สาวไอริชถูกจับเพราะแอบเปิดขนมกินก่อนจ่ายเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572334

  • วันที่ 29 พ.ย. 2561 เวลา 11:15 น.

สาวไอริชถูกจับเพราะแอบเปิดขนมกินก่อนจ่ายเงิน

สาวไอริชถูกตัดสินจำคุก 2 เดือน ฐานแอบแกะมันฝรั่งพริงเกิลส์กิน ก่อนจ่ายเงิน

สื่ออังกฤษรายงานว่า นาง Kathleen McDonagh วัย 25 ปี ถูกศาลท้องถิ่นของไอร์แลนด์พิพากษาจำคุกเธอเป็นเวลา 2 เดือน ด้วยข้อหา ทำลายทรัพย์สินในสาธารณะ จากการที่ย้อนกลับไปเมื่อปี 2016 เธอได้ก่อเหตุแกะขนมมันฝรั่งพริงเกิลส์ ที่ห้างเทสโก้ สาขาในเมืองคอร์ก รับประทานก่อนที่เธอจะจ่ายเงิน

รายงานระบุว่าทันทีที่เธอถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของห้างจับได้ขณะที่เธอกำลังแกะผนึกฟอยล์พริงเกิลส์นั้น เธอถูกแบนจากทางห้างเทสโก้ทันที

เธอได้ให้การต่อศาลว่า ที่เธอแกะห่อพริงเกิลส์นั้นเธอตั้งใจจะนำมันไปจ่ายเงินหลังจากนั้น แต่ทางห้างไม่ยอมขายพริงเกิลส์ดังกล่าวให้เธอ โดยทางห้างระบุว่าขนมพริงเกิลส์ชิ้นดังกล่าวได้รับความเสียหายแล้ว มันจึงไม่สามารถนำไปขายได้

“ฉันตั้งใจจะซื้อมันอยู่แล้ว แต่พวกเขาไม่ยอมขายให้ฉัน”  นาง McDonagh กล่าว

“มันไม่สามารถขายได้ เพราะเธอได้แกะมันกินแล้ว มันเป็นการทำลายคุณภาพสินค้าก่อนจำหน่าย และทำให้พริงเกิลส์ มูลค่า 1.5 ยูโร (หรือราว 56 บาท) ต้องเสียราคาด้วย” ตัวแทนห้างเทสโก้ได้กล่าวต่อศาล

อย่างไรก็ดี ทางผู้พิพากษาของศาลในท้องถิ่นระบุว่า นางMcDonagh ได้กระทำความผืดในคดีอาญาเนื่องจากถือว่าการกระทำของเธอเข้าข่ายการทำลายทรัพย์สินสาธารณะ  ขณะที่ทางทนายความของเธอได้พยายามแก้ต่างทางศาลระบุว่า เธอเพิ่งจะแต่งงานได้ไม่นานและขณะนี้กำลังตั้งครรภ์ ส่งผลให้ทางศาลตัดสินจำคุกเธอเป็นเวลา 4 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 2 เดือน

ภาพ : TIMES NEWSPAPERS LTD

คิม-ทรัมป์ ซัมมิต แรงบันดาลใจชุดประจำชาติมิสยูนิเวิร์สสิงคโปร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572317

  • วันที่ 29 พ.ย. 2561 เวลา 10:12 น.

คิม-ทรัมป์ ซัมมิต แรงบันดาลใจชุดประจำชาติมิสยูนิเวิร์สสิงคโปร์

นางงามสิงคโปร์ เผยชุดประจำชาติไอเดีย “คิม-ทรัมป์” ชิงมิสยูนิเวิร์ส 2018

สเตรทไทมส์ของสิงคโปร์ รายงานว่า Zahra Khanum มิสยูนิเวิร์สสิงคโปร์ ได้เปิดเผยชุดประจำชาติที่ตนเป็นตัวแทนสาวงานจากสิงคโปร์ ในการเข้าร่วมประการประกวดมิสยูนิเวิร์สประจำปี 2018 ซึ่งปีนี้จะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร

โดยชุดดังกล่าวได้แรงบันดาลใจมากจาก การจัดประชุมสุดยอดซัมมิตระหว่างนายคิมจองอึน ผู้นำสูงสุด เกาหลีเหนือ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ซึ่งทั้งสองได้พบกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า ผลจากการประชุมจึงเป็นแรงบันดาลใจให้กับทีมงานของมิสยูนิเวิร์สสิงคโปร์ โดยชุดดังกล่าวเป็นลักษณะเดรสยาวที่สาวงามสามารถแหวกเป็นปีกความยาว 3 เมตร ภายในโชว์ภาพพิมพ์ที่เป็นรูปสัญลักษณ์เป็นมือรูปธงชาติของทั้งสองฝ่ายจับมือร่วมกัน ขณะที่ด้านล่างเป็นภาพของสถานที่สำคัญหลายแห่งของสิงคโปร์

นาย Moe Kasim วัย 48 ปี ผู้ออกแบบชุดดังกล่าวให้กับสาวงามสิงคโปร์ เผยว่า เขารู้สึกดีใจที่จะให้สาวงามเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอสิงคโปร์ในฐานะชาติแห่งสันติภาพบนเวทีโลก

ชมภาพชุด “เจ้าชายวิลเลียม-เจ้าหญิงเคท” เสด็จเยือนเลสเตอร์ทรงไว้อาลัย “วิชัย ศรีวัฒนประภา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572278

  • วันที่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 21:45 น.

ชมภาพชุด "เจ้าชายวิลเลียม-เจ้าหญิงเคท" เสด็จเยือนเลสเตอร์ทรงไว้อาลัย "วิชัย ศรีวัฒนประภา"

ดยุคและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เสด็จเยือนสนามคิงเพาเวอร์ สเตเดี้ยม ทรงแสดงความอาลัยต่อ “วิชัย ศรีวัฒนประภา” และผู้เสียชีวิตจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 พ.ย. เจ้าชายวิลเลียม ดยุคแห่งเคมบริดจ์ พร้อมด้วย เจ้าหญิง แคเธอรีน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ได้เสด็จฯเยือนสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ เพื่อทรงแสดงความอาลัยต่อการจากไปของนายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรเลสเตอร์และผู้ก่อตั้งกลุ่มคิงเพาเวอร์ รวมทั้ง ผู้เสียชีวิตจาก เหตุเฮลิคอปเตอร์ตก ใกล้สนามคิงเพาเวอร์ สเตเดี้ยม

ทั้งนี้ นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา บุตรชายนายวิชัย พร้อมครอบครัวศรีวัฒนประภา รวมทั้งผู้บริหารและนักเตะสโมสรเลสเตอรได้เฝ้ารับเสด็จฯ

ยุคแห่งเคมบริดจ์ และ ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ได้ทรงวางดอกไม้เพื่อแสดงความอาลัยและทรงมีพระปฏิสันถารกับนายอัยยวัฒน์และคณะที่มาเฝ้ารับเสด็จฯ

ภาพ เอเอฟพี

ผู้นำยูเครนเตือนรัสเซียจะเจอผลกระทบร้ายแรงหากคิดโจมตี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572277

  • วันที่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 21:23 น.

ผู้นำยูเครนเตือนรัสเซียจะเจอผลกระทบร้ายแรงหากคิดโจมตี

ประธานาธิบดียูเครนออกโรงเตือนรัสเซียระวังจะเผชิญผลกระทบที่ร้ายแรงหากคิดโจมตียูเครน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีเปโดร โปโรเชงโค ผู้นำยูเครน ได้ออกมากล่าวเตือนรัสเซียว่าจะเผชิญผลกระทบที่ร้ายแรง หากทำการโจมตียูเครน

ผู้นำยูเครนกล่าวว่า รัสเซียได้ยิงเรือ 3 ลำของยูเครนใกล้กับช่องแคบเคิร์ชในทะเลดำเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และได้ยึดเรือดังกล่าวพร้อมกับลูกเรือ โดยอ้างว่ายูเครนได้รุกล้ำน่านน้ำของรัสเซีย

“เราจะสู้เพื่อเสรีภาพของเรา เราจะสู้เพื่อประชาธิปไตยของเรา เราจะสู้เพื่อแผ่นดินของเรา และรัสเซียจะต้องจ่ายในราคาแพง หากทำการโจมตีเรา” นายโปโรเชงโคกล่าว

ด้านรัฐสภายูเครนประกาศกฎอัยการศึกในบางพื้นที่ของประเทศเป็นเวลา 30 วัน โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้

นายโปโรเชงโคกล่าวว่า “การประกาศกฎอัยการศึกไม่ใช่การประกาศสงคราม แต่เป็นการยกระดับการป้องกันประเทศของยูเครน”

ภาพ เอเอฟพี

นักวิทย์จีนเผยกำลังจะมีทารกตัดต่อยีนส์รายที่สอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572265

  • วันที่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 17:35 น.

นักวิทย์จีนเผยกำลังจะมีทารกตัดต่อยีนส์รายที่สอง

นักวิทย์จีนผู้อ้างตัดต่อพันธุกรรมมนุษย์สำเร็จเผย กำลังจะมีทารกตัดต่อพันธุกรรมรายที่สอง

ศาสตราจารย์เฮ่อ เจี้ยนขุย นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนผู้อ้างความสำเร็จในการตัดต่อพันธุกรรมทารกแรกเกิดสองราย ที่เพิ่งลืมตาดูโลกเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน เพื่อให้เด็กทารกทั้งคู่มีความต้านทานเชื้อเอชไอวี โดยใช้เทคนิค CRISPR-Cas9 ทำลายยีน CCR5 ซึ่งเป็นประตูที่เชื้อเอชไอวีเข้าทำลายเซลล์นั้น

ล่าสุดวันนี้ (28 พ.ย.) ศ. เจี้ยนขุย ได้กล่าวต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก หลังจากที่เขาอ้างความสำเร็จดังกล่าวซึ่งนำไปสู่ข้อถกเถียงในทางจริยธรรม ที่งานประชุมยอดจีโนม ที่ฮ่องกง โดยระบุว่า เขารู้สึกภาคภูมิใจ ในการเปลี่ยนแปลงยีนของทารกสาวฝาแฝดไม่ให้ติดเชื้อเอชไอวี

 

 

ศ.เจี้ยนขุย ระบุว่า ทารกฝาแฝดหญิงที่ชื่อว่า ลูลู่ และ นานะ ทั้งสองนั้นขณะนี้ปลอดภัยดีและมีสุขภาพแข็งแรง ขณะเดียวกันเขาจะทำการติดตามทารกทั้งสองนี้ไปอีกเป็นเวลา 18 ปีข้างหน้าจนถึงที่เด็กหญิงทั้งสองเข้าสู่วัยรุ่น

นอกจากนี้ ศ.เจี้ยนขุย ยังระบุอีกว่า ขณะนี้กำลังมีการตั้งครรภ์ทารกตัดต่อพันธุกรรมอีกหนึ่งราย ส่วนบิดาและมารดาของทารกแฝดนั้น ศ.เจี้ยนขุยอ้างว่า ทั้งสองมีส่วนรวมและเข้าใจต่อวิธีการตัดต่อยีนดังกล่าวเป็นอย่างดี พวกเขาจบการศึกษาดี และอาสาเข้ามาร่วมการทดลองด้วยตัวเอง ซึ่งนอกจากอาสามัครทั้งสองนี้แล้ว ศ.เจี้ยนขุยยังอ้างอีกว่า มีบรรดาอาสาสมัครที่ติดเชื้อเอชไอวีอีกว่า 200 รายขอเข้าร่วมโครงการของเขา

 

 

ศ.เจี้ยนขุย ระบุว่า ตัวบิดาของเด็กทารกนั้น ติดเชื้อเอชไอวี แต่เชื้อถูกระงับด้วยการทานยาส่งผลให้มีเชื้ออยู่ในระดับต่ำ ขณะที่มารดาไม่ได้เป็นผู้ติดเชื้อ ตัวอสุจิของบิดาจึงต้องผ่านกระบวนการตัดต่อพันธุกรรมดังกล่าวเพื่อไม่ให้ทารกที่เกิดมามีการติดเชื้อ สุดท้าย ศ.เจี้ยนขุย ได้จบการปาถกฐาต่อผู้ร่วมงานว่า หากเขามีลูก เขาก็จะทำการตัดต่อพันธุกรรมกับลูกของเขาเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของศ.เจี้ยนขุย ครั้งนี้ กลับก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และการตั้งคำถามด้านจริยธรรมเกี่ยวกับการตัดต่อพันธุกรรมและการออกแบบทารกจากคนในแวดวงวิทยาศาสตร์ หรือแม้กระทั่งนักวิทยาศาสตร์ที่เคยศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการตัดต่อพันธุกรรมมนุษย์

 

 

 

ศ.เหอ เจี้ยนขุย เป็นใคร

ชื่อของ ศ. เจี้ยนขุย เป็นที่รู้จักทั่วโลกเพียงชั่วข้ามคืน หลังจากที่เขาโพสต์คลิปวิดิโอ อ้างความสำเร็จในการตัดต่อพันธุกรรมดังกล่าว แต่ก็ยังไม่มีการเปิดเผยหลักฐานอย่างชัดเจนถึงความสำเร็จของเขา

ศ. เจี้ยนขุย ซึ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในสหรัฐฯ เข้ามาเป็นอาจารย์ และนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นออฟไซเอินซ์แอนด์เทคโนโลยี ในนครเซินเจิ้น แต่ทว่าทางมหาวิทยาลัยไม่ทราบเรื่องงานวิจัยตัดต่อพันธุกรรมดังกล่าวของศ.เจี้ยนขุย และทางมหาวิทยาลัยไม่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยชิ้นนี้แต่อย่างใด

 

ทางการจีนสั่งตรวจสอบ

ทันทีที่มีรายงานข่าวการอ้างความสำเร็จดังกล่าว ทางด้านคณะกรรมการสาธารณสุขแห่งชาติจีน ออกแถลงการณ์ระบุว่า “กล่องอาถรรพ์แพนดอราถูกเปิดขึ้นแล้ว แต่เรายังมีโอกาสปิดมันก่อนจะสายเกินการณ์” รวมถึงวิจารณ์งานวิจัยของศ.เจี้ยนขุยว่า ทำให้นักวิทยาศาสตร์ร่วมชาติคนอื่นพลอยเสียหายไปด้วย และเรียกร้องให้ทางการจีนตรวจสอบคำกล่าวอ้างของเขาข้อถกเถียงด้านจริยธรรม

ด้าน เกร็ก นีลี จาก ม.ซิดนีย์ ของออสเตรเลีย เผยว่า การตัดต่อยีน CCR5 อาจทำให้มนุษย์อ่อนแอลงและติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่าย และเชื้อโรคธรรมดาอย่างเชื้อหวัดอาจจะวิวัฒนาการตัวเองให้รุนแรงมากขึ้น โดยเมื่อปีที่แล้วมีการศึกษาพบว่า การตัดต่อยีนด้วยเทคนิค CRISPR มีแนวโน้มทำให้ยีนเกิดการกลายพันธุ์ อันจะนำมาซึ่งการทำลายยีนของมนุษย์ทั้งระบบ

 

ตัดต่อพันธุกรรมจะส่งผลกระทบต่อมนุษย์อย่างไร

แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีผลลัพธ์ที่แน่ชัด ของการตัดต่อพันธุกรรมในมนุษย์ อีกทั้งยังมีข้อถกเถียงในเชิงมนุษยธรรมและกฎหมาย แต่บรรดานักวิทยาศาสตร์คาดว่า ยีนที่ถูกตัดต่อจะผสมปนเปกับยีนของมนุษย์ปกติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนเกิดภาวะขาดความหลากหลายทางพันธุกรรม บทความในวารสารการวิจัยทางคลินิกและจริยธรรม ระบุว่า การที่โรคอย่างหนึ่งหายไป อาจทำให้โรคอย่างอื่นผุดขึ้นมาแทน นักวิทยาศาสตร์บางรายยังเตือนว่า หากยีนที่ถูกตัดต่อหลุดลอดไปปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม อาจมีความเสี่ยงอย่างอื่นตามมาอีก ดังนั้น ต้องใช้เทคโนโลยีดังกล่าวด้วยความระมัดระวังและต้องมีกฎเกณฑ์ชัดเจน

ปธน.ทรัมป์คิดว่าตัวเองหล่อเหมือน “เอลวิส เพรสลีย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572256

  • วันที่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 16:32 น.

ปธน.ทรัมป์คิดว่าตัวเองหล่อเหมือน "เอลวิส เพรสลีย์"

ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ เปรียบเทียบตนเองสมัยหนุ่มๆ หล่อไม่แพ้เอลวิส เพรสลีย์ ราชาร็อกแอนด์โรลล์ ผู้ล่วงลับ

สื่อท้องถิ่นสหรัฐรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ได้กล่าวต่อบรรดากลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกกัน ที่รัฐมิสซิสซิปปี ซึ่งเป็นรัฐบ้านเกิดของราชาร็อกแอนด์โรลล์ผู้ล่วงลับ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

 

 

 

รายงานระบุว่าผู้นำสหรัฐวัย 72 ปี ได้กล่าว ต่อกลุ่มผู้สนับสนุนที่เมือง Tupelo ในรัฐมิสซิสซิปปี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเอลวิส เพรสลีย์ ว่า ในวัยหนุ่มของเขาก็มีลักษณะคล้ายราชาเพลงร็อกกแอนด์โรลล์ อยู่ไม่น้อย “ผมรู้ว่าผมไม่ควรพูดแบบนี้ พวกคุณอาจคิดว่าผมอวดดีว่าผมไม่เหมือน แต่นอกจากผมสีบลอนด์แล้ว พอผมโตขึ้นหลายคนบอกผมเหมือนเอลวิส”

 

ภาพ : CNN

 

“พวกคุณคิดว่าจริงมั้ย แต่ผมคิดว่ามันเป็นคำชมที่ยอดเยี่ยม”

ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ได้ลงพื้นที่ในรัฐมิสซิสซิปปี เพื่อช่วยลูกพรรคหาเสียงในการเลือกตั้งซ่อม อีกทั้งก่อนหน้านี้ในช่วงวันที่ 17 พ.ย. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้มอบเหรียญ Medal of Freedom ให้แก่ครอบครัวเพลสลีย์ ซึ่งเป็นเหรียญเชิดชูเกียรติสูงสุดที่ปธน.สหรัฐมอบให้แก่พลเรือน

คาดระบบเซนเซอร์ไม่ปลอดภัย ชนวนเหตุไลอ้อนแอร์ตกทะเลอินโดฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572251

  • วันที่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 15:56 น.

คาดระบบเซนเซอร์ไม่ปลอดภัย ชนวนเหตุไลอ้อนแอร์ตกทะเลอินโดฯ

อินโดนีเซียเผยผลสอบ เหตุไลอ้อนแอร์ดิ่งทะเลชวา พบสภาพเครื่องไม่พร้อมตั้งแต่ก่อนขึ้นบิน

คณะกรรมการความปลอดภัยด้านการขนส่งของอินโดนีเซีย (KNKT) ได้เผยรายงานผลการสอบสวนเหตุที่เครื่องบินโบอิ้งรุ่น 737 แม็กซ์ ของสายการบินไลอ้อนแอร์ ประสบเหตุตกที่นอกชายฝั่งของอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังขึ้นบินออกจาสนามบินในกรุงจาการ์ต้าได้เพียง 13 นาที จนส่งผลให้ผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 189 รายเสียชีวิต ในเบื้องต้นต่อรัฐสภาอินโดนีเซีย

รายงานระบุว่า ทีมสอบสวนได้มุ่งเน้นไปที่ประเด็นของระบบเซนเซอร์ตรวจวัดค่าต่างๆของเครื่อง ซึ่งมีการแสดงค่าที่ผิดพลาด จนเป็นสาเหตุให้ระบบความปลอดภัยอัตโนมัติของเครื่องต้องทำงานผิดพลาด จนส่งผลให้เครื่องเชิดหัวขึ้น

 

 

เสียงภายในห้องนักบินที่มีการบันทึกไว้ในกล่องดำที่มีการกู้ซากขึ้นมาได้นั้น ระบุว่า นักบินต้องต่อสู้กับระบบความปลอดภัยของเครื่องที่ส่งผลให้เครื่องเชิดหัวขึ้น แต่นักบินพยายามกดหัวเครื่องลง

โดยข้อมูลที่ได้จากกล่องดำนั้น เผยว่านักบินพยายามแก้ไข และควบคุมระบบความปลอดภัยอัตโนมัติของเครื่อง ซึ่งเป็นเหตุให้เครื่องบินเกิดอาการปักหัวดิ่งลงซ้ำหลายครั้ง จนนักบินต้องวิทยุแจ้งขอบินกลับไปที่สนามบินหลักในกรุงจาการ์ต้า รายงานการสอบสวนยังระบุอีกว่า แม้เครื่องลำนี้จะเป็นเครื่องบินรุ่นใหม่ แต่ก็พบปัญหาหลายครั้งในระหว่างทำการบิน ซึ่งทางไลอ้อนแอร์ได้ดำเนินการแก้ไขแล้วก็ตาม แต่ก็ยังพบความผิดพลาดของเซนเซอร์อยู่หลายครั้ง ซึ่งส่งผลให้เครื่องมีสภาพที่ไม่พร้อมให้บริการมาตั้งแต่ขึ้นบินแล้ว

 

 

รายงานดังกล่าวสอดคล้องกับที่ นาย Peter Lemme ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินและการสื่อสารผ่านดาวเทียมและอดีตวิศวกรของโบอิ้ง ได้เขียนข้อมูลระบุในเว็บบล็อกส่วนตัวของเขาว่า เครื่องบินโบอิ้งรุ่น 737 แม็กซ์นี้ จะมีเซนเซอร์ที่ปลายจมูกด้านหน้าของเครื่อง ซึ่งจะตรวจจับว่าเครื่องบินอยู่ในระดับใด ระบบก็จะสั่งการให้มีการปรับแผงปีกโดยอัตโนมัติ เพื่อให้เครื่องเชิดหัวขึ้น (aerodynamic stall)

อย่างไรก็ตามสำนักงานความปลอดภัยด้านการคมนาคมของอินโดนีเซีย ยังไม่ได้ชี้ชัดถึงสาเหตุที่ทำให้เครื่องลำดังกล่าวตก โดยต้องรอรายงานการสอบสวนฉบับสุดท้ายซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นในปีหน้า

ทั้งนี้ สำหรับเครื่องรุ่น 737 แม็กซ์ดังกล่าวถูกใช้งานในสายการบินต่างๆทั่วโลกแล้วถึง 200 ลำ

นักท่องเที่ยวหวิดดับ หลังเล่นเครื่องร่อนแต่ลืมเกี่ยวเข็มขัดนิรภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572227

  • วันที่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 14:20 น.

นักท่องเที่ยวหวิดดับ หลังเล่นเครื่องร่อนแต่ลืมเกี่ยวเข็มขัดนิรภัย

ชมคลิป! หนุ่มมะกันหวิดดับ ร่อนแฮงไกลเดอร์ครั้งแรก นักบินลืมเกี่ยวเข็มขัดนิรภัย ตัวห้อยกลางอากาศ

สื่อสหรัฐรายงานว่า นาย Chris Gursky นักท่องเที่ยวชาวสหรัฐ ต้องพบกับประสบการณ์เล่นเครื่องร่อน แฮงไกลเดอร์ครั้งแรกในแบบที่ไม่รู้ลึม หลังจากที่้เขาเพิ่งรอดชีวิตจากการเสี่ยงตายเนื่องจากนักบินลึมคาดเข็มขัดนิรภัยเขาติดกับตัวเครื่องร่อน

 

 

นาย Gursky ได้โพสต์คลิปวิดิโอเป็นความยาวเกือบ 4 นาที ที่แสดงให้เห็นเขาขณะที่กำลังเดินทางท่องเที่ยวในทวีปยุโรปกับภรรยา โดยเขาได้ทดลองเล่นเครื่องร่อนแฮงไกลเดอร์ที่เทือกเขาในสวิสเซอร์แลนด์เป็นครั้งแรก

 

 

 

โดยขณะที่เขาและนักบินผู้บังคับเครื่องร่อนกำลังปล่อยตัวลงมาจากยอดสูง เพื่อให้เครื่องร่อนบินไปในอากาศนั้น เขากลับพบว่านักบินผู้บังคับเครื่องร่อนลืมคาดเกี่ยวเข็มขัดนิรภัยของเขา ติดกับตัวแฮงไกลเดอร์

 

ส่งผลให้ตัวเขาต้องพยายามใช้มือจับที่ปีกของเครื่องร่อน ในระหว่างที่เครื่องร่อนทะยานไปในอากาศ ขณะที่อีกมือนึงก็จับที่ตัวนักบินไว้ เขาต้องร่อนไปในอากาศเป็นเวลากว่า 2 นาที ก่อนที่นักบินจะรีบนำเครื่องร่อนลงจอดฉุกเฉินได้สำเร็จ

 

 

โดยขณะที่เครื่องร่อนใกล้แตะพื้นนั้น นาย Gursky ตัดสินใจกระโดดลงมาจากเครื่องร่อนทันที เหตุการณ์ครั้งนี้ ส่งผลให้เขาได้ีรับบาดเจ็บที่แขน และขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนนักบินก็สามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัย

 

 

ภายหลังนาย Gursky ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายงาน GMA ทางช่อง ABC ของสหรัฐระบุว่า “แม้จะเป็นเวลาเพียง 2 นาที 45 วินาที ที่เขาห้อยอยู่กลางอากาศ แต่ก็เป็นเวลาที่เขารู้สึกว่ามันยาวนานมาก มันเป็นสองนาทีที่เขายังรอดชีวิต”

 

อย่างไรก็ดี แม้ความผิดพลาดครั้งนี้จะเกิดขึ้นจากนักบินแฮงไกลเดอร์ แต่เขาก็มองว่านักบินได้พยายามช่วยเขาในทุกวิถีทาง และทุกวินาทีที่ร่อนอยู่กลางอากาศแล้ว จนสุดท้ายเขาก็รอดชีวิตได้อย่างปลอดภัย และนาย Gursky ได้กลับไปเล่นเครื่องร่อนดังกล่าวอีกครั้ง แม้ว่าจะเพิ่งผ่านประสบการณ์เฉียดตาย เพราะเขายังไม่ได้สนุกกับการเล่นแฮงไกลเดอร์ครั้งแรกเลย (ชมคลิป)

 

 

 

นครซิดนีย์ประสบเหตุน้ำท่วมฉับพลัน จากฝนตกหนักปริมาณมหาศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572217

  • วันที่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 13:07 น.

นครซิดนีย์ประสบเหตุน้ำท่วมฉับพลัน จากฝนตกหนักปริมาณมหาศาล

นครซิดนีย์วุ่น ฝนกระหน่ำไม่กี่ชั่วโมง มีปริมาณเท่ากับฝนตกทั้งเดือน ทำน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่

สื่อท้องถิ่นออสเตรเลียรายงานว่า สำนักเตือนภัยพิบัติของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ได้ออกประกาศเตือนประชาชน โดยเฉพาะที่อยู่ในเขตเมืองของนครซิดนีย์ อันเนื่องมาจากสภาพอากาศที่แปรปรวน โดยในเช้าวันนี้ (28 พ.ย.) ตามเวลาในท้องถิ่นพบว่า มีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของรัฐ จนส่งผลให้มีน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในนครซิดนีย์

 

 

ส่งผลให้ทางการตั้งสั่งยกเลิกเที่ยวบินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ปิดเส้นทางเดินรถไฟฟ้าใต้ดิเนื่องจากมีน้ำเข้าท่วมภายในสถานี รถยนต์ติดอยู่ตามท้องถนนที่แปรเปลี่ยนสภาพเป็นคลอง

 

 

 

รายงานระบุว่าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือแถบ Mosman ทางตอนเหนือของซิดนีย์ ซึ่งพบว่าวัดปริมาณน้ำฝนได้สูงถึง 111 มิลลิเมตร จากฝนที่ตกลงมาก่อนเวลา 8.30 น.ในเช้าวันนี้

 

 

 

ด้านสำนักอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่า พายุฝนฟ้าคะนองดังกล่าวส่งผลให้บางพื้นที่มีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 106 มิลลิเมตร ซึ่งสูงจากค่าเฉลี่ยปกติที่ตามเมืองใหญ่ของออสเตรเลียจะมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยอยู่ที่ 84 มิลลิเมตรสำหรับเดือนพฤศจิกายน ซึ่งหมายความว่าจากปริมาณน้ำฝนที่วัดได้ครั้งนี้ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งเดือนที่เคยวัดได้ก่อนหน้านี้

 

 

หน่วยฉุกเฉินเผยว่า ได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือเรื่องน้ำท่วมกว่าสิบรายแล้ว ขณะที่นายตำรวจคนหนึ่งเผยว่า สถานการณ์วันนี้เลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยประสบมา ขอให้ทุกคนทั้งผู้ขับขี่และผู้สัญจรใช้ความระมัดระวัง มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 1 คนเพราะอุบัติเหตุจราจรอันเกิดจากพายุ ตำรวจสองนายบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติหน้าที่เพราะต้นไม้ล้มทับ ประชาชนประมาณ 6,600 คนไม่มีไฟฟ้าใช้

สำนักอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ว่า ฝนจะตกต่อเนื่องไปตลอดทั้งวันนี้ และเตือนระวังน้ำท่วมแม่น้ำสาขาย่อยหลายสาย

 

 

ภาพ : https://www.abc.net.au/

เจ้านิกเกอร์ วัวไซต์ยักษ์ในออสเตรเลีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/572213

  • วันที่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 12:14 น.

เจ้านิกเกอร์ วัวไซต์ยักษ์ในออสเตรเลีย

รู้จักเจ้านิกเกอร์ วัวตัวยักษ์ที่รอดจากโรงฆ่าสัตว์ เพราะมันใหญ่เกินไป

สื่อท้องถิ่นของออสเตรเลียรายงานว่า เจ้านิกเกอร์ วัวอายุุ 7 ปี ตัวยักษ์ที่มีขนาดความสูงถึง 6 ฟุต 4 นิ้ว น้ำหนักมากถึง 1,400 กก. กำลังกลายเป็นดาวเด่นในโลกโซเชียลหลังจากที่เจ้าของมัน คือนาย Geoff Pearson ผู้เลี้ยงปศุสัตว์ในแถบรัฐเวสต์เทิรน์ เทอริทอรี่ ได้ขายเจ้านิกเกอร์ให้กับโรงฆ่าสัตว์ แต่ทางโรงฆ่าสัตว์นำตัวมันส่งคืน เนื่องจากขนาดตัวอันใหญ่โตของมันทำให้ไม่สามารถชำแหละมันได้

 

 

 

นั้นหมายความว่า เจ้านิกเกอร์ จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระในทุ่งกว้างของฟาร์มในรัฐเวสต์เทิรน์ เทอริทอรี่ ไปตลอดชีวิตของมัน

 

 

นาย Pearson เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ระบุว่าเจ้านิกเกอร์เป็นวัวสายพันธุ์โฮนสไตน์ฟรีเชี่ยน แต่ทว่ามันกลับมีขนาดตัวที่ใหญ่กว่าปกติอย่างมาก น้ำหนักของมันมากกว่ารถยนต์บางคันเสียอีก โดยหลังจากนี้เจ้านิกเกอร์จะได้ใช้ชีวิตเล็มหญ้าอย่างมีความสุขและเป็นอีสระในแถบเมือง Myalup ทางตอนใต้ของนครเพิร์ธ

นาย Pearson ระบุอีกว่า เขาซื้อเจ้านิกเกอร์ มาไว้ที่ฟาร์มตอนมันอายุได้ 12 เดือน เพื่อไว้เป็นพ่อพันธุ์ให้บรรดาแม่วัว แต่หลังจากนั้นก็พบว่ามันมีขนาดตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนตัดสินใจขายให้โรงฆ่าสัตว์ดังกล่าว

ทั้งนี้ กินเนสส์บุ๊คเวิลด์เร็กคอร์ด เคยบันทึกสถิติวัวตัวใหญ่ที่สุดในโลกไว้ในปี 2010 ที่ประเทศอิตาลีโดยมีชื่อว่าเจ้า Bellino โดยมีส่วนสูงมากถึง 2 เมตร