ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/571913

  • วันที่ 25 พ.ย. 2561 เวลา 13:02 น.

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (3)

อรุณสวัสดิ์เช้าที่สดใสบนเกาะ Sasekoอันเงียบสงบ ถึงอยากจะนอนต่อขนาดไหนแต่ก็ไม่สามารถซุกตัวนอนต่อได้ เพราะแสงแดดยามเช้าที่สาดส่องเข้ามา ทำให้ห้องเล็กๆ กะทัดรัดสว่างจ้าไปทั่ว นี่คงเป็นวิธีทักทายของพระอาทิตย์ที่อยากปลุกเราให้ลุกขึ้นมาชมวิวในยามเช้าสินะ ห้องพักอาจจะดูคับแคบไปเสียหน่อย แต่ก็นอนหลับสบายดี แถมยังมีระเบียงที่สามารถชดเชยขนาดของห้องได้ พระอาทิตย์ค่อยๆ โผล่ เผยให้เห็นวิวที่อยู่เบื้องหน้าชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ผืนน้ำทะเลสีฟ้าคราม ถัดขึ้นมาเป็นบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ริมเกาะใหญ่ บรรยากาศตอนนี้กำลังดี ลมทะเลอ่อนๆ เคล้าเสียงนกร้องขานรับเช้าวันใหม่ เริ่มเห็นรถขับข้ามไปมาบนสะพานบ้าง ได้เวลาเตรียมพร้อมเริ่มวันที่สองของการเที่ยวโอกินาวาแล้ว คอนเซ็ปต์วันที่สองของเราก็สดใสไม่แพ้เช้าวันนี้นะ “เดินเล่นอุโมงค์ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ กินพิซซ่าร้านเด็ดวิวดี ตะลุยเกาะแห่งความรัก พระอาทิตย์ตก ณ แหลมมันซาโมะ” โดยเฉพาะการไปตะลุยเกาะแห่งความรัก อยากจะไปเที่ยวเป็นที่แรกเลย แต่เพื่อไม่ให้ย้อนไปย้อนมาก็เที่ยวตามลำดับดีกว่า

เราขับตรงดิ่งมาที่หมู่บ้านบิเสะ (Bise) เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะ ซึ่งห่างจากอะควาเรียมที่เราไปเมื่อวานไม่ไกลนัก และตั้งอยู่ใกล้กับ Emerald Beach หาดทรายสีขาวที่ตัดกับน้ำทะเลสีฟ้า เป็นชายหาดที่สวยแห่งหนึ่งในโอกินาวา หมู่บ้านบิเสะมีความโดดเด่นแตกต่างจากที่อื่น ตรงที่ภายในหมู่บ้านจะมีต้น Fukugi กว่า 2 หมื่นต้น บางต้นอายุมากกว่า 300 ปี เรียงรายตลอดเส้นทางเดินภายในหมู่บ้าน เสมือนเป็นอุโมงค์ต้นไม้ที่สามารถเดินเล่นพักผ่อนได้ มีเรื่องเล่าขานมาว่า แต่ก่อนนี้บนเกาะโอกินาวายังไม่มีต้นไม้ เทพเจ้าจึงได้สร้างต้นไม้ขึ้นมาเพื่อทำให้เกาะมีความเขียวชอุ่มสมบูรณ์ โดยประทานต้นไม้ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ตามลำดับ ต้น Fukugi เป็นต้นไม้ชนิดแรกที่เทพเจ้าสร้างขึ้น ให้มีลำต้นสูงและแข็งแรง มีใบใหญ่และหนาติดไฟยาก สามารถป้องกันภัยจากลมและไฟได้ จึงสร้างอยู่ใกล้กับบ้านเพื่อปกป้องคุ้มครองบ้านเรือนให้ปลอดภัย ที่หน้าหมู่บ้านมีที่จอดรถฟรี และสามารถสังเกตเห็นทางเข้าหมู่บ้านได้ไม่ยากนัก ทางเดินในอุโมงค์ต้นไม้จะมีป้ายบอกทิศทางอยู่ตลอด จุดแรกคือต้น Fukugi สามีภรรยา เนื่องจากเป็นต้น Fukugi 2 ต้นที่โตมาพร้อมกัน จึงถูกตั้งชื่อว่าเป็นต้นไม้คู่สามีภรรยานั่นเอง บริเวณใกล้ๆ มีร้านขายงานปั้นดินเผาตัว Shisa หลากรูปแบบหลายขนาด ตั้งโชว์โดยที่ไม่มีคนขาย แต่ถ้าเราอยากจะซื้อ เพียงแค่กดกริ่ง ก็จะมีคนมาคิดเงินให้ ก็นับว่าเป็นวิธีการขายที่ให้เกียรติผู้ซื้อมาก ประมาณว่าใครสนใจจริงๆ เรียกนะ ระหว่างนี้ก็จะไปทำอย่างอื่นต่อ ไม่ต้องเฝ้าร้านตลอดเวลา ว่าแต่ตัว Shisa คืออะไร ทำไมเราเห็นตัวที่มีลักษณะแบบนี้ทั่วทั้งเกาะโอกินาวา

Shisa หรือที่ชาวโอกินาวาเรียกว่าซีซ่า มีหน้าตาคล้ายกับสุนัขผสมกับสิงโต เชื่อกันว่าเป็นสัตว์ที่ทำหน้าที่ปกป้องมนุษย์จากสิ่งชั่วร้าย มีทั้งเพศเมียกับเพศผู้ ตัวผู้จะอ้าปากเพื่อขู่คำรามสิ่งชั่วร้ายให้ออกไป ส่วนตัวเมียจะหุบปากเพื่อเป็นการเก็บความสุขและสิ่งดีๆ ไว้ไม่ให้หายไปไหน ระหว่างที่เราเดินเล่นตามเส้นทาง แม้อากาศจะร้อนแต่ก็ได้ต้น Fuguki ที่เป็นเหมือนอุโมงค์ต้นไม้ บังแดดให้เราได้เกือบตลอดทาง แต่ก็ต้องระวังเรื่องแมลงและยุงด้วย โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อนแบบนี้ ที่นี่เราสามารถใกล้ชิดกับความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่นโอกินาวาได้ เพราะหมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่พักอาศัยจริงที่ชาวบ้านใช้ชีวิตกันตามปกติ ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ฉะนั้นในระหว่างเดินเล่นจึงห้ามส่งเสียงดังรบกวนชาวบ้าน นอกจากการเดินแล้ว เรายังสามารถเช่าจักรยานปั่นชมรอบๆ หมู่บ้านไปจนถึงชายหาดบิเสะได้ หรือที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นคือ นั่งเกวียนที่ใช้ควายลากทัวร์ชมรอบหมู่บ้านพร้อมกับฟังไกด์ผู้ช่ำชองบรรยายความเป็นมาต่างๆ ภายในหมู่บ้านมีร้านอาหารท้องถิ่นอยู่บ้าง หน้าทางเข้าหมู่บ้านก็มีคาเฟ่ที่น่าสนใจ แต่ไม่มีที่ไหนดึงดูดใจเราเท่ากับร้าน Pizza in the sky ร้านพิซซ่าร้านเด็ดวิวดี หลังจากเดินเล่นไปปัดยุงพอเป็นพิธี เราก็รีบขับรถออกจากหมู่บ้าน แล้วตรงดิ่งไปที่ร้านพิซซ่าที่อยู่ห่างไปราว 15-20 นาที อย่างรวดเร็ว เพราะใกล้เวลาจะเปิดแล้ว ได้ข่าวมาว่าร้านนี้คนรอคิวเยอะมาก ถ้าไปถึงก่อนก็จะได้ไม่ต้องคอยนาน

Pizza in the sky เป็นร้านพิซซ่าที่มีความเก๋และมีสไตล์ของตัวเองมาก เป็นร้านชื่อดังที่ไม่ควรพลาดถ้ามาโอกินาวาตอนเหนือ ร้านตั้งอยู่บนเขา มีวิวให้ถ่ายรูปสวยงาม จึงเป็นที่มาของชื่อร้าน ก่อนอื่นเราต้องขับรถขึ้นมาทางเล็กๆ และมีความชันพอสมควร ก่อนจะมาเจอกับร้านแห่งนี้ บริเวณหน้าร้านมีที่จอดรถมากมาย เรามาถึงก่อนร้านเปิด แต่พอมองเห็นรถที่จอดอยู่เท่านั้นแหละ เดาสถานการณ์ในร้านได้ว่าคนต้องแน่นแล้วแน่ๆ และก็เป็นอย่างที่คาด ถ้าเรามาช้ากว่านี้ไปอีกนิด ได้นั่งหิวรอกินรอบถัดไปแหงๆ เพราะถึงเราจะรีบมาแค่ไหน ก็ยังมีคนที่มาถึงก่อนเรา พอไปถึงหน้าร้านให้เขียนชื่อ จำนวนคน และเลือกโต๊ะว่าจะนั่งกินตรงไหน ในร้าน นอกร้าน หรือที่ไหนก็ได้ ด้วยความหิวจัดของเราทั้งสองคน จึงเลือกนั่งที่ไหนก็ได้ ขอแค่ให้ได้กิน พอเวลา 11.30 น. ร้านก็เปิดและทยอยเชิญลูกค้าตามคิว จนมาถึงคิวของเรา โชคดีที่ได้นั่งนอกร้าน สามารถทานไปด้วยดื่มด่ำกับวิวไปด้วย ตรงตามคอนเซ็ปต์ของเราเลย แต่วิวดีก็ต้องแลกกับความร้อนของแดดยามเที่ยง ทางร้านใจดีมีพัดท้องถิ่นให้บริการ คงอยากให้ลูกค้าได้พัดผ่อนคลายทั้งความร้อนและความหิว เมนูของร้านก็กิ๊บเก๋มีสไตล์ เป็นพัดที่เปิดออกมาจะเขียนเมนูต่างๆ มาที่นี่คุณไม่ต้องเลือกหน้าพิซซ่าให้เสียเวลา เพราะขายแค่พิซซ่าฮาวาเอี้ยนหน้าเดียวเท่านั้น เราสั่งพิซซ่า สลัด และน้ำผลไม้คนละแก้ว ระหว่างรอก็สังเกตเห็นว่าคนมาเข้าคิวรออยู่ตลอด ส่วนใหญ่เป็นคนเกาหลีและไต้หวัน เพราะอยู่ใกล้เลยเดินทางมาเที่ยวได้ง่าย รออาหารไม่นานมากนัก อาหารที่สั่งก็พร้อมทานอยู่ตรงหน้า ฮู้ว! พิซซ่าร้อนๆ สลัดจานโต กับน้ำผลไม้เย็นชื่นใจ ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว รสชาติของพิซซ่ากลางๆ ไม่เค็มไป ไม่อ่อนไป กลมกล่อมกำลังเหมาะ ทานกับซอสที่อยู่บนโต๊ะสักหน่อยเพิ่มรสจัดจ้านได้มากขึ้น มื้อกลางวันนี้เป็นอะไรที่คุ้มค่าแก่การรอคอย อิ่ม! ดี! ราคาไม่แพง ถ้ามาก่อนก็ไม่ต้องรอคิวนาน นับว่าเป็นร้านอาหารแนะนำว่าควรมาลองสักครั้ง แต่อย่ามาวันอังคารกับวันพุธนะ เพราะร้านปิด เมื่อท้องอิ่มแล้วถึงเวลาที่กองทัพจะต้องเดินทางต่อ ตั้งพิกัดแล้วไปตะลุยเกาะแห่งความรักกันเลย

ลอยกระทงคืนสุดท้าย ณ สุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/571877

  • วันที่ 25 พ.ย. 2561 เวลา 09:54 น.

ลอยกระทงคืนสุดท้าย ณ สุโขทัย

โดย/ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

โค้งสุดท้ายก่อนควันหลงวันลอยกระทงจะจางไป ราชธานีเก่าสุโขทัยได้ร่ำลาคืนสุดท้ายอย่างยิ่งใหญ่ ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

ปีนี้งานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ เน้นการอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมในรูปแบบงานขรึม ขลัง อลังการ แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของเมืองสุโขทัย และรวมกิจกรรมที่น่าสนใจไว้มากมาย อย่างไฮไลต์ที่ผ่านมากับกิจกรรมการแสดงแสงเสียง ตอน เล่าเรื่องเมืองสุโขทัย บริเวณวัดมหาธาตุ จัดขึ้นวันที่ 16-25 พ.ย. 2561 เป็นงานแสดงที่จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 42 มีนักแสดงกว่า 400 คน และนับเป็นงานที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของสุโขทัย เพราะทุกปีสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาเที่ยวงานและชมการแสดงแสงเสียงได้มากกว่าแสนคน

สำหรับปีนี้มีความพิเศษมากขึ้นจากการนำเทคนิคโปรเจกชั่นแมปปิ้ง (Projection Mapping) หรือการฉายภาพลงบนวัตถุมาใช้ประกอบการแสดงเป็นครั้งแรก โดยบริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) ได้ใช้เทคโนโลยีเลเซอร์โปรเจกเตอร์ที่มีความสว่างสูงอย่างน้อย 4 เครื่องมาสร้างภาพขนาดใหญ่ ซึ่งไม่มีรอยต่อ เนียนตา และทำให้ภาพมีมิติมากขึ้น เช่น ฉากความรุ่งเรืองของเมืองสุโขทัยด้วยการฉายภาพเส้นแสงสีส้มอร่ามทอง ฉากธรรมชาติของเมืองสุโขทัยด้วยภาพต้นไม้ที่เคลื่อนไหวเป็นธรรมชาติ และฉากประกายดาวระยิบระยับซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงการฉายแสงไฟ โดยสิ่งนี้ได้ช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่และเพิ่มอรรถรสในการรับชมงานแสดงแสงเสียง

บริเวณลานหน้าวัดมหาธาตุอีกเช่นกัน ยังมีกิจกรรมข้าวขวัญ วันเล่นไฟ สำรับ สำราญ อาหารสุโขทัย ซึ่งเป็นประเพณีที่จัดขึ้นเพื่อเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลแก่ผู้มาเยือน โดยมีการขายบัตรรับประทานอาหารบนเสื่อ ราคาคนละ 500 บาท พร้อมชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมสุโขทัยตลอดการรับประทานอาหาร

วัตถุประสงค์ที่สำคัญของประเพณีข้าวขวัญวันเล่นไฟ คือ การรักษาธรรมเนียมไทยในการเลี้ยงข้าวปลาอาหาร เพื่อสร้างความรักความเข้าใจและกระชับสัมพันธไมตรี รวมทั้งรำลึกถึงบรรยากาศแบบไทยๆ ทั้งการแต่งกาย การนั่งล้อมวงบนเสื่อ การใช้โตกแทนโต๊ะอาหาร การรับประทานอาหารพื้นบ้าน โดยในปีนี้สมาคมการท่องเที่ยวจังหวัดสุโขทัยได้คัดสรรอาหารขึ้นชื่อของจังหวัดมาเสิร์ฟบนสำรับ อาทิ ข้าวเปิ๊บ ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย แกงหยวก คั่วขนุน ปลารากกล้วยทอด ปลาเห็ด ลอดช่องคีรีมาศ กล้วยเชื่อมบ้านครูอิ๋ว และขนมวง จัดถึงวันนี้เป็นวันสุดท้าย เริ่มรับประทานอาหารเวลา 17.30-19.15 น. ซื้อบัตรรับประทานอาหารได้หน้างานหรือทางเว็บไซต์ http://www.thaiticketmajor.com

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวจะได้เดินชิมช็อปในตลาดย้อนยุคหลายจุดภายในงาน แต่ที่ต้องห้ามพลาดคือ ตลาดแลกเบี้ย ตลาดที่ไม่ใช้ธนบัตรหรือเหรียญ แต่ต้องไปแลกเป็นเบี้ยหรือเปลือกหอยอย่างที่คนโบราณเคยใช้เพื่อนำไปซื้ออาหาร ส่วนพ่อค้าแม่ขายแต่งกายชุดไทย จำหน่ายอาหารท้องถิ่นและอาหารไทย ท่ามกลางเสียงเพลงของวงดนตรีสดที่ขับร้องเพลงไทยเดิม ส่วนนักท่องเที่ยวสามารถนั่งรับประทานบนโต๊ะที่ถูกตระเตรียมไว้ในบรรยากาศงานวัด

ด้านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุโขทัย ได้ร่วมตกแต่งสถานที่ด้วยตะคันไฟกว่า 3,000 ดวง พร้อมทั้งทำจุดเช่าชุดไทยและสามารถบันทึกภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก ณ วัดชนะสงคราม ตั้งแต่เวลา 18.00 น.เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ยังมีการประกวดกระทงเล็ก กระทงใหญ่ การประกวดโคมชักโคมแขวน การประกวดนางนพมาศ การแสดงพลุตะไลไฟพะเนียง และการแสดงแสงสี ตำนานเรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ บริเวณสระตระพังตระกวน วัดสระศรี นับเป็นอีกไฮไลต์ที่เปิดให้ชมฟรีจนถึงวันนี้เป็นวันสุดท้าย โดยหลังจากจบการแสดงแสงสีจะปิดท้ายด้วยการแสดงดอกไม้ไฟชุดใหญ่ ซึ่งสระตระพังตระกวนเป็นจุดชมดอกไม้ไฟที่สวยงามที่สุดเพราะเป็นพื้นที่เปิดกว้าง ไม่มีต้นไม้ปิดบัง และมีพื้นน้ำเป็นเงาสะท้อน

ส่วนนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาลอยกระทงไม่ต้องกังวลว่าจะไปหาซื้อกระทงได้จากที่ไหน เพราะอุทยานฯ เปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านเข้ามาขายกระทงหลายรูปแบบ หลายราคา เริ่มตั้งแต่หลักสิบถึงร้อยบาท โดยสามารถนำไปลอยได้ที่สระตระพังตระกวน สระตระพังตาล และบึงน้ำหน้าอนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

งานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จ.สุโขทัย ยังคงความยิ่งใหญ่และสืบสานมนตร์ขลังแห่งประเพณีไทยไว้ แม้ว่าวันนี้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป แต่ความงดงามของประวัติศาสตร์และธรรมเนียมไทยจะยืนยงต่อได้ด้วยคนไทยทุกคน

กินอยู่เรียบง่าย ภายใต้วิถีแห่งศรัทธา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/571815

  • วันที่ 24 พ.ย. 2561 เวลา 13:30 น.

กินอยู่เรียบง่าย ภายใต้วิถีแห่งศรัทธา

เมื่อเอ่ยชื่อ จ.ลำพูน คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงพระธาตุหริภุญชัย หรือไม่ก็ผลไม้ขึ้นชื่อ ลำไย แต่เมื่อมีโครงการไทยนิยมยั่งยืน ที่มีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำ เน้นการมีส่วนร่วม และเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน เกิดเป็นโครงการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีขึ้น ทำให้หลายคนหันมาสนใจการท่องเที่ยวลำพูนมากขึ้น

จ.ลำพูน มีความน่าเที่ยวมากกว่าที่บางคนเคยเข้าใจ คุณณัฏฐิยาภรณ์ ศรีสุบรรณ์ พัฒนาการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า

คนภายนอกมักจะรู้จักพระธาตุหริภุญชัย แล้วก็ลำไย แต่ที่จริงแล้วลำพูนเรามีอะไรดีๆ มากมาย ด้วยเหตุที่คนลำพูนมีหลายชนเผ่า ทั้ง ไทโยน ไทยอง ​ไทลื้อ ไทปกากะญอ แล้วก็มอญ พอมีหลายชนเผ่า วิถีชีวิตวัฒนธรรมที่สวยงาม ก็มีเยอะแยะมากมาย สามารถเอาไปต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน ซึ่งตอนนี้มีโครงการที่ดังๆ ที่เราจะได้ยินกันทั่วไปก็คือ โครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี

บ้านหนองเงือก เป็นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ของ จ.ลำพูน ที่ได้มีโอกาสต้อนรับการมาเยือนของนายกรัฐมนตรี เมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา

บรรพบุรุษของคนที่นี่เป็นไทลื้ออพยพมาจากเมืองยอง จึงเรียกตัวเองว่า ไทยอง คนที่นี่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก และเมื่อว่างเว้นจากการทำสวนทำไร่ ก็จะทำงานหัตถกรรมอยู่ที่บ้านแบบดั้งเดิม ก็คือ ผู้หญิงทอผ้า ผู้ชายจักสาน

และด้วยความมีฝีมือและช่างประดิดประดอยนี่เอง ทำให้งานหัตถกรรมของบ้านหนองเงือก กลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อหลายอย่างด้วยกัน เช่น ผ้าฝ้ายและผลิตภัณฑ์จากผ้าฝ้ายทอมือ รองเท้ายางรถยนต์จาวยอง และกระเป๋านกฮูกบ้านหนองเงือก

ปิ่นนภา มูลชีพ กล่าวแนะนำกระเป๋านกฮูกว่า กระเป๋านกฮูกนับว่าเป็นสินค้าขึ้นชื่อของบ้านหนองเงือก ถ้าเรามาเที่ยวเมืองเหนือ เราจะเจอกระเป๋านกฮูกอยู่ทั่วไป ทุกๆ ตลาด ทุกๆ จังหวัด กระเป๋านกฮูกของที่นี่จะเน้นคุณภาพ การันตีจากโอท็อป ของเราเป็นโอท็อปของ จ.ลำพูน ได้ 4 ดาว

ราคาขายก็ไม่แพง ตั้งแต่ 40 บาทขึ้นไป มีหลายราคา รูปแบบก็จะแปลกตากว่าที่เราเคยเห็นที่ตลาดนัดทั่วไป เพราะเรามีการพัฒนาสินค้าให้ทันสมัย แล้วก็ออกแบบสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาดเรื่อยๆ

นอกเหนือจากการผลิตสินค้าคุณภาพแล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมสร้างสรรค์อีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสสร้างสรรค์ชิ้นงานด้วยตัวเอง ที่นี่จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาตลอด คือการทำเวิร์กช็อป ต่างชาติก็มา เพราะว่ากระเป๋านกฮูกนี้เมื่อลงมือทำเองก็จะเป็นใบแรกและใบเดียวในโลก สามารถเก็บไปเป็นที่ระลึกได้

เมื่อได้รู้จักเจ้ากระเป๋านกฮูกมากขึ้น เพิ่งได้รู้ว่ากว่าจะมาเป็นกระเป๋าหนึ่งใบได้นั้น มีคนเข้ามาเกี่ยวข้องหลายคน และที่สำคัญคือ คนเหล่านั้นก็เป็นคนเฒ่าคนแก่ที่อยู่ในชุมชน คนในหมู่บ้านช่วยกันทำ แผนกนี้ทำขนนกมาส่ง อีกแผนกก็ทำตามาส่ง คือกระจายรายได้ให้ชุมชน ชีวิตความเป็นอยู่เขาก็ดีขึ้น เพราะว่ามีงานทำที่ดี

บางชุมชนที่เศรษฐกิจไม่ดี ก็จะตามมาด้วยปัญหาสังคม ปัญหายาเสพติด แต่ถ้าสามารถทำให้เขามีงานทำ มีรายได้ ชีวิตเขาก็จะมีเรื่องให้กังวลน้อยลง แล้วก็จะอยู่กันอย่างมีความสุขมากขึ้น

ตอนแรกเราก็รู้สึกว่า กระเป๋านกฮูกของที่นี่ก็คงเป็นแค่หนึ่งในสินค้าที่มีความสวยงาม มีความเก๋ไก๋เท่านั้นเอง แต่พอเราได้มีโอกาสลงมือทำเอง ก็รู้สึกว่ากระเป๋าใบนี้มีคุณค่าและมีเรื่องราวเพิ่มมากขึ้น แม้จะเป็นกระเป๋าที่หน้าตาคล้ายกับกระเป๋าใบอื่นๆ ยิ่งได้ยินเรื่องราวที่มาของชิ้นส่วนแต่ละชิ้นของกระเป๋าใบนี้ ว่ามีส่วนช่วยในการสร้างรายได้ให้กับคนเฒ่าคนแก่ในชุมชน เราก็ยิ่งรู้สึกว่า กระเป๋านกฮูกที่ได้จากที่นี่ มีทั้งความสวยงามมีคุณค่า​ มีเรื่องราว และมีความภาคภูมิใจของผู้ซื้อ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการกระจายรายได้ให้ชุมชน

ดังนั้น ใครได้มาเที่ยวลำพูนคราวหน้า อย่าลืมหาโอกาสมาเย็บกระเป๋านกฮูกใบพิเศษด้วยตัวคุณเอง

อีกหนึ่งสินค้า OTOP ของบ้านหนองเงือกที่น่าสนใจ ก็คือ รองเท้ายางรถยนต์จาวยอง ไม่ได้หมายถึงว่า รองเท้าแบบนี้เป็นวัฒนธรรมของชาวไทยอง แต่รองเท้าแบบนี้ทำโดยชาวไทยองที่บ้านหนองเงือกนั่นเอง นอกเหนือจากการนำวัสดุเหลือใช้มาสร้างมูลค่าได้แล้ว ยังช่วยสร้างอาชีพ สร้างงานให้กับคนที่นี่อีกด้วย

แม้ว่าจะตั้งราคาขายที่ถูกจนน่ากลับมาซื้อบ่อยๆ คือราคาคู่ละ 60 บาท แต่ลูกค้าก็ไม่ค่อยได้กลับมาซื้อบ่อยๆ สาเหตุก็เพราะว่ารองเท้ายางแบบนี้ใส่ทน จนลืมซื้อรองเท้าใหม่ไปอีกนาน

อีกหนึ่งงานหัตถกรรมที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งแต่เดิมก็ทำเพื่อใช้งานกันในชุมชนเท่านั้น แต่ปัจจุบันก็กลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อ ที่สร้างรายได้ให้กับคุณตา-คุณยายเช่นกัน คืองานจักสาน

คุณตาเสย มูลชีพ กำลังทำโคมไฟ ภาษายองเรียกว่า โกมไฟแปดเหลี่ยม เอาไว้ใช้ในเทศกาลหลายๆ เทศกาล ตั้งแต่วันเกิด ขึ้นปีใหม่ แต่งงาน และเทศกาลอื่นๆ อีกมาก วิธีการก็คือขึ้นโครงก่อน ต้องหักไม้ให้ได้แปดเหลี่ยม แล้วต่อกันด้วยกาว ต่อด้วยแปะผ้าโทเรอย่างดี ติดกระดาษฉลุสีทอง ดูเผินๆ เหมือนจะไม่ยาก แต่ถ้าใม่ใช่คนใจเย็นจริง ทำงานแบบนี้ไม่ได้เลย เพราะว่าแต่ละขั้นตอนต้องใช้เวลาและใช้ความประณีตพอสมควร

เสร็จจากชมงานหัตถกรรม เราก็มาดูเรื่องของกินกันต่อ ถ้ามาถึงบ้านหนองเงือกแล้วไม่ได้ชิม 2 เมนูเด็ดของที่นี่ จะได้รับประสบการณ์ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ที่ไม่สมบูรณ์แบบ

เมนูพื้นบ้านของเขา ชื่อน่ารักๆ หน่อย เรียกว่า แกงผักอะยิอะเยาะ คำว่า อะยิอะเยาะ เป็น ภาษายอง แปลว่า เล็กๆ น้อยๆ มารวมกัน ก็คือมีไอ้นั่นนิด ไอ้นี่หน่อย เอามารวมกัน เป็นแกงเพื่อสุขภาพ

ป้าบุญชุม แก้วกัน และป้าลาวัลย์ คำเวียง ได้แนะนำขั้นตอนการทำว่า เริ่มจากโขลกปลาแห้ง ถ้าเป็นปลาเนื้ออ่อนจะอร่อย แต่ที่จริงปลาอะไรก็ได้ แต่ถ้าหาได้ก็เอาปลาเนื้ออ่อน ต่อจากนั้นตำพริกแกง ตำเองมันถึงจะอร่อย ไม่ต้องซื้อสำเร็จ ก็จะมีพริกแห้ง มีหอม ​ มีกระเทียม กะปิ ปลาร้านิดนึง ต้มน้ำให้เดือด เอาพริกแกงใส่ ตามด้วยปลา ทิ้งไว้ให้เดือดก่อน แล้วเด็ดผักที่เตรียมไว้ ผักเสี้ยว ยอดมะรุม บวบ ยอดฟักทอง ผักหวานบ้าน เอาใส่รวมกันเลย

อีกอย่างคือ หมี่สะแน้ด แต่มองดูแล้ว ไม่มีเส้นหมี่ซักเส้นเดียว มีถั่วฝักยาว ผักกาด แล้วก็มะเขือ ผักชี กระเทียม กับหัวหอมแดง เพิ่มอย่างอื่นอีกก็ได้ เป็นผักบุ้ง ผักอะไรก็ได้ มาลวกก่อนแล้วใส่รวมกัน มีน้ำยำ ก็คือต้มกะปิ ปลาร้า แล้วก็มีหมูบดใส่ลงไปด้วย

เรื่องคุณค่าทางอาหารนี่ไม่ต้องสงสัย เพราะว่าดูแล้วสารพัดผัก หารับประทานได้ยาก และเป็นของพิเศษสำหรับยุคสมัยนี้

ชุมชนบ้านแพะต้นยางงาม หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า บ้านแพะ เหตุที่เรียกว่าบ้านแพะ ก็คือ บ้านนอก แพะ คือป่า หรือบ้านป่านั่นเอง เพราะอยู่ไกลจากเมือง

พ่อหลวงเกษม ปัญโญใหญ่ แนะนำว่า คนที่นี่เป็นไทลื้อ ก็จะมีภาษาพูดเป็นเอกลักษณ์ แม้ว่าคำศัพท์ส่วนใหญ่จะคล้ายกับภาษาเหนือ แต่สำเนียงพูด และบางสำนวนก็จะมีรูปแบบเป็นของตัวเอง

หมู่บ้านนี้เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วจะได้สัมผัสกับประสบการณ์แปลกใหม่ ที่ไม่น่าจะหาได้จากการไปเที่ยวที่อื่น ทั้งการแต่งกาย ประเพณี ของกินพื้นบ้าน

มาถึงบ้านแพะ สิ่งแรกที่ควรมาทำ คือการมากราบสักการะอุโบสถโบราณ สร้างมากว่า 400 ปี

หากอยากมาเรียนรู้วิถีไทลื้อ ก็มาจุดนี้ก่อน เรียนรู้วิธีการทำขนมเส้น ทำกล่องข้าวจากใบลาน ทำสรวยดอกไม้

การนุ่งห่ม ผู้ชายก็ใส่กางเกงสะดอหลวมๆ เสื้อก็จะเป็นเสื้อแบบพื้นเมือง ส่วนมากจะเป็นสีดำ ที่เห็นเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างคือจะมีผ้าคาดหัวหรือผ้าปันโห ก็คือผ้าพันหัว สิ่งที่สังเกตเห็นอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้ชายไทลื้อจะต้องสะพายย่ามเพราะว่าชุดของไทลื้อไม่มีกระเป๋า ก็เลยเอาสัมภาระทุกอย่างใส่ไว้ในย่าม

ผู้หญิงจะใส่ผ้าถุงหรือซิ่น หลักๆ ก็จะเป็นพื้นสีดำ สีกรม สีน้ำเงิน เสื้อของชายและหญิงเป็นเสื้อป้ายที่มีรูปแบบต่างกัน และยังต่างกันในวิธีการใส่ด้วย

ทำสรวยดอกไม้ สรวย ก็คือ กรวย กรวยดอกไม้ เอาไปไหว้พระ คนไทลื้อชอบไปวัดกัน ช่วงเข้าพรรษาผู้เฒ่าผู้แก่จะนอนวัดกัน ส่วนใหญ่สังคมที่เป็นพุทธจะเป็นสังคมที่สงบ ร่มเย็น อยู่แบบพึ่งพาอาศัยกัน และวัดก็ยังเป็นศูนย์รวมของทุกอย่าง

ขนมจีน ภาษาไทยเรียกขนมจีน แต่ไทลื้อเรียกขนมเส้น ทำง่าย กินกันง่าย

ข้าวแคบ ของกินเล่นของคนไทลื้อ เมื่อก่อนทำกินช่วงหน้าหนาว คนจะผิงไฟ เพราะอากาศหนาว เมื่อก่อนมีข้าวแคบ แล้วก็ข้าวปิ้งด้วย ความจริงแล้วข้าวแคบก็เป็นอาหารพื้นเมืองที่ทำรับประทานกันแทบทุกจังหวัดทางภาคเหนือ แต่ที่ชุมชนบ้านแพะต้นยางงามนี้ เขาหยิบเอามาเป็นหนึ่งในอาหารแนะนำ และยังเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถมีประสบการณ์ร่วมได้อีกด้วย

ไข่ป่าม ก็คือไข่ปิ้ง แต่ไม่ได้ปิ้งธรรมดา เราใช้ใบตอง ปรุงรสก่อนด้วย จะมีรสชาติ แล้วก็ได้กลิ่นหอมของใบตอง

การทำนาของชาวบ้านแพะ ปัจจุบันนี้เราทำสืบสานตำนานข้าวโบราณ เยาวชน คนในบ้าน ชวนมาดำนา ปลูกข้าว ใครอยากดูก็มาดูที่นี่ได้ อยากสนุกก็มาทำด้วยกัน มาดำนากัน หลังจากเราปลูกนาได้ 3 เดือนแล้ว ข้าวแก่เต็มที่แล้ว เราก็มาที่ลานกว้าง เอาข้าวมาตี เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเห็นแบบนี้แล้ว ใช้เครื่องจักรกัน แต่บ้านแพะเรายังใช้วิถีโบราณ ใครอยากเห็นของจริง ใครอยากเห็นของดั้งเดิม ก็ต้องมาเรียนรู้ที่นี่ จากนั้นก็ไปตำข้าว ฝัดข้าว กว่าจะได้มาไม่ใช่ง่ายๆ เลย

วิถีชีวิตแบบเดิมๆ คนในท้องถิ่นก็คุ้นเคย อาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับคนที่อยู่สังคมภายนอก หรือว่านักท่องเที่ยวที่ผ่านไปผ่านมาได้มาเห็นแบบนี้ มันเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเขา

แล้วอีกอย่างหนึ่งมันดีตรงที่ว่า พอชาวบ้านได้มาช่วยกันทำแบบนี้เขาก็จะรู้สึกหวงแหน รู้สึกว่ามันมีคุณค่า ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี

ประสบการณ์ใหม่ของการท่องเที่ยวไทย กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ช่วยกระจายรายได้ให้กับประชาชน สร้างการมีส่วนร่วม ลดความเหลื่อมล้ำ ถ้าใครอยากสัมผัสประสบการณ์สนุกๆอยากเรียนรู้วิถีพื้นบ้าน ท่ามกลางธรรมชาติสวยงามแบบนี้ ครั้งหน้ามาลำพูน ก็อย่าลืมแวะมาที่ ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีบ้านแพะต้นยางงาม

กินดีอยู่ดี บายชีวจิต มาทีไรไม่เคยผิดหวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/571798

  • วันที่ 24 พ.ย. 2561 เวลา 12:04 น.

กินดีอยู่ดี บายชีวจิต มาทีไรไม่เคยผิดหวัง

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : กินดีอยู่ดีบายชีวจิต

“กินดี อยู่ดี by ชีวจิต” จัดขึ้นอีกครั้งเมื่อต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี งานแฟร์สุขภาพอาหารปลอดภัย ที่เต็มไปด้วยอาหาร สินค้าสุขภาพ และกิจกรรมสุขภาพมากมาย นับเป็นแฟร์ในดวงใจคนรักสุขภาพ ที่เฝ้าตามติด มาช็อปมาชิม และอัพเดทความรู้ใหม่ๆ กันทุกปี

ถือเป็นสีสันที่ฟู่ฟ่าและน่าสนใจที่สุดงานหนึ่ง สำหรับกินดีอยู่ดีบายชีวจิต นับเฉพาะชีวจิตสายแข็งก็นับไม่ถ้วนแล้ว จึงเป็นงานแฟร์ที่เต็มไปด้วยชาวรักสุขภาพและชาวออร์แกนิกที่จัดเต็ม อุ่นหนาฝาคั่งที่สุดงานหนึ่ง คนที่มาแล้วก็มาอีก (ฮา) เพราะมาทีไรไม่เคยผิดหวังนั่นเอง

มีอะไรให้ช็อปไปดูกันเลย ก็ถ้ามางานนี้จะมีสินค้าหลากหลายให้เลือกซื้อเลือกชิม ไม่ว่าจะเป็นอาหารพร้อมรับประทาน อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงออร์แกนิก สกินแคร์ และเวชสำอางออร์แกนิก ขนาดสเปรย์ไล่ยุงยังออร์แกนิก อาหารเสริม ชากาแฟออร์แกนิกหมด

ไฮไลต์สำหรับปีนี้ เป็นข้าวไทยพันธุ์พื้นเมืองต่างๆ ที่ยกขบวนกันมากว่า 20 สายพันธุ์ แต่ละพันธุ์เป็นพันธุ์เฉพาะภูมิภาค แตกต่างกันไปตามภูมิประเทศ เช่น พันธุ์ทนน้ำ พันธุ์ทนแล้ง พันธุ์ทนแมลงประจำถิ่น เช่น ข้าวก่ำ ข้าวเจ๊กเชย ข้าวฮาง ข้าวผกาอำปึล ข้าวบือกี

นอกจากนี้ ยังมีเวิร์กช็อปน่าสนใจ ทั้งหมดเป็นเวิร์กช็อปรักษ์โลก เวิร์กช็อปจากเกษตรกรอินทรีย์รุ่นใหม่ เช่น การสาธิตการทำน้ำสลัดเลมอน โดยพสุธารา การสาธิตทำน้ำยาบ้วนปากจากใบพลู โดยมาดามเอสเธอร์ การทำน้ำปั่นสมูทตี้ ซูเปอร์เบอรี โดยฮานาดะ ออร์แกนิกฟาร์ม การทำน้ำมันนวดสมุนไพร by Harmony Life รวมทั้ง Mental Healthy Talk อยู่ดีอารมณ์ดี โดยพศิน อินทรวงศ์

หลายคนประทับใจกับสวนออร์แกนิกที่จัดแสดงในงาน เริ่มจากพสุธารา ฟาร์มเลมอนออร์แกนิกขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ที่สวนผึ้ง ราชบุรี ได้นำต้นเลมอนในกระถางขนาดใหญ่มาจัดสวนโชว์ ยังมี Harmony Life Farm ฟาร์มออร์แกนิกแห่งแรกของไทย ที่ปากช่อง นครราชสีมา นำผักผลไม้มาจัดสวนโชว์อย่างน่าตื่นเต้น

ฮานาดะ ออร์แกนิกฟาร์ม ก็เป็นอีกฟาร์มที่น่าสนใจ ด้วยปัญหาสุขภาพที่กำเริบหนัก เจ้าของฟาร์มฮานาดะจึงละทิ้งสังคมเมือง ขึ้นดอยพักร่างกายและจิตใจ ใช้ชีวิตธรรมชาติปลูกพืชผักผลไม้ตามวิถีเกษตรอินทรีย์รับประทานเองจนอาการดีขึ้น จากนั้นคือความตั้งใจที่จะแบ่งปัน ส่วนมาดาม เอสเต้ ออร์แกนิก การ์เด้นท์ จัดสวนออร์แกนิกที่เก๋มากด้วยสมุนไพรไทย

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มส่งเสริมเกษตรกรอู่ทอง สุพรรณบุรี ที่รวมตัวกันปลูก ผัก ผลไม้ เลี้ยงสัตว์แบบอินทรีย์ นำผลผลิตในเครือข่ายมาจำหน่าย เช่น ข้าว กล้วย ไข่เค็ม น้ำพริกปลาร้า หรือข้าวขวัญ ออร์แกนิก กลุ่มเกษตกรจากปากช่อง นครราชสีมา จัดโชว์สวนผักผลไม้ มะเขือเทศ แตงกวา เสาวรส อโวคาโด ข้าวโพดทับทิมสยามปลอดสารพิษ

ที่น่าสนใจยังมี My City Farm กลุ่มสวนผักคนเมือง ที่โชว์สวนผักวิถีเมือง มีแปลงผักบนคอนโดมิเนียม และพื้นที่ขนาดเล็ก การทำถังหมักปุ๋ยหมักจากเศษอาหารในบ้าน ภาชนะปลูกย่อยสลายง่าย ที่สาธิตอะไรเก๋ๆ ก็เยอะ เช่น อิจิ เมจิค คุกกี้ แอนด์ เฮิร์บส์ (Iji Magic Cookie and Herbs) มาที่นี่จะได้ชมเรื่องสนุกๆ จากออร์แกนิก เช่น การทำคุกกี้เนยแท้ผสมธัญพืชและสมุนไพรพื้นบ้าน การทำน้ำโซเลจากเกลือหิมาลัย ล้างสารพิษด้วยชาคนทีสอ

สรุปว่า มีอะไรมากมายที่ไม่ทำให้ผิดหวังเลยสำหรับกินดีอยู่ดีบายชีวจิตปีนี้ แค่ไปเดินก็เติมพลังล้นเหลือ สำหรับใครก็ตามที่ยังไม่เคยไปเดิน อย่าลืมติดตาม Made in Green @Weekly ต่อไปเรื่อยๆ รับรองว่า ปีหน้าครั้งหน้า เมื่อไหร่อย่างไร…ได้เลย

‘ดาลัด’ ปารีสแห่งตะวันออก สูดกลิ่นหอมของฤดูใบไม้ผลิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/571791

  • วันที่ 24 พ.ย. 2561 เวลา 11:29 น.

‘ดาลัด’ ปารีสแห่งตะวันออก สูดกลิ่นหอมของฤดูใบไม้ผลิ

โดย /ภาพ : กาญจน์ อายุ

ปารีสแห่งตะวันออก คือ สมญานามของเมือง “ดาลัด” ที่นี่เคยเป็นบ้านเก่าของชาวเขา และเต็มไปด้วยอารยธรรมของชาวฝรั่งเศส ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่แม้คนเวียดฯ ก็ยังไม่ปฏิเสธที่จะมา

มินิปารีส

ท้าย หมาก-วี เตี๊ยน หรือ “แคท” มัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่ร่ำเรียนภาษาไทยในมหาวิทยาลัยโฮจิมินห์มาหลายปี เล่าว่า ดาลัดหรือที่คนเวียดนามเรียกว่า “ด่าหลาด” ไม่ใช่ภาษาเวียดนาม แต่เป็นภาษาของชนกลุ่มน้อย คือ ด่า แปลว่า เมือง และ หลาด คือ ชื่อชนเผ่าที่เคยอาศัยอยู่

ดาลัดจึงหมายถึง เมืองของคนหลาด ซึ่งปัจจุบันคนหลาดได้อพยพออกไปอยู่ในป่า ส่วนเมืองดาลัดก็กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

“ในอดีตเมืองดาลัดมีแต่ป่าเป็นที่อยู่ของชาวเขาเผ่าหลาด มีประชากรประมาณ 5,000 คน ที่น่าสนใจคือ วัฒนธรรมของชาวหลาด ผู้หญิงจะมีฐานะทางสังคมเหนือกว่าผู้ชาย อย่างเวลาแต่งงานผู้หญิงจะเป็นคนไปสู่ขอผู้ชาย และผู้ชายต้องย้ายไปอยู่บ้านผู้หญิง ซึ่งคนหลาดไม่ได้เรียกประเพณีนี้ว่าการแต่งงาน แต่เรียกว่า การซื้อสามี

ถ้าผู้หญิงต้องการสามีจะต้องนำของมีค่าไปแลกผู้ชาย ซึ่งของมีค่าที่สุดในสมัยนั้นคือ สัตว์เลี้ยง เช่น วัวหรือควาย ดังนั้นผู้หญิงชาวหลาดจะนำควายไปแลกสามี ซึ่งผู้ชายหนึ่งคนมีราคาเท่ากับควาย 2-3 ตัว และผู้หญิงหนึ่งคนสามารถซื้อสามีกี่คนก็ได้” แคท เล่าเรื่องนี้เพราะน่าจะชอบการตอบสนองของลูกทัวร์ไทย

ส่วนประวัติศาสตร์ของเมืองดาลัดก็น่าสนใจ เธอเล่าต่อว่า เมื่อฝรั่งเศสเข้ามาปกครองประเทศเวียดนาม ทหารฝรั่งเศสได้ตั้งฐานอยู่ที่นครโฮจิมินห์ซึ่งเป็นเมืองร้อนชื้น จึงได้ออกค้นหาเมืองที่มีอากาศเย็นให้ใกล้เคียงกับสภาพอากาศทางยุโรป จนมาพบเมืองดาลัด เมืองที่ตั้งอยู่บนความสูง 1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเล

จากนั้นฝรั่งเศสจึงเข้ามาวางผังเมือง สร้างโบสถ์เผยแพร่ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกให้ชาวหลาด สร้างทางรถไฟเพื่อเป็นเส้นทางสัญจรจากโฮจิมินห์สู่เมืองตากอากาศ และสร้างบ้านพักสไตล์ฝรั่งเศสจนกลายเป็น “มินิปารีสแห่งเวียดนาม”

ต่อมาในปี 1954 ทหารฝรั่งเศสพ่ายต่อเวียดนามในสมรภูมิรบเดียนเบียนฟู แต่การสู้รบยังคงยืดเยื้อ เพราะหลังจากที่ฝรั่งเศสออกไป อเมริกาก็เข้ามาทำสงครามแทน ซึ่งในยุคนั้นเวียดนามถูกแบ่งออกเป็นเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ มีเส้นแบ่งประเทศอยู่ที่เวียดนามกลาง

ฉะนั้น เวียดนามกลางโดยเฉพาะเมืองหลวงอย่าง เมืองเว้ จึงได้รับความเสียหายจากสงครามมากที่สุด ทำให้คนเวียดนามกลางกระจัดกระจายหนีไป บ้างหนีเข้าลาวและไปทางภาคอีสานของไทย บ้างหนีขึ้นเวียดนามเหนือ รวมถึงลงมาที่เวียดนามใต้ โดยเฉพาะคนเว้ที่อพยพมาอยู่เมืองดาลัด ซึ่งปัจจุบันคนดาลัดร้อยละ 80 คือคนเวียดนามกลางที่อพยพเข้ามา

“เมื่อ 60 กว่าปีที่แล้ว เวียดนามยังมีกษัตริย์ แต่ทุกวันนี้ระบบศักดินาล้มเหลวไป และถูกแทนที่ด้วยระบบสังคมนิยม ในเมืองเว้จึงยังมีพระราชวังเก่า และคนเมืองเว้ถือว่าเป็นคนใกล้วังจึงมีความเรียบร้อยไม่เสียงดัง ส่งผลให้คนดาลัดเป็นคนนอบน้อมและน่ารักกว่าคนเมืองอื่น” แคท กล่าวเพิ่มเติม

กลิ่นหอมของฤดูใบไม้ผลิ

ใจกลางเมืองดาลัดมีทะเลสาบขนาดใหญ่ชื่อ ทะเลสาบซวนเฮือง มีความหมายว่า กลิ่นหอมของฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งทะเลสาบแห่งนี้ไม่ใช่ทะเลสาบธรรมชาติ แต่เป็นอ่างเก็บน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อเป็นระบบชลประทานทั้งเป็นน้ำประปาและน้ำเพื่อการเกษตร โดยประเทศเวียดนามจะขุดอ่างเก็บน้ำไว้ตามเมืองใหญ่ เนื่องจากเวียดนามมีพื้นราบอยู่เพียงร้อยละ 30 ของพื้นที่ทั้งหมด ส่วนอีกร้อยละ 70 เป็นภูเขา จึงต้องสร้างแอ่งรองรับน้ำไว้เพื่ออุปโภคบริโภค

ทะเลสาบซวนเฮือง มีเส้นรอบวงประมาณ 7 กม. ล้อมรอบด้วยเส้นทางเดินที่นี่จึงกลายเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ให้คนมาออกกำลังกาย นั่งตกปลา ปูเสื่อปิกนิกกินของว่าง และเป็นที่พลอดรักของหนุ่มสาว

แคทเล่าว่า ดาลัดไม่มีฤดูร้อน แต่ในหนึ่งวันดาลัดจะมีครบ 4 ฤดู คือ ช่วงเช้าอากาศสดใสเหมือนฤดูใบไม้ผลิ จากนั้นช่วงเที่ยงอากาศเริ่มอุ่นขึ้นถึง 25 องศาเหมือนฤดูร้อน จนถึงช่วงเย็นอากาศจะอึมครึม เมฆมาก เหมือนฤดูใบไม้ร่วง และเมื่อพระอาทิตย์ตกดินอุณหภูมิจะลดลงอย่างรวดเร็วถึงหลัก 10 องศา เหมือนฤดูหนาว

ใกล้กับทะเลสาบมีลานกว้างสำหรับจัดกิจกรรมของเมือง ไกด์สาวเรียกที่นี่ว่า สนามหลวงของเมืองดาลัด ที่เห็นเด่นชัดคือ สถาปัตยกรรมทันสมัย 2 แห่ง คือ สิ่งปลูกสร้างสีเหลืองที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากดอกบัวตอง ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นโรงละครและศูนย์วัฒนธรรม แต่ปัจจุบันก็ยังไม่เปิดใช้

ข้างๆ กันคือ สิ่งปลูกสร้างสีเขียวที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากดอกอาร์ติโชค ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของเมืองดาลัด ภายในคือร้านกาแฟชื่อ โดฮาคาเฟ่ มี 2 ชั้น เป็นจุดเช็กอินยอดฮิตของวัยรุ่นเวียดนาม และถือเป็นร้านกาแฟราคาแพงของเมือง

นอกจากนี้ ด้านใต้ของลานกว้างยังเป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าและโรงภาพยนตร์ หากด้านบนคือสนามหลวง ด้านล่างก็คงเทียบได้กับสยามบ้านเรา

หมอนรถไฟยังหลับ

สถานีรถไฟเก่าของเมืองดาลัดปัจจุบันไม่ได้ใช้งาน เนื่องจากมีถนนหนทางที่ดีเข้ามาแทน สถานีรถไฟจึงเปลี่ยนบทบาทเป็นโบราณสถานและเป็นสถานที่ท่องเที่ยว โดยโถงผู้โดยสารเปลี่ยนเป็นร้านขายของ โบกี้รถไฟเปลี่ยนเป็นร้านกาแฟ และขบวนรถไฟรุ่นเก่าที่ปลดระวางถูกใช้เป็นจุดถ่ายภาพ แต่ละขบวนมีวัยรุ่นเวียดนามหลายกลุ่มแต่งตัวแนวเคเป๊อปมาถ่ายรูป สลับกับคู่บ่าวสาวหลายคู่ที่มาถ่ายพรีเวดดิ้ง

อย่างไรก็ตาม ยังมีรถไฟเหลืออยู่หนึ่งขบวนที่ยังวิ่งอยู่ แต่เดินทางเพียงระยะทางสั้นๆ สำหรับการท่องเที่ยวเท่านั้น โดยจะออกวิ่งเมื่อมีผู้โดยสารอย่างน้อย 15 คน รองรับได้มากที่สุด 164 คน ออกจากสถานีดาลัดไปสถานีจายหมัต (Trai Mat) ใช้เวลา 30 นาที ให้บริการวันละ 6 รอบจากสถานีดาลัด (รอบ 05.40 07.45 09.50 11.55 14.00 และ 16.05 น.)

นรกใต้เจดีย์

บริเวณสถานีจายหมัตมีจุดท่องเที่ยวชื่อดังคือ วัดเจดีย์มังกร หรือ วัดลินเฟื่อก(Linh Phuoc) เป็นวัดพุทธนิกายเซน สร้างขึ้นมาได้ 30 ปี ภายในวัดประกอบด้วย วิหารที่ประดิษฐานพระประธาน รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมที่ทำขึ้นจากดอกกระดาษสูง 4 เมตร หอระฆัง 7 ชั้น และนรก 18 ชั้นอยู่ใต้ดิน โดยคนเวียดนามใช้ธูป 1 ดอกสำหรับไหว้พระ ถ้าคนไทยไปไหว้อย่าฝืนไหว้ 3 ดอกตามความเชื่อของตัวเอง แต่ควรเคารพธรรมเนียมของคนเวียดนาม

อย่างไรก็ดี แคทเล่าว่า คนเวียดนามร้อยละ 80 ไม่มีศาสนา แต่นับถือบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นค่านิยมความเชื่อที่ได้รับอิทธิพลมาจากจีน อย่างลุงโฮหรือโฮจิมินห์เป็นบรรพบุรุษที่ทุกบ้านเคารพรักและนับถือ วันที่ลุงโฮเสียชีวิตคนทั้งประเทศจุดธูปไหว้รูปลุงโฮที่บ้าน เพราะท่านคือหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว

สวนมนุษย์กับไฮเดรนเยีย

เนื่องด้วยดาลัดมีอากาศเย็นตลอดปี จึงเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการเพาะปลูกพืชและดอกไม้เมืองหนาว เมื่อออกมาจากตัวเมืองได้ไม่นานวิวสองข้างทางก็จะเปลี่ยนเป็นแปลงเกษตรและโรงเรือนดอกไม้ ซึ่งตอนนี้เกษตรกรไม่ได้ทำแค่การเกษตร แต่ยังเปิดสวนเป็นแหล่งท่องเที่ยว

อย่างที่ฮิตมากในตอนนี้คือ สวนไฮเดรนเยีย ดอกไม้ที่ออกดอกตลอดปี โดยในดาลัดมีสวนไฮเดรนเยียขนาดใหญ่อยู่ 3 สวน แต่ที่อยู่ใกล้เมืองที่สุดชื่อกั๋นด่องกั๋มตู๊เก่า (Canh Dong Cam Tu Cau) เก็บค่าเข้าคนละ 1.5 หมื่นด่อง หรือ 20 บาท แบบไม่จำกัดเวลา

“อาชีพหลักของคนดาลัดคือ ทำเกษตร ที่ขึ้นชื่อมากคือ มันฝรั่ง ถ้าปลูกที่ดาลัดจะราคาสูงกว่ามันฝรั่งทั่วไปเพราะรสชาติจะดีกว่า และยังมีแครอต กะหล่ำปลีอาร์ติโชค ลูกพลับ อโวคาโด มะเขือเทศ ฟักทอง ส่วนดอกไม้ขายตัดดอกจะมีไฮเดรนเยีย ลาเวนเดอร์ ดอกเบญจมาศ ส่งขายไปทั่วเวียดนาม แต่ยังไม่ส่งออกขายเมืองนอกเพราะยังผลิตไม่ได้เยอะมากมาย” แคท กล่าวต่อ

ภาพสวนไฮเดรนเยียที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียดูสวยงามชวนฝัน ไม่แปลกใจว่าทำไมจึงเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งคนเวียดนามและคนไทย โดยเฉพาะสาวๆ ที่แต่งตัวสวยมาถ่ายรูปคู่กับดอกไม้ดูแล้วเหมือนเจ้าหญิงในเทพนิยาย

แต่เมื่อลงไปดูใกล้ๆ ดอกไม้ส่วนใหญ่ล้วนบอบช้ำ เพราะคนโน้มดอก โน้มต้น บ้างไม่ทันระวังก็ไปเหยียบย่ำให้โน้มเตี้ยเรี่ยพื้น ทำให้ยิ่งเข้าใกล้ ยิ่งไม่สวย ถ้ามันพูดได้คงกำลังร้องไห้หรือไม่ก็กำลังบ่นพวกมนุษย์ ว่ามาเสพความงามแต่ไม่ช่วยกันรักษาความสวยงาม

ประเทศเวียดนามมีพื้นที่ทั้งหมด 3.3 แสน ตร.กม. ซึ่งเล็กกว่าไทย แต่มีประชากรมากกว่าคือ ราวๆ 90 ล้านคน นั่นเป็นเพราะประเทศเวียดนามไม่มีการคุมกำเนิด เพราะอิทธิพลของระบบการปกครอง

“เวียดนามปกครองด้วยระบบสังคมนิยม เราเป็นคอมมิวนิสต์และไม่มีแนวโน้มจะเปลี่ยน มีพรรคการเมืองอยู่พรรคเดียวคือพรรคคอมมิวนิสต์ แต่แม้ว่าการเมืองจะเป็นคอมมิวนิสต์ แต่เวียดนามมีเศรษฐกิจเสรี ซึ่งในอดีตเวียดนามเคยมีกฎคุมกำเนิดมาแล้ว คือในช่วงที่ประเทศเพิ่งผ่านสงครามมาใหม่ๆ และประชาชนยากลำบากมากๆ จึงมีกฎให้แต่ละครอบครัวมีลูกได้ 2 คน ถ้ามีคนที่ 3 จะถูกปรับหรือถ้าเป็นข้าราชการจะถูกไล่ออกทันที เพราะหากมีลูกเยอะแต่ไม่มีเงินเลี้ยงดูก็จะกลายเป็นภาระสังคม

แต่สมัยนี้เวียดนามดีขึ้นแล้ว เศรษฐกิจของเราเจริญเติบโต ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเวียดนามก็สบายมากขึ้น รัฐบาลจึงยกเลิกการคุมกำเนิด ส่งผลให้ประชากรเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีคนในวัยทำงานมากถึง 40-50 ล้านคน ทำให้เวียดนามเป็นจุดดึงดูดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนและย้ายฐานการผลิตมาที่เวียดนาม เพราะเหตุผลด้านแรงงาน และค่าแรงขั้นต่ำวันละ 90-150 บาท อย่างตอนนี้ถ้าเปิดโทรศัพท์ซัมซุงดูจะเห็นว่า เมด อิน เวียดนาม”

แคท ขมวดทิ้งท้ายว่า ประเทศเวียดนามมีอายุ 4,000 ปี ใช้เวลารบกับประเทศจีนยาวนาน 2,000 ปี หลังจากสิ้นสุดยุคจีนก็ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสและต่อสู้เพื่อเอกราชมานาน 100 ปี แต่หลังจากสนามรบเดียนเบียนฟูเพียง 1 ปี เวียดนามก็ต้องต่อสู้กับอเมริกา เกิดเป็นสงครามเวียดนามหรือที่คนเวียดนามเรียกว่า สงครามต่อต้านอเมริกา เนื่องจากเวียดนามใต้สมัยนั้นถูกปกครองโดยรัฐบาลอเมริกา คนเวียดนามจึงต่อสู้กับคนอเมริกันไม่ใช่คนเวียดนามด้วยกันเอง

การต่อสู้กับอเมริกายาวนาน 20 ปีจนสิ้นสุดในปี 1975 เวียดนามชนะอเมริกาและรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียว แต่ก็ไม่แคล้วมีสงครามขึ้นอีก คือ เวียดนามเหนือสู้รบกับจีน ส่วนเวียดนามใต้ต่อสู้กับเขมรแดง ซึ่งสองสงครามนี้ถือเป็นสงครามสุดท้ายของประเทศ ก่อนที่จะถูกปกครองด้วยพรรคเดียวภายใต้ธงค้อนเคียวสีเหลืองแดง

กล่าวได้ว่า คนเวียดนามเผชิญกับสงครามมาตั้งแต่บรรพบุรุษ กระทั่ง 40 ปีหลังนี้เองที่เพิ่งผ่านพ้นและเริ่มเปิดประเทศ ส่วนเรื่องการท่องเที่ยวถือว่ายังอยู่ในช่วงบุกเบิกแต่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การันตีได้จากเสียงสะท้อนจากทุ่งไฮเดรนเยียที่มีแต่เสียงภาษาไทย

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/571181

  • วันที่ 18 พ.ย. 2561 เวลา 13:08 น.

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (2)

วิธีที่ดีที่สุดในการเดินทางเที่ยวโอกินาวา คือ การขับรถ อยากจะไปเที่ยวที่ไหนขับรถไปได้หมด เว้นเสียแต่จะเที่ยวเกาะอื่นๆ ที่ต้องนั่งเครื่องหรือต่อเรือไป ถนนที่นี่ขับง่ายขับได้เรื่อยๆ เพราะมีแค่ถนนสายหลัก สายรอง และทางด่วน ไม่เยอะเส้นมากสายเหมือนเมืองใหญ่ เราขับรถจากเมืองนาฮะขึ้นทางด่วนไปยังอะควอเรียม เพราะประหยัดเวลาและทำให้เราทันไปดูโชว์โลมารอบบ่ายโมง แต่ก็ต้องแลกด้วยค่าทางด่วนเช่นกัน หากท่านใดวางแผนเดินทางโดยใช้ทางด่วนหลายครั้ง หรือเป็นระยะทางไกลๆ หลายวัน ขอแนะนำให้เช่า ETC Card จะสะดวกกว่าที่ต้องมาจ่ายต่อเที่ยว แต่ทริปนี้คำนวณแล้วว่าใช้ทางด่วนไม่เกิน 2 ครั้ง นอกนั้นเป็นการขับเที่ยวลัดเลาะไปตามเมือง หรือใช้เส้นทางเลียบชายฝั่งแทน เลยไม่ต้องเช่า

พอขับทางเข้าทางด่วน ให้สังเกตป้ายตรงช่องทางเข้าให้ดี สำหรับท่านที่ไม่มี ETC Card ให้เข้าช่องจ่ายเงินปกติ เป็นป้ายสีเขียว เขียนว่า 一般 ส่วนท่านที่ใช้ ETC Card ให้เข้าช่องป้ายสีม่วงที่เขียนว่า ETC ได้เลย ระหว่างวิ่งอยู่ทางด่วน มีหลายช่วงที่เราเห็นชุมชนและบ้านเรือน แต่ดูแล้วไม่รู้สึกเหมือนว่าอยู่ในญี่ปุ่นเลย เพราะสถาปัตยกรรมนั้นแตกต่างไปจากที่เราคุ้นชิน ช่วงที่เราไปนั้นเป็นเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นหน้าฝนพอดี ขับรถไปฝนตกไปตลอดทาง เดี๋ยวหนักเดี๋ยวซาเป็นอย่างนี้ตลอดวัน ก็ต้องขับระวังกันพอสมควร เพราะถึงรถจะไม่เยอะและคนขับมีวินัยกว่าบ้านเรา แต่ไม่ประมาทดีที่สุด หลังจากลงทางด่วนแล้ว ก็ขับเข้าเมืองโดยใช้ถนนเลียบชายฝั่ง เสียดายถ้าวันนี้ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆฝน ก็คงเป็นการขับรถกินลมชมวิวสวยๆ ตลอดทางอย่างแน่นอน

พอถึงตัวเมืองปุ๊บก็จะเห็นป้ายบอกทางไปยังอะควอเรียมชัดเจน เหมือนขับรถในกรุงเทพฯ แล้วเจอป้ายไปสุวรรณภูมิยังไงยังงั้น ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงอะควอเรียมโดยใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมงครึ่ง หลังจอดรถในอาคารเรียบร้อย ก็ไม่รีรอรีบเดินไปยังที่ชมโชว์โลมาทันที เพราะโชว์รอบบ่ายโมงใกล้จะเริ่มแล้ว ถึงจะเป็นวันธรรมดา แต่ผู้คนที่พาครอบครัวมาเที่ยวก็มีจำนวนไม่น้อย พื้นที่บนอัฒจันทร์ถูกจับจองแน่นขนัด แต่ก็ยังพอมีที่นั่งว่างให้เราอยู่บ้าง ว้าว! เริ่มโชว์กันแล้ว ทั้งโลมาปากขวดอินโดแปซิฟิก และวาฬเพชฌฆาต ต่างวาดลวดลายกระโดดพลิ้วไหวขึ้นบนอากาศ บ้างก็ว่ายน้ำกระดกหางเหนือผิวน้ำ หรือกระโดดสูงแตะลูกบอล สร้างความตื่นตาตื่นใจเรียกเสียงปรบมือจากผู้ชมได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความน่ารักกวนๆ ของวาฬเพชฌฆาตขนาด 600 กิโลกรัม ที่ได้ใจเราไปเต็มๆ

ชมโชว์จบก็ไปซื้อตั๋วเข้าชมอะควอเรียมกันต่อ Shuraumi Aquarium เป็นอะควอเรียมที่มีขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก จำลองระบบนิเวศในทะเลคุโรชิโอะ ซึ่งเป็นทะเลกระแสน้ำอุ่น ที่มีปลาชุกชุมและปะการังอุดมสมบูรณ์ มีตู้ปลาระดับเวิลด์คลาสขนาด7,500 ลบ.ม. และตู้ขนาดต่างๆ อีกกว่า 70 ตู้ ให้เราเรียนรู้และชมความงามของสัตว์น้ำในทะเลโอกินาวาได้อย่างจุใจ ก่อนที่เราจะตามหาน้องฉลามวาฬ ตามคอนเซปต์ที่เราวางไว้ ต้องผ่านความน่ารักของปลาทะเลเขตร้อนเสียก่อน แอบทึกทักไปเองว่าปลาเหล่านี้กำลังว่ายทักทายต้อนรับพวกเราเข้าสู่อะควอเรียมอย่างเป็นทางการ ความพิเศษอยู่ตรงตู้กระจก 6 ด้านทำจากอะครีลิก เวลามองจากแต่ละด้านจะเห็นในมุมมองที่แตกต่างกันออกไป เดินไปเรื่อยๆ ผ่านทะเลปะการัง ผ่านตู้ปลาเดี่ยวที่อาศัยตามปะการัง เช่น ปลาไหลสวนลายจุด ที่มักจะยื่นหัวออกมาจากทรายเพื่อหาอาหาร และโซนต่อมาที่ชอบมากเป็นพิเศษคือ ตู้แมงกะพรุนพระจันทร์และแมงกะพรุนถ้วยที่ล่องลอยเคลื่อนไหวไปตามกระแสน้ำ เสมือนนกที่โผบินลู่ลมอยู่บนท้องฟ้า

จากนั้นเราก็ได้พบกับน้องฉลามวาฬที่เราตามหา สวยงามมาก ดูนั่นสิ! ฉลามวาฬตัวใหญ่ลายจุดสีขาวกำลังว่ายผ่านกระจกด้านหน้า พร้อมปลากระเบนและฝูงปลาอีกจำนวนมาก เป็นซีนที่ทุกคนต่างต้องเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกจริงๆ ฉลาวาฬเป็นสัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และที่นี่มีถึง 3 ตัว เพาะพันธุ์และเลี้ยงโดยมนุษย์ และยังมีปลาอีกหลากหลายชนิด เช่น ปลากระเบนลายเสือ ปลากระเบน Nanyo ซึ่งเป็นปลากระเบนที่ใหญ่ที่สุด เวลาว่ายจะดูคล้ายกับการกระพือปีก หรือปลาเล็กๆ ที่อยู่รวมกันเป็นฝูงอย่างปลาลัง ซึ่งขยายพันธุ์ในแถบโอกินาวาเท่านั้น ทั้งหมดอยู่รวมกันอยู่ในตู้ปลาใหญ่ กว้าง 27 เมตร ยาว 35 เมตร และลึก 10 เมตร มีที่นั่งให้เราชมความน่ารักของปลาเหล่านี้ได้ หรือจะนั่งจิบเครื่องดื่มชมวิวตู้ปลาที่ Ocean Blue café ก็ได้เช่นกัน เราใช้เวลาอยู่ตรงนี้พอสมควร จนได้เวลาโชว์ให้อาหารพอดี น้องฉลามวาฬใช้ปากอันกว้างค่อยๆ สูบอาหารเข้าไปแล้วปล่อยน้ำผ่านเหงือกออกมา ว้าว! ดูแล้วก็ทึ่งไปเลย ภารกิจหลักของเราในวันนี้สำเร็จลุล่วงตามคอนเซปต์ที่วางไว้

เหลือบดูนาฬิกาเราควรจะไปเช็กอินเข้าที่พักได้แล้ว ตั้งพิกัดต่อไปยังเกาะ Saseko จากอะควอเรียมขับลงมาทางใต้นิดหนึ่งก็ถึงเกาะที่ตั้งอยู่ใกล้กับท่าเรือ Motobu โดยสามารถข้ามสะพานที่เชื่อมระหว่างเกาะใหญ่มายังเกาะแห่งนี้ แล้วลัดเลาะมาตามถนนสายเล็กๆ จนมาถึงที่พักของเรา E-Horizon Resort ที่พักขนาดกะทัดรัด ไม่มีลิฟต์ มีโถงกลางที่มีทีวี และครัวให้ใช้ได้อย่างอิสระ ภายในห้องมี 2 เตียง มีตู้เย็น ตู้เสื้อผ้า และมีห้องน้ำในตัว และมีเพียงฉากกั้นคั่นระหว่างเตียงนอนกับห้องน้ำเท่านั้น เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ในการค้างแรมที่ญี่ปุ่น แต่ความดีงามคือห้องพักเห็นวิวทะเล พระอาทิตย์มาโผล่ทักทายเราแต่เช้ามืดเลย วันนี้ผ่านการเดินทางมาอย่างยาวนาน เจอเตียงนอนก็อยากจะล้มตัวลงนอน แต่ท้องดันร้องโครกคราก เลยต้องหาข้าวเย็นจัดเต็มเสียหน่อย สอบถามเจ้าหน้าที่โรงแรมให้แนะนำเรื่องร้านอาหาร ได้ความว่าร้านส่วนใหญ่จะอยู่แถวท่าเรือที่เกาะใหญ่ เราขับรถวนกันอยู่ 2 รอบ เพราะตัดสินใจไม่ได้ว่าจะกินอะไร สุดท้ายมาจบที่ Steak House 88 ร้านสเต๊กขึ้นชื่อของโอกินาวา ที่มีราคาย่อมเยาจนไปถึงปานกลาง แถมสลัดยังตักฟรีได้อีก

วันแรกในโอกินาวาช่างผ่านไปอย่างช้าๆ เราค้นพบว่าการมาพักที่เกาะ Saseko แห่งนี้ ช่วยให้เราได้พักผ่อนร่างกายอย่างเต็มที่ เพื่อพร้อมรับวันใหม่ได้อย่างสดใสและมีชีวิตชีวา

เที่ยวคลอง ล่องคู ดูธรรมชาติ ที่สมุทรสงคราม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/571083

  • วันที่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 12:42 น.

เที่ยวคลอง ล่องคู ดูธรรมชาติ ที่สมุทรสงคราม

จ.สมุทรสงคราม เชื่อได้เลยว่าไม่มีใครไม่รู้จัก หรือไม่เคยได้ยินชื่อ ตลาดน้ำอัมพวา ตลาดร่มหุบ และดอนหอยหลอด เพราะสถานที่เหล่านี้ เป็นปลายทางท่องเที่ยวขึ้นชื่อของสมุทรสงครามมาช้านานแล้ว

แต่ถ้าเอ่ยชื่อชุมชนคลองไข่เน่าโปร่งล่ะ คุณรู้จักไหม ถ้ายังไม่รู้จักชุมชนนี้ เพราะเดิมทีชุมชนนี้ก็ไม่ได้มีอะไรที่โดดเด่น แต่หลังจากพัฒนาให้เป็นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี มีการดึงเอาเสน่ห์ของชุมชนมาดึงดูดนักท่องเที่ยว ที่นี่ จึงไม่ใช่ที่ที่จะมองข้ามอีกต่อไป!

ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ดำเนินงานภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน มีเป้าหมายสำคัญเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก กระจายรายได้สู่ประชาชน​ ผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชน โดยกรมการพัฒนาชุมชนทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คนในพื้นที่ รู้จักดึงเอาเสน่ห์ออกมาสร้างเป็นรายได้ พร้อมทั้งช่วยพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ OTOP ให้ได้มาตรฐานและมีคุณภาพมากขึ้น

จุดเริ่มต้นที่จะสัมผัสกับเสน่ห์ของชุมชนคลองไข่เน่าโปร่ง ก็คือ ตลาดน้ำบางน้อย

คุณเบญจมาศ วงษ์สุวรรณ พัฒนาการจังหวัดสมุทรสงคราม ได้เล่าให้ฟังว่า ตลาดน้ำบางน้อย ต่างจากที่อื่น มีความเป็นอัตลักษณ์ ความเป็นดั้งเดิมของชุมชน มีการดึงเสน่ห์ในชุมชนเอามาปรับปรุงใหม่ ก่อให้เกิดรายได้ หรือเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ OTOP ดึงคนจากแอ่งท่องเที่ยวใหญ่ เข้ามาเที่ยวแอ่งเล็ก เพราะ จ.สมุทรสงคราม มีอะไรอีกหลายอย่างที่น่าสนใจ มีอาหารพื้นบ้านที่อยากให้เข้ามาชิม

เมื่อโครงการนี้สำเร็จ ชุมชนก็ไม่ต้องไปขายของข้างนอก สามารถตั้งหลักอยู่ที่ชุมชนของเขาเองได้ กลับมาอยู่รวมกัน มาช่วยกันผลิต มาช่วยกันจำหน่าย ส่งเสริมให้ในชุมชนเรามีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น ประชาชนของเรามั่งคั่ง ยั่งยืนได้

มีคำพูดเล่นๆ ว่า มีเงิน 10 บาท มาเดินตลาดนี้ก็อิ่มได้ อย่างเช่นมีผักถ้วยละ 10 บาท มะนาวทั้งจานก็ 10 บาท ผักมัดใหญ่ 5 บาท กล้วยหวีละ 10 บาท ข้าวหมากห่อละ 5 บาท ขายในราคาถูก พ่อค้าแม่ค้าก็คือชาวบ้านมีน้ำใสใจจริง ยิ้มแย้มแจ่มใส

ถ้ามาที่นี่ ชิลๆ เดินเล่นสบายๆ แล้วก็ซื้อสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์จากชุมชน ได้สัมผัสบรรยากาศแบบเป็นลูกทุ่งๆ แบบชาวบ้านๆ แล้วก็ในชุมชนแท้ๆ ที่จอดรถก็สะดวก

คุณลาวัลย์ เชิดชู รองประธานชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีของตลาดน้ำบางน้อย กล่าวว่า ชุมชนตลาดน้ำบางน้อยเป็นย่านธุรกิจทางน้ำเก่าแก่กว่า 100 ปี แต่พอมีถนนหนทาง คนใช้รถมากขึ้น เศรษฐกิจทางน้ำก็ซบเซาไป แต่ต่อมา ชุมชนก็มีความคิดอยากฟื้นฟูบรรยากาศเก่าๆ ของตลาดนี้ขึ้นมา เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของโครงการ ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ที่ดำเนินการภายใต้โครงการ ไทยนิยม ยั่งยืนของรัฐบาล ตลาดแห่งนี้จึงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

สมัยก่อนนี้ ตลาดน้ำบางน้อย เป็นหนึ่งในตลาดค้าส่งผัก-ผลไม้หลักของ อ.บางคนที ชาวสวน ชาวไร่ มักจะเอาผลผลิตทางการเกษตร บรรทุกมาทางเรือ เพื่อมาส่งที่นี่ จึงเป็นที่รู้กันว่า ใครอยากได้ของสดๆ อยากได้ของคุณภาพดีและราคาถูก ก็ต้องมาที่ตลาดนี้ แม้ว่าทุกวันนี้สินค้าส่วนใหญ่ถูกส่งตรงขึ้นรถไปตลาดค้าส่งในกรุงเทพฯ แล้ว แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเกษตรกรรายย่อยอีกไม่น้อยที่ยังนิยมนำผลผลิตมาวางขายที่ตลาดแห่งนี้ คนที่ไม่ได้มีสวน-มีไร่ขนาดใหญ่ แต่มีผลผลิตเหลือกิน เหลือใช้ ก็เอามาวางขายที่ตลาดแห่งนี้ได้เช่นกัน บางคนไม่ได้มีอาชีพเป็นชาวสวน ชาวไร่ แต่อยากทำขนมขาย อยากเอาข้าวของมาขาย ก็ได้อีกเหมือนกัน

กล้วย 3 หวี 20 ถูกมาก!!! มะเฟืองลูกโตๆ ก็มี ไข่เค็มพอกดินใบเตย ผลไม้แช่อิ่ม ของที่วางขายที่นี่ ไม่ได้มีแค่ของสดที่เน้นราคาถูกเท่านั้น แต่หลายอย่างก็มีการแปรรูปเพื่อยืดอายุ และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าอีกด้วย

คุณนันทนา รัตนกร ประธานชุมชนท่องเที่ยว เล่าให้ฟังว่า หน้าฝนมะนาวได้ผลมาก เลยเอามาแปลงเป็นมะนาวดอง สืบทอดภูมิปัญญามาจากรุ่นแม่ แล้วก็เอามาปรับประยุกต์ มะนาวดองที่เห็นอยู่นี้ เป็นหนึ่งในสินค้า OTOP ขึ้นชื่อของตลาดน้ำบางน้อย ที่นอกจากจะวางขายที่นี่แล้ว ยังส่งไปขายในจังหวัดอื่นๆ ด้วย แถมยังมีการเชื่อมโยงกับกลุ่มผลิตสินค้า OTOP ของจังหวัดอื่น มาลงตัวที่โมเดลของการ “เอาของดีบ้านฉัน ไปขายที่บ้านเธอ แล้วเอาของดีบ้านเธอกลับมาขายที่บ้านฉัน” เป็นการเพิ่มโอกาส และกระจายรายได้ให้กว้างขึ้น

ไอศกรีมมะม่วงหาวมะนาวโห่ ก็มีเยอะที่บางคนที เดิมนั้นรสเปรี้ยวมาก แต่พอมาทำเป็นไอศกรีมก็อร่อย รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย

ไฮไลต์ที่นี่ไม่ได้มีแค่ของสด ของถูกเท่านั้น เพราะของอร่อยๆ ที่นี่ก็มีเพียบ ป้าสุนี วิไล ขายขนมสลัดงา บอกว่า ขนมโบราณมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 ราคาชิ้นละ 2 บาท ห่อใบตอง ใช้ไม้กลัด แถมใส่ถุงกระดาษ ทำจากวัสดุเหลือใช้ ขายไปด้วย ร้องเพลงฉ่อยให้ลูกค้าฟังด้วย เรียกได้ว่า ขนมก็อร่อย เพลงฉ่อยก็ฟังเพลิน และที่เด็ดสุด คือ ราคาประหยัด อีกร้านคือขนมอัญชันให้ชิมฟรีเลยทีเดียว

และอีกหนึ่งเมนูที่ใครมาบางน้อยแล้วต้องทาน ก็คือโรตีแต้จิ๋ว คุณเรณู อุทัยรัตนกิจเจ้าของร้านโรตีแต้จิ๋ว บอกว่า ได้สูตรมาจากอาม่า คนจีนเรียกหลัวะก้วย ซึ่งก็คือ ทอดแป้ง แต่พอทำขาย ก็ตั้งชื่อให้จำง่ายขึ้น เคล็ดลับความอร่อย อยู่ที่แป้ง น้ำตาลทรายแดง และถั่วคั่วสด ราคาขายแค่ 3 อัน 20 บาทเท่านั้น

คุณรัตนา อินทรโชติ ร้านก๋วยเตี๋ยวหลอดบางน้อย บอกว่าขายดีมาก ยังไม่ถึงเที่ยงก็จะหมดแล้ว ใครอยากลองชิม ถ้ามาถึงตลาดแล้ว ต้องตรงมาร้านนี้ก่อน ไม่งั้นเดี๋ยวหมด ร้านใช้วัสดุธรรมชาติจากชุมชน ไม่เน้นวัสดุย่อยสลายยาก

คุณกัญญานัฎฐ์ อมรเทพ เล่าให้ฟังว่า การปลูกฝังจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมนั้น เป็นหนึ่งในเรื่องที่ชุมชนแห่งนี้ให้ความสำคัญมานานแล้ว ทั้งเรื่องการเลือกใช้วัสดุย่อยสลายง่าย และการรีไซเคิลจากวัสดุเหลือใช้ ซึ่งก็เป็นหนึ่งฐานการเรียนรู้ สำหรับผู้ที่สนใจก็มีฐานการเรียนรู้เรื่องการรีไซเคิล ตัวอย่าง เช่น กล่องน้ำ UHT มาสานตะกร้าได้ ถุงน้ำพาสเจอไรซ์ ทำเป็นกระเป๋าได้ ใครอยากมาเรียนรู้ก็ได้ แต่ต้องมีเวลาหน่อย

นอกจากเรื่องรีไซเคิลแล้ว ก็ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่เป็นอีกหนึ่งฐานการเรียนรู้เรื่องราวในอดีตของชุมชน คุณประพีร์ภัรทร พิเสฐศลาศัย ฐานการเรียนรู้ พิพิธภัณณ์ตั้งเซียมฮะ หรือบ้านไหพันใบ บอกว่า ภาชนะเก่าแก่พวกนี้บอกเล่าเรื่องราวมากมาย มีภาชนะใส่น้ำตาลจำนวนมาก เพราะที่นี่ทำน้ำตาลมะพร้าวมาแต่อดีต มีไหจากเมืองจีนเยอะ เพราะชุมชนที่นี่เป็นคนเชื้อสายจีนมาก

อีกหนึ่งฐานฯ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของคนที่นี่ ก็คือการตกกุ้งแม่น้ำ คุณณรงค์ นิติสาขา บอกว่า อยากตกกุ้ง ต้องรู้นิสัยกุ้งก่อน แต่ละแบบก็จะมีวิธีสังเกตต่างกัน และสามารถนั่งเรือไปตกกุ้งกันได้เลย

หลังจากได้กุ้งแม่น้ำตัวโตๆ มาแล้ว ขั้นตอนต่อไป ก็คือเอามาปรุงอาหาร แล้ววันนี้เราก็ทำเมนูพิเศษซึ่งเป็นเมนูพื้นเมืองของที่นี่ เรียกว่า แกงคั่วหัวปลี ใส่กุ้งแม่น้ำ หัวปลีก็นุ่ม เนื้อกุ้งแม่น้ำก็แน่น พริกแกงก็หอมๆ บวกกับรสชาติหวานมันของกะทิ ต้องบอกว่า อร่อยจนอยากจะห่อกลับไปกินต่อที่บ้านกันเลยทีเดียว

การทำเชือกกล้วย และงานประดิษฐ์จากเชือกกล้วย เริ่มต้นจากที่ชุมชนมีต้นกล้วยจำนวนมาก บวกกับคนชราไม่มีอะไรทำ เลยชวนกันมาทำ สมัยก่อนก็เคยใช้เชือกกล้วยกัน แต่ถูกแทนที่ด้วยวัสดุสังเคราะห์ จึงอยากนำเชือกกล้วยกลับมาใช้อีก เพราะย่อยสลายง่าย รูปแบบที่ทำในปัจจุบัน ก็เป็นกระเป๋า ที่ใส่ทิชชู่ ใส่แก้วเยติ กระเป๋าใส่ iPAD เด็กๆ ก็ฝึกทำ แถมทำได้ดีด้วย เป็นการปลูกฝังเด็กๆ ให้รู้จักงานฝีมือ และรักษ์ธรรมชาติ แนวคิดนี้กำลังมาแรงเพราะทุกคนกำลังลดพลาสติก

ที่ศูนย์เรียนรู้และขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ ต.กระดังงา ซึ่งอยู่ใกล้กับตลาดน้ำบางน้อย นิดเดียวเอง คุณธงชัย แสงบรรจง รองนายกเทศมนตรีตำบลกระดังงา บอกว่า ที่นี่มีพันธุ์ไม้ทุกอย่างให้เยี่ยมชม ไม่ว่าจะเป็นกล้วย มะละกอ ลองกอง ส้ม และอื่นๆ อีกเพียบ​ แถมยังมีผลไม้แปลกๆ มีไม้หายาก อีกหลายชนิดด้วย ใครอยากลองชิม เจ้าของสวนเขาก็ไม่หวง แถมปอกให้ชิมฟรีอีกต่างหาก

นอกจากพืชผักแล้ว สัตว์เลี้ยงก็มีทั้งปลาเป็ด กบ มีไส้เดือนที่เลี้ยงไว้ เพื่อนำไปทำปุ๋ยมูลไส้เดือน ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ที่นี่เหมาะอย่างมากสำหรับการพาเด็กๆ มาเรียนรู้ธรรมชาติ และวิถีชนบท

ถึงตรงนี้ บางคนอาจจะมองว่า ที่ชุมชนตลาดน้ำบางน้อยแห่งนี้คงเหมาะสำหรับแม่บ้าน หรือคนสูงวัย เพราะไม่ต้องเดินไกล​ ไม่ต้องเบียดเสียดกัน แถมมีอาหารการกินราคาประหยัด ที่เน้นความเป็นธรรมชาติ หรือบางคน อาจมองว่าตลาดน้ำแห่งนี้คงเหมาะกับการพาเด็กๆ มาเที่ยวเล่น เพราะจะได้เห็น ได้เรียนรู้อะไรแปลกๆ ใหม่ ที่หาดูไม่ได้ในเมือง

ที่จริงแล้วเหมาะกับทุกเพศทุกวัยเลยก็ว่าได้ เพราะแม้แต่วัยรุ่นสมัยใหม่ ที่อยากได้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ เป็นตัวของตัวเอง การมาเที่ยวเล่นที่นี่ หรือมานอนเล่นที่นี่ คือความเก๋ไก๋สุดๆ ใครที่ชอบใช้ชีวิตแบบแนวๆ ปล่อยตัวปล่อยใจ ไปกับธรรมชาติ มาที่นี่ ไม่ผิดหวังแน่

พอพระอาทิตย์ตก ก็อย่าเพิ่งรีบไปไหน เพราะบรรยากาศอีกแบบหนึ่ง กำลังเริ่มต้นขึ้น ที่สะพานข้ามคลองบางน้อย อุโมงค์ไฟระยิบระยับบนสะพานแห่งนี้ เหมาะกับการมานั่งรับลมเย็นๆ ชมแสงไฟสวยๆ แล้วถ่ายรูปเล่นเก๋ๆ

ยิ่งถ้าเป็นคู่รักด้วยแล้วละก็ มีมุมให้ถ่ายรูปเล่นสนุกๆ และสวยๆ อยู่หลายจุด เห็นแบบนี้แล้ว บางคนอาจจะได้ไอเดียสำหรับการถ่ายรูป Pre Wedding ไปด้วยเลย

ของถูก กิจกรรมสนุกๆ บรรยากาศสุดชิล คู่รักหวานแหวว ตลาดน้ำบางน้อย เป็นสถานที่สำหรับคนทุกเพศทุกวัยจริงๆ

จะเห็นได้ว่า กิจวัตรประจำวัน หรือว่าวิถีชีวิตธรรมดาๆ ที่ดูเหมือนไม่มีอะไรของเรา แต่บางครั้งมันคือสิ่งที่สร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว หรือว่าคนที่ได้มาเยือน ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละสามารถพัฒนาไปเป็นกิจกรรมท่องเที่ยว สามารถนำองค์ความรู้ หรือภูมิปัญญาที่มีอยู่ในการดำรงชีพทุกวันมาสร้างเป็นสินค้า ยิ่งถ้าใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไป เอานวัตกรรมเข้ามาช่วย เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากมาย

แนวคิดแบบนี้กำลังจะเกิดขึ้นในอีกหลายๆ ชุมชนทั่วประเทศไทย ภายใต้ชุมชนที่ชื่อว่า ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ในรายการ โลก 360 องศา วันอาทิตย์นี้ หลังเคารพธงชาติ เวลา 08.00-08.30 น. ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 HD

ภูเขา ภูผาลอยฟ้า ตะลุยดินแดนมังกรจีน‘ฉางซา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/571060

  • วันที่ 17 พ.ย. 2561 เวลา 10:29 น.

ภูเขา ภูผาลอยฟ้า ตะลุยดินแดนมังกรจีน‘ฉางซา’

โดย ปอย

เป้าหมายของรูทนี้คือ อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย ไปเที่ยวภูเขาเทียนเหมินซานด้วยเคเบิลคาร์ หรือกระเช้าลอยฟ้าทันสมัยที่สุด เป็นการสัมผัสประสบการณ์ใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวไทย ที่ได้แต่เฝ้ารอคอยกระเช้าขึ้นภูเขาบ้านเรามายาวนาน ไม่เป็นไร ไปเที่ยวขึ้นกระเช้าใหม่ๆ ล้ำๆ บ้านเขาก็ได้

จุดหมายปลายทางอีกแห่ง คือ อุทยานแห่งชาติอู่หลิงหยวน ภูเขาแห่งแรงบันดาลใจของ เจมส์ คาเมรอน สร้างภาพจินตนาการเมืองลอยฟ้าของชาวนาวีขึ้นในภาพยนตร์ดังก้องโลก “อวตาร” นักท่องเที่ยวปักหมุดต้องมาเยือนให้ได้สักครั้ง

อู่หลิงหยวน เป็นชื่อเรียกเขตอนุรักษ์ธรรมชาติป่ายุคดึกดำบรรพ์ของจีน ที่นี่ถูกพบเมื่อปลายศตวรรษที่แล้ว มีพืชพรรณไม้โบราณเยอะมาก ฟังแล้วใจสั่นระรัว อยากไปเห็นกับตา

สถานที่ท่องเที่ยวทั้งสองแห่งอยู่ที่มณฑลหูหนาน 1 ใน 37 มณฑลของประเทศจีน ตามแผนที่ประเทศเป็นรูปไก่ มณฑลหูหนาน พื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำในภาคกลางตอนใต้ พูดให้เห็นภาพง่ายๆ ก็อยู่ตรง “ท้องไก่” ไม่ไกลจากไทย

ความเจริญของมณฑลนี้มีสนามบินนานาชาติ 2 แห่ง สนามบินภายในประเทศ 3 แห่ง มีเที่ยวบินตรงสู่เมืองต่างๆ ทั่วโลก 75 เมือง รวมถึงกรุงเทพฯ

ไปท่องแดนมังกรคราวนี้ โดยสายการบินไทยสมายล์ มีเที่ยวบินตรงมาถึง ฉางซา ซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑลหูหนาน Boarding สุวรรณภูมิ-ฉางซา ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมงกว่าๆ เดินทาง 4 โมงเย็น ถึงฉางซามืดพอดี บวกเวลาประเทศจีนเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง ไทยสไมล์แลนดิ้งสู่สนามบินฮวงหัว เมืองฉางซา ราว 2 ทุ่มครี่ง

การเที่ยวประเทศจีน มีคำถามว่าเที่ยวเอง หรือเลือกทัวร์ดีกว่ากัน?!! คำตอบอยู่ตรงพื้นที่ประเทศจีนกว้างขวางราว 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าไทยเกือบ 19 เท่า การเดินทางตะลอนเที่ยวไม่น่าจะใช่เรื่องง่ายดายนัก ทริปนี้จึงมีไกด์ทัวร์นำทางเพื่อลดความยุ่งยากทั้งปวง

คืนแรกนอนโรงแรม 5 ดาวในเมืองฉางเต๋อ ซึ่งต้องนั่งรถโค้ชไปอีก 2 ชั่วโมงกว่า “ตันตัน” ไกด์สาวชาวจีนพูดภาษาไทยได้ชัดพอใช้ เธอเคยมาเรียนภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ตันตัน บอกว่าถ้าเรานอนเมืองฉางซา ต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อเดินทางอีกกว่า 5 ชั่วโมง ไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย-ภูเขาเทียนเหมินซาน นั่งรถเช้าๆ ยาวๆ แบบนั้นมันก็อ่วมเกินไป

ทริปนี้ 4 วัน 3 คืน ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง เดือน ต.ค. เป็นปลายฤดูใบไม้ร่วง อุณหภูมิ 10-22 องศาเซลเซียส คนไทยกรี๊ดดีใจกันถ้วนหน้า เสื้อโค้ตเบาๆ สักตัวก็เอาอยู่ แต่ปรากฏว่า เอาไม่อยู่! ด้วยความโชคไม่ดีไปเจอมรสุมเข้าพอดิบพอดี!

ในฐานะคนไปมาแล้วหมาดๆ ขอแนะนำการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย แจ็กเกตกันลมกันหนาวอุ่นๆ ต้องพกไปให้มั่นใจ หมวยไกด์จีนบอกพลางแย้มยิ้ม การท่องเที่ยวชมธรรมชาติก็ต้องลุย ลุย และลุย เสื้อกันฝน ร่ม หมวก ก็ควรเตรียมไปให้พร้อม

ครั้งหนึ่งในชีวิต…นั่งกระเช้าขึ้นเทียนเหมินซาน

กระเช้าค่อยๆ ไต่ระดับบนทางสูงชันขึ้นเขาสู่อุทยานจางเจียเจี้ย มีความยาวที่สุดในโลก คือ 7,455 เมตร ใช้เวลา 40 นาที เป็นกระเช้าทันสมัยที่สุด รัฐบาลมณฑลหูหนานไม่หยุดพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยว และพร้อมเติบโตทุกๆ ด้านอย่างต่อเนื่อง

จีนมีแผนสร้างอะไรต่อมิอะไรอีกหลายๆ อย่าง แต่ละสิ่งที่สร้างคือเน้นความอลังการที่มากับของใหม่ๆ ล้ำสมัย

เส้นทางนี้ขึ้นเขาสูงเสียดฟ้านำเสนอวิวระดับพรีเมียม ชมความงามของภูผานับร้อยนับพันยอด ตลอดระยะทาง 7.5 กิโลเมตร แต่แทบไม่เห็นอะไรเลยตลอด 40 นาทีที่อยู่บนกระเช้า ไต่ยอดเขาสูง 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล

สิ่งที่เกิดขึ้นคือวันนี้พายุเข้าเทียนเหมินซาน ความฝันที่จะได้ดูทางเดินกระจกแก้วที่สร้างริมหน้าผาเทียนเหมินซาน มองทะลุได้ความหวาดเสียวสุดติ่งจบเห่กันไป

ฝนตกพรำ แต่นักท่องเที่ยวนับหมื่นคนก็ไม่ย่อท้อ เดินลุยฝน หมอกลงหนามาก ภูเขาและแท่งหินแปลกตามากมายหลบซ่อนตัวอยู่ภายใต้ม่านหมอก

เทียนเหมินซาน เป็น 1 ใน 4 ของภูเขาสวยงามที่สุดของประเทศจีน มีคำกล่าวว่า หากใครมาจางเจียเจี้ยแล้ว ไม่ได้มาขึ้นเขาเทียนเหมินซานแห่งนี้ เหมือนมาไม่ถึงจางเจียเจี้ย

ภูเขาระเบิดเองโดยธรรมชาติ กลายเป็นถ้ำหรือประตูสวรรค์ ประตูนี้มีความสูง 131.5 เมตร ความกว้าง 57 เมตร ความลึก 60 เมตร แต่ก็ใช่ว่าประตูหินแห่งพิภพมังกรจีน มีแสงอาทิตย์สดใสรอดผ่าน เปิดทางเข้าสู่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่แบบที่เห็นในรีวิวท่องเที่ยว ก็ใช่ว่าประตูสวรรค์จะเปิดต้อนรับทุกคน

ขาเอ็กซ์ตรีมที่วางแผนเลือกลงเขาเดินบันได 999 ขั้น ก็พานอดไปด้วย วิธีลงที่หวาดเสียวท่ามกลางอุณหภูมิเย็นจัดไม่แพ้กันเลย คือ ลงบันไดเลื่อน รัฐบาลจีนสร้างบริการนักท่องเที่ยว 20 กว่าตัว อภิมหึมาแห่งความอลังการยกให้ไปเลย

ต่อจากบันไดเลื่อน นั่งรถบัสผ่านถนน 99 โค้งที่แสนจะคดเคี้ยว วิวรางๆ ที่มองลงมาตอนขึ้นกระเช้า ถ้าอากาศดีจะแจ่มมาก ไกด์ตอกย้ำ และช่วงค่ำมีโปรแกรมชมโรงละครกลางแจ้ง ฝนตกยันค่ำ ก็ต้องใส่เสื้อฝนชมกัน สัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ของจริง

ละครเวทีเรื่อง “นางพญาจิ้งจอกขาว-Tianmen fox show” มีนักแสดงมากกว่า 50 ชาติพันธุ์ ฮั่น ถู่เจีย แม้ว ต้ง หุย โชว์วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรมความหลากหลายของเผ่าพันธุ์ ผสมผสานเทคโนโลยีแสงสีเสียงตระการตา แค่วันแรกรัฐบาลจีนก็จัดของไว้ให้นักท่องเที่ยวครบรส

จุดหมายมหัศจรรย์ “หุบเขาอวตาร”

อุทยานจางเจียเจี้ย เป็นเมืองมรดกโลกอุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติ ภูมิประเทศ มีเทือกเขาโอบล้อมถึง 3 ด้าน ด้านตะวันออกมีเทือกเขามู่ฟู่ และเทือกเขาหลัวเซียว ด้านใต้มีแนวเขาอู๋หลิ่งซัน ด้านตะวันตกมีเทือกเขาอู่หลิง และเทือกเขาเสี่ยวเฟิง

ยอดเขาทางตะวันตกของมณฑลส่วนใหญ่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลมากกว่า 1,000 เมตร ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ คือ ฉากภาพยนตร์ชื่อดัง อวตาร จึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตของเมืองจีน ใครๆ ก็อยากมาดูเสาหินควอตซ์สูงตระหง่านเสียดฟ้า มากกว่า 3,000 ต้น ภายในอุทยานแห่งนี้

นอกจากวิวทิวทัศน์อันงดงามของเสาหินแล้ว ก็ยังมีความตื่นเต้นอื่นๆ ให้ได้เที่ยวชมกันทั้งลิฟต์แก้วเอาต์ดอร์ความสูงที่สุดในโลก 362 เมตร วิ่งเร็วที่สุดในโลก บันทึกโดย World’s tallest full-exposure outdoor elevator ไป่หลงเทียนที คือฉายาของลิฟต์นี้

ที่สุดในโลกอีกแห่งและเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของที่นี่ เปิดตัวได้ไม่นานก็คือ สะพานกระจก มีความสูงจากพื้นดิน 180 เมตร ยาว 380 เมตร กระจกหนา 24 มิลลิเมตร รับน้ำหนักคนได้พร้อมกันถึง 800 คน ครองตำแหน่งสะพานกระจกสูงที่สุด และยาวที่สุดในโลกอีกตามสไตล์รัฐบาลจีน ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเดินวัดใจกัน

แนะนำอย่างยิ่งว่าควรไปเช้าๆ ไม่อย่างนั้น โอ้วววว!!! เอ็มจีๆๆๆ คนเยอะมาก คิวมหาศาลจากทัวร์จีนจะรอท่านอยู่ทุกตารางนิ้ว ประโยคที่ว่ามังกรจีนตื่นจากหลับใหล คือเรื่องจริงอะไรจริง

ประชากรทั้งมณฑลหูหนาน 72 ล้านคน มากกว่าพลเมืองไทยทั้งประเทศ ก็แค่คนบ้านเขาเที่ยวกันเองก็เนืองแน่นสุดๆ แล้ว ตัวเลขนักท่องเที่ยวทั้งคนจีน และต่างชาติที่ไปเยือน “จางเจียเจี้ย” ปีละ 30 กว่าล้านคน

จุดท่องเที่ยวที่นี่รัฐบาลจีน ได้จัดระดับเมืองท่องที่ยวคุณภาพดีเยี่ยมที่สุด คือ ระดับ 5A คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวจีนเจ้าถิ่น แต่ละคนพร้อมออกตะลุย พร้อมครอบครอง ตักตวง ทรัพยากรท่องเที่ยวประเทศตัวเองกันเต็มที่ ดูสีหน้าสีตาแล้วทั้งมีความสุขและภาคภูมิใจอย่างที่สุด

ลิฟต์แก้วไป่หลงเทียนที คนเยอะ คิวต่อแถวยาว (ม-า-กกกกกก) คิวแต่ละจุด 2 ชั่วโมงขึ้นไป ฟังเรื่องจีนมาเยอะ แซงคิวมหาโหด ห้องน้ำในตำนาน เดอะโฉ่งฉ่างโชว์ และอื่นๆ อีกมากมาย แต่การท่องเที่ยวคือการเปิดประสบการณ์ใหม่นี่ก็คือเรื่องจริง

จีนก้าวเข้าสู่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างเต็มตัว เรื่องห้องน้ำมีบริการตลอดเส้นทาง รถจะจอดให้เข้าห้องน้ำที่ภาพไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แค่เตรียมทิชชู่เปียกติดตัวไว้ เพียงแต่ส่วนใหญ่จะเป็นแบบส้วมซึม คนจีนรังเกียจการนั่งชักโครกร่วมกับคนอื่น ไกด์ตันตันว่าอย่างนั้นนะ อาจจะเคยได้ยินเรื่องแซงคิวของคน เขาก็ต่อคิวกันปกติดี

จีนถือเสมือนญาติกับคนไทย ไปเที่ยวแล้วอุ่นใจประเทศเขาเจริญมาก อาหารจีนตำรับหูหนานจะออกรสเผ็ด ซึ่งน่าจะถูกปากคนไทย อาหารส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของพริกดอง หมาล่าคนไทยเราก็เริ่มคุ้นกันแล้ว ปลาเป็นอีกหนึ่งเมนูเด็ด ใครกินอะไรไม่ได้ก็มีปลาสดมาก แต่ต้องระวังก้างเยอะเพราะเป็นปลาน้ำจืด

สถานที่ท่องเที่ยวสวยงามในระดับอลังการ และมีอีกหลายรูทที่ต้องไปลองลุย ทริปสั้นๆ ประหยัดๆ 3 คืน 4 วันแบบนี้ก็ไปได้สบายมาก

ใครสนใจ สายการบินไทยสมายล์ มีโปรโมชั่น SMILE PRICE มหัศจรรย์แดนมังกร ได้แก่ ฉงชิ่ง ฉางซา เจิ้งโจว กว่างโจว และเกาสง ราคาพิเศษเริ่มต้นที่ คนละ 2,550 บาท/เที่ยว (รวมทุกอย่างแล้ว)

สำรองที่นั่งได้-30 พ.ย. 2561 เดินทางได้ตั้งแต่วันนี้-31 ธ.ค. 2561 ลองคลิกดูรายละเอียด http://www.thaismileair.com

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/570445

  • วันที่ 11 พ.ย. 2561 เวลา 13:18 น.

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (1)

เกาะตอนใต้ของญี่ปุ่น ที่เที่ยวตากอากาศ อาณาจักรริวกิว ทะเล ชายหาด อะควาเรี่ยมขนาดใหญ่ แสงแดด เสื้อฮาวาย น้ำมะระ สับปะรด และมันม่วง หากพูดถึงสิ่งเหล่านี้ แล้วตั้งคำถามว่า คือจังหวัดไหนของญี่ปุ่น หลายคนคงทราบว่า นี่คือ Okinawa จังหวัดที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของญี่ปุ่น มีลักษณะเป็นเกาะขนาดใหญ่ และมีเกาะเล็กเกาะน้อยอีกมากมายที่อยู่โดยรอบ ด้วยความที่เป็นเกาะ มีชายหาดสวย มีปะการังสมบูรณ์ และบรรยากาศดีสำหรับหนีความหนาว จึงเป็นที่พักตากอากาศของชาวญี่ปุ่นและชาติอื่นๆ ใกล้เคียง มนต์เสน่ห์แห่งอาณาจักรดั้งเดิม ความมีอัธยาศัยดีของชาวพื้นถิ่น ความหลากหลายและความกลมกลืนด้านวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตก ทำให้โอกินาวามีความโดดเด่น และมีเสน่ห์ในตัวเองเป็นอย่างมาก เสน่ห์ที่ต่างจากเกาะหลักอย่างฮอนชูหรือที่อื่นในญี่ปุ่น หลายคนบรรยายความรู้สึกหลังกลับมาว่า โอกินาวาเหมือนญี่ปุ่นผสมกับไต้หวัน มีกลิ่นอายฮาวายหน่อยๆ เป็นจังหวัดที่ให้อารมณ์เหมือนไม่ใช่ญี่ปุ่นจ๋า เอ๊ะ! คืออะไร ด้วยความสงสัยและอยากรู้ว่าโอกินาวาเป็นแบบไหนกันแน่ จะเป็นอย่างที่ได้ยินรึเปล่า จึงตั้งเป้าว่าต้องมาให้ได้ และในที่สุดฝันก็เป็นจริง แต่ครั้นจะเที่ยวแบบธรรมดาก็ไม่เก๋ เที่ยวแบบเราต้องมีคอนเซ็ปต์ด้วย เช่น “ตามหาน้องฉลามวาฬ ค้นพบความสงบที่เกาะ Saseko” “เดินเล่นอุโมงค์ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ กินพิซซ่าร้านเด็ดวิวดี ตะลุยเกาะแห่งความรัก พระอาทิตย์ตก ณ แหลมมันซาโมะ” “เยือนอาณาจักรริวกิว ดำน้ำถ้ำสีฟ้า เดินเล่นยามเย็นหมู่บ้านอเมริกัน” “เที่ยวเกาะเทพเจ้า ชิคๆ คูลๆ ย่าน Hipster” บอกแค่นี้ก่อนละกัน ถ้าเฉลยหมดเดี๋ยวจะไม่สนุก

การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาทั้งหมด 5 วัน ผู้ร่วมทางมีแค่ผู้หญิง 2 คนขับรถเที่ยวกันเอง แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว แน่นอนว่าก่อนเดินทาง เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม การวางแผนทุกอย่างไว้ก่อนจะช่วยให้เราหายห่วงและสบายใจขึ้น ว่าแล้วก็กางแผนที่โอกินาวาขึ้นมาทำความรู้จักกันเลย โอกินาวาแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ตอนเหนือ เขต Yanbaru มีป่าเขตร้อน คาบสมุทรโมโตบุ และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ เมือง Anna มีแหลมงวงช้าง Manzamo ตอนกลาง เมือง Yomitan เครื่องปั้นดินเผาเด่น เมือง Kosa และเมือง Oruma เป็นเขตฐานทัพสหรัฐอเมริกา เมือง Chatan มี American Village และตอนใต้ มีเมืองหลัก Nahaสวนสันติภาพ และ Seifa utaki อีกทั้งยังมีเกาะอีกมากมายโดยรอบที่สามารถนั่งเรือหรือเครื่องบินเดินทางไปเที่ยวได้ ตัดสินใจกันอยู่หลายตลบ สรุปว่าทริปนี้จะเน้นเที่ยวแค่ตอนเหนือกับตอนกลาง เก็บตกตอนใต้นิดหน่อย ส่วนตอนใต้ฉบับเต็มเก็บไว้เที่ยวคราวหน้า แพลนของเราคือ จะเที่ยวลงมาจากตอนเหนือจนถึงตอนกลางโดยเปลี่ยนที่นอน 2 คืนแรก ส่วน 2 คืนหลังจะไปนอนในตัวเมืองนาฮะ แต่สำหรับท่านที่ไม่ชอบย้ายที่พักบ่อยไม่ชอบเก็บกระเป๋า จะพักในตัวเมืองนาฮะแล้วขับรถไปเที่ยวเช้าไปเย็นกลับก็ได้ แต่ต้องวางแผนและคำนวณระยะทางให้ดี หรือจะเลือกซื้อทัวร์รถบัสของ Hip Hop Bus ก็สะดวกในการเดินทางเช่นกัน

มาเริ่มต้นการเดินทางจากไทยไปโอกินาวากันก่อน เราเดินทางโดยสายการบิน Peach Airlines สายการบินต้นทุนต่ำที่มีกิตติศัพท์เรื่องการดีเลย์ให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง แต่พอได้นั่งจริง เครื่องบินลำไม่เล็กมาก นั่งสะดวกสบาย แถมไม่มีเรื่องการดีเลย์ด้วย นับเป็นเรื่องดีสำหรับการเริ่มต้นทริปที่เครื่องลงตามเวลาที่กำหนด ไม่เช่นนั้นแผนการเดินทางต้องเปลี่ยนไป แต่แอบเตรียมแผนสำรองไว้แล้ว อยากแนะนำให้ทำแผนการเที่ยววันแรกสำรองเผื่อเครื่องดีเลย์ไว้ด้วย วันแรกจึงไม่ควรใส่ที่เที่ยวแบบจัดเต็ม เน้นเดินทางสบายไม่ให้เหนื่อยมาก คอนเซ็ปต์วันแรกของเราจึงมีชื่อว่า “ตามหาน้องฉลามวาฬ” แหม…ได้ยินชื่อก็รู้แล้วสินะ ว่าจะต้องไปอะควาเรี่ยมกันแน่

เครื่องของสายการบิน Peach Airlines มาลงจอดที่ Domestic Terminal มีลักษณะเหมือนโถงอาคารขนาดใหญ่ เมื่อผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว จะเข้ามาสู่โถงหลัก มีเคาน์เตอร์เช็กอินของสายการบินภายในประเทศ เช่น Peach Airlines และ Vanilla Air นอกจากนี้ ยังมีร้านกาแฟ ร้านขายของฝากอยู่ตั้งหนึ่งร้าน และเคาน์เตอร์เช่ารถหลายแบรนด์เรียงกันอยู่ หากใครยังไม่ได้เช่ารถมาจากประเทศไทยก็สามารถมาเช่าหน้างานได้เช่นกัน สำหรับเราเลือกจองรถตั้งแต่ก่อนเดินทาง ไม่อยากลุ้นหน้างานว่าจะได้รถอะไร ราคาเท่าไร อยากคุมค่าใช้จ่ายตั้งแต่ต้น จึงใช้บริการจองรถผ่านเว็บไซต์ โดยเข้าไปที่ http://www.j-plan.co.th เช่ารถผ่าน ToCoo! เพราะมีคูปองส่วนลดสำหรับเช่ารถขับที่โอกินาวาร่วมรายการอยู่ เมื่อจองรถเรียบร้อยแล้ว เขาจะส่งหมายเลขการจองให้ทางอีเมลก็เป็นอันเสร็จขั้นตอน วันจริงสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่เช่ารถที่ InternationalTerminal ได้เลย ระหว่าง DomesticTerminal ไปยัง International Terminal มีรถบัสบริการรับส่งฟรี ต่อแถวขึ้นรถบัสที่หน้าทางออก ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก็จะถึง International Terminal จากนั้นให้ข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม จะเห็นธงสัญลักษณ์แบรนด์เช่ารถเรียงต่อกันหลากหลายแบรนด์ พอไปถึงแบรนด์ที่เราจอง ก็แจ้งชื่อกับหมายเลขการจอง เจ้าหน้าที่จะให้เราขึ้นรถบัสเพื่อไปรับรถยังสำนักงานที่ตั้งอยู่นอกสนามบิน ครั้งนี้เราจองกับ Sky Rental Car ชื่ออาจจะไม่คุ้นหูเท่าแบรนด์เช่ารถดังๆ แต่เท่าที่ทำการหาข้อมูลมาแล้วก็น่าเชื่อถืออยู่ มีสาขาหลายแห่งในโอกินาวา และเป็นที่นิยมเช่นกัน แถมยังได้คูปองส่วนลดมาอีก ฉะนั้น เลือกสิรออะไร! พอถึงสำนักงาน ก็ดำเนินการด้านเอกสาร แล้วยื่นคูปองส่วนลดให้เจ้าหน้าที่ ซึ่งในคูปองสามารถเลือกได้ว่าจะรับส่วนลด 1,000 เยน หรือเลือกอัพเกรดระดับของรถยนต์ รถที่เราจองเป็นระดับที่ดีอยู่แล้ว จึงเลือกเป็นส่วนลดแทน จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็พาไปดูรถ บอกวิธีการใช้งาน Navigator บอกตำแหน่งที่มีตำหนิ หากตอนคืนรถเช็กแล้วขับไปชนอะไร มีตำหนิใหม่ก็ต้องเสียค่าปรับ

รถพร้อม! คนพร้อม! แต่ท้องไม่พร้อม ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยตั้งแต่เช้า พอดีว่าข้างๆ จุดรับรถมีแฟมิลี่มาร์ทอยู่ มื้อแรกที่โอกินาวาจึงขอฝากท้องไว้ที่ร้านสะดวกซื้อ ทานข้าวกันสักพัก แล้วตั้งพิกัด GPS ไปยังจุดมุ่งหมายของเราวันนี้ น้องฉลามวาฬรอเราอยู่ที่ Shuraumi Aquarium

เที่ยวสนุก สุขภาพดี ดูวิถีชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/570356

  • วันที่ 10 พ.ย. 2561 เวลา 14:25 น.

เที่ยวสนุก สุขภาพดี ดูวิถีชุมชน

เหตุผลอันดับต้นๆ ที่ทำให้คนตัดสินใจไปเที่ยวเชียงใหม่คงเป็นเรื่องภูมิประเทศที่สวยงาม อากาศที่เย็นสบาย และวัฒนธรรมอันอ่อนช้อย งานหัตถศิลป์ งานหัตถกรรมของที่นี่ก็ขึ้นชื่อ มีสถานที่หลายแห่งที่มีความงดงามทางธรรมชาติ เช่น ดอยอ่างขาง ดอยผ้าห่มปก ห้วยน้ำดัง ดอยหลวงเชียงดาว ม่อนแจ่ม บ้านแม่กำปอง ผาช่อ​กิ่วแม่ปาน จนได้รับการโปรโมทให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มาเชียงใหม่แล้วต้องไม่พลาด

แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหลายสถานที่ที่มีดีไม่แพ้กัน แต่แค่ยังไม่ได้รับการโปรโมทให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้นเอง ซึ่งโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ภายใต้โครงการ ไทยนิยม ยั่งยืน นี่แหละ ที่จะเปิดโอกาสให้ชุมชนท่องเที่ยวหน้าใหม่ได้มีโอกาสแจ้งเกิด

เจริญ สีวาโย หัวหน้ากลุ่มงานยุทธศาสตร์งานพัฒนาชุมชน ได้เล่าให้ฟังว่ายังอีกหลายชุมชนที่มีศักยภาพ ถ้าพูดถึงสันกำแพงคนก็จะนึกถึงบ่อสร้าง แต่พอเราได้เปิดโอกาสให้หมู่บ้านต่างๆ ได้แสดงศักยภาพขึ้นมาคนก็รู้จักกันมากขึ้น

บ้านป่าตาล ที่นี่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดดเด่น วิถีชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีมีหลากหลาย ถ้าได้มาเห็นสิ่งเหล่านี้แล้วทุกคนจะติดใจ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย ภาษาพูดก็เป็นเอกลักษณ์ของเขาเองตั้งแต่ดั้งเดิม หรือถ้าอยากกินอาหารของพี่น้องไทลื้อที่มาจากเมืองยอง เราก็จะได้รสชาติแท้ๆ การเดินทางก็ง่ายมาก ลงจากเครื่องบินแล้วก็ตรงมาได้เลย เดินทางแค่สิบกว่านาทีเท่านั้น ถ้าอยากหลีกเลี่ยงความจำเจในเมือง ต้องมาพักผ่อนที่บ้านป่าตาล ที่นี่มีโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวได้มาพัก ได้มาสัมผัส ได้มาทำกิจกรรมร่วมกับพี่น้องประชาชนในหมู่บ้าน

อันที่จริงแล้ว โครงการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ภายใต้โครงการ ไทยนิยม ยั่งยืน นี้ จะเอื้อประโยชน์ให้กับชุมชนเป็นอย่างมาก อย่างแรกเลย คือ ถ้ามีคนมาเที่ยวในชุมชนมากขึ้นก็จะมีรายได้ ส่วนที่สอง คือ เรื่องการสร้างงาน สร้างอาชีพให้เกิดในชุมชน ช่วยลดการย้ายถิ่นฐาน หรือการออกไปทำมาหากินไกลบ้าน และส่วนที่สาม คือ ช่วยเรื่องการหวงแหนสิ่งแวดล้อมในชุมชน การอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น

คนในชุมชนบ้านป่าตาล เรียกตัวเองว่า“จาวยอง” มีความพยายามอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนไว้ ซึ่งสามารถนำมาสร้างสรรค์ให้เป็นเสน่ห์ชุมชน เอื้อต่อการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีอีกด้วย

วัดป่าตาล เป็นสถานที่ที่เราจะสามารถมาเรียนรู้เรื่องศิลปวัฒนธรรมของชุมชนแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี ก่อนนี้เรื่องราวของจาวยองถูกบอกเล่ากันปากต่อปาก มาจากรุ่นปู่ย่าตายาย ต่อมา พระอาจารย์มงคล ฐิตมังคโล เจ้าอาวาสวัดป่าตาล เกรงว่าเรื่องราวจะผิดเพี้ยนหรือลบเลือนไป จึงได้รวบรวมคำบอกเล่า แล้วนำมาเรียบเรียงเป็นหนังสือให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษากัน ตลอดจนคนในชุมชนเองก็มีความร่วมมือร่วมใจ ในการสืบสานวิถีจาวยอง ทำให้ที่นี่กลายเป็นชุมชนที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น น่าเที่ยว น่าค้นหา และน่าเรียนรู้

พระอาจารย์มงคล อธิบายเพิ่มเติมว่าจาวยอง คือ ชาวยอง อันที่จริงแล้วก็คือคนไทลื้อที่อยู่เมืองยอง สมัยก่อนอยู่ที่เชียงตุง ได้อพยพมาอยู่ที่ลำพูน ตลอดจนถึงเชียงใหม่ วัฒนธรรมของจาวยองก็คล้ายๆ กันกับไทลื้อ หรือวัฒนธรรมล้านนา แต่คนยองจะมีลักษณะภาษาพูดที่สำเนียงผิดแผกแตกต่างไปบ้าง อย่างเช่น ข้ามสะพาน ถ้าภาษายองก็จะเรียกว่า “ข่ามโข” “แก๋งบักโถ่ใส่จิ้นโง” คือแกงถั่วฝักยาวใส่เนื้อวัว

วัฒนธรรมการนุ่งห่มก็จะมีเอกลักษณ์​ โดยเฉพาะการนุ่งผ้าซิ่นจะมีลายเอกลักษณ์เฉพาะ คือจะมีตีนเขียว เสื้อปั๊ดก็จะเป็นเสื้อแบบโบราณ สมัยก่อนจะมีการโพกหัว เพราะว่าใช้ผ้าโพกหัวในชีวิตประจำวัน บางคนไปทำไร่ทำนา ทำสวน ก็ใช้ผ้าโพกหัวเช็ดเหงื่อเช็ดไคล จะเอาผ้ามาพันเอวก็ได้ ใช้ได้จิปาถะ

อุษณีย์ คำแสง ประธานกลุ่มแม่บ้าน ชุมชนบ้านป่าตาล แนะนำให้เรารู้จักการทำหมวกกะโล่ ซึ่งมีน้ำหนักเบามาก วัสดุทำมาจากกระดาษสา มีแบบพิมพ์ที่ทำไว้ก่อนแล้ว เมื่อแห้งก็แกะออกมา แล้วตกแต่งให้สวยงาม

การที่มีคนรุ่นใหม่กลับมาอยู่บ้าน แล้วนำเอาอะไรใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์กลับเข้าในชุมชนแบบนี้ ก็ยิ่งทำให้ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี มีกิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยวได้หลากหลายวัยขึ้น เพราะลำพังแค่วัฒนธรรมจาวยอง อาจไม่ได้ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากพอ

หมวกกะโล่รุ่นใหม่มีลวดลายเก๋ไก๋ ไม่ใช่หมวกกะโล่แบบเดิมๆ เพราะบางทีแบบเดิมๆ วัยรุ่นอาจไม่ชอบ กลัวจะเชย จึงปรับเป็นเพนต์สีมีลวดลายทั้งดูเท่และกันแดดกันฝนได้ แถมน้ำหนักเบา เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย

ต่อไปภายหน้า เมื่อมีคนมาเที่ยวที่ชุมชนนี้มากขึ้น โอกาสในการประกอบอาชีพก็จะมีอยู่ที่นี่ หลายคนที่เคยต้องออกไปทำมาหากินไกลบ้าน ก็จะได้มีโอกาสกลับมาอยู่ใกล้ครอบครัวอย่างที่ควรจะเป็น

อาชีพดั้งเดิมของคนที่นี่คือเป็นชาวนา เมื่อตัวเมืองขยาย พื้นที่ทำนาก็ลดน้อยลง แต่ยังดีที่วัฒนธรรมยังอยู่เพราะช่วยกันอนุรักษ์ไว้พอว่างเว้นจากการทำนา ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็มารวมกลุ่มกันทำงานหัตถกรรม โดยผู้ชายทำจักสาน ส่วนผู้หญิงก็จะทอผ้า ผ้าทอของที่นี่ก็จะเป็นเอกลักษณ์ และเป็นที่รู้จักในชื่อของผ้าซิ่นยอง

การทอผ้าเป็นการรวมกลุ่มของคนในชุมชน ซึ่งเราอนุรักษ์การทอ แล้วก็ใส่ลวดลายที่เป็นวิถีแบบซิ่นยองเข้าไป เอกลักษณ์ของซิ่นยองก็คือ จะมีโครงสร้างที่เป็นลายเส้น เป็นลายขวาง แล้วก็มีเชิงเขียว ก็คือ ตีนของผ้าซิ่นเป็นสีเขียว จะเขียวอ่อนหรือเขียวแก่ก็ได้

ปัจจุบัน คนที่ทอเป็นก็…รุ่นผู้ใหญ่ แต่เราก็พยายามจะดึงเด็กรุ่นใหม่ให้มาร่วมมากขึ้น แล้วก็เปิดโอกาสให้คนจากต่างชุมชนมาจากที่อื่น สามารถมาเรียนรู้ได้ ซึ่งถ้าพูดถึงผ้าทอ ทุกภาคของไทยมีหมด แต่ถ้ามีการประยุกต์เทคนิคหรือเอามาแลกเปลี่ยนกัน ลองเอาลวดลายไปสลับกัน ก็น่าจะเป็นสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ

ตอนนี้มีการพัฒนาเป็นสีหวานๆ เพื่อจะให้ดูหวาน เพราะคนยองบุคลิกก็เป็นคนอ่อนหวานอยู่แล้ว เรียบร้อย น่ารัก ยิ่งเวลาใส่แล้วจะได้ดูหวานเข้าไปอีก ผู้เฒ่าผู้แก่ใส่ก็จะได้ดูหวานๆ ดูกระชุ่มกระชวยยิ่งขึ้น

ทุกวันนี้ชื่อเสียงของผ้าซิ่นยองของชุมชนบ้านป่าตาลเป็นที่รู้จักในระดับหนึ่ง มีคนมาเรียนรู้และมาขอแบ่งปันประสบการณ์อยู่บ่อยครั้ง ไม่เว้นแม้แต่เด็กรุ่นใหม่ที่สนใจในเรื่องราว หลงเสน่ห์ให้กับความงดงามแบบหวานๆ ใสๆ ตามสไตล์ของผ้าซิ่นยอง

นอกจากการทอผ้าแล้วก็ยังมีการนวดแผนไทย ซึ่งที่นี่เป็นการนวดสมุนไพร เรียกว่า “ย่ำขาง” คำว่า ย่ำ ก็คือการเหยียบหนักๆ ซ้ำไปซ้ำมา บนกล้ามเนื้อของเรา ส่วนคำว่า “ขาง” เป็นภาษาเหนือ ที่หมายถึง ผานไถนา ซึ่งเป็นโลหะส่วนปลายของคันไถ คอยงัดหรือพลิกดินขึ้นมา คนสมัยก่อนทำนา พอ ผานหรือขางหมดอายุก็จะไม่ทิ้ง เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งมีคุณค่า มักจะเก็บเอาไว้ หรือในบางพื้นที่ก็ยังมีการนำไปทำเป็นเครื่องราง

การย่ำขาง คือการใช้เท้าที่ชุ่มน้ำมันและสมุนไพร ไปแตะบนขางร้อนๆ ที่อยู่บนเตา จนเกิดไฟลุกขึ้น แล้วย้ายเท้ามาย่ำไปบนกล้ามเนื้อทันที เชื่อว่าจะรักษาอาการปวดเมื่อยได้

ใครอยากลองประสบการณ์แบบนี้ ก็เชิญได้เลยที่ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านป่าตาล

อีกจุดหนึ่งที่ใครมาถึงชุมชนบ้านป่าตาลแล้ว จะต้องไม่พลาดแวะมาเช็กอินก็คือ สะพานไม้ไผ่ หรือ “ขัวแตะ” หรือ “โขแตะ” ถ้าเป็นภาษายอง ก็โขแตะ “โข” คือ สะพาน “แตะ” คือการขัดสานไม้ไผ่ เป็นจุดเช็กอิน ชื่อว่า “สะพานบุญขัวแตะบ้านป่าตาล” ถ้าเป็นตอนเช้า ก็จะเห็นหมอกจางๆ ลอยผ่านทุ่งนา และมีน้ำค้างใสๆ เกาะบนใบข้าว ถ้ามาตอนเย็นๆ ก็จะเห็นแสงอุ่นๆ ของตะวัน ที่ทอดยาวไปตามแนวทุ่งนา ซึ่งสวยงามอย่าบอกใคร

อาหารพื้นบ้านของจาวยองแห่งบ้านป่าตาล เมนูนี้เขาออกเสียงว่า “ต๋ำบ่ะโอน้ำปู๋” บ่ะโอ ก็คือ ส้มโอ แต่ต้องเป็นส้มโอที่เรียกว่า กะปอ คือส้มโอที่ไม่เปรี้ยวเกินไป ไม่หวานเกินไป อมเปรี้ยว อมหวาน รูปร่างหน้าตาหลังจากเสร็จแล้วคล้ายกับยำส้มโอในบางภาค บางจังหวัด แต่ว่ารสชาติไม่เหมือนใครอย่างแน่นอน

อีกเมนูชื่อน่ารัก ชื่อว่า “แอ๊บใบบ่ะฟัก”ไม่น่าจะได้เห็นที่ไหนบ่อยๆ เพราะเขาบอกว่าเป็นอาหารที่จาวยองนิยมทำกินกันเอง แอ๊บ ก็คือปิ้ง เอาใบห่อใบ แล้วก็เอาไปปิ้งไฟ แล้วใบบ่ะฟัก คือเอาใบแก่ 2 ใบมาซ้อนกัน แล้วนำส่วนที่ตำมาห่อ แล้วจึงนำไปปิ้งไฟ ส่วนผสมและวิธีการก็ดูเหมือนจะไม่ซับซ้อน แต่พอสุกออกมาแล้วหอมน่ากินมาก

มีน เป็นเหมือนวัยรุ่นอีกหลายๆ คนที่ไปเรียนหนังสือในเมือง แล้วก็ทำงานใช้ชีวิตอยู่ในเมือง แต่มีนค้นพบว่าไม่มีที่ไหนที่จะอยู่แล้วมีความสุขเหมือนบ้านของตัวเอง ตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิต มาทำธุรกิจที่บ้านเกิด เมื่อกลับมาก็ได้ประหยัดค่าใช้จ่าย ได้อยู่กับพ่อกับแม่ มีความสุข และได้เริ่มธุรกิจร้านกาแฟ ร้านอาหาร เป็นร้านเล็กๆ แต่เพราะอยากให้ชุมชนมีของกิน มีของดี เอาไว้อวดโชว์นักท่องเที่ยวด้วย

ถ้าโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOPนวัตวิถี ของชุมชนบ้านป่าตาลประสบความสำเร็จ ในอนาคต ก็จะมีคนมาเที่ยว มากิน มาพัก และมาจับจ่ายใช้สอยในชุมชนนี้มากขึ้น เชื่อว่าคงจะช่วยสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนที่นี่ ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานไปหากินในเมือง และอาจจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้อีกหลายๆ คน ได้กลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัวที่บ้านเกิดเหมือนอย่างน้องมีน

ต้องบอกตามตรงเลยว่าวัฒนธรรมจาวยองนั้นไม่ได้โดดเด่น หรือโด่งดังจนถึงขนาดว่าเอ่ยชื่อแล้วทุกคนจะต้องรู้จัก แต่เราก็เชื่อว่า ถ้าภาพเหล่านี้ถูกสื่อสารออกไปในวงกว้างก็จะทำให้มีคนอยากมาเห็น อยากมาเรียนรู้ และอยากมาสัมผัสวิถีแห่งจาวยองมากขึ้น ศิลปะ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตแบบบ้านๆ ก็จะมีคุณค่า กลายเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามา และพอมีคนมามากขึ้นเศรษฐกิจก็จะดีขึ้น มีการใช้จ่าย มีการกระจายรายได้ พอที่นี่มีโอกาสในการทำมาหากิน คนก็ไม่ต้องออกไปหากินที่อื่น แถมคนที่คิดถึงบ้านก็จะได้กลับมาอยู่บ้าน มาอยู่กับครอบครัว และมีความสุขได้แบบเรียบง่าย