ซิมบับเวพบน้ำมัน-ก๊าซธรรมชาติแหล่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569569

  • วันที่ 02 พ.ย. 2561 เวลา 11:17 น.

ซิมบับเวพบน้ำมัน-ก๊าซธรรมชาติแหล่งใหญ่

ผู้นำซิมบับเวเผย พบบ่อน้ำมันจำนวนมหาศาล เตรียมขุดในปี 2020

นายเอ็มเมอร์สัน อึมนังกากวา ประธานาธิบดีแห่งซิมบับเวได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา ว่า ซิมบับเวได้ทำการค้นพบน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมากในพื้นที่บริเวณเขต Muzarabani ทางเหนือของประเทศ ใกล้กับพื้นที่พรมแดนของประเทศโมซัมบิก

รายงานระบุว่าบริษัททำการสำรวจจนค้นพบครั้งนี้คือบริษัท  Invictus Energy ของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีการใช้ข้อมูลทางธรณีวิทยาที่บริษัท Mobil Oil เคยสำรวจในพื้นที่เดียวกันนี้เมื่อปี 1999 แต่ทว่าอดีตประธานาธิบดี โรเบิร์ต มูกาเบ ผู้นำซิมบับเวในขณะนั้น ดำเนินนโยบายปกป้องทรัพยากรของประเทศอย่างเข้มงวด จึงส่งผลให้บริษัทต่างชาติไม่สามารถแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรน้ำมันเหล่านี้ได้

แต่ภายหลังจากการสิ้นสุดความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศ นายอึมนังกากวา ผู้นำคนปัจจุบันได้มีนโยบายเปิดกว้างต่อการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น

ด้านนาย Winston Chitando รัฐมนตรีพลังงานของซิมบับเว เผยว่า จากการงานการสำรวจของบริษัทน้ำมันออสเตรเลียพบว่า พื้นที่ทางเหนือของประเทศราว 200 ตารางกิโลเมตร เป็นหนึ่งในแหล่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบในทวีปแอฟริกา และรัฐบาลเตรียมจะเปิดให้ต่างชาติเข้ามาทำการขุดเจาะได้ภายในช่วงกลางปี 2020 นี้

“ปาเลา” เตรียมแบนครีมกันแดด หวังรักษาปะการัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569565

  • วันที่ 02 พ.ย. 2561 เวลา 10:30 น.

"ปาเลา" เตรียมแบนครีมกันแดด หวังรักษาปะการัง

ประเทศปาเลาเตรียมห้ามใช้ครีมกันแดด หวั่นทำปะการังฟอกขาว

สื่อต่างประเทศรายงานว่า ประเทศปาเลา หรือ สาธารณรัฐปาเลา ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกได้ประกาศว่าจะเป็นประเทศแรกของโลก ที่มีการห้ามใช้โลชั่นกันแดด เนื่องจากส่วนประกอบในโลชั่นกันแดดนั้น จะส่งผลกระทบให้แนวปะการังซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศจะได้รับความเสียหาย

โฆษกของประธานาธิบดีปาเลา ระบุว่า มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างแน่ชัดว่า สารเคมีที่พบในโลชั่นกันแดดที่บรรดานักท่องเที่ยวใช้นั้น ส่วนใหญ่เป็นพิษต่อปะการัง ซึ่งรัฐบาลเตรียมสั่งห้ามไม่ให้มีการใช้โลชั่นกันแดดดังกล่าวในอีก 2 ปี หลังจากนี้ ซึ่งหากมีผลบังคับใช้จะส่งผลปาเลากลายเป็นประเทศแรกในโลกที่มีการแบนการใช้โลชั่นกันแดดอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งปาเลาได้เตรียมออกกฎหมายที่ห้าม นำเขาโลชั่นกันแดดที่มีสารอันตรายต่อแนวปะการังภายในปี 2020 ด้วย โดยผู้ฝ่าฝืนจะถูกปรับเป็นเงินสูงถึง 1 พันดอลลาร์

อย่างไรก็ดี กระแสความตื่นตัวเรื่องสารเคมีจากโลชั่นกันแดดนี้ ส่งผลให้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทางการรัฐฮาวายได้ประกาศคำสั่งห้ามใช้และจำหน่ายโลชั่นกันแดดที่มีส่วนผสมของ ของออกซีเบนโซน  (Oxybenzone) และออกติโนเซต (Octinoxate) หลังมีผลการวิจัยพบว่าสารเหล่านี้ส่งผลให้ปะการังตายเช่นกัน

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา

ลือสนั่น ฟ่าน ปิงปิง เตรียมอำลาวงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569521

  • วันที่ 01 พ.ย. 2561 เวลา 18:13 น.

ลือสนั่น ฟ่าน ปิงปิง เตรียมอำลาวงการ

สื่อฮ่องกงเผย “ฟ่าน ปิงปิง” อาจเตรียมอำลาวงการในปีหน้า หลังแต่งงานคู่หมั้น

สำนักข่าวฮ่องกง โอเรียนทอล เดลี่นิวส์ (ODN) รายงานว่า นักแสดงสาวฟ่าน ปิงปิง อาจเตรียมอำลาธุรกิจบันเทิงของจีนในช่วงต้นปีหน้า หลังจากที่แต่งงานกับนายหลี่ เฉิน คู่หมั้นของเธอ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 2 ก.พ. ปีหน้า

รายงานระบุว่า นักแสดงหนุ่มหลี่ ได้ขอหมั้นกับฟ่าน ปิงปิง ในช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้ว ซึ่งมีรายงานด้วยว่าทั้งสองจะเตรียมจัดงานแต่งอย่างหรูหราที่ปราสาทเก่าแก่แห่งหนึ่งในแถบชนบทของอังกฤษ

แต่ทว่าแผนดังกล่าวกลับต้องชะงัก หลังจากที่นักแสดงสาววัย 37 ปี ต้องหายไปจากสาธารณะจากการที่ต้องเผชิญกับข่าวอื้อฉาวกรณีหลีกเลี่ยงภาษีจากการทำสัญญาจ้างสองฉบับแบบหยินหยาง ที่กลายเป็นข่าวดังเมื่อช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จนส่งผลให้ทางการจีนต้องสั่งปรับเงินเธอเป็นจำนวนราว 800 ล้านหยวน

กระทั่งล่าสุดหลังจากที่เกิดกรณีอื้อฉาวดังกล่าว เธอได้ออกมากล่าวขอโทษต่อสาธาณะเป็นครั้งแรกผ่านทางเว็บไซต์เว่ยป๋อ สื่อสังคมออนไลน์ของจีน แต่ทว่าสำหรับกระแสข่าวการอำลาธุรกิจบันเทิงของเธอนั้น ยังไม่มีคำยืนยันใดๆจากทั้งสอง

เจ้าหญิงเลโอนอร์แห่งสเปน ทรงมีดำรัสต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569519

  • วันที่ 01 พ.ย. 2561 เวลา 17:37 น.

เจ้าหญิงเลโอนอร์แห่งสเปน ทรงมีดำรัสต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก

เจ้าหญิงเลโอนอร์ รัชทายาทแห่งราชวงศ์สเปน ทรงใช้โอกาสในวันคล้ายวันพระราชสมภพ มีพระดำรัสต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก

สื่อท้องถิ่นสเปนรายงานว่า เลโอนอร์ เจ้าหญิงแห่งอัสตูเรียส พระราชธิดาในสมเด็จพระราชาธิบดีเฟลีเปที่ 6  และทรงเป็นมกุฎราชกุมารีแห่งสเปน ทรงใช้โอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพครบรอบ 13 ชันษา เมื่อวันที่ 31 ต.ค.  ที่ผ่านมา ในการเริ่มต้นปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างเป็นทางการครั้งแรก ในการมีพระดำรัสต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกเนื่องในวันฉลองครบรอบ 40 รัฐธรรมนูญของสเปน

 

 

โดยในระหว่างที่ทรงอ่านบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนั้น สมเด็จพระราชินีเลตีเซียแห่งสเปน พระมารดา พร้อมกับเจ้าหญิงโซเฟีย พระขนิษฐา ทรงให้กำลังใจอยู่ด้านล่าง

 

 

ในงานดังกล่าว สมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปแห่งสเปนทรงมีพระราชดำรัสเปิดงาน กระทั่งหลังจากนั้น เจ้าหญิงเลโอนอร์ ทรงได้ช่วยพระบิดากล่าวเปิดงาน ด้วยการอ่านบทบัญญัติข้อที่ 1 ในรัฐธรรมนูญสเปน ต่อแขกในงานซึ่งเต็มไปด้วยบรรดานักการเมือง ประธานสภาผู้แทนราษฎรของสเปน นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีของสเปน ซึ่งนับว่าเป็นการมีพระดำรัสต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกของเจ้าหญิง

 

ชาวจีนขึ้นศาลเนเธอร์แลนด์ ทวงคืนพระพุทธรูปล้ำค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569516

  • วันที่ 01 พ.ย. 2561 เวลา 16:25 น.

ชาวจีนขึ้นศาลเนเธอร์แลนด์ ทวงคืนพระพุทธรูปล้ำค่า

ตัวแทนชาวบ้านจากประเทศจีน เดินทางไปขึ้นศาลในเนเธอร์แลนด์ เพื่อทวงคืนพระพุทธรูปมัมมี่ล้ำค่า อายุกว่า 1,000 ปี

กลุ่มชาวบ้านจำนวนหนึ่งจาก 2 หมู่บ้านในมณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกเฉียงใต้ ของจีน ได้เดินทางไปยังประเทศเนเธอแลนด์แล้ว เพื่อหวังขึ้นให้การต่อศาลในฐานะพยานทวงคืนรูปปั้นพระพุทธรูปมันมี่ อายุกว่า 1,000 ปีของหมู่บ้านที่หายไป

รายงานระบุว่าพระพุทธรูปดังกล่าวแต่เดิมเป็นพระพุทธรูปประจำหมู่บ้าน Yangchun ในมณฑลฝูเจี้ยน จนกระทั่งเมื่อหลายสิบปีก่อนพระพุทธรูปดังกล่าวสูญหายไป

จนกระทั่งต่อมาพระพุทธรูปองค์นี้ปรากฎขึ้นอีกครั้งเมื่อปี 2015 ในงานนิทรรศกาลจัดแสดงวัตถุโบราณแห่งหนึ่งในประเทศฮังการี โดยระบุว่าเจ้าของพระพุทธรูปองค์นี้คือนักสะสมชาวดัตช์ที่ชื่อ Oscar van Overeem โดยเขาได้ซื้อพระพุทธดังกล่าวจากนักสะสมรายหนึ่งในฮ่องกงเมื่อปี 1995

 

 

สำหรับพระพุทธรูปดังกล่าวชาวบ้านเรียกว่า “จางกง จู่ซือ”  หรือ “พระสงฆ์จางกง” มีลักษณะพิเศษคือเมื่้อทำการเอ็กซเรย์จะพบลักษณะคล้ายกับโครงกระดูกภายในองค์พระ

“เราเกิดมาก็เห็นรูปปั้นพระองค์นี้แล้ว ท่านยังอยู่ที่หมู่บ้านของเราเสมอ ท่านเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของเรา”

“สำหรับเรา สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำท่านกลับไป” ตัวแทนของชาวบ้านกล่าว โดยการเดินทางมาศาลครั้งนี้เป็นการรับฟังพยานครั้งสุดท้าย ก่อนที่ศาลจะมีคำตัดสินภายในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่าคดีความดังกล่าวนับว่าจะมีความสำคัญด้านศาสนา และความสัมพันธ์ด้านการทูตระหว่างจีนกับเนเธอร์แลนด์ด้วย

อย่างไรก็ดี ด้านนาย Oscar van Overeem ผู้ครอบครองพระพุทธรูปดังกล่าวเผยว่า หลังจากที่เขาทราบว่าพระพุทธรูปดังกล่าวถูกขโมยมา เขายินดีจะคืนองค์พระกลับไปยังประเทศจีน โดยเขาระบุว่า ในตอนแรกที่ได้องค์พระมานั้น เขาไม่ทราบว่าถูกขโมยมา เขาแค่ใช้วิธีการแลกเปลี่ยนกับนักสะสมอีกรายเท่านั้น ซึ่งเขายินดีจะคืนพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวหากมีข้อแลกเปลี่ยนที่ลงตัว แต่ทว่าการเจรจาล้มเหลว ทางชาวบ้านจีนจึงยื่นฟ้องดังกล่าว

พบกล่องดำเครื่องไลอ้อนแอร์ตกทะเลอินโดฯแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569503

  • วันที่ 01 พ.ย. 2561 เวลา 14:40 น.

พบกล่องดำเครื่องไลอ้อนแอร์ตกทะเลอินโดฯแล้ว

อินโดนีเซียพบ 1 ใน 2 กล่องดำของไลอ้อนแอร์แล้ว เตรียมไขปริศนาเหตุเครื่องตก

สื่อต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ประดาน้ำของอินโดนีเซีย ซึ่งเข้าทำการกู้ซากของเครื่องบินโบอิ้ง 737 MAX 8 เที่ยวบินที่ เจที 610 ของสายการบินไลอ้อนแอร์ ซึ่งประสบเหตุตกพร้อมผู้โดยสารและลูกเรือ 189 คน ที่นอกชายฝั่งของประเทศอินโดนีเซียเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น

 

 

รายงานระบุว่าแม้ความหวังในการพบผู้รอดชีวิตจะริบหรี่ลง แต่ทีมนักประดาน้ำได้สามารถเก็บกู้ซากของกล่องบันทึกการบินของเครื่องได้จำนวน 1 กล่อง จากทั้งหมด 2 กล่อง โดยจุดที่พบกล่องบันทึกการบินดังกล่าวนั้นอยู่ลึกราว 30 เมตร ใต้ก้นทะเล โดยพบอยู่ห่างจากจุดสุดท้ายที่เครื่องบินขาดการติดต่อราว 500 เมตร

ด้านสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นของอินโดได้มีการเผยแพร่ภาพของเจ้าหน้าที่ประดาน้ำขณะกำลังส่งมอบกล่องดำให้กับทางเจ้าหน้าที่สืบสวนของอินโดนีเซีย อย่างไรก็ดี รายงานไม่ได้ระบุว่า กล่องดำชนิดที่พบนั้น เป็นกล่องที่บันทึกข้อมูลการบิน หรือเป็นกล่องดำที่บันทึกเสียงของนักบินในห้องนักบิน

 

 

 

ทั้งนี้ การพบหลักฐานชิ้นแรกนี้ ทางการอินโดนีเซียคาดว่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาว่าเพราะเหตุใด เครื่องบินลำดังกล่าว ซึ่งเป็นเครื่องบินรุ่นใหม่ ถึงประสบเหตุตกจนมีผู้เสียชีวืตนับร้อยราย

 

 

นักสิทธิ์แฉ หญิงเกาหลีเหนือตกเป็นทาสกามจนเป็นเรื่องปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569497

  • วันที่ 01 พ.ย. 2561 เวลา 13:44 น.

นักสิทธิ์แฉ หญิงเกาหลีเหนือตกเป็นทาสกามจนเป็นเรื่องปกติ

ฮิวแมนไรท์วอชเผย ผู้หญิงในเกาหลีเหนือถูก “ล่วงละเมิดทางเพศ” จนเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนจากฮิวแมนไรท์วอทช์ ได้เผยรายงานที่มีการสัมภาษณ์ชาวเกาหลีเหนือซึ่งลี้ภัยออกจากประเทศของตนจำนวน 62 คน  ระบุว่า หญิงชาวเกาหลีเหนือนั้นมักถูกล่วงละเมิดทางเพศ จนแทบจะเป็นเรื่องปกตอ โดยบ่อยครั้งมักเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือน หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลเกาหลีเหนือ

รายงานฉบับนี้นับเป็นหลักฐานชิ้นล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่าเกาหลีเหนือมี “วัฒนธรรมล่วงละเมิดทางเพศ” อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในสังคมของประเทศที่ผู้ชายเป็นใหญ่ และค่านิยมในการเชื่อฟังผู้นำ

Oh Jung-hee หญิงผู้ลี้ภัยชาวเกาหลีเหนือวัย 40 ปี กล่าวว่า พวกผู้ชายในเกาหลีเหนือมักปฎิบัติกับเราเหมือนเป็นเซ็กส์ทอย จากความปรานีของผู้ชาย

วันไหนที่พวกเขาต้องการ ยามของตลาด หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมาตามขอให้เราไปห้อง ซึ่งพวกเขาจะบังคับขึนใจเรา เธอกล่าว

ขณะที่บางส่วนของรายงานจากฮิวแมนไรท์วอช ระบุว่า หญิงเกาหลีเหนือบางคนกล่าวว่า การถูกล่วงละเมิดทางเพศเป็นเรื่องปกติของเกาหลีเหนือ พวกเธอยอมรับมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเธอยอมรับเรื่องเหล่านี้ได้เนืองจากพวกเธอขาดความรู้ความเข้าใจในประเด็นเรื่องสิทธิทางเพศ และความเท่าเทียมทางเพศ

ทรัมป์เล็งส่งทหาร 15,000 นาย คุมชายแดนสหรัฐฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569483

  • วันที่ 01 พ.ย. 2561 เวลา 12:09 น.

ทรัมป์เล็งส่งทหาร 15,000 นาย คุมชายแดนสหรัฐฯ

ปธน.ทรัมป์เผย อาจส่งทหารมากถึง 15,000 นาย ประชิดชายแดนเม็กซิโก หวังสกัดผู้ลี้ภัยเข้าสหรัฐ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐได้เผยต่อผู้สื่อข่าวว่า จากกรณีที่มีบรรดาผู้อพยพจากประเทศในแถบอเมริกากลาง โดยเฉพาะประเทศฮอนดูรัสซึ่งมีจำนวนมากว่า 7 พันคน  ได้เดินทางประชิดยังชายแดนเม็กซิโก เพื่อหวังข้ามมาลี้ภัยยังสหรัฐนั้น ผู้นำสหรัฐอาจเตรียมส่งทหารจำนวนมากถึง 15,000 นาย เข้าประชิดพรมแดนระหว่างสหรัฐ-เม็กซิโก สกัดบรรดากลุ่มผู้อพยพดังกล่าว

ในตอนหนึ่งของคำกล่าวของผู้นำสหรัฐ เรียกบรรดากลุ่มผู้อพยพเหล่านี้ว่าเป็นบุคคลอันตรายด้วย นอกจากนี้ผู้นำสหรัฐยังได้ระบุว่าเขาจะไม่ยอมให้กลุ่มผู้อพยพเหล่านี้เดินทางเข้าสหรัฐอย่างผิดกฎหมายเด็ดขาด

คำกล่าวดังกล่าวของปธน.ทรัมป์ มีขึ้นท่ามกลางศึกการเลือกตั้งกลางเทอมของสภาคองเกรส ซึ่งนโยบายด้านผู้อพยพเป็นนโยบายหลักที่ทางพรรครีพับลิกกันมีจุดยืนอย่างชัดเจนในประเด็นนี้มาโดยตลอด

ทั้งนี้ ท่าที่ล่าสุดของปธน.ทรัมป์ ยังสอดคล้องกับที่เขาได้ระบุว่า มีแผนจะยกเลิกกฎหมายที่ให้สิทธิพลเมืองอเมริกันโดยอัตโนมัติ แก่บุคคลที่เกิดในแผ่นดินสหรัฐ แม้ว่าบิดา มารดาจะไม่ใช่พลเมืองสหรัฐก็ตาม

หวั่นเหตุน้ำท่วมนครเวนีส ทำลายโบราณสถานเสียหายหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569467

  • วันที่ 01 พ.ย. 2561 เวลา 11:10 น.

หวั่นเหตุน้ำท่วมนครเวนีส ทำลายโบราณสถานเสียหายหนัก

หลายฝ่ายห่วงน้ำทะเลท่วมในนครเวนิส จะยิ่งทำลายโบราณสถานสำคัญหลายแห่งของเมืองจนเสียหาย

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า หลังจากที่เกิดเหตุอุทกภัยอันเนื่องมาจากน้ำทะเลหนุนสูงจนส่งผลกระทบให้เข้าท่วมในพื้นที่กว่า 75% ของนครเวนีสอันมีชื่อเสียงของอิตาลี โดยเหตุน้ำท่วมครั้งนี้จากการวัดระดับน้ำพบว่าบางจุดมีระดับสูงถึงกว่า 156 ซม. ซึ่งนับว่าเป็นการทำลายสถิติของระดับน้ำที่้เคยวัดได้ในนครเวนีสนับตั้งแต่ปี 2008 ที่ผ่านมา หรือในรอบเกือบ 10 ปี

 

 

 

อย่างไรก็ดี แม้ว่านครเวนีสจะได้ชื่อว่าเป็นนครแห่งสายน้ำ อันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองนี้ แต่ทว่าจากเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้หลายฝ่ายเริ่มกังวลถึงผลกระทบต่อบรรดาสถานที่สำคัญ และโบราณสถานของเมืองที่จะได้รับความเสียหายจากการกัดกร่อนของน้ำทะเลที่เข้าท่วมเมือง

“น้ำท่วมเพียงวันเดียว จะส่งผลให้วิหารเก่าลงไปอีก 20 ปี แต่เราพยายามจะคิดในแง่ดีเข้าไว้”  นาย Carlo Alberto Tesserin หัวหน้าคณะกรรมการรับผิดชอบวิหาร  St. Mark’s Basilica ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมือง กล่าว

 

 

นาย Carlo Alberto Tesserin ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้น้ำได้เข้าท่วมปกคลุมบริเวณจตุรัสหินอ่อนด้านหน้าวิหารซึ่งมีอายุนับหลายร้อยปี รวมถึงแท่นบูชาพระแม่  Madonna Nicopeia อันมีชื่อเสียง ในสมัยศตวรรษที่ 12 ก็ต่างจมอยู่ใต้น้ำเช่นกัน

นอกจากนั้นภายในวิหาร น้ำได้เข้าท่วมถึงยังทางเข้าด้านหน้าซึ่งประดับด้วยพื้นกระเบื้องโมเสก ก็ต่างจมอยู่ใต้น้ำที่มีระดับสูงถึง 90 ซม. นานกว่า 16 ช.ม.แล้ว ขณะที่โครงสร้างของวิหารก็ทำมาจากอิฐซึ่งมีอายุนับร้อยปีแล้ว มันคงไม่ดีแน่ หากต้องแช่อยู่ในน้ำนานๆ

 

 

 

ทั้งนี้ สำหรับนครเวนีสนั้นได้ชื่อว่าเมืองทั้งเมืองคือพิพิธภัณฑ์ ซึ่งไม่เพียงแต่วิหาร St. Mark’s Basilica อันโด่งดังของเมืองจะเสียหายแล้ว คาดว่าในพื้นที่ส่วนอื่นๆของเมืองก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน

อย่างไรก็ดี ด้านโฆษกของเมือง ระบุว่าขณะนี้ สถานการณ์ต่างๆสามารถควบคุมได้แล้ว โดยจากการวัดระดับน้ำเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาพบว่า น้ำมีระดับที่ลดลงจากระดับ 156 ซม. เหลือ 110 ซม. ขณะที่ในวันพุธคาดว่าระดับน้ำจะลดลงเหลือราว 90 ซม.

 

 

ทั้งนี้ สำหรับปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงจนเข้าท่วมนครเวนิสนั้น ช่วงหลังเกิดขึ้นบ่อยครั้ง กระทั่งรัฐบาลท้องถิ่นมีแผนสร้างโครงการแนวเขื่อนกั้นชายฝั่งขนาดยักษ์ที่มีชื่อว่า โครงการโมเสส  แต่ทว่า ด้วยปัญหาด้านงบประมาณ คอรัปชั่น และความวุ่นวายทางการเมืองของรัฐบาลกรุงโรม จึงทำให้โครงการดังกล่าวล่าช้าและยังไม่แล้วเสร็จ

ผู้โดยสารระทึก เฟอร์รี่พุ่งชนท่าเรือเมืองบาร์เซโลนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569464

  • วันที่ 01 พ.ย. 2561 เวลา 10:25 น.

ผู้โดยสารระทึก เฟอร์รี่พุ่งชนท่าเรือเมืองบาร์เซโลนา

ชมคลิป เรือเฟอร์รี่เสียการควบคุม พุ่งชนท่าเรือของเมืองบาร์เซโลนา

สื่อท้องถิ่นสเปนรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. ของวันที่ 31 ต.ค.ตามเวลาท้องถิ่น ในนครบาเซโลนา ในแคว้นคาตาลัน ของสเปน ได้เกิดเหตุเรือเฟอร์รี่ ขนาดความยาว 200 เมตร เสียการควบคุมและพุ่งชนเข้ากับท่าเรือบาร์เซโลนา จนส่งผลให้เครนสำหรับขนสินค้าขึ้น-ลงเรือ ของท่าเรือถล่มลงมา

ซึ่งขณะที่เกิดเหตุนั้นได้มีผู้บันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ได้ โดยช่วงเวลาดังกล่าวนั้นพื้นที่บริเวณท่าเรือมีคลื่นกระแสลมแรง โดยเรือลำดังกล่าวค่อยๆลอยเข้ามาใกล้กับชายฝั่งของท่าเรือ ก่อนที่จะพุ่งชนเข้ากับท่าเรือและเครนของท่าเรือ ซึ่งขณะเกิดเหตุมีคนงานกำลังปฎิบัติงานอยู่ใต้เครนดังกล่าวด้วย ต่างวิ่งหนีเอาตัวรอด จนกระทั่งเครนได้เอียงตัวและล้มลงมาใส่ตู้สินค้าที่อยู่ด้านล่าง ซึ่งตู้ดังกล่าวมีสินค้าประเภทสารเคมีบรรจุอยู่ จึงส่งผลให้เกิดประกายไฟลุกท่วมอย่างรุนแรง

สำหรับเรือเฟอร์รี่ลำดังกล่าวนั้นมีชื่อว่า Excellent มีบริษัท Grandi Navi Veloci สัญชาติอิตาลีเป็นเจ้าของเรือ โดยหลังจากเกิดเหตุทางโฆษกของเมืองบาร์เซโลนาระบุว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่ทางโฆษกของบริษัท Grandi Navi Veloci ระบุว่า เรือลำนี้สูญเสียการควบคุมเนื่องจากสภาพอากาศที่มีคลื่นลมแรง จนทำให้เรือไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้ โดยขณะเกิดเหตุนั้นมีผู้โดยสารอยู่บนเรือด้วย แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด