แจ็ก หม่า เข้าร่วมสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572083

  • วันที่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 10:05 น.

แจ็ก หม่า เข้าร่วมสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์

แจ็ก หม่า เจ้าพ่ออาลีบาบา ประกาศตัวชัด ซบพรรคคอมมิวนิสต์จีน คาดเป็นหนึ่งในทีมเศรษฐกิจพรรคฯ

สื่อทางการของจีนรายงานว่า  นายแจ็ก หม่า วัย 54 ปี  ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซชื่อดังของจีน ได้เปิดเผยว่านายหม่าเป็นหนึ่งใน 100 สมาชิกผู้ทรงเกียรติของพรรคคอมมิวนิสต์ของจีนอย่างเป็นทางการ โดยการประกาศสมาชิกผู้ทรงเกียรติของพรรคครั้งนี้มีขึ้น เนื่องโอกาสงานฉลองครบรอบ 40 ปี ของนโยบายการปฎิรูปเศรษฐกิจของอดีตปธน.เติ้ง เสี่ยวผิง ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 30 พ.ย.นี้

ซึ่งในบรรดา 100 สมาชิกผู้ทรงเกียรติของพรรคที่มีการเปิดตัวครั้งนี้ เป็นการรวมตัวจากบุคคลในหลายแวดวงของจีน ซึ่งนอกจากนายหม่าแล้ว ยังรวมถึง นายโพนี หม่า ประธานเจ้าหน้าที่บริการบริษัท Tencent Holdings Ltd. นายโรบิน ลี่ ซีอีโอของบริษัท Baidu Inc. และนางหลาง ผิง อดีตนักวอลเลย์บอลทีมชาติจีนด้วย รวมถึงบุคคลสำคัญจากแวดวงนักบินอวกาศ นักวิทยาศาสตร์ และศิลปินด้วย

การเปิดตัว 100 สมาชิกผู้ทรงเกียรติของพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งนี้ หลายคนเป็นที่น่าจับตามองเนื่องจากเป็นการรวมตัวของบุคลสำคัญจากหลายภาคส่วนของจีน ซึ่งเป็นไปตามดำริของประธานาธิบดีสี จิ้งผิง ที่ต้องการให้เส้นแบ่งระหว่างการเมือง และหลายภาคส่วนของสังคม โดยเฉพาะภาคธุรกิจใกล้ชิดกันมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าพรรคคอมมิวนิสต์มีบทบาทสำคัญในทุกมิติของสังคม

ในแถลงการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ระบุว่า นายหม่า เป็นสมาชิกสำคัญคนหนึ่งที่มีส่วนในการผลักดันด้านอุปสงค์ในประเทศอย่างมาก อย่างไรก็ดี ในแถลงการณ์ดังกล่าวไม่ได้ระบุแน่ชัดว่านายหม่า จะร่วมทำงานในส่วนใดของพรรคคอมมิวนิสต์ แค่หลายฝ่ายคาดว่านายหม่าจะร่วมเป็นหนึ่งในทีมนักธุรกิจที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ สำหรับสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้น มีจำนวนสมาชิกอยู่ราว 90 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งหมดของจีนอยู่ที่ 1,400 ล้านคน แต่ยังไม่แน่ชัดว่านายหม่า จะได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมาธิการกลางของพรรคจำนวน 200 คน ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญของพรรคหรือไม่

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้นายหม่า ไม่ได้เปิดตัว หรือสมัครเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด แต่ทว่าหลายครั้ง เขามักกล่าวสนับสนุนแนวคิดของประธานาธิบดีสีจิ้งผิง รวมถึงบริษัทของเขาก็ได้ให้การสนับสนุนรัฐบาลจีนในด้านความมั่นคงทางไซเบอร์เช่นกันฃ

สำหรับประเทศจีนนั้น มีระบบสภานิติบัญญัติที่ประกอบไปด้วยสมาชิกจากพรรคการเมืองหลายพรรค มีสมาชิกสภาจำนวน 2,980 คน โดยมีพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) และมีพรรคแนวร่วมอีกหลายพรรคการเมือง

มิตซูบิชิปลด “คาร์ลอส กอส์น” พ้นประธานบริษัท หลังถูกจับทำผิดกม.การเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572060

  • วันที่ 26 พ.ย. 2561 เวลา 20:26 น.

มิตซูบิชิปลด "คาร์ลอส กอส์น" พ้นประธานบริษัท หลังถูกจับทำผิดกม.การเงิน

บอร์ด มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ป ลงมติปลด “คาร์ลอส กอส์น” พ้นจากประธานบริษัท หลังถูกจับกุมข้อหาทำผิดกฎหมายการเงิน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ป เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารของบริษัทได้ลงมติปลดนายคาร์ลอส กอส์น ออกจากตำแหน่งประธานบริษัท ในการประชุมบอร์ดรอบพิเศษวันนี้ หลังจากที่นายกอส์นถูกจับกุมด้วยข้อหาทำผิดกฎหมายการเงินที่บริษัท นิสสัน มอเตอร์

การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นหลังจากบอร์ดนิสสันได้ปลดนายกอส์นออกจากตำแหน่งประธานบริษัทนิสสัน ซึ่งนิสสันเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส

ทั้งนี้ บริษัท เรโนลต์ เอสเอ ซึ่งเป็นพันธมิตรกับบริษัทนิสสันและมิตซูบิชิ ได้ประกาศแต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร นั่งรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) แทนนายคาร์ลอส กอส์น ซึ่งถูกจับกุมตัวฐานทำผิดกฎหมายการเงินของญี่ปุ่น

มิตซูบิชิ ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับนิสสัน-เรโนลต์ในปี 2559 หลังจากที่นิสสันได้ซื้อหุ้น 34% ของมิตซูบิชิ โดยนายกอส์นนั้นได้เข้ารับตำแหน่งประธานบริษัทมิตซูบิชิ มอเตอร์ส แทนที่ประธานบริษัทคนก่อนที่มีเรื่องอื้อฉาวจากการบิดเบือนข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง

ภาพ เอเอฟพี

เศรษฐกิจอ่วมทำพิษเอกราช! “ไต้หวัน”โหวตซบสายจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572011

  • วันที่ 26 พ.ย. 2561 เวลา 13:21 น.

เศรษฐกิจอ่วมทำพิษเอกราช! "ไต้หวัน"โหวตซบสายจีน

ผลการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศของไต้หวันเมื่อวันที่ 24 พ.ย. สั่นคลอนความพยายามที่จะประกาศ”อิสรภาพจากจีน”

ไต้หวันเจอข่าวช็อก 2 วันติดต่อกัน สั่นคลอนความพยายามที่จะประกาศ “อิสรภาพจากจีน” และบั่นทอนความพยายามที่จะสร้างสังคมเสรีนิยม

ก่อนหน้านี้ ในการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 24 พ.ย. ซึ่งเป็นการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี สภาเมือง สภาเทศบาล และผู้ใหญ่บ้าน ปรากฏว่าพรรค DPP ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของ ประธานาธิบดี ไช่อิงเหวิน พ่ายแพ้ยับเยิน ทั้งยังเสียเมืองสำคัญที่เป็นฐานที่มั่นหลักคือ เมืองเกาสง ที่พรรค DPP ปักหลักมานานถึง 20 ปี และเมืองไถจง เมืองสำคัญของภาคอุตสาหกรรมให้กับพรรคก๊กมินตั๋ง ส่วนที่กรุงไทเป ผู้ว่าฯ คนเดิมจากพรรค DPP เอาชนะได้ด้วยคะแนนฉิวเฉียด แต่พรรคก๊กมินตั๋งเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ โดยรวมแล้วพรรคก๊กมินตั๋งชนะถึง 15 เมืองจาก 22 เมือง

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ ทำให้ไช่อิงเหวินประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค แต่จะยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไปอีก 2 ปีจนครบวาระ แต่ความพ่ายแพ้ยับเยินในการเลือกตั้งกลางเทอม เท่ากับบั่นทอนความหวังของพรรค DPP และกลุ่มการเมืองสายเรียกร้องเอกราชที่จะครองอำนาจต่อไป

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ คาดว่าเป็นผลมาจากนโยบายเรียกร้องเอกราชของพรรค DPP และท่าทีผ่อนปรนกับกลุ่มรักเพศเดียวกันจนสร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายอนุรักษนิยม โดยในประเด็นแรกนั้น ทำให้จีนไม่พอใจไต้หวันเป็นอย่างมาก โดยตั้งแต่ปี 2016 ที่ไช่อิงเหวินชนะเลือกตั้งเป็นผู้นำประเทศด้วยคะแนนถล่มทลาย ทำให้จีนตัดขาดการติดต่อกับรัฐบาลไต้หวันทั้งหมด ระงับการติดต่อกับภาคธุรกิจ และทำให้นักท่องเที่ยวจีนลดลงฮวบๆ

แทนที่จะตระหนักว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังทรุด รัฐบาลไต้หวันตอบโต้แผ่นดินใหญ่ด้วยการประกาศว่าไม่ต้องการพึ่งพานักท่องเที่ยวจีน และยินดีที่นักท่องเที่ยวประเทศเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ไต้หวันยังเคลื่อนไหวขอเปลี่ยนชื่อประเทศในการแข่งขันกีฬาระดับโลกจาก Chinese Taipei มาเป็น Taiwan

นอกจากนี้ ไช่อิงเหวินและคนในรัฐบาลยังสนับสนุนคำพูดเรียกร้องเอกราชของผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีในงานประกาศรางวัลภาพยนตร์ม้าทองคำ จนทำให้ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ไม่พอใจอย่างมาก

แม้ท่าทีเหล่านี้จะเป็นจุดยืนของไช่อิงเหวินและ DPP มาแต่ไหนแต่ไร แต่ถือเป็นจุดยืนที่แข็งกร้าวเกินไป และในความเป็นจริง ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบถ้วนหน้า แม้แต่เมืองเกาสงซึ่งเป็นเมืองหลักด้านธุรกิจที่เป็นฐานของกลุ่มเรียกร้องเอกราชก็ยังทนไม่ได้ ต้องโหวตไล่พรรค DPP ออกจากอำนาจ

ในวันถัดมาคือ 25 พ.ย. มีการลงประชามติรับรองการสมรสของกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน ซึ่งทางรัฐสภาและศาลสูงรับรองแล้ว แต่เสียงประชาชนส่วนใหญ่ยังคัดค้าน แม้ว่าการลงประชามติจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่สะท้อนว่าประชาชนไต้หวันเห็นตรงกันข้ามกับรัฐบาลอย่างชัดเจน และอาจทำให้กลุ่มความหลากหลายทางเพศต้องกังวลกับการยอมรับของสังคม

ที่มา www.m2fnews.com

ภาพ เอเอฟพี

มะกันช็อปปิ้งทุบสถิติเทศกาลแบล็กฟรายเดย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/571974

  • วันที่ 26 พ.ย. 2561 เวลา 09:01 น.

มะกันช็อปปิ้งทุบสถิติเทศกาลแบล็กฟรายเดย์

ยอดขายออนไลน์ของแบล็กฟรายเดย์ทำลายสถิติใหม่ ผู้บริโภคเลือกอี-คอมเมิร์ซแทนเข้าห้าง

อะโดบี อนาลิติกส์ เปิดเผยว่า ยอดการใช้จ่ายทางออนไลน์ในเทศกาลแบล็กฟรายเดย์ วันที่ 23 พ.ย. อยู่ที่ 6,220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.05 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 23.6% จากปีที่แล้ว และเป็นสถิติสูงที่สุด โดยวัดจากผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในสหรัฐ 80 แห่ง จาก 100 อันดับแรก

แบล็กฟรายเดย์ปีนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ยอดใช้จ่ายทางสมาร์ทโฟนทะลุหลัก 2,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 6.61 หมื่นล้านบาท) และสัดส่วนของการใช้สมาร์ทโฟนในอี-คอมเมิร์ซ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 33.5% จาก 29.1%

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล รีเทลเน็กซ์ ที่ระบุว่า ยอดจับจ่ายใช้สอยในห้างค้าปลีกดั้งเดิมระหว่างวันขอบคุณพระเจ้าและวันแบล็กฟรายเดย์ลดลง 4-7% และยอดการเข้าห้างลดลง 5-9% นับเป็นอีกปีที่ยอดขายและยอดเข้าห้างค้าปลีกลดลง

ขณะที่บริษัทวิจัยการค้าปลีก ช็อปเปอร์แทร็ค เปิดเผยว่า การเข้าห้างค้าปลีกระหว่างวันขอบคุณพระเจ้าและวันแบล็กฟรายเดย์ลดลง 1% โดยเฉพาะยอดของวันแบล็กฟรายเดย์ที่ลดลง 1.7%

บิลล์ พาร์ค หุ้นส่วนของดีลอยต์แอนด์ทัช กล่าวว่า ยอดขายทางออนไลน์กำลังเป็นส่วนเติมเต็มของการช็อปปิ้งในห้าง ขณะที่ผู้ซื้อและผู้ค้าปลีกเริ่มหันเข้าหากันมากขึ้น เนื่องจากผู้ซื้อหันไปใช้จ่ายทางออนไลน์มากขึ้น ทำให้ผู้ค้าปลีกหลายรายต้องลงทุนกับอี-คอมเมิร์ซ และต้องให้ความสำคัญกับการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการค้า

ด้านสหพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติสหรัฐคาดการณ์ว่า ยอดขายช่วงเทศกาลวันหยุดในสหรัฐเดือน พ.ย. และ ธ.ค. จะเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 4.3-4.8% มาอยู่ที่ 7.17-7.2 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 23.7-23.8 ล้านล้านบาท) สูงกว่าการเติบโตเฉลี่ย 3.9% ของช่วง 5 ปีที่ผ่านมา n

ผู้นำฝรั่งเศสประณามม็อบต้านปรับขึ้นราคาน้ำมันปะทะตำรวจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/571960

  • วันที่ 25 พ.ย. 2561 เวลา 20:55 น.

ผู้นำฝรั่งเศสประณามม็อบต้านปรับขึ้นราคาน้ำมันปะทะตำรวจ

ประธานาธิบดีฝรั่งเศสประณามม็อบ “เสื้อกั๊กเหลือง” ที่ปะทะกับตำรวจ ลั่นไม่มีพื้นที่สำหรับความรุนแรงในฝรั่งเศส

นายเอ็มมานูเอล มาครอง ประธานาธิบดีของฝรั่งเศส ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ ประณามกลุ่มผู้ประท้วงที่ปะทะเข้ากับตำรวจในกรุงปารีส ระหว่างการเดินขบวนประท้วงหลังการปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ

“เป็นเรื่องน่าอับอายอย่างสิ่งสำหรับผู้ที่โจมตีเจ้าหน้าที่” และ “ไม่มีพื้นที่สำหรับความรุนแรงในประเทศฝรั่งเศส” ข้อความในทวิตเตอร์ของผู้นำฝรั่งเศสระบุ

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายบนถนนช็องเซลิเซ่ในกรุงปารีส เนื่องจากกองกำลังตำรวจยิงแก๊สน้ำตาและฉีดน้ำเข้าใส่ฝูงชนจำนวนมาก เพื่อสลายการชุมนุม ส่งผลทำให้มีผู้บาดเจ็บ 19 คน ในจำนวนนี้มีตำรวจรวมอยู่ด้วย 4 นาย

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประท้วงเรียกตัวเองว่า ขบวนการ “เสื้อกั๊กเหลือง” เริ่มเคลื่อนไหวอีกระลอกเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากที่เบื้องต้นมุ่งเน้นไปที่การประท้วงต่อต้านการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลของรัฐบาล ก่อนที่จะขยายวงกว้างกลายเป็นประเด็นค่าครองชีพที่เพิ่มสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่แถบชนบท ตลอดจนข้อข้องใจอื่น ๆ ที่มีต่อการดำเนินนโยบายของผู้นำฝรั่งเศส

ภาพ เอเอฟพี

“pod plane” อีกหนึ่งการขนส่งล้ำๆแห่งอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/571958

  • วันที่ 25 พ.ย. 2561 เวลา 20:18 น.

"pod plane" อีกหนึ่งการขนส่งล้ำๆแห่งอนาคต

“พ็อดเพลน” อีกหนึ่งแนวคิดในการขนส่งทางอากาศที่อยู่ระหว่างการพัฒนาที่มีโอกาสเป็นจริงได้ในอนาคต

ก่อนหน้านี้บางคนอาจจะได้ยินคำว่า อากาศยานที่มีความเร็วเหนือเสียง อากาศยานที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า หรืออากาศยาน 3 ชั้นกันมาแล้วบ้าง ล่าสุดความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีก่อให้เกิดคำใหม่เกี่ยวกับวงการอากาศยานอีกครั้ง นั่นคือคำว่า พ็อดเพลน (pod plane)

พ็อดเพลน คืออากาศยานที่ถูกออกแบบให้ห้องบรรทุกสิ่งของหรือผู้โดยสารสามารถถอดออกจากตัวเครื่องบินได้ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่ดิสรัพท์รูปแบบการขนส่งที่ผ่านๆ มา เพราะวิธีนี้จะทำให้ประหยัดเวลาในการถ่ายเทสินค้าจากการขนส่งรูปแบบหนึ่งไปยังอีกรูปแบบหนึ่ง เช่น จากเครื่องบินไปลงเรือ

ปัจจุบันมีองค์กรอย่างน้อยสองแห่งที่กำลังพัฒนานวัตกรรมพ็อดเพลน คือ Clip-Air ที่ถูกคิดค้นโดยสถาบันเทคโนโลยีแห่งสหพันธ์สวิส ในเมืองโลซานของสวิตเซอร์แลนด์ และ Link & Fly ของ AKKA Technologies บริษัทวิศวกรรมบริการในยุโรป

เครื่องบินขนส่งของทั้งสององค์กรประกอบด้วย 2 ส่วนเหมือนกันคือ ส่วนที่ทำการบิน ได้แก่ ลำตัวเครื่องบิน ห้องนักบิน และเครื่องยนต์ และส่วนแคปซูล ซึ่งเป็นห้องหรือพ็อด (สำหรับขนส่งหรือโดยสาร) ที่ถอดออกจากตัวเครื่องบินได้ โดยส่วนลำตัวเครื่องจะมีลักษณะโค้ง ปีกที่ยกขึ้น และเครื่องยนต์ที่อยู่ด้านบน ส่วนด้านล่างเป็นจุดติดตั้งพ็อดเพื่อให้ถอดออกหรือประกอบเข้าไปได้สะดวก คล้ายๆ กับการบรรทุกระเบิดหรือมิสไซล์ของเครื่องบินรบ

คลอดิโอ เลโอนาดี ผู้บริหารโครงการ Clip-Air เผยว่า การออกแบบดังกล่าวช่วยให้เกิดการใช้ประโยชน์ส่วนลำตัวเครื่องบิน ซึ่งเป็นส่วนที่แพงที่สุดได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ยังมีข้อดีสำหรับการใช้พ็อดขนส่งผู้โดยสาร โดยผู้โดยสารสามารถเข้าไปนั่งในพ็อดได้ก่อนที่เครื่องจะขึ้นบินโดยไม่ต้องปวดหัวกับทางเดินที่แออัดเหมือนการขึ้นเครื่องบินโดยสารทั่วไป

เทคโนโลยีนี้มีโอกาสเกิดขึ้นจริงหรือไม่?

แอดดิสัน สกอนแลนด์ ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาดในอุตสาหกรรมการบิน Airinsight มองว่า ความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย เพราะแม้จะถือเป็นนวัตกรรมสุดเจ๋งในมุมมองด้านวิศวกรรม แต่อาจจะยากในด้านการค้าการลงทุน เนื่องจากภาคธุรกิจอาจยังไม่พร้อมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

อย่างไรก็ดี เลโอนาดี ยืนยันจะเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมนี้ต่อไป โดยมีแผนจะผลิตเครื่องบิน 3 แคปซูล ซึ่งแต่ละแคปซูลสามารถขนส่งผู้โดยสารได้ราว 150 คน และตอนนี้ทีมงานของเขากำลังสร้าง Clip-Air เวอร์ชั่นต้นแบบขนาดเล็ก ซึ่งเขามั่นใจว่าจะได้รับความสนใจจากคนทั่วไปและคนที่ชอบการบิน จนนำไปสู่การใช้งานจริงจัง

ภาพ : Clip-Air, Link & Fly

ที่มา www.m2fnews.com

ดินแดนสุดท้ายสุดปลายฟ้า “คนนอก”เข้าไปแล้วตายลูกเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/571928

  • วันที่ 25 พ.ย. 2561 เวลา 14:07 น.

ดินแดนสุดท้ายสุดปลายฟ้า "คนนอก"เข้าไปแล้วตายลูกเดียว

“เกาะนอร์ทเซนติเนลส์” ในอ่าวเบงกอล ทะเลอันดามัน ดินแดนลึกลับอันเป็นที่อยู่ของ ชาวเซนติเนล ที่ไม่ยินยอมติดต่อกับคนภายนอก

หนึ่งในข่าวที่สร้างความสนใจให้กับชาวโลกที่สุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ การเสียชีวิตของ จอห์น แอลเลน เชา มิชชันนารีชาวอเมริกัน ที่ลักลอบเดินทางไปยังเกาะนอร์ท เซนติเนลส์ ในหมู่เกาะอันดามัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนสหภาพแห่งอินเดีย (Union territory) ในอ่าวเบงกอล ทะเลอันดามัน และตั้งอยู่ทางตะวันตกของชายฝั่งทะเลอันดามันของไทย

เกาะนอร์ทเซนติเนลส์ เป็นถิ่นอาศัยของชาวเซนติเนล (Sentinelese) ซึ่งเป็นชนเผ่าที่มีวิถีชีวิตแบบยุคบุพกาล ไม่ยินยอมติดต่อกับคนภายนอก และจะใช้ธนูทำร้ายผู้ที่เดินทางไปยังถิ่นของพวกเขาจนถึงแก่ชีวิต แม้แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงเป็นดินแดนที่อันตรายมาก นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือมาตั้งแต่ยุคโบราณว่า ชาวเซนติเนลล่ามนุษย์มากินเป็นอาหาร แต่ข้อมูลนี้ไม่เป็นที่ยืนยันแต่อย่างใด

จากบันทึกของนักเดินเรือชาวอาหรับและเปอร์เซีย รวมถึงมาร์โคโปโล นักเดินทางชาวยุโรปในยุคกลางกล่าวถึงข่าวลือเรื่องชาวเกาะอันดามันล่ามนุษย์มากินเป็นอาหาร ทำให้ผู้ที่สัญจรไปมาในแถบนี้หวาดเกรงเป็นอันมาก นอกจากนี้ ยังมีบันทึกของไทยระบุถึงเรื่องทำนองดังกล่าวเช่นกัน โดยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้มีการส่งคณะสมณทูตไทยไปยังลังกา ระหว่างที่แล่นเรือผ่านหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ พระสงฆ์ไทยได้บันทึกว่า ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะนาควารี (นิโคบาร์) เดินทางไป 3 วัน มีเกาะๆ หนึ่งชาวเกาะจะช่วยกันไล่ยิงคนนอกด้วยหน้าไม้ เมื่อจับตัวได้จะเชือดเนื้อกินเป็นอาหาร

การติดต่อโดยตรงกับชาวเซนติเนลครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่อินเดียตกเป็นอาณานิคมอังกฤษ โดยในปี 1880 ราชนาวีอังกฤษได้บุกขึ้นไปจับตัวชาวเกาะมา เพื่อหวังที่จะให้เรียนรู้วัฒนธรรมโลกภายนอกและสั่งสอนให้เป็นมิตรกับชาวอังกฤษ แต่ปรากฏว่าชาวเกาะที่ไม่เคยติดต่อกับโลกภายนอก ติดโรคตายไป ทำให้การติดต่อกับชาวเกาะล้มเหลว อีกทั้งท่าทีก้าวร้าวของอังกฤษมีส่วนในความล้มเหลวนี้ด้วย

ต่อมา หลังจากอินเดียได้รับเอกราชแล้ว นักมานุษยวิทยาชาวอินเดียชื่อ ที. เอ็น. ปัณฑิต นำของขวัญไปทิ้งไว้ที่ชายหาดเมื่อปี 1967 หวังว่าจะติดต่อชาวเกาะได้ แต่ล้มเหลวเพราะชาวเกาะไม่รับ แต่เขายังพยายามต่อไป จนกระทั่งติดต่อชาวเกาะได้ในปี 1991 แต่รายที่โชคร้ายคือ National Geographic ที่เกาะปี 1974 เพื่อถ่ายสารคดี พยายามใช้วิธีเดียวกันและยังมีตำรวจติดตามไปอารักขาด้วย ปรากฏว่าถูกชาวเกาะไล่ยิงธนู จนผู้กำกับถูกยิงเข้าที่บั้นท้ายขณะวิ่งหนีตาย

เหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดคือ เมื่อปี 2006 ชาวประมงชาวอินเดีย 2 คน ลักลอบไปแถวเกาะเซนติเนลส์ เพื่อทำประมงปูผิดกฎหมาย ในตอนกลางคืนระหว่างที่พวกเขากำลังหลับ ชาวเกาะบุกเข้ามาโจมตีและสังหารพวกเขา หน่วยยามฝั่งของอินเดียทราบเรื่องหลังพบเรือที่ถูกทำลายอีก 3 วันต่อมา

จนกระทั่งถึงกรณีของมิชชันนารีชาวอเมริกัน จอห์น แอลเลน เชา เขาได้ว่าจ้างชาวประมงให้ไปส่งที่เกาะ โดยนำเอาของขวัญไปด้วยคือ ลูกฟุตบอลกับปลา หลังจากพบชาวเกาะได้ครู่หนึ่ง ชาวเกาะแสดงอาการไม่ต้อนรับ และเริ่มยิงธนูไล่ จนลูกธนูยิงไปถูกคัมภีร์ไบเบิลที่เขาพกไปด้วย เชาได้รับบาดเจ็บแต่พยายามเก็บอาการและสามารถกลับไปที่เรือที่จอดรออยู่

แต่เขายังไม่ยอมแพ้ ในวันต่อมา ยังจ้างเรือประมงไปส่งเช่นเดิม คราวนี้เขาไม่รอด ชาวประมงเล่าว่า มองเห็นชาวเกาะลากศพของเชาไปฝังไว้ แต่ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ภาพ เอเอฟพี

ที่มา www.m2fnews.com

 

เทคโนโลยีจดจำใบหน้า “หมู” พลิกโฉมธุรกิจฟาร์มจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/571903

  • วันที่ 25 พ.ย. 2561 เวลา 12:35 น.

เทคโนโลยีจดจำใบหน้า "หมู" พลิกโฉมธุรกิจฟาร์มจีน

จีนสุดล้ำ! นำเทคโนโลยีจดจำใบหน้ามาใช้กับการเลี้ยงหมู ช่วยให้เกษตรกรเฝ้าสังเกตและวิเคราะห์หมูแต่ละตัวได้อย่างใกล้ชิดและลดต้นทุนในการเลี้ยง

************************

โดย…จุฑามาศ เนาวรัตน์

เทคโนโลยี “การจดจำใบหน้า” หรือ Facial Recognition เป็นสิ่งกำลังมาแรงอย่างมากในจีน จนแทบกลายเป็นเรื่องที่คนจีนเริ่มคุ้นชินกันไปแล้ว เพราะทุกภาคส่วนของประเทศไล่มาตั้งแต่ร้านค้าปลีก มหาวิทยาลัย ธนาคาร ไปจนถึงการตรวจจับ หาตัวผู้ร้าย ล้วนมีการนำเทคโนโลยีนี้มาปรับใช้แล้วทั้งสิ้น และล่าสุดจีนกำลังล้ำหน้าไปไกลกว่าหลายประเทศทั่วโลก เมื่อกลุ่มธุรกิจเริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้ากับ “หมู”

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ รายงานว่า เจดี ไฟแนนซ์ บริษัทด้านการเงินในเครือยักษ์อี-คอมเมิร์ซจีน ได้เปิดตัวเจดีสต๊อกบรีดดิง อินเทลลิเจนต์ โซลูชั่น (JD Stockbreeding Intelligent Solution) หรือโซลูชั่นที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ระบบตรวจสอบและวิเคราะห์อัตโนมัติจากกล้อง หุ่นยนต์ และอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoT) ซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถยกระดับการเลี้ยงปศุสัตว์ควบคู่ไปกับการลดต้นทุนให้ถูกลง

ปัจจุบัน เจดี ไฟแนนซ์ กำลังทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรจีน และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งชาติ เพื่อทดสอบโซลูชั่นอัจฉริยะในฟาร์มหมู ด้วยเป้าหมายที่ว่าจะนำเทคโนโลยีไปใช้กับการปศุสัตว์ให้มากขึ้น และปรับวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิมให้มีความทันสมัยด้วยดิจิทัล

นับว่าโซลูชั่นนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากในอุตสาหกรรมฟาร์มหมู โดยได้รับการพิสูจน์ในทางปฏิบัติแล้วว่าสามารถลดต้นทุนการเลี้ยงหมูได้มากถึง 30-50% และลดปริมาณอาหารหมูลงได้สูงสุด 10% รวมถึงย่นระยะเวลาการล้มหมูได้ 5-8 วัน ซึ่งโดยรวมแล้วโซลูชั่นนี้ช่วยให้อุตสาหกรรมฟาร์มหมูลดต้นทุนได้สูงสุด 5 หมื่นล้านหยวน (ราว 2.38 แสนล้านบาท)

ทั้งนี้ จีนถือเป็นประเทศที่มีการเลี้ยงหมูมากที่สุดในโลก ตามข้อมูลล่าสุดของ สเตติสดา เว็บไซต์ด้านสถิติ ที่ระบุว่า หมูในจีนมีจำนวนมากกว่า 433 ล้านตัว จากทั่วโลกที่มีทั้งหมด 769 ล้านตัว ในปี 2017 ขณะที่รายงานของธนาคารดีบีเอส คาดการณ์ว่าการบริโภคหมูในจีนจะพุ่งสู่ระดับ 58.1 ล้านตัน ในปี 2021 จากระดับ 54.5 ล้านตัน ในปี 2016

อย่างไรก็ดี หลี่เต้อฝา ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรจีน ระบุว่า ฟาร์มหมูในจีนมีปัญหาใหญ่คือ ต้นทุนการเลี้ยงหมูที่สูงกว่าในสหรัฐถึง 2 เท่า ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดจากการขาดประสิทธิภาพในการให้อาหารหมู ดังนั้นแล้วการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้จึงนับว่าสร้างประโยชน์ที่แท้จริงให้แก่เกษตรกรหลายร้อยล้านคนในจีน

นอกเหนือจากโซลูชั่นตัวนี้แล้วเจดี ไฟแนนซ์ ยังได้เปิดตัวแบรนด์เจดี ดิจิตส์ (JD Digits) ที่มุ่งเป้าหมายไปที่ธุรกิจใหม่ๆ นอกจากเทคโนโลยีด้านการเงิน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเกษตร

เจดี ไฟแนนซ์ เปิดเผยว่า เทคโนโลยีตรวจสอบและวิเคราะห์โดยอัตโนมัติของเจดี ดิจิตส์สามารถติดตามและระบุตัวตนของหมูได้ผ่านกล้องที่ติดอยู่บนหัวของเกษตรกร ซึ่งในระดับพื้นฐานนั้น ระบบสามารถวัดการเติบโตและเฝ้าสังเกตสุขภาพของหมูแต่ละตัวได้ รวมถึงสามารถควบคุมระดับอุณหภูมิในคอกหมูได้

“หากนำเทคโนโลยีนี้มารวมเข้ากับการวิเคราะห์แบบเอไอที่มีความซับซ้อนมากขึ้น จะสามารถช่วยให้เกษตรกรผลิตเนื้อหมูที่มีคุณภาพดีกว่าเดิมในต้นทุนที่ต่ำลงได้” หลี่เต้อฝา กล่าว พร้อมระบุว่า อาชีพเลี้ยงหมูที่คนจีนเคยมองว่าเป็นงานต่ำต้อย ในตอนนี้ได้พลิกโฉมกลายเป็นงานอันชาญฉลาดที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีแล้ว

เทคโนโลยีเพิ่มคุณภาพ

ไม่ใช่แค่ เจดี ไฟแนนซ์ เท่านั้นที่กำลังรุกเข้าสู่ธุรกิจเกษตรดิจิทัล เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา อาลีบาบา ยักษ์อี-คอมเมิร์ซของจีนอีกราย ก็ได้ทำการเปิดตัว อีที แอกริคัลเชอรัล เบรน (ET Agricultural Brain) แพลตฟอร์มด้านการเกษตรที่นำเอไอเข้ามาใช้ เพื่อช่วยให้เกษตรกรเข้าใจ ดูแล และตอบสนองต่อความต้องการของสัตว์ในฟาร์มและพืชผลการเกษตรได้ดียิ่งขึ้น

บิซิเนส อินไซเดอร์ รายงานว่า แพลตฟอร์มนี้ของอาลีบาบาประกอบด้วยเทคโนโลยีที่หลากหลาย เช่น เทคโนโลยีจดจำภาพและเสียง และเทคโนโลยีเฝ้าสังเกตสิ่งแวดล้อมแบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยในการรวบรวมสายพันธุ์ อายุ เพศ และความเคลื่อนไหวของหมูแต่ละตัว รวมถึงวิเคราะห์การเติบโต ภาวะตั้งครรภ์ และสุขภาพของหมู โดยได้ทดลองใช้กับฟาร์มหมูทั่วประเทศแล้ว

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มดังกล่าวยังสามารถช่วยวางแผนตารางการออกกำลังกายสำหรับหมูเพื่อปรับปรุงสุขภาพและผลผลิตโดยรวม ด้วยการติดตามระยะทาง ระยะเวลา และความเร็วที่หมูใช้วิ่ง ซึ่งหากหมูตัวใดที่ออกกำลังกายไม่ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้ จะต้องถูกแยกออกไปจนกว่าจะทำตามเป้าสำเร็จ ขณะเดียวกันก็สามารถช่วยตรวจจับหมูที่เป็นโรค ก่อนที่หมูจะตายหรือเชื้อโรคแพร่กระจายได้

ขณะที่ ไชน่าเดลี ระบุว่า แพลตฟอร์มนี้จะทำให้ผู้บริโภคจีนสามารถเข้าถึงสไตล์การกินอาหารที่มีประโยชน์ได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในจีน

สอดคล้องกับงานวิจัยของ มินเทล บริษัทวิจัยตลาดระดับโลก ที่ชี้ให้เห็นว่าชาวจีนกำลังนิยมผลิตภัณฑ์เนื้อหมูที่มีคิวอาร์โค้ดติดอยู่บนบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากผู้บริโภคจะสามารถสแกนโค้ดเพื่อดูข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลหมูและข้อมูลอื่นๆ ได้ทันที

“เราต้องการหมูที่ผ่านการวิ่งมาแล้ว 200 กม. ไม่ใช่หมูที่หนัก 200 กก. ซึ่งปริมาณการออกกำลังกายของหมูนั้นเป็นสิ่งที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับคุณภาพของหมู” ไซมอน หู ประธานฝ่ายธุรกิจคลาวด์ของอาลีบาบา กล่าว

ทั้งนี้ อาลีบาบาคาดคะเนไว้ว่า การใช้แพลตฟอร์มนี้จะช่วยเพิ่มผลผลิตรายปีได้ จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนลูกหมูเกิดใหม่ และการลดอัตราการเสียชีวิตในลูกหมูแรกเกิดได้ 3%

เดเกน หวัง ประธานบริษัท เต้อซู กรุ๊ป หนึ่งในบริษัทที่อาลีบาบาเข้าไปทดลองใช้แพลตฟอร์มนี้ ระบุว่า แพลตฟอร์มของอาลีบาบาถือเป็นการยกระดับใหม่ให้กับระบบเทคโนโลยีสำหรับฟาร์มหมู เนื่องจากบริษัทมีเป้าหมายเลี้ยงหมูให้ได้ 10 ล้านตัว ภายในปี 2020 ซึ่งเป็นจำนวนมหาศาลเกินกว่าที่ระบบอัตโนมัติใดๆ จะทำได้ แต่แพลตฟอร์มของอาลีบาบาทำให้เป้าหมายของบริษัทเป็นจริงได้ ด้วยการช่วยเพิ่มผลผลิต จัดการฟาร์มอย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับซัพพลายเชน การขาย และโลจิสติกส์

“ในอนาคตเราจะทำให้แพลตฟอร์มนี้สามารถนำไปใช้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ นอกเหนือจากฟาร์มหมู ซึ่งรวมถึงป่าไม้และประมง เพื่อช่วยให้บริษัทและเกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ อีกทั้งยังเป็นการเสนอทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพแก่ผู้บริโภค”หู กล่าว

ภาพ เอเอฟพี

“แบล็กฟรายเดย์”เงินสะพัด เติบโตสูงสุดในรอบ7ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/571882

  • วันที่ 25 พ.ย. 2561 เวลา 10:16 น.

"แบล็กฟรายเดย์"เงินสะพัด เติบโตสูงสุดในรอบ7ปี

ยอดขาย “แบล็กฟรายเดย์” สดใส คาดเกือบ 2 ล้านล้าน โตสูงสุด 7 ปี ค้าออนไลน์ยังมาแรงจ่อพุ่งทุบสถิติใหม่

โกลบอลดาต้า รีเทล บริษัทวิจัยธุรกิจค้าปลีกในสหรัฐ คาดการณ์ว่า ยอดการจับจ่ายใช้สอยทั้งหมดในเทศกาลแบล็กฟรายเดย์ช่วงวันที่ 23 พ.ย. จะเพิ่มขึ้น 5.7% จากปีก่อนหน้านี้ ไปอยู่ที่ 5.96 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.97 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2011

ทั้งนี้ นีล ซอนเดอร์ส กรรมการผู้จัดการโกลบอลดาต้า รีเทล เปิดเผยว่า ปัจจัยหลักหนุนการขยายตัวดังกล่าวมาจากผู้บริโภคจำนวนมากใช้จ่ายเงินซื้อสินค้ามากกว่าเดิม ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้ว บรรดานักช็อปใช้เงินมากขึ้น5.3%

ด้าน อะโดบี ดิจิทัล อินไซต์ส บริษัทวิจัยการตลาดดิจิทัล เปิดเผยว่า ยอดการซื้อของออนไลน์ช่วงแบล็กฟรายเดย์ปีนี้ คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 28% จากปีก่อนหน้านี้ มาอยู่ที่ 6,400 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.11 แสนล้านบาท) ทุบสถิติใหม่ปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 5,030 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.66 แสนล้านบาท)

ก่อนหน้านี้ ยอดขายสินค้าออนไลน์ในวันขอบคุณพระเจ้าเมื่อวันที่ 22 พ.ย. พุ่งขึ้นทุบสถิติใหม่ไปอยู่ที่ 3,700 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.22 แสนล้านบาท)ปรับตัวขึ้นเกือบ 28% จากปี 2017 ที่ 2,900 ล้านดอลลาร์ (ราว 9.5 หมื่นล้านบาท)

สำหรับในวันขอบคุณพระเจ้าปีนี้นั้น อะโดบี ระบุว่า ผู้บริโภคซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านทางสมาร์ทโฟน คิดเป็นสัดส่วนถึง 54.4% และซื้อจากแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ คิดเป็น 36.7% โดยอะโดบีเปิดเผยว่า วันขอบคุณพระเจ้าที่ผ่านมา นับเป็นวันแรกของปีที่ยอดขายสินค้าออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟนมีมูลค่าแตะ 1,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.3 หมื่นล้านบาท)

“การจับจ่ายซื้อของผ่านสมาร์ทโฟนยังพุ่งทะยานต่อเนื่อง และเริ่มส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ค้าปลีกหลายรายเข้าใจแล้วว่าการซื้อขายสินค้าบนสมาร์ทโฟนกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้บริโภคแล้วในตอนนี้” เทย์เลอร์ ชไรเนอร์ ผู้อำนวยการอะโดบี กล่าว

ก่อนหน้านี้ อะโดบีเปิดเผยผลสำรวจผู้บริโภคก่อนช่วงเทศกาลแบล็กฟรายเดย์ พบว่านักช็อป 60% วางแผนซื้อสินค้าออนไลน์ ขณะที่ 43% เตรียมไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า

ขณะเดียวกัน สมาคมผู้ค้าปลีกแห่งชาติสหรัฐ (เอ็นอาร์เอฟ) คาดการณ์ว่า ยอดค้าปลีกช่วงเทศกาลวันหยุดในเดือน พ.ย.และเดือน ธ.ค.จะอยู่ที่ทั้งหมด 7.2 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 23.8 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 4.3% และ 4.8% จากยอดขายปี 2017 ที่ 7.17 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 23.7 ล้านล้านบาท)

ภาพ เอเอฟพี

น้ำมันโลกเข้าสู่ขาลง ปริมาณสูงฉุดราคาร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/571870

  • วันที่ 25 พ.ย. 2561 เวลา 08:11 น.

น้ำมันโลกเข้าสู่ขาลง ปริมาณสูงฉุดราคาร่วง

น้ำมันโลกเข้าสู่ภาวะขาลง ราคาดิ่งกว่า 30% รอบ 1 เดือน ซาอุฯ เตรียมหั่นการผลิตลงอีก 1 ล้านบาร์เรล

ซีเอ็นบีซีรายงานว่า ขณะนี้ตลาดน้ำมันโลกเข้าสู่ภาวะตลาดหมี หลังจากที่ราคาพุ่งสูงแตะ 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในช่วงต้นปี โดยในช่วง 7 สัปดาห์ที่ผ่านมา สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสและสัญญาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับตัวลงมากกว่า 30% นับตั้งแต่แตะระดับสูงสุดเมื่อวันที่ 3 ต.ค.

รายงานระบุว่า สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสปรับลง 7.7% ไปอยู่ที่ 50.42 ดอลลาร์/บาร์เรล ร่วงหลุดระดับ 51 ดอลลาร์ครั้งแรกในรอบ 13 เดือน ด้านสัญญาน้ำมันดิบเบรนต์ลดลง 5.9% แตะ 58.94 ดอลลาร์/บาร์เรล หลุดระดับ 60 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2560

นายแอนดรู ไลพาว ประธานบริษัทน้ำมัน ไลพาว ออย แอสโซซิเอตส์ เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันร่วงลงเร็วอย่างน่าตกใจ แม้กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ (โอเปก) และผู้ส่งออกน้ำมันนอกโอเปกกำลังหารือเรื่องการลดกำลังผลิตน้ำมันก็ตาม

ด้านธนาคารเจพี มอร์แกน ประกาศลดคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ในปีหน้า มาอยู่ที่ 73 ดอลลาร์/บาร์เรล จาก 83.50 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนวอลสตรีท เจอร์นัล คาดว่า ซาอุดิอาระเบียอาจลดการผลิตลง 1 ล้านบาร์เรล/วัน

รายงานระบุว่า ซาอุดิอาระเบียและรัสเซีย แกนนำกลุ่มโอเปกและนอกโอเปกยังเตรียมหารือนโยบายน้ำมันในการประชุมสุดยอด จี20วันที่ 30 พ.ย.-1 ธ.ค. ก่อนการประชุมโอเปกอย่างเป็นทางการวันที่ 6 ธ.ค.

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศลดลงต่อเนื่องสะท้อนต้นทุนราคาในตลาดโลก โดยผู้ค้าน้ำมันปรับราคาดีเซลลง 50 สตางค์/ลิตร เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา ถือเป็นแนวโน้มที่ดีต่อเศรษฐกิจไทย