมวลชน ปูทางการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสข่าวที่สะพัดไปทั่วว่า “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) น่าจะต้องการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สอง ไม่ว่าจะมาในรูปแบบคนในหรือคนนอก ดูท่าทางจะมีความเป็นไปได้สูงเลยทีเดียว ยิ่งเกิดกระแสข่าวลือว่ามีกลุ่มคนบางกลุ่มตระเตรียมการกันไว้แล้วจะไปตั้งพรรคการเมืองปูทางรอให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ยิ่งพักนี้ได้เห็นภาพ “บิ๊กตู่” ขยันออกสื่อเพราะลงพื้นที่ถี่ยิบเหมือนกำลังส่งนัยทางการเมืองอะไรบางอย่างหรือไม่ เพราะแต่ละพื้นที่ที่นายกรัฐมนตรีลงไป โชว์ลีลาและลวดลายยังกับนักการเมืองที่กำลังตะเวนลงพื้นที่หาเสียงในช่วงใกล้วันเลือกตั้งเลยทีเดียว นั่นแสดงว่าต้องการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองหรือไม่ พื้นที่ใดที่ “บิ๊กตู่” ลงไปเหมือนถูกเนรมิตความเจริญด้วยสารพัดโครงการและงบประมาณ อย่างตอนไป จ.กาฬสินธุ์ ไม่พลาดเทงบประมาณเอาใจคนอีสานกว่า 2,000 ล้านบาท

ไม่ต้องพูดถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี (นอกสถานที่) หรือ ครม.สัญจร “บิ๊กตู่” สวมบทซานตาคลอส มอบความสุขไปแจกทั่วทั้งภูมิภาคเลย อาทิ ครม.สัญจรนัดแรกที่ จ.นครราชสีมา จัดหนักให้ภาคอีสาน 3 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาภาคอีสานให้มีโครงการรถไฟทางคู่ และสนับสนุนโครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย พอมาเหยียบถิ่นภาคกลางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ที่พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี อัดฉีดอีกนับหมื่นล้านบาท สนับสนุนยุทธศาสตร์พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเกษตรแปรรูปคว้าใจคนลุ่มน้ำเจ้าพระยาไปเต็มๆ ต่อมาล่องใต้ การประชุม ครม.สัญจร ที่สงขลา ก็เหมือนกันรัฐบาลใจป้ำเทงบประมาณสนับสนุนปักษ์ใต้ไปเกือบ 4,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้

และล่าสุดที่กำลังจะมาถึง การประชุม ครม.สัญจร ครั้งที่ 4 นัดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ระหว่างวันที่ 25-26 ธ.ค.นี้ ที่ จ.พิษณุโลก และสุโขทัย รัฐบาลเตรียมจัดหนักจัดเต็มด้วยการแจกของขวัญปีใหม่แก่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เพราะก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้แต่ละกระทรวง ทบวง กรม ไปจัดทำของขวัญปีใหม่ที่จะแจกให้กับพี่น้องประชาชน มานำเสนอที่ประชุม ครม. “บิ๊กตู่” เน้นย้ำเป็นพิเศษต้องเป็นมาตรการช่วยค่าครองชีพประชาชน โดยแต่ละกระทรวงพาเหรดกันนำเสนอเข้ามาแล้ว

อาทิ กระทรวงพาณิชย์ จะมีการจัดลดราคาสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (ออนไลน์ เมกะเซลส์) จัดงานมหกรรมลดราคาสินค้าทั่วประเทศภายใต้ชื่อ “รวมใจ..เพิ่มสุข..ช้อปสนุก..ลดรับปีใหม่” ด้วยการนำสินค้ากว่า 1 หมื่นรายการ ลดราคาสินค้าตั้งแต่ 20-80% เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน คาดว่าจะมีเงินสะพัดในโครงการดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท กระทรวงพาณิชย์การันตีช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนได้เฉลี่ย 30% หรือคิดเป็นเงินประมาณ 1.05 หมื่นล้านบาทกระทรวงพลังงานไม่น้อยหน้า เตรียมเสนอ ครม.ให้ตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงเทศกาลปีใหม่ และตรึงค่าไฟฟ้าในช่วงต้นปี 2561 แม้ทิศทางราคาก๊าซจะปรับขึ้นตามกลไกตลาดโลกก็ตาม กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมออกมาตรการด้านการเงินเพื่อช่วยผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีอีกระลอก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ชูมาตรการแก้หนี้เกษตรกร 3.9 ล้านคน จากทะเบียนผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาล 11.4 ล้านคน ลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 3.3 ล้านคน และลูกหนี้ระบบสหกรณ์ 6 แสนคน โดยการเสนอรวมหนี้ในและนอกระบบเข้าด้วยกัน จากนั้นก็ทำการปรับโครงสร้างหนี้ และฟื้นฟูอาชีพให้เกษตรกร มีเป้าหมาย 3-5 ปี ล้างหนี้สินเฉลี่ย 2.5 หมื่น-3 แสนบาท/ราย

เช่นเดียวกับกระทรวงศึกษาธิการเตรียมจัดมอบของขวัญปีใหม่แก่เด็กไทย โดยดำเนินการโครงการ “ติวฟรีดอทคอม” แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ การนำติวเตอร์ชื่อดังมาสอนเทคนิคเคล็ดลับการเรียนรู้วิชาต่างๆ และการเรียนเสริมนอกบทเรียนในกลุ่มวิชาสาระการเรียนรู้หลัก รวมถึงจะมีแนวข้อสอบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) และคลังข้อสอบต่างๆ ให้แก่เด็กนำไปเตรียมตัวสอบ แม้แต่กระทรวงกลาโหมก็นำเสนอของขวัญปีใหม่ เตรียมจัดซื้อเรือ 1,900 ลำ คืนให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่ชาวประมง

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่ซานต้าตู่เตรียมแจกให้กับคนไทยทั่วประเทศ แม้จะมีการมองกันว่าการแจกของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลให้แก่ประชาชนได้กลายเป็นประเพณีนิยมทางการเมืองไปแล้ว ไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาต้องทำแบบนี้ เช่นเดียวกับรัฐบาล “บิ๊กตู่” ที่ต้องการคืนความสุขแก่ประชาชนด้วยการแจกของขวัญปีใหม่ เพราะแต่เดิมการแจกของขวัญนับเป็นเครื่องมือ หรือมาตรการหนึ่งในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ตอนนี้กลายเป็นประเพณีนิยมทางการเมือง ส่วนรัฐบาลจะได้ใจประชาชนมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนในวันเลือกตั้ง

สำหรับของขวัญซานต้าตู่ทั้งหมดนี้แค่เรียกน้ำย่อย นับจากนี้ต่อไปยังจะตามมาอีกเรื่อยๆ ส่วน “บิ๊กตู่” จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยได้หรือไม่ เป็นเรื่องอนาคตทางการเมือง เพราะมีปัจจัยแวดล้อมและมรสุมอีกมากมายที่ต้องฝ่าฟัน แต่ตอนนี้ “บิ๊กตู่” เร่งฝีเท้าโชว์พาว ขยันลงพื้นที่ และอัดฉีดมาตรการสารพัดเพื่อเอาใจพี่น้องประชาชน