อ็อคโต ซีฟู้ด บาร์ ไปนั่งชิลเท่ๆ กัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/574623

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

อ็อคโต ซีฟู้ด บาร์ ไปนั่งชิลเท่ๆ กัน

เรื่อง อีตติง อาร์ต ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

กรุงเทพฯ คือมหานครแห่งสีสันที่พร้อมจะเปิดกว้างในเรื่องความคิดสร้างสรรค์และตอบรับสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่สถานที่แฮงเอาต์สุดครีเอทใจกลางซอยสุขุมวิท 24 อย่าง อ็อคโต ซีฟู้ด บาร์ (Octo Seafood Bar) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เกิดจากไอเดียสร้างสรรค์ จนกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางกรุง

โดดเด่นด้วยตัวอาคารที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรือในจินตนาการ ที่สามารถพาคุณท่องไปในมหาสมุทรอันกว้างไกลได้ทั้งบนน้ำและใต้น้ำ เมื่อก้าวเข้ามาสู่บริเวณร้าน คุณจะสะดุดตากับประติมากรรมรูปปลาหมึกยักษ์ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าร้าน (ผลงานของ พงษธัช อ่วยกลาง)

การตกแต่งมีกลิ่นอายอินดัสเทรียล มารีน โดยใช้วัสดุประเภทเหล็ก ปูน และไม้ จำลองให้เหมือนกับโครงของเรือ ผลงานสร้างสรรค์ที่เกิดจากไอเดียของ ธนกร เก่าเจริญพงศ์ สถาปนิกชื่อดังและทีมงาน ที่เคยออกแบบร้านอาหารดังๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศมาแล้ว โดยธนกรยังเป็นผู้บริหารและผู้ออกแบบร้านอาหารชื่อดังอย่าง แฮปปี้ฟิช และ โกดังทะเล

คอนเซ็ปต์เมนูที่ร้านจะเป็นอาหารอินเตอร์เนชั่นแนล และออเธนติค ไทย ซีฟู้ด ซึ่งทุกเมนูล้วนคัดสรรวัตถุดิบสดใหม่ทุกวัน ปรุงโดยเชฟฝีมือดี เมนูแนะนำเริ่มจาก “หอยนางรมสด” จานนี้เป็นหอยนางรมที่นำเข้าจากญี่ปุ่นและฝรั่งเศส หอยนางรมตัวใหญ่ มีความสดใหม่ กินคู่กับน้ำจิ้ม 3 รสชาติ 3 สไตล์ บอกเลยว่าฟินมาก

ต่อด้วย “ปลาหมึกผัดไข่เค็ม” เมนูนี้ใช้ปลาหมึกสดตัวใหญ่นำมาผัดกับไข่เค็มแดงล้วนๆ โดยเชฟจะนำไข่เค็มแดงไป Dehydrate เพื่อดึงน้ำออกให้หมดก่อน จากนั้นจึงนำมาผัดกับปลาหมึก จนได้เมนูที่ออกจะแห้งและรสชาติเข้มข้น กินเพลินเชียวล่ะ

“กุ้งราดซอสมะขาม” เมนูนี้ใช้กุ้งลายเสือทอดจนสุกหอม แล้วนำไปผัดกับซอสมะขาม จนได้รสชาติเปรี้ยวอมหวานรับประทานอร่อยอีกเช่นกัน

ตามด้วย “ปลาเก๋าราดพริกสด” เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ลูกค้าสั่งเยอะมาก จานนี้ใช้เนื้อปลาเก๋าสดทอดให้กรอบ แล้วราดด้วยซอสพริกสดสูตรพิเศษของร้าน ถือเป็นอีกหนึ่งซิกเนเจอร์เมนูที่ไม่ควรพลาด

มาที่เมนูอินเตอร์ฯ บ้าง เริ่มด้วย “พิซซ่า พาร์มาแฮม” พิซซ่าโฮมเมดแป้งสดเสิร์ฟร้อนๆ จากเตาอบ ท็อปปิ้งด้วยพาร์มาแฮมและชีส หอมน่ากิน เมนูพิซซ่านี้ลูกค้าสามารถเลือกท็อปปิ้งด้วยหน้าอื่นๆ ได้ตามความชอบ

“สเต๊กปลากะพง” ใช้เนื้อปลากะพงสดใหม่ที่คัดสรรมาอย่างดี กริลจนสุกหอม เสิร์ฟพร้อมกับซอสครีมเลม่อนและเครื่องเคียงต่างๆ เป็นอีกหนึ่งจานที่แนะนำให้สั่งมาลอง

ปิดท้ายด้วย “เซวิเช่” หนวดปลาหมึกสดที่นำมาหั่นบางๆ คลุกเคล้ากับน้ำยำสไตล์อเมริกาใต้ ได้ความอร่อยจากเนื้อปลาหมึกที่เข้ากันกับรสชาติของน้ำยำเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีเมนูที่น่าสนใจอย่าง โคลด์คัต พาสต้า และอื่นๆ ให้ลองอีกเพียบราคาเมนูเริ่มที่ 300-1,000 บาท

มาแฮงก์เอาต์ทั้งทีจะขาดเครื่องดื่มได้อย่างไร อุ่นเครื่องด้วยม็อกเทลที่ชื่อ “Surf Boy Cooler” ก่อนเลย แก้วนี้มีส่วนผสมของน้ำสับปะรด เนื้อสับปะรดที่เสิร์ฟมาทั้งลูกและวานิลลาไซรัปช่วยเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี

ต่อด้วย “Emerald Splash” มีส่วนผสมของรัม น้ำกีวี่สด ไซรัป ตกแต่งด้วยโรสแมรี่และเมลอน แก้วนี้ดีกรีปานกลาง

ปิดท้ายด้วย “Corazon Crusher” มีส่วนผสมของเตกีล่า มิกซ์เบอร์รี่ ชากุหลาบและไซรัป ดีกรีแรงขึ้นมาอีกหน่อย ค่ำคืนบรรยากาศดีๆ แบบนี้ ลองมานั่งชิลๆ เพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงแนวกรู๊ฟวี่ มิวสิค จากดีเจระดับแถวหน้าของเมืองไทย รับรองติดใจแน่นอน

อ็อคโต ซีฟู้ด บาร์ ตั้งอยู่กลางซอยสุขุมวิท 24 สามารถเข้าจากทางถนนพระราม 4 หรือทางถนนสุขุมวิท ด้านปากซอยดิ เอ็มโพเรียม ก็ได้ ร้านเปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 17.00-01.00 น. โทร.09-0456-9098 และ IG : @octoseafoodbar

เมนูอร่อยกับ‘อบเชย’ @โรงแรมฮิลตัน พัทยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/574626

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

เมนูอร่อยกับ‘อบเชย’ @โรงแรมฮิลตัน พัทยา

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

อบเชย หรือซินนามอน วัตถุดิบที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ มีแหล่งผลิตที่พบได้มากในอินเดียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีรสหวานเล็กน้อย และกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ มักนิยมใช้เป็นส่วนผสมของช็อกโกแลต ขนมปัง ซีเรียล ผลไม้ และเครื่องดื่มยอดนิยมในเทศกาลคริสต์มาสอย่าง เอ๊กน็อก (Eggnog)โรงแรมฮิลตัน พัทยา ชวนลิ้มรสเมนูอร่อยที่ผสมผสานกับอบเชยได้อย่างลงตัว ตลอดเดือน ธ.ค.นี้

สำหรับห้องอาหารแฟลร์ อิ่มอร่อยกับเมนูขึ้นชื่อจากภาคเหนือของไทย “ข้าวซอยเป็ดอบเชย” ข้าวซอยเป็ด ในน้ำซุปอบเชย เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงนานาชนิด ได้แก่ ไข่เป็ดต้ม หอมแดง หอมเจียว พริกแห้ง ผักกาดดอง ต้นหอม และมะนาว บริการทุกวัน เวลา 18.00-22.30 น.

เพลิดเพลินกับหลากหลายเมนูอาหารว่างและขนมหวานจากอบเชย ณ ดริฟต์ล็อบบี้เลานจ์และบาร์ ได้แก่ “พายเนื้อตุ๋นอบเชย” เสิร์ฟพร้อมซอสโยเกิร์ต “ซี่โครงหมูตุ๋นอบเชย” ราดซอสเปรี้ยวหวาน “แซนด์วิชเวียดนามสอดไส้ไก่ตุ๋นอบเชย” เสิร์ฟพร้อมเฟรนช์ฟรายส์ ซอสมะเขือเทศ และซอสมาโย เค้กช็อกโกแลต อบเชย และแอปเปิ้ล “เค้กเนยสด” อบเชย และกาแฟ ชีสเค้กอบเชย และคัสตาร์ดอบเชย ส้ม และแอปริคอต บริการทุกวัน เวลา 10.00-20.00 น.

ห้องอาหารและบาร์ฮอไรซัน แนะนำเมนูสุดพิเศษจากอบเชย “พอร์คชอปหมูคุโรบุตะย่าง เสิร์ฟพร้อมซอสอบเชย” พอร์คชอปหมูคุโรบุตะ เติมรสชาติกลมกล่อมด้วยการแช่ในน้ำเกลือ อบเชย พริกไทยดำ เมล็ดเทียนข้าวเปลือก โป๊ยกั๊ก เมล็ดมัสตาร์ด และนำมาย่างจนหอมกรุ่น เสิร์ฟพร้อมแอปเปิ้ลผัด และซอสอบเชย พร้อมเพลิดเพลินวิวสวยบนดาดฟ้า บริการเวลา 18.00-23.00 น.

ข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งโทร.038-253-000 อีเมล bkkhp_fb@hilton.com หรือ pattaya.hilton.com

Festive 2018 Black Beer Cake with Butter Beer Frosting

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/574644

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

Festive 2018 Black Beer Cake with Butter Beer Frosting

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ขณะกำลังเขียนต้นฉบับนี้ผู้เขียนอยู่ท่ามกลางลมเย็นๆ แห่งเชียงใหม่ เข้ากับบรรยากาศสิ้นปีที่รอคอยมาตลอด แต่อย่าได้ออกนอกร่มไปนานเชียว เพราะแดดทางเหนือในหน้าหนาวนั้นแรงแสบผิวอย่างแท้จริง ยามที่ได้นั่งในร่มใต้ศาลามองเห็นทุ่งนาและขุนเขานั่นแหละ จะแฮปปี้ที่สุดเพราะลมโชยมาจนอยากจะนอนมากกว่าทำงาน กว่าจะเขียนต้นฉบับจนเสร็จนั้น คงจะพักสายตาไปหลายรอบหน่อย

อากาศมีผลกับอารมณ์ความรู้สึก มีผลกับความทรงจำของมนุษย์ แถมยังเรียกร้องให้ร่างกายต้องการอาหารบางอย่างขึ้น สำหรับเราชาวเอเชียใต้อาจไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ก็ยังพอมีตัวอย่างให้รู้สึก เช่น ฝนแรกๆ หลังช่วงหน้าร้อนหลายคนอาจคิดถึงเห็ดเผาะ หรือฝนตกครั้งใดใจคิดถึงหน่อไม้ อากาศเริ่มเป็นลมร้อนขึ้นมาทีไรใจคิดถึงมะม่วงแรดเปรี้ยวๆ แช่น้ำแข็งรอจิ้มน้ำปลาหวาน หรือจะเป็นยามลมหนาวเริ่มโชยคิดถึงสตรอเบอร์รี่ลูกเล็กๆ ฉ่ำๆ เคล้ากับพริกเกลือในแก้วพลาสติกใบพอเหมาะ

สำหรับฝรั่งเขาจะมีลีลาทั้งของคาวและหวาน พอมาถึงช่วงฤดูหนาวเขาจะเริ่มหันเข้าหา “กลิ่นแห่งความอบอุ่น” อันได้แก่พวกเครื่องเทศสไปซ์ต่างๆ ความหวานของน้ำตาลที่จะช่วยสร้างความอบอุ่น รวมไปถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เบียร์ ไวน์ เหล้า ที่มักจะนำเข้ามาเป็นส่วนผสม ยกตัวอย่างขนมง่ายๆ อย่าง Fruit Cake มีเนื้อเค้กที่อิ่มไปด้วยเหล้ารัมและผลไม้แห้ง หรือจะเป็น Mule Wine หรือ Vin Chaud ที่หอมฟุ้งด้วยผลไม้และเครื่องเทศที่ให้ความอบอุ่น อย่างกานพลู อบเชย ลูกจันทน์เทศ ลูกกระวาน ขิง ซึ่งเครื่องเทศพวกนี้ใช้ได้ทั้งอาหารคาวและหวาน รวมไปถึงเครื่องดื่ม แต่เราชาวเอเชียหนาวไม่มากนัก มาเจอเครื่องเทศหนักๆ อาจจะไม่สู้ไม่ไหว ผู้เขียนขอเอาสูตรของฝรั่งมาลดทอนความเข้มข้นของเครื่องเทศสักหน่อยให้ออกมาเป็นขนมในหน้าหนาวที่ไม่หนักจนเกินไป

สูตรนี้ดัดแปลงมาจากเค้กเบียร์ดำของฝรั่งที่แต่งเติมเครื่องเทศนานาชนิด แต่ด้วยความที่กลิ่นของเบียร์ดำกรุ่นพอแล้ว ยังมีความหอมของช็อกโกแลตจากผงโกโก้ น่าจะเพียงพอที่จะสร้างจุดเด่นให้กับเค้กสูตรนี้ได้พอควรผู้เขียน จึงขอหยิบมาแต่ความนุ่มหอมของเค้ก คิดค้นส่วนผสม Frosting ขึ้นมาใหม่โดยใช้ไอเดียมาจาก Butter Beer เครื่องดื่มของนักเรียนโรงเรียนฮ็อกวอร์ต อาศัยเบียร์ดำช่วยให้กลิ่นหอม ทำเป็นซอสด้วยและเติมลงในครีมชีสฟรอสติง

สูตรเค้กช็อกโกแลตเบียร์ดำสูตรนี้ง่ายมากๆ แค่ผสมของเหลวให้เข้ากันเทลงในส่วนผสมของแห้งเพียงเท่านี้ไม่ต้องมีเครื่องมืออะไรให้วุ่นวาย แต่ต้องอาศัยขั้นตอนในผสมของเหลวให้ถูกขั้นตอนจะทำให้เค้กสูตรนี้ออกมาเป๊ะแบบไม่พลาด เค้กช็อกโกแลตเบียร์ดำอร่อยได้จากความนุ่มหอมจากสัดส่วนของเหลวที่มาก ไม่ว่าจะเป็นเบียร์ดำ ครีมเปรี้ยว ไข่ไก่ ไม่แนะนำให้อบในพิมพ์ที่สูงเกินไปนัก เพราะจะใช้เวลาอบนาน ถ้าใช้พิมพ์ขนาดใหญ่ควรใช้พิมพ์ในตระกูล Bundt Cake ที่มีปล่องตรงกลางจะทำให้สุกได้เร็วและง่ายยิ่งขึ้น แนะนำให้รอเค้กเย็นสนิทก่อนถอดออกจากพิมพ์ด้วย สำหรับผู้เขียนเพื่อเตรียมเค้กไปงานปาร์ตี้ เน้นเพื่อหยิบง่าย กินสะดวก ผู้เขียนเลยใช้พิมพ์มัฟฟิ่นขนาดจิ๋ว นอกจากน่ากินแล้วยังใช้เวลาอบสั้น เวลาพักให้เย็นเร็ว แต่งหน้าได้ง่ายอีกด้วย

สำหรับครีมชีสรส Butter Beer นั้นทำได้ไม่ยากขอแค่ทำซอสบัตเตอร์เบียร์ไว้ก่อนเติมแป้งข้าวโพดให้เข้มข้นพอเหมาะ รอให้เย็นสนิทใช้ในการแต่งกลิ่นรสให้กับครีมชีสที่ผสมกับเนยสดกลิ่นหอมๆ ตีให้ขึ้นฟูเบานุ่มเติมซอสลงไปอย่างช้าๆ เพื่อไม่ให้ครีมแตกตัวเท่านี้ก็ได้ Butter Beer Frosting ชื่อเก๋ๆ ที่จะให้ฝูงชนในปาร์ตี้ได้มีเรื่องเมาท์มอยกันแล้ว 

ทิวาวัลย์ บุญศิริพันธ์ อาหารคือรักที่ไม่เปลี่ยนแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/574641

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

ทิวาวัลย์ บุญศิริพันธ์ อาหารคือรักที่ไม่เปลี่ยนแปลง

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า ร้านไอฮอป (IHOP) ร้านอาหารที่มีแพนเค้กเป็นเมนูซิกเนเจอร์ ส่งตรงความอร่อยมาถึงเมืองไทยโดย ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ ไม่ได้มีดีแค่ของหวาน แต่ยังมีเมนูของคาวที่รังสรรค์มาให้ถูกปากคนไทย ซึ่งเชฟสาวผู้อยู่เบื้องหลังความอร่อยนี้คือ เชฟวี-ทิวาวัลย์ บุญศิริพันธ์

“วีเข้ามาช่วยรังสรรค์เมนูไอฮอป พาสต้ารสชาติเข้มข้น เอาใจคนชอบเส้น โดยนำสูตรที่มีอยู่แล้วมาปรับให้ถูกปากคนไทยมากขึ้น โดยหน้าที่หลักของวีนอกจากจะคิดค้นและพัฒนาสูตร ยังต้องเวียนไปทุกสาขาเพื่อดูแลเรื่องรสชาติและคุณภาพของอาหาร”

ย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นในการเป็นเชฟของเธอ วีเล่าว่า หลงใหลในการทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก ตามคุณยายเข้าครัวมาตลอด ถึงคุณพ่อจะไม่สนับสนุน เพราะเป็นห่วงลูกสาวกลัวจะโดนมีดบาด น้ำร้อนลวก แต่ด้วยใจรัก เด็กสาวตัวน้อยหาได้สนใจ พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อได้ทำตามสิ่งที่รัก

“วีโชคดีที่รู้ตัวว่าชอบทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก เริ่มต้นได้เร็วกว่าคนอื่น เราค้นคว้าหาข้อมูลตลอด ว่าจะไปเพิ่ม พูนทักษะการทำอาหารและขนมได้ที่ไหน สมัยนั้นกอร์ดอง เบลอ ยังไม่มา จะไปเรียน อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ ก็แพงมาก พออายุ 11 ปี เลยหนีพ่อไปเรียนทำอาหารที่ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร แอบไปเรียนทุกเสาร์-อาทิตย์ พอตกเย็นก็มีขนมกลับมาฝากที่บ้าน ตอนแรกๆ ก็หลอกพ่อว่าซื้อจากแถวที่เรียนพิเศษ จนพอเรียนจบคอร์สได้ใบประกาศนียบัตร ถึงกล้ามาสารภาพกับพ่อตามตรงว่าแอบไปเรียนทำอาหาร ทำขนมมา” วีย้อนวันวานอย่างอารมณ์ดี

“พอเรียนจบมัธยม ตอนนั้นวีคิดจะเอาดีในสายอาหารที่รัก แต่เพราะอาชีพเชฟในยุคนั้นยังไม่ได้รับความนิยมเท่าปัจจุบัน ทางบ้านยังมองว่าเป็นอาชีพที่เหนื่อย และถึงในอนาคตจะได้เข้าไปทำงานในโรงแรม แต่ก็ต้องเลิกงานดึก ทางบ้านก็ยิ่งเป็นห่วงเพราะเป็นผู้หญิง

ตอนแรกวีตั้งใจว่าจบ ม.ปลาย จะสอบเข้าวิทยาลัยในวังหญิง แต่ทางบ้านอยากให้เข้ามหาวิทยาลัย วีเลยอาศัยวิชาแกะสลัก สอบเข้ามหาวิทยาลัยสวนดุสิต สาขาการโรงแรม เอกธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคาร แต่ปัจจุบันสาขานี้ไม่มีแล้ว และวีเองตอนนี้ถ้าให้กลับไปแกะสลักก็ทำไม่ได้แล้ว (หัวเราะ) จริงๆ แล้วตอนนั้นที่วีเลือกสาขานี้พ่อก็ไม่แฮปปี้ วีเลยขออนุญาตให้พ่อช่วยส่งเสียค่าเล่าเรียนให้ 1 เทอม หลังจากนั้นวีทำงานเป็นฟรีแลนซ์ด้านอาหารเพื่อส่งเสียตัวเองเรียนจนจบ”

หลังจากเรียนจบปริญญาตรี วียังไม่ลืมเส้นทางความฝันที่วาดไว้ เธอสมัครเข้าเรียนที่วิทยาลัยในวังหญิง ซึ่งเปิดรับผู้ที่สนใจด้านการทำอาหารอายุตั้งแต่ 15-45 ปี แต่ละปีจะรับแค่ 40 คน จากผู้สมัคร 300-400 คน และเนื่องจากต้องเข้าไปเรียนในเขตพระราชฐานชั้นใน ผู้เรียนจึงเป็นผู้หญิงทั้งหมด โดยเน้นศึกษาเกี่ยวกับตำรับโบราณ

“แต่ส่วนใหญ่ปีหนึ่งจะจบแค่ 30 คน เพราะการเรียนการสอนไม่ใช่สไตล์คุณหนู ทุกอย่างต้องลงมือทำเอง ตั้งแต่ไปจ่ายตลาด คุณครูจะบอกว่าพรุ่งนี้จะทำเมนูอะไร แล้วให้นักเรียนไปจ่ายตลาดเอง เตรียมของเอง เรียนจันทร์-ศุกร์ สัปดาห์ละประมาณ 15 เมนู ถึงไม่มีค่าเทอม แต่ค่าใช้จ่ายเวลาไปซื้อของก็หนักไม่เบา”

หลังจากติดอาวุธวิชาการทำอาหารมาอีกขั้น เชฟวีเลยผันตัวเองจากทำงานฟรีแลนซ์มาสู่การทำงานประจำในฐานะผู้ช่วยสอนที่กอร์ดอง เบลอ อยู่ 2 ปีครึ่ง ก่อนจะออกมาโลดแล่นรับเป็นฟรีแลนซ์ให้กับแบรนด์และร้านอาหารต่างๆ ที่มองหาเชฟสำหรับพัฒนาเมนูใหม่ๆ และรสชาติในแบบฉบับที่ต้องการ

“ที่เลือกเป็นฟรีแลนซ์ เพราะรู้ตัวมาตลอดว่าไม่ชอบทำงานประจำ ที่สำคัญเราตีโจทย์ธุรกิจอาหารว่ามากกว่าการทำงานในโรงแรมหรือร้านอาหาร เรามีความสุขกับการได้ท้าทายตัวเองทุกวันในการคิดและพัฒนาเมนูใหม่ๆ จากโจทย์ที่แบรนด์ต่างๆ มาจ้างเรา เช่น บางแบรนด์บอกว่าอยากได้อาหารไทย ขนมไทย โดยใช้น้ำตาลตัวนี้ สูตรนี้ วีว่ามันทำให้งานของเราไม่จำเจ ได้เป็นนายตัวเอง

วีร่วมงานกับไอฮอปมา 2 ปีแล้ว อย่างเมนูพาสต้าเกิดจากคุณตุ๊กอยากได้โลคัลเมนู เราก็มาช่วยและพัฒนาสูตรเมนูพาสต้าให้ถูกปากคนไทย ปรุงได้ง่ายที่ร้าน เป็นต้น”

เชฟวีในวัย 31 ปี ย้ำว่า เธอไม่เคยคิดอยากมีร้านอาหาร หรือสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง เธอมีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่

“วีไม่เคยคิดอยากมีร้านอาหาร หรือแบรนด์ขนมเป็นของตัวเอง อาจเพราะเราเป็นคนไม่อยู่นิ่ง เลยคิดว่าคงไม่สามารถทำงานอยู่ในร้านร้านเดียวไปตลอดได้ คิดว่าชอบเข้าไปช่วยเซตอัพร้านให้คนอื่นมากกว่า นอกจากได้ทำงานที่หลากหลาย ยังได้คอนเนกชั่น”

เชฟวียังทิ้งท้ายด้วยว่า ความสุขในการทำอาหารของเธอคือ ได้เห็นผลสำเร็จของอาหารทุกจาน ไม่ว่าผลลัพธ์ที่กลับมาจะเป็นคำติหรือคำชม เธอรู้สึกว่ามีความสุข เพราะอย่างน้อยถึงเป็นคำติ เธอก็ได้กลับมาพัฒนาตัวเอง ควบคู่ไปกับการตระเวนชิมอาหารร้านอาหารใหม่ๆ เพื่อหาแรงบันดาลใจในการทำงาน 

กาแฟฉลองคริสต์มาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/574642

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

กาแฟฉลองคริสต์มาส

เรื่อง คาเอรุ

สตาร์บัคส์ คริสต์มาส เบลนด (Starbucks Christmas Blend) หนึ่งในเบลนด์กาแฟที่สาวกของสตาร์บัคส์ รอคอยที่จะได้ลองลิ้มชิมรสกันทุกๆ ปี

กาแฟสตาร์บัคส์ คริสต์มาส เบลนด์ นับเป็นการเชิดชูประวัติศาสตร์ของกาแฟโดยแท้ โดยริเริ่มสร้างสรรค์มาตั้งแต่ปี 1984 หลังจากการค้นพบในเอธิโอเปียเมื่อราวๆ ค.ศ. 500 โดยในสมัยนู้นต้นกาแฟมีเพียงในเอธิโอเปียและเยเมนเท่านั้น ก่อนที่ราวปี 1600 พ่อค้าชาวดัตช์จะขโมยต้นกาแฟข้ามน้ำข้ามทะเลจากท่าเรือมอคค่า นำมาปลูกที่อาณานิคมของตัวเองอย่างอินโดนีเชีย ปรากฏว่าด้วยองศาแบบเส้นศูนย์สูตรเช่นเดียวกัน ทำให้กาแฟในอินโดนีเชียเติบโตได้ดีไม่แพ้แอฟริกา ก่อนที่กาแฟจะขยายถิ่นฐานของตัวเองไปทั่วโลก โดยเฉพาะที่อเมริกาใต้

สำหรับสูตรกาแฟคริสต์มาส เบลนด์ ของสตาร์บัคส์ เป็นการเดินตามร่องรอยประวัติศาสตร์ของกาแฟ โดยจะมีส่วนผสมของกาแฟรสชาติเต็มๆ แต่แฝงความนุ่มนวลเป็นเอกลักษณ์จากอินโดนีเซีย ผสมผสานกับกาแฟจากลาตินอเมริกา ในวินเทจนั้นๆ แถมพกด้วยกาแฟเอจด์ชนิดหายาก รสชาติแซ่บๆ จากอินโดนีเซีย ทำให้เกิดเป็นเบลนด์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละปี ไม่ซ้ำกัน โดยส่วนใหญ่คอฟฟี่ มาสเตอร์ ผู้รับหน้าที่เบลนด์ ก็จะเลือกสรรให้เข้ากับอาหารคาว/หวานในช่วงคริสต์มาสเป็นตัวตั้ง อย่างอาหารหรือขนมจากฟักทอง หรือขนมปังขิง ฯลฯ

สตาร์บัคส์ คริสต์มาส เบลนด์ เป็นเบลนด์กาแฟที่ขายดีที่สุดกว่าทุกๆ โปรโมชั่นในทุกปีเลยล่ะ เบลนด์นี้มีเสิร์ฟทั่วโลกกว่า 60 ประเทศ ส่วนใหญ่ก็จะออกมาพร้อมถ้วยกาแฟสีแดงลายใหม่ๆ สำหรับช่วงเฟสทีฟทุกๆ ปี รวมทั้งบรรดาแก้วทัมเบลอร์ และถ้วยมัก ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข เมื่อไหร่ที่เห็นสิ่งเหล่านี้ในร้านสตาร์บัคส์ แสดงว่าเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่กำลังใกล้เข้ามาทุกที

สำหรับปีนี้ สตาร์บัคส์ คริสต์มาส เบลนด์ เป็นการผสมผสานกันของกาแฟจากลาตินอเมริกา และเอเชียแปซิฟิกเช่นเคย รวมทั้ง Aged Sumatra ให้รสชาติเข้มข้น เจือกลิ่นหอมของไม้ซีดาร์และเครื่องเทศ เหมาะสำหรับดื่มคู่กับอาหารหรือขนมในช่วงเทศกาลเป็นอย่างยิ่ง โดยมีในรูปแบบสำหรับพกพาอย่าง สตาร์บัคส์ เวีย คริสต์มาส เบลนด์ (Starbucks VIA Christmas Blend) กาแฟสำเร็จรูปแบบไมโครไกรด์ รวมถึงสตาร์บัคส์ ออริกามิ คริสต์มาส เบลนด์ (Starbucks Origami Christmas Blend) กาแฟชงแบบดริปที่ผสมผสานกับงานศิลปะดั้งเดิมของญี่ปุ่นอย่างออริกามิ โดยไม่ต้องใช้เครื่องชง

สำหรับผู้ชื่นชอบกาแฟสุดพิเศษปีนี้ สตาร์บัคส์ยังแนะนำ สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ คริสต์มาส 2018 (Starbucks Reserve Christmas 2018) ที่มีความพิเศษเฉพาะตัว เพราะเป็นการนำสองกาแฟที่หาได้ยาก อย่างกาแฟ Aged Sumatra และ Hacienda Alsacia ซึ่งเพาะปลูกในไร่กาแฟที่สตาร์บัคส์เป็นเจ้าของที่คอสตาริกา แถบเทือกเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟโพแอสมาผสมผสานเพื่อรังสรรค์ให้ได้กาแฟที่หอมกรุ่นกลิ่นไม้ ส้มแมนดาริน เจือด้วยกลิ่นเครื่องเทศ อันเป็นเอกลักษณ์ รังสรรค์โดยผู้เชี่ยวชาญที่ Roastery Store ในซีแอตเติลผ่านศาสตร์และศิลป์ในการเบลนด์กาแฟ จากแหล่งเพาะปลูกเดียว (Single Origin) มาผสมผสานกันอย่างพิถีพิถัน ให้มีความกลมกล่อมในรสชาติเท่าๆ กัน 

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (6)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/574088

  • วันที่ 16 ธ.ค. 2561 เวลา 12:43 น.

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (6)

กว่าล้อจะหมุนจากแหลมมาเอดะ เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบ 5 โมงเย็นแล้ว เมือง Chatan อยู่ไม่ไกลจากแหลมมาเอดะมากนัก ใช้เวลาไม่เกิน 35 นาที ก็ถึงจุดหมายปลายทางของเรา โดยหวังว่าเราน่าจะไปถึงทันก่อนฟ้าเริ่มมืด เพราะอยากเดินเล่นได้บรรยากาศพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ระหว่างทางเรายังคงพูดถึงเรื่องการดำน้ำที่เพิ่งผ่านมาสดๆ ร้อนๆ เป็นความคุ้มค่าคุ้มราคาแลกกับประสบการณ์ที่สนุกและน่าตื่นเต้น แถมบรรยากาศที่แหลมมาเอดะก็ยังน่าชวนมอง อาหารตาเต็มไปหมด ช่วยทำให้ทริปนี้กระชุ่มกระชวยหัวใจขึ้นมาได้บ้าง

ทำไมความมืดถึงน่ากลัวนะ อาจเป็นเพราะว่าเราไม่รู้ มองไม่เห็นรึเปล่าว่ากำลังเผชิญอยู่กับอะไร เราจึงจินตนาการคิดไปต่างๆ นานา ว่าอาจจะมีสิ่งนั้นสิ่งนี้ จึงเกิดเป็นความรู้สึกกลัวและหวาดระแวงขึ้นมา แต่ถ้าเราคุ้นชินกับสถานที่อยู่บ้างก็อาจทำให้ความกลัวนั้นเบาบางหรือจางลงเพราะรู้ว่าถึงจะมืดก็ไม่มีอะไรน่ากลัว คงเหมือนกับคืนวันนั้นที่เราขับรถผ่านทางที่มีเพียงไฟสลัวโดยไม่มีรถผ่านมาสักคัน ทางลัดที่น่ากลัวในคืนนั้น เวลาฟ้าสว่างไม่ได้น่ากลัวอย่างตอนกลางคืนเลย และแท้ที่จริงถนนเส้นนี้ ไม่ได้เป็นทางเปลี่ยวอะไร เป็นเพียงทางที่ตัดผ่านส่วนหนึ่งของฐานทัพอเมริกัน ที่ตอนนี้กำลังนำเราไปสู่หมู่บ้าน American Village

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1945 โอกินาวาอยู่ภายใต้การคุ้มครองของสหรัฐ วัฒนธรรมต่างๆ ของอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน การแต่งกาย ดนตรี ได้ถูกเผยแพร่สู่เกาะโอกินาวานับตั้งแต่นั้น จนเมื่อ ค.ศ. 1972 โอกินาวากลับคืนสู่การปกครองของญี่ปุ่น แต่ฐานทัพอเมริกันก็ยังคงอยู่ และวัฒนธรรมอเมริกันก็ยังทรงอิทธิพลแพร่หลายมาถึงปัจจุบัน Mihama Chatan-cho Okinawa American Village หรือชื่อเรียกติดปาก American Village ตั้งอยู่บนพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลใกล้กับฐานทัพอเมริกัน เป็นสถานที่ที่รวบรวมแหล่งบันเทิงครบครัน ทั้งห้างสรรพสินค้า ชิงช้าสวรรค์ เกมเซ็นเตอร์ ลานโบว์ลิ่ง โรงภาพยนตร์ ร้านอาหารตะวันตก ร้านค้าจำหน่ายสินค้าจากอเมริกัน ทั้งยังเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ มีโรงแรม และชายหาดที่สามารถชมวิวพระอาทิตย์ตกได้

ขับรถผ่านฐานทัพอเมริกันมาไม่นาน จะสังเกตเห็นชิงช้าสวรรค์ตั้งเด่นเป็นสง่าตรงทางเข้าหมู่บ้านอเมริกัน ไม่ต้องห่วงเรื่องที่จอดรถ มีลานจอดให้บริการอยู่หลายจุด บรรยากาศตอนนี้กำลังดี ท้องฟ้าอาจครึ้มๆ บ้างเป็นบางช่วง แต่แสงสีส้มจากดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า ทอแสงไปทั่วทำให้ทุกอย่างดูนวลๆ มีมนตร์เสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก เราเดินสำรวจผ่านร้านค้า ร้านอาหารบริเวณ American Depot เดินไปตามทางเลียบขนานคลองที่ผ่านระหว่างกลางหมู่บ้านจนมาถึงชายหาด Chatan Park Sunset Beach ชายหาดที่เป็นแหล่งพักผ่อนของชาวท้องถิ่น รวมถึงต่างชาติ ทั้งครอบครัว คู่รัก กลุ่มเพื่อน กลุ่มนักเรียน ต่างใช้เวลาพักผ่อนและดื่มด่ำบรรยากาศในตอนเย็นกันอย่างเต็มที่ นอกจากบริเวณชายหาดที่เราสามารถเอนกายผ่อนคลายและเล่นน้ำทะเลได้แล้ว ยังมีกำแพงหินทอดยาว ตกแต่งด้วยงานศิลปะกราฟฟิตี้ อีกด้านหนึ่งของกำแพงจะเป็นแท่งคอนกรีต 4 ขาหน้าตาคล้ายยานรบต่างดาว ที่ตั้งเรียงไว้เพื่อลดความรุนแรงของคลื่น มีวัยรุ่นและคู่รักไปนั่งเล่นกินลมชมวิวบรรยากาศบริเวณนี้เป็นจำนวนมาก เป็นอีกหนึ่งจุดที่สามารถนั่งชมวิวพระอาทิตย์ตกได้อย่างชิลๆ แต่ก็ต้องระวังหน่อย เพราะหินแต่ละตัวจะมีช่องว่าง ถ้าก้าวพลาดก็อาจตกลงไปติดแหง็กอยู่ในซอกแน่ เราใช้เวลาผ่อนคลายกับลมเย็นๆ และวิวพระอาทิตย์ตกอย่างไม่รีบร้อน ปล่อยให้เวลาค่อยๆ เดินนำหน้าไปก่อนจนฟ้าเริ่มมืด ณ ตอนนี้แสงสีถูกเปิดครบทุกจุด บรรยากาศยิ่งครึกครื้น คนเริ่มเยอะ มีทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ คนญี่ปุ่น และทหารอเมริกัน จึงทำให้ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ให้ความรู้สึกนานาชาติมาก

เราเดินเล่นไปพลางหาร้านอาหารไปพลาง ส่วนใหญ่ร้านอาหารที่นี่จะเป็นร้านอาหารตะวันตก พวกพิซซ่า เบอร์เกอร์สเต๊ก อาหารอิตาเลียน ร้านอาหารญี่ปุ่นท้องถิ่นพอมีบ้างประปราย ตัดสินใจกันไม่ถูก จึงลองถามคำแนะนำจากเพื่อนชาวโอกินาวา เค้าบอกว่ามีร้านซูชิร้านเด็ดร้านดังอยู่หน้าทางเข้าหมู่บ้านอเมริกัน เราจึงไปตามคำที่เพื่อนบอก โอ้โห! คิวล้นออกมาจากร้าน คุณพระ! อะไรจะคิวยาวขนาดนั้น เราต่างก็ชั่งใจว่าจะรอหรือขับรถเข้าเมืองไปเช็กอินที่พักเลยดีไหม แต่มาถึงแล้วก็ต้องลองสิ! จึงไปต่อคิว ต้องรอประมาณ 10 กว่าคิว รอได้สักพักทำไมแต่ละคิวมันผ่านไปนานเหลือเกิน ใกล้จะเลยกำหนดเวลาเช็กอินแล้ว เรายังต้องขับไปนาฮะอีก จึงต้องขอยอมแพ้ ขับรถไปเช็กอินที่พัก แล้วหาอะไรกินแถวที่พักแทนละกัน

2 คืนสุดท้าย เราย้ายมาพักแถวเมืองนาฮะ เพราะจะได้สะดวกในการเก็บที่เที่ยวในตัวเมืองและเดินทางไปสนามบิน ขับรถจากหมู่บ้านอเมริกันมาเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก็ถึง My Place Guesthouse ลักษณะเป็นอาคารพาณิชย์ที่ส่วนหนึ่งถูกดัดแปลงเป็นห้องพัก มีทั้งห้องแบบนอนรวม และแบบห้องเดี่ยว มีโซนส่วนกลางสามารถดูทีวี เล่นอินเทอร์เน็ต ทำอาหารนิดๆ หน่อยๆ ได้ ห้องที่เราจองเป็นห้องเตียงใหญ่ ขนาดไม่เล็กมาก มีทีวี โต๊ะ เก้าอี้ ตกแต่งห้องสไตล์มินิมอลสบายตา ดูดีเลยแหละ ส่วนห้องน้ำ จะแบ่งแยกชายหญิง จะมีคีย์การ์ดเข้าห้อง และมีรหัสเข้าชั้นของตัวเอง ฉะนั้น น่าจะหายห่วงเรื่องความปลอดภัยได้ รวมๆ แล้วที่นี่ก็โอเคเลยนะ แต่ก็แอบเซ็งตรงที่ไม่มีลิฟต์ จึงต้องแบกกระเป๋าขึ้นลง ขาขึ้นไม่เท่าไหร่หรอก แต่ขาลงตอนจัดกระเป๋าเสร็จนี่สิ ไม่อยากจะคิดเลย พอเช็กอินเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาตามล่าหาอาหาร เราขับรถไปเรื่อยๆ โดยตกลงกันว่าถ้าเจอร้านไหนยังเปิดอยู่ก็กินร้านนั้นเลย ไม่เลือกแล้วหิวมาก และมื้อนี้เราจบที่ร้านโอโคโนมิยากิ สั่งมา 2 แบบ โอโคโนมิยากิ กับ มอนจะยากิ ชื่ออาจจะไม่คุ้นหูคนไทยสักเท่าไหร่ พวกเราก็เพิ่งเคยกินเป็นครั้งแรกเช่นกัน เขาจะใส่เบคอน ผักกะหล่ำปลีแล้วสับๆ ให้ละเอียด พอเริ่มสุกก็ทำเป็นวงกลมเว้นที่ไว้ตรงกลางเพื่อเทแป้งใส่ลงไป รอแป้งสุกสักหน่อย แล้วค่อยคลุกเคล้าจนส่วนผสมเข้ากันดี ปาดให้บางเต็มแผ่นกระทะ แล้วใช้ตะหลิวเล็กๆ ตักกินแทนช้อนหรือตะเกียบ หน้าตาอาจจะไม่สวยงามเท่าไหร่แต่รสชาติใช้ได้อยู่ คืนนี้อิ่มแน่นพุงกางอีกตามเคย ได้เวลาพักผ่อนแล้ว พรุ่งนี้ต้องผจญภัยนั่งเรือไปเที่ยวเกาะอื่นกันบ้าง

‘สมุทรปราการ’ สวยกว่าที่คาด น่าไปมากกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/574058

  • วันที่ 16 ธ.ค. 2561 เวลา 09:59 น.

‘สมุทรปราการ’ สวยกว่าที่คาด น่าไปมากกว่าที่คิด

โดย กาญจนา ภาพ : ไม่เครดิต

เมืองแห่งโรงงานอุตสาหกรรมอย่างจังหวัด“สมุทรปราการ” กำลังถูกส่งเสริมภาพลักษณ์และยกระดับสู่เมืองแห่งการท่องเที่ยวและการเรียนรู้ ผ่านแคมเปญ “SAMUTPRAKAN Explore The New Horizon ค้นพบความสุข เปิดมุมมองใหม่สมุทรปราการ” เป็นโครงการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ใหม่และประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในจังหวัดให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

แคมเปญดังกล่าวแบ่งเส้นทางท่องเที่ยวเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ หนึ่ง กลุ่มเรียนรู้ ทั้งแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์และเหตุการณ์สำคัญตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประกอบด้วย อุทยานการเรียนรู้และหอชมเมืองสมุทรปราการ โครงการลูกพระดาบส และป้อมพระจุลจอมเกล้า

สอง กลุ่มริเริ่ม ที่ได้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนในเชิงสร้างสรรค์ ประกอบด้วย บ้านคลองนาเกลือ หมู่ 2 หมู่บ้านภูมิปัญญา กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรสวนเก้าแสน บางพลี และศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านทวิบุญ

สาม กลุ่มร่วมทำ เป็นเส้นทางที่นักท่องเที่ยวจะมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและชุมชน ประกอบด้วย สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ เส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศบ้านขุนสมุทรจีน และสถานตากอากาศบางปู

สี่ กลุ่มแบ่งปัน เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและประเพณีพื้นถิ่น ได้แก่ ประเพณีรับบัวจัดขึ้นทุกวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ประเพณีสงกรานต์พระประแดง งานรื่นรมย์ชมของดีสมุทรปราการ และประเพณีห่มผ้าแดงองค์พระสมุทรเจดีย์

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถเดินเที่ยวได้ตามคอนเซ็ปต์ของ A Walk นั้น ได้คัดเลือกมา 4 แห่ง เริ่มต้นที่ ป้อมพระจุลจอมเกล้า ให้ศึกษาประวัติเมืองสมุทรปราการเป็นแห่งแรก ป้อมพระจุลจอมเกล้าเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ บอกเล่าเรื่องราวความยิ่งใหญ่ของการต่อสู้ยุทธนาวีระหว่างสยามและฝรั่งเศส โดยยังมีหลักฐานหลงเหลือไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ชมนั่นคือ ป้อมและปืนเสือหมอบในสภาพดี ทั้งยังมีพิพิธภัณฑ์เรือรบหลวงแม่กลอง และจะได้สัมผัสกลิ่นอายทะเลและป่าชายเลนไปพร้อมกัน

จากนั้นไปนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่ องค์พระสมุทรเจดีย์ ทุกปีชาวสมุทรปราการจะพร้อมใจกันแห่ผ้า ห่มองค์พระสมุทรเจดีย์ แห่จากฝั่งตลาดปากน้ำ อ.เมืองฯ สู่ฝั่ง อ.พระสมุทรเจดีย์ เพื่อทำพิธีเปลี่ยนผ้าห่มองค์พระสมุทรฯ ถือเป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดต่อกันมาหลายร้อยปี พิธีจัดขึ้นทุกแรม 5 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งตรงกับวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา

ส่วนคนชอบดูนก ชอบธรรมชาติ และชอบถ่ายภาพ ต้องไปเดินตากลมที่ สถานตากอากาศบางปู สูดอากาศบริสุทธิ์บนพื้นที่กว่า 600 ไร่ และเป็นแหล่งรวบรวมนกหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวเช่นนี้ นกนางนวลฝูงใหญ่จะอพยพมาอาศัยอยู่ที่บางปู จึงเป็นโอกาสอันดีที่นักท่องเที่ยวจะให้อาหาร ถ่ายภาพ และเดินรับลมเย็น นอกจากนี้ ในบริเวณใกล้เคียงกันยังมีศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษามหาราชินี ให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมธรรมชาติป่าชายเลนที่ยังอุมดมสมบูรณ์ และเดินถ่ายรูปบนสะพานศึกษาธรรมชาติเหนือยอดไม้ที่ทั้งสวยและเสียว

ปิดท้ายที่ สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ แหล่งโฮโซนขนาดใหญ่ใกล้กรุงเทพฯ มีเนื้อที่กว่า 200 ไร่ รายล้อมด้วยต้นไม้จึงเหมาะสำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและปั่นจักรยาน โดยมีไฮไลต์ที่หอดูนก ความสูง 7 เมตร ให้ชมทัศนียภาพแบบ 360 องศา มองเห็นภาพธรรมชาติของสวนศรีนครเขื่อนขันธ์สลับกับภาพอันทันสมัยของเมืองหลวง

สมุทรปราการในภาพลักษณ์นี้จะเห็นความหลากหลาย ทั้งด้านประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ ประเพณี และวัฒนธรรม โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการยังได้จัดทำหนังสือท่องเที่ยวจังหวัดสมุทรปราการแบบ 2 ภาษา (ไทยและอังกฤษ) จำนวน 5 หมื่นเล่ม แจกให้นักท่องเที่ยวที่สนามบินสุวรรณภูมิ

อย่างไรก็ดี จะมีพลังใดเข้มแข็งไปกว่าพลังคนไทย โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ที่อยู่ใกล้สมุทรปราการแค่นิดเดียว จึงสามารถจัดทริปแบบวันเดย์ทริป หรือทริปพักผ่อนสั้นๆ เสาร์-อาทิตย์ เพื่อไปพบมุมมองใหม่ของเมืองปากน้ำแห่งนี้ที่สวยงามกว่าที่คาด และมีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าที่คิดไว้แน่นอน

ภาชนะจากธรรมชาติ ที่สวนสามพราน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/574023

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2561 เวลา 15:09 น.

ภาชนะจากธรรมชาติ ที่สวนสามพราน

“น้องๆ มีหลอดพลาสติกไหม” ลูกค้าถาม

“ไม่มีครับพี่มีแต่หลอดกระดาษและหลอดใบตองพี่สนใจแบบไหนครับ”

ลูกค้ามีทีท่าสับสนนิดหน่อยสุดท้ายจึงเลือกหลอดใบตอง หลอดขนาดใหญ่สีเขียวที่ไม่น่าใช้ดูดน้ำได้แต่กลับดูดได้ดีกว่าที่คิด ไม่เพียงแค่หลอด ตะกร้าใส่ของ จานใส่อาหารล้วนแต่ทำจากวัสดุธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ง่าย และสิ่งเหล่านี้เราพบได้เฉพาะที่ตลาดสุขใจ สวนสามพราน จ.นครปฐม เท่านั้น

อรุษ นวราช เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ผู้ริเริ่มการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล และประธานจัดงานสังคมสุขใจครั้งที่ 5 ที่สวนสามพราน จ.นครปฐม อธิบายถึงแนวคิดการนำวัสดุธรรมชาติมาใช้ว่า

“เรามีแนวคิดในเรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติ เราปรับสวนสามพรานให้เป็นต้นแบบ ในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ปรับปรุงบริการต่างๆ ภายในโรงแรม นำสินค้าเกษตรอินทรีย์เข้ามาขายในตลาดสุขใจ”

และเร็วๆ นี้ อรุษ บอกว่าจะได้มีการเปิดตัว สามพราน โมเดล อะคาเดมี่ (Sampran Model Academy) เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมและเผยแพร่องค์ความรู้การสร้างระบบอาหารสมดุล ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ที่ได้จากประสบการณ์ตรง 8 ปี การขับเคลื่อนสามพรานโมเดลและพัฒนาสู่ Organic Tourism หรือการท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ โดยจัดให้มีกิจกรรมอบรมเพื่อส่งเสริมความรู้ และถ่ายทอดประสบการณ์ให้ภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ได้เข้าใจห่วงโซ่อาหารอินทรีย์ทั้งระบบ เพื่อจะได้สามารถนำองค์ความรู้ไปปรับใช้และพัฒนาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในมิติต่างๆ

“ในเรื่องการลดขยะพลาสติกก็เป็นหนึ่งในภารกิจที่เราต้องทำ ซึ่งลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการไม่ว่าจะเป็นโรงแรม หรือตลาด ก็จะได้เห็นหลอดดูดน้ำที่ทำจากใบตอง ซึ่งสามารถใช้แทนหลอดพลาสติกได้เป็นอย่างดี จานที่ทำจากกระดาษ หรือห่อขนมที่ทำจากใบตอง แรกๆ พ่อค้าแม่ค้า รวมทั้งลูกค้าของเราเองก็ต้องใช้เวลาปรับตัวจากความเคยชิน แต่ผมเชื่อว่าลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการของเราจะเข้าใจและตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี”

การร่วมกันลดปริมาณขยะพลาสติก เป็นพลังรักษ์โลก “We Go Green” ซึ่งที่นี่ได้ประกาศงดใช้ถุงหิ้วพลาสติก ภาชนะโฟม หลอด-แก้ว-ขวดพลาสติก ในตลาดอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ 3 พ.ย. โดยจะใช้วัสดุธรรมชาติที่ปลูกในแปลงอินทรีย์มาทำบรรจุภัณฑ์ เช่น กระทงใบตอง ตาข่ายจากเชือกกล้วย ตะกร้าสานจากใบมะพร้าว แพ็กห่อผักจากใบบัวหลวง ที่รองขนมจากใบดอกบัว หลอดดูดใบตอง หลอดดูดจากปล้องต้นอ้อ อรุษ แนะนำว่า ลูกค้าที่นำแก้วน้ำเก็บความเย็นมาเองก็จะได้รับส่วนลดจากร้านค้า ที่พวกเขาไม่ต้องเสียต้นทุนค่าแก้วกระดาษ

“หากมองดีๆ แล้วภาชนะธรรมชาติเหล่านี้ คนไทยสมัยก่อนก็ใช้กันมาตลอดใช้เสร็จก็ทิ้งให้ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ เราแค่นำภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนไทยกลับมาใช้เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติร่วมกัน ผมคิดว่าหัวใจของความสำเร็จของการร่วมลดโลกร้อน คือการที่พวกเราทุกคน ทั้งพนักงาน พ่อค้าแม่ค้าในตลาด และลูกค้าได้เข้าใจและตระหนักถึงปัญหาและหาแนวทางปฏิบัติจริงร่วมกัน”

เป็นจริงอย่างที่ อรุษ ได้กล่าวไว้เพราะทุกร้านในตลาดสุขใจ ล้วนแต่ลดการใช้พลาสติก ไม่มีถุงหิ้วลูกค้าต้องนำถุงผ้ามาใส่เอง ลำบากไปบ้างแต่ลูกค้าส่วนใหญ่ล้วนเข้าใจในคอนเซ็ปต์ของสถานที่เที่ยวแห่งนี้ดีอยู่แล้ว จึงมีแต่เสียงตอบรับด้วยความชื่นชม เด็กๆ เองก็ตื่นเต้นที่ได้ใช้ภาชนะที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เพราะไม่เคยเห็นและไม่คิดว่าจะสามารถเอามาประยุกต์ใช้ได้ดีขนาดนี้

หากใครสนใจอยากลองใช้ ภาชนะที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ และอยากเรียนรู้การทำวัสดุเหล่านี้ก็สามารถเดินทางไปเที่ยวชมได้ที่ ตลาดสุขใจ สวนสามพราน ซึ่งกำลังเดินโครงการภายใต้แนวคิด “เท่นอกกรอบรวมพลังคนทั้งห่วงโซ่อาหารอินทรีย์ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบอาหารสมดุล” ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้บริโภคที่มาเที่ยวงานสังคมสุขใจได้รู้จักและเข้าใจระบบอาหาร เห็นบทบาทและเห็นศักยภาพของตนเอง ที่จะมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนตามวิถีที่แต่ละคนถนัดและสนใจ

คือเป็นมากกว่าผู้บริโภคธรรมดา แต่เป็นผู้บริโภคที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมีความตื่นตัวที่จะร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับระบบอาหารอย่างยั่งยืน สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 034 322 588-93 หรือติดตามที่ Facebook/สามพรานโมเดล 

ซึมซับนิสัยชอบเที่ยว ‘IAmTRAVELISM’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/574021

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2561 เวลา 15:03 น.

ซึมซับนิสัยชอบเที่ยว ‘IAmTRAVELISM’

เรื่อง : รอนแรม ภาพ : IAmTRAVELISM

หนุ่มสุราษฎร์ฯ ขาลุย “เอก” ทีรนันท์ ทองสุข เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก IAmTRAVELISM วัย 27 ปี เล่าว่า เขาชอบท่องเที่ยวตั้งแต่สมัยมัธยมฯ โดยเริ่มจากเที่ยวรอบบ้าน จากนั้นค่อยๆ สะสมประสบการณ์ไปต่างจังหวัด โดยเขาได้จดบันทึกและเก็บภาพลงเฟซบุ๊กส่วนตัวจนกลายเป็นที่ปรึกษาด้านการท่องเที่ยวของเพื่อนๆ

จนกระทั่ง 2 ปีที่แล้ว หลังลาออกจากงานประจำเขาได้เปิดเพจเพื่อรวบรวมข้อมูลอย่างจริงจังจนมีคนติดตามกว่า 5,200 คน

“เวลาผมไปเที่ยวไหนก็จะพยายามหาข้อมูลมาลงเพจ เพราะอยากให้คนนำข้อมูลไปใช้เพื่อเดินทางเอง เพราะผมอยากให้คนออกเดินทาง” เอก กล่าว

“สไตล์การเดินทางของผมอาจเรียกว่า ไฮบริด ผสมกันทั้งทะเล ดำน้ำ ขึ้นเขา เดินป่า แต่โดยรวมๆ แล้วจะเน้นลุย เพราะผมเป็นคนชอบกิจกรรมแอดเวนเจอร์ ชอบทำอะไรที่ท้าทาย สนุก และชอบไปเที่ยวทุกอาทิตย์ โดยทุกทริปผมจะวางแผนเดินทางเอง คิดว่าอยากไปไหนแล้วหาข้อมูล จากนั้นค่อยหาเพื่อนไป หรือถ้าไม่มีใครว่างก็ไปเที่ยวคนเดียว”

เอก เล่าต่อว่า สมัยที่ยังทำงานประจำเขาใช้วันหยุดไปกับการเดินทาง จนถึงวันที่ตัดสินใจกลับบ้านก็ยังไม่ทิ้งนิสัยเดิม

“ผมจะมองไม่เห็นสิ่งใหม่ ถ้าไม่ได้ออกไปจากจุดเดิม” เอก กล่าวเพิ่มเติม

“การเดินทางทำให้ผมได้อยู่กับตัวเอง ระหว่างทางจะมีเพียงผมเท่านั้นที่ต้องแก้ปัญหา ต้องตัดสินใจ และมันยังให้ได้กำไรชีวิตหลายอย่างทั้งเพื่อนใหม่ ประสบการณ์ใหม่ เห็นทิวทัศน์ และรู้จักตัวเองมากขึ้น ซึ่งตอนที่ผมทำงานประจำ ผมมีการเดินทางนี่แหละที่เป็นเป้าหมาย ทำให้ผมตั้งใจทำงานเพื่อที่จะไปเที่ยวในวันหยุด ไปเห็นสิ่งที่สวยงาม และมันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผมมีความสุขไปแล้ว”

จุดหมายปลายทางส่วนใหญ่เขาจะเน้นที่เที่ยวในประเทศไทย เพราะอยากกระตุ้นให้คนไทยเที่ยวไทย โดยแนะนำสถานที่ที่สวยงาม และยังไม่ถูกเปิดเผยให้คนไทยลองไปเยือน

“ผมจะพยายามหาข้อมูลที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ให้ลูกเพจ โดยเน้นไปที่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งผมคิดว่าข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเดินทาง รวมถึงภาพที่ผมพยายามถ่ายทอดให้สวยงามและจริงที่สุด เพราะความตั้งใจของผม คือ อยากให้คนที่เข้ามาอ่านสามารถไปที่เดียวกับเราเช่นกัน”

ปัจจุบันหนุ่มสุราษฎร์ฯ อำลากรุงเทพฯ แล้วกลับบ้านที่ ต.พุมเรียง อ.ไชยา ซึ่งเขากำลังพัฒนาบ้านให้เป็นที่พักต้อนรับเพื่อนๆ และนำเสนอการท่องเที่ยวในตำบลที่ยังไม่มีคนรู้จักอย่างผ้าไหมพุมเรียง วิถีประมงพื้นบ้าน อาหารทะเลสดอร่อย เหมาะกับคนที่อยากมาพักผ่อนและใช้ชีวิตแบบชาวบ้านจริงๆ

ติดตามโปรเจกต์รักบ้านเกิดและการเดินทางครั้งใหม่ของเขาได้ทางเพจเฟซบุ๊ก IAmTRAVELISM 

คลองมหาสวัสดิ์อิ่มแปล้ ชิมของแท้จากสวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/574020

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2561 เวลา 14:56 น.

คลองมหาสวัสดิ์อิ่มแปล้ ชิมของแท้จากสวน

เรื่อง/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ใครจะคิดว่าห่างจากกรุงเทพฯ แค่ 4 กม. จะมีวิถีชีวิตชนบทและพื้นที่เกษตรให้เห็นและเรียนรู้ ที่นี่คือ “ชุมชนบ้านศาลาดิน” ริมคลองมหาสวัสดิ์ จ.นครปฐม คลองซึ่งครั้งหนึ่งเคยเน่าเสีย แต่วันนี้ฟื้นกลับมาใสสะอาดด้วยความร่วมมือของชาวบ้าน และช่วยกันต่อยอดสู่หมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชน

กำหนดเส้นทางล่องเรือเที่ยว 5 จุดในวันเดียว โดยสัปดาห์ที่แล้วเล่าถึง 2 จุดคือ เรียนรู้วิถีชาวนาบัวที่นาบัวลุงแจ่ม และถ่ายรูปสนุกที่นากล้วยไม้ป้าสร้อย ขอเรียกชื่อเล่นๆ ว่าเป็นเส้นทางสายดอกไม้

ส่วนวันนี้จะเป็นเส้นทางสายอาหาร สวนเกษตร และการแปรรูป รวมอีก 3 จุดให้เป็นไอเดียเรื่องอาหารและให้อิ่มหนำสำราญกับอาหารปลอดภัย

วันชัย สวัสดิ์แดง ชาวบ้านชุมชนศาลาดินและไกด์ท้องถิ่น เล่าว่า ชาวบ้านได้นำทุกอย่างที่เป็นวิถีชีวิตเข้าสู่ระบบการจัดการและทำเป็นการท่องเที่ยวชุมชน

“ทุกคนมาร่วมมือฟื้นคลองและร่วมทำท่องเที่ยวชุมชน เพราะผลประโยชน์ เราต้องอย่าโลกสวยว่าทุกคนมาช่วยกันเพื่อชุมชน เพราะที่สำคัญที่สุดคือ ผลประโยชน์ที่ชาวบ้านจะได้รับ ทุกคนเปิดรับนักท่องเที่ยวเพราะจะได้เงินจากการท่องเที่ยว”

วันชัยเผยด้วยว่า “ชุมชนศาลาดินยังถูกประกาศให้เป็นพื้นที่สีเขียว คือ ห้ามสร้างตึกสูงอย่างโรงแรม รีสอร์ท และคนที่มาอยู่ที่นี่ต้องทำการเกษตรเท่านั้น รวมถึงผู้สืบทอดก็ต้องสืบต่อพื้นที่การเกษตรไปชั่วลูกชั่วหลาน และไม่สามารถซื้อขายได้”

เรือติดเครื่องแล่นออกจากท่านากล้วยไม้ป้าสร้อยเมื่อสัปดาห์ก่อน มุ่งหน้าสู่บ้านฟักข้าวที่อยู่ริมคลอง เมื่อเข้าใกล้พออาจได้ยินเสียงแหล่ลอยมาฟัง

แหล่ฟักข้าว

“ป้าจิ๋ม” เดิมเป็นหมอทำขวัญและเป็นเจ้าของบ้านฟักข้าว หลังจากปี 2554 ป้าจิ๋มลองปลูกฟักข้าวปล่อยให้เลื้อยบนหลังคา จากนั้นก็ได้เรียนรู้วิธีทำน้ำฟักข้าว ทำขายอยู่ 2 ปี จนกระทั่งปี 2558 มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหิดลเข้ามาช่วยสอนแปรรูป และเมื่อมีความรู้ก็สามารถแปรรูปฟักข้าวเป็นสบู่ โลชั่น หมี่กรอบ คุกกี้ แยม ขนมปัง กวนหยี แช่อิ่ม และซอสเย็นตาโฟ โดยทั้งหมดทำขายได้ในเวลาแค่ 1 ปี

ขนิษฐา พินิจกุล ลูกสาวป้าจิ๋มเล่าต่อว่า เธอรับฟักข้าวจากชาวบ้านอีก 3 สวนมาแปรรูป รับซื้อสัปดาห์ละ 30-40 กิโลกรัม ซึ่งเป็นจำนวนมากพอจนเหลือใช้ ให้แกะเก็บเยื่อฟักข้าวแช่แข็งไว้ขายคนที่ต้องการนำไปแปรรูป

“นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมสวนจะได้เห็นลูกฟักข้าวของจริงแน่นอน และจะได้ชิมน้ำฟักข้าว ชิมหมี่กรอบฟักข้าวสูตรกินแล้วไม่เหนียวติดฟัน ส่วนก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟฟักข้าว เราใช้เยื่อฟักข้าวแทนการใช้สีใส่เย็นตาโฟ ทำขายเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น” ขนิษฐา กล่าวต่อ

“ข้อดีของฟักข้าวคือ แม้จะผ่านความร้อนก็ยังไม่สูญเสียสารอาหาร อย่างน้ำมะนาวถ้าผ่านความร้อนจะทำให้วิตามินซีเป็นศูนย์ แต่สำหรับฟักข้าวถ้าผ่านความร้อนสารเบต้าแคโรทีนจะยิ่งเพิ่มขึ้น”

นอกจากนี้ เมื่อมาถึงบ้านฟักข้าวแล้ว ต้องได้ฟังแหล่ฟักข้าวที่อาจารย์มหิดลเขียนให้ป้าจิ๋มโดยเฉพาะ เสียงทรงพลังของหญิงวัย 73 ปีก้องกังวานไปทั่วคุ้งน้ำ จับสาระสำคัญของเพลงแหล่ได้ว่า ผลฟักข้าวมีทรงรี มีหนามอ่อน ผลอ่อนนำไปจิ้มน้ำพริก ผลแก่ใช้เยื่อมายีปั่นเป็นน้ำคั้นฟักข้าว ส่วนใบใช้ทำยาเขียวไว้ถอนพิษ ส่วนเมล็ดมีสรรพคุณบำรุงปอดและหลอดลม และรากสามารถนำไปต้มแก้เสมหะชนะภัย

ก่อนกลับซื้อน้ำฟักข้าวบรรจุขวดดื่มแก้กระหายและเพิ่มวิตามินซีให้ร่างกาย ก่อนไปจุดต่อไปที่สวนผลไม้และชิมเมี่ยงกลีบบัว

สวนผลไม้ อีแต๋นซิ่ง

ตั้งแต่ทางเข้าสวนมีภาพ บุญเลิศ สวัสดิ์จุ้น ควบรถอีแต๋นท่าทางเฟี๊ยวฟ๊าว ดูจากภาพทำให้นึกถึงชื่อเสียงที่ได้ยินมา ถ้าใครมาคลองมหาสวัสดิ์แล้วไม่ได้ขึ้นรถอีแต๋น ถือว่ามาไม่ถึง!

สวนลุงบุญเลิศมีพื้นที่ 80 ไร่แบ่งเป็นสวนผลไม้ 40 ไร่ และข้าวอีก 40 ไร่ ปลูกส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้งและพันธุ์ทองดี มะม่วง ขนุน มะปราง กระท้อน ลองกอง กล้วย หมาก มะนาว มะพร้าว ซึ่งทั้งหมดเพิ่งปลูกใหม่หลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ของขึ้นชื่อต้องยกให้ส้มโอที่ปีนี้เพิ่งให้ผล ซึ่งบุญเลิศมั่นใจว่ารสชาติจะเหมือนเดิม แต่ยังไม่หวานเจี๊ยบเท่าเดิมเพราะต้นยังสาว

“ส้มโอต้องปลูก 10 ปีขึ้นไปถึงรสหวานและเปลือกบาง” บุญเลิศกล่าว และเล่าต่อว่า ก่อนน้ำท่วมเขาขายผลไม้ส่งออกเมืองนอกทำให้ต้องใช้ยาฆ่าแมลง เพราะต้องเน้นผิวสวยถึงได้ราคา แต่หลังจากปลูกใหม่ บุญเลิศเลือกทำเกษตรปลอดสาร ขายหน้าสวน และเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว ส่วนไฮไลต์ของการท่องเที่ยวคือ ลุงบุญเลิศและรถอีแต๋นของเขา

ลุงบุญเลิศนั่งตำแหน่งคนขับ ส่วนนักท่องเที่ยวนั่งบนรถพ่วง บรรทุกได้ครั้งละ 10 คน เริ่มสตาร์ทจากหน้าสวน ดริฟต์โค้งแรกผ่านสวนมะม่วง บิดคันเร่งเพิ่มความเร็วจนภาพเบลอ ก่อนหักโค้งอีกครั้งเข้าทุ่งนา จุดนี้ทำความเร็วได้ไม่มากเพราะทางเป็นดินขรุขระจนสุดคันนา จากนั้นลุงหักหัวอีแต๋นฉับพลัน ตัวกระโดดลงจากรถไปบังคับแฮนด์ บิดเป็นครึ่งวงกลมกลับรถ แล้วกระโดดขึ้นตำแหน่งเดิมอย่างช่ำชอง

ส่วนขากลับเหมือนลุงบุญเลิศไม่สะใจกับเสียงกรี๊ด บิดคันเร่งเต็มแรง บึ่งเข้าสวนมะม่วงทางเดิมเต็มสูบ ก่อนเลี้ยวหักซอกเข้าซองจอดอย่างสวยงามเข้าใจแล้วว่าทำไมถ้าไม่ได้ขึ้นอีแต๋นจะเหมือนมาไม่ถึงคลองมหาสวัสดิ์ เพราะที่นี่น่าจะเป็นหนึ่งเดียวในไทยที่มีลีลาขับอีแต๋นได้เสียวไส้เท่านี้

นอกจากนั่งรถอีแต๋น สวนลุงบุญเลิศยังมีเมี่ยงกลีบบัวให้ลิ้มลอง มีเครื่องเคียงเหมือนเมี่ยงทั่วไป แต่ใช้กลีบบัวที่ปลูกแบบปลอดสารพิษแทนใบชะพลู กลายเป็นอาหารโอท็อปของคลองมหาสวัสดิ์ พร้อมมีบรรจุกล่องขายโดยมีวิธีให้ความชื้นกับดอกบัวคงความสดใหม่ ขายได้ราคากว่าเมี่ยงทั่วไปถึง 5 เท่า

ข้าวตังเกวียนละ 8 แสน

เรือมาสิ้นสุดที่ท่าตลาดน้ำบ้านศาลาดิน จุดนี้มีสาธิตทำข้าวตังไรซ์เบอร์รี่ ซึ่งเป็นวิธีเพิ่มมูลค่าข้าวสารให้ได้เกวียนละถึง 8 แสนบาท

วันชัยอธิบายว่า ข้าวสาร 1 เกวียน ขายได้เกวียนละ 1.5 หมื่นบาท ข้าวสาร 1 กก. ทำข้าวตังได้ 400 แผ่น ขายได้แผ่นละ 2 บาท เท่ากับข้าวสาร 1 กก. ทำเงินได้ 800 บาท และเมื่อข้าวสาร 1 เกวียนมี 1,000 กก. ดังนั้นข้าวสาร 1 เกวียนจะสามารถทำเป็นข้าวตังได้เงินมากถึง 8 แสนบาท และเมื่อนำมาใส่กล่องให้สวยงามก็จะเพิ่มมูลค่าเป็นเกวียนละ 1.3 ล้านบาท เพิ่มมูลค่ามากถึง 90 เท่า ซึ่งแน่นอนว่า ทำให้ชาวนามีรายได้สูงขึ้น

“ข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่นี่ปลูกแบบอินทรีย์ เป็นข้าวที่วิจัยโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล เรียกว่าเป็นข้าวประจำจังหวัดนครปฐมเลยก็ว่าได้ ซึ่งนอกจากจะขายเป็นข้าวสารแล้ว เรายังมาทำข้าวตัง ซึ่งแต่โบราณชาวบ้านจะนำข้าวที่หุงติดก้นหม้อมาโรยน้ำอ้อยน้ำตาลกินเล่น

จนมีการประยุกต์ให้เป็นของกินเล่น มีหน้าหมูหยอง หน้างา ผลิตขายกันในชุมชน โดยนักท่องเที่ยวที่มาล่องเรือกับเราสามารถชิมได้ไม่อั้น และหลังจากชิมแล้วก็ติดกับเรา ต้องซื้อไปฝากคนที่บ้านทุกราย” วันชัยกล่าวไปหัวเราะไป

นอกจากนี้ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ยังมีตลาดน้ำบ้านศาลาดิน เป็นพื้นที่ให้ชาวบ้านริมคลองมหาสวัสดิ์มาขายสินค้าการเกษตรที่ปลูกแบบปลอดสารพิษ

“เรามีข้อตกลงกับชาวบ้านว่า สินค้าที่นำมาขายห้ามไปซื้อมาจากตลาด แต่ต้องปลูกเองที่บ้าน วันจันทร์ถึงพฤหัสฯทำเกษตร วันศุกร์เก็บผลผลิต วันเสาร์และอาทิตย์นำมาขาย จากนั้นวันจันทร์นำเงินไปฝาก ธ.ก.ส.” วันชัย กล่าวทิ้งท้าย

รวมทั้งมีร้านอาหารกินง่าย ราคาไม่แพง ให้มาฝากท้องและซื้อหาของฝาก ให้ความรู้สึกเหมือนไปเที่ยวต่างจังหวัดไกลๆ แต่แท้จริงอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ นิดเดียว