กองทัพหนูป่วนทำเนียบขาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/574738

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2561 เวลา 13:24 น.

กองทัพหนูป่วนทำเนียบขาว

กรุงวอชิงตันดี.ซี.กำลังเผชิญปัญหากองทัพหนู พบวิ่งพล่านทั่วเมือง แม้แต่ในทำเนียบขาว

เดอะวอชิงตันโพสต์รายงานระบุว่า ขณะนี้ชาวกรุงวอชิงตันดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐกำลังพบกับกองทัพหนูจำนวนมาก ตามสถานที่สาธารณะต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ภายในทำเนียบขาว ซึ่งเป็นบ้านพักและที่ทำงานของประธานาธิบดีสหรัฐ

รายงานระบุว่าบรรดานักข่าวหลายคนที่ทำงานในทำเนียบขาวระบุว่า ขณะนี้พบเจ้าหนูหลายตัววิ่งพล่านไปทั่วภายในทำเนียบขาว ไม่เว้นแม้แต่สนามหญ้าด้านนอก ซึ่งโดยปกติแล้วพื้นที่สนามหญ้าของทำเนียบขาวจะเป็นที่อยู่อาศัยของบรรดากระรอกหลายครอบครัว

นาย John Roberts ผู้สื่อข่าวฟ็อกซ์นิวส์ ประจำทำเนียบขาวได้ทวีตข้อความระบุว่า “ขณะที่ผมกำลังยืนเตรียมรายงานข่าวที่ด้านนอกทำเนียบขาวนั้น ผมได้เห็นเจ้าสี่ขาตัวเทาวิ่งไปมาอยู่ใกล้กับอุปกรณ์ถ่ายทอดสดรวมถึงเฉียดเท้าซ้ายผมด้วย ตอนแรกผมคิดว่าเป็นกระรอก แต่มันคือหนูตัวโต!!”

ต่อมาก็มีนักข่าวสาวจากซีเอ็นเอ็นได้รีทวิตข้อความของนายโรเบิร์ต พร้อมระบุว่า ฉันยืนยันได้ว่ามันคือหนูจริงๆ

ด้านนาย เจอราร์ด บราวน์ หัวหน้าฝ่ายจัดการของสำนักสาธารณสุขกรุงวอชิงตัน ระบุว่า หนูพวกนี้น่าจะหนีออกจากโพร่งของพวกมันที่ถูกน้ำท่วมอันเนื่องมากจากปริมาณฝนตกหนัก ซึ่งสืบเนื่องจากในปีนี้อากาศหนาวในกรุงวอชิงตันดีซีมาช้ากว่าปกติ

เขายังระบุอีกว่า น้ำท่วมนั้นไม่ได้ฆ่า หรือทำให้ปริมาณหนูลดลงเลย แถมพวกมันยังว่ายน้ำได้เก่งอีกต่างหาก แต่พวกมันจะหาอาหารยากขึ้นเท่านั้นเอง

นอกจากนี้ปัจจัยอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้จำนวนหนูในกรุงวอชิงตันเพิ่มจำนวนมากขึ้น เนื่องจากจำนวนประชากรในเมืองหลวงแห่งนี้เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยพบว่าในปีที่ผ่านมาเพียงปีเดียว มีประชากรเพิ่มขึ้นราว 7 แสนคน

อังกฤษรวบ 2 ผู้ต้องสงสัยบินโดรนป่วนสนามบินแกตวิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/574731

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2561 เวลา 12:25 น.

อังกฤษรวบ 2 ผู้ต้องสงสัยบินโดรนป่วนสนามบินแกตวิก

ตำรวจอังกฤษจับตัวผู้ต้องสงสัยบินโดรนใกล้ท่าอากาศยานแกตวิก จนต้องระงับเที่ยวบินทั้งหมดเป็นเวลากว่า 36 ชั่วโมง

ทางการตำรวจซัสเซกซ์ ของอังกฤษระบุว่า ได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยสองราย ที่คาดว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องในการควบคุมอากาศยานไร้คนขับหรืโดรน ใกล้กับรันเวย์ของสนามบินแกตวิก ใกล้กรุงลอนดอน ซึ่งเป็นสนามบินที่มีผู้โดยสารพลุกพล่านที่สุดอันดับสองของประเทศ จนส่งผลให้มีผู้โดยสารที่มีกำหนดเดินทางเข้า-ออกสนามบินแห่งนี้ต้องตกค้างเป็นจำนวนหลายหมื่นคน

ขณะเดียวกันผู้โดยสารที่มีกำหนดเดินทางมายังสนามบินแห่งนี้ต้องเปลี่ยนเส้นทางการบินไปลงยังสนามบินใกล้เคียงแห่งอื่นๆแทน ผู้โดยสารเดือดร้อนกว่า 120,000 คน รวมเวลาที่สนามบินหยุดทำการไปนานถึง 36 ชั่วโมง

รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องสงสัยเมื่อเวลา 22.00 น.ตามเวลาในท้องถิ่น แต่ยังไม่มีการระบุตัวของผู้ต้องสงสัยทั้งสองแต่อย่างใด โดยตำรวจระบุเพียงว่าทั้งสองถูกจับด้วยข้อหา “ใช้โดรนก่ออาชญากรรม” ซึ่งถือเป็นความผิดทางอาญา

อย่างไรก็ดีขณะนี้ทางสนามบินแกตวิกได้เปิดทำการตามปกติแล้ว ซึ่งเป็นตรงกับช่วงที่ใกล้วันหยุดในเทศกาลคริตส์มาสพอดี จึงส่งผลให้ทางสนามบินต้องรับภาระหนักจากการระบายผู้โดยสารที่ตกค้าง และรับมือการการเดินทางในช่วงเทศกาล

รบ.สหรัฐฯ จ่อชัตดาวน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/574716

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2561 เวลา 10:27 น.

รบ.สหรัฐฯ จ่อชัตดาวน์

งบสร้างกำแพงเป็นเหตุ รัฐบาลสหรัฐฯจ่อชัตดาวน์เที่ยงคืนนี้ ส่งท้ายปี2018

สำนักข่าวสหรัฐหลายแห่งรายงานโดยคาดการณ์ตรงกันว่าภายในเวลาเที่ยงคืนของวันนี้ (22 ธ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงวอชิงตันดี.ซี. หรือราว 12.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย รัฐบาลสหรัฐฯจะเผชิญภาวะการหยุดทำการของรัฐบาลสหรัฐชั่วคราว (ชัตดาวน์) อีกครั้ง ซึ่งจะนับเป็น 6 ครั้งแล้วในช่วงสมัยรัฐบาลนายโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่วุฒิสภาสหรัฐส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะไม่อนุมัติร่างกฎหมายงบประมาณที่เพิ่งผ่านการรับรองจากสภาผู้แทนราษฎร

รายงานระบุว่าสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากนั้น ได้มีมติด้วยเสียงข้างมาก 217 ต่อ 185 เสียง ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวที่จะช่วยให้หน่วยงานของรัฐบาลมีงบประมาณในการดำเนินงานเพื่อหลีกเลี่ยงการปิดหน่วยงานรัฐบาล ซึ่งหนึ่งในร่างดังกล่าวมีแผนงบประมาณจัดสร้างกำแพงตามแนวชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโกวงเงินกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ (กว่า 162,000 ล้านบาท) ตามดำริของประธานาธิบดีทรัมป์

ก่อนหน้านี้ ทางวุฒิสภาสหรัฐได้ลงมติเอกฉันท์อนุมัติร่างงบประมาณชั่วคราวไปก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะชัตดาวน์ แต่ในร่างงบดังกล่าวไม่ได้ระบุแผนงบการสร้างกำแพงดังกล่าวไว้เหตุที่ทางวุฒิสภาสหรัฐไม่ผ่านร่างงบประมาณในครั้งนี้ เนื่องจากมีบรรดา ส.ว. รีพับลิกกันบางส่วน และส.ว. แดโมเครตส่วนใหญ่ต่างไม่พอใจแผนการสร้างกำแพงของปธน.ทรัมป์ และผนึกกำลังอย่างเหนียวแน่นในการไม่รับร่างแผนดังกล่าว

หากเป็นในการดำเนินการปกตินั้นร่างงบประมาณที่ผ่านการเห็นชอบจากทั้งสองสภานั้น จะถูกส่งไปยังประธานาธิบดีเพื่อลงนามรับรอง และรัฐบาลสหรัฐจะมีงบประมาณในการดำเนินงานในด้านต่างๆต่อไปจนถึง 8 ก.พ. ปีหน้า

แต่หากไม่สามารถบรรลุขั้นตอนดังกล่าวได้ก่อนเส้นตายในเที่ยงคืนนี้ ตามเวลาท้องถิ่น รัฐบาลสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะปิดบริการของรัฐบาลกลางสหรัฐ (ชัตดาวน์) เป็นครั้งที่ 6 ในสมัยรัฐบาลนายทรัมป์

อย่างไรก็ดี การชัตดาวน์ครั้งนี้จะเป็นการชัดดาวน์เพียงหน่วยงานรัฐบางส่วนเท่านั้น เพราะหน่วยงานรัฐสามในสี่ได้รับงบประมาณใช้จนถึงสิ้นเดือนกันยายนปีหน้าแล้ว ขณะที่บางส่วนยังไม่ได้รับงบประมาณดังกล่าว ยังไม่แน่ชัดว่าการชัตดาวน์ครั้งนี้จะกินเวลานานเท่าใด แต่คาดว่าจะมีพนักงานและลูกจ้างของรัฐมากถึง 800,000 คนในหน่วยงานบางแห่งจะต้องหยุดงานหรือทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างในช่วงใกล้ถึงเทศกาลคริสต์มาสนี้

เผยภาพปล่องน้ำแข็งขนาดยักษ์บนดาวอังคาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/574675

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2561 เวลา 18:20 น.

เผยภาพปล่องน้ำแข็งขนาดยักษ์บนดาวอังคาร

องค์การอวกาศยุโรปเผยภาพปล่องน้ำแข็งขนาด 80 กิโลเมตร บนดาวอังคาร

แม้ว่านาซาจะเริ่มภารกิจทำการสำรวจดาวอังคารมาตั้งแต่ปี 1965 ในภารกิจ Mariner 4 นั้น ดาวยักษ์สีแดงแห่งนี้ได้สร้างความประหลาดใจให้กับชาวโลกอยู่ไม่น้อยหลายครั้ง โดยล่าสุด (21 ธ.ค.) องค์การอวกาศยุโรป ESA ได้มีการเผยแพร่ภาพของปล่องขนาดใหญ่ที่มีน้ำแข็งสีขาวปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ

รายงานระบุว่า สีขาวๆที่เห็นอยู่ที่ปล่องนี้มันไม่ใช่หิมะแต่อย่างใด เพราะดาวอังคารไม่มีฤดูกาลเหมือนกับบนโลก แต่มันคือชั้นน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่คาดว่ามีความหนาราว 1.8 กิโลเมตร ครอบคลุมปากปล่องที่มีความกว้างถึง 80 กิโลเมตร

 

 

ปล่องน้ำแข็งแห่งนี้มีชื่อว่า Korolev ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้กับส่วนขั้วเหนือของดาวอังคาร นักวิทยาศาสตร์คาดว่าเหตุที่ชั้นน้ำแข็งดังกล่าวไม่ละลายนี้เนื่องจาก เกิดจากการที่อากาศเคลื่อนผ่านน้ำแข็งเย็นและจมลงทำให้เกิดชั้นอากาศเย็นเหนือน้ำแข็ง ส่งผลให้ชั้นน้ำแข็งนี้คงอยู่โดยไม่มีวันละลาย

สำหรับชื่อของชั้นน้ำแข็งแห่งนี้ ตั้งตามชื่อของอดีตหัวหน้าวิศวกรฝ่ายออกแบบของโซเวียตที่ชื่อว่า เซียร์เกย์ โคโรเลฟ  (Sergei Korolev) ผู้ทำงานในโครงการอวกาศสปุตนิกในปี 1961

ภาพดังกล่าวถูกถ่ายด้วยกล่องความละเอียดสูงของยานอวกาศ Mars Express ที่องค์การอวกาศยุโรปส่งขึ้นไปสำรวจดาวอังคารตั้งแต่ปี 2003

รัสเซียทดสอบจรวด “เร็วกว่าความเร็วเหนือเสียง” สำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/574670

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2561 เวลา 17:24 น.

รัสเซียทดสอบจรวด "เร็วกว่าความเร็วเหนือเสียง" สำเร็จ

ข่าวกรองสหรัฐฯเผย รัสเซียประสบความสำเร็จทดสอบมิสไซล์ความเร็วระดับ “ไฮเปอร์โซนิค” สำเร็จ เตรียมนำเข้าประจำการกองทัพ

สำนักข่าวซีเอ็นบีซีของสหรัฐ ได้รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวภายในสำนักข่าวกลองสหรัฐว่า รัสเซียได้ประสบความสำเร็จในการทดสอบมิสไซล์ความเร็วสูงระดับไฮเปอร์โซนิคได้สำเร็จแล้ว โดยความสำเร็จดังกล่าวนับเป็นความสำเร็จในการทดสอบอาวุธครั้งที่ 5 นับตั้งแต่ที่เขารับตำแหน่งผู้นำรัสเซียในสมัยล่าสุด

รายงานระบุว่ามิสไซล์ชนิดนี้สามาถยิงขึ้นได้จากเรือรบกลางทะเล โดยมีความเร็วกว่ามิสไซล์ความเร็วเหนือเสียงไปถึงหลายเท่า หรือที่เรียกว่า อัตราเร็วไฮเปอร์โซนิก (hypersonic missile) ที่นับเป็นหนึ่งในอัตราความเร็วที่มีความเร็วสูงกว่าความเร็วเหนือเสียง

การทดสอบมิสไซล์ดังกล่าวมีการใช้โค้ดเนมว่า Tsirkon เพิ่งทำการทดสอบสำเร็จไปเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ที่ผ่านมา และสามารถบินทำความเร็วได้สูงถึงระดับมัค8 หรือเท่ากับประมาณสองไมล์ต่อวินาที

รายงานของสำนักข่าวกรองสหรัฐยังระบุอีกว่า อาวุธดังกล่าวจะเริ่มทำการผลิตในปี 2021 และมีแผนเข้าประจำการในกองทัพรัสเซียภายในปี 2022

สอดคล้องกับก่อนหน้านี้ที่ประธานาธิบดีปูตินได้ขึ้นกล่าวปราศรัย ณ การประชุมขยายวงของคณะกรรมการกระทรวงกลาโหมในกรุงมอสโกเมื่อวันอังคาร (18 ธ.ค.) ระบุถึงความสำเร็จในการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยและพร้อมรบกว่าครั้งใดๆที่ผ่านมา รวมถึงสาธยายถึงแสนยานุภาพของรัสเซียที่จะทำให้ยุทธศาสตร์ความมั่นคงโลกต้องเปลี่ยนไป

มลพิษในอากาศส่งผลให้เรา”ฉลาดน้อยลง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/574661

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2561 เวลา 15:25 น.

มลพิษในอากาศส่งผลให้เรา"ฉลาดน้อยลง"

วิจัยเผยมลพิษทางอากาศ ส่งผลการพัฒนาทักษะทางสมองของเราให้เสื่อมถอยลง

วันนี้ (21 ธ.ค.) หลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครกำลังเผชิญปัญหามลพิษในอากาศเนื่องจากฝุ่นละอองที่เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งฝุ่นละอองเหล่านี้ก็ไม่มาจากไหนไกล แต่มาจากบรรดาควันของรถยนต์บนท้องถนนเป็นส่วนใหญ่นั้นเอง

ปัญหาดังกล่าวถึงจะมีคำแนะนำในการปฎิบัติตัวของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่มีค่าฝุ่นละออง PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานนั้นให้ใส่หน้ากากป้องกัน รวมถึงงด-หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง และควรระมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านระบบทางเดินหายใจได้ง่ายโดยเฉพาะเด็ก และผู้สูงอายุ

แม้จะมีคำแนะนำถึงการปฎิบัติตัวของประชาชน แต่เรากลับไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขปัญหาลักษณะนี้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครซึ่งช่วงหลังพบรายงานค่าฝุ่นละอองสูงเกินมาตรฐานอยู่หลายครั้ง

 

อย่างไรก็ดีมีงานวิจัยที่ระบุว่า ค่ามลพิษในอากาศนั้นนอกจากจะส่งผลกระทบต่อปอด และระบบหายใจของร่างกายแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของมนุษย์ด้วย งานวิจัยนี้ถูกเขียนขึ้นโดยนักวิจัยชาวจีนสามคน จากกลุ่มตัวอย่างเป็นพลเมืองจีนจากเมืองสำคัญหลายแห่งทั่วประเทศ

ผลการศึกษาพบว่าบรรดาผู้สูงอายุชาวจีนซึ่งได้รับมลพิษทางอากาศมาเป็นเวลานานนั้น จะส่งผลกระทบทางด้านสมองเร็วกว่าผู้สูงอายุในวัยเดียวกัน โดยเฉพาะความสามารถในการทำความเข้าใจ การจดจำ รวมถึงการสร้างข้อมูลใหม่

นอกจากนี้ยังพบว่ามลพิษทางอากาศยังทำให้ การควบคุมอารมณ์ และสภาพจิตใจย่ำแย่รวมด้วยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในประชากรเพศชาย และกลุ่มคนที่มีการศึกษาไม่สูง แม้ว่าจะยังไม่ทราบสาเหตุก็ตาม

 

 

“เรามีหลักฐานที่น่าสนใจว่ามลพิษทางอากาศโดยเฉพาะค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กนั้น สร้างความเสียหายทางสมองทั้งในมนุษย์และสัตว์ ขณะที่มลพิษที่เกิดจากการจราจร (Traffic pollution) ส่งผลให้เกิดภาวะสมองเสื่อมเร็วขึ้น รวมถึงพฤติกรรมก้าวร้าวในวัยรุ่น และส่งผลให้เด็กที่อาศัยอยู่ในโรงเรียนที่ใกล้เขตอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงพัฒนาการทางสมองช้ากว่าเด็กนักเรียนโดยทั่วไป” ตอนหนึ่งของรายงานระบุ

สำหรับผลกระทบต่อสัตว์นั้น รายงานระบุว่าจากการเก็บตัวอย่างหนูที่สัมผัสมลพิษในเมืองเป็นเวลา 4 เดือน พบว่ามีการทำงานของสมองลดลง อีกพบว่ามีการอักเสบของสมองในบางส่วนรวมด้วย ซึ่งหมายความมีเนื้อเยื้อบางส่วนของสมองที่มีการเปลี่ยนแปลงต่อสิ่งเร้าที่เป็นอันตรายจากมลภาวะทางอากาศ

แม้จะไม่ทราบว่าอนุภาคชนิดใดบ้างที่ส่งผลกระทบต่อสมองโดยตรง แต่จากผลการศึกษาพบว่าอนุภาคระดับ “นาโน” ในอากาศก็เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของภาวะสมองเสื่อมด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญของการปกป้องสมองของเรานั้นสุดท้ายแล้วก็อยู่ที่ตัวเราเอง หากเรารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองของเรา หาวิธีการ”บริหารสมอง”ของเราอย่างเหมาะสม ลดและหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับมลภาวะให้ได้มากที่สุด สุดท้ายกลไกการป้องกันมลพิษในอากาศที่ดีที่สุดคือการไม่ก่อมลพิษทางอากาศเพิ่มเติม ซึ่งล้วนเป็นหน้าที่ของเราทุกคนเช่นกัน

 

ที่มา : https://theconversation.com/

ซีอีโอ Ofo ถูกจีนขึ้นแบล็คลิสต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/574649

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2561 เวลา 13:39 น.

ซีอีโอ Ofo ถูกจีนขึ้นแบล็คลิสต์

ได เว่ย ซีอีโอไบค์แชร์ริ่งชื่อดังของจีน ถูกทางการขึ้นแบล็คลิสต์หลังบริษัท Ofo ส่อเจ๊ง ห้ามโดยสารรถไฟ-เครื่องบิน และซื้ออสังหาฯ

หลังจากที่เมื่อวานนี้ ( 20 ธ.ค.) มีรายงานข่าวการยอมรับของนายได เว่ย (Dai Wei)  ผู้ก่อตั้งของบริษัท Ofo ไบค์แชร์ริ่งชื่อดังของจีน ว่าขณะนี้บริษัทกำลังประสบปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงินเนื่องจากมีสมาชิกผู้ใช้บริการหลายสิบล้านรายกำลังขอคืนเงินค่ามัดจำแรกเข้าใช้บริการคืน ซึ่งคิดเป็นมูลค่าสูงถึงอย่างน้อย 1 พันล้านหยวน และอาจสูงถึง 2 พันล้านหยวนที่ทางบริษัทต้องดำเนินการคืนเงินให้กับลูกค้า

กระทั่งซีอีโอหนุ่มได้ส่งจดหมายถึงยังพนักงานในบริษัทยอมรับว่า กำลังประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ซึ่งอาจพิจารณาทางเลือกในการยุบบริษัท หรือประกาศล้มละลายด้วย

 

ล่าสุด (21 ธ.ค.) สำนักข่าวโกลบอลไทมส์ของจีนได้รายงานว่า ขณะนี้นายได เว่ย ซึอีโอ หนุ่มวัย 27 ปีได้ถูกทางการจีนขึ้นแบล็กลิสต์ ตัดคะแนนเครดิตทางสังคมพร้อมถูกจำกัดการเข้าถึงบริการสาธารณะ และการทำธุรกรรมในด้านต่างๆอย่างน้อยถึง 20 รายการ

ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ http://zxgk.court.gov.cn ซึ่งเป็นเว็บไซต์ค้นหาข้อมูลในระบบศาลจีนระบุว่า นายได เว่ยถูกศาลท้องถิ่นในเขตไฮเดียน ของกรุงปักกิ่งสั่งขึ้นแบล็กลิสต์เครดิตทางสังคมดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลให้เข้าไม่สามารถเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง เครื่องบิน การเข้าพักในโรงแรมหรู การซื้อ-ขายอสังหาริมทรัยพ์ด้วย รวมถึงการเดินทางพักผ่อนในช่วงวันหยุดด้วย

รายงานยังระบุว่าลูกของนายได เว่ยนั้นยังไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนที่มีค่าเล่าเรียนสูงด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดีคำสั่งของศาลยังรวมไปถึงเตรียมอายัดทรัพย์สินส่วนตัวของเขาด้วย แต่นายได เว่ยยังมีสิทธิ์ชี้แจงต่อศาลถึงกรณีปัญหาในบริษัท Ofo

ทั้งนี้ หากซีอีโอหนุ่มได้ดำเนินการใดๆที่ละเมิดข้อห้ามเหล่านี้ ทางศาลจีนสามารถสั่งปรับได้ หรือหากร้ายแรงกว่านั้นอาจถูกดำเนินคดีอาญา

 

เครดิตทางสังคมของจีนคืออะไร?

แนวคิดเครดิตทางสังคมของจีน (Social Credit System) เป็นระบบที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลความประพฤติของประชากรทุกคนในประเทศ โดยหากพบว่ามีพฤติกรรมแย่หรือเคยทำความผิดใดๆมาก็ตาม จะถูกตัดคะแนนทางสังคมรวมถึงมีมาตรการจัดการในเบื้องต้นต่อบุคคลที่มีคะแนนเครดิตทางสังคมติดลบเป็น 6 ระดับ ทั้งการห้ามโดยสารรถไฟหรือเครื่องบิน, ลดความเร็วอินเตอร์เน็ต, ห้ามเข้ารับการศึกษาในระดับสูง, ห้ามเดินทางท่องเที่ยว, ไม่รับเข้าทำงาน, รวมถึงถูกประจานต่อสาธารณะ

โดยมาตรการดังกล่าวนี้ เปิดเผยสู่สาธารณะครั้งแรกในปี 2014 โดยรัฐบาลอ้างว่ามีขึ้นเพื่อผลักดันความไว้เนื้อเชื่อใจกันในสังคม และจะใช้ระบบดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2020 แต่ปัจจุบันมีการใช้ระบบดังกล่าวในหลายพื้นที่ของจีนแล้ว

ขณะที่พลเมืองที่มีคะแนนเครดิตทางสังคมดี หรือที่เราเรียกกันว่า “คนดี” นั้นจะได้รับรับสิทธิประโยชน์จำนวนมากจากรัฐ เช่นการงดเว้นไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารบางอย่างเวลาติดต่อราชการ อีกทั้งสามารถลัดคิวในการติดต่อราชการบางเรื่องอีกด้วย

นอกจากนี้ในเว็บไซต์หาคู่บางแห่งของจีน ได้มีการนำเครดิตทางสังคมดังกล่าวไปใช้ในการแสดงข้อมูลของชาย-หญิงคนโสดให้สามารถมองเห็นกันได้มากขึ้นด้วย

ศาลเยอรมนีสั่งห้ามขายไอโฟนบางรุ่น ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ชิปประมวลผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/574645

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2561 เวลา 11:57 น.

ศาลเยอรมนีสั่งห้ามขายไอโฟนบางรุ่น ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ชิปประมวลผล

ศาลเยอรมนีสั่งห้ามแอปเปิลจำหน่าย  iPhone 7 และ iPhone 8 หลังควอลคอมม์ยื่นฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์

ศาลแขวงในนครมิวนิก แคว้นบาวาเรียประเทศเยอรมนี ได้มีคำตัดสินสั่งห้ามบริษัทแอปเปิลจำหน่ายไอโฟนรุ่นเก่า ได้แก่ ไอโฟน7 และ ไอโฟน8 ซึ่งใช้ชิปโมเดมของIntel และชิ้นส่วนจาก Qorvo ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทควอลคอมม์ ผู้ผลิตชิปประมวลผลสัญชาติสหรัฐ หลังจากที่ควอลคอมม์ได้ยื่นฟ้องทางแอปเปิลว่าทางแอปเปิลได้ละเมิดสิทธิบัตรเกี่ยวกับการทำงานของฟีเจอร์จัดการพลังงานของเครื่อง

รายงานระบุว่าทางศาลเยอรมนีได้สั่งให้ทางแอปเปิ้ลจ่ายค่าเสียหายแค่ควอลคอมม์ด้วย แต่เบื้องต้นยังไม่มีการประเมินมูลค่าความเสียหาย ด้านแอปเปิ้ลระบุว่าได้สั่งระงับการขายไอโฟน7 และไอโฟน8 ผ่านทางหน้าร้านของแอปเปิ้ลในสาขาต่างๆทั่วเยอรมนีแล้ว อีกทั้งเตรียมจะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าวต่อไป

ทั้งนี้ ประเด็นการฟ้องร้องของบริษัทแอปเปิ้ลและทางควอลคอมม์นั้นมีขึ้นก่อนหน้านี้ที่ศาลของจีนเมืองฝูโจวได้สั่งให้ควอลคอมม์ชนะคดีในการยื่นฟ้องด้านลิขสิทธิ์ต่อแอปเปิ้ล จากกรณีควอลคอมม์อ้างว่าแอปเปิล เอาเทคโนโลยีการทัชสกรีนของควอลคอมม์ เป็นผู้คิดค้นขึ้นมาไปใช้โดยที่ไม่ได้จ่ายเงินค่าสิทธิบัตร

ทรัมป์สั่งถอนทหารครึ่งหนึ่งออกจากอัฟกานิสถาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/574638

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2561 เวลา 11:04 น.

ทรัมป์สั่งถอนทหารครึ่งหนึ่งออกจากอัฟกานิสถาน

ปธน.ทรัมป์ออกคำสั่งถอนทหารสหรัฐราว 7,000 นายออกจากอัฟกานิสถาน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งให้กระทรวงกลาโหมดำเนินการถอนกำลังทหารสหรัฐออกจากอัฟกานิสถานราว 7,000 นาย โดยจะเริ่มเดินทางออกจากอัฟกานิสถานภายในระเวลาไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งนับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของกองทัพสหรัฐครั้งแรกในรอบ 17 ปี นับตั้งแต่ที่สหรัฐส่งทหารเข้าไปในอัฟกานิสถาน

คำสั่งถอนทหารจำนวน 7,000 นายครั้งนี้นับว่าเป็นจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนทหารสหรัฐทั้งหมดที่ประจำการอยู่ในอัฟกานิสถาน ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 14,000 นาย เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ที่ปธน.ทรัมป์ได้ประกาศถอนกองกำลังสหรัฐทั้งหมดที่ประจำการอยู่ในซีเรียราว 2,000 นาย กลับประเทศ

ขณะที่ยังคงเหลือกองกำลังสหรัฐไว้อยู่ส่วนหนึ่งในอัฟกานิสถานเพื่อมีภารกิจในการรักษาเสถียรภาพในอัฟกานิสถาน รวมถึงฝึกสอนและให้คำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ทหารอัฟกานิสถานในการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายอย่าง ไอเอส และอัลกออิดะฮ์ ซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่

แผนการลดจำนวนกองกำลังสหรัฐนี้ ถือเป็นความพยายามในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับกองทัพอัฟกานิสถาน ที่สามารถยืนหยัดได้โดยปราศจากความช่วยเหลือจากชาติตะวันตก

อย่างไรก็ดี การประกาศถอนทหารครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายจิม แมททิส รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่เห็นด้วยต่อแผนการประกาศถอนทหารสหรัฐทั้งหมดออกจากซีเรีย

ปธน.ทรัมป์เคยเสนอแนวคิดการถอนทหารออกจากอัฟกานิสถานมาตั้งแต่ช่วงสมัยหาเสียงเลือกตั้งแล้ว แต่ทว่านายจิม แมททิส รมว.กลาโหมยืนยันว่าสหรัฐควรส่งทหารเข้าไปในอัฟกานิสถานอีกราว 4,000 นาย เพื่อจัดเสริมกำลังให้มีความแข็งแกร่งในการจัดการกับกลุ่มก่อการร้ายในพื้นที่

รมว.กลาโหมสหรัฐฯลาออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/574633

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2561 เวลา 10:10 น.

รมว.กลาโหมสหรัฐฯลาออก

นายจิม แมททิส รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ประกาศลาออกจากตำแหน่ง ประท้วงทรัมป์ตัดสินใจถอนทหารจากซีเรีย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐได้เปิดเผยว่านายจิม แมททิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งเป็นการกระทันหัน โดยจะยังคงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมต่อไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า

การตัดสินใจลาออกอย่างกระทันหันของอดีตนายพลสหรัฐวัย 68 ปี ครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่เมื่อวานนี้ ( 20 ธ.ค.) ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศถอนกองกำลังทหารสหรัฐที่มีอยู่ราว 2,000 นาย ออกจากซีเรียทั้งหมด พร้อมทั้งประกาศชัยชนะเหนือกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ส่งผลให้นายแมททิส แสดงความไม่เห็นด้วยต่อท่าทีดังกล่าว

รายงานระบุว่าในจดหมายลาออกของนายแมททิสที่ยื่นต่อประธานาธิบดีทรัมป์นั้น ตอนหนึ่งระบุว่าประธานาธิบดีทรัมป์มีสิทธิที่จะมีรัฐมนตรีกลาโหมที่มีความคิดเห็นเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับผู้นำสหรัฐ ดังนั้น เขาเชื่อว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องและสมควรที่เขาจะต้องลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม

การลาออกของนายจิม แมททิส ครั้งนี้สอดคล้องกับท่าที่ไม่เห็นด้วยของบรรดา ส.ว. สังกัดพรรครีพับลิกกันหลายคนที่ระบุว่า กลุ่มไอเอสยังไม่หมดไปจากดินแดนซีเรียอย่างสิ้นเชิงตามที่ปธน.ทรัมป์กล่าว อีกทั้งการถอนทหารออกจากซีเรียนั้น จะเท่ากับเป็นการนำดินแดนแห่งนี้ใส่พานประเคนให้กับรัสเซียอย่างเป็นทางการ