“เกาหลีใต้”กับการลดอายุ เอาผิด”เยาวชนโจร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/574577

  • วันที่ 20 ธ.ค. 2561 เวลา 21:15 น.

"เกาหลีใต้"กับการลดอายุ เอาผิด"เยาวชนโจร"

ย้อนดูการแก้กฎหมายของเกาหลีใต้เพื่อลดอายุของผู้ที่เข้าข่ายอาชญากรลงจาก 14 เหลือ 13 ปี เพื่อเอาผิดเยาวชนโจร

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2017 ชาวเน็ตเกาหลีใต้ต้องตกตะลึงกันไปทั่ว เมื่อมีผู้เผยแพร่คลิปจากกล้องวงจรปิด บันทึกเหตุการณ์เด็กหญิงวัย 14 ปี ที่เมืองปูซาน ถูกเด็กหญิงกลุ่มหนึ่งรุมทำร้ายอย่างโหดเหี้ยม และถูกทิ้งไว้ให้รอความตายอยู่ข้างทาง แม่ของเหยื่อไม่เพียงเรียกร้องขอความเป็นธรรม แต่ยังถึงขั้นขอให้ยกเลิกกฎหมายที่คุ้มครองอาชญากรเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีไม่ให้รับโทษเท่ากับอาชญากรผู้ใหญ่

สังคมเกาหลีใต้ตอบรับการเรียกร้องนี้ ด้วยการร่วมกันลงชื่อเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายจนได้รายชื่อเกิน 250,000 รายชื่อ ซึ่งมากพอที่ฝ่ายการเมืองจะรับเรื่องไปพิจารณาในสภา และมีการเปิดวาระการอภิปรายพิเศษภายในสัปดาห์เดียวกับที่มีการเปิดเผยเรื่องนี้ในโลกออนไลน์ ซึ่งนับว่าฉับไวมาก

ทั้งนี้ ตามกฎหมายเกาหลีใต้ เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 14 ปี ไม่ต้องรับโทษ แต่อายุ 14-18 ปี อาจต้องรับโทษสูงสุด 20 ปี ทว่า เมื่อปี 2017 มีกรณีที่วัยรุ่น 16 ปี ในเมืองอินชอนลวงเด็กหญิง 8 ขวบ ไปฆาตกรรมหั่นศพ อัยการเห็นว่าเป็นคดีที่ร้ายแรง จึงขอให้รับโทษจำคุก 20 ปี

แต่กระบวนการพิจารณาแก้ไขกฎหมายไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกฝ่ายต่างก็มีเหตุผลที่หนักแน่น ฝ่ายที่สนับสนุนให้แก้ไขมีเหตุผลคือ สถิติการก่อเหตุอาชญากรรมของเยาวชนที่เพิ่มขึ้น

ครั้งแรกๆ ที่มีการถกเถียงเรื่องลดอายุของรับโทษคือ เมื่อปี 2011 ซึ่งครั้งนั้นเกิดเหตุวันรุ่ย 13 ปี ฆ่าญาติผู้ใหญ่วัย 50 ปี เพราะแค่ตักเตือนไม่ให้เล่นเกมมากเกินไป เหตุดังกล่าวสร้างความตกตะลึงให้สังคมเกาหลีใต้เป็นอันมาก และจากสถิติในเวลานั้นพบว่า เด็กอายุ 10-14 ปี ก่ออาชญากรรมในปี 2011 ถึง 9,500 ครั้ง แต่ในปี 2012 เพิ่มขึ้นถึง 9,928 ครั้ง

จนกระทั่งปี 2017 เกิดเหตุเด็กหญิงถูกรุมทำรายที่ปูซาน มีการเปิดสถิติอีกครั้งพบว่า เด็กอายุ 10-13 ปี ก่ออาชญากรรมเพิ่มขึ้น 7.9% เฉพาะอายุ 13 ปี เพิ่มขึ้นถึง 14.7% หากปล่อยไว้เช่นนี้ แนวโน้มจะยิ่งเลวร้ายลง เพราะเด็กวัยยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมกระทำชั่วมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่คัดค้านให้แก้กฎหมาย ชี้ว่า การลดอายุเยาวชนให้รับโทษเหมือนผู้ใหญ่ไม่มีประโยชน์ และอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เพราะสภาพของเรือนจำไม่ใช่ที่ขัดเกลาอาชญากรให้เป็นคนดี แต่กลายเป็นที่บ่มเพาะให้อาชญากรแก่กล้ามากขึ้น และไม่สำนึกกับความผิดที่ทำลงไป เมื่อพ้นโทษมาแล้วยังมีโอกาสก่อเหตุอีกครั้ง

วิวาทะนี้ยาวข้ามปี จนกระทั่งเดือน ส.ค. 2018 รัฐบาลจึงประกาศลดอายุของผู้ที่เข้าข่ายอาชญากรลงจาก 14 เหลือ 13 ปี พร้อมด้วยมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันอาชญากรรมที่เกิดจากเยาวชน

ที่มา www.m2fnews.com

ภาพ เอเอฟพี

จีนรับแล้ว จับพลเมืองแคนาดาคนที่สามจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/574571

  • วันที่ 20 ธ.ค. 2561 เวลา 18:22 น.

จีนรับแล้ว จับพลเมืองแคนาดาคนที่สามจริง

ทางการจีนแถลงยืนยันการจับกุมสาวแคนาดาข้อหาทำงานผิดกฎหมาย

รอยเตอร์รายงานว่า โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนได้แถลงข่าวยืนยันการจับกุม สตรีที่มีชื่อว่า ซาราห์ แมคไลเวอร์ (Sarah McIver) พลเมืองแคนาดาจากรัฐแอลเบอร์ตา ด้วยข้อหาเดินทางเข้าเมืองมาทำงานโดยผิดกฎหมาย และต้องได้รับโทษ”ทางปกครอง” แต่รายงานไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนนัก

กระทรวงต่างประเทศจีนยังระบุอีกว่า การจับตัวนางแมคไลเวอร์ครั้งนี้ “แตกต่าง” จากการจับกุมตัวพลเมืองแคนาดาสองรายก่อนหน้านั้นคือ นายไมเคิล คอฟริก อดีตนักการทูตแคนาดา และนายไมเคิล สเปวอร์ ที่ปรึกษาด้านธุรกิจ ที่ทั้งคู่ถูกจับกุมตัวด้วยข้องหาด้านความมั่นคง

 

สถานทูตแคนาดาในกรุงปักกิ่ง

ก่อนหน้านี้สื่อแคนาดารายงานว่า นางแมคไลเวอร์ เป็นครูที่เดินทางเข้าไปสอนภาษาอังกฤษในประเทศจีน สอดคล้องกับก่อนหน้านี้รายงานจากสื่อแคนาดาระบุว่า เธอถูกจับเพราะพบปัญหาเกี่ยวกับวีซ่าจีน

อย่างไรก็ดี ปฎิเสธไม่ได้ว่าการดำเนินการจับกุมตัวพลเมืองแคนาดาในระยะเวลาเพียง 3 สัปดาห์ ภายหลังที่แคนาดาได้จับกุมนางสาวเมิ่ง หว่านโจว ซีเอฟโอบริษัทหัวเว่ย นั้นไม่เกี่ยวข้องกัน แม้ว่าภายหลังศาลรัฐบริติชโคลัมเบีย ได้ให้ประกันตัวนางสาวเมิ่งแล้วก็ตาม แต่เธอยังคงถูกสั่งห้ามเดินทางออกนอกแคนาดา รวมถึงต้องติดเครื่องติดตามตัวด้วย นอกจากนี้รายงานข่าวยังระบุอีกว่า ทางอัยการได้เตรียมดำเนินการยื่นฟ้องเพื่อส่งตัวเธอไปดำเนินคดีต่อในสหรัฐด้วย

ซาราห์ แมคไลเวอร์ (Sarah McIver)

สุดโกลาหล อังกฤษสั่งปิดสนามบินหลังพบโดรนปริศนาใกล้รันเวย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/574562

  • วันที่ 20 ธ.ค. 2561 เวลา 17:23 น.

สุดโกลาหล อังกฤษสั่งปิดสนามบินหลังพบโดรนปริศนาใกล้รันเวย์

สนามบินลอนดอนแกตวิกสุดวุ่น ผู้โดยสารตกค้างนับหมื่น เหตุพบโดรนสองลำแถวรันเวย์

การจราจรทางอากาศของสนามบินลอนดอนแกตวิก ซึ่งเป็นสนามบินที่มีเที่ยวบินพลุกพล่านมากที่สุดอันดับสองของอังกฤษต้องเป็นอัมพาตมานานกว่า 13 ชั่วโมงแล้ว หลังจากที่มีรายงานการพบเห็นโดรนสองลำบินอยู่แถวรันเวย์ ซึ่งทางสนามบินเกรงว่าจะก่อให้เกิดอันตรายต่อเครื่องบินที่บินขึ้น-ลง จากสนามบิน จึงสั่งให้ระงับเที่ยวบินทั้งขาเข้า และขาออกของสนามบินในทุกเที่ยวบิน ตั้งแต่เมื่อเวลา 21.00 น. ของคืนวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น

 

กระทั่งสนามบินได้กลับมาเปิดทำการอีกครั้งในเวลา 03.00 น.ของวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น แต่ก็ต้องกลับมาปิดทำการอีกครั้งในเวลา 07.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น เนื่องจากได้มีการพบเห็นโดรนดังกล่าวอยู่

เหตุการพบโดรนครั้งนี้ ส่งผลให้เมื่อเวลา 07.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น ทางสนามบินได้สั่งระงับในทุกเที่ยวบินทั้งขาเข้า และขาออก จนเป็นเหตุให้ผู้โดยสารกว่า 6,000 คนที่โดยสารมากับเที่ยวบินที่จะเดินทางมายังสนามบินแกตวิก ต้องเปลี่ยนเส้นทางไปลงยังสนามบินแห่งอื่น ขณะที่ผู้โดยสารอีกเกือบ 10,000 คน ที่มีกำหนดเดินทางต้องตกค้างอยู่ที่สนามบิน

 

ด้านตำรวจซัสเซ็กส์ ซึ่งเป็นตำรวจในท้องที่ระบุว่า เหตุการพบโดรนดังกล่าวนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุก่อการร้าย และเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการหาตัวผู้บังคับโดรนลำดังกล่าวอยู่

สำนักข่าวบีบีซีรายงานระบุว่า ในแต่ละวันจะมีผู้โดยสารกว่า 110,000 คนที่เดินทางเข้า-ออกสนามบินแห่งนี้ รวมเที่ยวบินมากกว่า 760 เที่ยวบิน นอกจากนี้ยังถือเป็นสนามบินที่มีเที่ยวบินพลุกพล่านมากที่สุดเป็นอันดับ 8 ของยุโรป รองรับผู้โดยสารราว 45 ล้านคนต่อปี

อย่างไรก็ดี มีรายงานว่าผู้โดยสารหลายคนได้แสดงความไม่พอใจที่ทางสนามบินไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆเพิ่มเติม แต่ระบุเพียงแค่ขออภัยในความไม่สะดวก รวมถึงให้ผู้โดยสารที่มีกำหนดเดินทางตรวจสอบเที่ยวบินก่อนออกเดินทาง และยังไม่ระบุว่าจะเปิดทำการบินตามปกติเมื่อใด

ขณะเดียวกันมีรายงานด้วยว่า สนามบินใกล้เคียงทั้งลอนดอนฮีทโธรว์ เบอร์มิ่งแฮม แมนเชสเตอร์ และกลาสโกว์ ต่างก็ได้รับผลกระเที่ยวเที่ยวบินล่าช้า เนื่องจากต้องรับเครื่องบินที่ไม่สามารถเดินทางเข้าสนามบินแกตวิกเช่นกัน

ภาพ : Theguardian

รบ.เดนมาร์กไฟเขียว เนรเทศผู้ลี้ภัยไปเกาะกลางทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/574555

  • วันที่ 20 ธ.ค. 2561 เวลา 16:28 น.

รบ.เดนมาร์กไฟเขียว เนรเทศผู้ลี้ภัยไปเกาะกลางทะเล

สภาเดนมาร์กผ่านงบประมาณอนุมัติเปลี่ยนศูนย์วิจัยโรคระบาดบนเกาะกลางทะเล เป็นที่อยู่อาชญากรและผู้ลี้ภัยต่างชาติ

รอยเตอร์รายงานว่า Folketing หรือรัฐสภาเดนมาร์กได้อนุมัติแผนงบประมาณประจำปี 2019 ของรัฐบาล ซึ่งหนึ่งในนั้นมีแผนดำเนินการปรับเปลี่ยนศูนย์วิจัยโรคระบาดบนเกาะลินด์โฮล์ม นอกชายฝั่งห่างไกลกลางทะเลนอกคาบสมุทรจัตแลนด์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยโรคระบาดในสัตว์ ให้กลายเป็นสถานที่รองรับกลุ่มผู้อพยพชาวมุสลิม และอาชญากรต่างชาติราว 100 คนที่รัฐบาลเดนมาร์กไม่สามารถผลักดันออกนอกประเทศได้

 

นายกรัฐมนตรี Lars Loekke Rasmussen ของเดนมาร์ก

 

แผนการเนรเทศดังกล่าวนี้ ได้รับเสียงวิจารณ์อย่างมาก เนื่องจากกังวลว่าแผนดังกล่าวอาจจะเข้าข่ายที่รัฐบาลเดนมาร์กละเมิดอนุสัญญาเจนีวา ที่ว่าด้วยการห้ามคุมขังโดยมิชอบ และเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม

สำหรับเดนมาร์กนั้นเช่นเดียวกับบรรดาชาติในยุโรปหลายชาติที่กำลังประสบปัญหาผู้ลี้ภัยทะลักเข้าประเทศในขณะนี้ โดยระหว่างปี 2015-2016 นั้นเดนมาร์กมีจำนวนผู้อพยพเข้าประเทศจากราว 14,000 คนพุ่งขึ้นเป็น กว่า 21,000 คนภายในปีเดียว แต่ทว่าปี 2017 ที่ผ่านมาจำนวนผู้อพยพได้ลดลงเหลือเพียง 3,400 คนต่อปี อันเนื่องมาจากนโยบายกีดกันผู้ลี้ภัยของรัฐบาลพรรค Venstre ซึ่งมีแนวคิดอนุรักษ์นิยม

 

เกาะลินด์โฮล์ม

 

เดนมาร์กเคยได้รับเสียงวิจารณ์จากบรรดากลุ่มสิทธิมนุษยชนมาก่อนหน้านี้แล้ว หลังจากที่รัฐบาลได้ออกกฎหมายห้ามสตรีมุสลิมสวมผ้าคลุมศีรษะตามหลักอิสลามในที่สาธารณะโดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยของประชาชนในที่สาธารณะเนื่องจากอาจถูกกลุ่มก่อการร้ายใช้เป็นเครื่องมือก่อเหตุก่อการร้ายได้

ทั้งนี้ เกาะลินด์โฮล์มนั้นมีพื้นที่ราว 7 เอเคอร์ (ราว 17 ไร่) เป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยโรคระบาดในสัตว์มาตั้งแต่ปี 1926 โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณในการปรับปรุงศูนย์วิจัยดังกล่าวให้กลายเป็นสถานที่รองรับพักพิงของกลุ่มอาชญากรและผู้ลี้ภัยต่างชาติเกือบ 4 พันล้านบาท

 

สัญญาณดี สองเกาหลีติดต่อกันมากกว่าร้อยครั้งในระยะเวลาเพียง 4 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/574543

  • วันที่ 20 ธ.ค. 2561 เวลา 15:53 น.

สัญญาณดี สองเกาหลีติดต่อกันมากกว่าร้อยครั้งในระยะเวลาเพียง 4 เดือน

เกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ ประสานความร่วมมือกันมากกว่า 285 ครั้งในระยะเวลาเพียง 4 เดือน ลุ้นผู้นำคิมเยือนโซลเร็วๆนี้

กระทรวงรวมชาติเกาหลีใต้เปิดเผยในวันนี้ (20 ธ.ค.) ระบุว่า ทางการเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้มีการติดต่อประสานงานความร่วมมือในประเด็นต่างๆผ่านทางสำนักประสานงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

รายงานระบุว่าทั้งสองเกาหลีได้เริ่มติดต่อประสานความร่วมมือในเรื่องต่างๆนับตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา ที่มีการจัดตั้งสำนักประสานงานแล้วมากกว่า 285 ครั้ง โดยในจำนวนนี้รวมไปถึงการประชุมร่วมกันของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลของทั้งสองฝ่าย 46 ครั้ง และอีก 36 ของเจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้าหน่วยทหารในพื้นที่ รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนข้อความสำคัญในระดับเบื้องบนมากกว่า 173 ข้อความ

 

 

ด้านนาย คิม ชุง-โซ รองหัวหน้าสำนักงานประสานงานฝ่ายเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีมากต่อความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย จากที่ก่อนหน้านี้ทั้งเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ต่างฝ่ายต่างกันหน้าออกจากกัน นอกจากนี้ทางฝ่ายเกาหลีเหนือยังเปิดเผยถึง “ความเป็นไปได้” ที่นายคิมจองอึนผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนืออาจเดินทางเยือนสหรัฐฯด้วย

 

 

อย่างไรก็ดี เป็นที่จับตาว่านายคิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือจะเดินทางเยือนกรุงโซลของเกาหลีใต้ภายในไม่เกินสิ้นปีนี้หรือไม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีมุนแจอิน ผู้นำเกาหลีใต้เคยกล่าวว่า “เป็นไปได้สูงที่นายคิมจองอึนจะเดินทางเยือนกรุงโซลช่วงสิ้นปี 2019 นี้

แต่ทว่าจนถึงวันนี้ (20 ธ.ค.) ก็ยังไม่มีรายงานยืนยันถึงกำหนดการเดินทางเยือนกรุงโซลของผู้นำคิมแต่อย่างใด สอดคล้องกับที่โคเรียเฮรัลด์ สื่อท้องถิ่นของเกาหลีใต้รายงานคำสัมภาษณ์แหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงรวมชาติเกาหลีใต้ที่ “เสียงอ่อนลง” และยังไม่ยืนยันต่อการเดินทางของนายคิมจองอึน แต่ระบุเพียงว่า “ยังมีความเป็นไปได้อยู่” ที่ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือจะเดินทางเยือนเกาหลีใต้ไม่เกินสิ้นปี 2019 นี้

Ofo ไบค์แชร์ริ่งดังของจีนเตรียมยื่นล้มละลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/574524

  • วันที่ 20 ธ.ค. 2561 เวลา 13:59 น.

Ofo ไบค์แชร์ริ่งดังของจีนเตรียมยื่นล้มละลาย

ซีอีโอ “Ofo” บริษัทให้เช่าจักรยานในจีน รับเผชิญปัญหาด้านสภาพคล่องจนอาจต้องยื่นล้มละลาย

สำนักข่าวไฟแนนเชี่ยลไทมส์ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวภายในบริษัท Ofo สตาร์อัพให้เช่าจักรยานสาธารณะ หรือ ไบค์แชร์ริ่งชื่อดังของจีน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอาลีบาบากรุ๊ปโฮลดิ้ง (Alibaba Group Holding) กำลังประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวว่า บรรดาสมาชิกผู้ใช้งานของโอโฟ่เกือบสิบล้านราย พยายามยื่นทวงคืนเงินมัดจำค่าแรกเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งผู้ที่จะสมัครเข้าใช้บริการไบค์แชร์ริ่งโอโฟ่นั้นจะต้องจ่ายเงินค่าแรกเข้าจำนวน 99 หยวน (ราว 470 บาท) สำหรับลูกค้าที่เข้าร่วมโปรโมทชั่นกับบริษัทในช่วงแรกๆ ขณะที่อีก 199 หยวน (ราว 940 บาท) สำหรับลูกค้าที่จ่ายในราคาปกติ

รวมแล้วบริษัทจะต้องดำเนินการคืนเงินค่ามัดจำดังกล่าวสูงถึงอย่างน้อย 1 พันล้านหยวน หรือราว 4,740 ล้านบาท ทั้งนี้ บางรายงานระบุว่าจำนวนเงินดังกล่าวอาจพุ่งสูงถึง 2 พันล้านหยวน

 

 

ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้นาย Dai Wei ผู้ก่อตั้ง Ofo ส่งจดหมายถึงยังพนักงานในบริษัทยอมรับว่า “ปีนี้เราได้รับแรงกดดันสภาพคล่องด้านเงินสดจำนวนมหาศาล เนื่องจากการขอคืนเงินจากผู้ใช้งาน รวมไปถึงการชำระหนี้ให้แก่ซัพพลายเออร์ในการดำเนินงาน หลายครั้งเราพยายามหาทางแก้ปัญหาในทุกวิธีการ แม้แต่ทางเลือกในการยุบบริษัท หรือยื่นขอล้มละลายด้วยก็ตาม”

 

นาย Dai Wei ผู้ก่อตั้ง Ofo

ทั้งนี้ การยื่นขอคืนเงินค่ามัดจำแรกเข้าใช้บริการเช่าจักรยานขอ Ofo นั้น สืบเนื่องจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจแชร์จักรยานสาธารณะในจีนนั้นเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายราวกับดอกเห็ด และมีทีท่าว่าจะเป็นธุรกิจที่ไปได้สวย แต่ทว่านับตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมามีบริษัทไบค์แชร์ริ่งหลายแห่งในจีนเริ่มทยอยปิดตัว โดยเมื่อช่วงต้นปี 2018 ที่ผ่านมา บริษัท Bluegogo ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการไบค์แชร์ริ่งรายต้นๆของจีนได้ประกาศปิดตัวลงหลังเปิดบริการได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น

การปิดตัวของบริษัทเช่าจักรยานหลายแห่งของจีนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น ส่งผลให้ลูกค้าหลายรายกลับไม่ได้รับเงินมัดจำคืนหลังจากการปิดกิจการของหลายบริษัทเนื่องจากประสบปัญหาด้านการเงิน

เช่นเดียวกับกับบริษัท Ofo ที่เมื่อวันอังคาร (18 ธ.ค.) บรรดากลุ่มตัวแทนลูกค้าโอโฟ่ ได้รวมตัวกันที่หน้าสำนักงานใหญ่ของบริษัทในกรุงปักกิ่ง เพื่อขอเงินค่ามัดจำดังกล่าวคืน แต่ทางบริษัทยังไม่สามารถคืนเงินให้กับลูกค้าได้ทั้งหมด เช่นเกียวกับเมื่อเดือนที่ผ่านมา มีรายงานว่า Ofo ได้ปิดสำนักงานหลายแห่งในมณฑล จี้หนาน ชานตง ซีอานและส่านซี จนส่งผลให้บรรดาลูกค้ากังวลว่าจะไม่ได้เงินค่ามัดจำดังกล่าวคืน

ทั้งนี้ หากรายงานดังกล่าวเป็นจริง จะนับว่าเป็นการล้มละลายของบริษัทจีนที่มีมูลค่าความเสียหายสูงที่สุดแห่งหนึ่ง เนื่องจากปัจจุบัน Ofo มีสมาชิกผู้ใช้งานอยู่ราว 200 ล้านคน ตามข้อมูลเมื่อเดือนพฤศจิกายน ซึ่งอาจคิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 2 หมื่นล้านหยวน หรือกว่า 94,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี ด้านกลุ่มอาลีบาบา ซึ่งเป็นบริษัทให้การสนับสนุนด้านแอพลิเคชั่น และการระบบการชำระเงินของ Ofo ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆต่อรายงานข่าวดังกล่าว

เผยพลเมืองแคนาดาที่ถูกทางการจีนคุมตัวเป็นรายที่ 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/574510

  • วันที่ 20 ธ.ค. 2561 เวลา 12:26 น.

เผยพลเมืองแคนาดาที่ถูกทางการจีนคุมตัวเป็นรายที่ 3

โดนอีกราย จีนจับตัวครูสาวชาวแคนาดารายที่สาม อ้างมีปัญหาด้านวีซ่า ปัดเอี่ยวขัดแย้งลูกสาวหัวเว่ย

หลังจากที่เมื่อวานนี้ ( 19 ธ.ค.) National Post  หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของแคนาดาได้รายงานระบุว่า ทางการจีนได้ควบคุมตัวพลเมืองแคนาดาเป็นรายที่สาม หลังจากที่ก่อนหน้านี้้มีการควบคุมตัวพลเมืองแคนาดาสองรายคือ นายไมเคิล คอฟริก อดีตนักการทูตแคนาดา และนายไมเคิล สเปวอร์ ที่ปรึกษาด้านธุรกิจ ซึ่งคาดว่าการควบคุมตัวสองคนแรกนั้นเป็นไปเพื่อตอบโต้การจับกุมตัว เมิ่ว หว่านโจว ซีเอฟโอสาวของบริษัทหัวเว่ย ที่ถูกจับกุมตัวที่นครแวนคูเวอร์ของแคนาดาเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แม้ว่าภายหลังศาลของรัฐบริติชโคลัมเบีย ได้อนุญาตให้ประกันตัวนางสาวเมิ่งแล้วก็ตาม แต่เธอยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ในแคนาดาอีกทั้ง ทางอัยการได้เตรียมส่งตัวไปดำเนินคดีต่อในสหรัฐด้วยข้อหาแอบทำธุรกรรมลับกับอิหร่าน

การรายงานข่าวการจับกุมตัวพลเมืองแคนาดารายที่สามนี้ ภายหลังสื่อแคนาดาหลายสำนักได้มีการเปิดเผยว่าเธอชื่อ ซาราห์ แมคไลเวอร์ (Sarah McIver)เป็นครูสาวจากรัฐแอลเบอร์ตา ที่เดินทางเข้าไปสอนภาษาอังกฤษในประเทศจีน โดยรายงานระบุว่าเหตุที่เธอถูกจับกุมตัวนี้เนื่องจากมีปัญหาด้านวีซ่าจีน

 

Sarah McIver

อย่างไรก็ดี ด้านนายกรัฐมนตรี จัสติน ทรูโด ระบุถึงการจับกุมตัวครูสาวในครั้งนี้ว่าไม่ได้เชื่อมโยงเกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงของจีนเหมือนกับกรณีการจับกุมพลเมืองแคนาดาสองรายก่อนหน้านั้น ที่ทางการจีนระบุถึงเหตุผลการจับกุมว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคง ซึ่งตามกฎหมายของจีนนั้น หากถูกจับกุมด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ทางการจีนสามารถควบคุมตัวเพื่อสอบสวนได้นานถึง 6 เดือน

ขณะที่ทางกระทรวงต่างประเทศแคนาดาระบุว่า ได้พยายามให้ความช่วยเหลือแก่ญาติของพลเมืองแคนาดาทั้งสามคนในทุกด้านอย่างเต็มที่ ส่วนกรณีของครูสาวนั้นทางกระทรวงต่างประเทศแคนาดาปฎิเสธที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นสิทธิส่วนบุคคล

ด้านโฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน ได้ระบุในระหว่างการแถลงข่าวประจำวันว่า ยังคงไม่ทราบรายละเอียดการควบคุมตัวพลเมืองแคนาดารายที่สามตามที่มีรายงานข่าว

ทรัมป์สั่งถอนทัพสหรัฐจากซีเรีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/574499

  • วันที่ 20 ธ.ค. 2561 เวลา 11:10 น.

ทรัมป์สั่งถอนทัพสหรัฐจากซีเรีย

ปธน.ทรัมป์ออกคำสั่งถอนกำลังกองทัพสหรัฐที่ประจำการในซีเรียทั้งหมดกลับประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า เขาได้ลงนามคำสั่งในการถอนกองกำลังของกองทัพสหรัฐจำนวน 2,000 นาย ที่ประจำการในซีเรียทั้งหมด เดินทางกลับประเทศ พร้อมกันนี้ผู้นำสหรัฐได้ระบุถึงชัยชนะต่อกลุ่มไอเอสในซีเรียด้วย แม้ว่าคำประกาศถอนกองกำลังของเขานั้นจะสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับบรรดาที่ปรึกษาด้านความมั่นคงในรัฐบาลเอง รวมถึงบรรดานักการเมืองพรรครีพับลิกกันด้วยเช่นกัน

“เราชนะไอเอสในซีเรียแล้ว นั่นเป็นเหตุผลเดียวที่เราไปที่นั่นในยุคประธานาธิบดีทรัมป์ กลุ่มไอเอสที่เคยควบคุมพื้นที่อันกว้างใหญ่ในซีเรีย และอิรักนั้น ขณะนี้เหลืออยู่เพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น” นายทรัมป์ระบุ

แหล่งข่าวในกระทรวงกลาโหมสหรัฐได้เผยต่อสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการถอนทัพดังกล่าว แต่คาดว่ากองกำลังสหรัฐชุดสุดท้ายจะออกจากซีเรียในช่วงกลางเดือนมกราคมปี 2019

อย่างไรก็ดี การประกาศถอนตัวดังกล่าวนั้นได้สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่ายในสหรัฐว่าอาจเป็นการยกอิทธิพลในภูมิภาคนี้ ใส่พานประเคนให้กับรัสเซียและอิหร่าน สอดคล้องกับนายจอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาความมั่นคงของนายทรัมป์ เคยกล่าวเมื่อเดือนกันยายนว่า สหรัฐยังต้องคงกำลังทหารไว้ในซีเรียส่วนหนึ่ง เนื่องจากพบว่าอิหร่านยังสนับสนุนเข้าไปในซีเรีย ทั้งในรูปแบบส่งนักรบตัวแทนและกองกำลังนักรบรับจ้าง

เช่นเดียวกับ ส.ว. ลินซีย์ เกรแฮม สังกัดพรรครีพับลิกกัน ก็ระบุว่า ปธน.ทรัมป์กำลังทำผิดพลาดเช่นเดียวกับสมัยโอบามา เนื่องจากไอซิสยังไม่ถูกกำจัดอย่างถาวร ด้านนางซาราห์ ฮัคคาบี แซนเดอร์ส โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่า รัฐบาลได้เริ่มดำเนินการจัดส่งทหารสหรัฐกลับจากซีเรียแล้ว หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศชัยชนะของสหรัฐเหนือกลุ่มไอเอส

นางแซนเดอร์สยังกล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่ทั้งหมดจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐจะเดินทางออกจากซีเรีบภายในเวลา 24 ชั่วโมง ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารจะถอนตัวภายในเวลา 60-100 วัน

ด้านทางการอิสราเอล ซึ่งเป็นคู่แค้นกับอิหร่าน ระบุว่า ได้ทราบเรื่องที่สหรัฐจะถอนทหารจากซีเรียแล้ว และทางอิสราเอลได้เตรียมแผนรับมือการนี้ไว้แล้วเช่นกัน

เฟซบุ๊กปิด 400 เพจโยงกองทัพเมียนมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/574497

  • วันที่ 20 ธ.ค. 2561 เวลา 10:50 น.

เฟซบุ๊กปิด 400 เพจโยงกองทัพเมียนมา

เฟซบุ๊กสั่งแบนบัญชีผู้ใช้งานในเมียนมาอีกว่า 400 บัญชี อ้างเชื่อมโยงกองทัพเมียนมาปล่อยข่าวล่วงสร้างความเกลียดชัง

รอยเตอร์รายงานว่า ทางบริษัทเฟซบุ๊กได้สั่งแบนบัญชีผู้ใช้งานในเมียนมาราว 400 บัญชี ที่เชื่อมโยงกับทางกองทัพเมียนมา โดยทางเฟซบุ๊กระบุว่าเพจเหล่านี้มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในการเผยแพร่ข่าวสารที่บิดเบือน และข้อมูลที่นำไปสู่ความเกลียดชังทางเชื้อชาติ จากกรณที่มีหลักฐานที่เชื่อได้ว่ากองทัพเมียนมาอยู่เบื้องหลังเหตุความรุนแรงต่อชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่

รายงานระบุว่าเพจจำนวน 425 เพจนี้ แบ่งเป็นเพจกลุ่ม 17 กลุ่ม บัญชีผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก 135 บัญชี รวมถึงบัญชีอินสตาแกรมอีก 15 บัญชี ซึ่งหากพิจารณาจากเนื้อหาของเพจเหล่านี้แล้ว ล้วนเป็นเพจที่นำเสนอข่าวสารทั่วไป ข่าวสารในแวดวงการบันเทิงทั้งในเมียนมา และต่างประเทศ รวมถึงเพจด้านไลฟ์สไตล์ต่างๆ

แถลงการณ์ของเฟซบุ๊กระบุว่า นอกจากนี้กำลังดำเนินการตรวจวสอบเพจอื่นๆที่อาจเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ทางเฟซบุ๊กได้ระงับการใช้งานเพจของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผบ.สส. กองทัพเมียนมา และเพจสถานีโทรทัศน์ “เมียวดี” ในเครือของกองทัพเมียนมา จากเหตุเดียวกันนี้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี ปัจจุบันเมียนมามีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กราว 20 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 54 ล้านคน ซึ่งเฟซบุ๊กระบุว่า เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาทางเฟซบุ๊กได้รับรายงานจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนให้ดำเนินการกับเพจที่โพสต์ข้อความปลุกระดมความเกลียดผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์

ศาลสหรัฐสั่งจำคุก37เดือนชายโทรไปขู่ฆ่า”ทรัมป์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/574455

  • วันที่ 19 ธ.ค. 2561 เวลา 21:41 น.

ศาลสหรัฐสั่งจำคุก37เดือนชายโทรไปขู่ฆ่า"ทรัมป์"

ศาลแขวงสหรัฐสั่งจำคุกชายวัย39ปี เป็นเวลา 37 เดือน หลังโทรไปสำนักงานเสมียนของศาลและขู่ฆ่า “ประธานาธิบดีทรัมป์”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานอัยการสหรัฐเปิดเผยว่า นายเจอรอด ฮันเตอร์ ชมิดท์ วัย 39 ปี ถูกศาลแขวงสหรัฐสั่งจำคุกเป็นเวลา 37 เดือนในข้อหาขู่ฆ่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ทั้งนี้ คณะลูกขุนตัดสินว่า นายชมิดท์มีความผิด 2 กระทงในข้อหาข่มขู่ประธานาธิบดีสหรัฐ และอีก 2 กระทงในข้อหาทำการข่มขู่ระหว่างรัฐ

รายงานข่าวระบุว่า นายชมิดท์ได้โทรศัพท์ไปยังสำนักงานเสมียนของศาลในวันที่ 10-11 เม.ย. และได้ขู่ว่าเขาจะ”ฆ่าประธานาธิบดีทรัมป์ และฝังกระสุนในหัวของเขา”

นอกจากนี้ นายชมิดท์ยังได้ขู่ฆ่าเสมียนคนหนึ่งในศาลอุทธรณ์ของรัฐเนบราสกา และนักการเมืองท้องถิ่นอีกหลายคน

ภาพ เอเอฟพี