มีเงินมาก หรือหาเงินได้เก่ง อาจไม่สุขจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575374

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2561 เวลา 16:48 น.

มีเงินมาก หรือหาเงินได้เก่ง อาจไม่สุขจริง

เรื่อง : ดร.ต้อง เดอะ ฟิลเตอร์ ภาพ : เอพี

เคยถามตัวเองบ้างไหมครับว่าเราต้องหาเงินเก่งหรือมีเงินมากแค่ไหน? เราจึงจะมีความสุข หรือไม่ก็ทำให้คนรอบตัวมีสุข อันนี้หลายคนอาจตอบแบบฟันธงยาก เพราะไม่เคยคิดจริงจังว่าต้องมีมากแค่ไหน?

หลายคนวันๆ ยังเอาตัวเองแทบไม่รอด ในสภาพเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองในปัจจุบัน เราต่างอาจแค่ขอเอาตัวเองให้รอดวันนี้ให้ได้ก็ดีพอแล้ว

จริงๆ ผมก็รู้ดีว่าทุกคนเห็นด้วยกันไม่ยากว่าเงินนำความสุขมาให้เราได้ถึงจุดๆ หนึ่งจริง จุดที่เรามีทุกอย่างที่เป็นความต้องการพื้นฐาน เราใช้ชีวิตดี มีศักดิ์ศรี เราอยู่ดี กินอิ่ม คนรอบตัวเราใช้ชีวิตโดยไม่ต้องกังวลว่าวันข้างหน้าอาจจะอด

จากการศึกษาของศาสตราจารย์ Donnelly and Norton จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกับกลุ่มตัวอย่างคนรวยมาก 4,000 คน ที่มีทรัพย์ตั้งแต่ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป เขาค้นพบว่าทุกคนพอมีทรัพย์เกิน 3 ล้านบาท/ปี (โดยประมาณ) ความสุขกับเงินที่หามาได้เริ่มมีค่าผกผันตรงกันข้าม หรือถ้าว่ากันตามศัพท์ทางวิชาการเรียกว่าเป็นกฎผลตอบแทนลดน้อยถอยลง

เราจะเห็นได้เลยว่าคนที่รวยขึ้นเรื่อยๆ หลายคนกลับใช้เงินระวังขึ้นและสนุกกับการหาเงินมากกว่า การมีเงิน เพราะเงินเมื่อเกินจุดๆ หนึ่งไม่ทำให้เราสุขได้อีก ความสุขของคนที่รวยแล้วกลับเป็นการหามาเพิ่ม หามาเพิ่มเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองยังสามารถผลิตทรัพย์และสร้างความนับหน้าถือตาต่อสังคมได้

มันไม่ใช่เงินที่ทำให้สุข แต่ศักดิ์ศรีของการหาเงินได้เก่งต่างหากที่นำความสุขมาเป็นช่วงๆ และก็สุขลดลงๆ เรื่อยๆ ยิ่งหาเยอะ ยิ่งสุขยาก และยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ

ปัญหาที่ตามมาของคนขยันหาเงินเก่ง คือ ความสัมพันธ์กับคนสำคัญจะผกผันกันในทางตรงกันข้ามได้ไม่ยากเช่นกัน (แต่ไม่ทุกกรณีนะครับ) ถ้าเป้าหมายชีวิตเขาคือสนุกหาเงินจนสร้างความสุขให้คนรอบข้างโดยไม่ใช้เงินไม่เป็น

ยิ่งหากเป็นคนยิ้มยากไม่เป็นมิตรกับคนรอบข้าง เครียดง่าย เอาใจยาก และมักเผลอกดดันตัวเองและคนรอบข้างเสมอ อาจยิ่งทำให้ทุกข์กว่าเดิม เพราะส่วนใหญ่คนหาเงินเก่งอย่างเดียว แต่ไม่มีเสน่ห์อย่างอื่นเลย อาจจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าการให้ความสุขคนอื่นโดยไม่ต้องใช้เงินมันทำอย่างไร?

ผลของการโฟกัสกับการหาเงินอย่างเดียวเพื่อสร้างสุขให้คนรอบข้าง อาจยิ่งทำให้คนรอบข้างมองคนหาเงินด้วยความรู้สึกแปลกแยกมากขึ้น เพราะอาจถูกสอนให้ต้องการแค่เงินจากคนหาเงิน แล้วก็ใช้เงินนั้นมาหาสุขเอง แทนที่จะต้องการใช้เวลาให้คุณค่ากับคนที่หาเงินมาให้ จนอาจคิดถึงแต่เงินที่เขาหามา แต่ไม่ได้คิดถึงตัวคนหาเงิน

และถ้าคนหาเงินเริ่มรู้สึกหมดความสำคัญ เพราะอีกคนสนใจแต่เงินที่เขาหามา ก็อาจจำเป็นต้องใช้เงินขู่ให้กลับมาให้ความสำคัญ (คือไม่ให้ต่อ ถ้าไม่ตามใจ ให้คุณค่า) แทนจะจะพัฒนาทักษะที่ไม่ต้องใช้เงิน ในการสร้างสุข พัฒนาวิธีที่ไม่ต้องใช้เงิน ให้คนอื่นคิดถึงตัวเอง โดยไม่ต้องมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง

กฎของผลตอบแทนลดน้อยถอยลงที่กล่าวถึงข้างต้น ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีการผลิต (Production Theory) ซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานด้านเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า เมื่อเรามัวแต่เพิ่มปัจจัยผันแปรเรื่อยๆ ทีละหน่วย จะพบว่าผลผลิตส่วนเพิ่มที่ได้รับกลับมีจำนวนน้อยลงไปเรื่อยๆ จนถึงศูนย์ ซึ่งเกิดจากการใช้ปัจจัยการผลิตในสัดส่วนที่ไม่เหมาะสม นั่นหมายความว่าเงินเองเป็นปัจจัยผันแปร

คนเรามีความสุขไม่ใช่เพราะมีเงินเยอะ แต่เราเห็นตัวเองหาเงินเก่ง มีความสามารถในการหาเงินมาได้เองเยอะ และเราก็เอาเงินมาให้คนรอบข้างสุขกับเรา โดยคิดว่าเราจะสุขเพราะเขาจะเห็นคุณค่า คิดถึงเรา ชีวิตขาดเราไม่ได้ เพราะเราหาเงินเก่ง แต่จริงๆ เขาอาจต้องการเงิน ไม่ได้ต้องการเรา

เงินจึงผกผันเชิงลบกับผลตอบแทนทางอารมณ์ ซึ่งเราอาจคิดไม่ถึง เงินกลับไม่ได้สามารถทำให้เรามีค่าจริง แต่มีค่าผกผันกับการหาเงินได้เก่ง หาเงินได้ยาว ไม่หยุดเก่งเรื่องหาเงิน และความสุขคนอื่นก็อาจต้องการปัจจัยเงินเพิ่ม ไม่ได้น้อยลงอย่างที่คิด เพราะเขาสุขยากขึ้น อะไรซื้อมาได้แล้ว ก็เลิกอยาก หันไปอยากสิ่งใหม่ที่แพงขึ้น ต้องการให้อีกฝ่ายหาเงินมากขึ้นมาตอบสนอง

จริงๆ ความสุขของคนหาเงินมันเป็นอำนาจต่อรองมากกว่า ไม่ใช่เป็นการสร้างสุขแท้ๆ ให้คนรอบข้าง คนมีเงินจึงกลัวหาเงินไม่เก่ง เพราะเขาผูกค่าตัวเองกับการหาเงิน โดยบางทีไม่รู้ตัวเองเช่นกัน ไม่รู้ว่าเขาไม่ได้ผูกค่าตัวเองกับเรื่องอื่น เพราะมัวโฟกัสเรื่องเดียว และชีวิตก็เครียดด้วยเรื่องเดียว คือ เรื่องหาเงิน

จากงานวิจัยปัญหาของความสุขที่เกิดจากการหาเงินเก่งนั้น หลายคนไม่ทราบว่าเป็นความสุขที่ไม่ส่งต่อ มันไม่มีผลกระทบต่อคนอื่นจริง เพราะผู้รับเองซึ่งเป็นคนที่ใช้ชีวิตสบายบนการหาเงินของอีกคนหนึ่ง มักจะไม่สุขตามไปด้วย

เพราะเขาได้อะไรมาง่าย การได้อะไรมาง่ายจะทำให้ใช้ง่าย และเกิดความต้องการใช้เงินอย่างต่อเนื่อง เพราะหาความสุขที่ไม่ใช้เงินไม่เป็น ยิ่งหากหาเงินเองไม่ได้ ยิ่งสุขน้อยลงทุกครั้งที่ใช้เงินที่ไม่ได้หามาเอง ทำให้คนหาเงินยิ่งต้องหามากขึ้น เพื่อสร้างสุขให้ตัวเองและคนอื่นมากขึ้น

ผมรู้จักเรื่องราวของผู้หญิงท่านหนึ่ง สามีเธอรวยมาก มากซะจนยกบ้านริมหาดราคาแพงลิบให้เธอที่ต่างประเทศหลายหลัง ไม่มีอะไรที่เธอซื้อหามาไม่ได้ แต่ยิ่งสามีหาเงินมาให้เยอะเท่าไร เธอกลับรู้สึกสุขยากขึ้นเรื่อยๆ วันหนึ่งเธออยากทุบทำลายบ้านริมหาดที่เธอพักอยู่ และไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมเธออยากทำอย่างนั้น

เธอรู้แค่ว่าชีวิตมันว่างเปล่า มีทุกอย่าง แต่สุขไม่จริง สุขไม่ยาว การหาเงินเก่งของสามีไม่ได้ส่งต่อสุขยาวๆ ให้เธอได้จริง จนเธอเริ่มทำอะไรเพื่อตัวเอง สร้างสุขด้วยตัวเอง (ซึ่งไม่ได้ใช้เงินเลย) เธอจึงเริ่มรู้สึกดีขึ้นกับชีวิตขึ้น

สิ่งที่กล่าวนี้ตรงกับงานวิจัยของอาจารย์ Donnelly and Norton มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ยังค้นพบอีกเช่นกันว่าความสุขของลูกคนรวยหรือภรรยาคนรวยจริงๆ คือ การที่พวกเขาถูกสอนให้รู้จักหาเงินได้เอง รวยหรือสุขด้วยตัวเอง

เพราะถ้าเขารวยหรือสุขบนการหาเงินของอีกคน ความสุขจะไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องการเอาเงินไปใช้สุรุ่ยสุร่าย จนกลายเป็นเคยชินกับการใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย และเสพติดการใช้เงินฟุ่มเฟือย และไม่สุขยาว แต่กลับสุขยากขึ้นเรื่อยๆ มากกว่า

จากการศึกษาเขาค้นพบเพิ่มว่าคนที่รวยด้วยทรัพย์ที่เป็นมรดกหรือได้มาจากคนอื่น (เช่น แต่งงาน ฯลฯ) คนเหล่านี้ไม่มีความสุข ไม่ว่าเงินจะมีมากแค่ไหนก็ตาม ทุกคนจะเสพติดบางอย่างที่ไม่เกี่ยวกับเงิน และเงินไม่สามารถให้ความสุขกับพวกเขาได้จริง

สิ่งนี้อาจทำให้เราเห็นด้วยว่าคนที่โกงเงินเขามา จะมีความสุขได้ ต้องซื้อหรือหาอย่างอื่นมาทดแทนความรู้สึกว่างเปล่าจากการได้เงินมาโดยไม่ได้โชว์ความสามารถอะไรเช่นกัน บางทีเขาอาจยังไม่ได้สุขจริง เพราะเงินที่ได้มาโดยไม่มีความสามารถตัวเองจริง ไม่ได้ทำให้รู้สึกดี ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าตัวเองหาเงินเก่ง และก็รู้ด้วยว่า คนรอบข้างก็มองออก

คนเหล่านี้จึงมักต้องโชว์อำนาจบางอย่าง นอกเหนือจากเงินที่หามาได้ เพื่อกลบความรู้สึกไร้ค่า ที่ได้เงินมาโดยไม่ได้หาเงินเก่งจริงแต่อย่างใด

ดังนั้น คนมีเงินมากหรือหาเงินได้เก่ง อาจไม่สุขจริงนะครับ อย่าเพิ่งรีบอิจฉาตาร้อนไปก่อน ทำใจให้สบาย เพราะสุข อาจง่ายกว่าที่เราคิด 

รสริน จันทรา ขอเป็นพลังบวกล้างพลังลบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575346

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

รสริน จันทรา ขอเป็นพลังบวกล้างพลังลบ

เรื่อง : มัลลิกา นามสง่า

อดีตนางเอกชื่อดัง ปัจจุบันยังเป็นนักแสดงและควบตำแหน่งครูสอนการแสดงที่กันตนา ภาพที่แฟนๆ ติดตามในยุคนี้ เธอคือผู้หญิงที่สวยงามทั้งภายนอกและภายใน มีความอ่อนโยน พูดจาไพเราะ มีจังหวะน้ำเสียงนุ่มนวล และแสนใจดี

“ตุ้ม” รสริน จันทรา สวยสมวัยและยังคงสนุกกับการทำงานแสดง พบเจอเพื่อนฝูงทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง งานบุญ ล่าสุดกับการร่วมก๊วนกับเพื่อนนางแบบนักแสดงในยุคเดียวกัน เทพยุดา ศรียาภัย เนาวรัตน์ ซื่อสัตย์ และ สินาภรณ์ พิไลลักษณ์ มีโครงการทำรายการ “คุณย่าขาลุย” เพื่อเผยแพร่ทางช่องทางออนไลน์

ภาพของรสรินเป็นที่คุ้นตาในบทบาทนักแสดง หากยังมีอีกหนึ่งบทบาทที่เธอทำมานานหลายปีโดยไม่มีค่าตอบแทน หากมุ่งมั่นตั้งใจทำราวกับงานประจำเพื่อตอบแทนสังคม นั่นคือการเป็นผู้พิพากษาสมทบ และเป็นผู้ประนีประนอมศาลอาญา

“ชอบช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสกว่า เรามองเห็นคนที่ลำบากกว่าเรา พอมีเราก็แบ่งปัน รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ไปตามที่ต่างๆ ไปมอบสิ่งของ ทำมา 30 ปีแล้ว เป็นกิจกรรมที่เรามีโอกาสจะทำชอบทำงานจิตอาสา จนได้มีโอกาสทำงานเป็นผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี และเป็นผู้ประนีประนอมศาลอาญา ศาลจังหวัดธัญบุรี และสุพรรณบุรี เป็นจิตอาสา ไปช่วยงานศาลเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน เราไม่ได้เงินเดือนแต่เรามีความสุข มีความปลื้มปีติ

งานละครสมัยนี้เขาจะถามว่า เราว่างวันไหน ถ้าจำเป็นต้องถ่ายทำทั้งวันจะขอแลกเวรกับท่านอื่น แต่ถ้ากองละครไม่ซีเรียสขอเป็นช่วงบ่าย เพราะเราต้องเข้าเวรเช้าที่เลือกมาทำตรงนี้ รู้จักพี่คนหนึ่งที่นับถือกัน เขาบอกว่า ตุ้มมีคุณสมบัติที่ศาลต้องการ หนึ่ง เป็นคนมีการศึกษา มีชื่อเสียง ภาพพจน์ดี ก็เลยลองไปสมัคร รอนานเหมือนกัน เพราะขั้นตอนคัดเลือกผู้พิพากษาสมทบละเอียดมาก เขาดูประวัติอะไรหลายๆ อย่าง

จุดที่ทำให้อยากทำ เพราะเรามีประสบการณ์ในการเลี้ยงลูก รู้ว่าเด็กที่มีปัญหา พ่อแม่แยกกัน ปัญหาเกิดจากอะไร? บางเคสที่เจอ พอเกิดมาแม่ก็ไม่เอา พ่อก็ไม่เอา ต่างคนต่างไปมีใหม่ อยู่กับปู่ย่าตามลำพัง เขาเป็นเด็กที่น่าสงสาร เขาเลยทำอะไรผิด เพราะน้อยเนื้อต่ำใจ

พอเจอเคสแบบนี้เมื่อเขาโดนคดีมา มาเจอกับเรา เราต้องคอยพูดคุยถามไถ่เขา คุยลึกๆ กับเขา ทำให้เขาไว้เนื้อเชื่อใจ พอเสร็จแล้ว ครอบครัวเขาจะมาเข้ากิจกรรมครอบครัวสัมพันธ์เพื่อให้ทั้งแม่และลูกได้รู้สึกถึงความรักที่มีต่อกัน บางทีเขาไม่แสดงออก บางทีเขาต้องการความรัก ความสนใจ

ทำมา 7 ปี เป็นงานที่รัก ไม่รู้สึกเหนื่อยที่จะทำ ไม่ว่าจะด้านไหน พอตื่นขึ้นมา จะได้ไปทำ ความขี้เกียจไม่มีเลย มีแต่ความอยากไปทำ”

ด้วยบุคลิกลักษณะนุ่มนวล พูดจาไพเราะ และมีความใจเย็น ทำให้รสรินสามารถช่วยเยียวยาปัญหาต่างๆ ได้อย่างลุล่วง

“เวลาคนโมโหทะเลาะกัน 2 คน 2 ข้าง เราอยู่ตรงกลางต้องทำยังไงให้เขาดีต่อกันให้ได้ อย่างในกรณีของเยาวชน เราก็เอาประสบการณ์มีลูกไปอบรมเด็ก เรามีความเป็นแม่ เข้าใจทั้งแม่และลูก

เวลาคนทะเลาะกันรุนแรง เสียงดัง ตามสไตล์เราเวลาพูด คุณคะ ค่อยๆ คุยกัน เราพูดดีกับเขา ไม่มีอารมณ์เข้าไปร่วมด้วย เขาก็หยุดฟังเรา

คนใจร้อนมา เรายิ่งต้องใจเย็นกว่าเขาให้มากๆ เวลาไปทำงานไม่ค่อยบอกว่าเราเป็นใคร เขาจะคุ้นๆ หน้า พอเขานึกได้ว่าเราเป็นนักแสดง ก็ช่วยในเรื่องของภาพพจน์ เขาเลยเชื่อใจ ไว้ใจเราได้ง่าย แล้วเราก็บอกเสมอว่า เราปรารถนาดีกับทั้งคู่นะคะ

บางคนอาจจะคิดว่าเราเข้าข้างคนนี้ แต่ในทางจริยธรรมเราเป็นกลาง เราต้องรับฟังความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย การตกลงกันอยู่ในความพอใจของเขาทั้งสองฝ่าย ไม่ได้รู้สึกเสียเปรียบ”

ทำงานจิตอาสาตรงนี้มาร่วม 7 ปี ปัญหาที่เจอเยอะที่สุด รสรินชี้ว่าหนีไม่พ้นความโลภของมนุษย์

“เราเห็นปัญหาคนที่ขัดแย้งกันมาเยอะ แล้วส่วนใหญ่คนที่มีปัญหาคือ คนที่มีความโลภมาก อะไรก็อยากได้ อันนี้ของฉัน อยากได้ เราเห็นความโลภของคน ไม่ได้ว่าเราดี แต่เราเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ก็ต้องรับฟัง บางทีเอาประสบการณ์ของตัวเองเล่าให้เขาฟัง เราเคยเจอแบบนี้นะ

มีเคสหนึ่งเขาโลภมากเลย ก็บอกเขาว่า คุณรู้ไหม ตายไปเอาอะไรไปไม่ได้ ตุ้มเคยเล่นละครเรื่องหนึ่ง ตายแล้วเอาลงโลง มัดมือ ปิดฝาโลง กลัวมาก ไม่เคยนอนในโลงศพมาก่อน แต่นาทีนั้นก็คิดอะไรได้หลายอย่าง มีสติมาก คิดได้ว่า สุดท้ายเราตายไปเอาอะไรไปไม่ได้เลย ตัวเราพอดีโลง ก็พูดให้เขาฟัง แต่เขาจะฟังเราได้แค่ไหนก็อยู่ที่เขา

บางครั้งใช้เวลาหลายครั้งกว่าเรื่องจะจบ แม้งานจะยาก มีหลายปัญหา แต่อย่าลืมนักแสดงมีประสบการณ์เยอะ จากการเจอคนเยอะ เราสวมบทบาทต่างๆ เราก็ศึกษา บางคนเขามีปัญหานี้ เราก็สามารถเข้าใจในปัญหาได้ และมีวิธีที่จะช่วยประนีประนอม

การทำงานนี้เรารับฟังแต่พลังงานด้านลบ แต่พลังด้านบวกของเราก็ออกไป เราถึงสยบเขาได้ เขาพูดมาแบบใจร้อน ด้วยอารมณ์โมโห เราเหมือนเป็นลมเย็นๆ ทำให้เขาเย็นลงได้ เอาพลังบวกสู้กับเขา”

แม้จะรับรู้ปัญหาหนักๆ ของคนอื่น แต่พอเสร็จงานกลับบ้าน เธอฟื้นฟูพลังบวกด้วยต้นไม้ ดอกไม้

“เราจะไม่แบกทุกเรื่องไว้ ทำงานเสร็จก็ลืม กลับบ้านใช้เวลาอยู่กับสวน อยู่กับต้นไม้ เอาเรื่องร้ายๆ ออกไป ไม่เก็บอะไรมาคิด ส่วนใหญ่ทำงานค่อนข้างสำเร็จ ทำให้เรามีความสุขที่ได้ช่วยคน ถึงเวลานอนก็หลับสบายดี”

สุดท้าย รสริน บอกว่า 7 ปีที่ทำงานตรงนี้ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง

“มีสติ มีสมาธิ มีมุมมอง เห็นปัญหาเยอะ แต่ทุกปัญหาก็มีทางออก แล้วการที่รับฟังปัญหา ทำให้เวลาที่เราเจอปัญหา ปัญหาของเราเล็กนิดเดียวเองเมื่อเทียบกับพวกเขา เราก็ปล่อยวางได้ง่ายขึ้น ไม่เครียด” 

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม สัตวแพทย์หัวใจหล่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575344

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2561 เวลา 11:35 น.

ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม สัตวแพทย์หัวใจหล่อ

เรื่อง : พุสดี สิริวัชระเมตตา

“เมื่อยามที่โลกเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ นอกจากผู้ประสบภัยที่รอคอยการช่วยเหลือสัตว์ต่างๆ ซึ่งไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ก็ได้รับความลำบากและต้องการได้รับความช่วยเหลือไม่ต่างกัน”

นี่จึงกลายเป็นที่มาของภารกิจอันแสนภาคภูมิใจที่ “หมอน็อต” นสพ.ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม ผู้จัดการโครงการสัตว์ประสบภัย องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก เดินหน้าทำมาตลอด 10 ปี กับการลงพื้นที่ภัยพิบัติในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อช่วยเหลือสัตว์โลกที่มักถูกลืมหรือละเลยยามเกิดวิกฤต

“ช่วงแรกที่ผมเข้ามาทำงานตรงนี้ คนไทยรวมทั้งสัตวแพทย์เองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่างานจัดการภัยพิบัติของสัตว์นั้นคืออะไรและมีความสำคัญอย่างไรด้วยซ้ำ เพราะถือเป็นเรื่องที่ใหม่มากในภูมิภาคอาเซียน ตัวผมเองแม้จะเรียนจบสัตวแพทย์ก็ยังไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจมากนัก รู้แต่มีแพชชั่นตั้งแต่สมัยเรียนว่าอยากทำงานอะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์

ดังนั้นพอเรียนจบแล้วเห็นว่าทางองค์กรพิทักษ์สัตว์โลกเปิดรับอินเทิร์น ผมเลยลองมาสมัคร ปรากฏว่าได้ จึงมีโอกาสทำงานมาจนถึงทุกวันนี้” หมอน็อตบอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของโชคชะตาที่นำพาให้มาทำงานช่วยเหลือสัตว์ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

หมอน็อตยอมรับว่าการทำงานที่มีชีวิตของคนและสัตว์เป็นเดิมพันนั้น ไม่ใช่ภารกิจที่ท้าทายเพียงอย่างเดียว แต่ทั้งเหนื่อยและเครียด เพราะไม่รู้ว่าเหตุภัยพิบัตินั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ มาในรูปแบบไหน และสิ่งที่ต้องเจอในพื้นที่คืออะไร

“ตอนมาทำงานใหม่ๆ ผมจินตนาการว่าการทำงานของพวกเราคงเหมือนเวลาเจ้าหน้าที่ยูเอ็น (สหประชาชาติ) นำสิ่งของเข้าไปช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในยูกันดา ซึ่งพอมาลงพื้นที่จริง สภาพหน้างานอาจไม่ต่าง แต่การดำเนินการให้ความช่วยเหลือผมคิดว่าซับซ้อนมากกว่า เพราะทุกอย่างไม่มีคำว่าตายตัว ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะหน้า

ในการลงพื้นที่แต่ละครั้งนอกจากจะคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ยังต้องอาศัยการประสานงานกับหลายภาคส่วนโดยเฉพาะภาครัฐหรือองค์กรของชุมชนในท้องถิ่น เพื่อให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเราไม่ใช่องค์กรใหญ่ ดังนั้นการทำงานกับภาครัฐจะช่วยให้เรารู้เป้าหมายและความต้องการของชุมชนได้อย่างแม่นยำ

ที่สำคัญยังสามารถทำงานเพื่อให้เกิดผลอย่างยั่งยืนได้ เพราะเราคงไม่สามารถจะลงพื้นที่อยู่กับชาวบ้านได้ตลอดไป สิ่งที่เราทำได้คือนำองค์ความรู้ไปมอบให้” หมอน็อตบอกเล่าถึงภารกิจที่ทำด้วยแววตามุ่งมั่น

งานนี้เพื่อฉายภาพการทำงานให้เห็นชัดเจนมากขึ้น หมอน็อตถือโอกาสบอกเล่าถึงการลงพื้นที่ครั้งล่าสุดเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยและสัตว์จากเหตุแผ่นดินไหวที่เกาะสุลาเวสี ตอนกลางของประเทศอินโดนีเซีย และการเกิดสึนามิถล่มที่เมืองปาลู ซึ่งผลจากภัยพิบัติดังกล่าวทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบมากถึง 1.6 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตกว่าพันคน ยังไม่รวมถึงสัตว์อีกนับไม่ถ้วนที่ล้มตาย หรือถูกทิ้งให้ต้องทนทุกข์ทรมาน

“หลังจากตัดสินใจว่าจะลงพื้นที่ ผมและทีมงานนั่งเครื่องบินไปลงที่ฝั่งใต้ของอินโดนีเซีย เพราะเครื่องบินไม่สามารถลงจอดที่เมืองปาลูซึ่งเป็นจุดหมายได้ เราจึงต้องเหมารถจากตอนใต้มายังตอนกลาง ซึ่งกว่าจะหารถได้ก็ใช้เวลาเกือบ 1 วัน นั่งรถมาอีก 1,060 กิโลเมตร ใช้เวลาร่วม 20 ชั่วโมง กว่าจะเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย

เพราะต้องใช้เส้นทางที่เลาะทางเขาเข้ามาทั้งหมด เวลาเจอปั๊มน้ำมันก็ต้องคอยแวะเติม เชื่อไหมว่าแต่ละปั๊มมีรถต่อคิวเติมน้ำมันติดยาวเป็นกิโล ใช้เวลารอไม่ต่ำกว่าชั่วโมง” หมอน็อตสะท้อนภาพความยากลำบากในการเข้าพื้นที่

“พอใกล้ถึงจุดหมาย เราเริ่มเห็นผู้ประสบภัยใช้ชีวิตอยู่ตามท้องถนน เริ่มพบแพะ-แกะที่ป่วยและมีบาดแผล เราก็ดำเนินการช่วยเหลือนำอาหารไปให้ จนมาถึงจุดหมาย วินาทีแรกที่เปิดกระจก คือได้กลิ่นเน่าลอยมาก่อนเลย” หมอน็อตถ่ายทอดถึงเหตุการณ์ที่ยังจำได้ไม่ลืม พร้อมเผยถึงภารกิจของทีม

“เราลงพื้นที่ครั้งแรก 3 วัน เพื่อสังเกตการณ์และให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น เราเข้าไปสำรวจจุดพักพิงที่ประชาชนอพยพมาอาศัยอยู่พร้อมสัตว์ต่างๆ เพื่อประเมินความเสียหายอย่างเร่งด่วน พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลในการให้ความช่วยเหลือสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บ

มอบชุดอุปกรณ์ทางการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อรักษาสัตว์ในพื้นที่ภัยพิบัติ และวางแผนให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องด้วยการนำทีมสัตว์แพทย์อาสาเข้าไปในพื้นที่ ก่อนจะเดินทางกลับออกมา เบ็ดเสร็จรวมระยะทางไป-กลับ 2,000 กว่ากิโลเมตร ใช้เวลาอยู่บนรถร่วม 50 ชั่วโมง”

นอกจากอินโดนีเซีย ตลอด 10 ปีในการทำงาน หมอน็อตได้มีโอกาสลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยและสัตว์มาแล้วในหลายพื้นที่ ผ่านการทำงานในภัยพิบัติมาแล้วทุกรูปแบบ ทั้งแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ น้ำท่วม ภัยแล้ง และโรคระบาด ซึ่งมักเกิดหลังจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ

“บนโลกนี้มีภัยพิบัติเกิดขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทุกวันนี้ทีมงานของเราซึ่งกระจายอยู่ในทุกภูมิภาคทั่วโลก ได้แก่ ไทย คอสตาริกา เคนยา และอินเดีย จะทำงานร่วมกันในการมอนิเตอร์สถานการณ์ภัยพิบัติรอบโลก และประเมินสถานการณ์ในการลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือต่อไป

ส่วนใหญ่เมื่อเกิดภัยพิบัติเราจะใช้เวลาตัดสินใจและประสานงานเพื่อเตรียมตัวลงพื้นที่ไม่เกิน 3 วัน โดยหลักการประเมินว่าจะลงพื้นที่หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นสถานการณ์อะไร แต่ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและผลกระทบของเหตุการณ์นั้น ยกตัวอย่างเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม เราต้องประเมินแล้วว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร น้ำหลากมาแล้วไป หรือน้ำท่วมขัง ถ้าเป็นอย่างหลังเราต้องไป เพราะต้องมีคนและสัตว์ติดเกาะ ขาดน้ำขาดอาหาร เป็นต้น” หมอน็อตบอกเล่าอย่างออกรส พร้อมไขข้องใจว่า ในจำนวนภัยพิบัติประเภทไหนท้าทายที่สุดในการเข้าไปช่วยเหลือ

“ภัยแล้งยากที่สุดครับ ถึงภาพที่ออกมาจะดูไม่ตื่นเต้นเท่าภาพสึนามิ แผ่นดินไหว แต่เหตุการณ์พวกนั้นเกิดแล้วจบทันที ยกเว้นบางกรณีอาจจะมีอาฟเตอร์ช็อกหรือมีกระทบต่อเนื่อง อย่างสึนามิที่ญี่ปุ่นเมื่อปี 2011 ส่งผลกระทบไปถึงโรงงานนิวเคลียร์

แต่ภัยแล้งเป็นภัยพิบัติที่กระทบในวงกว้างและยาวนาน ไม่เพียงทำให้ชาวบ้านบางคนหมดตัว เพราะเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้ แต่ในแง่การลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือก็ยากเช่นกัน เพราะความสำเร็จการเข้าไปช่วยเหลือชุมชนที่ประสบภัยพิบัติ ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับต้นทุนที่ชุมชนนั้นมีด้วย หากทรัพยากรที่มีร่อยหรอก็เพิ่มความยากในการช่วยเหลือและสร้างความยั่งยืนให้กลับมา”

ถามว่าอะไรคือแรงบันดาลใจให้หมอน็อตไม่ย่อท้อกับการอุทิศตนเพื่อทำงานที่ท้าทาย แม้รู้ดีว่าการพื้นทุกครั้งเต็มไปด้วยอุปสรรคและความยากลำบาก สัตวแพทย์หนุ่มตอบอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิดว่า

“ผมเชื่อว่างานทุกงานมีความลำบาก ไม่ใช่แค่งานนี้ ผมเพียงแต่รู้ว่างานที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และสัตว์โลกที่กำลังเผชิญกับภัยพิบัติ ผมมีความสุขที่ได้เห็นว่าผลจากงานที่ผมทำ ทำให้ชาวบ้านและสัตว์ได้กลับไปมีชีวิตแบบที่ควรจะมีและควรจะเป็นอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม หมอน็อตยอบรับว่าทุกครั้งที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ย่อมมีทั้งความสุขสมหวังและความผิดหวังเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งที่ต้องทำคือยอมรับและเดินต่อไป

“เราไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ 100% ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ตาม ผมมักปลอบใจตัวเองเสมอว่าตราบที่เราทำทุกอย่างอย่างดีที่สุดและเร็วที่สุด ผลออกมาจะเป็นอย่างไร? มันคือความจริงที่เราต้องยอมรับ หากผลลัพธ์ออกมาไม่เป็นดั่งหวัง เราก็ต้องเรียนรู้และนำมาเป็นบทเรียนในครั้งต่อไป”

สำหรับเป้าหมายจากนี้ นอกจากหมอน็อตยังคงมุ่งมั่นทำงานตรงนี้ต่อไปให้นานที่สุด เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปบนเส้นทางการทำงาน ตั้งแต่วันแรกมาจนถึงวันนี้ ต้องยอมรับว่า 10 ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น สังคมตื่นตัวเรื่องการช่วยเหลือสัตว์ เพราะฉะนั้น 10 ปีจากนี้หมอน็อตเชื่อว่าน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอีก

“ตอนนี้เราพยายามกระตุ้นให้ภาครัฐเข้ามาสร้างกลไกในการช่วยเหลือสัตว์ในภาวะภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ก่อนเกิด-ระหว่างและหลังเกิดภัยพิบัติ ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ซึ่งเราเดินหน้าไปเยอะแล้วในเชิงทฤษฎี แต่เราอยากให้เห็นในเชิงปฏิบัติ ทั้งในการยกระดับการเตือนภัยและการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ”

ทั้งนี้ หมอน็อตยังถือโอกาสทิ้งท้ายด้วยหัวใจที่หล่อมากๆ ในการเป็นความหวังของสัตว์โลกยามเกิดภัยพิบัติว่า

“ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ผมไม่เคยกลัวตาย แต่ผมกลัวว่าลงพื้นที่ไปแล้วจะช่วยอะไรไม่ได้มากกว่า เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น สำหรับผมมันคือความล้มเหลว”

ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ตลาดของขวัญนำความสุข ประยุกต์สู่ไลฟ์สไตล์แบบปัจเจก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575343

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2561 เวลา 11:32 น.

ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ตลาดของขวัญนำความสุข ประยุกต์สู่ไลฟ์สไตล์แบบปัจเจก

เรื่อง : จะเรียม สำรวจ & ทีม@Weekly

พอก้าวเข้าสู่เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ บรรยากาศของอาคารห้างร้านต่างๆ ก็จะถูกตกแต่งอย่างสวยงาม เดินไปร้านไหน ห้างค้าปลีกไหน ก็จะเห็นสินค้าประเภทของขวัญของฝากนำมาจัดเรียงอย่างสวยงาม เพื่อต้อนรับลูกค้า เพราะช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของการมอบของขวัญเพื่อส่งมอบความสุขให้แก่กัน

การสะพัดของเม็ดเงินในเทศกาลส่งท้ายปีเก่า 2561 ต้อนรับปีใหม่ 2562 ที่จะมีการส่งมอบของขวัญและจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้ ถือว่าเป็นการส่งรับความสุขซึ่งกันและกัน มาดูเทรนด์ต่างๆ ในเทศกาลนี้กัน

ข้อมูลคาดการณ์จากโพลและการวิจัยต่างๆ

จากการแถลงของ ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ข้อมูลว่าผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคช่วงเทศกาลปีใหม่ปี 2562 คาดว่ามีเงินสะพัด 1.35 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% เทียบกับช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา แบ่งเป็นการใช้จ่ายคนกรุงเทพฯ 6.22 หมื่นล้านบาท และคนต่างจังหวัด 7.3 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ผู้ตอบส่วนใหญ่ระบุว่าบรรยากาศช่วงเทศกาลปีใหม่คึกคักกว่าปีที่ผ่านมา โดยเป็นการใช้จ่ายเพื่อไปท่องเที่ยวมากสุด ซึ่งเที่ยวในประเทศ 5.86 หมื่นล้านบาท และเที่ยวต่างประเทศ 3.83 หมื่นล้านบาท รองลงมาคือซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 1.74 หมื่นล้านบาท เลี้ยงสังสรรค์ 1 หมื่นล้านบาท เป็นต้น และปัจจัยที่คนเป็นห่วง คือ ราคาน้ำมัน คอร์รัปชั่น ซึ่งต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจภาพรวม การเมืองมีเสถียรภาพ ปัญหาสังคม เป็นต้น

ทางด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าเม็ดเงินการใช้จ่ายของคนกรุงเทพฯ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 จะอยู่ที่ประมาณ 30,800 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4.1 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากราคาสินค้าและอาหารที่แพงขึ้น และถึงแม้ว่าในปีนี้มาตรการช็อปช่วยชาติจะไม่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ในทุกหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค

รวมถึงการแจกเงินปีใหม่ 500 บาท ให้กับผู้ที่มีรายได้น้อยและได้ทยอยแจกในช่วงเดือน ธ.ค. น่าจะกระจายตัวอยู่ในกลุ่มคนต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ แต่เชื่อว่าบรรดาผู้ประกอบการค้าปลีกก็น่าจะมีการโหมจัดกิจกรรมกระตุ้นการขายในทุกกลุ่มสินค้าอย่างต่อเนื่องไปตลอดทั้งช่วงเทศกาล

สำหรับเม็ดเงินใช้จ่ายของคนกรุงเทพฯ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 แยกเป็นค่าใช้จ่ายอาหารและเครื่องดื่ม 9,400 ล้านบาท รองลงมา คือ ท่องเที่ยวในประเทศ (ค่าเดินทางกลับบ้าน เดินทางท่องเที่ยว รวมถึงค่าที่พัก) 8,800 ล้านบาท ซื้อของขวัญ/ของฝาก 8,400 ล้านบาท การให้เงินพ่อแม่/พี่น้องเป็นของขวัญปีใหม่ 2,100 ล้านบาท และทำบุญ/ไหว้พระ 1,600 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆ (อาทิ ดูหนัง ฟังเพลง บริจาคสิ่งของ) 500 ล้านบาท ทั้งนี้งบประมาณใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 5,600 บาท เทียบกับปี 2561 ที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 5,400 บาท

การมอบของขวัญให้แก่กันยังคงเป็นกิจกรรมที่คนกรุงเทพฯ กว่า 55% ของคนที่ทำแบบสำรวจเลือกทำในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 มากเป็นอันดับ 1 แต่ทั้งนี้คนกรุงเทพฯ อาจจะวางแผนเน้นซื้อให้เฉพาะบุคคลสำคัญอย่างคนในครอบครัว รวมถึงการซื้อเพื่อนำมาร่วมจับสลากภายในองค์กรหรือบริษัท ซึ่งประเภทของของขวัญที่ซื้อให้ในแต่ละกลุ่มก็มีความแตกต่างกันไป

ส่วนของขวัญที่มอบให้คนในครอบครัวจะเน้นหมวดที่เกี่ยวกับสุขภาพเป็นหลัก เช่น กระเช้าของขวัญ สินค้าเพื่อสุขภาพ (วิตามินและอาหารเสริม) และเครื่องแต่งกาย ส่วนของขวัญที่ซื้อเพื่อจับสลากจะเน้นที่การใช้งานและตอบโจทย์ได้กับคนทุกกลุ่มมากกว่า เช่น อุปกรณ์เสริมไอที (แบตเตอรี่สำรอง แผ่นรองกันกระแทกหรือเคสโทรศัพท์ หูฟัง) อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และช็อกโกแลต/คุกกี้

ห้างสรรพสินค้าถือเป็นแหล่งช็อปปิ้งที่คนกรุงเทพฯ เลือกไปซื้อของขวัญและทำกิจกรรมต่างๆ มากที่สุด ถึง 94% ของคนที่ทำแบบสำรวจ รองลงมา คือ ซูเปอร์มาร์เก็ต ชี้ให้เห็นว่าร้านค้าปลีกที่มีหน้าร้าน (Offline) ยังตอบสนองไลฟ์สไตล์ในการจับจ่ายของคนกรุงเทพฯ ได้เป็นอย่างดี เพราะมีสินค้าและบริการให้เลือกครบครัน และครอบคลุมความต้องการของคนทุกเพศทุกวัย (Life-Style Mall)

อย่างไรก็ดี กระแสช็อปปิ้งออนไลน์ (คนกรุงเทพฯ 28% เลือกใช้จ่ายผ่านช่องทางนี้) ก็ถือว่ามาแรงไม่น้อยเช่นกัน เพราะจากการสอบถามกลุ่มตัวอย่างพบว่าผู้บริโภคมีแนวโน้มหันมาจับจ่ายผ่านช่องทางนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น-วัยทำงาน ซึ่งการสั่งซื้อที่ได้ความนิยมสูง คือ การสั่งซื้อผ่านช่องทางโซเชียลคอมเมิร์ซ อาทิ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลค์ เพราะมีการเข้าใช้อยู่เป็นประจำ

เทรนด์สุขภาพมาแรงหนุนธุรกิจของขวัญคึกคัก

สำหรับเทรนด์ของขวัญที่มาแรงในปีนี้ดูเหมือนว่าจะอิงมาในแนวเพื่อสุขภาพและรักษาสิ่งแวดล้อมกันเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากคนไทยหันมารักสุขภาพและรักษ์โลกกันมากขึ้น จึงทำให้ของขวัญของฝากแนวเพื่อสุขภาพได้รับความสนใจเป็นพิเศษ

จิรบูลย์ วิทยสิงห์ นายกสมาคมของขวัญของชำร่วยไทย และของตกแต่งบ้าน กล่าวว่า การส่งมอบของขวัญหรือกระเช้าในช่วงปีใหม่ถือเป็นธรรมเนียมปกติที่มีการมอบสิ่งของให้แก่กัน โดยเฉพาะการมอบให้คนรักและญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือต่างๆ ซึ่งสินค้าที่ได้รับความนิยมซื้อมอบเป็นของขวัญให้แก่กันในปีนี้ คือ กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ อย่างเช่น สมาร์ทวอตช์ เนื่องจากปัจจุบันคนไทยหันมาใส่ใจกับการออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพแข็งแรงมากขึ้น

“ขณะเดียวกันการที่ปีนี้ประเทศไทยมีการจัดงานวิ่งมาราธอนเป็นจำนวนมาก ประกอบกับปัจจุบันราคาสมาร์ทวอตช์ไม่สูง คือ จำหน่ายกันอยู่ที่หลักร้อยบาท จากเดิมจะจำหน่ายกันที่หลักพันบาท จึงทำให้สมาร์ทวอตช์ยิ่งเป็นที่สนใจซื้อมอบให้เป็นของขวัญในกลุ่มของผู้ที่ชอบการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง

นอกจากนี้ ในกลุ่มของกระเช้าเพื่อสุขภาพ สปา อาหารแปรรูป สินค้าโอท็อป และสินค้าเทคโนโลยีอื่นๆ ก็ได้รับความสนใจจากผู้บริโภค เพื่อซื้อมอบเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าโอท็อปปีนี้ถือว่าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากสินค้าโอท็อปมีการใช้นวัตกรรมเข้าไปช่วยในการผลิตทำให้สินค้ามีอายุยาวนานมากขึ้น”

จิรบูลย์ กล่าวอีกว่า ภาพรวมตลาดของขวัญ ของชำร่วย และของแต่งบ้านในปีนี้ คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตได้ที่ 4.5% จากมูลค่าประมาณ 7 หมื่นล้านบาท จากปี 2560 ที่ทรงตัว โดยปัจจัยหลักเกิดจากกลุ่มสินค้าของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวโตเฉลี่ย 5-6% ส่งผลให้มีมูลค่าราว 4 หมื่นล้านบาท รวมทั้งตลาดส่งออกที่ยังเติบโตได้ถึง 4.5% จากมูลค่า 2.4 หมื่นล้านบาท จึงทำให้สหรัฐอเมริกาหันมาสั่งซื้อสินค้าจากไทยมากขึ้น

ต้อนรับปีใหม่ ซื้อสินค้าเป็นของขวัญยังคึกคัก

ร้านลอฟท์ (Loft) ปีนี้ก็มีการเตรียมสินค้าพิเศษไว้คอยต้อนรับลูกค้าที่จะเข้ามาซื้อสินค้า เพื่อเป็นของขวัญส่งมอบให้กันในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เช่นกัน

กชวร สกุลเสาวภาค ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สยาม สเปเชียลลิตี้ ผู้บริหารร้าน “ลอฟท์” กล่าวว่า ของขวัญเป็นสิ่งที่ให้กันได้ในทุกโอกาส ทุกคนอยากให้คนที่เรารักมีความสุข ยังไม่นับการจับสลากของขวัญกับเพื่อนๆ และครอบครัว ซึ่งในส่วนของปีนี้บรรยากาศการจับจ่ายซื้อของขวัญที่ร้านลอฟท์ถือว่ามีความคึกคักมากกว่าทุกปี เพราะมีสินค้าให้เลือกใหม่ๆ มากมาย เนื่องจากบริษัทมีทีมงานที่ใช้เวลาคัดเลือกสินค้า เพื่อให้ลูกค้าได้ของที่ถูกใจและสนุกกับการเลือกช็อปปิ้ง

“สินค้าพิเศษที่ร้านลอฟท์เตรียมไว้ต้อนรับลูกค้า ยังคงเน้นไปที่สินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ เพราะถือเป็นคาแรกเตอร์โดยเฉพาะของร้านลอฟท์ที่มัดใจลูกค้า ที่ลูกค้าเข้ามาแล้วต้องได้ของขวัญกลับไปอย่างแน่นอน โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมยังคงเป็นกลุ่มตุ๊กตา เครื่องสำอาง เครื่องเขียน ชุดกาแฟ แกดเจ็ต ที่เน้นทั้งด้านดีไซน์และฟังก์ชั่นการใช้งานเข้าไว้ด้วยกัน เช่น พาวเวอร์แบงก์น่ารักๆ และสมุดแบบ Customized เป็นต้น”

กชวร กล่าวต่อว่า เทรนด์ของขวัญที่มอบให้เป็นการส่วนตัวที่มาแรงในปีนี้ คือสินค้าแบบเพอร์ซันนัลไลซ์ เพราะมีความพิเศษไม่เหมือนใครและมีคุณค่าทางจิตใจ

“จะเห็นได้ว่ามีลูกค้าที่ซื้อสมุดและแอกเซสซอรี่ ไปตัดแปะ ตกแต่ง เอารูปมาผสม เอาปากกาไปเขียนข้อความในใจ ครีเอทเป็นของขวัญชิ้นเดียวในโลก ส่วนของขวัญอีกกลุ่มที่เป็นที่นิยมคือสินค้าสินค้าเกี่ยวกับไอทีแกดเจ็ต ส่วนกลุ่มสินค้าตุ๊กตาก็ยังเป็นที่นิยมต่อเนื่อง”

เช่นเดียวกับสินค้าคอลเลกชั่นประเภทตุ๊กตา Blind Box กชวร ชี้ว่าส่วนใหญ่ลูกค้าจะซื้อเป็นของขวัญสำหรับตนเอง สะสมเองหรือซื้อไปเซอร์ไพรส์ให้คนสนิท นอกจากนี้ที่ร้านลอฟท์มีบริการห่อของขวัญแนวญี่ปุ่นฟรีเมื่อซื้อสินค้าครบ 100 บาทขึ้นไป

กระเช้าของขวัญเน้นแปลกใหม่และคุ้มค่า

นอกจากกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์จะได้รับความนิยมซื้อเป็นของขวัญในปีนี้แล้ว ในส่วนของกระเช้าของขวัญก็ถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยม ซึ่งในปีนี้ห้างค้าปลีกต่างๆ ก็มีการเพิ่มความแปลกใหม่และความคุ้มค่าเข้าไปในกระเช้ามากขึ้น เพื่อดึงความสนใจของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

เริ่มจากเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และท็อปส์ ผู้นำพรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ตและฟู้ดสโตร์ที่ปีนี้ออกมาใช้งบถึง 100 ล้านบาท ในเปิดตัวเทศกาลกระเช้าของขวัญปีใหม่ Season’s Giving 2019 ภายใต้แนวคิด Gifts That Give Back ของขวัญที่ให้ความสุขคืนกลับไม่รู้จบ คัดสรรสินค้าระดับคุณภาพทั่วไทยและทุกมุมโลก จัดลงกระเช้าที่ออกแบบสุดพิเศษมากกว่า 120 แบบ ราคาเริ่มต้นที่ 350-19,500 บาท

นอกจากนี้ ยังชูกลยุทธ์สานต่อการตลาดเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Marketing) ส่งต่อความสุขถึงผู้ผลิต ผู้ให้ ผู้รับ มอบสิ่งดีๆ เพื่อสังคม ตอบโจทย์ผู้บริโภคต้องการมีส่วนร่วมสนับสนุนสินค้าชุมชนท้องถิ่น เปิดตัวกระเช้าอัตลักษณ์ 4 ภาคครั้งแรกของไทย

พร้อมจับเทรนด์ I am so special สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่กับกระเช้าดีไอวายที่มิกซ์แอนด์แมตช์ได้ตามความชอบ รับไลฟ์สไตล์ความเป็นปัจเจกนิยม (Individualism) และมอบโปรโมชั่นส่วนลดจริงสุดคุ้มค่า เลือกรับส่วนลดเงินสด หรือบัตรของขวัญรวมสูงสุด 35% รับเครดิตเงินคืนเพิ่มสูงสุด 20% และเลือกผ่อนชำระ 0% กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ

ภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ผู้บริหาร เซ็นทรัลฟู้ด ฮอลล์ และท็อปส์ กล่าวว่า ไฮไลต์กระเช้าของขวัญปีใหม่ปีนี้บริษัทเน้นไปที่การจัดกระเช้าในรูปแบบอัตลักษณ์ของขวัญที่ให้ความสุขคืนกลับสู่ชุมชน 4 ภาคทั่วไทย

“ด้วยการดึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่นมาใช้ ทั้งดีไซน์กระเช้าและการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ในกระเช้า เช่น ภาคเหนือ ทำเป็นกระเช้าม่วนใจ๋ โดดเด่นด้วยสินค้าจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ภาคอีสาน ทำเป็นกระเช้าฮักเด้อ สร้างเอกลักษณ์ด้วยการใช้ผ้าขาวม้าจากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้ามัดหมี่และหมอน ขิดบ้านด่านเหนือ จ.กาฬสินธุ์ มาตกแต่งกระเช้าให้สวยงาม

ภาคใต้ ทำเป็นกระเช้าหรักจังฮู้ คัดสรรของดีของเด่นจากภาคใต้หลากหลายรายการ และภาคตะวันตกทำเป็นกระเช้าถิ่นรัก รวมถึงกระเช้าสินค้าจีไอ (GI) และกระเช้าสินค้าชุมชน เป็นการส่งความสุขกลับคืนสู่เกษตรกร ชุมชน ทั่วทุกภาคของประเทศ ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก”

ความโดดเด่นแปลกใหม่ยังมีกระเช้าดีไอวาย (Do it yourself ) ภัทรพร บอกว่าจับเทรนด์ I am so Special เพื่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่มลูกค้าที่เป็นปัจเจกนิยมที่ต้องการครีเอทมิกซ์แอนด์แมตช์ด้วยตัวเองตามความชอบ กระเช้าเอ็กซ์คลูซีฟจากโครงการพัฒนาดอยตุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงราย กระเช้า Healthier Choice สำหรับผู้ที่รักสุขภาพคัดสรรเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ได้รับสัญลักษณ์ทางเลือกเพื่อสุขภาพกระเช้าผัก-ผลไม้ออร์แกนิก และกิฟต์เซตผลไม้

ทางด้านกูร์เมต์ มาร์เก็ต และโฮม เฟรช มาร์ท ซูเปอร์มาร์เก็ต กลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป ก็ออกมาจัดแคมเปญ “Gourmet Market & Home Fresh Mart Blissful Hampers 2019” เดินหน้าบริการเดลิเวอรี่เสริมทัพสั่งด่วน ส่งไวได้หลากหลายแอพพลิเคชั่น พร้อมกระหน่ำโปรโมชั่นลดสูงสุด 38% ตั้งแต่วันนี้-15 ม.ค. 2562

ชัยรัตน์ เพชรดากูล ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวว่า การจัดแคมเปญ “Gourmet Market & Home Fresh Mart Blissful Hamper 2019” ในปีนี้ บริษัทได้ทุ่มงบประมาณกว่า 20 ล้านบาท จัดแคมเปญขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “A Traditional Christmas with a twist” ในบรรยากาศแห่งความสุข สดใส ด้วยเหล่า Gingerbread Man ร่วมกันยกขบวนกระเช้าของขวัญที่เราครีเอทให้ได้เลือกซื้อกว่า 100 รูปแบบ รวมสินค้ากว่า 1,000 รายการ ครบครันจากทั่วทุกมุมโลกมาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในรูปแบบและราคาที่เหมาะสมตั้งแต่กระเช้ามาตรฐานไปจนถึงกระเช้าพรีเมียม โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 1,279-1.6 หมื่นบาท เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค

ความคึกคักที่เกิดขึ้นดังกล่าวน่าจะทำให้ภาพรวมตลาดของขวัญของชำร่วยและของแต่งบ้านในปีนี้เติบโตตรงตามเป้าหมายที่ 4.5% จากมูลค่า 7 หมื่นล้านบาทได้อย่างแน่นอน 

มองการบริหารองค์กร จากการใช้ AI ในงานวิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575315

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2561 เวลา 07:07 น.

มองการบริหารองค์กร จากการใช้ AI ในงานวิ่ง

โดย…ดิลก ถือกล้าdilok.tue9176@gmail.com

ผมเริ่มสนใจการวิ่งอย่างจริงจัง เมื่อ ไม่ถึง 3 ปีที่ผ่านมา ด้วยความต้องการจะลดคอเลสเตอรอลและค่าร่างกายอื่นๆ ที่เริ่มแย่กว่าเกณฑ์ และทำให้ร่างกายอ่อนแอง่าย ความเข้าใจก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการวิ่ง คือ การวิ่งก็แค่การหารองเท้ามาสวมแล้วออกไปวิ่ง

แต่พอมาสนใจการวิ่งจริงๆ แล้ว การวิ่งเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ที่ประกอบด้วยศาสตร์หลายๆ อย่างทั้งสรีรวิทยา โภชนาการ สุขศึกษาพื้นฐาน การวางกลยุทธ์ การประเมินสภาพแวดล้อม เป็นต้น

และที่เพิ่มเติมมาสำหรับคนที่สนใจการวิ่ง ก็คือ การร่วมงานวิ่ง เพราะงานวิ่งคือเวทีของการไปหาแรงบันดาลใจ เป็นสนามของการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และแน่นอนว่า เมื่อมีงานวิ่งก็จะต้อง มีหน่วยงานหรือองค์กรในการจัดงานบริหารวิ่ง ซึ่งการบริหารงานวิ่งเหมือนการบริหารองค์กรทั่วไปที่วัดกันที่ประสิทธิภาพและความสามารถในการจัดการ การพัฒนายกระดับงานวิ่งไปให้เป็นงานวิ่งระดับมาตรฐานสากล

สิ่งที่ผมสังเกตเห็นในช่วง 2-3 ปี ที่สนใจติดตามงานวิ่ง แม้จะไม่ได้เข้าร่วมก็ตาม ผมสังเกต การที่นักวิ่งจะ ให้งานวิ่งไหนเป็นงานวิ่งในดวงใจและให้การประเมินผลสูงๆ นอกจากการจัดการงานวิ่งที่ดีแล้ว การใช้ดิจิทัลเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI หรือปัญญาประดิษฐ์มาช่วยในการบริหารจัดการ ดูจะเป็นจุดสำคัญที่ชี้ระดับคุณภาพของงานวิ่งนั้นๆ เลยทีเดียว ซึ่งภาพนี้สะท้อนกลับมายังการบริหารองค์กรได้อย่าง น่าสนใจ

ผมขอเขียนให้ท่านที่ไม่ได้สนใจ การวิ่งและร่วมงานวิ่งได้เห็นภาพการ ใช้ดิจิทัลและ AI มาใช้ในงานวิ่ง ดังนี้ครับ

สมัครงานวิ่ง – ด้วยการสแกน QR Code หรือ Application เฉพาะการสมัครงานวิ่งที่เป็นมาตรฐานในปัจจุบัน จะเป็นการสมัครผ่านเว็บไซต์ หรือการสแกน QR Code หรือการสมัครใน Link ใน Facebook ผ่าน Application เฉพาะ โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกประมวลแล้วส่งขึ้นหน้าจอไปที่ Facebook ของงานวิ่ง ทำให้ผู้สมัครสามารถเข้าไปติดตามรายชื่อได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้บางงานได้สร้างไลน์ที่ให้ AI ช่วย ตอบคำถามพื้นฐานให้กับนักวิ่งได้

จับเวลานักวิ่ง – คอมพิวเตอร์ชิป เทคโนโลยีตัวนี้จะเป็นตัววัดระดับของมาตรฐานงานวิ่งได้เช่นกัน เพราะงานวิ่งที่มีการบริหารแบบธรรมดาๆ จะให้คนคอยทดรอบ ทดเวลา แต่ในงานวิ่งที่มีมาตรฐานสูงกว่า จะมีคอมพิวเตอร์ชิปติดไว้ในเบอร์วิ่งหรือที่เรียกว่า BIB แล้วเจ้าชิปตัวนี้จะเป็นตัวที่รับกับเครื่องสแกนที่วางไว้ในเป็นระยะๆ แล้วส่งข้อมูลไปประมวลผล ทำให้รู้ผลได้ทันทีว่า นักวิ่งท่านนั้นวิ่งได้กี่กิโล เป็นความ เร็วเท่าไร และยิ่งการออกแบบคุณภาพชิปให้เก็บข้อมูลได้มากเท่าไร จะทำให้มี Big Data ที่จะใช้ประมวลผลเพื่อส่งให้ผู้จัดนำไปใช้งานในอนาคตต่อไป

รายงานผลการวิ่ง – เรียลไทม์ผ่านช่องทางส่วนตัว ข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ชิปที่ผมเล่าไปตอนต้น จะสามารถออกแบบให้ผูกการนำเสนอข้อมูลเข้ากับการรายงานในช่องทางส่วนตัว ว่า ตอนนี้ผ่านกิโลเมตรที่เท่าไร เวลาเท่าไรแล้ว ทำให้ญาติมิตร เพื่อนฝูง สมารถติดตามได้ ก่อนหน้านี้สามารถเห็นการรายงานผลผ่าน Facebook ของนักวิ่ง แต่ภายหลังเข้าใจว่าไปขัดกับเรื่องนโยบาย Privacy ของ Facebook จึงไม่สามารถรายงานผ่านช่องทางนี้ได้

แต่ล่าสุดงานวิ่ง Bangsean 21 ซึ่งเป็นงานวิ่ง Half Marathon ระดับสากล ได้ใช้การรายงานผลผ่าน Line Application ด้วยการเข้าไปพิมพ์ตัวเลข BIB ของนักวิ่ง ก็จะเห็นสถิติออกมาเป็นชุดอย่างละเอียด ที่น่าสนใจกว่านั้นของงานนี้ ก็คือ นักวิ่งจะได้รับประกาศนียบัตรที่บอกระยะ สถิติ ลำดับเทียบทั้งกลุ่มเพศ กลุ่มอายุ และภาพรวม ในรูปแบบที่เป็นสีสวยงาม ส่งถึงแต่ละคนให้เอาไปเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้อย่างน่าสนใจ หารูปและซื้อรูปหลังงานวิ่ง – จากค้นหาด้วยการไล่เบอร์ มาสู่การใช้ ใบหน้าหารูป

ความสนุกประการหนึ่งของนักวิ่ง ก็คือ การมาหารูปวิ่งของตัวเองที่บรรดาช่างภาพระดมกันถ่ายแล้วนำไปขึ้น ในเว็บไซต์เพื่อรอการสั่งซื้อ เมื่อก่อนนี้จะต้องเปิดไล่ทีละภาพจนตาแฉะกว่า จะพบภาพของตัวเอง ภายหลังเริ่มมี การใช้เบอร์ BIB เสิร์ชหา และล่าสุด คือการใช้ใบหน้าของนักวิ่ง เสิร์ชหา ที่ช่วยให้การหารูปตัวเองของนักวิ่งเป็นไปอย่างง่ายดาย พร้อมทั้งการปลิวออกของเงินในกระเป๋าเพื่อซื้อรูปก็ออกไปอย่าง่ายดายด้วยแอพพลิเคชั่นการสั่งซื้อภาพที่ติดมากับรูปเหล่านั้น

ข้อมูลของงานวิ่ง – Big Data Analytics คือ คำตอบ หากงานวิ่งใดก็ตามได้นำดิจิทัลเทคโนโลยีและ AI มาใช้ จะมีข้อมูลที่เป็น Big Data อย่างมากมายมหาศาล ข้อมูลเหล่านี้เอง ที่ผู้จัดงานสามารถเอามาวิเคราะห์ เอามาประมวลผล เพื่อใช้ในการสื่อสาร การปรับปรุงการจัดงาน รวมทั้งนำสถิติเหล่านี้เข้าไปขอรับการรับรองมาตรฐานสากลได้

การที่งานวิ่งได้นำดิจิทัลเทคโนโลยีมาใช้ แล้วช่วยยกระดับของงานให้เป็นที่ยอมรับทั้งระดับประเทศและระดับสากล เช่น งาน Bangsean 21 งาน Buriram Marathon ฉีกห่างออกไปจากงานวิ่งที่ยังเป็นการจัดการด้วยวิธีการเดิมๆ สิ่งที่ผมมองเห็นตัวอย่างที่เป็น รูปธรรมของการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีในการบริหารจัดการว่า ได้ช่วยยกประสิทธิภาพขององค์กรให้เกิดความแตกต่างได้อย่างมีนัยสำคัญ

2562 ปีแห่งการเริ่มต้น ทิศทางที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575242

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2561 เวลา 09:11 น.

2562 ปีแห่งการเริ่มต้น ทิศทางที่ดี

โดย…ทีมข่าวโต๊ะข่าวแมกกาซีนโพสต์ทูเดย์

ปี 2562 เป็นปีที่น่าจับตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการเมืองยุคเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ว่าจะรุ่งหรือร่วง หลังประเทศอยู่ ภายใต้การบริหารของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้านกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. มาเกือบ 5 ปี แล้วเรื่องเศรษฐกิจและสังคมจะเป็นอย่างไร?

วันนี้กูรูโหราศาสตร์ชื่อดัง 2 คน จะมาส่องดวงเมืองนายการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ในปีกุนที่จะมาถึงด้วยหลักของโหราศาสตร์ไทย

การเมืองฝุ่นตลบ

อาจารย์ช้าง ทศพร ศรีตุลา ซินแสชื่อดัง ทายว่า การเมืองปี 2562 จะเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก หากเทียบกับปี 2561 ที่ค่อนข้างเงียบ เพราะแทบไม่มีดาวใหญ่โคจรเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ปีหน้าดาวราหูจะเปลี่ยนราศี โดยทฤษฎีการคำนวณก็คือในวันที่ 22 ก.พ.จะย้ายจากราศีกรกฎไปเป็นราศีเมถุน ซึ่งพอดาวราหูเปลี่ยนราศี ภาคการเมืองจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง

บังเอิญว่ากำหนดเลือกตั้งปีหน้า (24 ก.พ.) ก็อยู่หลังราหูย้ายไม่กี่วัน นอกจากนี้ยังมีดาวพฤหัส ซึ่งเป็นดาวหมายถึงประชาธิปไตยมีการโคจรยกย้ายราศี ซึ่งปกติดาวพฤหัสจะใช้เวลาโคจรประมาณ 1 ปีต่อ 1 ครั้ง แต่ปีหน้าโคจรผิดปกติ มีการย้ายราศีเปลี่ยนไปมาแทบทุกไตรมาส และจะเริ่มโคจรเดินหน้าเป็นปกติในช่วงปลายปี

“ทำนายในเชิงดวงเมือง หมายถึงความผันผวนที่จะเกิดการสลับขั้ว มีเรื่องใหม่ๆ ระบบระเบียบวิธีทางการเมืองแบบใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับดวงเมืองไทยก็จะเป็นในปีหน้า สิ่งที่ผมอยากโฟกัสคือ เมื่อเราผ่านช่วงปลายปี 2562 เข้าปี 2563 เมืองไทยก็จะเริ่มเดินไปข้างหน้ามากขึ้น เริ่มมีพลัง มีข่าวดี มีสิ่งดีๆ เข้ามา

ดังนั้น ปีที่ดีจริงสำหรับเมืองไทยก็คือปี 2563 ซึ่งปีนั้นจะเป็นปีหนูธาตุทอง ใครที่ถามว่าดวงเมืองเมื่อไรจะดี คำตอบจะไปอยู่ที่ปี 2563 อันเป็นผลลัพธ์จากการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีที่เริ่มจากปี 2562 แต่จะให้ไปเริ่มในปี 2563 ก็คงไม่ใช่ การเปลี่ยนแปลงใดก็ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป” หมอช้าง กล่าว

ด้านอาจารย์ชลธี โพธิ์สุ ผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์และนักพยากรณ์ แห่งประเทศไทย วัดบางพลีใหญ่กลาง คอลัมนิสต์ผู้เขียนฮวงจุ้ยหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ประจำวันพฤหัสบดีสัปดาห์สุดท้ายของเดือน กล่าวว่า เมื่อวิเคราะห์ตามหลักโหราศาสตร์วันที่ 22 ก.พ. ดาวราหูย้ายจากราศีกรกฎเข้าราศีเมถุนอยู่ภพสหัชชะซึ่งเกี่ยวกับเพื่อน สังคม หมายถึง นักการเมืองที่เคยรักเป็นเพื่อนกันจะเปลี่ยนขั้ว จะเกิดข่าวจริงและข่าวลวงเยอะไปหมด ถ้าโชคไม่ดีอาจได้ยินข่าวเลื่อนเลือกตั้งก็เป็นได้ เพราะอิทธิพลดาวราหูเอาแน่เอา เอานอนไม่ได้

“ยิ่งดาวพฤหัสยัง สถิตอยู่ราศีพิจิกภพมรณะ ของดวงเมืองราหูยิ่งได้ใจปั่นป่วน เต็มที่และยังมีดาวเสาร์เล็งที่ราศีธนู การเมืองจะร้อนทั้งช่วงเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง นักการเมืองจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจตามนิสัยดาวราหูกับเสาร์ คู่นักเลง แต่ผมว่าการเลือกตั้งคงเกิดขึ้นตามวันที่กำหนดไว้เพราะวันที่ 3 มี.ค. 2562 ดาวพฤหัสเริ่มขยับเล็กน้อยได้เข้าราศี ธนูภพศุภะของดวงเมือง หมายถึงการ เลือกตั้งจะสำเร็จ แต่การจับมือร่วมรัฐบาลคงได้เห็นการสลับขั้วอย่างคาดไม่ถึง”

อาจารย์ชลธี ยังทำนายดวงชะตา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำรัฐบาลคนปัจจุบันว่าดวงอยู่ราศีมังกร ดาวเสาร์คือดาวประจำตัว ตอนนี้โคจรเข้าภพวินาศของตัวเองจึงต้องระวัง อย่า เชื่อคนยุยงให้ต้องเดินไป ติดกับดัก เพราะดาวราหูอยู่ภพสหัชชะเพื่อน หรือคนใกล้ตัวจะนำเรื่องเสียหายมาให้ ต้องคิดให้ดีจะเดินต่อหรือพอแล้ว ถ้าไปต่อก็ไปได้แต่คงไม่ครบเทอมและ อาจมีเรื่องให้ต้องทุกข์ขนาดใหญ่

ทศพร ศรีตุลา

หลายธุรกิจไปได้ดี แต่ธุรกิจสื่อยังขาลง

“ธุรกิจการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมจะเริ่มดีขึ้น เพราะดาวเสาร์ที่ส่งผลใน เรื่องภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมนั้นโคจรอยู่ในตำแหน่งที่ดี อีกทั้งยังส่งผลทำให้ความชุลมุนวุ่นวายไม่ลงตัวทุกอย่างก็จะคลี่คลายและเห็นทางสว่างมากขึ้น นอกจากนี้อิทธิพลของราหูเปลี่ยนย้ายเข้าในราศีเมถุน ซึ่งหมายถึงเรื่องความสวยงาม

ดังนั้น ในปีหน้า ธุรกิจความสวยความงาม อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง หรือสิ่งที่สวยงามจะยังคงเดินหน้าไปได้ดี รวมทั้งการเติบโตครั้งใหญ่ของธุรกิจออนไลน์ก็จะเกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะราหูโคจรทำมุมกับดาวเสาร์ การเปลี่ยนแปลงติดต่อค้าขายกับด้านต่างชาติก็จะเข้ามาลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะ ธุรกิจด้านออนไลน์มีการเติบโต มีการลงทุนข้ามชาติทางด้านไอทีมากขึ้น” หมอช้าง กล่าว

ฟากอาจารย์ชลธี มองว่า ช่วงระหว่างเดือน ม.ค.-มี.ค. ดาวศุกร์ดาวตัวแทนการเงินโคจรเดินหน้าปกติ ทำให้การเงินเริ่มหมุนเวียนดี เงินสะพัดตามจังหวะช่วง เลือกตั้งพอดี ร้านค้าอาหารจะคึกคัก ธุรกิจเสื้อผ้า ของสวยงาม วงการบันเทิงเริ่มกระเตื้องและดีไปตลอดทั้งปี 2562 ประชาชนกล้าใช้จ่าย คนไทยจะออกไปเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น และคนต่างประเทศก็เข้ามาเที่ยวบ้านเรามากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากดาวราหู หมายถึงต่างชาติจรเข้าราศีเมถุนภพ สหัชชะภพแห่งการเดินทาง

“ปี 2562 ธุรกิจที่โดดเด่นคือการศึกษา ส่วนธุรกิจโรงพยาบาล ความสวยความงาม อสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมใหญ่ๆ พลังงาน ท่องเที่ยว ถือว่าเข้มแข็งถูกต้องกับดวงเมืองอยู่แล้ว หลังเลือกตั้งและดาวพฤหัสย้ายเข้าราศีธนูช่วงเดือน ต.ค. ธุรกิจเหล่านี้จะรุ่งโรจน์มีชีวิตชีวา

การสื่อสารในปีหน้าจะเป็นลักษณะที่รวดเร็วทันเหตุการณ์ ธุรกิจสื่อออนไลน์จะไปได้สวยแต่ทุกอย่างจะดีขึ้นต้องรอเดือน ต.ค.ให้ดาวพฤหัสโคจรเข้าภพที่ดีก่อน แต่ธุรกิจสื่อสาร ทีวี โฆษณา สิ่งพิมพ์ต่างๆ ยังน่าห่วง เพราะดาวพุธดาวสื่อสารเดินผิดปกติ ถ้ามีข่าวปิดสำนักพิมพ์หรือสื่อบางสื่อไป ไม่ใช่เรื่องแปลก ขณะด้านต่างประเทศมีดาวใหญ่ส่งผลดีกับดวงเมือง การค้าการเจรจาจะมากขึ้น แต่ต้องได้รัฐบาลใหม่ไปแล้ว”

ชลธี โพธิ์สุ

อบายมุข ยาเสพติด ไฟไหม้ ให้ระวัง

หมอช้างกล่าวว่า แม้การเมืองมีการเปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่ด้านสังคมระวังประชาชนจะหลงอยู่ในอบายมุขและการพนัน ด้วยความที่ดาวราหูและดาวเสาร์เป็นดาวที่มีกำลังแรงทางด้าน ลบ เมื่อจับมือกันจะต้องระมัดระวังเรื่องอบายมุข เครื่องดองของเมา จะมีสิ่ง ล่อตา ล่อใจส่งผลด้านลบที่ทำให้หลงไปในทางที่ผิดมากขึ้น

ขณะอาจารย์ชลธีเห็นว่า ดาวราหู หมายถึงคดีความและยาเสพติด เมื่อโคจรทำองศาใกล้ดวงเมืองจะเกิดข่าวคนดังยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเยอะขึ้น รวมทั้งจะมีการเปลี่ยนแปลงในวงการศาสนาและ พระสงฆ์มีการจัดระเบียบใหม่ๆ เนื่องจากดาวพฤหัสยังส่งผลต่อเรื่องนี้โดยตรง

“ที่น่าห่วงคือจะเกิดข่าวไม่ดีกับการท่องเที่ยว เกิดอุบัติเหตุทางน้ำผู้เกี่ยวข้องต้องระวัง เนื่องจากมีดาวมฤตยูกดทับ ดวงเมือง ดาวราหูและดาวเสาร์ทำมุมถึงกัน ซึ่งทั้ง 3 ดาวเป็นดาวของการเกิดอุบัติเหตุใหญ่ๆ ที่คาดไม่ถึง โดยเฉพาะทางการคมนาคมขนส่งขนาดใหญ่

อีกทั้งยังโคจรในราศีของธาตุลมและธาตุไฟ ระวังอุทกทัยและวาตภัยที่รุนแรง รวมทั้งระวังไฟไหม้ตึกสูงใหญ่และโรงงานอุตสาหกรรม”

New Year celebrations, Mall style

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/event/30361283

New Year celebrations, Mall style

event December 28, 2018 12:00

By The Nation

2,390 Viewed

Tokidoki, the Japanese-inspired lifestyle brand created in 2005 by Italian artist Simone Legno, is offering a bird’s eye view of Legno’s loveliest works at The Mall shopping centres across town until January 5.

Actress Taksaorn Paksukcharoe and her son Avarin Taychanarong were on hand to welcome Legno to Bangkok for the launch at The Mall Bang Kapi whose at the Lifestyle hall was transformed into a land of happiness and which features lots of activities for every age group. These include a life-sized tokidoki board game, a t-shirt design contest and the chance to win a licensed Tokidoki doll with every Bt500 spent.

The Mall is also marking the New Year with concerts by Pause band, Songkran, Film Bongkot, Ben Chalatit, Wan Thanakrit, Non Thanon, Cute Chef, Tono & The Dust, Season Five, Jay Jetrin, Paradox, F…ing Hero, Ja R-Siam, The Gifted, SB Five, The Mousses, Hunz Isariya and the Parkinson.

Find out more at http://www.TheMall.co.th.

A toast to the Prancing Horse

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/event/30361285

A toast to the Prancing Horse

event December 28, 2018 12:00

By The Nation

2,510 Viewed

Cavallino Motors, Thailand’s sole authorised importer of Ferrari, invited special guests to join an exclusive celebration dubbed “The Other Side of Lusso Exclusive Party” to bid farewell to 2018.

Set in a Moonlight Cinema atmosphere to mesmerise the Prancing Horse’s guests, the party was held at The Sukhothai Hotel’s classy Garden Villa and featured videos of the Ferrari GTC4Lusso, a car suited to all lifestyles.

The first video, “Lusso for the Family”, was told through the eyes of Jarin Tumwattana and revolved around his family as they travel together in their favourite supercar.

The second, “Lusso and Art”, portrayed Doytibet Duchanee, son of master artist Thawan Duchanee, who compared the GTC4Lusso to a masterpiece.

“This is a celebration for the season of happiness and a special thank you to customers of Cavallino Motors,” said Nandhamalee Bhirombhakdi, the company’s managing director.

“Our exclusive party invited everyone to get up close to the Lusso, which offers a smooth ride on short and long trips and on rough paths or city roads. The GTC4Lusso is one of the most powerful cars in its segment and its design exudes elegance and exclusivity in every detail.”

Cavallino Motors’ GTC4Lusso is priced at Bt23.9 million and comes with a three-year unlimited mileage factory warranty and a seven-year free maintenance programme by highly experienced technicians using Ferrari-certified parts and equipment.

Find out more by dropping into the Cavallino Motors Showroom on New Phetchaburi Road. For more information, call (02) 319 6109, mail info@cavallino.co.th or visit http://www.Bangkok.FerrariDealers.com

Circoloco makes its Thai debut

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/event/30361284

Circoloco makes its Thai debut

event December 28, 2018 12:00

By The Nation

2,525 Viewed

Billing it as the “party of the year”, Baba Beach Club, Phuket is throwing a bash on Saturday January 19 featuring Circoloco, one of the world’s most coveted party brands

 The globally recognised brand, which has its origins on the Mediterranean party island of Ibiza, is making its debut in Southeast Asia and has chosen the award-winning luxury lifestyle hotel in Phuket for its inaugural show.

Featuring the iconic sound of Ibiza’s underground, the dream team line-up includes Seth Troxler, Peggy Gou, Richy Ahmed, Waff, Nic Fanciulli, Serge Devant, Lauren Lane, Bas Ibellini and Mendy. The party runs from 2pm to 2am.

Only a limited amount of tickets will be made available with a shuttle service running to and from Phuket throughout the night. Advance bookings are recommended.

Find out more at http://www.BabaBeachClub.com/phuket/event/circoloco or call (076) 429 388.

Elegance for the wrist

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/shopping/30361302

  • Hamilton Khaki Pilot Automatic watch, Bt38,000
  • Hamilton American Classic IntraMatic Automatic chronograph, Bt82,000

Elegance for the wrist

shopping December 29, 2018 01:00

By The Nation Weekend

2,383 Viewed

Hamilton’s new range of wristwatches for guys combine cutting-edge Swiss technology with classic American style

FOR MEN seeking a gift to reward themselves this festive season or whose resolution is to always be on time, Hamilton is introducing a series of classic timepieces to mark the beginning of 2019.

The elegant American Classic Intra-Matic watch boasts smoked glass and warm metallic details in yellow or rose gold colours. The focus is on coffee, bourbon and warm grey tones on the dials, with ultra-soft touch leather straps completing the package.

The American Classic Intra-Matic Automatic chronograph comes with its distinctive panda dial and combines authentic ’60s appeal with the Hamilton exclusive H-31 mechanical movement. With classic proportions and sporty lines, it’s a modern reworking of a 1968 classic that’s sure to raise your spirits this time of the year.

Hamilton American Classic IntraMatic timepiece, Bt31,600

For the urban aviator, the Khaki Pilot Automatic 42 mm model brings a festive chocolate-coloured case and a warm sand-hue to the Super-LumiNova detailing. Top off the winter look with a pioneering pilot’s knitted pullover and a leather flying jacket.

Hamilton’s collections are available at CentralWorld as well as at Central department stores at Chidlom, Lat Phrao, Pinklao, Pattaya and Samui plus Robinson Phuket and The Mall Bang Khae.

Find out more at http://www.HamiltonWatch.com.