นักประดิษฐ์ “เวิลด์ไวด์เว็บ” เล็งสร้างเว็บไซต์รูปแบบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569918

  • วันที่ 06 พ.ย. 2561 เวลา 11:58 น.

นักประดิษฐ์ "เวิลด์ไวด์เว็บ" เล็งสร้างเว็บไซต์รูปแบบใหม่

ผู้คิดค้นและประดิษฐ์ เวิลด์ไวด์เว็บ เตรียมสร้างเว็บไซต์รูปแบบใหม่ให้ปลอดภัย และปราศจากอิทธิพลของบริษัทไอทีมากขึ้น

เซอร์ ทิม เบอร์เนิร์ส-ลี  ผู้คิดค้นและประดิษฐ์ “เวิลด์ไวด์เว็บ” เมื่อปี 1989 ได้กล่าวในตอนหนึ่งของงานสัมมนา Web Summit ในกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส เมื่อวันจันทร์ที่่ผ่านมา ระบุว่า ขณะนี้โลกของเว็บไซต์มาไกลมากนับจากยุคแรกที่เขาเริ่มประดิษฐ์เวิลด์ไวด์เว็บ

“ทุกอย่างเหมือนดูผิดพลาดไปหมด ทุกวันนี้เรามีข่าวปลอม มีปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัวบนอินเตอร์เน็ต” เซอร์ ทิม กล่าว

รายงานระบุว่า เซอร์ทิม ได้เตรียมแผนแคมเปญรณรงค์ในการปรับปรุงอินเตอร์เน็ตที่เรียกว่า “Contract for the Web” ในการทำให้เว็บไซต์ต่างๆ “คลีน” มากขึ้น เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างปลอดภัย และมีเนื้อหาเหมาะสม อีกทั้งยังต่อสู้กับกระแสข่าวปลอมผ่านเว็บไซต์ รวมถึงเนื้อหาด้านความเกลียดชัง

สำหรับแคมเปญรณรงค์ดังกล่าวได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลหลายชาติในยุโรป รวมถึงบริษัทด้านไอทียักษ์ใหญ่หลายแห่งกว่า 60 แห่ง รวมถึง Facebook และ Google แม้ว่าเขาจะระบุว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ไอทีทั้งสองมีอิทธิพลต่อโลกอินเตอร์เน็ตมากเกินไป

จีนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลอยน้ำแห่งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569906

  • วันที่ 06 พ.ย. 2561 เวลา 10:52 น.

จีนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลอยน้ำแห่งแรก

จีนทุ่มกว่า 6 หมื่นล้านบาท สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลอยน้ำเป็นแห่งแรก คาดแล้วเสร็จในปี 2021

สื่อท้องถิ่นของจีนรายงานว่า บริษัท China National Nuclear Corporation (CNNC) รัฐวิสาหกิจของทางการจีน ซึ่งเป็นบริษัทผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ ได้ลงทุ่นเป็นจำนวนเงินกว่า 14 พันล้านหยวน หรือราว 65,930 ล้านบาท ในการสร้าง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลอยน้ำ” แห่งแรกของประเทศ

 

 

รายงานระบุว่า ขณะนี้การก่อสร้างโรงไฟฟ้าลักษณะดังกล่าวได้เริ่มต้นขึ้นแล้วที่อู่ต่อเรือในเมือง Yantai ในมณฑลซานตง ทางตะวันออกของจีน โดยคาดว่าโครงการดังกล่าวจะแล้วเสร็จในปี 2021 ซึ่งคาดว่าจะสามารถจ่ายกระแสไฟให้กับเมืองในแถบชายฝั่งทะเล และหมู่เกาะอันห่างไกลนอกแผ่นดินใหญ่ของจีนได้

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีรายละเอียดของโครงการดังกล่าวน้อย แต่จากการเปิดเผยของบริษัท CNNC ระบุว่าโรงไฟฟ้าแห่งนี้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ราว 400 เมกะวัตต์ ต่อหนึ่งเตาปฏิกรณ์ ซึ่งเพียงพอที่จะจ่ายกระแสไฟให้กับบ้านเรือนราว 2 แสนหลัง

 

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลอยน้ำของรัสเซีย

 

อย่างไรก็ดี แนวคิดโรงไฟฟ้าลอยน้ำดังกล่าวนี้ ไม่ได้มีแค่ประเทศจีนเท่านั้น ก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา รัสเซียเพิ่งเปิดตัวโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลอยน้ำเช่นกัน โดยมีกำลังผลิตไฟฟ้าได้ราว 70 เมกะวัตต์ ซึ่งจะใช้ในการจ่ายกระแสไฟให้กับพื้นที่เมืองอันห่างไกลในแถบอาร์คติก

 

อินโดฯเผย “อุปกรณ์วัดความเร็ว” ไลอ้อนแอร์ตกมีปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569903

  • วันที่ 06 พ.ย. 2561 เวลา 10:18 น.

อินโดฯเผย "อุปกรณ์วัดความเร็ว" ไลอ้อนแอร์ตกมีปัญหา

เผยอุปกรณ์วัดความเร็วเครื่องไลอ้อนแอร์ มีปัญหา 4 ครั้งรวด ก่อนตกทะเล อินโดฯเร่งแจ้งโบอิ้งตรวจสอบ

ความคืบหน้ากรณีเหตุการณ์เครื่องบินรุ่น โบอิ้ง 737- MAX 8  ของสายการบินไลอ้อนแอร์ เที่ยวบินที่ เจที 610 ประสบเหตุตกนอกชายฝั่งเกาะชวาของประเทศอินโดนีเซียพร้อมผู้โดยสารและลูกเรือ 189 คน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น

 

 

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทีมประดาน้ำของอินโดนีเซียสามารถกู้กล่องดำจำนวนหนึ่งกล่องจากทั้งหมดสองกล่องขึ้นมาจากก้นทะเลได้นั้น ด้านคณะกรรมการความปลอดภัยด้านการขนส่งแห่งชาติ หรือ เคเอ็นเคที ของอินโดนีเซีย เปิดเผยวันนี้ว่า อุปกรณ์วัดความเร็วของเครื่องบินโบอิ้ง 737 MAX นั้น เบื้องต้นพบว่ามีปัญหาขัดข้องที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์วัดความเร็วของเครื่องบินลำดังกล่าว รวมถึงเกิดขึ้นใน 3 เที่ยวบินที่เครื่องบินลำนี้เคยให้บริการไปก่อนหน้านั้นด้วย

 

 

สอดคล้องกับก่อนหน้านี้ที่สำนักข่าวบีบีซีรายงานระบุว่า เครื่องบินลำดังกล่าวได้พบปัญหาระหว่างเที่ยวบินจากบาหลี ไปยังจาการ์ต้า โดยพบว่าอุปกรณ์อ่านความเร็วลมของกัปตันแสดงผลผิดพลาด และตัวเลขของอุปกรณ์อ่านค่าความสูงของกัปตันก็แตกต่างจากนักบินผู้ช่วย

 

 

อย่างไรก็ดี ทางการอินโดนีเซียเตรียมเตรียมแจ้งให้ทางบริษัทโบอิ้งเร่งตรวจสอบหาความผิดพลาด พร้อมดำเนินเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้กับเครื่องบินชนิดนี้ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดในขณะนี้ว่าสาเหตุที่แท้จริงของการตกนั้นเกิดขึ้นจากอะไร

โอกาสสุดท้ายที่จะขวาง “ทรัมป์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569863

  • วันที่ 05 พ.ย. 2561 เวลา 17:54 น.

โอกาสสุดท้ายที่จะขวาง "ทรัมป์"

การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐที่จะมีขึ้นในวันที่ 6 พ.ย.นี้ นับเป็นโอกาสสุดท้ายของฝ่ายต่อต้านที่จะสามารถขัดขวางนโยบายสุดโต่งของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้

โดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐมาจะครบ 2 ปี หรือครึ่งทางวาระ 4 ปี แต่เป็น 4 ปีที่หลายคนในสหรัฐรู้สึกอึดอัดจนทนไม่ไหวกับนโยบายชาตินิยมทางเศรษฐกิจ จนก่อสงครามการค้ากับจีนและชาติอื่นๆ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เสื่อมทรามลง และกระแสการเหยียดเชื้อชาติและต่อต้านผู้อพยพที่รุนแรง ทว่า ทรัมป์มีไม้เด็ดที่ทำให้ผู้สนับสนุนศรัทธาในผลงานเขา คือ เศรษฐกิจที่ดีขึ้น การว่างงานลดลง และการกล้าเผชิญหน้ากับจีน ที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่าสหรัฐยังรักษาตำแหน่งมหาอำนาจเดี่ยวของโลกเอาไว้ได้

แต่ฝ่ายต่อต้านทรัมป์ยังมีโอกาสขัดขวางนโยบายสุดโต่งของเขา และถือเป็นโอกาสสุดท้าย หากพลาดไปแล้วจะไม่มีใครที่จะขวางทางเขาได้เลยจนกระทั่งหมดวาระในอีก 2 ปีข้างหน้า โอกาสที่ว่านี้ คือการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งหมายถึงกลางเทอมในตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งจะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 435 ที่นั่ง และสมาชิกวุฒิสภา 35 ที่นั่ง จาก 100 ที่นั่ง และผู้ว่าการรัฐและผู้ว่าการดินแดนในปกครองของสหรัฐอีก 39 แห่ง ในวันที่ 6 พ.ย. หรือวันพรุ่งนี้ตามเวลาท้องถิ่น

ทำไมการเลือกตั้งครั้งนี้จึงจะสามารถหยุดยั้งทรัมป์ได้? เพราะในเวลานี้สภาคองเกรสมีเสียงส่วนใหญ่มาจากพรรครีพับลิกันทั้งสองสภา และเนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ในสภาเป็นคนพรรคเดียวกันกับทรัมป์ทั้งหมด จึงง่ายที่จะผลักดันนโยบายตามแนวทางทรัมป์ หากครั้งนี้พรรคเดโมแครตพลิกกลับจากเสียงข้างน้อยมาเป็นเสียงข้างมากในสภา อย่างน้อยก็ในสภาพผู้แทนราษฎรก็อาจจะขวางนโยบายสุดโต่งของทรัมป์ได้

เมื่อพิจารณาจากนโยบายของทั้งสองพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่มีฝ่ายไหนที่ยกประเด็นโจมตีตัวบุคคล ทั้งๆ ที่เดโมแครตมีโอกาสที่จะโจมตีทรัมป์เพื่อกวาดคะแนน โดยเดโมแครตชูนโยบายปกป้องมาตรการประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือโอบามาแคร์ ซึ่งเป็นนโยบายที่ทรัมป์ขู่ที่จะยกเลิก

ส่วนพรรครีพับลิกันชูนโยบายลดภาษีและการสร้างงาน ซึ่งช่วยเหลือภาคธุรกิจและสร้างงานให้กับประชาชนทั่วไป เมื่อเทียบหมัดต่อหมัดแล้ว ประชาชนที่มีรายได้น้อยอาจจะพอใจกับนโยบายของเดโมแครตมากกว่า ส่วนภาคธุรกิจซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลสูง อาจจะพอใจกับนโยบายลดภาษีของทรัมป์มากกว่า

อย่างไรก็ตาม สื่อหลักๆ เช่น The New York Times และ The Washington Post ชี้ว่า รีพับลิกันและทรัมป์พยายามปลุกเร้าให้เกิดความกลัวในหมู่ชาวอเมริกัน เรื่องผู้อพยพและเชื้อชาติ โดยระบุว่า ผู้อพยพเป็นตัวการของปัญหาอาชญากรรม ซึ่งเป็นการต่อยอดจากนโยบายหาเสียงของทรัมป์เมื่อ 2 ปีก่อน ที่อ้างว่าผู้อพยพเข้ามาแย่งงานคนอเมริกัน

แต่การโจมตีของสื่อหลักในประเด็นนี้ อาจถูกหักล้างจากตัวเลขเศรษฐกิจ เพราะทรัมป์และรีพับลิกันสามารถอ้างได้ว่า 2 ปีที่ผ่านมา สหรัฐมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น อัตราว่างงานลดลง แม้ว่าจะมีสื่อหลักและฝ่ายเดโมแครตโจมตีว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนความจริงทางเศรษฐกิจ แต่ทรัมป์และรีพับลิกันอาจนำตัวเลขนี้ไปประโคมสร้างวาทกรรมทางการเมือง จนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเข้าใจว่าผลงานของรัฐบาลนี้ดีกว่า

ที่มา www.m2fnews.com

ภาพ เอเอฟพี

ญี่ปุ่นเตรียมพัฒนาโดรนสำรวจใต้น้ำขนาดใหญ่สกัดจีนแผ่อำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569844

  • วันที่ 05 พ.ย. 2561 เวลา 14:18 น.

ญี่ปุ่นเตรียมพัฒนาโดรนสำรวจใต้น้ำขนาดใหญ่สกัดจีนแผ่อำนาจ

ญี่ปุ่นเตรียมพัฒนาโดรนสำรวจใต้น้ำขนาดใหญ่ หวังยับยั้งการขยายอิทธิพลทางทหารและการแพร่อำนาจของจีนในเขตน่านน้ำภูมิภาค

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกำลังวางแผนพัฒนาโดรนใต้น้ำขนาดใหญ่ ที่ติดตั้งระบบสำรวจใต้ท้องทะเลโดยอัตโนมัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อยับยั้งการขยายอิทธิพลทางทหารและการแพร่อำนาจของจีนในเขตน่านน้ำภูมิภาค

รายงานข่าวระบุว่า กระทรวงกลางโหมของญี่ปุ่นได้ตัดสินใจระบุแผนดำเนินการดังกล่าวลงในแผนนโยบาย 5 ปี (2562-2567) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพในการปกป้องดินแดนบริเวณเกาะต่างๆ ที่อยู่ห่างไกล โดยจะเริ่มดำเนินการพัฒนาโดรนใต้น้ำที่สามารถดำน้ำได้ลึกกว่า 10 เมตร

ขณะที่ คณะรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ แห่งญี่ปุ่น เตรียมลงนามอนุมัตินโยบายด้านความมั่นคงดังกล่าวในช่วงกลางเดือนธ.ค. นี้

รายงานข่าวระบุว่า หลายฝ่ายต่างเริ่มเห็นด้วยต่อแผนการดำเนินการดังกล่าว เพื่อส่งเสริมความแข็งแกร่งด้านความมั่นคงในพื้นที่บริเวณรอบเกาะเซนกากุ ซึ่งอยู่ในเขตทะเลจีนตะวันออก อย่างไรก็ดี จีนได้อ้างสิทธิบนเกาะแห่งนี้ ซึ่งจีนเรียกว่าเกาะเตียวหยู

ภาพ เอเอฟพี

ทุน”ญี่ปุ่น”เข้าอาเซียน ส่งคนทำงานมาไทยสูงสุดในภูมิภาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569807

  • วันที่ 05 พ.ย. 2561 เวลา 07:50 น.

ทุน"ญี่ปุ่น"เข้าอาเซียน ส่งคนทำงานมาไทยสูงสุดในภูมิภาค

เอกชนญี่ปุ่นแห่เข้าลงทุนอาเซียน หนีตลาดจีนต้นทุนแรงงานแพง-แข่งขันเดือด

นิกเกอิ เอเชียน รีวิว รายงานว่า อาเซียนกลายเป็นภูมิภาคที่ดึงดูดทั้งเม็ดเงินลงทุนและพนักงานชาวญี่ปุ่นเข้ามาได้มากที่สุด และแซงหน้าจีนไปแล้ว ในผลสำรวจช่วง 5 ปี ระหว่างปี 2012-2017 โดยการประกอบธุรกิจในจีนเผชิญต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น และการแข่งขันจากผู้เล่นท้องถิ่นที่ดุเดือด ในขณะที่เศรษฐกิจอาเซียนมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ในปี 2017 มีพนักงานชาวญี่ปุ่น 8.3 หมื่นคน ทำงานอยู่ในอาเซียน หรือเพิ่มขึ้น 32% จากปี 2012 ซึ่งทำให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีพนักงานญี่ปุ่นสูงที่สุดเหนือภูมิภาคอื่นๆ รวมถึงอเมริกาเหนือ และยุโรป ขณะที่พนักงานชาวญี่ปุ่นที่ทำงานในจีนลดลง 16% มาอยู่ที่ 7 หมื่นคน

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีพนักงานชาวญี่ปุ่นทำงานอยู่ 3.3 หมื่นคน ในปี 2017 เพิ่มขึ้น 33% จากปี 2012 และสูงที่สุดในอาเซียน ตามมาด้วยสิงคโปร์ ซึ่งมีพนักงานญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 28% มาอยู่ที่ 1.3 หมื่นคน

อย่างไรก็ดี ต้นทุนแรงงานที่แพงขึ้นในไทยและมาเลเซีย ส่งผลให้เอกชนญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งแรงงานเป็นหลักย้ายไปชาติอื่นในอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะเมียนมา ซึ่งมีพนักงานญี่ปุ่นทั้งหมด 1,200 คน ในปี 2017 เพิ่มขึ้น 7 เท่า จากปี 2012

นอกจากนี้ องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) เปิดเผยว่า เงินลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นในอาเซียน ในปี 2017 อยู่ที่ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.22 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 2 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2012 ขณะที่การลงทุนของญี่ปุ่นในจีนลดลง 30% มาอยู่ที่ 9,600 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.15 แสนล้านบาท) เนื่องจากญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในภาคธุรกิจอื่นๆ ของอาเซียนนอกเหนือจากภาคการผลิตมากขึ้น เช่น โตโยต้าที่ลงทุนในแกร็บ ผู้ให้บริการเรียกรถรับส่งรายใหญ่ ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

ด้านธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) เปิดเผยว่า ธนาคารญี่ปุ่นปล่อยกู้ให้กับโครงการลงทุนของญี่ปุ่นในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ เป็นวงเงินรวม 8.51 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.79 ล้านล้านบาท) ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สิ้นสุดเมื่อเดือน มี.ค.ของปีนี้ เพิ่มขึ้น 45% ส่วนการปล่อยกู้ในจีนลดลง 7% เหลือ 3.07 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1 ล้านล้านบาท)

ภาพ เอเอฟพี

โซเชียลจีนแชร์สนั่น! “เอกสารประวัติ”สุดอลังการของเจ้าหนูวัย5ขวบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569787

  • วันที่ 04 พ.ย. 2561 เวลา 18:24 น.

โซเชียลจีนแชร์สนั่น! "เอกสารประวัติ"สุดอลังการของเจ้าหนูวัย5ขวบ

สังคมออนไลน์จีนแชร์กระจาย เอกสารประวัติส่วนตัวของเจ้าหนูวัย 5 ขวบ ที่อัดแน่นไปด้วยข้อมูลที่ราวกับเอกสารสมัครงาน

สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า ผู้คนในสังคมออนไลน์ของจีนกำลังให้ความสนใจกับภาพของ เอกสารแนะนำประวัติส่วนตัว ของเด็กชาวเซี่ยงไฮ้วัย 5 ขวบรายหนึ่ง

สิ่งที่น่าสนใจของเอกสารประวัติของเจ้าหนูคนนี้ก็คือ รายละเอียดของข้อมูลต่างๆที่อัดแน่นอยู่ในเอกสาร 15 หน้าของเขา ทั้งประวัติส่วนตัว, ประวัติการศึกษา, กิจกรรมนอกหลักสูตรต่างๆ อาทิ การเล่นดนตรี, กีฬา, บันทึกกิจกรรมการศึกษาและกิจกรรมประจำวันอย่างละเอียด

ที่สำคัญคือข้อมูลทั้งหมดถูกนำมาเรียงร้อย จัดหน้าอย่างสวยงามราวกับเอกสารเพื่อใช้ประกอบการสมัครงานของผู้ใหญ่ก็ไม่ปาน แถมมีอินโฟกราฟิกแผนที่โลกแสดงสถานที่ที่เขาเคยไปเยือน รวมทั้งยังระบุด้วยว่าเขาอ่านหนังสือในปีนี้ไปแล้ว 400-500 เล่ม

อย่างไรก็ตามผู้ที่ได้ชมภาพเอกสารประวัติส่วนตัวชุดนี้ต่างตั้งคำถามว่า มันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เพราะดูเหมือนหลายๆอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ในชีวิตจริงของเด็กวัย 5 ขวบ

สำนักข่าวซินหัวระบุด้วยว่า มีรายงานว่าพ่อและแม่ของเด็กจบการศึกษา จากมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น สถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงในนครเซี่ยงไฮ้ และทำงานเป็นผู้บริหารบริษัทชื่อดังแห่งหนึ่ง

สหรัฐเสียงแตก ลุ้นดีลการค้าจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569732

  • วันที่ 04 พ.ย. 2561 เวลา 11:42 น.

สหรัฐเสียงแตก ลุ้นดีลการค้าจีน

รัฐบาลสหรัฐยังเสียงแตกบรรลุข้อตกลงการค้าจีน นักวิเคราะห์ชี้คลี่คลายความขัดแย้งยังยาก

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐยังคงไม่เห็นพ้องกันเรื่องแนวทางบรรลุข้อตกลงการค้ากับจีน โดยล่าสุดนั้น นายลาร์รี คัดโลว์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว เปิดเผยว่า การเจรจากับจีนยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก สวนทางกับการเปิดเผยของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าจีนต้องการทำข้อตกลงคลี่คลายความขัดแย้ง

ทั้งนี้ นายคัดโลว์ กล่าวว่า แม้ผู้นำสหรัฐและจีนตกลงพบปะกันนอกรอบการประชุม จี20 ที่อาร์เจนตินาในเดือนนี้ และจะหารือประเด็นการค้าร่วมกันอย่างแน่นอน แต่ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าชัดเจนที่จะนำไปสู่การบรรลุข้อตกลง

นอกจากนี้ นายคัดโลว์ เสริมว่า นายทรัมป์ไม่ได้สั่งให้หน่วยงานเกี่ยวข้องร่างเงื่อนไขข้อตกลงการค้ากับจีน ตามที่บลูมเบิร์กรายงานก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกันยังมีความเป็นไปได้ที่ประธานาธิบดีทรัมป์อาจสั่งเก็บภาษีสินค้านำเข้ากับจีนเพิ่มเติมอีก ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวขึ้นอยู่กับว่าการเจรจาระหว่างสองผู้นำจะเป็นไปในทิศทางไหน

ด้านบลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวเกี่ยวข้องว่า การผลักดันการทำข้อตกลงกับจีนยังเผชิญเสียงคัดค้านจากนายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐด้วยเช่นกัน

ขณะที่นายแซมม์ แซคส์ นักวิเคราะห์อาวุโสจากสถาบันวิจัยนโยบายการต่างประเทศและยุทธศาสตร์ สถาบันคลังสมองของสหรัฐ กล่าวว่า การพบปะกันระหว่างสองผู้นำไม่น่าจะส่งผลให้เกิดความก้าวหน้าครั้งใหญ่ในการแก้ปัญหาการค้า เนื่องจากจีนและสหรัฐยังคงขัดแย้งกันประเด็นเทคโนโลยี โดยเฉพาะกรณีการบีบให้เอกชนสหรัฐถ่ายโอนเทคโนโลยีให้รัฐบาลจีน การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และการสอดแนมทางไซเบอร์

สหรัฐขาดดุลการค้าทุบสถิติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569703

  • วันที่ 04 พ.ย. 2561 เวลา 07:42 น.

สหรัฐขาดดุลการค้าทุบสถิติ

สหรัฐขาดดุลการค้าสูงสุด 7 เดือน ขาดดุลจีนพุ่งทุบสถิติอีก ด้านจีนเตือนเกิดความเสี่ยงใหญ่ปีหน้า

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยว่า สหรัฐขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น 1.3% ในเดือน ก.ย. อยู่ที่ 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.77 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้านี้ที่ 5.36 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.76 ล้านล้านบาท) ซึ่งปรับขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 และพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 7 เดือน โดยการขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นทุบสถิติใหม่ ท่ามกลางศึกการค้าที่ยังไม่คลี่คลายระหว่างสองชาติ

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า การขาดดุลการค้ากับจีนปรับขึ้น 4.3% ไปอยู่ที่ 4.02 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.32 ล้านล้านบาท) ในเดือน ก.ย. ทำให้ขณะนี้สหรัฐขาดดุลการค้ากับจีนแล้วทั้งหมด 3.01 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 9.88 ล้านล้านบาท)

สำหรับในภาพรวมนั้น การนำเข้าของสหรัฐปรับตัวขึ้น 1.5% ไปอยู่ที่ 2.66 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 8.7 ล้านล้านบาท) ซึ่งการนำเข้าสินค้าทุน เช่น อุปกรณ์โทรคมนาคม เครื่องยนต์เครื่องบินและคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์

รายงานระบุว่า บรรดาธุรกิจสหรัฐต้องเร่งนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบต่างๆ ก่อนที่มาตรการกำแพงภาษีสินค้าจีน 2 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 6.47 ล้านล้านบาท) ของสหรัฐ มีผลบังคับเต็มเดือนในเดือน ต.ค.เป็นเดือนแรก

ด้านการส่งออกปรับขึ้น 1.5% ในเดือน ก.ย. อยู่ที่ 2.12 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 6.9 ล้านล้านบาท) เนื่องจากสหรัฐส่งออกวัตถุดิบและสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ดีการส่งออกถั่วเหลืองซึ่งเป็นสินค้าที่จีนตั้งภาษีตอบโต้ลดลง 29% ไปอยู่ที่ 1,790 ล้านดอลลาร์ (ราว 5.8 หมื่นล้านบาท) ต่ำสุดตั้งแต่เดือน ก.พ.

บลูมเบิร์กรายงานว่า นักวิเคราะห์จำนวนมากกำลังประเมินผลกระทบจากศึกการค้าต่อเศรษฐกิจ หลังภาคการผลิตสหรัฐเริ่มส่งสัญญาณซบเซาในเดือนก่อนหน้านี้

ด้านธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) เตือนว่าภัยคุกคามระบบการเงินครั้งใหญ่ คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2019 ท่ามกลางศึกการค้ากับสหรัฐและเศรษฐกิจจีนชะลอตัว โดยพีบีโอซีจะจับตาดูความเชื่อมั่นนักลงทุนอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมใช้นโยบายการเงินและนโยบายเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นยิ่งขึ้น

นักวิทย์คาด “โอมูอามูอา” อาจเป็นวัตถุจากเอเลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569693

  • วันที่ 03 พ.ย. 2561 เวลา 18:19 น.

นักวิทย์คาด "โอมูอามูอา" อาจเป็นวัตถุจากเอเลี่ยน

หรือวัตถุทรงประหลาด “โอมูอามูอา” จะเป็นสิ่งที่เอเลี่ยนส่งสำรวจดาวโลก

นับตั้งแต่ที่โลกได้รู้จักกับวัตถุรูปทรงประหลาดที่มีชื่อว่า Oumuamua เป็นครั้งแรกในเดือนตุลาคมปี 2017 ที่ผ่านมานั้น วัตถุดังกล่าวก็ได้สร้างความฉงนสงสัยกับบรรดานักวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก เนื่องด้วยรูปแบบของวงโคจรที่ไม่ได้อยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงของระบบดาวฤกษ์ดวงใดดวงหนึ่ง อีกทั้งรูปทรงของมันก็มีลักษณะยาวรีประหลาดกว่าที่เคยพบมา โดยพบว่ามันมีลักษณะคล้ายกับซิการ์ มีความยาวราว 400 เมตร ซึ่งนับว่ามีความยาวอย่างน้อย 10 เท่าของความกว้าง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่แปลกกว่าหินอวกาศที่พบได้ในระบบสุริยะของโลก

อีกทั้งเมื่อช่วงเดือน มิถุนายน ที่ผ่านมา เจ้าวัตถุดังกล่าวก็ได้สร้างความประหลาดใจให้กับนักวิทยาศาสตร์เมื่อพบว่า มันสามารถเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนด้วยการ “เร่งความเร็ว“ ได้ โดยที่ไม่พบว่ามีปัจจัยภายนอกอื่นๆ มากระทำ

 

 

 

กระทั่งล่าสุด นักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน  Harvard-Smithsonian Center for Astrophysics โดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และสถาบันสมิธโซเนียนในสหรัฐ ได้เผยรายงานจากการติดตามวัตถุดังกล่าวว่า วัตถุ Oumuamua นี้ อาจถูกส่งมาโดย”สิ่งมีชีวิตที่ทรงสติปัญญา”

ศ.  Abraham Loeb หนึ่งในทีมของสถาบันระบุว่า ก่อนหน้านั้นเราเข้าใจว่าพื้นผิวของ Oumuamua ที่มีความหนาแน่นสูง มันอาจจะมีส่วนประกอบเป็นหินที่มีความแข็งแกร่งสูง หรือโลหะเป็นส่วนใหญ่ซึ่งปกคลุมด้วยน้ำแข็ง ซึ่งจะส่งผลให้สถานะของมันไม่ต่างอะไรจากดาวหางธรรมดาๆ

แต่ทว่าหลังจากที่ในเดือน มิถุนายน ที่นักวิทยาศาสตร์พบว่า มันสามารถ”เร่งความเร็ว” ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่มีปัจจัยด้านแรงโน้มถ่วงใดๆมากระทำนั้น จึงทำให้ความเชื่อนี้เปลี่ยนไป

 

แนวคิด Lightsails ในโครงการ IKAROS

 

ซึ่งเหตุที่มันเร่งความเร็วด้วยตนเองได้นั้นอาจเป็นเพราะได้รับรังสีจากดาวฤกษ์ใกล้โลกอย่างดวงอาทิตย์ และหากเป็นเช่นนั้นจริงเจ้า Oumuamua จะมีลักษณะการสะสมพลังงานคล้ายกับวิธีของ Lightsails หรือใบสะสมพลังงานผ่านพื้นผิว ซึ่งนั้นเป็นวิธีหนึ่งในการเดินทางข้ามอวกาศอันไกลโพ้นได้โดยที่ไม่ต้องใช้เชื้อเพลิง ซึ่งแนวคิดLightsailsดังกล่าวนั้น คล้ายกับโครงการ Solar Sail ของนาซ่า หรือโครงการ IKAROS ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการใช้แผงโซลาร์อวกาศ เก็บสะสมพลังงานจากดาวฤกษ์ เพื่อใช้ในการเดินทางไกลๆ โดย Lightsails ที่มีความหนาเพียง 0.3-0.9 mm ก็เพียงพอจะสามารถเดินทางข้ามกาแลคซี่ได้สบายๆ

และหากมันเป็น “ดาวหาง”จริง เหตุใดจึงไม่พบว่ามันมี “หาง” ของกลุ่มแก๊ส หรือฝุ่น ตามหลังการโคจรของมัน

ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้ ศ. Abraham Loeb และ Shmuel Bialy สองนักวิทยาศาสตร์ของฮาวาร์ดตั้งข้อสันนิฐานว่าเจ้า  Oumuamua อาจเป็น “ยานสำรวจอวกาศ” ที่ส่งมาโดยสิ่งมีชีวิตทรงสติปัญญา

อย่างไรก็ดี แม้ว่าพวกเขาจะสันนิฐานเช่นนั้น แต่ก็ยังไม่ทิ้งทฤษฎีที่ว่า มันอาจเป็นแค่หินในอวกาศธรรมดาๆ เนื่องจากการตรวจสอบโดยใช้อุปกรณ์สื่อสารในทุกชนิดที่มนุษย์มีนั้น ยังตรวจไม่พบ “สัญญาณ” สื่อสารใดๆที่ส่งออกมาจากวัตถุดังกล่าว