เมื่อจีนไม่สนใจ’กระจก’ก็เปลี่ยนโลกเสียแล้ว (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/574795

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 10:00 น.

เมื่อจีนไม่สนใจ'กระจก'ก็เปลี่ยนโลกเสียแล้ว (1)

จีนเป็นหนึ่งในผู้นำด้านวัสดุศาสตร์มาตั้งแต่โบราณ ไม่ว่า ดินเผา สัมฤทธิ์ กระดาษ กระเบื้องเคลือบ ไม้ไผ่ หรือผ้าไหม ล้วนถูกใช้อย่างเชี่ยวชาญไม่น้อยหน้าอารยธรรมใด และในบรรดาวัสดุที่ว่ามา บางอย่างจีนก็เป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นรายแรกเสียด้วยซ้ำ แต่จีนกลับละเลยวัสดุพื้นฐานที่สำคัญอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งนั่นคือ แก้ว (หรือกระจก)

แต่สาเหตุที่สกัดจีนให้ละเลยกระจกไป ไม่ใช่เพราะความล้าหลัง แต่กลับเป็นเพราะความก้าวหน้าของวัสดุอีกอย่าง ซึ่งก็คือ กระเบื้องเคลือบ (Porcelain)

การผลิตเครื่องเคลือบไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากเทคนิคการเผาที่ว่าต้องเผาอย่างไร ใช้อุณหภูมิเท่าไหร่ ยังมีส่วนผสมที่เป็นเคล็ดลับอีกไม่น้อย หนึ่งในนั้นคือดินเกาลิน (Kaolin, 高岭)

ชื่อดินเกาลินเป็นชื่อสำเนียงฝรั่ง ตั้งตามชื่อหมู่บ้านเกาหลิง (高岭村) แถบเมืองจิ่งเต๋อเจิ้น (景德镇) – เมืองผลิตเครื่องเคลือบที่สำคัญของจีน และหมู่บ้านเกาหลิงก็คือแหล่งดินเกาลิน วัตถุดิบสำคัญของการทำเครื่องเคลือบนั่นเอง

เทคนิคการทำเครื่องเคลือบในจีนสุกงอมมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (ค.ศ. 25-220) และพัฒนาก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา ส่วนยุโรปกว่าจะผลิตเครื่องเคลือบแบบจีนได้ ก็ปาเข้าไป ค.ศ. 1708 ช้ากว่ากันถึงกว่า 1,500 ปี

เครื่องเคลือบมีผิวลื่น แกร่ง แน่น และทึบแสง ป้องกันการระเหยของของเหลวข้างในได้ดี และไม่ทำปฏิกิริยาเคมีกับของเหลวทั่วไป จึงเหมาะกับการทำเป็นภาชนะชั้นยอด นอกจากนั้นยังสามารถแต่งแต้มสีสันสดใสลงไปบนพื้นผิวได้

ไม่ใช่เพราะจีนไม่เคยมีวัสดุประเภทแก้วหรือกระจก ในจีนมีการค้นพบลูกปัดแก้ว ในสุสานยุคจ้านกว๋อ (ประมาณ 2,500 ปีมาแล้ว)

ส่วนอารยธรรมอียิปต์และกรีกนั้น รู้จักการผลิตแก้วก่อนหน้าจีนประมาณ 500 ปี โดยเชื่อว่าความรู้ในการผลิตแก้วของจีนได้รับจากการถ่ายทอดต่อเนื่องมาจากทางอียิปต์และกรีกอีกทีหนึ่ง

แต่อารยธรรมข้างต้นทั้งหมดไม่ได้ใช้แก้วกันจริงจัง มากไปกว่าการใช้เป็นเครื่องประดับเล็กๆ น้อยๆ

จนอารยธรรมโรมัน ได้พัฒนาส่วนผสมในการผลิต และเทคนิคการเป่าแก้วขึ้นมา ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1

ซึ่งความรู้ทั่วไปที่บอกว่าแก้วหรือกระจกผลิตจากทราย (ซิลิกา) ที่ถูกหลอมเหลวแล้วทิ้งให้เย็นตัวนั้นเป็นเพียงความรู้เบื้องต้น เพราะแก้วคุณภาพดี ใส ไร้ฟองอากาศ ยังต้องมีสูตรผสมและกระบวนการที่ผ่านการพัฒนามามากมาย ซึ่งมีชาวโรมันเป็นผู้ริเริ่ม

แก้วยุคแรกจึงไม่น่าพิสมัย ทั้งขุ่นเขียว มีฟองอากาศ และเศษสกปรกเจือปนข้างใน ทำให้เครื่องเคลือบมีชื่อชั้นเหนือกว่าเสมอมา ทั้งในโลกตะวันออกและตะวันตก

หรือแม้แต่คุณสมบัติการนำความร้อนของแก้วที่สูงกว่ากระเบื้องเคลือบ ก็ย่อมทำให้ชาวจีนที่นิยมดื่มชาร้อนๆ ชื่นชอบเครื่องเคลือบมากกว่าแก้ว

แก้วในอารยธรรมจีน จึงไม่แพร่หลาย และกลายเป็นแค่ของเล่นประเภทตุ๊กตุ่น ตุ๊กตาเท่านั้น ไม่ได้ถูกใช้งานจริงจังแต่อย่างใด

ขณะที่จีนไม่สนใจจะพัฒนาแก้ว และความรู้เรื่องเครื่องเคลือบทางตะวันตกยังไม่เกิด ซีกโลกตะวันตกจึงต้องเลือกพัฒนาการผลิตแก้วขึ้นมาใช้ด้วยความจำเป็น

พอพัฒนาขึ้นมาได้สักระยะ นอกจากจะนำมาทำเป็นภาชนะหรือเครื่องประดับ ชาวยุโรปในยุคกลางก็เริ่มนำแก้วมาใช้ประกอบอาคาร โดยทำแก้วให้เป็นแผ่นบาง แล้วประกอบขึ้นมาเป็นหน้าต่างบานกระจกผืนใหญ่

แต่เนื่องจากยุคนั้นเทคนิคการทำกระจกยังไม่ทันสมัย ไม่สามารถทำกระจกเป็นผืนใหญ่แผ่นเดียวได้ เพื่อที่จะเติมเต็มช่องแสงใหญ่ด้วยกระจกได้ครบผืน จึงจำเป็นต้องใช้กระจกแผ่นเล็กๆ มาประสานติดกันด้วยเส้นตะกั่ว เมื่อบวกกับศิลปะการเพิ่มสีสันให้กับกระจกและการเดินเส้นลวดลาย ก็กลายเป็นกระจก Stain Glass ผืนใหญ่ที่สวยงามแปลกตา

เมื่อยุโรปก้าวเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 11 และ 12 ก็เริ่มพัฒนาการผลิตแผ่นกระจกใส ซึ่งมีขนาดแผ่นใหญ่ขึ้นมาได้ (แต่ไม่ใหญ่มากมายอย่างในปัจจุบัน) จากนั้นมา ความหมายของแก้วและกระจกที่มีต่อมนุษย์ก็เปลี่ยนไป

แก้วและกระจกได้หยิบยื่นคุณสมบัติที่กระเบื้องเคลือบและวัสดุอื่นใดก่อนหน้านี้ ไม่สามารถหยิบยื่นให้ได้ และคุณสมบัตินั้นก็มิได้เป็นประโยชน์แต่ภายในห้องทดลองอย่างที่ยกตัวอย่างไว้ในตอนต้นเท่านั้น ภายนอกห้องทดลอง กระจกก็หยิบยื่นคุณประโยชน์ที่ทำให้สังคมก้าวไปข้างหน้ามากมายไม่แพ้กัน

ซึ่งระหว่างนี้จำต้องขอฝากทุกท่านลองคิดเล่นๆ ดู ว่าประโยชน์ที่ว่านั้นคืออะไร และโปรดติดตามตอนต่อไปในอาทิตย์หน้า…

สึนามิถล่มชายฝั่งอินโดฯหลังภูเขาไฟระเบิดดับกว่า40บาดเจ็บ584คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/574792

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 09:50 น.

สึนามิถล่มชายฝั่งอินโดฯหลังภูเขาไฟระเบิดดับกว่า40บาดเจ็บ584คน

คลื่นสึนามิพัดถล่มชายฝั่งภาคตะวันตกของอินโดฯ ตาย 43 ราย บาดเจ็บกว่า 500 คน หลังภูเขาไฟระเบิดทำให้เกิดดินถล่มใต้มหาสมุทรจนเกิดคลื่นยักษ์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การปะทุของภูเขาไฟ “บุตรแห่งกรากาตัว” หรือ อานัก กรากาตัว บนเกาะบริเวณช่องแคบซุนดรา ซึ่งอยู่ระหว่างเกาะชวา กับ เกาะสุมาตรา ทำให้เกิดดินถล่มใต้มหาสมุทรและเกิดเป็นคลื่นยักษ์สึนามิพัดเข้าถล่มชายฝั่งทางภาคตะวันตกของอินโดนีเซียเมื่อคืนวันที่ 22 ธ.ค.ตามเวลาท้องถิ่น

นายซูโตโป เปอร์โว นูโกรโฮ โฆษกสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 43 คน และได้รับบาดเจ็บ 584 คน รวมทั้งมีอาคารบ้านเรือนเสียหายกว่า 430 หลังคาเรือน หลังเกิดคลื่นยักษ์สึนามิถล่มชายฝั่งช่องแคบซุนดาทางภาคตะวันตกของประเทศอินโดนีเซีย เมื่อคืนวันเสาร์เวลา 21.27 น.ตามเวลาท้องถิ่น

รายงานข่าวระบุว่า ผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่เป็นชาวอินโดนีเซียที่กำลังท่องเที่ยวช่วงวันหยุดในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งประกอบด้วยเขตปันเดอกลังและเซรังในจังหวัดบันเติน และเขตลัมปุงใต้ในจังหวัดลัมปุง

ภาพ เอพี  / หน่วย BNPB / ห้อง 61 / ไลน์กลุ่มภาคพื้นแปซิฟิก

“จีน”จ่อลดภาษีปั๊มเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/574785

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 07:51 น.

"จีน"จ่อลดภาษีปั๊มเศรษฐกิจ

จีนเตรียมลดภาษีขนานใหญ่ กระตุ้นเศรษฐกิจปีหน้า รับมือเศรษฐกิจชะลอตัวจากสงครามการค้า ส่งออกไทยได้ประโยชน์

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากที่ประชุมงานด้านเศรษฐกิจส่วนกลางของรัฐบาลจีนว่า รัฐบาลจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นในปีหน้า เพื่อตั้งรับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจากสงครามการค้ากับสหรัฐ โดยเตรียมพิจารณาปรับลดภาษีขนานใหญ่ หลังดำเนินการปรับลดภาษีไปแล้ว 1.3 ล้านล้านหยวน (ราว 6.14 ล้านล้านบาท) ในปีนี้ เพื่อกระตุ้นดีมานด์ภายในประเทศ โดยการบริโภคจะช่วยให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวอย่างมีคุณภาพ

นอกจากนี้ จีนจะส่งเสริมการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลกลางคาดว่าจะอนุญาตให้รัฐบาลท้องถิ่นสามารถออกพันธบัตรเพื่อนำเงินไปลงทุนในด้านดังกล่าว

ขณะเดียวกันจีนจะยังคงใช้นโยบายการเงินแบบระมัดระวัง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน โดยจะปรับให้ทิศทางนโยบายมีความยืดหยุ่น และรักษาสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับเหมาะสม รวมถึงจะเปิดให้ภาคเอกชนและภาคธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น

ด้านธนาคารโลก ระบุว่า ในปี 2562 เศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 6.2% จากในปีนี้ที่ขยายตัว 6.5% โดยเป็นการเติบโตน้อยที่สุดในรอบ 28 ปี โดยเห็นว่าความท้าทายทางนโยบายที่สำคัญของจีนคือต้องจัดการปัญหาที่เกี่ยวกับการค้า ในขณะเดียวกันก็ยังคงพยายามจำกัดความเสี่ยงทางการเงิน การบริโภคยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลักต่อเศรษฐกิจจีน ในขณะที่การเติบโตของสินเชื่อที่ลดลงส่งผลกระทบต่อการลงทุนและดีมานด์ที่ลดลงทั่วโลก และการเก็บภาษีสูงขึ้นของสหรัฐต่อสินค้าจีนจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศ

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) กล่าวว่า แผนกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนจะช่วยให้การส่งออกของไทยในปีหน้าไม่ลดลงรุนแรง โดยสินค้าที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มซัพพลายเชนส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาจะยังขยายตัวได้

“ธนาคารกำลังสรุปตัวเลขคาดการณ์เป้าหมายส่งออกในปี 2562 ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะขยายตัวเท่ากับเป้าหมายส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ที่คาดว่าจะขยายตัวไว้ที่ 8% หรือไม่ เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจต่างประเทศผันผวนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ซึ่งการเจรจายุติสงครามการค้าในปีหน้าอาจจะเป็นไปในทางดีก็ได้” นายพิศิษฐ์ กล่าว

เลอโนโววิเคราะห์ 4 เทรนด์ เปลี่ยนวิถีชีวิตมนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/575511

  • วันที่ 31 ธ.ค. 2561 เวลา 12:04 น.

เลอโนโววิเคราะห์ 4 เทรนด์ เปลี่ยนวิถีชีวิตมนุษย์

เทคโนโลยีส่วนใหญ่ถูกพัฒนาขึ้นจากความต้องการที่จะส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนให้ดีขึ้น ปี 2562 การเชื่อมต่อแบบไร้ขีดจำกัด การใช้งานระบบออโตเมชั่น และเทคโนโลยีโลกเสมือน จะถูกนำมาใช้มากยิ่งขึ้น เลอโนโววิเคราะห์ 4 แนวโน้มหรือเทรนด์เพื่อรับมือกับยุคดิจิทัล

ธเนศ อังคศิริสรรพ ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคอินโดจีน บริษัท เลอโนโว เปิดเผยว่า เทรนด์ที่ 1. เทคโนโลยีสร้างประโยชน์ : ไอโอที เอไอ และเออาร์/วีอาร์ ช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีช่วยให้เกิดการเชื่อมต่อที่ไร้พรมแดน ที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของออโตเมชั่นแบบเต็มรูปแบบ ช่วยให้การใช้งานผ่านมุมมองโลกเสมือนได้เหมือนจริงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

สำหรับแนวโน้มทั้งปี 2562 ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีดังกล่าวจะถูกพัฒนายิ่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อการใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นในอุตสาหกรรมการผลิตไปจนถึงสำหรับสถาบันการศึกษา ร้านค้าปลีกและอีกมากมาย หากอ้างอิงจากผลวิจัยของ Accenture พบว่ากว่า 72% ของผู้บริหารธุรกิจสุขภาพ เชื่อว่าโลกเสมือนจริงจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงานทุกอุตสาหกรรม 5 ปีข้างหน้า

“ตัวอย่างอุตสาหกรรม สุขภาพ เทคโนโลยีไอโอที และแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ถูกพัฒนาด้วยเอไอ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ เช่น ลดเวลาในการรอห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาล การควบคุมและดูแลบริการด้านสุขภาพจากทางไกล ผลการวิจัยโดยมาร์เก็ตรีเสิร์ซ ภายในปี 2563 ด้านสุขภาพจะถูกใช้กันแพร่หลาย โดยคิดเป็นตัวเงินมากถึง 1.63 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 38% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2558”

ส่วนเทรนด์ที่ 2 : สมาร์ทสเปซ เมื่อทุกอย่างรอบตัวเราฉลาดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทซิตี้ ดิจิทัล เวิร์กสเปซ หรือสมาร์ทโฮม จากการศึกษาล่าสุดความพึงพอใจของลูกค้า พบว่าเทคโนโลยีที่ใช้งานง่าย ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย และตอบโจทย์คือสิ่งที่ผู้ใช้งานมองหา หากเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาไม่ตอบสนองต่อความต้องการ แนวโน้มคนเลิกใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าวเกิดขึ้นรวดเร็ว

ธเนศ กล่าวต่อถึงเทรนด์ที่ 3 : เออาร์ไม่เพียงสนุกแต่ต้องเกิดประโยชน์ ตลาดเทคโนโลยีเสมือนจริงในโลกยุคปัจจุบันมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งภายในปี 2561 คาดการณ์ว่าตลาดอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อกับเทคโนโลยีโลกเสมือน (AR) และเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (VR) จะมีเงินสะพัดมากถึง 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ และจากผลการวิจัยของ IDC ได้เปิดเผยว่าเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมามียอดเงินสะพัดสูงขึ้นมากถึง 92%

“เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (VR) ได้กลายเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากท่ามกลางแวดวงอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ วงการเกม ภาพยนตร์ การศึกษาสามารถสร้างการเรียนรู้ผ่านการจำลองภาพดิจิทัลอีกด้วย และเมื่อเทคโนโลยี 5จี เข้ามาจะส่งผลต่อนวัตกรรมเออาร์มากขึ้น อาทิ การสร้างภาพจินตนาการในชีวิตจริง ระบบความช่วยเหลือระยะไกล”

สำหรับเทรนด์ที่ 4 : ทิศทางของความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์แห่งอนาคต มนุษย์ที่มักถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลแล้ว หลายองค์กรยังต้องรับมือกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี อาทิ นโยบายการให้พนักงานนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ทำงาน การเข้าถึงระบบจากการทำงานระยะไกล และการจ้างงานแบบชั่วคราว ซึ่งล้วนส่งผลให้ระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลในองค์กรมีประสิทธิภาพลดลง

ธเนศ กล่าวว่า เอไอจะได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในวิธีป้องกันข้อมูลที่ดีที่สุด แต่ก็เช่นเดียวกันกับเทคโนโลยีอื่นๆเอไอเป็นดาบสองคมที่อาชญากรไซเบอร์ทั้งหลายต่างหมายตาไว้ จึงคาดการณ์ว่าในปี 2562 การศึกษาและนำเทคโนโลยีเอไอมาใช้เพื่อหาข้อบกพร่องในด้านความปลอดภัยของระบบ หรือเป็นโซลูชั่นเพื่อความปลอดภัยแบบครบวงจร ช่วยให้หาช่องโหว่ด้านความปลอดภัยง่ายขึ้น 4 หัวข้อด้านความปลอดภัยที่องค์กรต้องป้องกันคือ ข้อมูล ตัวตน ระบบออนไลน์ และอุปกรณ์

5จีหนุนศก.ไทยฟื้นตัว งานคอมมาร์ตปี’62เน้นโชว์ไอโอที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/575480

  • วันที่ 31 ธ.ค. 2561 เวลา 08:45 น.

5จีหนุนศก.ไทยฟื้นตัว งานคอมมาร์ตปี'62เน้นโชว์ไอโอที

ผู้จัดคอมมาร์ต ระบุความชัดเจนเรื่องคลื่นความถี่ ทำให้สินค้า ไอโอทีขยายตัว เผยการจัดงานปีหน้าผนึกพันธมิตรชูเทคโนโลยี 5จี กระตุ้น คาดเลือกตั้งสะพัด3.5พันล.

นายพรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการธุรกิจสื่อไอทีและดิจิทัล บริษัท เออาร์ ไอพี ผู้จัดงานคอมมาร์ต เปิดเผยว่า จากการที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เตรียมประกาศความชัดเจนเรื่องการกำกับดูแลเกี่ยวกับคลื่นความถี่และการใช้งาน จะ ส่งผลดีต่อตลาดค้าปลีก สินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี โดยเฉพาะสินค้าดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ หรือไอโอที ที่จะมีการใช้งานเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

ทั้งนี้ เนื่องด้วยเทคโนโลยี 5จี ที่จะมีความเร็วสูงกว่าปัจจุบันถึง 30 เท่า และการเชื่อมต่อที่รวดเร็วกว่าระบบเดิมถึง 100 เท่า จะเข้ามาสนับสนุนให้ประชาชนเกิดความต้องการใช้งานมากยิ่งขึ้น จากปัจจุบันที่ตลาดยังไม่เติบโตมากนักและอยู่ในช่วงเริ่มต้น เพียงแค่สมาร์ทโฮมกลุ่มเล็ก หรือกล้องวงจรปิด เพราะระบบอินเทอร์เน็ต ที่ยังไม่สามารถรับรองการใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่ด้วยเทคโนโลยี 5จี ที่จะเข้ามาในตลาดจะช่วยให้ในปี 2562 นี้เริ่มเห็นความต้องการใช้ของผู้บริโภคผ่านการใช้งานที่หลากหลายและกว้างขึ้น เช่น ยานพาหนะไร้คนขับในสถานที่ปิด หรือโรงงาน เป็นต้น

สำหรับการจัดงานคอมมาร์ต คอนเนก 2019 ที่จะจัดขึ้นที่ ไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 28-31 มี.ค. 2562 จะมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยี 5จี และเทคโนโลยีของไอโอที ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ด้วยการจับมือกับพันธมิตรผู้แสดงสินค้าต่างๆ เพื่อให้เทคโนโลยี 5จี เล่าเรื่องและเป็นตัวเชื่อมโยงผ่านพฤติกรรมของผู้ใช้ในยุคปัจจุบัน พร้อมเตรียมจัดพื้นที่กิจกรรม สร้างเวทีกลางเพื่อส่งเสริมคอนเทนต์ต่างๆ เช่น 5จี กับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ รวมถึงโซลูชั่นของการทำงาน เพื่อตอบโจทย์ยุคดิจิทัลไลฟ์สไตล์ในแต่ละช่วงอายุ ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงผู้สูงอายุ เนื่องจากพฤติกรรมของ ผู้บริโภคจะก้าวเข้าสู่ความเป็นปัจเจกบุคคล หรือมีสไตล์เป็นของตัวเองมากขึ้น

“ปัจจัยบวกหลังการเลือกตั้งที่จะ เกิดขึ้นในปี 2562 น่าจะช่วยให้กำลังซื้อและเม็ดเงินในตลาดไอทีฟื้นตัวยิ่งขึ้น ซึ่ง แนวโน้มที่ดีดังกล่าวทำให้คาดว่าการจัดงานคอมมาร์ต คอนเนก ในช่วงต้นปี 2562 อาจเห็นตัวเลขยอดขายในงานมีเงินสะพัดกว่า 3,500 ล้านบาท และเป็นปีที่จะทำให้เห็นแนวโน้มของสินค้าไอโอทีหนุนเศรษฐกิจเติบโต” นายพรชัย กล่าว

เอไอป่วนตกงานพุ่ง ไมโครซอฟท์คาด3ปีกระทบถึง95%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/575391

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2561 เวลา 07:40 น.

เอไอป่วนตกงานพุ่ง ไมโครซอฟท์คาด3ปีกระทบถึง95%

ไอดีซี ระบุปีหน้าไทยก้าวสู่สังคมออโตเมชั่น เอไอกระทบภาคแรงงาน คาด 3 ปีโดน 95% แนะพลิกโอกาสพัฒนาตัวเองสู่อาชีพดิจิทัล

นายวีรเดช พาณิชย์วิสัย ผู้จัดการฝ่ายงานวิจัยอาวุโส ไอดีซี ประเทศไทย เปิดเผยว่า การก้าวสู่สังคมออโตเมชั่น ของประเทศไทยในปีหน้า ทางภาคธุรกิจจะนำปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ เช่น แชตบอต หุ่นยนต์ ไอโอที แมชชีน เลิร์นนิ่ง มาใช้ในองค์กรเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะเห็นได้ชัดเจนจากงานบริการลูกค้าในธุรกิจโอเปอเรเตอร์ ธนาคารพาณิชย์ จะกระทบภาคแรงงาน ซึ่งอาชีพที่ตกงาน คือ คอลเซ็นเตอร์ที่คอยตอบ ข้อซักถามทางโทรศัพท์ จะเห็นว่าปีนี้ดีแทคได้ประกาศปรับโครงสร้างลดพนักงานลง

ทั้งนี้ ในอนาคตอาชีพที่จะตกงานเพิ่มเติม เช่น พนักงานวิเคราะห์สินเชื่อเบื้องต้น จากการมีเทคโนโลยีเฟซ เร็คค็อกนิชั่น (Face Recognition) ตรวจจับใบหน้าจากรูปภาพทางโซเชียลมีเดีย เพื่อวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมของผู้ขอสินเชื่อ มีวินัยในการใช้เงินหรือไม่ ส่วนการนำ ซีซีทีวีหรือหุ่นยนต์มาใช้ภายในบ้านหรือนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ นั้น ยังไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อแรงงาน รักษาความปลอดภัย แม่บ้านทำความสะอาด เนื่องจากค่าแรงในกลุ่มดังกล่าวยังค่อนข้างถูก

น.ส.พิจิกา วัชราภิชาต นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านแพทย์และวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ของไมโครซอฟท์ รีเสิร์ช ในประเทศอังกฤษ กล่าวว่า ผลวิจัยไมโครซอฟท์และไอดีซีเผยว่า กว่า 95% ของตำแหน่งงานในประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงจากเชิงเทคโนโลยีในช่วง 3 ปี อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีดิจิทัลก็ทำให้เกิดตำแหน่งงานใหม่ในตลาดแรงงาน โดยที่ 35% จะยังคงรักษาตำแหน่งงานในรูปแบบเดิมเอาไว้ได้

ด้านองค์การทางเศรษฐกิจโลก เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (WEF) คาดการณ์ว่า ตำแหน่งงานเพิ่มในไทยจะน้อยกว่าตำแหน่งงานที่หายไป จึงต้องเตรียมความพร้อมความรู้และทักษะด้านพื้นฐานสเต็ม (STEM) คือมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (S) เทคโนโลยี (T) วิศวกรรมศาสตร์ (E) คณิตศาสตร์ (M) รวมทั้งพื้นฐานทางด้านเอไอ หากแรงงานไม่เรียนรู้จะตกงานและไม่มีงานทำแน่ สิ่งนี้จะยิ่งทำให้ไทยเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมากขึ้น

นายแบรนดอน แทน หัวหน้าทีมที่ปรึกษาด้านความปลอดภัย ประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ฟอร์ซพอยต์ กล่าวว่า ในส่วนของภัยไซเบอร์จะเกิดช่องโหว่และการละเมิดข้อมูลส่วนตัวที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ดังนั้นองค์กรต้องเสนอวิธีการใหม่ที่ช่วยปกป้อง ความเป็นส่วนตัว โดยนำเสนอเอดจ์ คอมพิวติ้ง ช่วยให้ผู้บริโภคควบคุมข้อมูลส่วนตัวได้มากขึ้น ด้วยการเก็บข้อมูลไว้ในสมาร์ทโฟนหรือแล็ปท็อป ซึ่งโซลูชั่นปัจจุบันต้องทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นว่าข้อมูลจะไม่รั่วไหลบนคลาวด์

10 เทรนด์เทคโนโลยีปี’62 คลื่นลูกใหญ่เปลี่ยนโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/575324

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2561 เวลา 08:42 น.

10 เทรนด์เทคโนโลยีปี’62 คลื่นลูกใหญ่เปลี่ยนโลก

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและไอทีระดับโลก คาดการณ์แนวโน้ม 10 เทคโนโลยีที่มาแรงในปี 2562 ทั้งในระดับโลก เอเชียแปซิฟิกและในไทย ซึ่งจะเป็นคลื่นลูกยักษ์ที่มีอิทธิพลต่อองค์กร การทำธุรกิจ และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค

วีรเดช พาณิชย์วิสัย ผู้จัดการฝ่ายงานวิจัยอาวุโส ไอดีซี ประเทศไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มหรือเทรนด์ที่ 1 การก้าวสู่เทคโนโลยี 5จี ซึ่งอุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั่วโลก กำลังเริ่มต้นเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน สำหรับไทยวางโรดแมปจะเกิดการใช้งานปี 2563 นั่นคือโอกาสทางธุรกิจมหาศาลสำหรับค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ทั้ง 3 ราย ในปี 2562 ทั้ง เอไอเอส ทรู และดีแทค จะเริ่มทดสอบความพร้อมของโครงข่าย เพื่อแสดงศักยภาพ

ทั้งนี้ เทคโนโลยี 5จี ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของไทยและทั่วโลก โดยบริษัท อีริคสัน คาดการณ์ว่า ปี 2565 ทั่วทั้งโลกจะมีจำนวนอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต และคุยกันเองได้มากถึง 1.8 หมื่นล้านชิ้น และ 70% ของจำนวนดังกล่าวจะใช้เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการทำงาน

สำหรับเทรนด์ที่ 2 เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ เมื่อโลกยุคใหม่หมุนรอบเอไอ การ์ทเนอร์ ระบุว่า ตลาดเอไอทั่วโลกมูลค่าทางธุรกิจจะเติบโตจาก 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ปีนี้ ไปแตะหลัก 3.9 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2565 เพราะเอไอยังคงครองตำแหน่งเป็นเทคโนโลยีที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ต่อเนื่องไปอีกไม่ต่ำกว่า 10 ปี จากพลังการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ บิ๊กดาต้าที่ขยายตัวไม่หยุด

ขณะที่ตลาดสมาร์ทโฟนในปี 2562 พบว่า 60% ของสมาร์ทโฟนจะนำเทคโนโลยีเอไอมาอยู่บนมือถือ ทำให้ตัวเครื่องมีความฉลาด เรียนรู้จดจำ จึงเป็นยุคที่สมาร์ทโฟนก้าวข้ามความเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ธรรมดา ไปสู่การเป็นอุปกรณ์ที่ชาญฉลาดหรืออัจฉริยะ และ 2-3 ปีข้างหน้า บทบาทสำคัญของเอไอจะเกี่ยวกับการสร้างประสบการณ์ลูกค้า ช่วยลดต้นทุนผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพ และหลังปี 2564 เอไอจะเปลี่ยนมาสู่การเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ใหม่

ในส่วนเทรนด์ที่ 3 การขับเคลื่อนของฟินเทค ก้าวสู่โมบายวันสต็อปเซอร์วิส จากกลุ่มธนาคารในไทยเริ่มขยายสู่โอเพ่นแบงก์กิ้ง แอพพลิเคชั่นของธนาคารจะเป็นมากกว่าแค่การทำธุรกรรมช่องทางฝาก-ถอน ชำระค่าสาธารณูปโภค แต่จะเริ่มจับมือร่วมกับพันธมิตรทั้งกลุ่มค้าปลีก หรือแบรนด์ต่างๆ เพื่อขยายการบริการให้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์การจับจ่าย

การ์ทเนอร์ ยังได้เผยเทคโนโลยีที่ 4 อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่งทำงานร่วมกัน แนวโน้มที่เริ่มเป็นจริงแล้วจากความสามารถและความแพร่หลายของเทคโนโลยีเอไอ ช่วยให้อุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ ที่เป็นไอโอที สามารถเชื่อมโยงถึงกันและทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายในวงกว้างได้ นอกจากนี้เอไอยังเพิ่มมันสมองให้กับสิ่งของอัจฉริยะต่างๆ อย่างเช่น หุ่นยนต์ รถยนต์ไร้คนขับ ให้สามารถสื่อสารมีปฏิกริยาโต้ตอบกับคนได้อย่างเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น

รายงานของการ์ทเนอร์ เผยเทรนด์ที่ 5 เอดจ์คอมพิวติ้งจะเก่งขึ้น ระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า เอดจ์คอมพิวติ้ง ซึ่งช่วยให้การประมวลผลข้อมูล การจัดเก็บข้อมูล และการส่งคอนเทนต์ เข้าไปใกล้จุดต้นทาง หรือพื้นที่จัดเก็บข้อมูลทำได้รวดเร็วขึ้นได้มากยิ่งขึ้น ในอีก 5 ปี เอดจ์คอมพิวติ้ง จะถูกขับเคลื่อนการทำงานด้วยไอโอที และมีความสามารถล้ำหน้ายิ่งขึ้น ชิปเอไอรับการออกแบบเฉพาะอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลรุ่นใหม่และการประมวลผลด้วยเทคโนโลยี 5จี

เทรนด์ที่ 6 บล็อกเชน ได้รับความเชื่อมั่น ด้วยจุดแข็งเรื่องความน่าเชื่อถือของการรวมศูนย์ ทำให้เกิดความโปร่งใส ผู้บริหารระดับสูงด้านข้อมูลสารสนเทศหลายคน เริ่มมองบล็อกเชนและประเมินถึงศักยภาพ และเทรนด์ที่ 7 ประสบการณ์จากโลกดิจิทัล เทคโนโลยีแพลตฟอร์มการสนทนา อย่างแชตบอตจะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการที่มนุษย์โต้ตอบกับโลกดิจิทัลไปสู่รูปแบบใหม่ ได้แก่ เทคโนโลยีวีอาร์และเออาร์ จะทำให้เกิดการสื่อสารรูปแบบใหม่ระหว่างผู้ใช้งาน

เควิน โอ แลรีย์ หัวหน้าด้านความปลอดภัยประจำสำนักงานเอเชียแปซิฟิก บริษัท พาโล อัลโต เน็ตเวิร์ก กล่าวว่า เทรนด์ที่ 8 ในเอเชียแปซิฟิกจะมีการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มมากขึ้น จากการมีความร่วมมือระหว่างกันต่อเนื่อง ดังนั้นการวางกฎระเบียบข้อบังคับการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล จึงเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี ในปีหน้าแต่ละประเทศจะมีกรอบแนวคิดเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับประเทศ เพื่อปกป้องข้อมูลประชากร

แบรนดอน แทน หัวหน้าทีมที่ปรึกษาด้านความปลอดภัย ประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ฟอร์ซพอยต์ กล่าวว่า ความปลอดภัยบนไซเบอร์ในปีหน้าในระดับโลกเป็นเทรนด์ที่ 9 สงครามเย็นบนไซเบอร์ ระหว่างขั้วอำนาจอเมริกากับจีนเกิดการกีดกั้นทางการค้า เป็นการจุดชนวนให้ประเทศชาติต่างๆ ต้องหาเทคโนโลยีใหม่มาใช้อยู่เสมอ หรือไม่ก็หาซื้อมาอย่างผิดกฎหมาย องค์กรต้องเก็บรักษาทรัพย์สินค้าทางปัญญาให้พ้นมือของแฮ็กเกอร์ที่ฉวยโอกาส

ธเนศ อังคศิริสรรพ ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคอินโดจีน บริษัท เลอโนโว กล่าวว่า เทรนด์ที่ 10 ยุคสมาร์ท สเปซ หรือพื้นที่อัจฉริยะอยู่รอบตัวเรา จะเห็นได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ การเกิดสมาร์ทซิตี้ ห้องทำงานดิจิทัล สมาร์ทโฮม และโรงงานอัจฉริยะ อุปกรณ์และระบบทำงานเชื่อมต่อกันและทำงานฉลาดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฮม มีโซลูชั่นที่เชื่อมต่อกันแบบครบวงจร อาทิ คอมพิวเตอร์ในบ้านจะมีฟังก์ชั่นอัจฉริยะ จดจำเสียง เป็นต้น

นั่นคือ 10 เทรนด์ไอซีทีที่จะเกิดขึ้นในปี 2562 ซึ่งต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงและไล่ล่าให้ทันกับเทคโนโลยีที่อาจจะเปลี่ยนโลกทั้งใบ ภายในชั่วพริบตา

สิ้นยุคบริการ2จีหลังต.ค.2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/575246

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2561 เวลา 09:39 น.

สิ้นยุคบริการ2จีหลังต.ค.2562

กสทช.ระบุ 3 ค่ายมือถือทำหนังสือขอยุติการให้บริการ 2จี วันที่ 31 ต.ค. 2562 เตรียมทำแผนประชาสัมพันธ์คุ้มครองผู้ใช้บริการ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 รายใหญ่ของไทย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (AIS) บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น (TRUE) และบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต (DTAC) ได้ทำหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. ลงวันที่ 25 ธ.ค. 2561 ขอให้สำนักงานนำเสนอบอร์ด กสทช.ให้มีการยุติการให้บริการ 2จี ใน วันที่ 31 ต.ค. 2562

ทั้งนี้ โอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ราย พร้อมที่จะทำการประชาสัมพันธ์แผนการยุติการให้บริการ 2จี ที่จะมีการคุ้มครองประชาชนผู้ใช้บริการ 2จี ให้ได้ใช้บริการได้อย่าง ต่อเนื่องในระบบ 3จี ซึ่งสำนักงาน กสทช.จะรีบนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุม กสทช.เพื่อที่จะรีบทำการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบการยุติการให้บริการ 2จี ซึ่งจะสอดคล้องกับแผนการเปิดให้บริการ 5จี ในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญ 2 เรื่องที่ประชาชนยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์ 2จี คือ 1.อัตราค่าบริการ ที่ประชาชนเข้าใจว่าค่าโทรในระบบ 2จี ถูกกว่าค่าโทรด้วยเสียงในระบบ 3จี และ 4จี เรื่องจริงค่าโทรด้วยเสียงในระบบ 3จี และ 4จี เฉลี่ยอยู่ที่ 60 สตางค์/นาที ถูกกว่าค่าโทรในระบบ 2จี ซึ่งมีค่าโทรเฉลี่ยอยู่ที่ 97 สตางค์/นาที 2.เรื่องระบบความปลอดภัยที่ประชาชนเข้าใจผิดว่าถ้าโทรศัพท์หากันด้วยเสียงในระบบ 2จี คนจะดักฟังไม่ได้ ข้อเท็จจริงคือตามกฎหมายไม่ว่าประชาชนจะโทรศัพท์หากันด้วยระบบไหนก็ตาม ประชาชนจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอยู่แล้ว ไม่มีใครสามารถดักฟังโทรศัพท์ได้

“กรณีดักฟัง ยกเว้น การค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ หรือคดีเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน เป็นต้น ซึ่งจะต้องขออนุมัติต่อศาลที่จะออกหมายดังกล่าว เพื่อทางสำนักงาน กสทช.จะได้แจ้งผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย” นายฐากร กล่าว

นอกจากนี้ สำนักงาน กสทช.ขอแจ้งผู้ประกอบการนำเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์ให้รับทราบว่าจะมีการยุติการให้บริการ 2จี ในวันที่ 31 ต.ค. 2562 โดยผู้ประกอบการได้รับใบอนุญาตสามารถนำเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์ในระบบ 2จี ได้ แต่อาจได้รับผลกระทบ ด้านการตลาดเมื่อมีการยุติการให้บริการในระบบ 2จี คือนำเข้ามาแล้วอาจจะขายไม่ได้ ซึ่งสถิติการนำเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 2จี พบว่า ปี 2557 นำเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2จี จำนวน 1.17 แสนเครื่อง ปี 2558 จำนวน 1.13 หมื่นเครื่อง จนถึงปี 2561 จำนวนเหลือ 1.40 หมื่นเครื่อง

เผยทัศนคติดิจิทัล’62 องค์กรพลิกโอกาสคิดใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/575134

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2561 เวลา 10:30 น.

เผยทัศนคติดิจิทัล’62 องค์กรพลิกโอกาสคิดใหม่

กระแสดิจิทัลที่ถาโถมอย่างต่อเนื่องตลอดสองทศวรรษ เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว คนและองค์กรจึงหันกลับมาทบทวนถึงสิ่งที่ต้องการจริงๆ ในชีวิต รวมถึงคุณค่าที่ยึดมั่น พื้นฐานเหล่านี้ได้หล่อหลอมเป็นแนวการออกแบบใหม่ๆ ทำให้คุณค่าของมนุษย์กลายเป็นหัวใจแห่งการขับเคลื่อนนวัตกรรม

นนทวัฒน์ พุ่มชูศรี กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าสายงานบริการทางการเงิน บริษัท เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า รายงานจากฟยอร์ดเทรนด์ 2562 ของเอคเซนเชอร์ อินเทอร์แอคทีฟ ได้สะท้อนออกมาจากการมองภาพรวมของธุรกิจ เทคโนโลยี และการออกแบบในอนาคตว่า การที่องค์กรต่างๆ มุ่งลงทุนด้านนวัตกรรมกันมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลับทำให้ลูกค้ารู้สึกว่านวัตกรรมนั้นท่วมท้นเกินรับไหว อีกทั้งยังเบียดบังเวลาและความเอาใจใส่ที่องค์กรควรให้กับลูกค้า

ทั้งนี้ ในอดีตเราเคยโหยหาความแปลกใหม่ ความน่าตื่นเต้น และความสุขเฉพาะหน้า แต่ปัจจุบันกลับมองหาความสงบและสาระท่ามกลางโลกที่แสนวุ่นวาย ผู้คนและองค์กรต่างๆ จึงกลับมาย้อนสำรวจจิตใจและความรู้สึกเพื่อค้นหาคุณค่าที่แท้จริงในชีวิต หันหลังให้กับผลิตภัณฑ์ และการบริการทั้งหลายที่ไม่ตอบสนองความต้องการ ความผูกพันที่มีให้กับเทคโนโลยี และแบรนด์ทั้งหลายจึงเปลี่ยนแปรไป

ขณะที่แวดวงดิจิทัลกำลังเผชิญกับภาวะการเก็บกวาดครั้งใหญ่ ถึงเวลาต้องตัดสินใจว่าอะไรที่ ยังคงมีคุณค่าและมีความสำคัญสำหรับเรา เนื่องจากทุกวันนี้ดิจิทัลได้แพร่หลายดาษดื่นมากจนไม่มีความแปลกใหม่ คนจึงจัดระเบียบเลือกสรรผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาจริงๆ อาจตัดบางอย่างออกไป อาจเลิกรับข่าวสารความเคลื่อนไหวถ้าเห็นว่าไม่คุ้มกับคุณค่าที่ได้รับการออกแบบหรือดีไซน์จึงมีบทบาทมาก และสำคัญยิ่งกว่าทุกยุคที่เคยเป็นมา

“กรอบความคิดที่เปลี่ยนไปส่งผลสำคัญในหลายด้าน ขณะเดียวกันก็ได้เปิดประตูสู่โอกาสใหม่อีกมหาศาล สำหรับทั้งตัวองค์กรและประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับ จึงถึงเวลาแห่งการทบทวนทุกสิ่ง และคิดใหม่ทำใหม่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ของลูกค้าว่าสิ่งที่คนต้องการและให้ค่าจริงๆ คือสิ่งใด” นนทวัฒน์ กล่าว

สำหรับผู้ชนะในปี 2562 จะเป็นองค์กรที่ทำให้คนรู้สึกได้ถึงคุณค่าและความสำคัญไม่เพียงต่อชีวิตของเขาแต่กับโลกใบนี้ด้วย ซึ่งการสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่เติบโตมากขึ้นกว่าเดิม แต่ต้องดีกว่าเดิมด้วย นับว่าช่วงเวลานี้ถือเป็นโอกาสทองของการออกแบบด้วยความใส่ใจและให้ความหมายลึกซึ้ง ซึ่งสามารถนำมาพลิกโฉมสิ่งต่างๆ ได้มากกว่าในอดีต

นนทวัฒน์ กล่าวว่า สินค้าและบริการได้มาถึงช่วงการปฏิวัติเชิงสร้างสรรค์ที่องค์กรควรพลิกให้เป็นโอกาสการคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ของตนเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโลกของเราและมวลมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับรายงานฟยอร์ดเทรนด์ 2562 เป็นผลจากการระดมสมองของนักออกแบบและนักพัฒนากว่า 1,000 คน จากสตูดิโอ 28 แห่งของฟยอร์ดทั่วโลก รายงานนี้จัดทำเป็นรายปี โดยประมวลจากประสบการณ์ตรงงานวิจัยที่มีหลักฐาน รวมทั้งผลงานของลูกค้าต่างๆ ทั่วโลก

นั่นคือบทสรุปของรายงาน ซึ่งเป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นในปีหน้าที่องค์กรต้องปรับตัวและรับมือ

หัวเว่ยกางแผนปีหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/575120

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2561 เวลา 07:10 น.

หัวเว่ยกางแผนปีหน้า

หัวเว่ยชูพัฒนานวัตกรรมสมาร์ทโฟน ยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง มุ่งระบบรักษาความเป็นส่วนตัว โชว์ยอดสมาร์ทโฟนทะลุ 200 ล้านเครื่อง

นายริชาร์ด หยู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคอนซูมเมอร์ บิซิเนส กรุ๊ป บริษัท หัวเว่ย เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าสร้างสมาร์ทโฟนตามความต้องการของผู้โภค ทั้งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ นวัตกรรมการถ่ายภาพ เทคโนโลยีการสื่อสาร และเชื่อว่าความปลอดภัยและความเป็น ส่วนตัวของผู้ใช้มีความสำคัญ จึงพัฒนาสมาร์ทโฟนให้สามารถช่วยรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ก่อนจะคำนึงถึงผลตอบแทนเชิงพาณิชย์เสมอ

ทั้งนี้ หัวเว่ยให้ความสำคัญตั้งแต่การผลิตชิปเซตใช้พื้นฐานเทคโนโลยีแบบ OpenARM สอดรับระบบแอนดรอยด์ที่พัฒนาโดยกูเกิล ส่วนปีนี้หัวเว่ยสร้างยอดขายสมาร์ทโฟนทะลุ 200 ล้านเครื่อง โต 66 เท่าในช่วง 8 ปี (2553-2561) จากยอดขายปี 2553 ราว 3 ล้านเครื่อง กลายมาเป็นสมาร์ทโฟนท็อปทรีของโลก แต่ไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ของปีนี้เป็นอันดับ 2 ของโลกในแง่ส่วนแบ่ง 14.6% ปัจจุบันมีผู้ใช้สามาร์ทโฟนหัวเว่ยกว่า 500 ล้านคน ใน 170 ประเทศ

สำหรับกลุ่มสมาร์ทโฟนที่สร้างยอดขายมี 3 ซีรี่ส์ ได้แก่ รุ่น P20 ซีรี่ส์ ยกระดับการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟนไปอีกขั้น ทำยอดจำหน่ายไปแล้วกว่า 16 ล้านเครื่อง นับตั้งแต่เริ่มขายเดือน มี.ค. ส่วนรุ่น Mate 20 ซีรี่ส์ สร้างยอดขายไปกว่า 5 ล้านเครื่อง หลังจำหน่าย 2 เดือน และ หัวเว่ยรุ่น Nova ซีรี่ส์ เป็นสมาร์ทโฟนกลุ่มเซลฟี่สมาร์ทโฟนที่มียอดจัดจำหน่ายสูงสุดในปี 2561 สร้างยอดขายกว่า 65 ล้านเครื่อง โดยเป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางของหัวเว่ยที่สร้างยอดขายสูงที่สุด