คิมจองอึนประกาศพบมุนแจอินบ่อยขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575504

  • วันที่ 31 ธ.ค. 2561 เวลา 11:23 น.

คิมจองอึนประกาศพบมุนแจอินบ่อยขึ้น

คิมจองอึน ส่งจดหมายอวยพรปีใหม่ปธน.มุนแจอิน ระบุปี 2019 ตั้งใจพบผู้นำโสมใต้ให้บ่อยขึ้น

เอพีรายงานว่า นายคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้ส่งสาส์นอวยพรปีใหม่ให้แก่ประธานาธิบดีมุนแจอิน ของเกาหลีใต้ โดยระบุว่าความตั้งใจในปี 2019 นี้ว่า ต้องการพบปะพูดคุยกับประธานาธิบดีมุนให้บ่อยครั้งขึ้น เพื่อหารือในประเด็นต่างๆโดยเฉพาะการปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี พร้อมทั้งระบุว่ารู้สึกเสียใจที่นายคิมยังไม่สามารถเดินทางเยือนกรุงโซลภายในสิ้นปีนี้ได้ ตามคำเชิญของปธน.มุน

ทั้งนี้ ตลอดปี 2018 ที่ผ่านมาผู้นำของทั้งสองเกาหลีได้พบปะกันถึง 3 ครั้ง โดย 2 ครั้งนั้นเป็นการพบกันที่หมู่บ้านปันมุนจอม บนเส้นแบ่งเขตแดน ขณะที่ครั้งล่าสุดปธน.มุน ได้เดินทางเยือนกรุงเปียงยางเป็นครั้งแรก ซึ่งปธน.มุนได้เชิญนายคิมจองอึนเยือนกรุงโซลด้วย

นอกจากนี้บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองฝ่ายได้มีการพบปะหารือ และรวมมือกันในหลายๆด้าน ทั้งการทำลายป้อมสังเกตการณ์ตามแนวชายแดน การสร้างถนน-ทางรถไฟเชื่อมถึงกัน อีกทั้งยังมีการติดต่อประสานความร่วมมือในเรื่องต่างๆมากถึง 285 ครั้งนับตั้งแต่เดือนกันยายน โดยในจำนวนนี้รวมไปถึงการประชุมร่วมกันของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลของทั้งสองฝ่าย 46 ครั้ง และอีก 36 ของเจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้าหน่วยทหารในพื้นที่ รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนข้อความสำคัญในเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลมากกว่า 173 ข้อความ

ยานสำรวจฉางเอ๋อ-4 เตรียมลงจอดด้านมืดดวงจันทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575494

  • วันที่ 31 ธ.ค. 2561 เวลา 10:25 น.

ยานสำรวจฉางเอ๋อ-4 เตรียมลงจอดด้านมืดดวงจันทร์

ยานสำรวจฉางเอ๋อ-4 ของจีน เข้าสู่วงโคจรในตำแหน่งเตรียมลงจอดแถบด้านมืดของดวงจันทร์แล้ว

สำนักข่าวซีจีทีเอ็นของทางการจีนรายงานว่า ยานสำรวจฉางเอ๋อ-4 ซึ่งถูกส่งขึ้นสู่อวกาศในภารกิจสำรวจด้านมืดของดวงจันทร์นั้น ขณะนี้กำลังโคจรรอบดวงจันทร์และอยู่ในวิถีการโคจรที่เตรียมจะเข้าสู่การลงจอดบนพื้นผิวของดวงจันทร์แล้ว

อย่างไรก็ดี รายงานขององค์กรอวกาศแห่งชาติจีน (China National Space Administration) ไม่ได้ระบุว่ากำหนดเวลาที่ชัดเจนในการลงจอดดังกล่าว โดยระบุเพียงว่ายานจะทำการลงจอดในพื้่นที่ที่เรียกว่า Von Kármán ในแถบขั้วโลกใต้ของดวงจันทร์

 

 

จุดเด็นของยานสำรวจฉางเอ๋อ-4 นี้จะมียานหุ่นยนต์สำรวจขนาดเล็กซึ่งจะขับเคลื่อนไปในพื้นพิวของดวงจันทร์ด้วย เพื่อเก็บข้อมูลต่างๆทางด้านธรนีวิทยาจากอีกด้านของดวงจันทร์

สำหรับยานสำรวฉางเอ๋อ 4 นี้ ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อต้นเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา

 

 

สำหรับคำว่าด้านมืดของดวงจันทร์นี้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นพื้นที่ไร้แสงสว่าง แต่หมายถึงอีกด้านของดวงจันทร์ที่มองไม่เห็นจากโลก จากการที่ดวงจันทร์หมุนรอบตัวเอง จึงมีส่วนที่บังเป็นเงามืด และหันด้านสว่างให้โลกเห็นอยู่ตลอดเวลา แต่คำว่า “ด้านมืด”นี้ ใช้แทนหมายถึงส่วนของดวงจันทร์ที่โลกมองไม่เห็นและไม่เคยมีการสำรวจมากก่อน

ทั้งนี้ หากภารกิจการลงจอดดังกล่าวเป็นผลสำเร็จ จะนับว่าเป็นความสำเร็จครั้งที่สองของความก้าวหน้าด้านอวกาศของจีน จากการที่ส่งยานสำรวจไปยังดวงจันทร์ หลังจากก่อนหน้านี้จีนได้มีการส่งยานสำรวจ ยวี่ทู ออกสำรวจดวงจันทร์เป็นครั้งแรกของจีนเมื่อปี 2013

ภาพ : Xinhua

ทรัมป์ต่อสายอวยพรปีใหม่สีจิ้งผิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575463

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2561 เวลา 17:55 น.

ทรัมป์ต่อสายอวยพรปีใหม่สีจิ้งผิง

ปธน.ทรัมป์ยกหูคุยสีจิ้งผิง ระบุความสัมพันธ์จีน-สหรัฐเข้าสู่จุดเริ่มต้นครั้งใหม่ เผยใกล้บรรลุข้อตกลงการค้า

สื่อสหรัฐรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ระบุว่าได้ต่อสายโทรศัพท์กับประธานาธิบดีสีจิ้งผิง ของจีน ซึ่งนอกจากที่ผู้นำทั้งสองต่างอวยพรปีใหม่ให้แก่กันแล้ว

ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังได้เผยว่าขณะนี้ทั้งสหรัฐและจีนต่างมีความก้าวหน้าครั้งใหญ่เกี่ยวกับข้อตกลงทางการค้าระหว่างสองชาติ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ทั้งสองได้ตกลงที่จะระงับข้อพิพาทด้านภาษีเป็นเวลา 90 วัน

ผู้นำสหรัฐยังได้ย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ทั่วโลกต่างจับตามอง และหวังว่าทั้งสหรัฐและจีนจะบรรลุข้อตกลงทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรมเร็วที่สุด

ขณะที่ทางด้านประธานาธิบดีสีจิ้งผิง ได้กล่าวระบุว่า ในปีหน้าจะเป็นปีที่ครบรอบ 40 ปี ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ ซึ่งจีนหวังว่าจะได้รับความร่วมมือกับสหรัฐในทุกด้าน พร้อมเคารพในผลประโยชน์ซึ่งกัน

ปธน.สียังระบุว่า การครบรอบ 40 ปี ของความสัมพันธ์ครั้งนี้ นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหม่ของทั้งสองประเทศ และทั้งสองฝ่ายควรยึดมั่นในการรับรู้ถึงความตั้งใจเชิงกลยุทธ์ของอีกฝ่ายเพื่อส่งเสริมและกระชับความไว้วางใจต่อกัน

ภูเขาไฟอากุงของอินโดฯ ปะทุอีกรอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575462

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2561 เวลา 16:42 น.

ภูเขาไฟอากุงของอินโดฯ ปะทุอีกรอบ

ภูเขาไฟอากุง บนเกาะบาหลีของอินโดนีเซีย เกิดปะทุเป็นครั้งที่สอง ส่งท้ายปี 2018

สำนักข่าวจาการ์ต้าโพสต์ของอินโดนีเซีย รายงานว่า ภูเขาไฟอากุงบนเกาะบาหลี ได้เกิดการปะทุขึ้นมาอีกครั้งในปีนี้ หลังจากที่เคยเกิดการปะทุมาก่อนหน้านี้แล้วเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

สำนักสำนักงานบริหารจัดการภัยพิบัติทางวิทยาภูเขาไฟและธรณีวิทยาของอินโดนีเซีย (PVMBG) ระบุว่ภูเขาไฟอากุง 3,031 เมตร ได้ปะทุขึ้นเมื่อเวลา 04.09 น.ตามเวลาในท้องถิ่น ขณะที่ PVMBG ยังคงระดับการเตือนภัยตามการประทุก่อนหน้าที่ไว้ที่ระดับสองสูงสุด พร้อมสั่งห้ามประชาชนเข้าใกล้ภูเขาไฟในรัศมี 4 กิโลเมตร

อย่างไรก็ดี ทางการอินโดไม่สามารถวัดระดับความสูงของเถ้าถ่านที่ปะทุออกมาได้ เนื่องจากทัศนวิสัยมีหมอกบดบังบนยอดของภูเขา การปะทุครั้งนี้ยังส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อยเป็นเวลา 3 นาที 8 วินาที

ทั้งนี้ ภูเขาไฟอากุงได้กลับมาคุกรุ่นอีกครั้งตั้งแต่ช่วงปลายปี 2017 จนส่งผลให้เกิดการปะทุขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือน มิ.ย. 2018 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ทางการต้องสั่งห้ามประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวทำกิจกรรมใดๆใกล้กับภูเขาไฟ

ที่สุดของเหตุการณ์สำคัญรอบโลกแห่งปี 2018

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575459

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2561 เวลา 15:31 น.

ที่สุดของเหตุการณ์สำคัญรอบโลกแห่งปี 2018

สรุปเหตุการณ์สำคัญตลอดปี 2018 ปีแห่งความหวัง เฉลิมฉลอง การเรียกร้อง และภัยธรรมชาติ

กำลังจะผ่านไปอีกหนึ่งปีแล้วสำหรับปี 2018 นี้ที่เตรียมจำเข้าสู่ศักราชใหม่ ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ตลอดปี 2018 ที่ผ่านมานั้นมีหลายเหตุการณ์ในต่างประเทศเกิดขึ้นมากมาย ที่หลายคนอาจจะเริ่มลืมไปแล้ว ทางโพสต์ทูเดย์ออนไลน์ขอนำผู้อ่านทุกท่านไปทบทวนเหตุการณ์สำคัญตลอดปี 2018 ซึ่งนับได้ว่าเป็นปีแห่งความหวัง การเฉลิมฉลอง การเรียกร้อง และภัยธรรมชาติ ว่ามีเหตุการณ์ใดที่อยู่ในความสนใจของชาวโลกบ้างนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

ปีแห่งความหวัง

ผู้อพยพเริ่มกันที่เหตุการณ์ที่แห่งความหวังจากประเด็นผู้อพยพซึ่งกำลังเป็นประเด็นอยู่ในหลายประเทศทั้งในยุโรป และในสหรัฐ โดยเฉพาะในสหรัฐที่ผู้อพยพหลายคนต่างหวังจะไปแสวงหาชีวิตใหม่ในดินแดนที่ดีกว่าอย่างในสหรัฐ แต่ก็ต้องถูกทางการสหรัฐ โดยรัฐบาลทรัมป์ใช้ความพยายามทุกวิถีทางเพื่อปิดกั้นพรมแดน โดยเฉพาะการของบประมาณเพื่อสร้างกำแพงกั้นพรมแดนจนส่งผลให้เกิดการชัตดาวน์หน่วยงานรัฐบางส่วนซึ่งส่อเค้าบานปลายยิ่งขึ้น

ผู้นำสองเกาหลีพบกันที่ชายแดน คิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และประธานาธิบดี มุนแจอิน แห่งเกาหลีใต้ สร้างประวัติศาสตร์พบกันที่จุดแบ่งเขตแดนระหว่างสองประเทศ ณ หมู่บ้านปันมุนจอม เมื่อวันที่ 27 เม.ย.  ซึ่งการพบกันครั้งนี้ผู้นำคิมได้กลายเป็นผู้นำโสมเหนือคนแรกที่ข้ามพรมแดนไปยังเกาหลีใต้

 

สุดยอดซัมมิต ทรัมป์-คิมยังคงอยู่กับเกาหลีเหนือ สำหรับการประชุมครั้งประวัติศาสตร์สำหรับสองผู้นำอย่างประธานาธิบทรัมป์ กับผู้นำคิมจองอึน ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ซึ่งทั้งสองได้ร่วมหารือลงนามในข้อตกลงปลดอาวุธนิวเคลียร์ นับได้ว่าท่าทีที่อ่อนลงของผู้นำคิมครั้งนี้ อาจนำไปสู่ความหวังที่จะสร้างสันติภาพครั้งใหม่ในคาบสมุทรเกาหลีก็เป็นได้

ปีแห่งการเรียกร้อง

 

 

มือปืนกราดยิง 17 ศพ รร.มัธยมรัฐฟลอริด้านับว่าเป็นเหตุสะเทือนขวัญอย่างยิ่งสำหรับชาวอเมริกัน และชาวโลก จากเหตุการณ์กราดยิงโรงเรียนมัธยมมาร์จอรี สโตนแมน ดักลาส ไฮสกูล ในเมืองพาร์คแลนด์ รัฐฟลอริด้า เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมา จนส่งผลให้มีครูและนักเรียนเสียชีวิตถึง 17 คน ซึ่งเหตุการณ์นี้ไปนำไปสู่กระแสเรียกร้องให้บังคับใช้กฎหมายควบคุมอาวุธปืนในหลายพื้นที่ของสหรัฐ เนื่องจากเกิดเหตุการณ์กราดยิงในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง

 

ประท้วงเสื้อกั๊กเหลืองการชุมนุมของกลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองได้กลายเป็นประเด็นร้อนในฝรั่งเศส นับตั้งแต่ช่วงกลางเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา จากการรวมตัวของชาวฝรั่งเศสนับแสนราย ที่ไม่พอใจนโยบายขึ้นภาษีพลังงานของรัฐบาลมาครง จนเกิดความรุนแรงไปทั่ว มีผูเสียชีวิตหลายราย แม้ว่าภายหลังรัฐบาลจะยอมถอยแผนขึ้นภาษีแล้วก็ตาม แต่กลุ่มผู้ประท้วงก็ยังคงนัดชุมนุมในทุกอาทิตย์ต่อไป และบานปลายเป็นความไม่พอใจในตัวรัฐบาลปธน.มาครงแล้ว

การชุมนุมครั้งนี้ ไม่เพียงแค่ในฝรั่งเศสเท่านั้น แต่เริ่มแพร่กระจายไปยังประเทศอื่นในอียูด้วยเช่นกัน แม้ว่าจำนวนผู้กลุ่มชุมนุมจะลดลงแล้วก็ตามที

 

ปีแห่งภัยพิบัติ

 

 

ตลอดปี 2018 นี้ เกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติรูปแบบต่างๆทั่วโลก เริ่มตั้งแต่ประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างที่ ประเทศลาว จากเหตุการณ์เขื่อนเซเปียน เซน้ำน้อย ในแขวงอัตตะปือ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของ สปป.ลาว ซึ่งอยู่ในระหว่างก่อสร้าง แตก ทำให้มวลน้ำ 5,000 ล้าน ลบ.ม.  ไหลทะลักท่วมบ้านเรือนเป็นบริเวณกว้าง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 27 ราย สูญหายมากกว่า 100 ราย ประชาชนราว 6,600 ราย ไร้ที่อยู่อาศัย

 

เช่นเดียวกับที่อินโดนีเซียบนเกาะสุลาเวสี ขนาด 7.5 แมกนิจูด จนส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิซัดถล่มชายฝั่งบนเกาะสุลาเวสี เมื่อวันที่ 28 ก.ย. จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 1,200 คน

 

อีกทั้งล่าสุดกับเหตุการณ์ภูเขาไฟอานัคกรากระตัว ซึ่งเป็นภูเขาไฟกลางทะเลในช่องแคบซุนดา เกิดปะทุขึ้นอย่างรุนแรง จนส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิพัดถล่มชายฝั่งเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. ที่ผ่านมา และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 426 คน ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 40,000 คน

ปีแห่งการเฉลิมฉลอง

 

 

แม้ว่าตลอดปี 2018 จะเกิดปัญหาภัยธรรมชาติและเรื่องร้ายๆหลายเรื่อง แต่ก็ยังมีเหตุการณ์แห่งความน่ายินดีเช่นกัน สำหรับพิธีเสกสมรสแห่งปีของเจ้าชายแฮร์รี่ แห่งราชวงศ์อังกฤษ กับ เมแกน มาร์เคิล พระคู่หมั้นสาวชาวอเมริกัน ที่หารเซนต์จอร์จ ภายในพระราชวังวินด์เซอร์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ท่ามกลางความยินดีของพสกนิกรชาวอังกฤษและผู้คนทั่วโลก

 

ส่งท้ายกับเหตุการณ์ที่เริ่มต้นด้วยความหวัง และจบด้วยการเฉลิมฉลอง อย่างเหตุการณ์กู้ภัยระทึกโลกที่ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย จากการที่ทีมนักฟุตบอลหมูป่าอคาเดมี่ เข้าไปติดอยู่ภายในถ้ำ จนนำไปสู่ภารกิจกู้ภัยที่มีการระดมกำลังความร่วมมือของทุกฝ่ายทั้งในประเทศไทย และในต่างประเทศอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ระหว่างการกู้ภัยทุกฝ่ายต่างทำงานแข่งกับเวลา พร้อมกับความหวังที่จะนำทั้ง 13 ชีวิตออกจากถ้ำได้อย่างปลอดภัย จนสุดท้ายภารกิจก็บรรลุความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางความยินดีของชาวไทยทั้งประเทศ รวมถึงชาวโลกด้วย

 

บางส่วนของออสเตรเลียเผชิญอากาศร้อนเฉียด 50 องศา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575438

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2561 เวลา 13:26 น.

บางส่วนของออสเตรเลียเผชิญอากาศร้อนเฉียด 50 องศา

เอลนีโญแผลงฤทธิ์ ทำออสเตรเลียร้อนจัดตลอดช่วงปีใหม่ ฝั่งตะวันตกของประเทศร้อนเกือบ 50 องศา

ขณะที่หลายประเทศในแถบซีกโลกเหนือเข้าสู่ฤดูหนาวในช่วงสิ้นปีนั้น ประเทศในแถบขั้วโลกใต้ก็เข้าสู่ช่วงฤดูร้อนตามปกติเช่นกัน แต่สำหรับที่ออสเตรเลียนั้น พบว่าฤดูร้อนในปีนี้กลับต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนกว่าปกติ โดยทางสำนักอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลีย ระบุว่า หลายพื้นที่ของประเทศต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนกว่าปกติตลอดช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่นี้

 

 

ที่รัฐควีนส์แลนด์อาจต้องเผชิญกับพายุฤดูร้อนในหลายพื้นที่ ขณะที่ด้านตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐนั้นก็เผชิญกับคลื่นความร้อนเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงวันอาทิตย์ที่ 31 ธ.ค. นี้ และจะส่่งผลให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองรับวันปีใหม่ 2019 เช่นกัน ทั้งนี้บางรายงานระบุว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา บางส่วนของนครเมลเบิร์นสามารถวัดอุณหภูมิได้สูงถึง 40 องศา และพบว่าสัตว์บางชนิดในสวนสัตว์อย่างโคอาล่าก็ได้รับกระทบด้วยเช่นกัน

 

 

ส่วนรัฐนิวเซาท์เวลส์ และออสเตรเลียนแคพิทอลเทร์ริทอรี นั้นพบว่าอุณภูมิในเมืองซิดนีย์อาจสูงถึงราว 35 องศา พร้อมกับมีแดดจัด นอกจากนี้อาจเกิดฝนฟ้าคะนอง และพายุลมกรรโชกแรงในคืนวันส่งท้ายปีเก่าด้วย

 

 

ทั้งนี้ สำนักอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลียยังระบุอีกว่า พบว่าบางพื้นที่ในแถบรัฐเวสต์เทิร์นออสเตรเลียนั้น มีอุณภูมิสูงถึงเกือบ 49.3 องศา ในภูมิภาค Pilbara ซึ่งนับว่าเป็นการทำลายสถิติอุณภูมิสูงที่สุดที่เคยวัดได้ในปี 1999

อย่างไรก็ดี แม้ว่าในทุกช่วงปลายปีจะเป็นฤดูร้อนสำหรับประเทศในแถบขั้วโลกใต้ แต่สำหรับปีนี้นับว่ามีความรุนแรงมากขึ้น สืบเนื่องจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศนั้นเอง

ชายแคนาดาอาจเจอโทษประหารในจีน ฐานลักลอบขนยาเสพติด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575423

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2561 เวลา 11:30 น.

ชายแคนาดาอาจเจอโทษประหารในจีน ฐานลักลอบขนยาเสพติด

ชายชาวแคนาดาถูกจับในจีนข้อหาขนยาเสพติด อาจถูกตัดสินโทษประหารชีวิต หลังศาลอุทธรณ์พิจาณาว่าจำคุก 15 ปี “น้อยเกินไป”

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่า นาย Robert Lloyd Schellenberg พลเมืองชาวแคนาดาซึ่งถูกทางการจีนจับกุมเมื่อปี 2014 ที่ผ่าน จากการที่ลักลอบขนยาเสพติดเข้าประเทศจีน และในปี 2016 เขาถูกตัดสินโทษจำคุกเป็นเวลา 15 ปี พร้อมกับจ่ายค่าปรับเป็นเงินอีก 150,000 หยวน ( ประมาณ 7 แสนบาท) พร้อมทั้งสั่งเนรเทศออกจากจีนทันทีที่รับโทษและชำระเงินค่าปรับครบถ้วนแล้ว

กระทั่งเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมาศาลประชาชนชั้นสูงในมณฑลเหลียวหนิง ได้เปิดพิจารณาคำร้องของนาย Schellenberg  นั้นอาจต้องเผชิญโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต โดยทางอัยการระบุว่าโทษจำคุก 15 ปีของนาย Schellenberg นั้น “น้อยเกินไป” กับความผิดที่เขากระทำ

ซึ่งศาลในมณฑลเหลียวหนิงได้มีคำตัดสินเห็นชอบกับทางอัยการ พร้อมสั่งรื้อคดีใหม่ เนื่องจากบทลงโทษนั้นปรานีเกินไป โดยศาลได้อ้างสำนวนการสืบสวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ระบุว่านาย Schellenberg เป็นหนึ่งในสมาชิกเครือข่ายค้ายาระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ ตามบทลงโทษของกฎหมายจีนนั้นโทษสูงสุดในคดียาเสพติดของจีนคือ ประหารชีวิต โดยก่อนหน้านี้ทางการจีนได้ตัดสินโทษประหารชีวิตชาวต่างชาติที่ลักลอบคนยาเสพติดไปล่าสุดเมื่อปี 2013 โดยครั้งนั้นเป็นพลเมืองชาวฟิลิปปินส์

การตัดสินคดีดังกล่าวนี้มีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-แคนาดาที่กำลังระหองระแหง หลังจากที่ทางการจีนจับกุมตัวพลเมืองแคนาดา 3 ราย โดยสองรายเป็นอดีตนักการทูต และนักธุรกิจ ซึ่งถูกตั้งข้อกล่าวหาด้านความมั่นคง ขณะที่อีก 1 รายเป็นครูสาวซึ่งถูกจับเพราะมีปัญหาเกี่ยวกับวีซ่า โดยทั้งสามกรณีนี้เกิดขึ้นหลังจากที่แคนาดาได้จับกุมตัวนางสาว เมิ่ง หว่านโจว ซีเอฟโอและทายาทของผู้ก่อตั้งบริษัทหัวเว่ยของจีน

ด้านรัฐบาลแคนาดาได้แถลงการณ์ระบุว่า จะติดตามการตัดสินคดีของนาย Schellenberg อย่างใกล้ชิด

จับเทรนด์ 8 ประเด็นโลก 2019

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575413

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2561 เวลา 10:41 น.

จับเทรนด์ 8 ประเด็นโลก 2019

โดยทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ตลอดปี 2018 ที่ผ่านมานับว่าเป็นปีที่มีข่าวคราวความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่ได้สร้างผลกระทบมากมาย แต่ทว่าในปี 2019 หลายประเด็นที่ต่อเนื่องมาจากปีที่แล้วอาจจะดุเดือดหรือเริ่มปรากฏชัดขึ้น เช่น เรื่องสงครามการค้า เบร็กซิต และการเลือกตั้งของหลายชาติในเอเชีย รวมถึงการเลือกตั้งประเทศไทยด้วย

 

1.ผวาสงครามการค้า

แม้ “สหรัฐ” และ “จีน” ยังอยู่ในช่วงพักรบสงครามการค้า 90 วัน และเร่งจัดการเจรจาให้ได้ข้อตกลงภายในเส้นตาย วันที่ 1 มี.ค. 2019 แต่บลูมเบิร์กคาดการณ์ว่ายังมีความเสี่ยงสูงว่าสงครามการค้าระหว่าง สองชาตินี้จะกลับมาดุเดือดอีกครั้ง แม้จีนพยายามอ่อนข้อให้สหรัฐในหลายประเด็น ทั้งการซื้อสินค้าเกษตร พยายามแก้กฎหมายเปิดตลาดให้ต่างชาติ เช่นเดียวกับการแก้ไขเรื่องบีบเอกชนต่างชาติโอนเทคโนโลยีด้วย นอกจากนี้ ในเดือน ก.พ. 2019 กระทรวงพาณิชย์สหรัฐอาจตัดสินใจตั้งกำแพงภาษีนำเข้ากับรถยนต์ และชิ้นส่วนรถยนต์นำเข้าจากทุกชาติ ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เคยสั่งให้สอบสวนโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง

 

2.เบร็กซิตจ่อเดดไลน์

อังกฤษมีกำหนดถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) วันที่ 29 มี.ค. 2019 แต่การเจรจาข้อตกลงเบร็กซิต ยังไม่ได้บทสรุปที่ชัดเจน เนื่องจากรัฐสภาอังกฤษยังไม่รับรองข้อตกลงที่นายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ เจรจากับอียู โดยอ้างว่าข้อตกลงดังกล่าวอ่อนข้อให้อียูมากเกินไป และมีความเสี่ยงว่าอังกฤษอาจจะต้องถอนตัวออกจากอียูตามกำหนดเดิมโดยไร้ข้อตกลง (No deal) สร้างความกังวลเรื่องผลกระทบต่อเศรษฐกิจและธุรกิจ

 

3.มรสุมทรัมป์ชี้ชะตาโลก

โรเบิร์ต มุลเลอร์ อัยการพิเศษสหรัฐ กำลังสืบสวนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทีมแคมเปญหาเสียงของทรัมป์ และรัสเซีย ในการเลือกตั้งสหรัฐ ปี 2016 ซึ่งคาดว่าอาจรู้ผลช่วงครึ่งแรกของปี 2019 และถ้าหากผลออกมาว่ามีการแทรกแซงเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ทรัมป์จริง อาจถึงขั้นร้ายแรงสุดคือการยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี (อิมพีชเมนต์)

อนาคตของทรัมป์ยังเป็นตัวกำหนดชะตาของการเมืองโลกในหลายประเด็น เช่น สงครามการค้ากับจีน ข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน สนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (ไอเอ็นเอฟ) กับรัสเซียที่วอชิงตันขู่ถอนตัว และยังมีผลกับการปลดนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ ซึ่งทรัมป์อาจพบผู้นำเกาหลีเหนืออีกครั้งในปีนี้

 

4.จับตา 4 เลือกตั้งเอเชีย

ปี 2019 ยังอาจได้ว่าเป็นปีแห่งการเลือกตั้งของเอเชีย เช่น การเลือกตั้งของประเทศไทย ที่จะเป็นประธานอาเซียนในปีหน้านี้ด้วย การเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ซึ่งในครั้งนี้ ประธานาธิบดี โจโก วิโดโด ลงสมัครชิงตำแหน่งอีกครั้งดวลกับ ปราโบโว ซูเบียนโต ผู้ท้าชิงหน้าเดิม และการเลือกตั้งอินเดีย นอกจากนี้ยังมีการเลือกตั้งกลางเทอมของฟิลิปปินส์ ซึ่งจะเป็นบททดสอบผลงานที่ผ่านมาของประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต ขณะเดียวกัน ปี 2019 ยังมีการเลือกตั้งรัฐสภายุโรป เดือน พ.ค. และยังมีความเป็นไปได้ว่าสิงคโปร์อาจจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนดเดิม 2021 เร็วขึ้น 1-2 ปี

 

5.ดีเดย์เข้ายุค 5จี

เทคโนโลยีเครือข่าย 5จี จะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างในปี 2019 เนื่องจากหลายชาติจะเริ่มการประมูลคลื่นความถี่ 5จี ขณะที่ค่ายมือถือดัง เช่น ซัมซุง หัวเว่ย และแอปเปิ้ล คาดว่าจะเปิดตัวอุปกรณ์ใหม่ที่สามารถรองรับการใช้ 5จี ในปีหน้า แม้คาดว่าจะยังไม่มีการปรับใช้ 5จี อย่างจริงจังจนกว่าจะถึงปี 2020

ทั้งนี้ 5จี นับว่าเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่แห่งอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการสื่อสาร การถ่ายทอดสดวิดีโอความละเอียดสูง เช่น การจัดคอนเสิร์ตหรือกีฬา และเป็นหัวใจสำคัญของนวัตกรรมรถยนต์ไร้คนขับด้วย

6.สงครามรถยนต์ EV แข่งดุ

การแข่งขันพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) กำลังจะร้อนแรงยิ่งขึ้นโดยเฉพาะจีน ตลาดรถยนต์อันดับ 1 ของโลก ที่รัฐบาลมีแผนจะหั่นการอุดหนุนให้กับผู้ผลิต ลดการอุดหนุนจากรัฐบาล และบีบให้เร่งพัฒนารับการแข่งขันจากต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในจีนมากขึ้น และล่าสุด เทสลา มอเตอร์ ค่ายรถชื่อดังจากสหรัฐ จะเริ่มการผลิตในโรงงานที่เซี่ยงไฮ้ปีหน้านี้ด้วย

 

 

7.ชิงมหาอำนาจ AI

สหรัฐและจีนสองชาติมหาอำนาจด้านระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ส่อเค้าแข่งขันพัฒนาเอไอดุเดือดยิ่งขึ้น โดยหัวเว่ย เทคโนโลยีส์ ประกาศแผนพัฒนาชิปประมวลผลเอไอ ถือว่าเป็นความพยายามผลักดันเอไอของจีน และลดการพึ่งพาผู้ผลิตสหรัฐอย่างอินเทลและเอ็นวิเดีย นอกจากนี้จีนยังได้เปิดตัวผู้ประกาศข่าวทางโทรทัศน์แบบเอไอคนแรกของโลกอีกด้วย

ขณะเดียวกันเอไอยังมีแนวโน้มเป็นเครื่องมือในอุตสาหกรรมมากขึ้นด้วย เพื่อลดการใช้แรงงานคน และประหยัดต้นทุน โดยบริษัทที่ปรึกษาการ์ทเนอร์ คาดการณ์ว่า ภายในปี 2019 เอไอจะทำให้คนตกงาน 1.8 ล้านคน โดยเฉพาะภาคการผลิต แต่จะสร้างงานใหม่ได้ 2.3 ล้านคน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการศึกษา การดูแลสุขภาพ และบริการสาธารณะ

 

8.ค้าปลีกสู่ยุคใหม่เต็มตัว

ธุรกิจค้าปลีกจะเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัวมากขึ้น หลังได้เริ่มการทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ตลอดปี 2018 หนึ่งในนั้นคือ การปรับใช้เทคโนโลยีร้านค้าปลีกไร้แคชเชียร์ นำโดยแอมะซอนผู้ค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐ เช่นเดียวกับเซเว่น อีเลฟเว่น จากญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีกระแส “นิว รีเทล” หรือค้าปลีกที่ผสมทั้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันนำโดยอาลีบาบา กรุ๊ป ยักษ์อี-คอมเมิร์ซ จีน โดยลาซาด้า บริษัทในเครืออาลีบาบา มีแผนจะนำนิว รีเทลเข้ามาสู่อาเซียน และจะให้ไทยเป็นต้นแบบด้วย

ชายฝรั่งเศสปิ๊งไอเดีย อาศัยถังลอยข้ามแอตแลนติกคนแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575382

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2561 เวลา 18:29 น.

ชายฝรั่งเศสปิ๊งไอเดีย อาศัยถังลอยข้ามแอตแลนติกคนแรก

ปู่ชาวฝรั่งเศส ออกเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกด้วยถัง เป็นคนแรกของโลก

การเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกในปัจจุบันนั้นมีอยู่หลากหลายวิธี และเพรียบพร้อมด้วยความสะดวกสบาย ทั้งการเดินทางโดยเครื่องบิน หรือการเดินทางด้วยเรือเดินสมุทร

แต่มันคงธรรมดาไปสำหรับนาย ฌอง-ฌากส์ ซาวา(Jean-Jacques Savin) วัย 71 ปี ที่วางแผนเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ด้วยการศัยอยู่ในแคปซูลสีส้มคล้ายกับถังขนาดใหญ่  และจะอาศัยเพียงกระแสคลื่นลมทะเลในการนำพาถังเดินทางไปเท่านั้น

 

รายงานระบุว่า การเดินทางของปู่ฌากส์ ได้เริ่มต้นแล้วที่หมู่เกาะคานารีของสเปน โดยตั้งเป้าไปถึงเกาะในทะเลแคริบเบียน ในเวลา 3 เดือนข้างหน้า

ปู่ฌากส์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า ขณะนี้ถังของเขากำลังดีอยู่ และกำลังเดินทางไปด้วยความเร็วราว 2-3 กิโลเมตรต่อชั่วโมงหากสภาพอากาศเป็นใจ

 

ภายในแคปซูลของเขานั้นเต็มไปด้วยเครื่องใช้ต่างๆอย่างครบครัน ทั้งเตียงนาน ครัว ที่เก็บของ อีกทั้งยังมีจีพีเอสระบุตำแหน่ง โทรศัพท์ดาวเทียม แผงโซลาร์เซลล์สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า โดยถังใบนี้มีขนาดความยาว 3 เมตร กว้าง 2.10 เมตร มีพื้นที่ใช้สอย 6 ตารางเมตร ทำจากไม้อัดเคลือบยางไม้

 

นอกจากนี้ระหว่างเดินทาง เขาจะทำการปล่อยเครื่องหมายเป็นระยะ เพื่อเป็นประโยชน์ให้นักสมุทรศาสตร์ใช้ศึกษากระแสคลื่นในทะเล

ปู่ฌากส์กล่าวติดตลกว่า เขาอยากให้คลื่นพามันล่องไปขึ้นฝั่งที่บาร์เบโดส และจะดีมากหากไปขึ้นฝั่งที่มาร์ตินีกหรือกวาเดอลูป ซึ่งเป็นดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศส

สามารถติดตามการเดินทางของปู่ฌากส์ได้ที่เว็บเพจhttps://www.facebook.com/BOUTESA/

 

 

 

ภูเขาไฟ “อานัคกรากระตัว” เตี้ยลง 2 ใน 3 หลังปะทุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/575377

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2561 เวลา 17:04 น.

ภูเขาไฟ "อานัคกรากระตัว" เตี้ยลง 2 ใน 3 หลังปะทุ

นักวิทย์เผย ภูเขาไฟอานัคกรากระตัว สูญเสียความสูงไปถึง 228 เมตร จากความสูงเดิม คาดทรุดตัวหลังการปะทุหนัก

เอเอฟพีรายงานว่า จากการคาดคะเนด้วยสายตาของนักวิทยาศาสตร์จากสำนักงานภูเขาไฟวิทยาแห่งชาติอินโดนีเซีย ระบุว่าภูเขาไฟอานัคกรากระตัว ที่เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง จนส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิพัดทำลายพื้นที่ชายฝั่งในบริเวณช่องแคบซุนดาเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. ที่ผ่านมานั้น ได้พบว่าความสูงของภูเขาไฟลูกนี้ได้หายไปราว 2 ใน 3 จากความสูงเดิมที่ 338 เมตร โดยลดลงเหลือเพียง 110 เมตรเท่านั้น หรือเท่ากับภูเขาไฟกลางทะเลลูกนี้เสียความสูงไปถึง 228 เมตร จากการปะทุเพียงครั้งเดียว

นักวิทย์อินโดฯยังระบุอีกว่า ความรุนแรงจากการระเบิดจนส่งผลให้ภูเขาไฟหดลงนั้น เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดคลื่นสึนามิ เนื่องจากบรรดาหินหนาแน่นและเถ้าถ่านจำนวนมากทรุดตัวลงสู่ทะเล จึงส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิพัดถล่มตามมา

 

ภาพถ่ายดาวเทียมจากองค์การอวกาศญี่ปุ่น เปรียบเทียบก่อน-หลัง การปะทุ

หน่วยงานอวกาศของญี่ปุ่นได้เผยภาพถ่ายดาวเทียมก่อนและหลังแสดงให้เห็นว่าเกาะภูเขาไฟขนาด 2 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้ (0.77 ตารางไมล์) ยุบตัวลงสู่ทะเล ทางการอินโดยังระบุด้วยว่า ภูเขาไฟอานัคกรากระตัวได้สูญเสียพื้นที่ของภูเขาที่ประกอบด้วยชั้นหินต่างๆไปเป็นปริมาณมากถึง 150-180 ล้านลูกลูกบาศก์เมตร

ขนาดของการพังทลายของเกาะนั้นสอดคล้องกับพลังของคลื่นสึนามิที่ถูกปลดปล่อยออกมา จนซัดเข้าชายฝั่งทะเลในเกาะสุมาตราและชวา โดยพบว่ามีคลื่นสึนามิสูงกว่า 2 เมตร

ขณะที่ตัวเลขล่าสุด (29 ธ.ค.) ของยอดผู้เสียชีวิตจากคลื่นสึนามิอยู่ที่  426 คน และมีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 40,000 คน โดยทางสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติอินโดนีเซีย คาดยอดตายสึนามิมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากเจ้าหน้าที่และทีมค้นหายังไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยได้อย่างทั่วถึง