บรูไน…ไปแล้วจะรู้ อยู่แล้วจะรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/572559

  • วันที่ 01 ธ.ค. 2561 เวลา 13:56 น.

บรูไน...ไปแล้วจะรู้ อยู่แล้วจะรัก

หลายคนตั้งคำถามว่า ไปทำไม “บรูไน” เมื่อรู้ว่าจุดหมายปลายทางถัดไปของพวกเราคือ “บรูไนดารุสซาลาม” (Brunei Darussalam) หนึ่งในสมาชิกกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว เกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก โดยบรูไนมีขนาดพื้นที่ราว 5,765 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรเพียง 4 แสนกว่าคน

บางคนอาจจะคิดว่าประเทศเล็กนิดเดียวไม่น่าจะมีอะไรให้ค้นหา หรือบางคนก็อาจจะบอกว่าประเทศนี้ร่ำรวยมหาศาลจากการขุดพบน้ำมัน ซึ่งเป็นเรื่องราวที่บอกต่อกันมาหลายสิบปี นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ทีมงานโลก 360 องศา เดินทางสู่บรูไนอีกครั้ง เพื่อทำความรู้จักกับประเทศนี้ในช่วงเวลาปัจจุบัน โดยได้รับการอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดีจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน

การเดินทางสู่บรูไนนั้น จริงแล้วทำได้ไม่ยากเพราะมีสายการบินรอยัล บรูไน บินตรงจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปยังกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน เมืองหลวงของประเทศบรูไนทุกวัน โดยใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง 45 นาที และข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สายการบินก็ทำให้เรารู้ว่า แม้บรูไนจะเป็นประเทศมุสลิมแต่ก็เปิดกว้างพอสมควร เช่น ชาวต่างชาติสามารถดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้แต่ต้องไม่ใช่ในที่สาธารณะ นอกจากนี้แล้วคนบรูไนจะไม่ใช้นิ้วชี้ ชี้ไปที่สิ่งของเพราะถือเป็นเรื่องไม่สุภาพ แต่ใช้การผายมือแทน และที่สำคัญคือ สีเหลืองเป็นสีของพระมหากษัตริย์ ดังนั้นคนบรูไนเองจะไม่ใส่เสื้อผ้าสีเหลือง

แม้ว่าความตั้งใจแรกของพวกเราคือการทำความรู้จักและค้นหามุมมองอื่นๆ ของประเทศบรูไนนอกเหนือจากความร่ำรวยจากภาพที่คนทั่วไปรู้จัก แต่เมื่อเดินทางถึงประเทศนี้แล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งหนึ่งที่จะต้องไม่พลาดคือการไปเยี่ยมชมความสวยงามและยิ่งใหญ่ด้านสถาปัตยกรรมต่างๆ ของที่นี่ โดยหนึ่งในนั้นคือ มัสยิดจามี อัสรี ฮัซซานิล โบลเกียห์ (Jame’ Asr Hassanil Bolkiah Mosque)

มัสยิดแห่งนี้เป็นมัสยิดประจำรัชกาลปัจจุบัน คือ สมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์ที่ 29 แห่งบรูไน และนับเป็นมัสยิดหลวงแห่งที่ 2 เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ ค.ศ. 1994 นับเป็นมัสยิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรูไน สร้างขึ้นบนพื้นที่ราว 2 แสนตารางเมตร สามารถจุคนได้ถึง 4,500 คน โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมด้านในได้ ด้วยการกำหนดพื้นที่ไว้อย่างชัดเจน และเมื่อเข้าสู่ด้านในแล้วสีเหลืองทองอร่ามที่ประดับประดาไว้อย่างวิจิตรตระการตา สามารถสะกดสายตาผู้มาเยือนได้เป็นอย่างดี

เมื่อไปเยือนมัสยิดหลวงในรัชกาลปัจจุบันแล้ว สถานที่สำคัญอีกแห่งที่ควรไม่ควรพลาดเช่นกันคือ มัสยิดสุลต่านโอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน (Sultan Omar Ali Saifuddien Mosque) มัสยิดหลวงแห่งแรก อีกหนึ่งสถานที่ซึ่งกลายเป็นภาพจำของหลายๆ คนเมื่อพูดถึงประเทศบรูไน และยังได้รับการยกย่องว่าเป็นมัสยิดที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยทีเดียว

มัสยิสหลวงแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์ที่ 28 ความสูงจากฐานมัสยิดถึงยอดโดมทอง 52 เมตร นับเป็นสถาปัตยกรรมที่มีความสูงที่สุดในกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน จุดเด่นของที่นี่คือสระขนาดใหญ่ด้านนอก ซึ่งมีเรือพระที่นั่งจำลองของสมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์ที่ 2 แห่งบรูไน สร้างด้วยหินตั้งเด่นตระหง่านอยู่กลางสระ รวมทั้งยังมีพื้นที่ลานกว้างขนาดใหญ่ด้านหน้าให้ผู้คนได้ทำกิจกรรมต่างๆ อีกด้วย

สถานที่ต่างๆ ในกรุงบันดาร์เสรีเบกาวันที่พวกเราได้พบ ล้วนแล้วแต่ภาพสะท้อนความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และความเลื่อมใสต่อศาสนาของผู้คนที่นี่ ผ่านทางสิ่งปลูกสร้างที่ยิ่งใหญ่ ประดับประดาด้วยข้าวของมีค่าต่างๆนอกจากนี้แล้วหากมีโอกาสไปเยือนพิพิธภัณฑ์รอยัลเรกกาเลีย (Royal Regalia Museum) หรือพิพิธภัณฑ์แสดงเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ก็จะสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่และความสำคัญของสุลต่าน ทั้งนี้ราชวงศ์โบลเกียห์แห่งบรูไน นับเป็นราชวงศ์ที่นับถือศาสนาอิสลามซึ่งเก่าแก่ที่สุดในโลก

พิพิธภัณฑ์รอยัลเรกกาเลีย เป็นสถานที่รวบรวมเรื่องราวพระราชประวัติสมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์ปัจจุบัน รวมทั้งเครื่องบรรณาการจากผู้นำประเทศต่างๆ ภายในแบ่งออกเป็น 4 ห้องคือ ห้องจัดแสดงเครื่องราชกกุธภัณฑ์ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ค.ศ. 1968 หอศิลป์หลวง ห้องจัดแสดงนิทรรศการพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติ ครบรอบ 25 ปี (Silver Jubilee) และห้องจัดแสดงนิทรรศการพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบรอบ 50 ปี (Golden Jubilee)

แม้ว่าบรูไนจะเป็นประเทศเล็กๆ จากขนาดพื้นที่และจำนวนประชากรแต่ก็นับว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ต่อภูมิภาคนี้มายาวนานเช่นกัน โดยในสมัยศตวรรษที่ 14-17 ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของการเดินเรือและการค้าโกตาบาตูของบรูไน เคยเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญของภูมิภาค มีการค้นพบโบราณวัตถุนับหมื่นชิ้น และจัดแสดงเรื่องราวไว้ที่พิพิธภัณฑ์การเดินเรือทางทะเลบรูไนดารุสซาลาม (Brunei Darussalam Maritime Museum) ที่เปิดให้เข้าชมเพื่อให้พวกเราได้เข้าใจและเห็นภาพความสำคัญของประเทศนี้ได้ชัดเจนมากขึ้น

กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนบรูไนคือ การเที่ยวชมหมู่บ้านน้ำ (Kampong Ayer) หนึ่งในสถานที่ได้สมญานามว่าเป็น “เวนิสแห่งตะวันออก” (Venice of the East) นอกจากนั้นคือการลองชิมอาหารพื้นถิ่นที่ทำจากแป้งสาคู ซึ่งชาวบรูไนเรียกกันว่า Ambuyat แล้วต่อด้วยการล่องไปตามแม่น้ำชมภาพความสวยงามและความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติสองฝั่งน้ำ และหากโชคดีก็อาจจะได้เจอสัตว์หายากของเกาะบอร์เนียว แล้วปิดท้ายด้วยการชมพระอาทิตย์ตกที่ Empire Hotel & Country Club พื้นที่ชายหาดติดทะเลจีนใต้ ในมุมที่ว่ากันว่าสวยที่สุดแล้วในประเทศบรูไน

เรื่องราวของประเทศบรูไนสำหรับพวกเราเพิ่งเริ่มต้น ยังมีสิ่งต่างๆ ที่นอกเหนือไปจากที่คาดคิดไว้อีกมากเลยทีเดียว รับชมเพิ่มเติมได้ในรายการโลก 360 องศา ไทยรัฐทีวี ช่อง 32 HD เช้าวันอาทิตย์ เวลา 08.00-08.30 น.หรือติดตามได้ที่ Facebook ของรายการโลก 360 องศา รวมทั้งชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube Chanel รายการโลก 360 องศา

ปะเหลียน ป่ะล่ะ? เที่ยว 3 ชุมชนลุ่มแม่น้ำที่ยังไม่มีใครไปถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/572526

  • วันที่ 01 ธ.ค. 2561 เวลา 10:56 น.

ปะเหลียน ป่ะล่ะ? เที่ยว 3 ชุมชนลุ่มแม่น้ำที่ยังไม่มีใครไปถึง

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

คนมาเที่ยวตรังจะมุ่งหน้าไปทะเลอันดามัน จนทำให้ชื่อของ “ลุ่มแม่น้ำปะเหลียน” ไม่ถูกพูดถึง

ลุ่มแม่น้ำปะเหลียนมีชุมชนริมน้ำตั้งอยู่ 3 แห่ง คือ บ้านแหลม ต.วังวน บ้านหินคอกควาย ต.บ้านนา และบ้านทุ่งตาเซะ ต.ทุ่งกระบือ มีความน่าสนใจตรงที่ทั้ง 3 ชุมชนมี “ต้นทุนแหล่งท่องเที่ยว” แตกต่างกัน โดยช่วงปีที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่ได้ทำงานร่วมกับทีมวิจัย “โครงการการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวในเขตลุ่มน้ำปะเหลียน” จากการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมมือกันจัดการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และสร้างมูลค่าแหล่งท่องเที่ยว

ฟ้าพิไล ทวีสินโสภา อาจารย์สาขาวิชาการโรงแรมและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง หนึ่งในทีมวิจัย เล่าว่า เส้นทางชุมชนลุ่มน้ำปะเหลียนมีต้นทุนเรื่องแหล่งท่องเที่ยว ทั้งการท่องเที่ยวบนบกและทางน้ำ รวมถึงทรัพยากรอย่างธรรมชาติและสัตว์น้ำ แต่ชาวบ้านยังขาดความรู้ความเข้าใจในการอนุรักษ์และการจัดการ

งานวิจัยนี้จึงเกิดขึ้นเพราะต้องการนำทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีอยู่แล้วในชุมชน ซึ่งผ่านการประเมินแล้วว่ามีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวมาจัดทำแผนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เกิดมูลค่าเพิ่มและมีความยั่งยืนไปพร้อมกัน นำไปสู่การจัดทำโปรแกรมนำเที่ยวแบบครึ่งวันและแบบเต็มวัน โชว์จุดขายที่เป็นไฮไลต์ของชุมชน

บ้านแหลม อันซีนหอไหร

จุดเด่นของบ้านแหลมคือ ความหลากหลายของธรรมชาติที่นำมาร้อยเรียงผูกโยงกับตำนาน อย่าง หัวแหลม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวบ้าน ต.วังวน มีลักษณะเป็นปลายแหลมยื่นออกไปในทะเล มองเห็นน้ำวนที่เกิดจากแม่น้ำ 3 สาย ได้แก่ คลองทุ่งค่าย คลองย่านตาขาว และคลองปะเหลียน ไหลวนมารวมกัน

คนในชุมชนเชื่อว่า ในน้ำวนนี้มีสัตว์น้ำจึงเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ และเพราะความสมบูรณ์ชาวบ้านจึงใช้ผืนน้ำเป็นฟาร์มเพาะเลี้ยงหอยนางรม หอยแมลงภู่ และทำกระชังปลา โดยนักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อหอยนางรม แล้วกะเทาะกินกันสดๆ กับน้ำจิ้มซีฟู้ดได้เลย

นอกจากนี้ หัวแหลมยังเป็นที่ตั้งของ ศาลเพียงตาทวดทูเชน บุคคลที่ชาววังวนเคารพนับถือมากที่สุด โดยมีความเชื่อว่า หากเรือแล่นผ่านศาลทวดทูเชนจะต้องเคารพสักการะด้วยการตีกลองร้องเป่าให้เกิดเสียงดัง ถ้าเป็นเรือมโนราห์ผ่านจะต้องทำการแสดงและจัดให้มีการร้องเพลงตีกลอง

ก่อนฤดูออกทะเลก็จะต้องมาสักการะเพื่อให้ทวดทูเชนคุ้มครอง และทางด้านหลังศาลมีต้นประดู่ต้นใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา อายุมากกว่า 50 ปี มีกิ่งก้านระโยงระยางคล้ายเกลียวคลื่นกลายเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ชาวบ้าน

อีกเกาะชื่อ เกาะเหลาตำ มีพื้นที่ขนาด 800 ไร่ ด้านนอกล้อมรอบด้วยป่าชายเลน 750 ไร่ ลึกเข้าไปชั้นที่สองเป็นหาดทราย ชั้นที่สามเป็นป่าชายเลนและหาดทราย และชั้นที่สี่เป็นป่าบก 50 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นต้นกำชำหรือต้นมะหวดที่ขึ้นตามธรรมชาติ ผสมกับต้นสนที่ชาวบ้านปลูกไว้

นักท่องเที่ยวสามารถกางเต็นท์ได้ รวมทั้งยังเป็นจุดส่องนกเหยี่ยวแดง นกรุ้ง นกฉิ่ง นกขมิ้น นกแซงแซว และยังเป็นเขตอนุรักษ์ปูดำ มีเรื่องเล่าในพื้นที่ว่า เกาะเหลาตำเป็นเกาะฝังศพคนเรือ ดูได้จากพื้นที่ที่มีเสากระโดงเรือปักอยู่ตามพื้นดิน จึงสันนิษฐานว่าเป็นหลุมฝังศพที่ระลึกถึงคนตาย

เมืองตรังค้นพบสันหลังมังกร 6 แห่ง เรียกว่ามีมังกร 6 ตัว ซึ่งในบ้านแหลมก็ไม่น้อยหน้ามี สันหลังลูกมังกร ลักษณะเป็นสันดอนหาดทรายที่ปรากฏตัวขึ้นยามน้ำลง สามารถลงเดินได้ตลอดแนว แต่ที่ไม่ต้องรอน้ำลดก็ไปเดินย่ำทรายคือ เกาะหอไหร หรือ เกาะหอไร้ เป็นเกาะกลางทะเล ลักษณะเป็นหาดทรายมีต้นโกงกางอยู่ประปราย ชาวบ้านใช้เป็นแหล่งเก็บหอยตลับ ภาษาถิ่นเรียกว่า หอยปะ ซึ่งเป็นหอยที่มีมากในเขตลุ่มน้ำปะเหลียน

นอกจากหอยตลับ เกาะหอไหรยังเป็นถิ่นอาศัยของปูก้ามดาบจำนวนมหาศาล ตามพื้นทรายจะเห็นรูเล็กๆ หากมองจากระยะไกลจะเห็นก้ามใหญ่ๆ ของมันชูอวดอยู่เต็มหาด แต่ถ้าเดินเข้าใกล้พวกมันจะหายลงรูในพริบตา

ขณะเดียวกัน นักวิจัยยังใช้เกาะหอไหรเป็นจุดศูนย์กลางในการทำงานท่องเที่ยวแบบบูรณาการ 3 ชุมชน เพราะเป็นฐานทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด และมีการใช้พื้นที่ร่วมกันของชาวบ้าน

“เราพบว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากกว่าด้านศิลปวัฒนธรรม ทำให้เกาะหอไหรและสันหลังลูกมังกรเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในระดับดีของชุมชนบ้านแหลม โดยแต่ละแห่งจะมีศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยวในแต่ละวันที่แตกต่างกัน เช่น เกาะหอไหรรับนักท่องเที่ยวได้สูงสุด 100 คน/วัน หรือเกาะเหลาตำรองรับนักท่องเที่ยวได้วันละ 375 คน” ฟ้าพิไล กล่าว

บ้านหินคอกควายชุมชนสามวัฒนธรรม

จากบ้านแหลมสามารถนั่งเรือลำเดิมไปเที่ยวเชื่อมโยงได้ที่บ้านหินคอกควาย ชุมชนทำประมงและทำสวนยางพารา มีประชากรประมาณ 1,300 คน ประกอบด้วย 3 วัฒนธรรม คือ ไทย-พุทธ ไทย-มุสลิม และไทย-จีน จนถูกขนานนามว่า ชุมชนมนตราแห่งลุ่มน้ำปะเหลียน

ทางเข้าน่านน้ำของหมู่บ้านมีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอันเป็นที่มาของชื่อ บ้านหินคอกควาย คือ พบก้อนหินที่ล้อมเป็นวงกลมคล้ายกับคอกสัตว์ มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า ในอดีตชาวบ้านจะนำควายไปปล่อยไว้กลายเป็นชื่อบ้านหินคอกควาย

ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่ ศาลเจ้าพระร้อยแปดร้อยเก้า สร้างขึ้นโดยชาวจีนไหหลำ เป็นที่ตั้งขององค์ยี่ก๋งดั๋ว พระพุทธรูป และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมกลายเป็นศูนย์รวมใจของทุกคน

นอกจากนี้ ชาวบ้านยังมีแผนพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติบ้านหินคอกควาย ลักษณะเป็นทางเดินศึกษาพันธุ์ไม้ป่าชายเลนเลียบชายทะเล เป็นเส้นทางเดิมที่มีอยู่แล้วแต่รกร้างไป ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของบประมาณมาพัฒนาให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้บ้านหินคอกควายมีจุดเด่นด้านธรรมชาติ เสริมทัพกับเรื่องวัฒนธรรมที่มีอยู่แล้ว

บ้านทุ่งตาเซะ เล่นน้ำตกรสเค็ม

บ้านตาเซะเป็นชุมชนขนาดเล็กจำนวน 65 ครัวเรือน แต่อุดมไปด้วยป่าชายเลนมากถึง2,000 ไร่ มีแหล่งท่องเที่ยวไฮไลต์อยู่ที่ น้ำตกน้ำเค็ม น้ำตกกลางป่าชายเลนมีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ลักษณะเป็นน้ำเค็มจากคลองทุ่งค่ายไหลลงสู่แม่น้ำปะเหลียนและทะเลอันดามัน มีหน้าผาสูง 5 เมตร กว้าง 30 เมตร กลายเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สวยงาม

“ตอนนี้เราสามารถจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวแบบครึ่งวันและเต็มวัน โดยที่นักท่องเที่ยวจะได้เห็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวหลักๆ เช่น เกาะหอไหร น้ำตกน้ำเค็ม และหินคอกควาย รวมถึงกิจกรรมต่างๆ เช่น การเก็บหอย เยี่ยมชมกระชังเลี้ยงปลาและหอยของชุมชน และการไปรู้จักกับงานหัตถศิลป์และสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน

จากการได้ทดลองจัดกิจกรรมเหล่านี้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวตัวอย่าง พบว่า ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับสูง โดยสิ่งที่นักท่องเที่ยวคิดว่าเป็นจุดขายสำคัญ คือการชมและฝึกหัดทำศิลปหัตถกรรมการฉีกใบจากแบบปากกัดตีนถีบ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่างนักท่องเที่ยวกับชุมชน และเป็นการท่องเที่ยวที่หลากหลายและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม” ฟ้าพิไล เพิ่มเติม

บ้านนายอดทอง ลองทำติหมา

การชมและฝึกหัดทำศิลปหัตถกรรมที่กล่าวถึงอยู่ที่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานก้านจาก บ้านนายอดทอง ต.วังวน แหล่งผลิต “ติหมา” หรือภาชนะที่ทำจากก้านใบจากเหลือทิ้ง

จากโจทย์ปัญหาของชาวบ้านที่ไม่สามารถผลิตติหมาได้เพียงพอความต้องการของตลาด ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการผลิต ทำให้กลุ่มวิสาหกิจประสบปัญหา

“ติหมาเป็นภูมิปัญญาจักสานของคนภาคใต้ที่นำส่วนยอดของใบจากอ่อน ซึ่งเป็นส่วนเหลือทิ้งจากกระบวนการทำใบจากนำมาสานใช้แทนแก้วน้ำ กระบวยตักน้ำได้ ปัจจุบันมียอดการสั่งซื้อจำนวนมาก แต่ชาวบ้านไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทัน เนื่องจากใบจากที่นำมาเป็นวัตถุดิบนั้นต้องแห้งแล้วเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ ทางชุมชนใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมคือการตากแดด หากแดดอ่อนหรือต้องใช้เวลามากกว่า 1 วันจะเกิดปัญหาสีผิดเพี้ยนไป” ผศ.นพดล โพชกำเหนิด อาจารย์ประจำภาควิชาคณะศิลปศาสตร์ มทร. ศรีวิชัย กล่าว

จากโจทย์ดังกล่าว ผศ.นพดล ได้ทำโครงการวิจัยการพัฒนาตู้อบแสงอาทิตย์ จนสามารถสร้างตู้อบใบจากให้แห้งภายในเวลา 3 ชั่วโมง ทำให้ผลิตใบจากแห้งได้เฉลี่ย 2,000-3,000 ใบ/รอบ สามารถนำไปผลิตเป็นติหมาได้ครั้งละ 100-200 ใบ ทำให้เพิ่มกำลังการผลิตให้เพียงพอต่อตลาด และยังช่วยแก้ปัญหาการผลิตได้ดีในหน้าฝน

ส่วนนักท่องเที่ยวสามารถลองทำติหมาได้ด้วยตัวเองที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านนายอดทอง ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มสมาชิกกว่า 100 ครัวเรือน

การต่อยอดต้นทุนแหล่งท่องเที่ยวจาก 3 ชุมชน 3 ตำบลแห่งลุ่มน้ำปะเหลียน กำลังก้าวสู่ปีที่ 2 ซึ่งปี 2562 จะเน้นไปที่การสร้างความพร้อมของชุมชน โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เช่น องค์การบริหารส่วนตำบลทั้ง 3 แห่ง กรมเจ้าท่า ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ได้มาตรฐานมากขึ้น

การท่องเที่ยวในชุมชนลุ่มน้ำปะเหลียนเพิ่งเปิดเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ปัจจุบันพร้อมรับนักท่องเที่ยวแบบกลุ่มตั้งแต่ 12 คนขึ้นไป สามารถติดต่อได้ที่ มล ณะสม ชาวบ้านแหลม โทร. 08-7284-8429

สิงห์ฟู้ดเฟสต์ 3 สุขครบรสกับ 44 ร้านอาหารชื่อดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/572463

  • วันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

สิงห์ฟู้ดเฟสต์ 3 สุขครบรสกับ 44 ร้านอาหารชื่อดัง

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

สิงห์ จัดงาน สิงห์ฟู้ดเฟสต์ 3 (Singha Food Fest 3) เทศ

กาลความอร่อยแห่งปี เฟสติวัลแนวใหม่ใจกลางเมือง สัมผัสประสบการณ์แห่งความสุขอย่างครบรส กับร้านอาหารยอดฮิตทั่วกรุงเทพฯ

หลังจากประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากกับ สิงห์ฟู้ดเฟสต์ ครั้งที่ผ่านมา ครั้งนี้กลับมาอีกครั้งภายใต้คอนเซ็ปต์ “สิงห์นักชิม” ที่ให้คุณชิมได้ครบร้าน สุขได้ครบรสกับ 44 ร้านอาหารดัง ด้วยเมนูเด็ดที่เหล่านักชิมล้วนตามหา กับร้านอาหารสุดฮอตที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี

พลาดไม่ได้กับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังแนวหน้าของเมืองไทยอย่าง เก็ตสึโนว่า, แสตมป์, มายด์, เบล สุพล, พอส และเพลย์กราวด์ พร้อมเหล่าดีเจจาก Kolour ร่วมสร้างสีสันความสนุกสุดมันส์ ที่ลานจอดรถหน้าโรงแรมเรเนซองส์ ราชประสงค์ (สถานีรถไฟฟ้าชิดลม) ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย.-2 ธ.ค.ศกนี้ เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป

ภายในงานจะได้อร่อยฟินกับ 4 โซน ร้านอาหาร 4 สไตล์ เริ่มต้นด้วยโซนแรกกับ Popular Dish อาทิ ครัววราภรณ์, ปูดองอันยอง, กู่ หลง เปา, กริล 63 ดีกรี, ซี บาห์ บาร์, โซทาสะ แซลมอน เดลิเวอรี, สปาเกตตี เฮาส์ 789, ครัวนภัส, โอ้ มาย แคลม, ชิคกะ ชีส, เจเจ กริล และซอสามสาย

มาต่อที่โซน Photogenic Dish เติมความสุขกับเมนูถ่ายรูปสวยลงโซเชียลเน็ตเวิร์กแบบมั่นใจเตะตาเหล่านักชิม อย่างร้านไทนีบอล ไอศกรีม, ฮอตโตะ บัน, จี. เจ. ลีคเกอร์, เฟรนด์ ชีส, บลูมมิง แกลเลอรี, แฮปปี้ ชีส โทสต์, ไอติมา เจลาโต และคัทโคโน โคโค่นัท

ต่อด้วยโซนที่สามอย่าง Bucketlist Dish หลากหลายร้านอาหารสุดอร่อย ที่ต้องชิมสักครั้งในชีวิต อาทิ หมูกรอบอากง, บาร์บีคิว ไทยเฮิร์บ, บล็อก 26th เบบี้ ออคโทปุส ทาโกะยากิ, คินซ่า เกี๊ยวซ่า, ชูการ์ เทล, ปูไข่เยิ้ม บาย มิค, มิสเตอร์ออมเล็ต, อีทมี ชีส, เขียวไข่กา, แมนี่ ซีดส์กราโนลา, อ้วนนะ หมูกรอบชาชู, นานา หอยครก, อังเคิล บอส ซอสเซจ

 

ปิดท้ายด้วยโซนร้านค้าชั้นนำในเครือบุญรอดบริวเวอรี่ อาทิ ฟาร์ม ดีไซน์, ชิมทิม, อาหาร, เมดบายต๊อด และ เอสต์. 33

บอกได้คำเดียวว่างานนี้ฟู้ดเลิฟเวอร์อิ่มฟินครบทุกรสแน่นอน

นอกจากเพลิดเพลินไปกับอาหารแล้ว พลาดไม่ได้กับกิจกรรมและไฮไลต์ของงาน อาทิ การพบกันของสองเชฟชื่อดังอย่าง เชฟอาร์ต-ศุภมงคล ศุภพิพัฒน์ Chef Tableคนแรกของประเทศไทย และ เชฟตาม-ชุดารี เทพาคํา Top Chef Thailand คนแรกของประเทศไทย ที่จะมาครีเอทเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟ โชว์ฝีมือการปรุงอาหารจานพิเศษ (วันที่ 30 พ.ย.นี้) พร้อมโซนเกมต่างๆ ที่รวมกิจกรรมสุดมันส์ ให้ร่วมเล่นและลุ้นไปกับรางวัลสุดพิเศษ และคอดนตรี ก็ได้ชิลเอาต์ใจกลางเมือง ท่ามกลางเสียงเพลงและอาหารแสนอร่อย

รายละเอียดเพิ่มเติม Facebook.com/SinghaLife 

อเล็ก กอร์ดอน โลม่าส์ ประสบการณ์ที่ดีมาจากการเรียนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/572470

  • วันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

อเล็ก กอร์ดอน โลม่าส์ ประสบการณ์ที่ดีมาจากการเรียนรู้

เรื่อง ภาดนุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ได้พบกับ อเล็ก กอร์ดอน โลม่าส์ เอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ ประจำโรงเรียนศิลปะการอาหารและผู้ประกอบการคูลิเนอร์ (Culineur, School of Culinary Arts and Entrepreneurship) รวมทั้งเป็นเชฟประจำร้านเฟลเวอร์ส (Flavours) และร้านการ์นิช (Garnish) ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการทำอาหารมากว่า 20 ปี เราจึงถือโอกาสชวนเขามาพูดคุยถึงเส้นทางอาชีพเชฟให้ฟัง

“ผมเกิดและเติบโตที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ จากนั้นก็ย้ายไปอยู่ที่เมืองแวนคูเวอร์ แคนาดา เมื่อเรียนจบไฮสกูล ผมก็ตัดสินใจเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนทำอาหาร ซึ่งโรงเรียนนี้จะเน้นสอนทำเมนูเกี่ยวกับอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิมเป็นหลัก พอเรียนจบผมก็เริ่มต้นอาชีพเชฟด้วยการฝึกงานในร้านอาหารที่ชื่อ Joe Fortes ที่เมืองแวนคูเวอร์ก่อนเลย จากนั้นก็มีโอกาสได้ทำหน้าที่เชฟจริงๆ ในร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งที่ชื่อ La Terraza ซึ่งเป็นร้านอาหารที่มีชื่อเสียงและได้รับรางวัลมาก่อน ผมจึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำอาหารที่ร้านนี้อยู่ 2 ปีเต็ม

ต่อมาผมก็ย้ายกลับไปอยู่บ้านเกิดที่รัฐแคลิฟอร์เนีย และได้งานในตำแหน่ง เอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ ที่แผนกจัดเลี้ยงของโรงแรมแห่งหนึ่ง โดยทำงานอยู่ที่นี่ยาวนานถึง 5 ปีเลยละ ในช่วงที่ผมมีโอกาสลาพักร้อน 2 สัปดาห์ ผมได้บินมาเที่ยวเมืองไทยกับน้องชาย โดยเที่ยวทั้งในกรุงเทพฯ หัวหิน และภูเก็ต ซึ่งทุกโรงแรมที่ผมได้ไปพัก ผมมักจะคุยกับเชฟในสถานที่นั้นๆ โดยถามเขาว่า การทำงานเป็นเชฟในเมืองไทยเป็นอย่างไรบ้าง เนื่องจากผมรู้สึกชอบเมืองไทย และมีความคิดว่าอยากจะมาเป็นเชฟที่เมืองไทยด้วย แล้วที่แคลิฟอร์เนียที่ผมอยู่นั้น ผมจะมีเพื่อนชาวเอเชียเยอะมาก จึงมีโอกาสได้ลองชิมอาหารเวียดนาม และจีน เป็นต้น เลยทำให้ผมสนใจเมืองไทยขึ้นมา”

เชฟอเล็กเล่าว่า หลังจากมาเที่ยวเมืองไทยแล้ว อีก 1 ปีต่อมาเขาก็ตัดสินใจมาทำงานเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ ที่โรงแรม เซ็นทารา กะตะ รีสอร์ท และโรงแรม เซ็นทารา กะรน รีสอร์ท ซึ่งอยู่ที่ภูเก็ต โดยทำงานอยู่ที่โรงแรมทั้งสองแห่งนี้รวม 2 ปี จากนั้นจึงไปเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมที่เปิดตัวโรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่งในอินเดียเป็นระยะเวลา 3 เดือน เขาก็ตัดสินใจลาออกและบินกลับมาทำงานที่ภูเก็ตอีกครั้ง

“เมื่อกลับมาภูเก็ต ผมก็ยังคงเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ โดยทำงานในเครือโรงแรม Relais & Chateaux ซึ่งรวบรวมร้านอาหารหรูและโรงแรมชื่อดังเอาไว้ เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าส่วนใหญ่ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่เป็นสมาชิก เมื่อทำงานที่นี่ ผมมีโอกาสได้ทำเมนูอาหารให้กับสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และเมนูสำหรับเรือสำราญด้วย เรียกว่าเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่ายๆ ผมจึงทำงานที่นี่เพลินๆ จนถึง 3 ปีครึ่ง

ต่อมาผมรู้สึกว่าอยากลองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ดูบ้าง ผมจึงไปเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ ที่ Panacea Retreat Koh Samui ซึ่งเป็นรีสอร์ทสุดหรูอยู่อีก 2 ปีครึ่ง ก่อนจะมาเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ ที่ห้องอาหารเฟลเวอร์สและห้องอาหารการ์นิช รวมทั้งเป็นครูสอนทำอาหารที่โรงเรียนศิลปะการอาหารและผู้ประกอบการคูลิเนอร์อย่างในปัจจุบันนี้”

เชฟอเล็กบอกว่า ถ้าพูดถึงหน้าที่ในฐานะเอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ ของสองห้องอาหารและหนึ่งโรงเรียนสอนทำอาหาร หน้าที่หลักของเขาก็คือ ดูแลคอนเซ็ปต์และสูตรอาหารทุกเมนูของทั้งสองร้านควบคู่กับการสอนทำอาหารไปด้วย ซึ่งตอนนี้ร้านเฟลเวอร์สได้เปิดเป็นร้านอาหารในช่วงพักกลางวันก่อน แต่ในอนาคตก็จะเปิดขายอาหารในช่วงเย็นด้วย ส่วนร้านการ์นิชซึ่งเป็นร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งนั้นจะเปิดให้บริการในปี 2562

“สำหรับหน้าที่ในการเป็นครูสอนทำอาหารของผมก็คือ ผมจะสอนผู้ที่มาเรียนโดยเริ่มตั้งแต่เบสิกอย่างการใช้มีดหั่นวัตถุดิบให้ถูกประเภทก่อน จากนั้นจะค่อยๆ ไล่ไปสู่การทำอาหาร โดยผมมักจะสอนนักเรียนตรงบริเวณครัวเปิดของร้านเฟลเวอร์สเป็นหลัก นอกจากนี้ผมยังสอนวิธีบริหารจัดการร้านไปพร้อมกันด้วย ผู้ที่มาเรียนส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนที่เรียนจบ ม.6 หรือผู้ที่ต้องการจะเปิดร้านอาหารของตัวเอง ซึ่งที่นี่จะมีทั้งหลักสูตรระยะสั้น และหลักสูตรระยะยาว 2 ปี เมื่อนักเรียนเรียนจบคอร์สไปพร้อมได้รับประกาศนียบัตร นอกเหนือจากความรู้ทางด้านการทำอาหารที่เราสอนให้แล้ว พวกเขาก็จะได้รู้วิธีดำเนินธุรกิจหรือการจัดการร้านอาหารของตัวเองไปด้วย

หน้าที่สำคัญอีกอย่างของผมก็คือ การคิดเมนูใหม่ๆ ที่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่เคยเห็นหรือไม่คุ้นเคยมาก่อน ยกตัวอย่าง เมนู ‘A Chopped Salad’ ที่ผมทำให้ชิมครั้งนี้ จะเป็นเมนูที่มีคอนเซ็ปต์แปลกใหม่ และเป็นอาหารอินเตอร์ฯ ที่เรียกว่า เวสต์ โคสต์ คิวซีน ซึ่งเป็นเมนูที่ผสมผสานอาหารหลายๆ สัญชาติ เช่น สเปน อิตาเลียน และฝรั่งเศส เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว หรือจะเรียกอีกอย่างว่าเป็นเมนูฟิวชั่นก็ได้ ซึ่งเมนูเหล่านี้เป็นอาหารที่คนหลายเชื้อชาติรับประทานได้ หลักๆ แล้วค่อนข้างจะเป็นเมนูที่ดีต่อสุขภาพ เพราะอย่างที่รู้กันดีว่า คนในแถบเวสต์ โคสต์ ส่วนใหญ่จะรักการออกกำลังกายและรักสุขภาพนั่นเอง”

เชฟอเล็กเสริมว่า แม้เขาจะเน้นการเรียนด้านเมนูฝรั่งเศสแบบดั้งเดิมมา แต่เมนูที่เขาชอบและถนัดมากที่สุดก็คือเมนูฟิวชั่นนี่แหละ เพราะเป็นเมนูที่ไม่ต้องทำตามสูตรเป๊ะๆ เหมือนที่เคยทำกันมา จึงถือเป็นเรื่องที่สนุกและท้าทายที่ได้ครีเอทเมนูใหม่ๆ ออกมาซะมากกว่า

“ผมคาดหวังว่าเมนูที่ผมครีเอทเหล่านี้ น่าจะกลายเป็นเทรนด์อาหารแนวสุขภาพที่ได้รับความสนใจของผู้คนในอีก 3-5 ปีข้างหน้าได้ไม่ยาก เนื่องจากคนในยุคนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารสุขภาพกันมากขึ้น ผมจึงนำเมนูฟิวชั่นที่มีแนวโน้มเป็นเมนูสุขภาพมาสอนนักเรียนที่โรงเรียนสอนทำอาหารแห่งนี้ด้วย พร้อมทั้งยังได้นำมาเป็นส่วนหนึ่งของเมนูในร้านเฟลเวอร์ส ด้วยเช่นกัน ซึ่งวัตถุดิบส่วนใหญ่คนไทยอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยนัก เช่น แบล็กเคล แรดิชิโอ และผักอื่นๆ

อีกอย่างเมนูอาหารที่ร้านเฟลเวอร์ส จะเกี่ยวเนื่องกับการฝึกทำอาหารของนักเรียนด้วย อย่างเมนู A Chopped Salad ที่บอกไปนั้น ก็จะเป็นเมนูที่ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้วิธีการใช้มีดหั่นผักแต่ละชนิดหรือวัตถุดิบต่างๆ ได้ถูกวิธีมากยิ่งขึ้น ว่าผักชนิดนั้นๆ ควรจะหั่นอย่างไร เป็นต้น ฉะนั้นถ้าใครอยากชิมเมนูเหล่านี้ ก็สามารถแวะมารับประทานมื้อกลางวันที่เฟลเวอร์สได้เลย” (ยิ้ม)

เชฟอเล็กทิ้งท้ายว่า เป้าหมายในอนาคตอันใกล้ เขาตั้งใจไว้ว่าอยากจะทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ และทำให้โรงเรียนสอนทำอาหารแห่งนี้ รวมทั้งร้านอาหารทั้งสองแห่งที่เขารับผิดชอบนี้ กลายเป็นที่รู้จักของผู้คน มีชื่อเสียง และประสบความสำเร็จให้ได้ซะก่อน ส่วนเป้าหมายในระยะยาว เขาฝันไว้ว่าอยากจะมีร้านอาหารของตัวเองสักร้าน ซึ่งอาจจะเปิดที่เมืองไทยนี่แหละ นอกจากนี้เขาอาจจะรับดูแลโปรเจกต์เกี่ยวกับการทำอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาชอบต่อไปเรื่อยๆ อีกด้วย 

ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าราโด้ความอร่อยคู่เมืองหาดใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/572468

  • วันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าราโด้ความอร่อยคู่เมืองหาดใหญ่

เรื่อง/ภาพ อัสวิน ภักฆวรรณ

ร้านก๋วยเตี๋ยวราดหน้าราโด้ ตั้งอยู่บนถนนเสน่หานุสรณ์ ย่านการท่องเที่ยวกลางเมืองหาดใหญ่ จ.สงขลา ถือเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวราดหน้าเจ้าเก่าแก่ ไม่เพียงแต่มีชื่อเสียงอยู่คู่เมืองหาดใหญ่มายาวนานกว่า 40 ปี ยังเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในกลุ่มนักท่องเที่ยวมาเลเซียและสิงคโปร์ หากมาเที่ยวหาดใหญ่ต้องมากินก๋วยเตี๋ยวราดหน้าราโด้ให้ได้สักครั้ง ไม่งั้นมาไม่ถึงหาดใหญ่

ในแต่ละวัน หน้าร้านก๋วยเตี๋ยวราดหน้าราโด้จะมีนักท่องเที่ยวนั่งรอคิวจองโต๊ะกันอย่างเนืองแน่น เพื่อสั่งก๋วยเตี๋ยวราดหน้า และผัดซีอิ๊วรับประทาน ซึ่งเป็นเมนูเด็ดประจำร้านและเป็นเมนูสุดฮิต ลูกค้ามานั่งแล้วต้องสั่งรับประทานทำให้ต้องผัดเป็นกระทะใหญ่ เพื่อให้ทันกับลูกค้าที่มานั่งรอกัน

บุญช่วย แซ่เซียง หรือ เฮียหัวล้าน เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวราดหน้าราโด้ กล่าวว่า เคล็ดลับของความอร่อยของก๋วยเตี๋ยวราดหน้าและผัดซีอิ๊วของทางร้านนั้น เป็นสูตรเฉพาะที่สืบทอดมาตั้งแต่รุ่นอาก๋งที่อพยพมาจากเมืองจีน แล้วมาปักหลักอยู่ที่ จ.ยะลา และสืบทอดมาถึงรุ่นพ่อ ซึ่งย้ายมาเปิดร้านอยู่ที่เมืองหาดใหญ่ และปัจจุบันสืบทอดกันมาเป็นรุ่นที่ 3

เมนูก๋วยเตี๋ยวราดหน้าและผัดซีอิ๊ว ทีเด็ดอยู่ที่เนื้อหมูซึ่งเป็นสูตรดั้งเดิมและเส้นใหญ่ที่มาตรฐาน รวมทั้งรสชาติที่อร่อย ที่สำคัญผัดราดหน้าและผัดซีอิ๊วต้องใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิงเท่านั้น เพราะได้ความร้อนที่พอดีไม่เหมือนกับเตาแก๊ส หากซื้อกลับบ้าน ก็จะใส่ใบตองเพื่อให้ถูกสุขลักษณะและปลอดภัย หากสั่งเมนูธรรมดา ขายจานละ 55 บาท พิเศษราคา 65 บาท เปิดบริการตั้งแต่เวลา 10.30-23.00 น. หยุดวันพุธวันเดียว

ปัจจุบันร้านก๋วยเตี๋ยวราดหน้าราโด้ ได้ขยายเป็น 5 สาขา ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ทั้งสาขาถนนเสน่หานุสรณ์ สาขาหน้าจุลดิส สาขาถนนไทยอาคาร สาขาถนนราชอุทิศ และสาขาทุ่งตำเสา 

ไปคาเฟ่ก็ต้องมีมารยาทนะ…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/572471

  • วันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

ไปคาเฟ่ก็ต้องมีมารยาทนะ...

เรื่อง คาเอรุ ภาพ เอเอฟพี

ตอนนี้ในหลายๆ ประเทศ บรรดาคาเฟ่เป็นสถานที่สุดโปรด เป็นที่แฮงเอาต์ ที่สิงสถิต ที่นัดหมาย เดทติ้งของคนหนุ่มสาว เว็บไซต์ฮัฟโพสต์ไปสอบถามความคิดเห็นของบาริสต้าทั่วโลก พวกเขามีอะไรที่อยากบอกบรรดาคาเฟ่ฮอปเปอร์ทั้งหลายด้วยล่ะ เรื่องมารยาทอันดีงามยามเข้าร้านกาแฟน่ะ…

1.คิดก่อนสั่ง

ก่อนจะเดินไปยังเคาน์เตอร์สั่งกาแฟ ให้ตัดสินใจให้เสร็จว่าวันนี้ต้องการดื่มอะไร ถ้ายังคิดไม่ออกก็ให้เขยิบไปข้างๆ ให้คนที่เขาคิดออกก่อนถึงจะมาทีหลังได้สั่งก่อน อย่าไปยืนอึ้ง ทึ่ง คิดไม่ออกหน้าเคาน์เตอร์

2.เตรียมเงินให้พร้อม

นอกจากเตรียมเมนูแล้วก็เตรียมเงิน หรือการ์ด หรือแอพจ่ายเงินให้พร้อมด้วยล่ะ

3.สั่งให้เคลียร์

เรื่องเยอะสั่งแยะ บาริสต้าไม่ว่า แต่ขอให้สั่งให้ชัดให้เคลียร์ เช่น ต้องการนมสคิมมิลค์ หวานน้อย ไม่เอาน้ำตาล ดับเบิ้ลช็อต ฯลฯ อะไรก็ว่าไป แล้วก็ขอให้พูดจาสุภาพกับพวกเขาด้วยนะจ๊ะ

4.มาหลายคน

คงต้องสั่งหลายแก้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่คนมาทีหลังซึ่งสั่งดริงก์เดียว อาจจะได้กาแฟครบก่อนคุณที่ออร์เดอร์หลายแก้ว บาริสต้าวอนอย่าด่ากัน นี่คือเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่บริการไม่ดีซะหน่อย

5.ชื่อบนแก้ว

หลายร้านนิยมขอชื่อลูกค้าเขียนไว้บนแก้ว เพื่อความสะดวกในการรับกาแฟที่สั่ง หากบาริสต้าสะกดผิดก็หยวนๆ ไปเถอะนะคะ โดยเฉพาะชื่อภาษาไทยสะกดย้าก-ยากอ่ะ ขนาดภาษาอังกฤษ คนชื่อชารอน พอบอกไป บาริสต้า 50% ฟังเป็น ซูซาน ยังมี คือคิดซะว่าสะกดผิดเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายหรอกนะ กาแฟในแก้วก็อร่อยเหมือนเดิมแหละ

6.มือถือ

เมื่อถึงคิวสั่งกาแฟ กรุณาหยุดใช้มือถือ หรือถ้ามีสายสำคัญโทรเข้ามา ก็ให้ปฏิบัติแบบ ข้อ 1 คือเขยิบไปข้างๆ ให้คนข้างหลังเขาสั่งก่อนเลยจ้า การสนทนาแบบตัวต่อตัวกับบาริสต้าถือเป็นมารยาทสากลของคนที่คุยกันแบบ วัน-ออน-วัน คือต้องใส่ใจกันและกัน ไม่ใช่หูหรือตาอยู่กับมือถือ ให้บาริสต้ารอบริการ ถือว่าไม่สุภาพเลยละ

7.รอคอย

อย่ายืนขวางทางชาวบ้านเหมือนมีฉันคนเดียวที่กำลังรอคอยกาแฟอยู่ ไปหาที่นั่งชิลๆ รอเรียกชื่อเมื่อกาแฟเสร็จ หรือยืนเผื่อที่ให้คนอื่นๆ เข้ามารับกาแฟของเขาได้ง่ายๆ เมื่อได้กาแฟแล้วก็ถือแบบระวังๆอย่าไปชนกับใครให้เขา (แปด) เปื้อนกาแฟเราเข้าล่ะ

8.แบ่งปันที่นั่ง

คาเฟ่บางแห่งก็ผู้คนล้นหลามเหลือเกิน อย่ารังเกียจที่จะแบ่งปันที่นั่งกับคนแปลกหน้า หากเขาไม่ได้จะเข้ามานั่งตักหรือขี่คอเรา (ซะหน่อย) แล้วถ้าจะต้องทำอะไรตัดหน้าใคร หรือให้เขาช่วยหยิบนู่นนี่ ก็อย่าลืมคำว่า ขอโทษ หรือขอบคุณด้วยนะจ๊ะ

9.ความสะอาด

ช่วยบาริสต้ารักษาความสะอาดของบริเวณร้านกาแฟด้วย ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาฝากๆ มาอย่างเช่นถ้าคุณทำกาแฟ น้ำตาล ครีม นม ฯลฯ หกลงบนโต๊ะหรือเคาน์เตอร์รับกาแฟ ก็หากระดาษมาช่วยเช็ดสักหน่อย เพื่อความสะอาด ดูดี แล้วก็จะได้ไม่เลอะเทอะคนที่เกิดใส่ชุดสีขาวมาด้วย

10.ดื่มให้หมด

กาแฟแต่ละแก้วสมัยนี้ไม่ใช่ราคาถูกๆ เพราะฉะนั้นจงดื่มให้เกลี้ยง แต่ถ้าอิ่มมากๆ ดื่มไม่หมด ก่อนจะทิ้งลงถัง ควรปิดฝาให้เรียบร้อย น้ำที่เหลือยู่จะได้ไม่หกเลอะเทอะ เพราะว่าในถังขยะอาจจะมีของคมๆ เช่น ไม้จิ้มต่างๆ ที่พร้อมจะแทงทะลุถุงขยะออกมา ถ้ามีน้ำมันก็จะรั่วลงพื้นเมื่อนำออกมาทิ้ง และอาจจะมีใครลื่นหัวแตก กระดูกหัก หรือใครที่สวมรองเท้าดีไซเนอร์สุดแพงอาจจะด่าพ่อล่อแม่เอาได้นา 

เย่า เรสเทอรองต์ ห้องอาหารจีนสุดโมเดิร์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/572460

  • วันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 16:00 น.

เย่า เรสเทอรองต์ ห้องอาหารจีนสุดโมเดิร์น

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

เปิดประสบการณ์ใหม่ของห้องอาหารจีนสไตล์โมเดิร์น ที่จะลบภาพห้องอาหารจีนแบบเดิมๆ ชวนให้นึกถึงบรรยากาศห้องอาหารเหลาที่ล้อมรอบไปด้วยโต๊ะกลม มองไปทางไหนก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเป็นจีนในทุกอณู ณ เย่า เรสเทอรองต (Yao Restaurant) ร้านอาหารจีนบนชั้นดาดฟ้าของตึกสูงแห่งแรกในกรุงเทพฯ ซึ่งให้บริการทั้งอาหารอาหารกวางตุ้ง และเซี่ยงไฮ้แบบดั้งเดิม รวมถึงเมนูใหม่ๆ ที่จะสร้างความทรงจำอันน่าประทับใจไม่รู้ลืมให้แก่ผู้มาเยือนตั้งแต่ครั้งแรก

เย่า เรสเทอรองต์ ต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยบรรยากาศการตกแต่งร้านในสไตล์โมเดิร์น แปลกตาจากร้านอาหารจีนทั่วๆ ไปจนถ้าไม่เฉลยแทบดูไม่ออก เพราะสอดแทรกกลิ่นอายความคลาสสิกของมหานครเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์หลักของร้านไว้ได้อย่างกลมกล่อม ผสมผสานความเก่าแก่วินเทจสไตล์จีนและความหรูหราทันสมัยของมหานครไว้อย่างลุ่มลึก ภายในตัวร้านแบ่งเป็น 2 โซนได้แก่ โซนร้านอาหารจีนบนชั้น 32 และรูฟท็อปบาร์บนชั้นดาดฟ้าของตัวตึก มอบความเป็นส่วนตัวด้วยโซนห้องวีไอพีสำหรับรับรองแขก 6-20 คน ซึ่งสามารถเปิดรับวิวและแสงธรรมชาติของย่านเจริญกรุงได้อย่างเต็มที่

ซิกเนเจอร์เมนูของที่นี่ คือ อาหารกวางตุ้งและเซี่ยงไฮ้แบบดั้งเดิม ทุกเมนูรังสรรค์รสชาติ โดย บรูซ ฮุย เฮดเชฟเชื้อสายจีนแท้ๆ ซึ่งได้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เมนูอาหารจากวัฒนธรรมอาหารพื้นบ้านของเซี่ยงไฮ้ โดยนำมาประยุกต์ให้ทันสมัยผ่านการนำเสนอที่ดูดีมีสไตล์มากขึ้น เรียกน้ำย่อยด้วยออร์เดิร์ฟ 9 อย่างสไตล์เซี่ยงไฮ้ที่หน้าตาโดดเด่นจนใครเห็นต้องถ่ายรูปไว้แชร์ลงโซเชียล ภายในออร์เดิร์ฟมีทั้งหมูกรอบ ไก่แช่เหล้า ยำแมงกะพรุน มะเขือเทศดองในน้ำกระเจี๊ยบ ฯลฯ

เรียกน้ำย่อยแล้ว อย่าพลาดสารพัดเมนูติ่มซำรสเลิศที่มีเมนูพิเศษจากเซี่ยงไฮ้ซึ่งหากินไม่ได้ง่ายๆ ในเมืองไทยอย่างซาลาเปาทอดไส้หมูสไตล์เซี่ยงไฮ้เป็นตัวชูโรง ตามติดด้วยฟองเต้าหู้ทอดไส้กุ้งที่เพิ่มความพิเศษด้วยการเติมอโวคาโดเข้าไป ตลอดจนฮะเก๋าฟัวกราส์ เพิ่มความพิเศษให้ฮะเก๋ากุ้งด้วยการใช้แป้งที่ผสมชาร์โคล เสิร์ฟพร้อมฟัวกราส์ เป็นต้น

จากติ่มซำมาลองเมนูจานเดียว อย่างผัดถั่วแขกเต้าหู้ทอด เมนูที่ดูเหมือนจะธรรมดาแต่รสชาติไม่ธรรมดา ส่วนเมนูที่พลาดไม่ได้ คือ เมนูเส้นสดดึงมือราดซอสหมูแบบเผ็ด ทีเด็ดนอกจากรสชาติซอสที่เข้มข้น ยังอยู่ที่เส้นสดซึ่งเชฟจะตีและดึงเส้นสดทุกชาม อร่อยเหมือนบินไปกินที่เซี่ยงไฮ้ จากเมนูเส้นมาลองเมนูซุป แนะนำ ซุปเต้าหู้ดอกเหมยเสิร์ฟพร้อมเห็ดโมเรล รสชาติกลมกล่อมจนแทบไม่เชื่อว่าน้ำซุปไม่ได้ต้มจากกระดูกหมูหรือไก่ ต้องเป็นน้ำสต๊อกผักที่เคี่ยวถึง 3 วันจนได้ที่

ปิดท้ายด้วยอีกหนึ่งไฮไลต์ที่คนรักอาหารจีนพลาดไม่ได้นั่นคือ เมนูเป็ดปักกิ่ง ซึ่งทางร้านย่างโดยใช้ไม้ลิ้นจี่ ทำให้รสชาติดีแถมมีกลิ่นหอม สามารถเลือกได้ว่าจะเสิร์ฟคู่กับแป้งแพนเค้ก แตงกวา ต้นหอม เมลอน ซอสฮอยซิน แยมลิ้นจี่อัญชัน หรือแยมน้ำผึ้งโครงการหลวง แต่ที่เก๋และสะท้อนถึงความเดิร์น คือ การเสิร์ฟแป้งในเข่งที่ช่วยเก็บความร้อน ทำให้แป้งไม่แข็ง ส่วนเนื้อเป็ดที่เหลือลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะนำไปทำเป็นเมี่ยงเป็ดเสิร์ฟพร้อมผักสลัด ผัดพริกไทยดำ หรือ ซุปเป็ดบ๊วยดองใส่ขิง

ความสนุกและประทับใจในมื้อพิเศษยังไม่หมดเท่านี้ เพื่อให้ได้กลิ่นอายความเป็นจีน ทางร้านยังมีกิมมิกสนุกๆ ให้ผู้มาเยือนได้เพลิดเพลินกับการดื่มชา เพราะนอกจากทางร้านจะมีเมนูชามากมายตั้งแต่กลิ่นและรสที่คุ้นเคยไปจนถึงชาหายากชวนให้ลิ้มลอง ยังมีบริการ “Des-Tea-Ny” หรือ เสี่ยงเซียมซีจับรางวัลเพื่อทดลองชิมชาที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งอาจพาให้คุณอาจได้พบชารสชาติใหม่ในดวงใจเพิ่มขึ้นมาอีกก็เป็นได้

เย่า เรสเทอรองต์ ชั้น 32 โรงแรมแบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.30-14.30 น. และ 18.00-22.30 น. โทร. 02-088-5666

สดใสรับลมหนาว อะเพโรล สปริตซ์ ป๊อป-อัพ บาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/572458

  • วันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 16:00 น.

สดใสรับลมหนาว อะเพโรล สปริตซ์ ป๊อป-อัพ บาร์

เรื่อง : คีตะ pk_st@yahoo.com ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

เมื่อก้าวเข้าสู่พื้นที่ของโรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพฯ เราก็เห็นกลุ่มก้อนสีส้มสดใสโดดเด่นอยู่ด้านหน้า นั่นหมายความว่าเรามาถึง “อะเพโรล สปริตซ์ ป๊อป-อัพ บาร์” (Aperol Spritz Pop-Up Bar) แล้ว

เพื่อต้อนรับสายลมหนาวทางโรงแรมร่วมกับอิตาเลเซีย เทรดดิ้ง และคัมพารี กรุ๊ป ได้จัดสิ่งสุดพิเศษนี้ขึ้น เพื่อนำเสนอเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อยสีส้มสัญชาติอิตาเลียนและอาหารสุดอร่อย เป็นอีกหนึ่งพื้นที่แฮงเอาต์เก๋ไก๋บนถนนสุรวงศ์ ตั้งแต่วันนี้ยาวไปถึงเดือน เม.ย.ปีหน้า

ตรงนี้ทำให้รู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่ ณ บีชบาร์สักแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งทุกคนมานั่งรับลมเย็นๆ จิบเครื่องดื่มเบาๆ แกล้มอาหารแบบสตรีทฟู้ด เป็นฟิงเกอร์ฟู้ดสไตล์อิตาเลียน พร้อมพูดคุยสนุกสนาน รายล้อมด้วยสีส้มสดใส รถตู้ซึ่งเป็นบาร์เครื่องดื่มโดดเด่น โต๊ะเก้าอี้สีขาว และร่มชายหาด

เครื่องดื่มที่เสิร์ฟมีอะเพอริทิฟ (Aperitif) คือ เครื่องดื่มเรียกน้ำย่อยซึ่งนิยมดื่มก่อนอาหารสัญชาติอิตาลีเป็นส่วนผสมสำคัญ ทั้งสองแก้วมีสีส้มสดใส หนึ่ง คือ อะเพโรล สปริตซ์ ผสมจากโปรเซคโกและอะเพโรลผสมโซดาเล็กน้อย ใส่น้ำแข็ง ประดับด้วยชิ้นส้ม เมื่อนานมาแล้วเครื่องดื่มค็อกเทลชนิดนี้เกิดขึ้นและนิยมแพร่หลายในอิตาลี มักดื่มก่อนอาหารกลางวันหรืออาหารเย็น ก่อนจะเผยแพร่ไปสู่ยุโรป ได้รับความนิยมมาจนถึงแถบเอเชียแปซิฟิก สำหรับเมืองไทยยังเหมาะสำหรับเป็นเครื่องดื่มขณะรับประทานอาหารด้วย

อีกหนึ่งตัวเป็น อะเพโรล สปริตซ์ ป๊อปซิเคิล มี “กิมมิก” ที่น่าสนใจด้วยการนำเครื่องดื่มไปทำเป็นไอศกรีม ก่อนนำมาเป็นส่วนหนึ่งของแก้ว ไอศกรีมนั้นมีอะเพโรล น้ำส้มคั้น และเซเว่นอัพเป็นส่วนผสม ในแก้วยังมีอะเพโรลผสมกับโปรเซคโก เวลาดื่มจะกัดไอศกรีมแล้วตามด้วยน้ำ หรือจะคนๆ แท่งไอศกรีมให้ละลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของเหลวในแก้วแล้วยกดื่มก็ได้

อาหารที่พร้อมเสิร์ฟคู่เครื่องดื่มสร้างสรรค์โดย มาร์โค คัมมาราตา หัวหน้าเชฟชาวอิตาเลียนของโรงแรม เป็นอาหารรับประทานง่าย แต่พิถีพิถันในการปรุง วัตถุดิบ และส่วนผสมมีให้เลือกหลากหลายเมนู

อาหารแนะนำ เช่น สเต๊ก ฟรายส์ แอนด์ ดิป มันฝรั่งชิ้นโตเสิร์ฟกับดิป 3 อย่าง คือ ซอสมารีนาร่าแบบโฮมเมดที่มีมะเขือเทศเป็นส่วนผสมหลักมีรสสไปซ์นิดๆ สไปซี่มัสตาร์ด นี่ก็เป็นแบบโฮมเมดเช่นกัน อีกหนึ่งคือชีสดิป ตอร์ตีญ่า แป้งข้าวโพดกรุบกรอบสไตล์เม็กซิกันรับประทานกับกัวคาโมเล่และสไปซี่ซัลซา เป็นอะไรที่กินแล้วหยุดไม่อยู่จริงๆ ต้องขอเบิ้ลนะ เวเนเชียน ชิป ทำจากปลาค็อดเค็ม แป้งข้าวโพด ชีส ไข่ และเครื่องเทศสมุนไพร รับประทานกับซอสกาลิคมาโย และซอสออเรนจ์ พุดดิ้ง

คาลามารีหรือปลาหมึกทอดสไตล์อิตาเลียนใช้หมึกกล้วย ซึ่งนำไปแช่นมเพื่อดูดสารพิษก่อนชุบแป้ง เกล็ดขนมปัง ผสมพริกเม็กซิกันแล้วทอด เสิร์ฟกับซอสพิโรธ (อาราบเบียต้า) เผ็ดร้อนเล็กๆ เดวิล สปริงโรลล์ เป็นเปาะเปี๊ยะที่รสเด็ดทั้งมันและเผ็ด จากไส้กรอกโชริโซ่และชีส วิงส์ “สปริตส์” ปีกไก่ทอดมีบัลซามิก อะเพโรล สไปซี่มัสตาร์ด และสมุนไพรผสม ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเมนูจากครัวเย็นของทางโรงแรมสั่งมารับประทานได้

อะเพโรล สปริตซ์ ป๊อป-อัพ บาร์ ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 และพื้นที่เอาต์ดอร์ด้านหน้าโรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพฯ ถนนสุรวงศ์ โทร. 02-232-8888 หรือ Facebook.com/LeMeridienBangkok เปิดบริการทุกวัน ระหว่าง เวลา 17.00-24.00 น. ที่นี่น่าจะเป็นหมุดหมายที่หลายคนอยากจะไปส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่กัน 

นีลส์ ทาเวิร์น กึ่งทศวรรษเคียงคู่คนกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/572428

  • วันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

นีลส์ ทาเวิร์น กึ่งทศวรรษเคียงคู่คนกรุง

เรื่อง ภาดนุ ภาพ ณัฐพล โลวะกิจ

ถ้าพูดถึงร้านอาหารที่มีชื่อเสียงมาหลายสิบปีในย่านซอยร่วมฤดี อย่าง นีลส์ ทาเวิร์น เรสเทอรองต์ แอนด์ เบค ช็อป (Neil’s Tavern Restaurant & Bake Shoppe) เชื่อว่าคนกรุงเทพฯ ในทุกเจเนอเรชั่นต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะร้านแสนอบอุ่นแห่งนี้ถือเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์และสถานที่เฉลิมฉลองของคนทุกกลุ่ม

นีลส์ ทาเวิร์นฯ ก่อตั้งขึ้นในรูปแบบธุรกิจครอบครัวเมื่อปี 1969 ซึ่งเป็นปีที่ นีล อาร์มสตรอง นักบินอวกาศได้สร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ โดยเป็นมนุษย์คนแรกที่ได้เหยียบดวงจันทร์ ซึ่งในยุคนั้นร้านอาหารตะวันตกในรูปแบบอเมริกันสเต๊กเฮาส์ถือได้ว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่ในสังคมไทย

ร้านนี้เริ่มขึ้นเมื่อผู้ก่อตั้งซึ่งมีประสบการณ์เป็นเชฟในสเต๊กเฮาส์มาก่อน อยากจะสานต่อความตั้งใจของตัวเอง ช่วงแรกที่เปิดร้านก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งนักธุรกิจและนักการทูตต่างชาติที่พำนักอยู่ในเมืองไทย จนกระทั่งร้านได้ย้ายมาอยู่ที่ซอยร่วมฤดีในปี 1978 และในอีก 5 ต่อมาก็ได้มีการเปิดร้าน นีลส์ เบค ช็อป ที่เป็นส่วนขยายเพิ่มเติมจากร้านอาหารหลัก โดยมีเมนูเค้กซิกเนเจอร์ที่ครองใจคนรักเค้กอย่างเค้กเวียนนีสช็อกโกแลต

ปัจจุบัน นีลส์ ทาเวิร์นฯ ได้ดำเนินธุรกิจมาสู่รุ่นที่ 3 โดยการนำของ ตรีรัตน์ พิชณุษากร หัวหน้าเชฟผู้ไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาเทคนิค พร้อมทั้งปรับรูปแบบการทำอาหารให้เข้ากับยุคสมัยใหม่และมีความเป็นสากล

เมนูแนะนำของร้าน เช่น “สเต๊ก ริบอาย” เนื้อนำเข้าที่ได้มาตรฐานสากล แสนอร่อย ตามด้วย “สเต๊ก อะ ลา นีล” เนื้อเทนเดอร์ลอยน์ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับซอสไวน์แดงสุดคลาสสิก ต่อด้วย “เอสคาร์โก้ วิธ การ์ลิก โคลฟส์” หอยทากอบกระเทียมรสชาติเลิศ

มาที่ “กริลล์ แลมบ์ แร็กส์ วิธ แครนเบอร์รี่ ซอส” ซี่โครงแกะสูตรพรีเมียมชุ่มฉ่ำด้วยซอสแครนเบอร์รี่ เมนูต่อมาคือ “กริลล์ เฟรนช์ สโนว์ฟิช วิธ ทรัฟเฟิล ซอส” ปลาหิมะฝรั่งเศสย่างราดด้วยซอสทรัฟเฟิลหอมกรุ่น หรือจะเป็น “โฟร์ตี้ เดย์ ดราย เอจด์ ออสเตรเลียน วางุ โทมาฮอว์ค” เนื้อโทมาฮอว์ค ดราย เอจด์ 40 วันก็ขึ้นชื่อ

ปิดท้ายด้วยเมนูของหวานประจำร้าน อย่างเค้กเวียนนีสช็อกโกแลต ก็เป็นอันครบถ้วนกระบวนความอร่อย แล้วที่นี่ยังมีเครื่องดื่มนานาชนิดทั้งมีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์ไว้บริการด้วย

นีลส์ ทาเวิร์นฯ ได้รับการออกแบบตัวร้านที่คงไว้ซึ่งความคลาสสิก โดยรังสรรค์บรรยากาศให้เป็นเสมือนบ้านสไตล์คันทรีตะวันตก ให้ความรู้สึกอบอุ่นด้วยการตกแต่งด้วยไม้สีเข้ม ส่งผ่านความรู้สึกโออ่าและหรูหรา ภายในร้านรองรับลูกค้าได้มากกว่า 200 คน โดยสามารถให้บริการจัดเลี้ยงและจัดปาร์ตี้ในรูปแบบต่างๆ ที่บริเวณชั้น 2 ของร้าน จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มองหาบรรยากาศคลาสสิกสไตล์อเมริกันคันทรี พร้อมทั้งชอบชิมและแชร์เพื่อเรียกยอดไลค์ผ่านเฟชบุ๊กและอินสตาแกรมได้เป็นอย่างดี

นีลส์ ทาเวิร์นฯ อยู่ที่ซอยร่วมฤดี ถนนวิทยุ เปิดบริการช่วงกลางวัน เวลา 11.30-13.45 น. และช่วงเย็นเวลา 17.30-22.30 น. ของทุกวัน โดยทางร้านมีบริการจอดรถเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าด้วย โทร.02-256-6874 หรือ Facebook.com/neilstavern 

บัวลอย 7 สี น้องฟีนิกซ์ ได้กินแล้วจะติดใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/572425

  • วันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 11:00 น.

บัวลอย 7 สี น้องฟีนิกซ์ ได้กินแล้วจะติดใจ

เรื่อง แมงโก้หวาน

ก่อนที่จะถึงเทศกาลไหว้ขนมบัวลอย หรือเทศกาลตังโจ่ย ของชาวไทยเชื้อสายจีน ประจำปี 2561 ซึ่งถ้านับตามปฏิทินจีนปีนี้ตรงกับวันที่ 22 ธ.ค. ขออุ่นเครื่องด้วยการไปชิมบัวลอยอร่อยๆ คลายหนาวกันดีกว่า

ร้านที่แนะนำวันนี้บอกได้เลยว่าเป็นสุดยอดบัวลอยที่อร่อยขึ้นชื่อมากที่สุดในย่านพระประแดง จ.สมุทรปราการ ของเขาการันตีความอร่อยมาตั้งแต่รุ่นคุณยายมาถึงรุ่นคุณแม่ และสานต่อความอร่อยโดยรุ่นลูกในปัจจุบัน นั่นก็คือ บัวลอย 7 สี ร้านน้องฟีนิกซ์ หรือจะเรียก ร้านน้องฟีนิกซ์ บัวลอย 7 สีก็ได้ เจ้าของร้านคือ จอย-สลิลภร สุขุประการ และสามีร่วมกันสานต่อ

จุดเด่นของบัวลอยร้านนี้คือ รสชาติกับสีสันถือเป็นพลังดึงดูดลูกค้าอย่างดี โดยรสชาติจะออกกลมกล่อม สามรสครบครัน มีทั้งหวาน เค็ม และมันลงตัวพอดี ส่วนน้ำกะทิก็หอมหวานกลิ่นน้ำตาลมะพร้าว ไม่หวานแหลมแสบคอเหมือนน้ำตาลทรายที่ไม่มีกลิ่นหอม ฉะนั้นเรื่องรสชาติอร่อยชื่นใจหายห่วง

หันมาตัวบัวลอย 7 สี จากวัตถุดิบธรรมชาติ สีสันสวยงาม ไม่มีการใช้สีผสมอาหาร ประกอบด้วย สีขาว จากเผือก สีเหลือง จากฟักทอง สีเขียว จากใบเตย สีม่วง จากมันม่วง สีฟ้า จากอัญชัน และยังมีบัวลอยสีส้มและแดง จากน้ำเฮลซ์บลูบอย ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ โดยตัวบัวลอยของร้านจะนุ่มหนึบพอดี ไม่เหนียวจนเกินไป

เครื่องบัวลอยก็หลากหลาย มีทั้งเผือก มัน ข้าวโพด มะพร้าวอ่อน ฟักทอง และทับทิมกรอบ ซึ่งชนิดหลังนี้ถือเป็นความแปลกใหม่ในวงการบัวลอยก็ว่าได้ เพราะทับทิมกรอบมักนิยมกินแบบเย็นคือใส่น้ำแข็ง แต่ทางร้านก็เอามาใส่กับบัวลอยที่นิยมกินแบบร้อนๆ แต่มันก็เข้ากันได้และไปด้วยกันดี

“บัวลอยใส่ทับทิมกรอบกำลังอยู่ในช่วงโปรโมทค่ะ เพิ่งทำขายมาได้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ แต่ก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี หลายคนบอกว่าแปลกแต่มันเข้ากันดี ซึ่งนี่ก็คือส่วนหนึ่งที่เราพยายามทำอะไรให้แปลกใหม่เพื่อลูกค้าค่ะ ก็อยากเชิญชวนให้มาลองชิมดู ราคาไม่แพง บัวลอย 7 สี ทรงเครื่องธรรมดา 20 บาท บัวลอย 7 สี ไข่หวาน บัวลอย 7 สี ไข่เค็ม 25 บัวลอยไข่คู่ (ไข่หวานและไข่เค็ม) 35 บาท” สลิลภร กล่าวเชิญชวน

หากผ่านไปแถวสามแยกพระประแดง อย่าลืมไปลิ้มลอง ร้านตั้งอยู่ตรงสามแยกพระประแดง ติดธนาคารกรุงไทย เปิดขายเวลา 17.30-21.30 น. หยุดทุกวันอาทิตย์ มีบริการรับออกงานนอกสถานที่ด้วย โทร. 09-6826-1926, 08-0994-9936