ฝรั่งเศสระดมทหาร-ตำรวจล่ามือกราดยิงตลาดคริสต์มาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/573757

  • วันที่ 12 ธ.ค. 2561 เวลา 20:43 น.

ฝรั่งเศสระดมทหาร-ตำรวจล่ามือกราดยิงตลาดคริสต์มาส

ฝรั่งเศสระดมทหาร-ตำรวจกว่าครึ่งพัน ล่าตัวมือปืนหนุ่มวัย 29 ที่ก่อเหตุกราดยิงที่ตลาดคริสต์มาส จนมีผู้เสียชีวิต 3 ราย หนึ่งในนั้นมีคนไทย1ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารฝรั่งเศสมากกว่า 600 นายกำลังเร่งติดตามตัว มือปืนที่ก่อเหตุกราดยิงที่ตลาดคริสต์มาส เมืองสตราส์บูร์ก เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นชาวไทย 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บ 12 ราย

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยรายนี้ชื่อ นายเชริฟ เชแคตต์ อายุ 29 ปี โดย นายเชแคตต์ อยู่ในรายชื่อบุคคลที่เป็นภัยต่อความมั่นคงที่หน่วยข่าวกรองของฝรั่งเศสจับตามอง

ทั้งนี้ขณะเกิดเหตุ นายเชแคตต์ได้ยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนที่จะหลบหนีไปได้

เจ้าหน้าที่ระบุว่าเหตุการณ์กราดยิงครั้งนี้ถือเป็นการก่อการร้าย แต่ยังไม่มีฝ่ายใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ

ขณะที่ทางการฝรั่งเศสประกาศยกระดับเตือนภัยขั้นสูงสุด และคุมเข้มด่านตรวจคนเข้าเมืองบริเวณชายแดนที่ติดกับเยอรมนี

ภาพ เอเอฟพี

ศาลแคนาดาให้ประกันตัว “ผู้บริหาร”หัวเว่ยแล้ว สั่งใส่กำไลข้อเท้าติดตามตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/573740

  • วันที่ 12 ธ.ค. 2561 เวลา 16:15 น.

ศาลแคนาดาให้ประกันตัว "ผู้บริหาร"หัวเว่ยแล้ว สั่งใส่กำไลข้อเท้าติดตามตัว

ศาลแคนาดาอนุญาตให้ประกันตัวผู้บริหารหญิงของหัวเว่ยแล้ว หลังยื่นหลักทรัพย์7.5ล้านดอลลาร์สหรัฐ สั่งใส่กำไลข้อเท้าติดตามตัว-ให้เจ้าหน้าที่คุม 24 ชั่วโมง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาลแคนาดาได้อนุญาตให้ประกันตัวนางเมิ่ง ว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยีหลังจากเพื่อนร่วมงานและครอบครัวของนางเมิ่งได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสดและบ้านในการขอประกันตัว มูลค่ารวม 7.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ผู้พิพากษาศาลเมืองแวนคูเวอร์ของแคนาดาเปิดเผยว่า นางเมิ่งได้ยื่นหลักทรัพย์ในการประกันตัวมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์แคนาดา หรือ 7.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีความเป็นไปได้ที่นางเมิ่งจะถูกส่งตัวไปยังสหรัฐเพื่อรับการพิจารณาคดีต่อไป

ผู้พิพากษายังกล่าวด้วยว่า นางเมิ่งจะต้องยอมมอบหนังสือเดินทางให้กับเจ้าหน้าที่ รวมทั้งสวมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวเอาไว้ที่ข้อเท้า และจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง

รายงานข่าวระบุว่า นางเมิ่งมีบ้านอยู่ 2 หลังในแคนาดา โดยหลังแรกเป็นบ้าน 6 ห้องนอน มูลค่าประมาณ 5.6 ล้านดอลลาร์แคนาดา ส่วนอีกหลังเป็นคฤหาสน์มูลค่าประมาณ 16.3 ล้านดอลลาร์แคนาดา

ทั้งนี้ นางเมิ่งได้ถูกทางการแคนาดาจับกุมตัวเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตามคำขอของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ เนื่องจากคาดว่าทางบริษัทอาจลักลอบขายสินค้าให้กับอิหร่าน ซึ่งถูกสหรัฐคว่ำบาตร

ต่อมาในวันที่ 7 ธ.ค. นางเมิ่งได้ถูกนำตัวขึ้นศาลเมืองแวนคูเวอร์ และถูกตั้งข้อกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมหลอกลวงในกรณีลักลอบทำข้อตกลงทางธุรกิจกับอิหร่าน โดยนางเมิ่งถูกระบุว่าได้ใช้บริษัทสกายคอม ซึ่งเป็นบริษัทที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อบังหน้า (shell company) ในการทำธุรกิจกับอิหร่าน ซึ่งถือเป็นการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรที่สหรัฐบังคับใช้ต่ออิหร่าน ในช่วงปี 2552-2557

ขณะที่ กระทรวงการต่างประเทศจีนเปิดเผยว่า ทางกระทรวงฯ ไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการควบคุมตัวอดีตนักการทูตชาวแคนาดาในกรุงปักกิ่ง เพื่อเป็นการตอบโต้ที่ทางการแคนาดาได้จับกุมตัวผู้บริหารของบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี ก่อนหน้านี้

นายลู่ คัง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน เปิดเผยว่า บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล ไครสิส กรุ๊ป ซึ่งมีนายไมเคิล คอฟริก อดีตนักการทูตชาวแคนาดาเป็นที่ปรึกษาอาวุโสอยู่นั้น เป็นบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในจีน และการดำเนินกิจกรรมของบริษัทในประเทศจีนเป็นสิ่งที่ขัดต่อกฎหมาย

กระทรวงการต่างประเทศจีนชี้แจงว่า หากมีการควบคุมตัวเกิดขึ้นจริง ขอให้ทุกฝ่ายไม่ต้องเป็นกังวล เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีนจะจัดการเรื่องนี้ตามอำนาจกฎหมาย

ก่อนหน้านี้ นายคอฟริกทำงานเป็นนักการทูตในระหว่างปี 2546-2559 โดยมีสำนักงานอยู่ที่กรุงปักกิ่งและฮ่องกง รวมทั้งที่อื่นๆ และมีข่าวลือว่า นายคอฟริกถูกทางการจีนควบคุมตัวเมื่อวานนี้

ภาพ เอเอฟพี

เดือด!ทรัมป์ขู่ “ชัตดาวน์” หน่วยงานรัฐ หากสภาไม่ผ่านงบฯสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/573684

  • วันที่ 12 ธ.ค. 2561 เวลา 12:44 น.

เดือด!ทรัมป์ขู่ "ชัตดาวน์" หน่วยงานรัฐ หากสภาไม่ผ่านงบฯสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโก

ประธานาธิบดีสหรัฐขู่ปิดทำการหน่วยงานรัฐ หากสภาไม่อนุมัติงบประมาณสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐกล่าวระหว่าง หารือกับนายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาสหรัฐของพรรคเดโมแครต และนางแนนซี เพโลซี ผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเดโมแครต ที่ทำเนียบขาวว่า “ยินดีที่จะปล่อยให้หน่วยงานบางส่วนของรัฐบาลต้องถูกปิดทำการ หรือ “ชัตดาวน์” เพื่อแลกกับความมั่นคงชายแดน”

ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวในช่วงเริ่มการประชุมว่า “การสร้างกำแพงจะต้องเกิดขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจะต้องดำเนิน ผมไม่อยากเห็นหน่วยงานรัฐถูกปิดหรือชัตดาวน์ เราจะได้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น แต่กำแพงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพวกเรา ผมยินดีที่จะปล่อยให้เกิดภาวะชัตดาวน์ขึ้นเพื่อแลกกับความมั่นคงชายแดน เนื่องจากผู้คนในประเทศนี้ไม่ต้องการให้อาชญากรและผู้คนที่มีปัญหา รวมถึงยาเสพติดทะลักเข้ามาในประเทศของเรา”

รายงานข่าวระบุว่า นายทรัมป์ ได้ยื่นร่างงบประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับการก่อสร้างกำแพงกั้นพรมแดน แต่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก โดยทรัมป์คาดหวังว่าจะได้รับคะแนนเสียงที่ต้องการในสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็ยังต้องการมติเห็นชอบจากเดโมแครตอีก 10 เสียงในวุฒิสภา

ขณะที่นางเพโลซีตอบโต้คำกล่าวอ้างของทรัมป์ โดยกล่าวว่า จะไม่มีการโหวตในสภาผู้แทนราษฎรหรือการโหวตเสียงข้างมากในการผ่านร่างงบประมาณสำหรับก่อสร้างกำแพง รวมทั้งยังเรียกร้องให้ผู้นำสหรัฐแสวงหาแนวทางอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะชัตดาวน์หน่วยงานรัฐ หลังพ้นกำหนดเส้นตายร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวในวันที่ 21 ธ.ค.นี้

ด้าน นายชูเมอร์กล่าวว่า หากทรัมป์ยังยึดติดอยู่กับร่างงบประมาณสร้างกำแพง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเขาจะไม่ได้ทั้งกำแพงและจะต้องเผชิญกับการปิดหน่วยงานรัฐด้วย

ภาพ เอเอฟพี

เกิดเหตุกราดยิงในฝรั่งเศสพบ1ในผู้เสียชีวิตเป็นคนไทยเดินทางไปท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/573669

  • วันที่ 12 ธ.ค. 2561 เวลา 10:51 น.

เกิดเหตุกราดยิงในฝรั่งเศสพบ1ในผู้เสียชีวิตเป็นคนไทยเดินทางไปท่องเที่ยว

คนไทยเสียชีวิต1ศพจากเหตุกราดยิงในตลาดคริสต์มาส ที่เมืองสทราซบูร์ ทางตะวันออกของฝรั่งเศส

เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.61 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เกิดเหตุกราดยิงผู้คนที่ตลาดคริสต์มาส บริเวณจัตุรัสเคลเบอร์ ในเขตใจกลางเมืองสทราซบูร์ ทางตะวันออกของฝรั่งเศส เมื่อเวลา 20.00 น.วันอังคารตามเวลาฝรั่งเศส ตรงกับเวลา 02.00 น.วันนี้ตามเวลาในไทย ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน หนึ่งในนั้นเป็นชายไทย ถูกยิงเข้าที่ศีรษะหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง พนักงานและแขกอื่น ๆ พยายามช่วยชีวิตเขาแต่ไม่สำเร็จ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 12 คน โดยครึ่งหนึ่งยังมีอาการสาหัส          หน่วยต่อต้านก่อการร้าย ประกาศให้เหตุการณ์นี้เป็นการก่อการร้าย เจ้าหน้าที่ได้ปิดล้อมที่เกิดเหตุและระดมกำลังกว่า 350 นาย เพื่อตามล่ามือปืนคือ นายเชอกัตต์ เชอริฟ วัย 29 ปี เกิดในเมืองสตราสบูร์ก เจ้าหน้าที่เชื่อว่าคนร้ายยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ภายในท้องที่ของเมืองสทราซบูร์ ไม่น่าหลบหนีไปได้ไกล เนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากการยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่          นอกจากนี้ รัฐบาลฝรั่งเศสยกระดับมาตรการควบคุมพรมแดนฝั่งตะวันออกของประเทศที่ติดกับเยอรมนี และเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบในการรักษาความปลอดภัยตามตลาดคริสต์มาสทุกแห่งในประเทศด้วย          เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งที่ฝรั่งเศสได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยตลาดคริสต์มาสที่จัดขึ้นในย่านเมืองเก่าของเมืองสตราสบูร์ก ห้ามยวดยานที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้าไปในถนนโดยรอบในช่วงที่เปิดตลาด มีจุดตรวจตามสะพานและจุดตรวจกระเป๋าของผู้คนไปในงาน          ด้านนายคริสตอฟ คาสตาเนอร์ รมว.กระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศส ลงพื้นที่เมืองสทราซบูร์เป็นการด่วน เพื่อติดตามสถานการณ์ด้วยตัวเอง และเผยว่าคนร้ายอยู่ในรายชื่อจับตาของหน่วยงานความมั่นคง ขณะที่ประธานาธิบดีเอมานูว์เอล มาครง ได้เรียกประชุมวิกฤติที่กระทรวงมหาดไทยแล้ว และยังทวีตข้อความให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ภาคสนามและแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิต

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงสื่อมวลชน ยืนยันว่าเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนก่อเหตุกราดยิงประชาชนที่ตลาดคริสต์มาสเมืองสทราซบูร์ ของประเทศฝรั่งเศส ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ในจำนวนผู้เสียชีวิตมีคนไทยด้วย 1 ศพ จากรายงานที่ได้รับจากสถานทูตไทย ทราบชื่อ นายอนุพงษ์ สืบสมาน อายุ 47 ปี เป็นนักท่องเที่ยวที่เพิ่งจะเดินทางไปถึงฝรั่งเศสเมื่อวานนี้

ฝรั่งเศสอ่วม! ประท้วงเดือดฉุดเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/573640

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2561 เวลา 21:51 น.

ฝรั่งเศสอ่วม! ประท้วงเดือดฉุดเศรษฐกิจ

แบงก์ชาติฝรั่งเศสหั่นจีดีพี ชี้ประท้วงเดือดฉุดเศรษฐกิจ-กระทบธุรกิจเกือบ 4 แสนล้าน

ธนาคารกลางฝรั่งเศส ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจฝรั่งเศส ช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ โดยคาดว่าจะขยายตัว 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้า ลดลงมาจากคาดการณ์เดิม ซึ่งคาดว่าจะขยายตัว 0.4% เนื่องจากการประท้วงของกลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองทั่วประเทศส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ

ขณะเดียวกัน ตัวบ่งชี้บรรยากาศธุรกิจสำหรับภาคการผลิตในเดือน พ.ย. ลดลงแตะระดับต่ำสุดรอบ 4 เดือน ที่ 101 จุด จาก 102 จุด ในเดือน ต.ค. เนื่องจากบริษัทในอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมอาหารได้รับผลกระทบจากการประท้วง

ทั้งนี้ ตัวบ่งชี้ของอุตสาหกรรมบริการยังคงอยู่ที่ 102 จุด แต่บริษัทหลายแห่งระบุว่าดีมานด์ลดต่ำสุดตั้งแต่เดือน ส.ค. 2016 โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร ขนส่ง และรถยนต์ ขณะที่ ฟรองซัวส์ อาสแลง ประธานสหพันธ์กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซีพีเอ็มอี คาดการณ์ว่า การประท้วงจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของฝรั่งเศสประมาณ 1 หมื่นล้านยูโร (ราว 3.74 แสนล้านบาท)

ด้านประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ได้หารือกับกลุ่มต่างๆ รวมถึงสหภาพการค้าและกลุ่มธุรกิจ เพื่อหาทางยุติการประท้วงของกลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองวานนี้ และได้ประกาศมาตรการต่างๆ ตามข้อเรียกร้องของผู้ประท้วง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มาครงกล่าวต่อสาธารณะนับตั้งแต่มีการประท้วงมาแล้ว 4 ครั้ง

สหรัฐกับการอ้างกฎหมายตัวเองจับคนได้ทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/573639

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2561 เวลา 21:33 น.

สหรัฐกับการอ้างกฎหมายตัวเองจับคนได้ทั่วโลก

สหรัฐกับอำนาจที่สามารถจับกุมพลเมืองของชาติอื่นด้วยการอาศัยกฎหมาย “Foreign Corrupt Practices Act”

การจับกุม เมิ่งหว่านโจว บุตรสาวของผู้ก่อตั้งบริษัท หัวเว่ย ผู้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ของหัวเว่ย ทำให้การเผชิญหน้าระหว่างจีนกับสหรัฐระอุขึ้นมาอีกครั้ง จากเดิมมีทีท่าว่าจะซาลงหลังการบรรลุข้อตกลงระงับศึกการค้าได้ในที่ประชุม G20 โดยวานนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนถึงกับสั่งเรียกตัวเอกอัครราชทูตสหรัฐมาพบเพื่อชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้น และรัฐบาลจีนยังเตือนแคนาดาว่า จะเผชิญกับผลลัพธ์ที่เลวร้าย จากการที่แคนาดาจับกุมตัวเมิ่งหว่านโจวตามหมายจับของสหรัฐ

คำถามสำคัญในเวลานี้ก็คือ สหรัฐมีสิทธิอะไรที่จะจับกุมพลเมืองของชาติอื่น? และทำไมแคนาดาในฐานะประเทศที่มีเอกราชสมบูรณ์จึงต้องย้อมโอนอ่อนตามสหรัฐ?

จากการไต่สวนชั้นต้นโดยศาลแคนาดาเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ความผิดของเมิ่งหว่านโจวก็คือ วางแผนการล่อลวงเงินของสถาบันการเงินหลายแห่ง โดยผ่านบริษัท SkyCom ซึ่งเป็นบริษัทขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในฮ่องกง เพื่อทำธุรกิจกับบริษัทโทรคมนาคมของอิหร่าน ทั้งๆ ที่อิหร่านถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐ ทั้งนี้ SkyCom เคยเป็นส่วนหนึ่งของหัวเว่ย แต่แยกตัวออกมา สหรัฐอ้างว่าหัวเว่ยยังคงบงการ SkyCom อยู่เบื้องหลัง โดยมีเมิ่งหว่านโจวเป็นผู้บริหารอยู่ช่วงหนึ่ง แต่เธอปฏิเสธ

แม้จะเป็นการคว่ำบาตรโดยสหรัฐแต่ฝ่ายเดียวต่ออิหร่าน แต่สหรัฐมีอำนาจที่จะจับกุมผู้ที่ละเมิดคำสั่งคว่ำบาตรได้ รวมถึงผู้ที่ทำการฉ้อโกงผ่านธุรกรรมกับสถาบันการเงินที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ อำนาจดังกล่าวมาจากกฎหมายที่ชื่อว่า Foreign Corrupt Practices Act ที่มีเป้าหมายเพื่อกำราบการติดสินบนของภาคธุรกิจต่อรัฐบาลต่างชาติ และทำให้โลกปลอดจากการฉ้อฉล พูดง่ายๆ ก็คือ ให้อำนาจสหรัฐเป็นเสมือน ป.ป.ช. ของโลกนั่นเอง

แต่กฎหมายนี้ถูกโจมตีว่าเป็นการใช้สิทธิสภาพนอกอาณาเขต ล่วงล้ำอธิปไตยชาติอื่น ในสหรัฐเองก็เกิดความกังวลในหมู่สมาชิกสภาคองเกรสว่าเป็นการบั่นทอนภาคธุรกิจ แม้ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังเอ่ยว่าเป็น “กฎหมายที่น่าเกลียด” กระนั้น ทรัมป์มีเหตุผลที่จะรังเกียจกฎหมายดังกล่าว เพราะ The New Yorker รายงานไว้เมื่อเดือน มี.ค. ว่า องค์กรของทรัมป์ช่วยก่อสร้างโรงแรมในอาเซอร์ไบจาน ซึ่งมีคนในครอบครัวรัฐมนตรีรายหนึ่งเป็นเจ้าของ และรัฐมนตรีผู้นี้มีสายสัมพันธ์กับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการดำเนินคดีกับทรัมป์ฐานเอี่ยวกับอิหร่านทางอ้อม ผ่านผู้ที่มีสัมพันธ์กับอิหร่าน

เมื่อปี 2015 ธนาคาร Deutsche Bank ของเยอรมนีถูกสหรัฐสั่งปรับ 258 ล้านเหรียญสหรัฐ ฐานช่วยทำธุรกรรมกับอิหร่านทางอ้อม ทว่า เมื่อเดือน พ.ค. 2018 ธนาคารในเยอรมนี 6 แห่ง ยืนยันว่าจะทำธุรกิจกับอิหร่านต่อไป แม้จะเผชิญกับการคว่ำบาตรที่รุนแรงที่สุดจากสหรัฐ แต่กลับไม่ถูกดำเนินคดีจากสหรัฐ ตรงกันข้าม สหรัฐมุ่งเล่นงานบริษัทจีน ทั้งหัวเว่ยและ ZTE ที่ทำธุรกิจกับอิหร่านเช่นกัน ทำให้น่ากังขาว่า สหรัฐมีเจตนาอะไรกันแน่กับการมุ่งจัดการธุรกิจจีนมากกว่าธุรกิจของพันธมิตรที่ทำผิดในข้อเดียวกัน

การจับกุมตัวเมิ่งหว่านโจว อาจไม่เข้าข่ายการละเมิด Foreign Corrupt Practices Act แต่ก็สะท้อนถึงอำนาจที่ล้นเหลือของสหรัฐ ในการเอาผิดผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามบรรทัดฐานที่ตัวเองตั้งไว้ และสะท้อนสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของสหรัฐในฐานะตำรวจโลกที่มีปัญหาเรื่องความชอบธรรม

ภาพ เอเอฟพี

ที่มา www.m2fnews.com

ลาก่อน”โรเจอร์”… จิงโจ้หุ่นล่ำแห่งออสเตรเลียจากโลกไปในวัย12ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/573631

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2561 เวลา 19:34 น.

ลาก่อน"โรเจอร์"... จิงโจ้หุ่นล่ำแห่งออสเตรเลียจากโลกไปในวัย12ปี

ประมวลภาพ “โรเจอร์” จิงโจ้หุ่นล่ำจากออสเตรเลียที่โด่งดังไปทั่วโลกตายตามอายุขัยในวัย 12 ปี

ศูนย์อนุรักษ์จิงโจ้ในเมืองอลิซสปริงส์ รัฐนอร์ทเทิร์นเทร์ริทอรีของออสเตรเลีย ประกาศข่าวเศร้าว่า โรเจอร์ จิงโจ้เพศผู้ ที่มีหุ่นล่ำบึ้กที่โด่งดังไปทั่วโลก ตายตามอายุขัยในวัย 12 ปีเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

โรเจอร์ได้ถูกศูนย์อนุกรักษ์ฯช่วยเหลือไว้ตั้งแต่ตอนที่มันยังเป็นลูกจิงโจ้ หลังจากแม่ของมันถูกรถยนต์ชนตาย

เมื่อโตเต็มวัยโรเจอร์มีรูปร่างสูงใหญ่ถึง 2 เมตร หนัก 89 กิโลกรัมและมีกล้ามเนื้อช่วงบนของลำตัวสุดล่ำราวกับนักเพาะกาย

โรเจอร์กลายเป็นที่สนใจไปทั่วโลกเมื่อปี 2015 หลังมีคลิปที่มันโชว์ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วยการบีบกระป๋องโลหะในมือเผยแพร่ในโลกออนไลน์

ภาพจาก thekangaroosanctuary

ซัพพลายเออร์หัวเว่ยออกกฎเข้มห้ามพนง.ใช้ไอโฟน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/573623

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2561 เวลา 18:33 น.

ซัพพลายเออร์หัวเว่ยออกกฎเข้มห้ามพนง.ใช้ไอโฟน

ผู้ผลิตชิ้นส่วนให้บริษัทหัวเว่ย ออกกฎห้ามพนักงานซื้อมือถือไอโฟน พร้อมหนุนซื้อมือถือแบรนด์จีนแทน

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่า บริษัท Menpad ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ผลิตชิ้นส่วนให้กับอุปกรณ์หลายชิ้นของค่ายหัวเว่ย และ ZTE ได้ออกกฎห้ามไม่ให้พนักงานในบริษัทใช้โทรศัพท์มือถือของไอโฟน โดยระบุว่า หากพนักงานคนใดเปลี่ยนมือถือใหม่เป็นไอโฟนภายในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้าแล้ว ทางบริษัทจะทำการปรับเงินเป็นจำนวนเท่ากับราคาไอโฟนรุ่นนั้นๆที่ซื้อมา แต่ทั้งนี้ รายงานไม่ได้ระบุว่าจะทำการปรับในลักษณะใด

 

พร้อมกันนี้ ทางบริษัทยังได้ออกนโยบายจูงใจให้พนักงาน หันมาใช้มือถือแบรนด์จีนอย่าง หัวเว่ย หรือ ZTE แทนด้วยการจะช่วยออกเงินจำนวน 15% ของราคามือถือที่ซื้อไปด้วย เพื่อเป็นการตอบโต้ต่อการจับกุมตัวนางสาวเมิ่ง หว่านโจว ซีเอฟโอ ของบริษัทหัวเว่ย ที่ถูกจับกุมที่ประเทศแคนาดา จนกลายเป็นการจุดประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนขึ้่นมาอีกรอบ

สำหรับบริษัท  Menpad นั้นเป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์ผลิตชิ้นส่วนหน้าจอให้กับบรรดาสมาร์ทโฟนของหัวเว่ย และ ZTE มีสำนักงานอยู่ในเมืองเซินเจิ้่นของจีน และหากเป็นจริงตามที่รายงานข่าวระบุ จะนับเป็นบริษัทแรกที่ออกมาตรการสนับสนุนหัวเว่ย และตอบโต้ทางสหรัฐต่อการจับกุมตัวของซีเอฟโอสาวในข้อหาทำธุรกรรมลับกับอิหร่านตามที่สหรัฐกล่าวอ้าง

สำรวจโมเดลบัตรคนจนของออสเตรเลีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/573605

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2561 เวลา 18:11 น.

สำรวจโมเดลบัตรคนจนของออสเตรเลีย

ชาวออสซี่ก็มีบัตรคนจน แต่ไม่แจกเงินสดเหมือนบ้านเรา

ประเด็นการแจกเงิน 500 บาทให้กับ “ผู้มีรายได้น้อย” ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในบ้านเรานั้น ได้สร้างเสียงวิจารณ์อย่างมากต่อการใช้งบประมาณภาษีของประชาชน รวมถึงในประเด็นความไม่ชัดเจนของบุคคลที่อาจจะไม่เข้าเงื่อนไขการรับบัตร แต่ก็ได้รับบัตร ขณะที่ผู้ที่มีรายได้น้อยจริงๆบางคนกลับไม่มีสิทธิรับบัตรดังกล่าว

อย่างไรก็ตามโมเดลที่รัฐบาลมอบบัตรสวัสดิการเพื่อใช้แทนเงินสดในการใช้จ่ายต่างๆให้กับประชาชนนั้น ที่ประเทศออสเตรเลียก็มีแนวคิดการแจกบัตรในลักษณะคล้ายกันนี้เช่นกัน

บัตรดังกล่าวเรียกว่า Cashless Welfare Card หรือ Cashless Debit Card หรือ white card ตามแต่จะเรียกแตกต่างกันในท้องถิ่นต่างๆ

 

 

โครงการดังกล่าวนั้นรัฐบาลออสเตรเลียเริ่มนำร่องแจกครั้งแรกในปี 2016 โดยมุ่งแจกให้กับชาวพื้นเมืองอะบอริจิ้น รวมถึงชาวออสเตรเลียในพื้นที่ห่างไกลที่มีปัญหาทางสังคมสูง ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ห่างไกล 4 แห่งที่รัฐบาลนำมาตรการดังกล่าวไปทดลองใช้ คือภูมิภาค  Ceduna รัฐเซาท์ออสเตรเลีย, เมือง Kununurra, เมือง Wyndham, เมือง Kalgoorlie ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย และในเขต Hinkler รัฐควีนแลนด์

บัตรสวัสดิการดังกล่าวนั้น รัฐบาลออสเตรเลียผลักดันเพื่อต้องการให้ประชาชนรู้จักการใช้งานเพื่อการดำรงขั้นพื้นฐานในชีวิต อีกทั้งยังมุ่งหวังการลดปัญหาความรุนแรงในสังคมในพื้นที่ห่างไกลที่มักจะประสบปัญหายาเสพติด ความรุนแรงที่เกิดจากแฮลกฮอลล์ และการพนัน

จากข้อมูลของสำนักบริการสังคมออสเตรเลีย (Department of social services) ระบุว่า บัตรสวัสดิการนี้ จะมีลักษณะและการดำเนินการที่คล้ายกับบัตรเดบิตทั่วไป แต่จะไม่สามารถใช้ซื้อของบางอย่างเช่น แอลกฮอลล์ การพนัน และไม่สามารถถอนเงินสดได้

 

ใครมีสิทธิรับบัตรนี้บ้าง

แรงงานในภูมิภาค Ceduna, East Kimberley และ Goldfields ของรัฐเซาท์ออสเตรเลีย และรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียทุกคนมีสิทธิ์ได้รับบัตรสวัสดิการดังกล่าว ยกเว้นแต่ผู้รับบำนาญเกษียณอายุ รวมถึงผู้รับบำนาญทหารผ่านศึกจะไม่มีสิทธิ์

 

 

ส่วนประชาชนในพื้นที่ห่างไกลของรัฐควีนสแลนด์บางส่วนเท่านั้นจะมีสิทธิ์ได้รับบัตรดังกล่าว เช่นคนทำงานที่อายุ 35 ปีขึ้นไป หรือแรงงานจบใหม่ที่กำลังเพิ่งเริ่มหางานและเข้าร่วมในโครงการ Newstart ของรัฐบาลด้วย อีกทั้งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่างๆตามแต่ละท้องถิ่น ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับบัตรชนิดนี้

 

ไม่มีแจกเงินสด

บัตรสวัสดิการของออสเตรเลียนี้ ไม่ใช่บัตรกดเงินสดของรัฐ แต่เป็นบัตรที่รัฐบาลออกให้ประชาชนที่เข้าเงื่อนไข โดยมีลักษณะคล้ายกับบัตรเครดิต ที่จะมีวงเงินให้ประชาชนใช้รูดซื้อสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ซื้อของใช้ต่างๆตามร้านค้าที่มีสัญลักษณ์ EFTPOS ใช้จ่ายบิลค่าบริการต่างๆ ใช้ซื้อเสื้อผ้า

ที่สำคัญคือจะไม่สามารถใช้ซื้อเครื่องดื่มแอลกฮอลล์ ใช้เล่นการพนัน รวมถึงไม่สามารถกดเป็นเงินสดได้

อย่างไรก็ดี หลังจากที่เริ่มดำเนินโครงการในปี 2016 เป็นต้นมา ก็มีผลวิจัยที่ระบุว่าโครงการนี้ได้มีส่วนช่วยในการลดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่มีต้นเหตุมาจากแฮลกอฮอลล์ลงไปได้ รวมถึงรัฐบาลของนายสก็อตต มอริสัน นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันมีแผนจะขยายโครงการนี้ไปยังพื้นที่แห่งอื่นๆด้วย อีกทั้งยังจะเพิ่มการให้สิทธิ์รักษาพยาบาลในอนาคตด้วยเช่นกัน

 

ภาพ : Everyday Energy

 

ติด”โซลาร์เซลล์”ฟรีเพื่อคนจน

นอกจากนโยบาลการให้สวัสดิการในลักษณะบัตรช่วยเหลือของออสเตรเลียแล้ว การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในประเทศอื่นๆที่น่าสนใจอย่างเช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ฟรีให้กับ 8 แสนครัวเรือนที่มีรายได้น้อยในอังกฤษ ซึ่งแนวคิดลักษณะนี้ก็เกิดขึ้นเช่นเดียวกับในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐเช่นกัน ภายใต้โครงการ Low-Income Solar ที่ภาครัฐจะลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ให้กับบ้านเรือนประชาชนฟรี เพื่อให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยเสียค่าไฟลดลง แถมรัฐยังรับซื้อพลังงานไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้ อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนพลังงานสะอาดอีกด้วย

 

ภาพ : ABCNews.au

อินเดียขึ้นราคาบัตรเข้าทัชมาฮาลถึง 400%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/573616

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2561 เวลา 17:27 น.

อินเดียขึ้นราคาบัตรเข้าทัชมาฮาลถึง 400%

อินเดียขึ้นราคาตั๋วเข้าทัชมาฮาลเป็น 5 เท่า สำหรับนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติจ่ายเพิ่ม 15% หวังลดความเสียหายจากการเข้าชม

ทางการอินเดียได้มีประกาศขึ้นราคาบัตรค่าเช้าชม “ทัชมาฮาล” สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศอินเดีย ที่สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 17 โดยพระเจ้าชาห์จะฮัน เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักแก่มเหสีของพระองค์ และนับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคใหม่ด้วย

สำหรับราคาค่าเข้าชมอัตราใหม่นี้จะเพิ่มขึ้นจากเดินที่ 50 รูปี (25 บาท) สำหรับนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย เป็น250 รูปี (115 บาท) เพิ่มขึ้นจากเดิน 5 เท่า หรือราว 400% ขณะที่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 19 ดอลลาร์สหรัฐ (600 บาท) จากเดิมที่ 16 ดอลลาร์สหรัฐ (500บาท) หรือเพิ่มขึ้นราว 15%

 

 

เหตุที่ทางการอินเดียต้องขึ้นราคาตั๋วเข้าชมนั้น สืบเนื่องจากต้องการควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าชม เพื่อลดจำนวนความเสียหายของโบราณสถานแห่งนี้ที่เกิดจากนักท่องเที่ยวที่ชมเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน โดยเฉพาะพื้นหินอ่อนภายในทัชมาฮาล อีกทั้งจะนำเงินที่จัดเก็่บได้ไปใช้บำรุงรักษาอนุสรณ์ความรักแห่งนี้ด้วย

สำหรับทัชมาฮาลนั้น มีนักท่องเที่ยวที่เป็นชาวอินเดีย มาเข้าชมความงามมากถึงวันละ 10,000 – 15,000 คน และหากรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยแล้ว จำนวนผู้เข้าชมแต่ละวันจะสูงถึง 40,000 คน และอาจสูงถึง 70,000 คนในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

ทางการอินเดียคาดว่าการมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดจำนวนนักท่องเที่ยวได้ราว 15-20%

อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวได้สร้างเสียงวิจารณ์อยู่พอสมควร เนื่องจากเป็นการขึ้นราคาที่สูงอย่างมากสำหรับชาวอินเดีย ซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้น้อย และทัชมาฮาลแห่งนี้ก็เสมือนเป็นสมบัติของชาติที่ชาวอินเดียควรมีสิทธิชื่นชมอย่างเท่าเทียมกัน