UNHCR จัดนิทรรศการแสดงภาพถ่าย ‘รักไร้พรมแดน’ เนื่องในวันผู้ลี้ภัยโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/276329

UNHCR จัดนิทรรศการแสดงภาพถ่าย ‘รักไร้พรมแดน’ เนื่องในวันผู้ลี้ภัยโลก

UNHCR จัดนิทรรศการแสดงภาพถ่าย ‘รักไร้พรมแดน’ เนื่องในวันผู้ลี้ภัยโลก

วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ทูตสันถวไมตรี UNHCR และ คิด เบญจรงคกุล

เนื่องในโอกาสวันผู้ลี้ภัยโลก20 มิถุนายน 2560 สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) จัดนิทรรศการแสดงภาพถ่าย “รักไร้พรมแดน” โดยความร่วมมือครั้งแรก ของ ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ทูตสันถวไมตรี UNHCR และคิด เบญจรงคกุล ช่างภาพแฟชั่นแถวหน้าของเมืองไทย นำเสนอมุมมองแห่งความรักผ่าน 30 ภาพถ่ายจากสองมุมโลก ที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน โดยจัดแสดงณ ชั้น M ศูนย์การค้าสยามพารากอน

รูเวนดรินี่ เมนิคดิเวล่า

รูเวนดรินี่ เมนิคดิเวล่า ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า โลกของเรากำลังเผชิญวิกฤตการณ์ผู้พลัดถิ่นที่รุนแรงที่สุด ทำให้กว่า 65 ล้านคนทั่วโลกต้องลี้ภัยออกจากบ้านของตนเอง เนื่องจากสงคราม ความขัดแย้ง และการประหัตประหาร ถึงแม้สถานการณ์จะทวีความรุนแรงมากขึ้น จนทำให้จำนวนผู้ลี้ภัยซึ่งได้รับผลกระทบมีจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ภายใต้วิกฤตการณ์นี้ ก็ยังมีความโชคดีที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้มีชื่อเสียงทุกภาคส่วนของสังคม รวมถึงทูตสันถวไมตรี และช่างภาพที่มีชื่อเสียง ที่ได้ร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวอันสวยงามของความรักในรูปแบบต่างๆ ผ่านนิทรรศการแสดงภาพถ่าย “รักไร้พรมแดน” ซึ่งถือว่าเป็นการรำลึกและสดุดีในความกล้าหาญและความเข้มแข็งของผู้ลี้ภัย เนื่องในโอกาสวันผู้ลี้ภัยโลก ซึ่งตรงกับวันที่20 มิถุนายน ของทุกปี

ด้าน ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ทูตสันถวไมตรีUNHCR เผยว่า ตนได้ทำงานกับทางUNHCR มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตสันถวไมตรี UNHCRคนแรกของประเทศไทย เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ ตนได้มีโอกาสเดินทางไปยังค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศจอร์แดน เพื่อศึกษาการทำงานของ UNHCR โดยประเทศจอร์แดนนั้นรองรับผู้ลี้ภัยมากกว่า 655,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่หนีภัยสงครามจากประเทศซีเรีย และถือเป็นหนึ่งในประเทศที่การทำงานของ UNHCRมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จากการได้ไปเยือนค่ายในครั้งนั้น ได้มีโอกาสพบเรื่องราวที่น่าประทับใจของผู้ลี้ภัย ไม่ว่าจะเป็นผู้ลี้ภัยในค่ายซาทารี หรือค่ายอัซราค ตนเชื่อว่ามนุษย์ทุกคน แม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เราสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ผ่านอารมณ์และความรู้สึก และเชื่อว่าความรักเป็นสิ่งที่ไม่แบ่งแยก ไม่มีขอบเขต ไม่ว่าเราจะเกิดที่ไหน สีผิวอะไร นับถือศาสนาใด หรือพูดภาษาเดียวกันหรือไม่ เมื่อเราสูญเสียคนที่เรารัก เผชิญหน้ากับความเจ็บปวด หรืออยู่ในช่วงเวลาที่เรามีความสุขที่สุดในชีวิต เรามีความรู้สึกที่ไม่แตกต่างกัน ความรู้สึกนี้เราสามารถสื่อถึงกันได้ โดยไม่ต้องใช้คำพูด เพราะเราคือมนุษย์เหมือนกัน

บรรยากาศนิทรรศการแสดงภาพถ่าย “รักไร้พรมแดน”

“จากการได้สัมผัสกับผู้ลี้ภัยยิ่งตอกย้ำความเชื่อที่จะเชื่อมโยงผู้ลี้ภัยต่อคนไทย ผ่านความรู้สึกที่สื่อถึงกันได้ และความรู้สึกที่ตนเลือกก็คือความรัก จึงได้เชิญเพื่อนสนิทอย่าง คิด เบญจรงคกุล ช่างภาพฝีมือดีมาร่วมทำนิทรรศการแสดงภาพถ่าย “รักไร้พรมแดน” โดย คิด เบญจรงคกุล จะถ่ายทอดเรื่องราวความรักของผู้ลี้ภัยผ่านเลนส์ ผ่านมุมมองของเขา ส่วนตนก็เล่าเรื่องราวความรักของผู้ลี้ภัย เช่น เรื่องรักแรกพบ รักโดยไม่มีเงื่อนไข รักแท้ เป็นต้น ซึ่งนิยามความรักในรูปแบบของตนและช่างภาพนั้น ต้องการสื่อถึงผู้ลี้ภัยจาก 2 เมืองของโลก อย่างซีเรียที่ยังมีสงครามเข้าสู่ปีที่ 6 ในขณะที่ผู้ลี้ภัยในบ้านเรายังอยู่ในสถานการณ์ที่ยืดยาวนานถึง 30 กว่าปี แต่ไม่ว่าเวลาจะนานแค่ไหนที่เราต้องอยู่ต่างบ้าน ต่างเมือง การที่เราต้องพบความสูญเสีย พบความรุนแรง มันเป็นความทุกข์ที่สุดของคนหนึ่ง ดังนั้นภาพถ่ายที่นำมาจัดแสดง ทั้ง 30 ภาพนั้น จะเป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความหวาน ความเศร้า ความหวังและความฝัน โดยหวังว่านิทรรศการนี้จะเชื่อมใจเราไปสู่ใจของผู้ลี้ภัยผ่านความรัก ความรู้สึกดีๆ ที่เรามีให้กันในวันนี้ และวันผู้ลี้ภัยโลก”

ขณะที่ คิด เบญจรงคกุล ช่างภาพแฟชั่นแถวหน้าของเมืองไทย เผยว่า “ตนเชื่อในพลังของภาพถ่าย และต้องการที่จะใช้มันเพื่อมนุษยธรรม สำหรับเรื่องราวของผู้ลี้ภัยที่ตราตรึงในใจที่สุด คือ เรื่องราวของเด็กผู้หญิงสองพี่น้อง ที่ต้องใช้ชีวิตโดยปราศจากพ่อ-แม่ทั้งสองคนบอกกับตนว่า พวกเขาไม่เหลือใครอีกแล้วในโลกใบนี้ ตนจึงหวังว่า รูปภาพและเรื่องราวเหล่านี้จะทำให้ทุกคนหันมาใส่ใจผู้ลี้ภัย และร่วมกันทำให้เขาไม่รู้สึกว่ามีชีวิตอยู่เพียงลำพัง

ปั้นอัจฉริยะจิ๋ว ฝึกทักษะสมอง ประลองความจำ กับวิทยากรสุดยอดแชมป์ความจำระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/276331

ปั้นอัจฉริยะจิ๋ว ฝึกทักษะสมอง ประลองความจำ กับวิทยากรสุดยอดแชมป์ความจำระดับโลก

ปั้นอัจฉริยะจิ๋ว ฝึกทักษะสมอง ประลองความจำ กับวิทยากรสุดยอดแชมป์ความจำระดับโลก

วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เอรัน คัทซ์

สมองของคนเราเป็นส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำ ซึ่งคนแต่ละคนมีความสามารถในการจำเรื่องต่างๆ ไม่เท่ากันเนื่องจากปัจจัยหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรม ความสมบูรณ์ของร่างกาย สิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดู แต่รู้หรือไม่ว่าความสามารถในการความจำของคนเราพัฒนาได้ ถ้าได้เรียนรู้เทคนิคการจำแบบเชื่อมโยงกับจินตนาการและประสาทสัมผัส แล้วฝึกฝนอย่างถูกวิธี นานมีบุ๊คส์ จึงได้จัดกิจกรรม “Super Memory พัฒนาความจำสู่ความเป็นอัจฉริยะ” โดย เอรัน คัทซ์ (Eran Katz) สุดยอดแชมป์ความจำ โดย Guinness Book of World Records ที่จะพาไปหาคำตอบของเทคนิคช่วยจำ พร้อมไขปริศนาพัฒนาสมองไปพร้อมๆ กัน

ในครั้งนี้ เอรัน คัทซ์ มาพร้อมผลงานเขียนเล่มใหม่ ที่พลิกแนวมาเขียนหนังสือสอนเทคนิคการจำสำหรับเด็กเป็นครั้งแรก บินตรงจากประเทศอิสราเอล มาร่วมเผยเคล็ดลับสู่การเป็นอัจฉริยะยอดนักจำ ผ่านกิจกรรมนำเสนอเทคนิคสุดทึ่ง ถึง 4 เทคนิคด้วยกัน เริ่มจาก เทคนิคการจำเลขจำนวนนับโดยให้ผู้ร่วมกิจกรรมบอกเลขจำนวนนับมาคนละ 1 ตัวเลขและเขียนใส่กระดาษ ซึ่งเอรันสามารถจดจำตัวเลขได้ทั้งหมด เขาเคยทำสถิติจำตัวเลขได้มากสุดถึง 500 ตัว ด้วยเคล็ดลับจินตนาการตัวเลขเป็นตัวอักษรหรือคำแล้วนำมาต่อกันจนเป็นประโยคช่วยให้จำง่ายขึ้น

หลังจากนั้นชวนน้องๆ มาโชว์ฝีมือวาดภาพเสริมความจำกันต่อ ในกิจกรรม เทคนิคการเชื่อมโยงความจำ ด้วยการวาดสัญลักษณ์ต่างๆ ที่เราสามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวันแต่อาจมองข้าม เป็นการทดลองความเชื่อมโยงทางความจำระหว่างสิ่งที่เราพบเห็นทุกวันแต่ไม่สนใจ พบว่าสิ่งนั้นเราจะไม่สามารถจดจำรายละเอียดได้มากเท่าสิ่งที่เราสนใจและเชื่อมโยงข้อมูลกันได้นั่นเอง ต่อด้วย เทคนิคการจำด้วยจินตนาการ เป็นการสร้างความเชื่อมโยงความจำด้วยจินตนาการภาพ โดย เอรัน เผยว่า หากเราต้องการที่จะจำคำศัพท์ทั้งหมด เราจะต้องจินตนาการให้เห็นภาพและจินตนาการให้เป็นเนื้อเรื่องเดียวกัน จะทำให้เราสามารถจำคำศัพท์ได้ถูกต้องตามลำดับอย่างน่าประหลาดใจ ปิดท้ายด้วย เทคนิคการจำข้อมูลเชิงวิชาการหรือข้อเท็จจริง วิธีการคือ เราจะใช้สถานที่และหาคีย์เวิร์ดที่อยู่ในข้อมูลนั้น แล้วนำมาใช้จินตนาการให้เห็นภาพจำได้ในที่สุด นอกจากสมองของเราสามารถเกิดความจำได้ดีเมื่อข้อมูลนั้นสามารถเชื่อมโยงกับรูปภาพแล้ว สมองของเรายังสามารถจดจำเมื่อเราเชื่อมโยง กับสถานที่ต่างๆ ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

อรนารี ชัยประเสริฐสุข และน้องแมททริว

ด.ช.อาคิระ ชิน อายุ 13 ปี โรงเรียนสารสาสน์วิเทศบางบอน บอกว่า “การเข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ ทำให้ผมได้เรียนรู้วิธีการช่วยจำแบบใหม่ๆ ทั้งการใช้หลักการเชื่อมโยงตัวเลขเป็นตัวอักษร ตัวอักษรเป็นภาพ และสถานที่รอบตัวเรา ทำให้ช่วยในการจำได้อย่างชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ ผมยังได้มีโอกาสออกไปร่วมกิจกรรมกับ คุณเอรัน หน้าเวที จากการที่คุณเอรัน โชว์ให้พวกเราดูก่อนเกี่ยวกับความจำในสถานที่แห่งนี้ และผมได้ออกมาทดลองวิธีการเดียวกัน ซึ่งผมก็ทำได้ตามเคล็ดลับที่คุณเอรันสอนมาเลย ผมคิดว่าหลักการจำมีความสำคัญมากสำหรับการเรียน โดยผมจะนำความรู้ที่ได้ในครั้งนี้ ไปใช้ในการสอบเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษา ในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจให้ได้ครับ”

อรนารี ชัยประเสริฐสุข คุณแม่ของน้องแมททริว วัย 10 ปี กล่าวว่า “ดิฉันเดินทางมาจากจ.ระยอง เพื่อมาร่วมงานในครั้งนี้เพราะติดตามงานของนานมีบุ๊คส์มาโดยตลอดซึ่งเห็นว่านอกจากสื่อหนังสือความรู้สำหรับเด็กแล้ว นานมีบุ๊คส์ยังมีความใส่ใจ จัดกิจกรรมเสริมความรู้ที่น่าสนใจหลายกิจกรรมด้วยกัน โดยในหัวข้อ Super Memory พัฒนาความจำสู่ความเป็นอัจฉริยะ ดิฉันคิดว่าเป็นหัวข้อที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะการจำ โดยเฉพาะกับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยกำลังเปิดรับการเรียนรู้ เมื่อมีเทคนิคพิเศษที่ทำให้เขาจำได้ดีขึ้นย่อมเป็นประโยชน์ต่อเด็กเอง และเรายังนำองค์ความรู้นี้มาสอนลูกได้ต่อไปด้วย ซึ่งโดยปกติเรามักจะใช้วันหยุดไปกับการหากิจกรรมทำร่วมกับลูกอยู่แล้ว และที่สำคัญจะกลับไปทบทวนกับเขาทุกครั้ง การมางานในวันนี้จึงถือว่าประทับใจมาก เพราะได้รับเทคนิคเสริมเกี่ยวกับความจำโดยคุณเอรัน ผู้เชี่ยวชาญด้านความจำมาสอนเราเอง เช่น การเดินไปด้วยจำไปด้วย สมองเราจะเปิดรับ หรือการจดจำเป็นจินตนาการภาพ ซึ่งเราก็เห็นด้วยวิธีเหล่านี้เพราะทดลองแล้วได้ผลจริงค่ะ”

(ขวา) ด.ช.อาคิระ ชิน รอ เอรัน คัทซ์ แจกลายเซ็น

ด้าน เอรัน คัทซ์ ผู้เขียนหนังสือ The Memory Master อัจฉริยะยอดนักจำ กล่าวถึงความสำคัญของการฝึกสมองเพื่อพัฒนาความจำในกิจกรรมครั้งนี้ว่า “การจะก้าวขึ้นมาเป็นอัจฉริยะนักจำ อาจฟังดูเป็นเรื่องยาก แต่ผมคิดว่าทุกคนสามารถทำได้ โดยเฉพาะกับเด็กวัยเรียนที่ยังสามารถปลูกฝังและพัฒนาตนเองต่อไปในวันข้างหน้า กิจกรรมในวันนี้ผมได้มาเผยทริคการจำง่ายๆ เรียกว่าหลักของการเชื่อมโยง สิ่งที่เด็กๆ จะต้องทำคือการจินตนาการภาพออกมา นอกจากนี้ ยังมีเทคนิควิธีอื่นๆ ที่ผมได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง The Memory Master อัจฉริยะยอดนักจำ ตอนภารกิจพิชิตแชมป์นักจำ เป็นหนังสือนวนิยายแฟนตาซีที่ตั้งใจเขียนขึ้นมาเพื่อช่วยพัฒนาการจำ เหมาะสำหรับเด็กและเยาวชน เพราะนำเสนอผ่านเรื่องราวสนุกสนาน เป็นการผจญภัยของตัวละครโยเกอร์ เพื่อตามหาเคล็ดลับความจำที่จะทำให้เหล่านักอ่านได้ร่วมลุ้นไปพร้อมๆ กับการได้เคล็ดลับการจำไปด้วยกัน และผมยังได้ซ่อนเซอร์ไพรส์ไว้ตอนท้ายเรื่องด้วย รอให้ทุกท่านไปหาคำตอบด้วยตัวเอง”

เคล็ดลับการจำง่ายๆ ที่จะช่วยให้น้องๆ จำเก่ง จำแม่น เรียนดีขึ้น ในหนังสือ The Master Memory อัจฉริยะนักจำ ตอนภารกิจพิชิตแชมป์นักจำ จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายโดย บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด ในราคาเล่มละ 195 บาท วางจำหน่ายแล้วที่ร้านหนังสือแว่นแก้วและร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ สั่งซื้อได้ที่ Nanmeebooks Call Center 02-6623000 กด 1 http://www.nanmeebooks.com และwww.facebook.com/nanmeebooksfan

ณัฐสุดา สุวรรณศิลป์ ทิ้งงานประจำสร้างแบรนด์อโรมา ‘ทรีโอซิส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/276335

ณัฐสุดา สุวรรณศิลป์ ทิ้งงานประจำสร้างแบรนด์อโรมา ‘ทรีโอซิส’

ณัฐสุดา สุวรรณศิลป์ ทิ้งงานประจำสร้างแบรนด์อโรมา ‘ทรีโอซิส’

วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“ความกลัว” คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้ใครหลายคนไม่ “กล้า” ที่จะเดินออกมาจากสิ่งที่คุ้นเคย เช่นเดียวกับ “ณัฐสุดา สุวรรณศิลป์” อดีตครูสอนคอมพิวเตอร์ที่เคยมีความคิดว่า การเป็นพนักงานประจำมีเงินเดือนแน่นอนนั้นคือสิ่งที่ดีที่สุด และเธอเองไม่เคยคิดว่าจะมาทำธุรกิจเพราะไม่ชอบความเสี่ยง แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อต้องเลือกระหว่างการเป็น “ลูกจ้าง” กับการเป็น “เจ้าของธุรกิจ” เธอก็เลือกทำในสิ่งที่เธอไม่คิดจะทำมาก่อน

“การเป็นครูก็เป็นอาชีพที่เรารัก หน้าที่การงานก็มีความมั่นคงในระดับหนึ่ง ตัวเองไม่มีความคิดที่จะทำธุรกิจเพราะไม่ชอบความเสี่ยง ไม่กล้าลงทุน ไม่ชอบความไม่แน่นอน แต่แล้วก็มีเหตุที่ต้องเข้ามาศึกษาธุรกิจ เนื่องจากคุณลุงที่เป็นเจ้าของสูตรการทำน้ำมันนวดท่านได้สอนวิธีการทำและฝากฝังภูมิปัญญาให้สืบต่อก็รับปากท่านว่าเราจะรักษาภูมิปัญญาตรงนี้ของท่านไว้ แล้วพอวันที่คุณลุงเสียชีวิตก็มาคิดว่ารับปากท่านไว้แล้ว ก็ควรจะทำให้ได้ เป็นเพราะคำมั่นสัญญานี้เองที่ทำให้เข้ามาทำธุรกิจอย่างจริงจัง”

ในช่วงแรก ณัฐสุดา ยังเลือกที่จะจับปลาสองมือ คือ ยังทำงานประจำเป็นครูสอนคอมพิวเตอร์ควบคู่กับการสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์อโรมา “ทรีโอซิส” แบบเล็กๆ

“ในตอนนั้นบอกตรงๆ ว่ายังไม่กล้า เพราะไม่มีความรู้เรื่องการทำธุรกิจเลยและไม่มีเงินทุน ไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหน ถ้าเจอปัญหาระหว่างทางจะทำอย่างไร จะออกจากงานที่ทำก็มีแรงต้าน สุดท้ายแล้วก็ตัดสินใจว่า เราควรมีทางเดินของตัวเอง ทำอะไรที่เป็นของตัวเองและคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับผู้ใหญ่ จุดนี้เองที่ต้องใช้พลังใจพลังกายในการตัดสินใจอย่างมาก การแก้ปัญหาในตอนนั้น คือ เราต้องเดินเข้าไปปรึกษาคนที่สามารถสอนวิธีการให้เราได้จึงเดินเข้าไปอบรมเกี่ยวกับการเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่และสอบถามจากรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจ เปลี่ยนระบบความคิดของตัวเองใหม่ ให้คิดแบบผู้ประกอบการไม่ใช่คิดแบบทำงานประจำ”

จากการร่วมในหลักสูตรการเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่นี่เองที่ทำให้ ณัฐสุดา มีความมั่นใจในการทำธุรกิจมากขึ้น จึงทำให้เธอตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำธุรกิจส่วนตัว โดยก่อตั้ง บริษัท ทรีโอซิส จำกัด เป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอโรมา ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรไทย 9 ชนิด บางชนิดเป็นสมุนไพรหายาก มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ไทย ที่เป็นการปรุงกลิ่นขึ้นมาใหม่เพื่อช่วยในการผ่อนคลาย

“จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ก็คือทำให้สินค้ามีความแปลกใหม่ขึ้นเข้ากับความทันสมัยในปัจจุบัน มีกลิ่นหอมที่ต่างจากท้องตลาดใช้วัตถุดิบในการผลิตจากธรรมชาติ 100% และพิถีพิถัน เอาใจใส่ในทุกขั้นตอนของการผลิต ปรับแพ็กเกจให้ทันสมัย สวยงาม สะดุดตาลูกค้า อนาคตตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเพิ่มสินค้าให้มีความหลากหลาย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น ทำให้ผู้คนรู้จักแบรนด์ของเรามากกว่านี้และเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ”

ณัฐสุดา เล่าด้วยความภาคภูมิใจว่า แม้วันนี้ “ทรีโอซิส” เป็นเพียงธุรกิจขนาดเล็ก แต่ก็มีอนาคตสดใส จนได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 125 เอสเอ็มอีอัจฉริยะ หรือ “วิสาหกิจต้นแบบที่ประสบผลสำเร็จ (Best Practice)” โครงการสร้างและส่งเสริมเอสเอ็มอีอัจฉริยะ หรือ Intelligent SMEs ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม จากที่ไม่เคยคิดว่าจะทำธุรกิจ แต่วันนี้เธอกลับหลงรักในการทำธุรกิจ จากความกลัว ไม่กล้าเสี่ยง กลายมาเป็นความท้าทาย ความสนุก และคิดเสมอว่าจะพัฒนาสินค้าและสร้างแบรนด์ให้เป็นรู้จักมากยิ่งขึ้นได้อย่างไร

“ขอฝากไปถึงคนที่อาจจะยังกลัวๆ กล้าๆ ว่าจะทำธุรกิจ สร้างแบรนด์ของตัวเองดีไหม หรือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทุกท่าน ไม่ว่าจะเริ่มทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร ขอให้ทำด้วยความรัก ความเข้าใจ รู้ว่าธรรมชาติธุรกิจเป็นอย่างไร และเราจะอยู่กับธุรกิจของเราได้อย่างมีความสุข เมื่อไหร่ที่เกิดปัญหาขึ้น เราพร้อมแก้ไข ขอให้ทำให้เต็มที่ทำให้สุดพลัง ผลจะออกมาเป็นอย่างไร เราจะไม่กลับมาเสียใจภายหลัง”

แฟชั่นโชว์แสดงความงดงามของภูมิปัญญาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/276336

แฟชั่นโชว์แสดงความงดงามของภูมิปัญญาไทย

แฟชั่นโชว์แสดงความงดงามของภูมิปัญญาไทย

วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์อันทรงคุณค่าของผ้าไทย ที่เต็มไปด้วยภูมิปัญญาแห่งชาติ ผ่านการดีไซน์ร่วมสมัย อัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) : (SACICT-ศักดิ์สิทธิ์) ร่วมกับ กุสุมา ไชยพร ประธานและผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ลอฟฟีเซียล ไทยแลนด์ (L’Officiel Thailand) และ อาลีซีอานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมส กรุ๊ป จำกัด จัดงานแฟชั่นผ้าไทย ภายใต้แนวคิด From Weaving Street To Today Life’s Craft (ฟอร์ม วีฟวิ่ง สตรีท ทู ทูเดย์ ไลฟ์ คราฟต์) โดยได้รับเกียรติจาก อภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเหล่าเซเลบริตี้ชื่อดังของไทย อาทิ โอฬาร ปุ้ยพันธวงศ์, สุวดี พึ่งบุญพระ, ดร.ฐิติพร สงวนปิยะพันธ์, พิมพิศา ชมะนันทน์, จิตติมา วรรธนะสิน, กันต์ รตนาภรณ์, เอมมี่ เบลมอนท์, อิทธิ ยศสุนทร, มาเลีย เบลมอนท์,ศิริชัย ทหรานนท์, ชิดชนก ชิดชอบ, ณัฐชา หอสัจจกุล, ชิดชนกหอสัจจกุล ฯลฯ ที่ต่างพร้อมใจกันใส่ผ้าไทยมาร่วมชมแฟชั่นโชว์สุดอลังการ ณ เดอะ เฮ้าส์ ออน สาทร

อาลี ซีอานี, รมว.กระทรวงพาณิชย์ อภิรดี ตันตราภรณ์, อาจารย์กฤษณ์ เย็นสุดใจ และ กุสุมา ไชยพร

อัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า “โดยหน้าที่ของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ไม่เพียงแต่สร้างฐานข้อมูลช่างหัตถศิลป์ไทยทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาและต่อยอดเท่านั้น เรายังกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านให้มีคุณภาพและมาตรฐานไปพร้อมกับเทคโนโลยีและความคิดใหม่ๆ เพื่อให้ช่างฝีมือได้เรียนรู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นมีความร่วมสมัยยิ่งขึ้น พร้อมส่งให้ผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านของไทย ได้เข้าสู่เวทีโลกอย่างต่อเนื่อง”

กุสุมา ไชยพร ประธานและผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ลอฟฟีเซียลไทยแลนด์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ในการเปิดโอกาสให้เข้าถึงซึ่งคุณค่าของผ้าไทย เพราะในผ้าหนึ่งผืนนั้น สะท้อนคุณค่าที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนไทยที่มีอยู่ทั่วภูมิภาค โดยเฉพาะความละเอียดในลวดลายซึ่งเกิดจากการทักทอ เต็มไปด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่นที่มีอยู่เฉพาะตัว เป็นภูมิปัญญาที่มีความหลากหลาย เป็นงานหัตถกรรมที่มีการพัฒนาในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ สมควรได้รับการสนับสนุนและผลักดัน”

อาจารย์กฤษณ์ เย็นสุดใจ ดีไซเนอร์ฝีมือเอก แห่ง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ผู้ออกแบบคอลเลคชั่นผ้าไทย ทั้ง 25 ชุด เผยว่า “สำหรับแฟชั่นโชว์ในวันนี้ ใช้เวลา 2 เดือน ในการทำออกมา โดยผ้าไทยจาก 5 ชุมชนได้แก่ ผ้าฝ้ายย้อมคราม จังหวัดสกลนคร, ผ้าไหมมัดหมี่บ้านหัวฝาย จังหวัดขอนแก่น, ผ้าฝ้ายทอมือบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี, ผ้าไหมแพรวา จังหวัดกาฬสินธุ์ และผ้าบาติก จังหวัดกระบี่ ที่เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ขณะเดียวกันจะเห็นว่าผ้าไทยสามารถนำมาออกแบบได้หลากหลายทั้งเสื้อ แจ๊กเกต หมวก รองเท้า โดยการออกแบบที่ผสมผสานกันระหว่างสไตล์รีโทร-ฟิวเจอริสติกและแฟชั่นแบบยูนิฟอร์ม อาทิ การนำผ้าไหมที่มีคุณสมบัติเด่นคือ ความเงา มาจับคู่กับไวนิล ซึ่งเป็นพลาสติกประเภทหนึ่ง มาผสมผสานจนได้ลักษณะความเงาในรูปแบบใหม่ เป็นต้น”

อัมพวัน พิชาลัย

บรรยากาศภายในงานคับคั่งไปด้วยเหล่าคนดังที่พร้อมใจกันใส่ผ้าไทยมาร่วมชมแฟชั่นโชว์ผ้าไทย ทั้ง 25 ชุด อีกทั้งยังร่วมชมนิทรรศการแสดงสินค้าหัตถกรรมที่แสดงถึงภูมิปัญญาไทย อาทิ เครื่องเงิน,เครื่องถม, กระเป๋า-หมวก จากหญ้าลิเภา และเครื่องเบญจรงค์ ฯลฯ เรียกว่าเป็นการแสดงแฟชั่นผ้าไทยที่เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจในความงดงามของภูมิปัญญาไทย

ติดตามคอลเลคชั่นผ้าไทย From Weaving Street To Today Life’s Craft เพิ่มเติมได้ที่ http://www.sacict.net หรือ Facebook @SACICT

มารีเมกโกะลดสูงสุดกว่า 60%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/276328

มารีเมกโกะลดสูงสุดกว่า 60%

มารีเมกโกะลดสูงสุดกว่า 60%

วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จัดเต็มชุดใหญ่ไปกับโปรโมชั่นลดสูงสุดกว่า 60% จากแบรนด์ในเครือของกลุ่มบริษัท ธนจิรา จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแบรนด์ Marimekko (มารีเมกโกะ) และ Jonathan Adler (โจนาธาน แอดเลอร์) เริ่มจาก“Marimekko (มารีเมกโกะ) End of Season Sale ลดสูงสุด 60%” ขณะที่ Jonathan Adler (โจนาธาน แอดเลอร์) โมเดลแต่งบ้านชั้นนำเสน่ห์เย้ายวนใจ ลดสูงสุด 60%

Marimekko (มารีเมกโกะ) แบรนด์แห่งลายพิมพ์สัญชาติฟินนิช ช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอย จัดหนักจัดเต็มส่งท้าย ซีซั่นกับโปรโมชั่นสุดพิเศษที่รวบรวมเอาสินค้าหลากหลายคอลเลคชั่นเอาใจสาวกมารีเมกโกะลดกระหน่ำสูงสุด 60% (ยกเว้นกระเป๋าผ้า)สาขา Central Chidlomและสาขา Emporium ลดสูงสุด 50% สัมผัสและเลือกซื้อสินค้า จากมารีเมกโกะได้ตั้งแต่วันนี้-30 กรกฎาคม 2560 ที่ร้านมารีเมกโกะ ทุกสาขา

Jonathan Adler (โจนาธานแอดเลอร์) เฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งบ้านและแอคเซสซอรี่ดีไซน์โดดเด่นชื่อดังจากนิวยอร์ก มอบโปรโมชั่นสุดพิเศษให้ลูกค้าโจนาธาน แอดเลอร์ กับแอคเซสซอรี่ของตกแต่งบ้าน ลดกระหน่ำสูงสุด 60% เลือกชมและซื้อสินค้าได้ตั้งแต่วันที่24 พฤษภาคม-31 กรกฎาคม 2560เฉพาะที่ร้านโจนาธาน แอดเลอร์ แฟล็กชิฟสโตร์ ชั้น 1 กรู๊ฟ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ โทร.02-6131261

หนึ่งคนให้ หลายคนรับ เพื่อชีวิตใหม่หัวใจเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/276297

หนึ่งคนให้ หลายคนรับ เพื่อชีวิตใหม่หัวใจเด็ก

หนึ่งคนให้ หลายคนรับ เพื่อชีวิตใหม่หัวใจเด็ก

วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ไชย ไชยวรรณ ต้อนรับ พญ.ชนิกา ตู้จินดา และ พญ.สุรางคณา เตชะไพฑูรย์

ไทยประกันชีวิต ภายใต้สโลแกน “คิด เคียงข้าง ทุกชีวิต” โดย ไชย ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วย ผู้บริหารระดับสูง อังกูร ศรีกัลยาณบุตร,ประสิทธิ์ สงยะรัญ, ไพโรจน์ เผือกประพัฒน์, ภาสินี ปรีชาธนาพล และดวงเดือน คงคาสวัสดิ์ ห่วงใยในเด็กที่ป่วยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ที่ต้องเผชิญกับภาวะอันก่อให้เกิดปัญหาต่อร่างกาย และอาจเสียชีวิตก่อนวัยอันควร บริษัทจึงเชิญคู่ค้าสำคัญอย่างโอกิลวี่แอนด์เมเธอร์, มีเดียคอม, แม็ทชิ่ง แม็กซิไมซ์ โซลูชั่น, อาร์เอส,อินเด็กซ์ครีเอทีฟวิลเลจ,ดีดี เจอร์นี่ ทัวร์,เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์,ซีคอน ดีเวลลอปเมนท์, เอสเอฟคอร์ปอเรชั่น,จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่, จีเอ็มเอ็ม แชนแนล, จีดีเอช ห้าห้าเก้า,เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์กรุ๊ป,เดอะมอลล์ กรุ๊ป และ เซ็นทรัลพัฒนา รับประทานอาหารมื้อค่ำร่วมกันในงานกาลาดินเนอร์การกุศล “หนึ่งคนให้หลายคนรับ เพื่อชีวิตใหม่หัวใจเด็ก” หารายได้สมทบกองทุนช่วยเหลือการผ่าตัดเด็กโรคหัวใจโรงพยาบาลเด็กสมิติเวช เมื่อวันก่อน ณ บ้านปาร์คนายเลิศ ถนนเพลินจิต เมื่อวันพุธ 24 พฤษภาคม 2560

ภาสินี ปรีชาธนาพล, พญ.สุรางคณา เตชะไพฑูรย์,ดวงเดือน คงคาสวัสดิ์, พญ.ชนิกา ตู้จินดา,อรอุมา-วราเทพ รัตนากร

ภายในงานกาลาดินเนอร์เพื่อหัวใจเด็กอบอวลด้วยบรรยากาศของการให้ ท่ามกลางดอกไม้สีขาวนวลแซมด้วยหัวใจน้อยใหญ่ ที่ตกแต่งอย่างสวยงามทั่วงาน ไปจนถึงบนโต๊ะอาหาร ที่เสิร์ฟด้วยเมนูพิเศษอร่อยล้ำ และเติมความสุขด้วยโชว์บนเวทีจากดีว่าคนดัง นัท-มีเรีย เบนเนเดดตี้ ที่ให้ความเพลิดเพลินแก่แขกผู้มีเกียรติและการบริจาคเพื่อหัวใจเด็ก ทั้งนี้ผู้แทนของผู้ให้ในงาน อาทิดร.ณฐักิตติ์ ตั้งพลูสินธนา, ปกรณ์ พรรธนะแพทย์, ณัฐศมน วงศ์กิตติพัฒน์, นิธิ พัฒนภักดี, สายทิพย์มนตรีกุล ณ อยุธยา, จินา โอสถศิลป์, องอาจ สิงห์ลำพอง, วราเทพ รัตนากร อิ่มเอิบใจไปตามๆ กัน มียอดบริจาคจากงาน 2,000,000 บาท

พญ.สุรางคณา เตชะไพฑูรย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเด็กสมิติเวช กล่าวด้วยความปลาบปลื้มว่า “ขอบคุณไทยประกันชีวิตที่เคียงข้างและจัดกิจกรรมดีๆ มีประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างนี้ การหารายได้ช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจ ในมื้อพิเศษของค่ำคืนนี้ทำให้เราเห็นน้ำใจมากมายของผู้ให้ ที่สำคัญเพียงแค่หนึ่งน้ำใจ ก็สามารถนำไปให้ได้มากมายหลายคน เราจะนำเงินทุนที่ได้จากการบริจาคครั้งนี้ ไปสมทบกองทุนเพื่อรักษาและดูแลเด็กที่ป่วยเป็นโรคหัวใจในความดูแลของเราอย่างดีที่สุดต่อไป”

ณัฐศมน วงศ์กิตติพัฒน์ และ มนาเทศ อันนวัฒน์ จากเดอะมอลล์ กรุ๊ป

“ผู้ให้” ที่สนใจจะมีส่วนร่วมในการให้นี้ สามารถร่วมบริจาคเงินเข้าโครงการฯ ได้ที่ ชื่อบัญชี มูลนิธิหนึ่งคนให้ หลายคนรับ (กองทุนเพื่อชีวิตใหม่หัวใจเด็ก) ธ.กรุงศรีอยุธยา สาขาอาคารไทยประกันชีวิต ถนนรัชดาภิเษก เลขที่บัญชี 684-1-06364-0 (ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้) โดยเงินบริจาคทั้งหมดจะนำไปสมทบกองทุนฯ ต่อไป

อังกูร ศรีกัลยาณบุตร,ไชย ไชยวรรณ,สมบุญ ชีวสุทธานนท์ และ ดวงเดือน คงคาสวัสดิ์

ปรัชญ์ธนวิชญ์ ฆฤตภูริภาคย์, ไชย ไชยวรรณ และ นิธิ พัฒนภักดี แห่งเมเจอร์

เจ้าแม่เอไทม์ สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา

คนดังเลือกรองเท้าหนังคู่โปรด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/276327

คนดังเลือกรองเท้าหนังคู่โปรด

คนดังเลือกรองเท้าหนังคู่โปรด

วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

อัชฌา เจริญรัศมีเกียรติ

ไม่ใช่แค่คุณผู้ชายเท่านั้นที่นิยมรองเท้าหนัง แต่สาวๆ แฟชั่นก็โปรดรองเท้าหนัง เพราะเป็นไอเท็มที่ทนทานใส่ได้หลายโอกาส แต่แบบไหนที่ใส่แล้วสวยเตะตา ใส่สบาย เหมาะกับบุคลิกภาพและการใช้งาน ลองไปตามส่องสาวๆ เวิร์กกิ้งวูเม่นที่รักส้นสูงเป็นชีวิตจิตใจว่าบรรดาตัวแม่เธอจะมีวิธีการเลือกรองเท้าหนัง คู่โปรดกันอย่างไรที่ร้าน eq : iq แบรนด์รองเท้าตัดเย็บด้วยหนังแท้คุณภาพพรีเมียม ของอิตาลีที่รังสรรค์โดยดีไซเนอร์ฝรั่งเศสกันดู

จิราภา ลักษณวิศิษฎ์

เริ่มจากคู่แม่ลูก ศุภมาส ลักษณวิศิษฎ์ ผู้พิพากษาสมทบคนสวย และเจ้าของธุรกิจเสื้อผ้าส่งออก Ma-mere Fashion เผยว่า “ใส่รองเท้าได้ทุกแบบ แล้วแต่โอกาสและมู้ดของเสื้อผ้าวันนั้น จริงแล้วเวลาทำงานก็ใส่รองเท้าส้นสูง 3 นิ้ว ถ้าเป็นคัทชูก็จะเป็นแบบหนังแท้ ชุดสุภาพ ใส่สูทบ้าง ที่พิถีพิถันมาก คือ กระเป๋ากับรองเท้าสองอย่างนี้ต้องแมทช์กันแบบเป๊ะ แล้วค่อยมิกซ์กับเสื้อผ้า อย่างถ้าถือกระเป๋าสีน้ำเงินเข้ม รองเท้าก็ต้องสีน้ำเงินเข้มโทนเดียวกัน ตัวเองเป็นนักสะสมเครื่องหนัง ถ้าเป็นหนังแท้ต้องใช้บ่อยๆ เพราะหนังรองเท้าจะปรับเข้ากับรูปเท้าของเรา ทุกครั้งที่ใช้เสร็จจะเช็คทำความสะอาดอย่างดี แล้วเก็บใส่ถุง ถ้าว่างก็เลือกชิ้นโปรดออกมาดูแลทำความสะอาดบ้าง”

ศุภมาส ลักษณวิศิษฎ์

ส่วนลูกสาว มิลค์กี้-จิราภา ลักษณวิศิษฎ์ นักศึกษาสาววิทยาลัยนานาชาติมหาวิทยาลัยศิลปากร คณะออกแบบสื่อสารดิจิทัล ปี 4 เผยว่า “มิลค์สูง 173 ซม. เวลาเดินกับเพื่อนๆ ก็สูงโย่ง เลยชอบใส่รองเท้าส้นเตี้ย แบบไม่มีส้น ใส่บ่อย จนเริ่มชิน และรู้สึกชอบ ใส่แล้วเดินสบาย ชอบแบบเปิดปลายนิ้วเท้า ไม่ต้องหัวแหลม เพราะหน้าเท้าไม่เรียว มีดีเทลบ้าง ดูทนทาน เราชอบเดินเยอะ ถ้าหนังด้านในนิ่มก็ยิ่งสบายค่ะ”

แป้ง-อัชฌา เจริญรัศมีเกียรติ แฟชั่นนิสต้า เจ้าของธุรกิจเสื้อผ้ามิกซ์แอนด์แมทช์ “Fifth Season” และเจ้าของธุรกิจร้านขนมหวาน QQ Dessert เผยว่า“ผู้หญิงกับรองเท้าส้นสูงน่าจะเป็นของคู่กัน โดยเฉพาะคนที่ตัวเล็กๆ แต่ก่อนใส่รองเท้าส้นสูงเดินได้เป็นวันๆ แต่ตอนนี้ ถ้ารู้ว่าเดินหรือต้องยืนในอีเว้นท์นานๆ จะใส่พวกแซนเดิลหรือสลิปออนระหว่างวันก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นรองเท้าส้นสูง เวลาเลือกรองเท้าดูสไตล์ ดูแบบก่อนชอบเก๋ เปรี้ยวนิดๆ ทุกครั้งจะเลือกซื้อช่วงบ่ายๆ และต้องลองใส่เดินไปเดินมาก่อน ถ้าใส่สบายก็ตัดสินใจทันทีใส่ได้หลายแบรนด์ เพราะแต่ละแบรนด์มีคาแร็กเตอร์ที่ต่างกัน สีโปรดคือ สีเบจ เพราะแมทช์ง่ายกับทุกๆ ชุด

แพรว เจนเซ่น

ปิดท้ายที่ แพรว เจนเซ่น สาวร่างบางเจ้าของแบรนด์ไดเมนเต้ โคลติ้ง (Diamante Clothing) แฟชั่นสุภาพสตรีมีเอกลักษณ์หรูเซ็กซี่เผยว่า “รองเท้าที่โปรดคือ รองเท้าส้นสูง สไตล์เปลือย เป็นเส้น เป็นสายเล็กๆ เป็นเส้นคาดที่หน้าเท้า ชอบใส่ส้นสูงเพราะจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับเรา ส่วนวิธีการเลือก จะเลือกไซส์รองเท้าที่ใหญ่กว่าเท้านิดหน่อย เผื่อช่องว่างเล็กๆ ให้เท้าได้หายใจ อีกอย่างจะได้ไม่กัดหรือเสียดสี ถึงจะชอบใส่ส้นสูงแต่ก็ชอบแบบใส่แล้วสบายเท้า น้ำหนักเบาส่วนใหญ่ที่เลือกเป็นรองเท้าสีนู้ดหรือสีดำ”

พิชิตภาวะอ้วนลงพุงด้วยโภชนาการที่สมดุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/276291

พิชิตภาวะอ้วนลงพุงด้วยโภชนาการที่สมดุล

พิชิตภาวะอ้วนลงพุงด้วยโภชนาการที่สมดุล

วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ท่ามกลางภาวะสังคมปัจจุบัน ผู้คนต่างต้องใช้ชีวิตที่เร่งรีบอยู่ตลอดเวลา ต้องรีบไปให้ทันนัดหมายหรือรีบปั่นงานให้ทันกำหนดเวลาและเงื่อนไข ทำให้บ่อยครั้งเราลืมใส่ใจสุขภาพร่างกายตัวเองไปเสียสนิท และหลังจากการทำงานอันยาวนานและแสนจะเหนื่อยล้า เราก็มักจะคว้าขนมหรือของทานเล่นที่อยู่ใกล้ตัวมาดับความหิวในทันที ซึ่งส่วนใหญ่ปราศจากสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย มิหนำซ้ำยังส่งผลร้ายต่อสุขภาพอีกด้วย จึงเป็นสาเหตุของน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น และหากไม่ระวังให้ดี พฤติกรรมเหล่านี้อาจนำไปสู่ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนได้อย่างง่ายดาย

ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุข เผยว่า มีคนไทยประมาณ 17.4 ล้านคน (ร้อยละ 26 ของประชากรทั้งหมด) อยู่ในภาวะน้ำหนักเกิน โดยในจำนวนนี้มีจำนวนผู้หญิงอ้วนมากเกือบ 2 เท่าของจำนวนผู้ชายอ้วนแบ่งเป็นผู้ชายจำนวนร้อยละ 28.4 และผู้หญิงร้อยละ 40.7 สิ่งที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือ ประเทศไทยยังติดอยู่ในห้าอันดับแรกของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีจำนวนผู้อยู่ในภาวะโรคอ้วนสูงที่สุดด้วย

ดร.ชิน-คุน หวัง ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเมตาบอลิซึมและโภชนาการ ที่ปรึกษาโภชนาการเฮอร์บาไลฟ์ เผยถึงปัจจัยที่ทำให้คนประสบภาวะอ้วนลงพุง ประกอบด้วย ยิ่งอายุมากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะอ้วนลงพุงได้ง่ายขึ้น เพศชายเสี่ยงที่จะอ้วนลงพุงมากกว่าเพศหญิง ด้านเชื้อชาติคนเอเชียมีความชุกที่จะอ้วนลงพุงได้ง่ายกว่าเชื้อชาติอื่น ยีนหรือพันธุกรรมก็ทำให้มีโอกาสอ้วนลงพุงสูงขึ้น หากพ่อแม่มีภาวะอ้วนลงพุงด้วย ระดับชั้นในสังคม คนที่อยู่ในชนชั้นล่างและมีการศึกษาน้อยมีโอกาสอ้วนลงพุงได้ง่ายกว่าการรับประทานอาหารมีส่วนสำคัญอย่างมากยกตัวอย่างเช่น อาหารเมดิเตอร์เรเนียนช่วยลดโอกาสเสี่ยงของภาวะอ้วนลงพุงได้ถึงร้อยละ 20รวมถึงคนที่ไม่ค่อยออกกำลังกายก็มีความเสี่ยงต่อภาวะอ้วนลงพุง ซึ่งมีผลการศึกษาชี้ว่าการออกกำลังกายเป็นประจำสามารถช่วยลดความเสี่ยงลงได้ร้อยละ 25

จากที่กล่าวไปข้างต้นว่า อาหารที่รับประทานเข้าไปทุกวัน มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการเกิดภาวะเสี่ยงอ้วนลงพุง ดร.ชิน-คุน หวัง แนะนำว่า ถั่วเหลือง ถือแหล่งโปรตีนชั้นยอดจากพืช ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและช่วยป้องกันความเสี่ยงที่จะอ้วนลงพุงได้เป็นอย่างดี

“เมื่อเราต้องการอาหารที่ทั้งบำรุงร่างกายและดีต่อสุขภาพ ผมจึงขอแนะนำถั่วเหลือง ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่พบได้ทั่วไปในอาหารไทย ถั่วเหลืองถือเป็นส่วนประกอบของเมนูอาหารเอเชียมาช้านาน และยังเป็นส่วนผสมยอดนิยมในหลากหลายเมนูแสนอร่อยของไทยด้วยมีงานวิจัยเชิงคลินิกที่ช่วยยืนยันถึงคุณประโยชน์ของถั่วเหลืองและโปรตีนถั่วเหลืองที่มีต่อร่างกาย เนื่องจากอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญอย่างไอโซฟลาโวน (isoflavone) และซาโปนิน (saponin) รวมถึงกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างครบถ้วน อีกทั้งปราศจากไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลที่พบในโปรตีนจากสัตว์ โปรตีนที่ครบสมบูรณ์เช่นนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยควบคุมระดับความดันเลือดและคอเลสเตอรอล ควบคุมน้ำหนักตัว ลดโอกาสเสี่ยงของโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด และช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้เป็นอย่างดี ซึ่งอาหารที่ดีต่อสุขภาพควรเป็นอาหารหลากหลายที่สดใหม่และเปี่ยมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ อาทิ ปลา ผัก เนื้อและธัญพืช รวมไปถึงอาหารเสริมทดแทนมื้ออาหารอย่างโปรตีนเชคและโปรตีนบาร์ที่พกพาสะดวกและให้สารอาหารที่สมดุล”

ดร.ชิน-คุน หวัง

ดร.ชิน-คุน หวัง กล่าวต่อว่า การพักผ่อนให้เพียงพอ บวกกับการได้รับโภชนาการที่ดีและออกกำลังกาย จะช่วยให้คุณห่างไกลจากโรคอ้วนและภาวะอ้วนลงพุงได้เป็นอย่างดี พึงจำไว้เสมอว่าโภชนาการที่สมดุล เป็นสิ่งสำคัญที่มีช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ร่างกายต้องการอย่างครบถ้วน อาหารที่มีสัดส่วนของคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ และน้ำในระดับที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เรามีสุขภาพแข็งแรงและน้ำหนักที่พอดี แถมช่วยลดความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ ได้ด้วย อาหารเสริมทดแทนมื้ออาหารก็มีประโยชน์เช่นกัน เพราะช่วยให้คุณได้รับโภชนาการที่เหมาะสมในแต่ละวันได้ อีกทั้ง ควรรู้ไว้ว่าอาหารที่สมดุลต้องเป็นอาหารที่มีคุณภาพและหลากหลายตามแต่ความชอบ ไม่ชอบ และไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน

“ไลฟ์สไตล์ที่กระฉับกระเฉงและแข็งแรง ก็เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวและทำงานได้ดีขึ้น เมื่อหลอดเลือดทำงานได้ดี เลือดก็จะไหลเวียนได้ดีและไปหล่อเลี้ยงบำรุงหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตสารไนตริกออกไซด์ที่จำเป็นต่อการควบคุม ดูแล และปกป้องระบบหัวใจและหลอดเลือด ยิ่งไปกว่านั้น การพักผ่อนให้เพียงพอก็เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์สุขภาพดี เราต้องจำไว้เสมอว่า การนอนหลับสนิทอย่างมีคุณภาพ ก็ช่วยส่งผลดีต่อสุขภาพกายและใจ และเอื้อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีได้เช่นเดียวกัน”

“ความตระหนักรับรู้และเข้าใจ” คืออาวุธป้องกันภัยร้ายอย่างภาวะอ้วนลงพุงที่ดีที่สุด เมื่อเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงประโยชน์ของการมีไลฟ์สไตล์ที่กระฉับกระเฉงแข็งแรง และการเลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยโภชนาการที่เหมาะสม เช่น ผักและผลไม้สด ซึ่งซื้อหาได้ทั่วไปในประเทศไทยแล้ว คนไทยก็จะสามารถก้าวไปสู่หนทางของการมีสุขภาพที่แข็งแรงและดีงามได้ในเร็ววัน

ชุดเมคอัพพาเลท 3 ชั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/276115

ชุดเมคอัพพาเลท 3 ชั้น

ชุดเมคอัพพาเลท 3 ชั้น

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Vie Cosmetics แบรนด์เครื่องสำอางจากประเทศฝรั่งเศส ชวนสาวๆ มาเติมสีสันกับ Everyday Makeup Kit Stay Chic ชุุดเมคอัพพาเลท 3 ชั้น ครบครันสีสันในตลับบางเบากะทัดรัด กับพาเลทอายแชโดว์ 8 เฉดสีใหม่ ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างเนื้อแมตต์ เนื้อชิมเมอร์และเนื้อเมทัลลิค เนรมิตเสน่ห์ให้เปลือกตาดูมีมิติได้อย่างง่ายดาย ทั้งลุคกลางวันไปจนถึงลุคกลางคืนอีกชั้นของพาเลทประกอบไปด้วยลิปสติกเนื้อครีมและเนื้อเซมิแมตต์ 8 เฉดสี คอมพลีทได้หลากลุ และชั้นที่ 3 เป็นพาเลทบลัชออนชมพูประกายทอง ไฮไลท์ และเฉดดิ้งปรับรูปหน้าให้มีมิติเรียวงามสมบูรณ์แบบ ให้สวยพร้อมหลากหลายสไตล์ได้ในตลับเดียว วางจำหน่ายที่ ร้าน Watsons และEuphoria Shop ทุกสาขา

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CustomerCare โทร. 02-7362229 หรือที่ http://www.viecosmetics.co.th /www.facebook.com/VieCosmeticsThailand / Instagram :VieCosmetics_official

เวิร์กช็อป‘ขยะถอดรูป’เปลี่ยนแผงไข่เป็นถังขยะน่ารักโดย เอ็ม บี เค กรุ๊ป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/276091

เวิร์กช็อป‘ขยะถอดรูป’เปลี่ยนแผงไข่เป็นถังขยะน่ารักโดย เอ็ม บี เค กรุ๊ป

เวิร์กช็อป‘ขยะถอดรูป’เปลี่ยนแผงไข่เป็นถังขยะน่ารักโดย เอ็ม บี เค กรุ๊ป

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

อากาศร้อนที่เรารู้สึกทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องตลก เพราะปัจจุบันอุณหภูมิโลกร้อนขึ้นกว่าที่แล้วมากกว่า 2 เท่าตัว เป็นผลให้เกิดปรากฏการณ์เลวร้ายต่อโลกอย่างอุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรเพิ่ม น้ำแข็งขั้วโลกละลาย สัตว์บางชนิดใกล้สูญพันธุ์ ปริมาณฝนมากขึ้นในหลายพื้นที่ เอ็ม บี เค กรุ๊ป จึงร่วมกับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก สำนักจัดการกากของเสียและอันตราย กรมควบคุมมลพิษ และ กองส่งเสริมและเผยแพร่ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จับมือแก้ปัญหาโลกร้อนจากต้นเหตุ กระตุ้นภาคครัวเรือนให้เปลี่ยนพฤติกรรม ลดการผลิตขยะ นำกลับมาแปรรูปใช้ใหม่และแยกเพื่อนำเข้าระบบรีไซเคิล พร้อมนำทีมวิทยากรลงให้ความรู้และแนวทางปฏิบัติเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดขยะ พร้อมจัดเวิร์กช็อปให้เยาวชนและชุมชนในย่านปทุมวัน ภายใต้ชื่อกิจกรรม “Transform to Use: DIY ขยะถอดรูป” และส่งมอบถังแยกขยะที่มีดีไซน์และลูกเล่นให้กับโรงเรียนในเขตปทุมวัน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เด็กๆ แยกขยะอย่างถูกต้อง และบ่มเพาะนิสัยแยกขยะตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน ณ ลานกีฬาจารุเมือง เขตปทุมวัน

ศิรฐา สุขสว่าง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เอ็ม บี เค กรุ๊ป เชื่อว่าการลดขยะจากต้นเหตุเป็นวิธีการที่แก้ปัญหาที่ยั่งยืน จึงมุ่งเน้นการกระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามหลักการ 3R ลดการผลิตขยะ นำกลับมาแปรรูปใช้ใหม่และแยกเพื่อนำเข้าระบบรีไซเคิล เวิร์กช็อปในครั้งนี้นอกจากเชิญชุมชนและเยาวชนมาร่วมประดิษฐ์ถังขยะจากแผงไข่แล้ว ยังมอบถังแยกขยะที่ทำขึ้นพิเศษและใส่ลูกเล่นสนุกๆ เพื่อกระตุ้นพฤติกรรมการแยกขยะของเด็กๆ ให้กับโรงเรียนในเขตปทุมวันที่มีความขาดแคลนถังขยะที่สามารถแยกขยะแต่ละประเภท ได้แก่ โรงเรียนวัดดวงแข และโรงเรียนวัดสระบัว รวมถึงเป็นการบ่มเพาะนิสัยการคัดแยกขยะให้ฝังลงใน DNA ตั้งแต่เป็นเยาวชน”

ผลจากการศึกษาของ Intergovernmental Panel on Climate Change หรือ IPCC ซึ่งเป็นคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้การอุปถัมภ์ขององค์การสหประชาชาติ พบว่าสาเหตุใหญ่ๆ ของภาวะโลกร้อนนี้มาจากกิจกรรมนานาชนิดของมนุษย์ ตัวการหนึ่งคือการบริโภคที่ก่อให้เกิดขยะมากมายมหาศาล จนไม่สามารถกำจัดได้อย่างถูกต้อง เราในฐานะพลเมืองของประเทศไทยและของโลกต้องเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ซึ่งประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า“การเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะภาวะโลกร้อน เราทุกคนจึงต้องร่วมมือกันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยกิจกรรมในครัวเรือนที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้มีอยู่หลากหลายกิจกรรม ไม่ว่าจะร่วมกันประหยัดพลังงานไฟฟ้า ลดการใช้ทรัพยากร แยกขยะเพื่อรีไซเคิลหรือหมุนเวียนมาใช้ใหม่ ซึ่งการร่วมมือร่วมใจของทุกคนในการลดก๊าซเรือนกระจกจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะภาวะโลกร้อนได้”

ด้าน บรรพต อมราภิบาล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและเผยแพร่ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าว “ปัญหาขยะ เป็นปัญหาของชาติที่เราทุกคนช่วยกันแก้ไขได้ แต่การแก้ไขให้ได้อย่างยั่งยืนนั้น ทำได้ด้วยการสร้างจิตสำนึกที่ดี เพียงเปลี่ยนวิธีคิด โดยเริ่มต้นที่ “คิดก่อนทิ้ง” จากนั้นจึงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคด้วยการใช้ให้น้อย แล้วจึงแยกเพื่อนำมาใช้ใหม่และรีไซเคิล ซึ่งเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยลดการผลิตใหม่อันส่งผลให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกไปด้วย โดยเราสามารถแยกขยะที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ออกจากขยะมูลฝอยทั่วไป เช่น กระดาษ พลาสติก แก้ว โลหะ และนำวัสดุอย่าง ถุงพลาสติก ขวดแก้ว กลับมาใช้ซ้ำ หากทุกคนร่วมมือกันก็จะเป็นแนวทางลดขยะอย่างยั่งยืน”

สุเมธา วิเชียรเพชร ผู้อำนวยการสำนักจัดการกากของเสียและอันตราย กรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า “ปัจจุบันมีปริมาณของเสียอันตรายจากชุมชนกว่า 500,000 ตันต่อปีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยส่วนใหญ่พบในเขตชุมชนเมือง และมากกว่าครึ่ง
เป็นซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่เนื่องจากอัตราการกำจัดอย่างถูกวิธียังคงต่ำ จึงก่อให้เกิดการปนเปื้อนของสารพิษสู่สิ่งแวดล้อม กระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน ทางกรมควบคุมมลพิษจึงร่วมมือกับภาคเอกชนจัดทำโครงการจัดการของเสียอันตรายจากชุมชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน พร้อมให้ความรู้ภาคประชาชนถึงชนิดของขยะอันตรายและการคัดแยกอย่างถูกต้อง ซึ่งสิ่งที่ประชาชนเริ่มทำได้อย่างง่ายที่สุดก็คือการคัดแยกขยะเหล่านี้ออกจากขยะมูลฝอยอื่น ๆ แล้วนำส่งเข้าระบบกำจัดที่ถูกต้องเป็นขั้นตอนต่อไป”

การนำขยะที่เหมือนว่าจะไร้ค่ากลับมาใช้ใหม่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ธนวัติ มณีนาวา หรือที่นักประดิษฐ์รู้จักกันในนาม เป๋ ทำ–ดะ นักออกแบบผลงานจากสิ่งของเหลือใช้รอบตัว เจ้าของเพจ TUM:DAเลือกแผงไข่ที่ใช้แล้วจากร้านสุกี้ยากี้นัมเบอร์วัน และโรงแรมปทุมวันปริ๊นเซส ธุรกิจในเครือ เอ็ม บี เค กรุ๊ป มาดีไซน์และเนรมิตเป็นถังขยะรีไซเคิลที่น่ารักและทำได้ไม่ยาก ถังขยะจากแผงไข่เริ่มจากการเตรียมอุปกรณ์ ได้แก่ แผงไข่จำนวน 3 แผง เคเบิ้ลไทร์ กรรไกร คัตเตอร์ตะปู ปืนกาว สี พู่กัน และกระดาษลัง “จากนั้น นำแผงไข่ทั้ง 3 แผง มาดัดให้งอเล็กน้อย แล้วประกบตามรอยให้ตรงกัน ใช้ตะปูเจาะรูตามแนวตะเข็บ แล้วรัดด้วยเคเบิ้ลไทร์ให้แผงไข่ติดกันทั้ง 3 แผง โดยรัดเฉพาะด้านบนและเว้นด้านล่างเอาไว้” นายธนวัติอธิบายถึงขั้นตอนการประกอบร่างถังขยะ “จากนั้น ตัดกระดาษลังเป็นรูปสามเหลี่ยม เพื่อเป็นฐานสำหรับก้นถังขยะแล้วจึงใช้เคเบิ้ลไทร์รัดส่วนตัวถังด้านล่างกับฐานให้ติดกันตกแต่งถังขยะจากแผงไข่ด้วยสีสันและลวดลายตามใจชอบ เท่านี้ก็ได้ถังขยะ DIY เพิ่มคุณค่าให้ของเหลือใช้แล้ว” ธนวัติกล่าวเพิ่มเติม

สุรชัย พึ่งพงษ์ ครูโรงเรียนวัดดวงแข กล่าวว่า “ปกติโรงเรียนเรามีกิจกรรมที่ส่งเสริมจิตสำนึกนักเรียนด้านการจัดการขยะอยู่แล้ว เช่น โครงการธนาคารขวด ซึ่งเด็กๆ จะมีส่วนร่วมในการแยกเก็บขวดพลาสติกเราจึงมีความยินดีที่ได้นำนักเรียนของเรามาร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปครั้งนี้กับทาง เอ็ม บี เค กรุ๊ป เพราะมีการสอนให้เด็กๆ รู้จักการนำขยะและของเหลือใช้ภายในบ้านมาสร้างสรรค์ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง ซึ่งเด็กๆสนุกสนานกับกิจกรรมนี้มาก” ส่วนด้าน ด.ช.นรวิชญ์ ใจจร นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดดวงแข กล่าวว่า “กิจกรรมครั้งนี้มีประโยชน์กับตนเองมากๆ เพราะนอกจากจะสอนให้รู้จักการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธีแล้ว ยังสอนประดิษฐ์ถังขยะจากแผงไข่ ซึ่งสามารถลดค่าใช้จ่ายในการซื้อถังขยะใบใหม่ อีกทั้งยังช่วยลดโลกร้อนด้วย”

“นอกจากปลูกฝังจิตสำนึกชุมชนผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นแล้ว เอ็ม บี เค กรุ๊ป ยังส่งเสริมให้พนักงานภายในองค์กรได้มีส่วนร่วมในการลดปัญหาขยะ อาทิ กิจกรรม “ซุกสุขสิ้นเดือน” แลกของที่นำไปรีไซเคิลได้เป็นของกินของใช้เพื่อสร้างนิสัยให้พนักงาน
รู้จักคัดแยกขยะ และเห็นคุณค่าของสิ่งของเหลือใช้เรายังมีโครงการเพื่อสังคมต่อเนื่องที่จะเปลี่ยนขยะเป็นของมีค่าสำหรับผู้ด้อยโอกาส บริษัทเชื่อมั่นว่าโครงการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งปีนี้จะมีส่วนช่วยทำให้คนทั่วไปเห็นว่าขยะไร้ค่าก็สามารถนำไปยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ด้อยโอกาสได้เช่นกัน”ศิรฐา กล่าวปิดท้าย