องค์การอวกาศรัสเซียอาสาช่วยโทนี่ สตาร์ค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/573585

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2561 เวลา 14:36 น.

องค์การอวกาศรัสเซียอาสาช่วยโทนี่ สตาร์ค

“รอสคอสมอส”ของรัสเซียอาสานำภารกิจกู้ภัยไอรอนแมน หลังชาวโลกห่วงลอยเคว้งในอวกาศ

หลังจากที่ทางมาร์เวลสตูดิโอไปปล่อยตัวอย่างของภาพยนต์ฟอร์มยักษ์ที่แฟนๆต่างรอคอยอย่าง ดิอเวนเจอร์ส เอ็นเกมส์ (The Avengers: Endgame) ออกไปนั้น บางส่วนของตัวอย่างภาพยนตร์ดังกล่าวได้ระบุถึง โทนี สตาร์ค หรือ ไอรอนแมน ที่กำลังลอยเคว้งอยู่ในอวกาศอันแสนไกลที่ไหนสักแห่ง

และเขากำลังรอความช่วยเหลืออยู่เนื่องจากอาหาร และอากาศกำลังจะหมดลง ส่งผลให้แฟนมาร์เวลหลายคนต่างกำลังเป็นห่วงเจ้าสัวโทนี่เป็นอย่างมาก ถึงขั้นไปร้องขอให้องค์การอวกาศระดับโลกอย่างนาซารีบเข้าช่วยเหลือไอรอนแมนเป็นการด่วน

 

 

ด้านแฟนมาร์เวลฝั่งรัสเซียก็ไม่น้อยหนา มีการส่งข้อความไปยัง องค์การอวกาศของรัสเซีย (รอสคอสมอส) ให้รีบเข้าช่วยเหลือเป็นไอรอนแมนผู้ที่ได้กำลังเดือดร้อนจากความเสียสละในการสู้กับทานอส และกำลังลอยเคว้งคว้างในอวกาศ

ด้านสองนักบินอวกาศในโครงการรอสคอสมอสของรัสเซียคือนาย Oleg Kononenko และนาย Sergey Prokopyev  ซึ่งประจำการอยู่บนสถานีอวกาศ Soyuz MS-09 ได้ตอบสนองคำร้องขอจากแฟนๆมาร์เวลว่า “เรากำลังพยายามค้นหายานอวกาศลำดังกล่าวเพื่อช่วยโทนี สตาร์ค มันเป็นโครงการลับ อย่าเพิ่งบอกใครนะ”

 

รัสเซียขึ้นเบอร์ 2 ประเทศผลิตอาวุธใหญ่สุดของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/573564

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2561 เวลา 11:59 น.

รัสเซียขึ้นเบอร์ 2 ประเทศผลิตอาวุธใหญ่สุดของโลก

ผู้เชี่ยวชาญสวีเดนชี้ รัสเซีย กลายเป็นประเทศผลิตอาวุธใหญ่สุดอันดับสองของโลก แซงหน้าอังกฤษ

สถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (The Stockholm International Peace Research Institute) ซึ่งเป็นคณะทำงานระดับมันสมองของสวีเดน (Think Tank) ได้เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (10 ธ.ค.) ระบุว่า รัสเซีย ได้กลายเป็นชาติผู้ผลิตอาวุธอันดับสองของโลก ส่งผลให้รัสเซียสามารถแซงหน้าอังกฤษได้ในปีที่ผ่านมา ขณะที่สหรัฐยังคงครองแชมป์อันดับหนึ่งในฐานะชาติผู้ผลิตอาวุธมากที่สุดในโลก

รายงานระบุว่า หากรวมรายได้ของบรรดาบริษัทผลิตอาวุธหลายแห่งในรัสเซียนั้นมีรายได้รวมกันมากกว่า 37 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดปี 2017 ที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นราว 8.5% จากปีก่อนหน้านั้น ขณะที่อาวุธของรัสเซียนั้นคิดเป็นส่วนแบ่งราว 9.5% ของบรรดาอาวุธที่มีการซื้อขายทั่วโลก

 

 

Siemon Wezeman นักวิจัยอาวุโสของสถาบันดังกล่าวระบุว่า อัตราการเติบโตของการผลิตอาวุธในรัสเซียนั้นพุ่งสู่งขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่ปี 2011 ส่วนสหรัฐนั้นมีบริษัทผลิตอาวุธและยุทโธปกรณ์ต่างๆมากถึง 42 แห่ง ซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาดคิดเป็น 57% ของการจำหน่ายอาวุธทั่วโลก โดยบริษัทผลิตอาวุธใหญ่ที่สุดในโลกคือ Lockheed Martin Corp.

ศาลจีนสั่งห้ามขาย-นำเข้าไอโฟนหลายรุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/573557

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

ศาลจีนสั่งห้ามขาย-นำเข้าไอโฟนหลายรุ่น

ศาลชั้นต้นจีนมีคำสั่งห้ามขายไอโฟนในประเทศ หลังควอลคอมม์ยื่นฟ้อง แอปเปิ้ล ในประเด็นข้อพิพาทด้านสิทธิบัตร

บริษัท ควอลคอมม์ อิงค์ (Qualcomm Inc.) ผู้ผลิตไมโครชิป สัญชาติอเมริกัน ได้ออกแถลงการณ์โดยระบุว่า ศาลประชาชนชั้นกลาง (Intermediate People’s Court) เมืองฝูโจว ของจีนได้อนุมัติคำร้องของบริษัทควอลคอมม์ ให้สั่งระงับการจำหน่ายโทรศัพท์ไอโฟน ต่อบริษัทย่อยของแอปเปิล 4 แห่งซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายและนำเข้าไอโฟนในประเทศจีน

รายงานระบุว่าคำสั่งดังกล่าว ได้ระบุถึงโทรศัพท์ไอโฟนหลายรุ่นทั้ง ไอโฟน6S, ไอโฟน 6S Plus, ไอโฟน 7, ไอโฟน 7 Plus, ไอโฟน 8, ไอโฟน 8 Plus และ ไอโฟน X โดยเหตุที่ต้องสั่งระงับดังกล่าวสืบเนื่องจากการที่บริษัทข้อพิพาทด้านสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์ของทั้งควอลคอมม์ และแอปเปิ้ล ซึ่งมีการยื่นฟ้องกันในหลายศาลต่างๆทั่วโลก

ควอลคอมม์ ระบุว่า แอปเปิ้ล ได้ละเมิดสิทธิบัตร 2 ฉบับของควอลคอมม์ ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถปรับขนาดภาพ และการใช้งานหน้าจอทัชสกรีน โดยทางควอลคอมม์ อ้างว่าแอปเปิล ได้เอาเทคโนโลยีการทัชสกรีนดังกล่าว ที่ควอลคอมม์ เป็นผู้คิดค้นขึ้นมาไปใช้โดยที่ไม่ได้จ่ายเงินค่าสิทธิบัตร

อย่างไรก็ตาม คำสั่งห้ามดังกล่าว ไม่ครอบคลุม ไอโฟน XS และ ไอโฟน XS Plus เนื่องจากแอปเปิลยังไม่ได้ออกรุ่นดังกล่าว ในช่วงที่ควอลคอมม์ยื่นเรื่องต่อศาล

ยังไม่แน่ชัดนักว่าทางการจีนจะมีการบังคับใช้คำตัดสินดังกล่าวอย่างไร เนื่องจากไอโฟนเกือบทุกรุ่นส่วนใหญ่นั้นผลิตในจีน แต่คำตัดสินดังกล่าวนี้นั้นมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ด้านแอปเปิ้ลระบุว่าจะทำการยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อไป พร้อมยืนยันว่าจะยังคงจำหน่ายไอโฟนทุกรุนในจีนต่อไปตามปกติ

ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำสั่งดังกล่าวของทางการจีนนั้นอาจสืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ ที่ทางการแคนาดาจับกุมตัวนางสาวเมิ่ง หว่านโจว ซีเอฟโอ และเป็นบุตรสาวของผู้ก่อตั้งบริษัทหัวเว่ย ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของจีน ด้วยข้อกล่าวหาที่ระบุว่า จัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อทำธุรกรรมลับๆกับทางอิหร่าน ซึ่งเป็นการละเมิดมติคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐ ซึ่งอาจกลายเป็นการจุดประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนขึ้นมาอีกระลอก

สู่จักรวาลอันไกลโพ้น “ยานวอยเอเจอร์2″เดินทางเข้าห้วงอวกาศระหว่างดวงดาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/573546

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2561 เวลา 10:10 น.

สู่จักรวาลอันไกลโพ้น "ยานวอยเอเจอร์2"เดินทางเข้าห้วงอวกาศระหว่างดวงดาว

ยานวอยเอเจอร์2 นับเป็นสิ่งประดิษฐ์ชิ้นที่สองของมนุษย์ที่เดินทางไกลจนสามารถเข้าสู่ห้วงอวกาศระหว่างดวงดาว

องค์การบริหารบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือ นาซา ระบุว่า ยานสำรวจวอยเอเจอร์ 2 (Voyager 2) ได้กลายเป็นยานสำรวจลำที่สองที่เดินทางที่เดินทางเข้าสู่ห้วงอวกาศระหว่างดวงดาว ( interstellar medium) ซึ่งนับเป็นการสิ่งประดิษฐ์ชิ้นที่2 ของมนุษย์ที่เดินทางสู่อวกาศไกลที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยส่งออกไป หลังจากก่อนหน้านี้ที่ยานวอยเอเจอร์ 1 ได้เดินทางเข้าสู่ห้วงอวกาศดวงดาวเมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา

 

 

รายงานจากนาซาสระบุว่า ขณะนี้ยานวอยเอเจอร์ 2 ได้เดินทางเป็นระยะทางไกลจากโลกแล้วถึง 18 พันล้านกิโลเมตร และได้ผ่านชั้นอวกาศที่เรียกว่า เฮลิโอสเฟียร์ (Heliosphere) หรือขอบเขตของดวงอาทิตย์แล้ว แต่ทั้งนี้นาซาระบุว่า ในทางเทคนิกนั้น ยานวอยเอเจอร์ทั้ง 1 และ2 ยังถือว่าอยู่ในระบบสุริยะจักรวาล แต่ทว่ากำลังเดินทางออกจากระบบสุริยะจักรวาลเมื่อยานทั้งสองได้เดินทางออกนอกบริเวณที่เรียกว่า เมฆออร์ต (Oort Cloud) ซึ่งเป็นพื้นที่สุดเขตของระบบสุริยะของเรา

 

 

โครงการยานวอยเอเจอร์ทั้งสองลำนั้นถูกส่งขึ้นสู่อวกาศในปี 1977 โดยทั้งสองลำเป็นหนึ่งในโครงการวอยเอเจอร์ของนาซา ที่ต้องการส่งยานสำรวจออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยทำได้ อีกทั้งความพิเศษของยานทั้งสองลำนี้ ยังมีการบรรจุ “แผ่นบันทึกเสียงทองคำ” ซึ่งมีทั้งการบันทึกเสียงคำพูดในภาษาต่างๆ ภาพของสถานที่และบุคคลบนโลก รวมถึงแผนที่นำทางมายังโลกด้วย หากมีสิ่งมีชีวิตที่ทรงสติปัญญาสามารถพบและแปลความหมายของแผ่นเสียงดังกล่าวได้

ยานวอยเอเจอร์ 2 ไม่ได้ตั้งเป้าหมายมุ่งไปยังดาวฤกษ์ดวงใดเป็นการเฉพาะ แต่มันจะเดินทางผ่านดาวซิริอุส และยังจะคงส่งสัญญาณกลับมายังโลกอย่างน้อยจนถึงปี ค.ศ. 2025 ทั้งนี้นาซาได้กล่าวว่า ภารกิจยานวอยเอเจอร์ทั้งสองนั้น นับเป็นภารกิจสำรวจอวกาศที่ประสบความสำเร็จที่สุดของนาซา เนื่องจากถูกส่งขึ้นสู่อวกาศในยุค 70 ซึ่งเทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้าเท่ายุคนี้ แต่มันก็ยังสามารถปฎิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง และสุดท้ายคาดว่ายานทั้งสองอาจมีโชคชะตาที่จะเร่ร่อนในทางช้างเผือกตลอดไปจนนิรันดร

ฝรั่งเศสติดหล่ม แก้ปัญหาศก.เรื้อรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/573531

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2561 เวลา 08:53 น.

ฝรั่งเศสติดหล่ม แก้ปัญหาศก.เรื้อรัง

นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาอาจกล่าวได้ว่าเหตุประท้วงต่อต้านรัฐบาลของกลุ่ม “เสื้อกั๊กเหลือง” ในฝรั่งเศส ทวีความรุนแรงจนถึงขีดสุดนับตั้งแต่เกิดการชุมนุมลุกฮือขึ้นมาในวันที่ 17 พ.ย. โดยกลุ่มผู้ประท้วงต่างบุกเข้าไปทำลายร้านค้า จุดไฟเผารถยนต์จำนวนมากทั่วกรุงปารีส จนตำรวจรวบตัวผู้ก่อเหตุรุนแรงไปกว่า 1,200 คน ในวันที่ 8 ธ.ค.

แม้ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่เกิดการชุมนุมประท้วงขึ้นบ่อยครั้ง แต่เหตุการณ์ล่าสุดสะท้อนให้เห็นความเดือดดาลอย่างรุนแรงต่อรัฐบาล ทั้งจากจำนวนผู้เข้าร่วมการชุมนุมเกินหลักแสน และโพลสำรวจโดยนิตยสาร เลอ ฟิกาโร พบว่า 78% ของชาวฝรั่งเศสเชื่อว่ากลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองกำลังต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของคนในชาติ

เหตุประท้วงล่าสุดกำลังกลายเป็นปัจจัยฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจฝรั่งเศส ซึ่งจะเป็นความท้าทายใหญ่บั่นทอนอนาคตแผนปฏิรูปของรัฐบาลประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ทั้งสำหรับในฝรั่งเศสและอาจรวมถึงสหภาพยุโรป (อียู)

ล่าสุดนั้น ธนาคารกลางฝรั่งเศสปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจฝรั่งเศส (จีดีพี) ช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ โดยคาดว่าจะขยายตัว 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้า ลดลงมาจากคาดการณ์เดิม ซึ่งคาดว่าจะขยายตัว 0.4% เนื่องจากการประท้วงของกลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองทั่วประเทศส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ

การหั่นคาดการณ์จีดีพีดังกล่าวส่งผลให้ฝรั่งเศสอาจไปไม่ถึงเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ 1.7% สำหรับตลอดทั้งปี 2018

ด้าน บรูโน เลอ แมร์ รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศส มองว่า การประท้วงของกลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองจะฉุดจีดีพีของฝรั่งเศสลง 0.1% ในไตรมาส 4 พร้อมเสริมว่า เหตุดังกล่าวคือ “หายนะ” สำหรับภาคธุรกิจ โดยเตือนว่ารายได้ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกจะหายไปถึง 1,000 ล้านยูโร (ราว 3.7 หมื่นล้านบาท)

สำหรับชนวนเหตุที่เป็นฟางเส้นสุดท้ายจุดระเบิดการประท้วงขึ้นมา คือเรื่องการจะขึ้นภาษีน้ำมันในปีงบประมาณ 2019 โดยตั้งเป้าว่าภาษีดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลมีรายได้จากภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 1,900 ล้านยูโร (ราว 7.1 หมื่นล้านบาท) และจากภาคธุรกิจอีก 1,000 ล้านยูโร (ราว 3.7 หมื่นล้านบาท)

รัฐบาลมาครง ระบุว่า จุดมุ่งหมายของการขึ้นภาษีน้ำมัน คือเพื่อเอาเงินไปใช้ลงทุนพลังงานหมุนเวียนตามเป้าหมายต่อสู้กับภาวะโลกร้อนร่วมกันของอียู

อย่างไรก็ดี แผนการดังกล่าวนับว่าเกิดขึ้นผิดที่ผิดเวลา เพราะรถส่วนใหญ่ในฝรั่งเศสราว 52% ยังคงใช้เครื่องยนต์ดีเซลอยู่ การปรับขึ้นภาษีดังกล่าวจึงส่งผลให้ชาวฝรั่งเศสต้องแบกค่าน้ำมันมากขึ้น ท่ามกลางราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว 23% ตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

ราคาน้ำมันแพงถือเป็นหนึ่งในปัญหาเรื้อรังที่ชาวฝรั่งเศสต้องเผชิญ โดยนิวยอร์ก ไทม์ส รายงานว่า ราคาเชื้อเพลิง 1 แกลลอนในฝรั่งเศสอยู่ที่ 6 ดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า โดยภาษีคิดเป็นสัดส่วน 60% ของราคาเชื้อเพลิง เมื่อเทียบกับในสหรัฐที่เฉลี่ย 3 ดอลลาร์

แม้เหตุประท้วงรุนแรงล่าสุดทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสประกาศชะลอการขึ้นภาษีน้ำมันออกไปอีก 6 เดือน แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากการโละภาษีน้ำมันเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียวของปัญหาเท่านั้น ท่ามกลางปัญหาเรื้อรังอื่นๆ มากมายรุมเร้า โดยเฉพาะเรื่องการต้องจ่ายภาษีสูงและค่าครองชีพแพง สวนทางกับรายได้ที่ลดลง

ล่าสุดนั้น ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ระบุว่า ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่เก็บภาษีสูงที่สุดในโลกเมื่อปี 2017 โดยรายได้จากภาษีของรัฐบาลฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 46.2% ของจีดีพี สูงกว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่มโออีซีดีที่ 34.2% ของจีดีพี

ขณะที่รายได้ต่อครัวเรือนของชาวฝรั่งเศสลดลงเฉลี่ย 440 ยูโร (ราว 1.6 หมื่นบาท) ในช่วงปี 2008-2016 ตามข้อมูลของหน่วยงานวิจัยเศรษฐกิจฝรั่งเศส (โอเอฟซีอี) โดยรายได้เฉลี่ยรายเดือนต่อครัวเรือนก่อนหักภาษีอยู่ที่ราว 1,500-1,700 ยูโร (ราว 5.2-6.3 หมื่นบาท) ซึ่งสวนทางกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าไฟฟ้า ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10 ยูโรเมื่อปีที่แล้ว มาอยู่ที่ราว 100 ยูโร (ราว 3,752 บาท)

แม้เมื่อไม่นานนี้ รัฐบาลประกาศให้เงินช่วยเหลือครอบครัวรายได้ต่ำรวม 500 ล้านยูโร (ราว 1.8 หมื่นล้านบาท) แต่ก็ไม่สามารถบรรเทาความโกรธของผู้ประท้วงได้ โดยกลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองเรียกให้รัฐบาลจัดการปัญหาอื่นๆ ด้วยเช่นกัน อาทิ การร้องขอขึ้นค่าแรง ลดภาษีส่วนอื่นๆ จ่ายเงินบำนาญมากขึ้น รวมถึงการขอผ่อนกฎให้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยให้ง่ายขึ้นด้วย

นอกจากการประกาศระงับแผนขึ้นภาษีน้ำมันจึงยังไม่ใช่แนวทาง แก้ปัญหาที่ตรงจุดแล้ว ยังอาจส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายลดสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณของฝรั่งเศสด้วยเช่นกัน โดยรัฐบาลมาครงต้องการลดสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณลงมาอยู่ที่ 2.8% ต่อจีดีพี ใกล้เคียงกับเพดานจำกัดของอียูที่ 3%

ในกรณีที่ฝรั่งเศสไม่สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ ยังเสี่ยงบั่นทอนเสียงของมาครงในการผลักดันการปฏิรูปด้านงบประมาณภายในอียู ซึ่งอียูจะหารือเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวในการประชุมสิ้นปีวันที่ 13-14 ธ.ค.นี้

เหตุการณ์ประท้วงครั้งล่าสุดจึงเป็นสัญญาณบ่งชี้สำคัญว่า ฝรั่งเศสต้องหาทางออกจัดการปัญหาเศรษฐกิจเรื้อรังนี้อย่างจริงจัง ก่อนปัญหาดังกล่าวจะยิ่งทับถมหนักขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่ปะทุขึ้นในอนาคต

“ผมหายใจไม่ออก” ซีเอ็นเอ็นเผยคำพูดสุดท้าย “คาช็อกกี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/573515

  • วันที่ 10 ธ.ค. 2561 เวลา 20:58 น.

"ผมหายใจไม่ออก" ซีเอ็นเอ็นเผยคำพูดสุดท้าย "คาช็อกกี"

ซีเอ็นเอ็นเผยคำพูด “คาช็อกกี” ระบุว่า “หายใจไม่ออก” อย่างน้อย 3 ครั้ง ก่อนถูกสังหาร

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ได้เปิดเผยคำพูดสุดท้ายของ นายจามาล คาช็อกกี นักข่าวซาอุดีอาระเบีย ก่อนที่จะถูกสังหารภายในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบียประจำกรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี

ซีเอ็นเอ็น รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ได้เห็นรายงานบันทึกเสียงสนทนาในเหตุการณ์ดังกล่าวว่า นายคาช็อกกีกล่าวว่า “ผมหายใจไม่ออก” อย่างน้อย 3 ครั้ง

ด้านอัยการตุรกีระบุก่อนหน้านี้ว่า นายคาช็อกกีได้ถูกรัดคอจนเสียชีวิต หลังจากนั้นทีมสังหารได้ทำการชำแหละร่างกายของเขา ก่อนที่จะนำไปทำลาย

ทางการซาอุดีอาระเบียยืนยันว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนายคาช็อกกี โดยนายคาช็อกกีถูกสังหาร หลังจากที่การเจรจาเพื่อโน้มน้าวให้เขาเดินทางกลับไปยังซาอุดีอาระเบียประสบความล้มเหลว

ภาพ เอเอฟพี

รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งงดซื้ออุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานจาก2ยักษ์โทรคมนาคมจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/573500

  • วันที่ 10 ธ.ค. 2561 เวลา 16:42 น.

รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งงดซื้ออุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานจาก2ยักษ์โทรคมนาคมจีน

รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งหน่วยงานรัฐงดซื้อผลิตภัณฑ์โครงสร้างพื้นฐานจาก 2บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของจีน เหตุกังวลถูกล้วงข้อมูล

สำนักข่าวYomiuri Shimbunของญี่ปุ่น รายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้มีมติ ห้ามไม่ให้ภาครัฐจัดซื้อผลิตภัณฑ์โครงสร้างพื้นฐานจากบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ และแซดทีอี สองบริษัทเทคโนโลยีโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของจีน ตั้งแต่เดือนเม.ย. ปี2562 เป็นต้นไป หลังจากที่ทางการสหรัฐ และชาติพันธมิตรบางประเทศ เช่น ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ ได้ระงับการสั่งซื้ออุปกรณ์จากบริษัทเหล่านี้มาแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ เนื่องจากมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการละเมิดความมั่นคง

ขณะที่ สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า นายโยชิฮิเดะ ซูกะ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์จากกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ตกลงเห็นชอบในแผนการดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะไม่จัดซื้ออุปกรณ์ที่ฝังกลไกการทำงานที่ประสงค์ร้าย เช่น การขโมยข้อมูล และการทำลายข้อมูล”

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้ระบุชื่อบริษัทที่ถูกแบนอย่างชัดเจน เนื่องจากเกรงว่าอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและจีน ซึ่งส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวย้ำว่า นโยบายใหม่นี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นพิเศษ

นายซูกะ กล่าวด้วยว่า ทางการจีนได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวดังกล่าวของญี่ปุ่นตั้งแต่ที่สื่อหลายสำนักได้เริ่มรายงานข่าวนี้ในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งญี่ปุ่นได้กล่าวกับจีนว่า ญี่ปุ่นจะดำเนินมาตรการที่สอดคล้องกับกฎระเบียบสากล

ทั้งนี้ สถานทูตจีนประจำประเทศญี่ปุ่นได้แสดงการคัดค้านต่อเรื่องนี้ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์

ภาพ เอเอฟพี

ญี่ปุ่นไฟเขียวกฎหมายเปิดรับแรงงานต่างชาติเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/573437

  • วันที่ 10 ธ.ค. 2561 เวลา 07:11 น.

ญี่ปุ่นไฟเขียวกฎหมายเปิดรับแรงงานต่างชาติเพิ่ม

รัฐสภาญี่ปุ่นผ่านร่างแก้ไขกฎหมายรับแรงงานต่างชาติ ปีแรกประเดิมรับเกือบครึ่งแสน

สำนักข่าวเกียวโด รายงานว่า รัฐสภาญี่ปุ่นอนุมัติร่างแก้ไขกฎหมายควบคุมคนเข้าเมืองและผู้อพยพ เพื่อเปิดรับแรงงานต่างชาติให้เข้ามาทำงานได้มากขึ้น ด้วยการเพิ่มวีซ่าใหม่ 2 ประเภท โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย.ปีหน้า นับเป็นการปฏิรูปกฎหมายคนเข้าเมืองครั้งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ท่ามกลางกระแสเสียงคัดค้านอย่างหนักจากฝ่ายค้าน

รายงานระบุว่า วีซ่าใหม่ 2 ประเภท ได้แก่ 1.วีซ่าสำหรับแรงงานต่างชาติที่มีทักษะในระดับปานกลาง ซึ่งจะเปิดรับใน 14 ภาคอุตสาหกรรม เช่น การก่อสร้าง ฟาร์ม พยาบาล ทัวร์ และการขนส่ง โดยในปีแรกจะเปิดรับสูงสุด 4.75 หมื่นคน และเพิ่มขึ้นเป็น 3.45 แสนคน ในอีก 5 ปีข้างหน้า รวมถึงอุตสาหกรรมพยาบาลที่จะรับรวม 6 หมื่นคน

สำหรับวีซ่าประเภทที่ 2 จะออกให้แก่แรงงานต่างชาติที่มีทักษะสูงและมีทักษะภาษาญี่ปุ่น ซึ่งจะได้รับอนุญาตทำงานในญี่ปุ่นได้ถาวร และนำครอบครัวเข้ามาอาศัยในญี่ปุ่นได้ โดยเตรียมเปิดรับใน 2 ภาคอุตสาหกรรมเท่านั้นคือ การก่อสร้างและการต่อเรือ

ทั้งนี้ แม้ว่าร่างกฎหมายดังกล่าวจะผ่านการอนุมัติแล้ว แต่หลายฝ่ายยังคงกังวลถึงปัญหาการไหลบ่าเข้ามาของแรงงานต่างชาติอาจจะเกิดการกดค่าแรงในประเทศ ปัญหาอาชญากรรมเพิ่มขึ้น และปัญหานายจ้างทำร้ายลูกจ้างต่างชาติ

กทม.คว้าแชมป์เมืองท่องเที่ยวแห่งเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/573436

  • วันที่ 10 ธ.ค. 2561 เวลา 07:07 น.

กทม.คว้าแชมป์เมืองท่องเที่ยวแห่งเอเชีย

กรุงเทพฯ ได้แชมป์เมืองท่องเที่ยวแห่งเอเชีย ยอดจองที่พักเหนือโตเกียว-กัวลาลัมเปอร์ ขณะที่ประเทศไทยติดอันดับ 2 ยกวัฒนธรรมสวยงาม

อโกดา ผู้ให้บริการท่องเที่ยวทางออนไลน์ชื่อดัง เปิดเผยว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ของเอเชีย โดยวัดจากข้อมูลการจองที่พักในปี 2018 ตามมาด้วยกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น และกรุงกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย ขณะที่เมืองพัทยา ติดอันดับที่ 10 ของเอเชีย

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นประเทศจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวอันดับที่ 2 ของเอเชีย เป็นรองเพียงญี่ปุ่น ส่วนอันดับที่ 3 เป็นของมาเลเซีย โดยไทยยังเป็นประเทศจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวจากอิสราเอล ต่างจากนักท่องเที่ยวทั่วไปที่มักจะเลือกท่องเที่ยวในประเทศสูงที่สุด

อโกดา ระบุว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ยังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในปีนี้ เนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ของประเทศไทย ทั้งยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาและวัฒนธรรมที่สวยงาม

ขณะเดียวกัน อโกดา ระบุว่า ญี่ปุ่นมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เช่น การชมดอกซากุระบาน เช่นเดียวกับการสัมผัสประสบการณ์ที่น่าสนใจ เช่น คาเฟ่หุ่นยนต์ ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วเอเชียและทั่วโลก

ทั้งนี้ อโกดา กล่าวว่า นักท่องเที่ยวไทยนิยมเที่ยวในประเทศสูงที่สุด รองลงมาคือ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ โดยกรุงเทพฯ เป็นเมืองยอดนิยมอันดับที่ 1 ตามมาด้วยเมืองพัทยา และ จ.เชียงใหม่ ซึ่งในรายชื่อ 10 อันดับปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทย มีเพียงกรุงโตเกียวเท่านั้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวต่างประเทศ

สำหรับนักท่องเที่ยวจีน อโกดา ระบุว่า ประเทศปลายทางยอดนิยมอันดับที่ 1 ของนักท่องเที่ยวจีน คือ การเที่ยวในประเทศ รองลงมาคือการไปเที่ยวญี่ปุ่นและประเทศไทย โดยกรุงเทพฯ ติดอันดับที่ 3 ในรายชื่อ 10 เมืองยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีน นอกจากนี้ยังมี จ.ภูเก็ต ติดอันดับที่ 8 และเชียงใหม่ อันดับที่ 10

ฝรั่งเศสจับม็อบเสื้อกั๊กเหลืองเกือบพันคน รัฐบาลวอนให้มีการเจรจา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/573350

  • วันที่ 09 ธ.ค. 2561 เวลา 10:30 น.

ฝรั่งเศสจับม็อบเสื้อกั๊กเหลืองเกือบพันคน รัฐบาลวอนให้มีการเจรจา

ตำรวจฝรั่งเศสจับผู้ประท้วงกลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองเกือบ 1,000 คนจากทั่วประเทศ ขณะที่นายกฯฝรั่งเศสเรียกร้องให้มีการเจรจา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจฝรั่งเศสได้ควบคุมตัวผู้ประท้วงในนามกลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองเกือบ 1,000 คนจากทั่วประเทศ หลังจากที่ได้ออกมาประท้วงรัฐบาลเป็นเวลา 4 สัปดาห์ติดต่อกันเนื่องจากไม่พอใจกับการปรับขึ้นภาษีเชื้อเพลิง และได้เกิดเหตุรุนแรงขึ้นในหลายจุด

รายงานข่าวระบุว่า ในกรุงปารีสมีประชาชน 126 รายได้รับบาดเจ็บ และตำรวจ 3 รายได้รับบาดเจ็บ หลังจากที่ตำรวจได้ใช้กระสุนยางและแก๊สน้ำตาเข้าสลายฝูงชน

นายเอดูอารด์ ฟิลิป นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส กล่าวผ่านทางสถานีโทรทัศน์ว่า ขอเรียกร้องให้มีการเจรจาร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

ทั้งนี้ คาดว่า มีกลุ่มผู้ประท้วงประมาณ 125,000 รายรวมตัวประท้วงทั่วประเทศเมื่อวานนี้ และมีผู้ประท้วง 10,000 รายในปารีส ซึ่งถือเป็นพื้นที่ประท้วงที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ภาพ เอเอฟพี