ลือสนั่น สุลต่านมาเลย์ ทรงอภิเสกสมรสนางงามรัสเซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572206

  • วันที่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 10:47 น.

ลือสนั่น สุลต่านมาเลย์ ทรงอภิเสกสมรสนางงามรัสเซีย

สมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมมัดที่ 5 แห่งกลันตัน ทรงเข้าพิธีอภิเสกสมรสกับอดีตมิสมอสโก

สื่อท้องถิ่นรัสเซียรายงานว่า สมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมมัดที่ 5 แห่งกลันตัน พระประมุของค์ปัจจุบันแห่งมาเลเซีย พระชนมายุ 49 พรรษา ทรงเข้าพิธีเสกสมรสกับ Oksana Voevodina นางแบบ และอดีตนางงามรัสเซียวัย 25 ปี ณ สถานที่แห่งหนึ่งในกรุงมอสโก ท่ามกลาางแขกที่มาร่วมงานหลายร้อยคน

 

 

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นที่เขตบาร์วิกา ซึ่งเป็นชุมชนของคนมีฐานะในกรุงมอสโก และมีการเผยแพร่ภาพพิธีเสกสมรสของพระองค์ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ขณะเดียวกันเว็บไซต์ข่าว Islam News ระบุว่าพิธีถูกจัดขึ้นตามธรรมเนียมมุสลิม ผสมกับแบบรัสเซีย โดยในพิธีดังกล่าวไม่มีการเลี้ยงเครื่องดื่มแอลกฮอลล์ รวมถึงมีการจัดอาหารในแบบฮาลาลด้วย โดยจากภาพสมเด็จพระราชาธิบดีทรงฉลองพระองค์ในชุดพื้นเมืองมาเลย์ และนางVoevodina ในชุดเจ้าสาว ขณะที่ภายหลังมีการเผยแพร่ภาพของเจ้าสาวในชุดแบบสตรีมุสลิมด้วย

 

 

รายงานจากสื่อรัสเซียระบุว่านาง Oksana Voevodina เจ้าสาวนั้น เป็นบุตรสาวของศัลยแพทย์ชาวรัสเซีย เธอเคยเข้าประกวดนางงามเป็นมิสมอสโกในปี 2015 อย่างไรก็ดีไม่มีรายงานว่าทั้งสองนั้นพบรักกันได้อย่างไร อีกทั้งยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเจ้าสาวชาวรัสเซียนั้นเคยผ่านการสมรสมาแล้วหรือไม่ และไม่ทราบว่าเธอจบการศึกษาจากที่ใด

 

 

สำหรับสมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมมัดที่ 5 แห่งกลันตัน ทรงผ่านการอภิเสกสมรสมาแล้วก่อนหน้านี้ในปี 2004 กับสตรีชาวไทย แต่หลังจากนั้นก็ทรงหย่าร้าง ในปี 2016 ทรงขึ้นครองราชย์เป็นองค์พระประมุขแห่งมาเลเซีย และนับว่าพระองค์เป็นยังดีเปอร์ตวนอากงพระองค์แรกในประวัติศาสตร์ที่จะปกครองโดยไม่มีสมเด็จพระราชินีหรือรายา ประไหมสุหรี อากง

 

 

อย่างไรก็ดี กระแสข่าวการเข้าพิธีเสกสมรสของสุลต่านแห่งมาเลเซียครั้งนี้ยังไม่มีคำแถลงยืนยันอย่างเป็นทางการจากสำนักพระราชวังมาเลเซีย และทางสำนักข่าวของมาเลเซียก็ยังไม่รายงานเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ แต่ทางสื่อแท็บลอยด์ของมาเลเซียได้รายงานว่านาง Voevodina ได้เปลี่ยนศาสนามาเป็นนับถืออิสลามแล้ว

 

 

ภาพ : EAST2WEST NEWS, AFP

“อูเบอร์” เจออังกฤษ-เนเธอร์แลนด์ปรับ1.2ล้านดอลลาร์ หลังทำข้อมูลลูกค้ารั่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572165

  • วันที่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 19:48 น.

"อูเบอร์" เจออังกฤษ-เนเธอร์แลนด์ปรับ1.2ล้านดอลลาร์ หลังทำข้อมูลลูกค้ารั่ว

ทางการอังกฤษและเนเธอร์แลนด์สั่งปรับเงิน “อูเบอร์” เกือบ 1.2 ล้านดอลลาร์ ในความผิดปล่อยปละละเลยทำข้อมูลลูกค้ารั่วเมื่อปี59

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัท อูเบอร์ได้ถูกทางการอังกฤษและเนเธอร์แลนด์ปรับเป็นเงินเกือบ 1.2 ล้านดอลลาร์ในความผิดที่ปล่อยปละละเลยทำให้ข้อมูลของลูกค้ารั่วไหลในช่วงที่มีการโจมตีทางไซเบอร์ในปี 2559

สำนักงานคณะกรรมาธิการด้านข้อมูลของอังกฤษระบุว่า ทางสำนักงานได้สั่งปรับบริษัทอูเบอร์เป็นเงินจำนวน 385,000 ปอนด์ (491,000 ดอลลาร์) ขณะที่ทางการเนเธอร์แลนด์สั่งปรับเป็นเงิน 600,000 ยูโร (679,000 ดอลลาร์) ในข้อหาละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลของเนเธอร์แลนด์

ทางการอังกฤษเปิดเผยว่า อูเบอร์มีช่องโหว่ด้านการรักษาความปลอดภัยข้อมูลของลูกค้า จนทำให้แฮกเกอร์สามารถดาวน์โหลดข้อมูลของลูกค้าจำนวน 2.7 ล้านรายในสหราชอาณาจักรในช่วงเดือนต.ค.และพ.ย.2559

ส่วนทางการเนเธอร์แลนด์ระบุว่า อูเบอร์ไม่ได้รายงานเหตุการณ์การรั่วไหลของข้อมูลลูกค้าภายในเวลา 72 ชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ข้อมูลของลูกค้าจำนวน 174,000 รายมีการรั่วไหลออกไป

ภาพ เอเอฟพี

ช่างไม้ชาวดัตช์ลงทุนต่อเรือโนอาห์ในตำนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572162

  • วันที่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 19:29 น.

ช่างไม้ชาวดัตช์ลงทุนต่อเรือโนอาห์ในตำนาน

ชายดัตช์สร้างเรือโนอาห์จำลอง เตรียมแล่นไปอิสราเอล

เดลิเมล์รายงานว่า ช่างไม้ชาวเนเธอร์แลนด์ที่มีชื่อว่า Johan Huibers วัย 60 ปีได้ลงทุนเป็นเงินสูงถึง 1 ล้านปอนด์ หรือราว 42 ล้านบาท เพื่อสร้างเรือโนอาห์ (Noah’s Ark) ตามตำนานในบทพระธรรมปฐมกาล ขนาดใหญ่ถึง 2,500 ตัน ที่เมือง Dordrecht  ทางใต้ของกรุงอัมสเตอร์ดัม

 

 

นาย Huibers ได้กล่าวต่อสื่อท้องถิ่นว่า หลังจากสร้างเสร็จแล้วเป้าหมายต่อไปของเขาคือการ แล่นเรือโนอาห์จำลองลำนี้ไปยัง “ดินแดนแห่งพระเจ้า” ในประเทศอิสราเอล เพียงแต่เขายังขาดเงินทุนในการเดินทางเท่านั้น ซึ่งเขาประเมินว่าจะต้องใช้เงินราว 1.3 ล้านดอลลาร์ ในการเดินทางไปยังอิสราเอล แต่ทั้งนี้เนื่องจากเรือโนอาห์ลำดังกล่าวไม่มีเครื่องยนต์ มันจึงต้องอาศัยการเดินทางโดยใช้เรือลากจูงเป็นหลัก

 

 

อย่างไรก็ดี ผลงานเรือโนอาห์ของเขานั้น นับว่าสร้างเลียนแบบตามที่ระบุไว้ในพระคัมภัร์ทั้งสิ้น โดยภายในมีส่วนสำหรับให้สัตว์ชนิดต่างๆได้อาศัยบนเรือ มีโรงอาหาร ซึ่งทุกอย่างล้วนมาจากตำนานเรือโนอาห์ที่ระบุในหนังสือปฐมกาล ตามที่พระเจ้าได้ดำริให้โนอาห์ต่อเรือตามพระบัญชา เพื่อนำเหล่าสรรพสัตว์หนีจากภัยน้ำท่วมโลกที่พระเจ้าจะทรงทำลายมนุษย์ด้วยการทำให้น้ำท่วมโลก แต่พระองค์ทรงเห็นว่าโนอาห์เป็นคนชอบธรรมจึงละเว้นโนอาห์และครอบครัว

อย่างไรก็ดี นาย  Huibers ไม่ได้ระบุว่าเขาได้รับเสียงบัญชาจากพระผู้เป็นเจ้าให้สร้างเรือลำดังกล่าวขึ้นมาเช่นโนอาห์ในตำนานหรือไม่

 

 

 

 

 

 

 

เอธิโอเปีย เตรียมยิงดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศเป็นครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572158

  • วันที่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 18:42 น.

เอธิโอเปีย เตรียมยิงดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศเป็นครั้งแรก

เอธิโอเปีย เตรียมปล่อยดาวเทียมขึ้่นสู่อวกาศเป็นดวงแรกของประเทศในปี 2019  ด้วยความช่วยเหลือจากจีน

ประเทศเอธิเปีย ประเทศหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในทวีปแอฟริกาสำหรับในสายตาของชาวโลก แต่นับตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นไป โลกอาจต้องมองภาพลักษณะของเอธิโอเปียในแบบที่เปลี่ยนไป โดยสำนักข่าวซีจีทีเอ็นของจีนรายงานว่า ประเทศเอธิโอเปีย จะมีดาวเทียมดวงแรกของประเทศภายในปีหน้านี้

รายงานระบุว่า ดาวเทียมดวงดังกล่าวจะถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศจากฐานยิงดาวเทียมที่ประเทศจีน ซึ่งมีกำหนดปล่อยขึ้นสู่อวกาศในเดือนกันยายนปี 2019 และจะมีสถานีควบคุมอยู่ในประเทศเอธิโอเปีย

 

ภาพการปล่อยดาวเทียม BeiDou-3

 

โดยดาวเทียวดวงดังกล่าวมีมูลค่าราว 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในจำนวนนี้รัฐบาลจีนเป็นผู้ออกทุนให้ราว 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้านหัวหน้าสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของมหาวิทยาลัยอาดดิสอาบาบา ประเทศเอธิโอเปีย ระบุว่า จุดประสงค์ของดาวเทียมดังกล่าวก็เพื่อรวบรวมและศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของทวีปแอฟริกา เพื่อเป็นข้อมูลที่ใช้ประกอบการพัฒนาด้านระบบชลประทาน การเกษตร และสิ่งแวดล้อมของเอธิโอเปีย รวมถึงทวีปแอฟริกา

 

 

รายงานของสื่อจีนยังระบุอีกว่า โครงการดังกล่าวนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้หากปราศจากความช่วยเหลือจากจึน ซึ่งนอกจากเงินทุนจำนวน 6 ล้านดอลลาร์ที่จึนช่วยอุดหนุนในโครงการนี้แล้ว จีนยังได้มอบความรู้ในด้านเทคโนโลยีอวกาศให้กับบรรดานักวิทยาศาสตร์ของเอธิโอเปียด้วย

และหากการปล่อยดาวเทียมดังกล่าวสำเร็จ จะส่งผลให้เอธิโอเปียกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศของแอฟริกาที่สามารถส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศได้สำเร็จ ต่อจากก่อนหน้านี้ที่เป็นดาวเทียมของเคนยา ซึ่งมีการปล่อยดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรเป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี โครงการดังกล่าวก็มีเสียงวิจารณ์จากหลายฝ่าย ที่ระบุว่าเอธิโอเปียเป็นหนึ่งในประเทศยากจนที่สุดในโลก รวมถึงยังมีประชากรที่ยากจนและขาดแคลนสารอาหารอีกหลายสิบล้านคน รัฐบาลควรนำเงินลงทุนดังกล่าวไปให้ความช่วยเหลือขั้นพื้นฐานก่อน

ทั้งนี้ ประเทศจีนได้เข้าไปลงทุนหลายอย่างในเอธิโอเปีย ไม่เพียงแค่ดาวเทียมเท่านั้น แต่จีนได้เข้าไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหลายประการในเอธิโอเปียโดยตลอดปี 2018 ที่ผ่านมา คาดว่าจีนได้ลงทุนในเอธิโอเปียไปแล้วถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ตัวเลขจีดีพีของเอธิโอเปียเติบโตสูงถึง 8.5% ตลอดปี 2018 ที่ผ่านมา

ผู้นำยูเครนประกาศกฎอัยการศึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572153

  • วันที่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 17:20 น.

ผู้นำยูเครนประกาศกฎอัยการศึก

คาบสมุทรไครเมียตึงเครียดอีกครั้ง หลังยูเครนประกาศกฎอัยการศึก เหตุรัสเซียยึดเรือรบ-จับกุมทหารยูเครน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สภาผู้แทนราษฎรยูเครนมีมติเห็นชอบให้ประธานาธิบดีเปโตร โปโรเชนโก ของยูเครน ประกาศกฎอัยการศึกเป็นเวลา 30 วัน ในพื้นที่ทะเลอะซอฟ บริเวณคาบสมุทรไครเมีย ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างทะเลดำ หลังจากมีความเสี่ยงในพื้นที่ว่าอาจเกิดการปะทะกันทางทหารระหว่างรัสเซียกับยูเครน หลังเกิดเหตุการณ์ที่หน่วยลาดตระเวนของรัสเซียเปิดฉากยิงใส่เรือรบของยูเครน โดยทางรัสเซียอ้างว่าเรือรบยูเครนได้รุกล้ำน่านน้ำของรัสเซียบริเวณคาบสมุทรไครเมีย ซึ่งเป็นดินแดนที่ถูกรัสเซียผนวกรวมไปในปี 2014

 

 

 

รายงานระบุว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งล่าสุดนี้มีขึ้นหลังจากที่ทางรัสเซียอ้างว่าเรือรบของยูเครน รุกล้ำน่านน้ำของรัสเซียในบริเวณนอกชายฝั่งไครเมีย พร้อมกับยึดเรือ 3 ลำซึ่งในจำนวนนี้เป็นเรือรบหุ้มเกราะขนาดเล็ก 2 ลำและเรือลากจูงอีก 1 ลำ และควบคุมตัวทหารของฝ่ายยูเครนไว้ 24 นาย

 

 

เหตุการณ์ดังกล่าวจึงนำไปสู่การที่สภาไครเมียประกาศกฎอัยการศึกเป็นเวลา 30 วัน ซึ่งนับว่าเป็นการประกาศกฎอัยการศึกครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดวิกฤตไครเมียในปี 2014 ที่รัสเซียได้ผนวกเอาคาบสมุทรไครเมียเข้าเป็นดินแดนของตน

อย่างไรก็ดีด้านปธน.โปโรเชนโก ของไครเมีย ระบุว่า เขาไม่ต้องการให้กฎอัยการศึกมีผลต่อการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 31 มีนาคม 2019 นี้

 

 

ทั้งนี้ ความตึงเครียดของทั้งสองชาติในช่องแคบเคียร์ช ซึ่งเป็นเส้นทางเข้าออกระหว่างทะเลอะซอฟ และทะเลดำนั้น มีเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากทางรัสเซียได้เข้มงวดกับเรือของยูเครนที่แล่นเข้าออกบริเวณช่องแคบเคียร์ช ซึ่งทางยูเครนระบุว่ารัสเซียได้พยายามทำลาเศรษฐกิจของยูเครน

 

ด้านประธานาธิบดีปูติน ของรัสเซียได้แสดงความกังวลหลังจากที่ทางยูเครนประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งอาจส่งผลให้เสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทะเลของทั้งสองชาติได้ โดยนายปูตินได้เรียกร้องให้ นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี เป็นกาวใจ ในการเตือนยูเครนไม่ให้ดำเนินการใดๆที่ก้าวร้าวกับรัสเซียอีก

 

 

ขณะเดียวกัน ในกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน บรรดากลุ่มผู้ประท้วงที่ไม่พอใจรัสเซีย ได้ออกมาเดินขบวนประท้วงบริเวณด้านหน้าสถานทูตรัสเซียในกรุงเคียฟ และห้างสรรพสินค้า โอเชี่ยน พลาซ่า ซึ่งมีเจ้าของเป็นนักธุรกิจชาวรัสเซีย ต่อประเด็นความขัดแย้งดังกล่าวด้วย

ย้อนรอยข่าว : สตรีผู้ลุกขึ้นทวงคืนทางเท้าให้ชาวจาการ์ตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572134

  • วันที่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 15:50 น.

ย้อนรอยข่าว : สตรีผู้ลุกขึ้นทวงคืนทางเท้าให้ชาวจาการ์ตา

“ทางเท้า ควรเป็นของคนเดินเท้าเท่านั้น” รู้จัก อัลฟินี เลสตราลี่ ฮีโร่หญิงของคนเดินทางเท้าชาวอินโดฯ

จากกรณีที่มีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งขับชนเด็กนักเรียนชั้นมัธยมปลาย บริเวณปากซอยลาดพร้าว 69 จนได้รับบาดเจ็บ และได้สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากบนโลกออนไลน์ถึงพฤติกรรมของผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ในกทม.ที่มักจะขึ้นไปขับขี่บนทางเท้า และความปลอดภัยของคนเดินทางเท้าในกรุงเทพมหานคร

 

 

ปัญหาของผู้ขับขี่รถจักรยานบนทางเท้านั้น ไม่เพียงแค่เป็นปัญหาของคนเดินทางเท้าเฉพาะในกรุงเทพฯเท่านั้น แต่สำหรับประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่าง อินโดนีเซีย ก็เผชิญกับปัญหารถจักรยานยนต์ขับขึ่บนทางเท้าเช่นเดียวกัน

 

 

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2016 ขณะนั้นโลกออนไลน์ในอินโดนีเซียได้มีการแชร์ภาพของหญิงรายหนึ่งได้แสดงความกล้าหาญด้วยการเอาตัวเองยืนกั้นบรรดาผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์บนทางเท้าริมถนน Jalan M.H. Thamrin ใจกลางกรุงจาการ์ต้าของอินโดนีเซีย จนส่งผลให้ภาพดังกล่าวถูกส่งต่อกันอย่างมากบนโลกออนไลน์ และได้รับความชื่นชมอย่างมากต่อความกล้าหาญของเธอ

 

 

ภายหลังมีการเปิดเผยว่าหญิงคนดังกล่าวชื่อ Alfini Lestari วัย 34 ปีในขณะนั้น โดยเคยให้สัมภาษณ์ต่อสำนักข่าวเอเอฟพีว่า

“ตอนนั้นที่เอาตัวเข้าขวางบนทางเท้า มีผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์หลายคนแสดงท่าทีไม่พอใจฉัน ฉันจึงบอกให้พวกเขาจอดและออกไปจากทางเท้า หลายคนเรียกฉันว่า ผู้หญิงบ้า แต่ฉันไม่สน เพราะฉันทำถูกต้อง ขณะที่พวกเขาทำผิดกฎหมาย” เธอกล่าว

 

 

ขณะเดียวกันเธอได้เปิดเผยต่อสื่อท้องถิ่นของอินโดฯ อย่างเดอะจาการ์ต้าโพสต์ว่า เธอไม่เคยคิดว่า สิ่งที่เธอทำนั้นจะถูกถ่ายภาพไว้ได้ ขณะเกิดเหตุนั้นเธอกำลังออกไปทำงาน โดยตลอดช่วงสองเดือนที่ผ่านมา เธอสังเกตว่ามักจะเห็นผู้ขับขี่จักรยานยนต์บนทางเท้าหลายครั้งในเส้นทางที่เธอใช้เดินไปทำงานทุกวัน และเธอทนไม่ได้ที่เผชิญหน้ากับรถจักรยานยนต์บนทางเท้าหลายครั้ง

 

 

เธอบอกว่า เธอไม่สนใจที่บรรดาผู้ขับขี่จักรยานยนต์จะตะโกนด่าเธอ หรือบอกเธอว่าทางเท้านี้ไม่ใช่แค่ของเธอคนเดียว เธอเลยตอบบรรดาคนขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปว่า “พวกเขาควรละอายแก่ใจ ที่พวกเขามีถนนเป็นของตัวเอง แต่ก็ยังขึ้นมาขี่บนทางเท้า ขณะที่คนเดินเท้ากลับไม่มีทางเท้าเป็นของตัวเองเช่นกัน”

 

 

ภาพ : http://www.thejakartapost.com/

จีนสั่งสอบนักวิทย์อ้าง ตัดต่อยีนทารกสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572114

  • วันที่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 13:50 น.

จีนสั่งสอบนักวิทย์อ้าง ตัดต่อยีนทารกสำเร็จ

จวกยับนักวิทย์จีนอ้างตัดแต่งดีเอ็นเอทารกเพื่อป้องกันติดเชื้อเอชไอวีสำเร็จ

จากกรณีที่เมื่อวันที่ 26 พ.ย. ที่ผ่านมา มีนักวิทยาศาสตร์จีนรายหนึ่งได้ออกมาอ้างความสำเร็จในการตัดต่อพันธุ์กรรมทารกที่เกิดจากวิธีการทำเด็กหลอดแก้ว เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้สำเร็จเป็นรายแรกของโลกนั้น ล่าสุดหน่วยงานด้านสาธาณสุขของจีนได้ออกมาถึงการตั้งคณะกรรมการสอบสวน ศ.เหอ เจี้ยนขุย นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยในนครเซินเจิ้น ผู้ออกมาอ้างความสำเร็จดังกล่าว

โดยทางการจีนระบุว่าหากการทดลองที่ ศ.เหอ อ้างเป็นความสำเร็จจริงนั้น นับว่ามีความล่อแหลมทางจริยธรรมอย่างมาก สอดคล้องกับที่ทางเว็บไซต์หนังสือพิมพ์เดอะเปเปอร์ของจีน ได้ตีพิมพ์หนังสือเปิดผนึกของภาคีนักวิทยาศาสตร์จีนจำนวน 120 คนที่ลงชื่อต่อต้านการใช้เทคโนโลยี CRISPR-Cas9 ตัดแต่งยีนตัวอ่อนมนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ชอบธรรม และนับเป็นภัยต่อชื่อเสียงในวงการแพทยืจีน ซึ่งการทดลองลักษณะนี้นับว่าเป็นเรื่องเสียสติมากในการดัดแปลงพันธุ์กรรมสิ่งมีชีวิตชั้นสูงอย่างมนุษย์ หรือความสำเร็จในครั้งนี้เปรียบได้กลับกล่องต้องห้ามแพนโดร่าได้ถูกเปิดออกแล้ว

 

 

ทั้งนี้ สำหรับ ศ.เหอ ได้โพสต์คลิปอ้างว่าเขาประสบความสำเร็จในการตัดแต่งงยีนตัวอ่อนมนุษย์ ต่อทารก 2 ราย ที่ชื่อว่า ลูลู่ และ นานะ ที่ลืมตาดูโลกเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ให้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี โดยใช้เทคโนโลยี CRISPR-Cas9 ตัดแปะดีเอ็นเอ เทคโนโลยีนี้เป็นความหวังว่าจะใช้ป้องกันการเป็นโรคได้ในอนาคต

ด้านมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นออฟไซเอินซ์แอนด์เทคโนโลยีในเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้นระบุว่า ไม่ทราบเรื่องที่ ศ.เหอ วิจัยเรื่องตัดแต่งยีนดังกล่าว เพียงแต่ระบุว่าเขาได้ลาพักร้อนโดยไม่รับเงินเดือนมาตั้งแต่เดือนกุมภาฯแล้ว ขณะที่ตอนนี้ทางคณะกรรมการจริยธรรมการแพทย์เซินเจิ้น และคณะกรรมการสุขภาพมณฑลกวางตุ้งที่เผยว่ากำลังตรวจสอบเรื่องอยู่

เผยภาพแรกบนผิวดาวอังคารจากยานอินไซต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572102

  • วันที่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 12:25 น.

เผยภาพแรกบนผิวดาวอังคารจากยานอินไซต์

นาซาเผยภาพแรกจากพื้นผิวดาวอังคาร หลังยานอินไซต์ลงจอดสำเร็จ

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือนาซา ได้มีการเผยแพร่ภาพแรกที่ถูกถ่ายขึ้นจากยานอินไซต์หลังประสบความสำเร็จในการลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารได้สำเร็จโดยภาพดังกล่าวถูกถ่ายขึ้นที่บริเวณจุดลงจอดอลีเซียมพลานิเทียเพื่อเป็นการยืนยันให้กับศูนย์ควบคุมทราบว่ายานได้ลงจอดสำเร็จแล้ว

 

ในภาพจึงเต็มไปด้วยฝุ่นที่เต็มฝ่าครอบด้านหน้าเลนส์ ก่อนที่ตัวยานจะทำการนำฝาครอบดังกล่าวออก เผยให้เห็นภาพถ่ายอันชัดเจนของพื้นผิวดาวอังคาร หลังจากที่ยานได้ลงจอด และสามารถกางแผงโซลาร์ได้เป็นสำเร็จซึ่งเป็นสัญญาณว่ายานสามารถลงจอดได้อย่างสมบูรณ์ในทุกขั้นตอน และเตรียมการเริ่มต้นปฎิบัติภารกิจสำรวจในภารกิจขั้นต่อไป

 

 

ทั้งนี้ สำหรับยานอวกาศอินไซต์  (InSight) ถูกส่งขึ้นไปบนดาวอังคารเพื่อทำการเพื่อศึกษาดาวเคราะห์สีแดงในเชิงลึกเป็นครั้งแรก โดยยานถูกปล่อยจากฐานปล่อยห้องวิจัยพลังงานขับดัน (JPL) ในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐ เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

ยานอินไซต์จะใช้เวลาทั้งหมด 24 เดือน หรือเท่ากับ 2 ปีบนดาวอังคาร โดยจะขุดเจาะลงไปในผิวของดาวอังคารลึกราว 5 ม. เพื่อตรวจจับความร้อนและวัดแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวบนดาวครั้งแรก เพื่อไขปริศนาการก่อกำเนิดของดาวเคราะห์ดวงนี้ รวมทั้งจุดกำเนิดของโลกและดาวเคราะห์ที่มีลักษณะคล้ายโลก

 

นักบินออสซี่ เผลอหลับ บินเลยสนามบินเกือบ 50 กม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572095

  • วันที่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 11:35 น.

นักบินออสซี่ เผลอหลับ บินเลยสนามบินเกือบ 50 กม.

ออสเตรเลีย สอบนักบินเผลอหลับในหน้าที่ บินเลยสนามบินปลายทางไกลถึง 46 กิโลเมตร

สำนักความปลอดภัยทางขนส่งของออสเตรเลีย (ATSB) กำลังดำเนินการตรวจสอบกรณีที่นักบินรายหนึ่ง อาจเข้าข่าย”ไร้ความสามารถ” หลังจากที่เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา พบว่านักบินคนดังกล่าว ซึ่งอยู่ระหว่างทำการบินเครื่องบินขนาดเล็กในเส้นทางจากเมืองเดวอนพอร์ต บนเกาะแทสมาเนีย ไปยังเกาะคิงไอร์แลนด์ที่อยู่ใกล้เคียง

 

ตามข้อมูลการบินระบุว่า เครื่องบินขนาดเล็กรุ่น Piper PA-31 ที่นักบินคนดังกล่าว ซึ่งไม่ได้ระบุอายุ กำลังทำการบินเพียงคนเดียวนั้น เกิดบินเลยสนามบินบนเกาะคิง ไปทางตะวันออกราว 46 กิโลเมตร ก่อนที่นักบินจะสามารถนักเครื่องบินวนกลับมาลงจอดที่สนามบินบนเกาะคิงได้อย่างปลอดภัยในเวลา 06.21 น. แต่ทั้งนี้ข้อมูลไม่ได้ระบุว่าบนเที่ยวบินดังกล่าวมีผู้โดยสารบนเครื่องกี่คน

อย่างไรก็ดีทาง  ATSB ได้เปิดเผยผลสอบว่า นักบินได้เผลอหลับไปขณะทำการบิน จนเลยจากสนามบินปลายทางไปถึง 46 กม. ซึ่งขณะนี้กำลังรวบรวมหลักฐานจัดทำเป็นรายงานเพื่อสรุปผลว่านักบินคนดังกล่าวอาจเข้าข่ายไร้ความสามารถเพื่อกำหนดบทลงโทษต่อไป

มาเลย์แข่งทุเรียนไทย ลุยส่งออกจีนเพิ่ม50%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572094

  • วันที่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 11:31 น.

มาเลย์แข่งทุเรียนไทย ลุยส่งออกจีนเพิ่ม50%

มาเลเซียเล็งเพิ่มส่งออกทุเรียนแข่งไทย ผลักดันเป็นพืชเศรษฐกิจตามรอยปาล์มน้ำมัน

รอยเตอร์ส รายงานว่า มาเลเซียกำลังส่งเสริมการปลูกทุเรียนในพื้นที่ขนาดใหญ่ หวังดันทุเรียนเป็นผลิตภัณฑ์ส่งออกหลักของประเทศต่อจากปาล์มน้ำมัน โดยมีเป้าหมายส่งออกเพิ่มขึ้น 50% ภายในปี 2030 รองรับดีมานด์จากจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้ทุเรียนพันธุ์ มูซังคิง มีราคาเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า ช่วง 5 ปีหลังสุด

รายงานระบุว่า มาเลเซียตั้งเป้าส่งออกทุเรียนไปจีน 2.2 หมื่นตัน ภายในปี 2030 จาก 1.46 หมื่นตันในปีนี้ หลังจากสามารถส่งออกเป็นทุเรียนทั้งลูก จากเดิมที่ได้เฉพาะเนื้อและทุเรียนกวน โดยข้อมูลจากสหประชาชาติ ระบุว่า จีนนำเข้าทุเรียน 3.5 แสนตันเมื่อปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น 15% คิดเป็นมูลค่า 510 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.68 หมื่นล้านบาท) แต่นำเข้าจากมาเลเซียไม่ถึง 1% โดยเกือบ 40% เป็นการนำเข้าจากไทย ผู้ผลิตและผู้ส่งออกทุเรียนรายใหญ่ที่สุดของโลก

กระทรวงเกษตรมาเลเซีย เปิดเผยว่า การปลูกทุเรียนไม่ใช่งานอดิเรกอีกต่อไป เพราะทุเรียนถือว่าเป็นเหมือนกับทองคำในอุตสาหกรรมเกษตร โดยมาเลเซียมีพื้นที่ปลูกทุเรียนทั้งหมด 720 ตารางกิโลเมตรเมื่อปีที่แล้ว และพื้นที่ปลูกทุเรียนกำลังเพิ่มขึ้น เนื่องจากไร่น้ำมันปาล์มบางแห่งกำลังเปลี่ยนไปเป็นสวนทุเรียนแทน เพราะทำเงินได้สูงกว่า

ขณะที่ ลิมชินคี ที่ปรึกษาในอุตสาหกรรมทุเรียน กล่าวว่า อุตสาหกรรมทุเรียนกำลังเปลี่ยนโฉมจากท้องถิ่นสู่ระดับโลก และการปลูกในพื้นที่ขนาดใหญ่ เนื่องจากดีมานด์จากจีน พร้อมระบุว่า ไอโอไอ คอร์ป ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ และเบอร์จายา คอร์ป เครือบริษัทอสังหาฯ ได้ติดต่อเรื่องการลงทุนกับสวนทุเรียน

ด้านนายกรัฐมนตรี มหาเธร์ โมฮัมหมัด แห่งมาเลเซีย กล่าวว่า มาเลเซียกำลังอยู่ในเส้นทางที่จะกลับมาเป็นเสือแห่งเอเชียอีกครั้ง ภายใต้รัฐบาลยุคแนวร่วมแห่งความหวัง (พีเอช) และรัฐบาลจะออกรายงานความคืบหน้าในการแก้ปัญหาของรัฐบาลชุดเก่าในปีหน้า ทั้งเรื่องหนี้และการปรับโครงสร้างรัฐบาล

ภาพ เอเอฟพี