เที่ยวบรูไน… กับฟ้าใสๆ และไม้เขียวๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/574003

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2561 เวลา 13:34 น.

เที่ยวบรูไน... กับฟ้าใสๆ และไม้เขียวๆ

ทีมงานโลก 360 องศา

facebook: โลก 360 องศา, youtube:โลก 360 องศา

 

นอกเหนือไปจากความมั่งคั่งร่ำรวยของประเทศบรูไนที่มักจะเป็นสิ่งแรกเมื่อพูดถึงประเทศนี้แล้ว อีกอย่างหนึ่งที่เป็นสิ่งสำคัญและเป็นเรื่องราวที่คนมักจะพูดถึงต่อมานั่นคือ กว่า 70% ของประเทศนี้เป็นพื้นที่สีเขียวปกคลุมไปด้วยป่าไม้ และได้รับความสำคัญจากรัฐบาลในการดูแลพื้นที่สีเขียวเหล่านี้อีกด้วย

ดังนั้น เรื่องหนึ่งที่เมื่อมาถึงบรูไนแล้วไม่ควรพลาดอย่างยิ่งคือการไปเที่ยวป่า ทำกิจกรรมสนุกๆ และเพลิดเพลินไปกับการได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ ชวนกันเดินทางออกจากเมืองหลวงกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน อีกครั้ง

ใกล้ๆ เมืองหลวงประมาณ 20 นาที มีกิจกรรมสนุกๆ ที่ Lugu Lake ทะเลสาบขนาดย่อม โอบล้อมด้วยธรรมชาติสีเขียว และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติได้แบบใกล้ชิดด้วยกิจกรรมพายเรือโดยมีการจัดเตรียมทั้งอุปกรณ์และผู้ฝึกสอนไว้พร้อม จากนั้นก็ชวนกันพายเรือออกจากฝั่ง เพื่อเที่ยวชมธรรมชาติงดงามที่โอบล้อมทะเลสาบแห่งนี้ นับเป็นประสบการณ์สนุกๆ ที่น่าลองสำหรับผู้มาเยือน

หลังจากนั้นก็ได้เวลาไปพบของจริง ที่ต้องอาศัยการเดินทางที่เรียกว่าหลายต่อสักหน่อย นั่นคือการเดินทางสู่ Ulu Temburong National Park อุทยานแห่งชาติที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศบรูไน ที่เรียกได้ว่าคนชอบธรรมชาติมาที่นี่แล้วจะต้องติดใจไปตามๆ กันเลยทีเดียว

การเดินทางสู่ Ulu Temburong National Park ต้องนั่งเรือจากกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน และเนื่องจากระหว่างเส้นทางของแม่น้ำนั้น ผ่านเข้าสู่ประเทศมาเลเซียด้วย ดังนั้นในระหว่างการเดินทางจึงต้องเดินทางออกจากบรูไน เข้าสู่มาเลเซีย และเข้าสู่ประเทศบรูไน อีกครั้ง นับเป็นประสบการณ์แปลกใหม่และชวนให้ตื่นเต้น

เมื่อถึงท่าเรือ พวกเราต้องนั่งรถต่อไปจนกระทั่งสุดทาง แล้วก็ได้ข้อมูลว่าจากนี้ไปเราจะต้องลงเรือเพื่อต่อไปยังที่พัก ระหว่างทางก็มีสายฝนโปรยปรายเป็นระยะตามประสาป่าฝนเขตร้อนของเกาะบอร์เนียว แต่ก็ทำให้ชุ่มชื่นเย็นสบาย กระทั่งในที่สุดเราก็เดินทางถึง AZ Back to nature camp ซึ่งเป็นหนึ่งในสองแห่งของรีสอร์ทที่มาถึงได้เพียงทางเรือเท่านั้น

หลังเก็บสัมภาระเสร็จเรียบร้อย ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ โอบล้อมด้วยผืนป่า และแม่น้ำ Temburong ที่ไหลผ่านหน้าที่พัก เจ้าบ้านก็เริ่มต้นกิจกรรมสนุกๆ ทันที ด้วยการบอกให้พวกเราเตรียมลงเรือ เพื่อมุ่งหน้าสู่น้ำตกเล็กๆ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ ที่พัก

ใครที่คิดวาเงียบสงบแล้วจะไม่มีอะไรทำ ต้องรีบเปลี่ยนความคิดในทันที เพราะเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว มีทางเลือกมากมาย ตั้งแต่นั่งเล่นชมธรรมชาติสวยๆ หน้าที่พัก ดูสายน้ำไหลแบบเพลินๆ หรือจะนั่งเรือไปเที่ยวน้ำตกที่มีกิจกรรมสนุกๆ รออยู่ก็ได้

น้ำตกเล็กๆ ที่พวกเรามาถึง ไม่ได้สวยงามยิ่งใหญ่อลังการ หากแต่มีเสน่ห์ของธรรมชาติซุกซ่อนอยู่ นั่นคือ สปาปลา เป็นความรู้สึกและประสบการณ์ที่ต้องลองด้วยตัวเองเท่านั้น เพราะทุกครั้งที่ก้าวเท้าลงไปในน้ำ เหล่าปลาตัวเล็กตัวน้อยก็จะกรูกันเข้ามาตอดที่เท้า คนที่ชื่นชอบก็เพลิดเพลิน ส่วนคนที่ไม่เคยลองก็ลองแล้วสะดุ้งกันสนุกสนานทีเดียว

ตกกลางคืนหากใครยังไม่เหนื่อย เจ้าบ้านก็ชวนออกไปสำรวจเรื่องราวของเหล่าสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ในเวลากลางคืน ก่อนจะกลับมาหลับสนิทในเรือนไม้ไผ่ ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายตลอด เพื่อรอตื่นไปพบกับเช้าวันพรุ่งที่มีเรื่องราวดีๆ รออยู่

พวกเราตื่นเช้าตามเวลาที่ได้นัดหมายกับเจ้าบ้านไว้ มุ่งหน้าสู่ไฮไลต์ของ Temburong นั่นคือการขึ้นไปบนทางเดินลอยฟ้าเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นก็ต้องผ่านการเดินขึ้นบันได กว่า 750 ขั้น ก่อนจะถึงหอคอยที่มีอีก 200 ขั้น รออยู่บันไดทางขึ้นไปชมด้านบนนั้น อยู่ที่หอคอยแรก จะมีทางเดินลอยฟ้า เชื่อมจากหอคอยแรกไปยังอีก 4 หอคอยที่เหลือ คนที่ขึ้นไปแล้วก็จะต้องเดินไปเรื่อยๆ เพื่อไปให้ถึงหอคอยที่ 5 ซึ่งมีบันไดลง เพราะฉะนั้นงานนี้จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่พิสมัยความสูง แต่สำหรับคนที่ขึ้นไปถึงด้านบนแล้ว ต้องเรียกว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มจริงๆ กับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า

ถึงแม้อาจจะไม่ได้เห็นภาพตอนพระอาทิตย์ขึ้นพ้นขอบฟ้าพอดี แต่ว่าภาพของทะเลหมอกที่เคลื่อนตัวผ่านยอดไม้ ป่าที่เขียวชอุ่มที่อยู่เบื้องหน้า ก็สวยงามไม่น้อยเลยทีเดียว แม้จะไม่ได้เห็นแสงแรกจากพระอาทิตย์ขึ้น แต่เราได้ชื่นชมความงดงามยามรุ่งอรุณของที่นี่ ซึ่งต้องบอกว่าภาพเหล่านี้จะเป็นประสบการณ์ที่ไม่รู้ลืมสำหรับคนที่มีโอกาสได้มาเยือนจริงๆ

หลังปล่อยให้ชื่นชมบรรยากาศยามเช้าจนพอใจแล้ว เจ้าบ้านก็เชิญชวนให้พวกเราไปยังน้ำตกอีกแห่งที่อยู่ใกล้ๆ กัน และแม้ว่าเส้นทางสู่น้ำตก อาจจะไม่ค่อยสะดวกสบายนัก แต่เมื่อไปถึงจุดหมายแล้วทีมงานทุกคนต่างก็อดใจไม่ไหวกับน้ำใสไหลเย็นตรงหน้า โดดลงเล่นน้ำกันอย่างเพลิดเพลิน

เมื่อกลับถึงที่พักได้เวลาอาหารมื้อเที่ยงสุดพิเศษ ที่เจ้าบ้านลงมือสอนพวกเราทำด้วยตัวเอง นั่นคือ Bamboo Chicken หรือที่ภาษาบรูไนเรียกว่า Ayam Panso หากเป็นบ้านเราก็คือ ไก่ในกระบอกไม้ไผ่ นั่นเอง งานนี้นอกจากจะได้เรียนรู้กรรมวิธีแล้ว ยังได้อิ่มอร่อยกันถ้วนหน้า

หลังจากอิ่มเอมกับมื้อเที่ยงแสนอร่อย เราก็กล่าวอำลาต่อ Ulu Temburong National Park ที่กว้างใหญ่กว่า 550 ตารางกิโลเมตร และมีเรื่องราวมากมายให้เรียนรู้ อีกทั้งยังเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อนอย่างแท้จริง แต่เรื่องราวสนุกๆ ที่บรูไน ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ติดตามได้ทางรายการโลก 360 องศา วันอาทิตย์ แปดโมงเช้า ช่องไทยรัฐทีวี 32 HD

เชฟโทมัส บูห์เนอร์ มิชลินสตาร์ 3 ดาว @เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/573898

  • วันที่ 14 ธ.ค. 2561 เวลา 17:00 น.

เชฟโทมัส บูห์เนอร์ มิชลินสตาร์ 3 ดาว @เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ขอมอบประสบการณ์แห่งความอร่อยของเมนูอาหาร โดยเชฟมิชลินสตาร์ 3 ดาว โทมัส บูห์เนอร์ ทั้งมื้อกลางวัน มื้อค่ำ ภายใต้บรรยากาศที่หรูหราในสไตล์ห้องอาหารโจโจ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันอาทิตย์ที่ 15 ธ.ค. และอิ่มอร่อยกับซันเดย์บรันช์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ณ ห้องอาหารวูว์ ในวันอาทิตย์ที่ 16 ธ.ค.นี้

เชฟโทมัส เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะพ่อครัวที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดแห่งหนึ่งของเยอรมนี มานานกว่า 20 ปี เคยร่วมงานและสร้างชื่อเสียงให้กับห้องอาหาร La Vie หนึ่งในห้องอาหารมิชลินระดับ 3 ดาวชั้นนำของโลก ในเมืองออสนาบรูก ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเยอรมนี เชฟโทมัสจะแสดงฝีมือการปรุงอาหารประจำท้องถิ่นอันยอดเยี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในแบบ Modern three-dimensional aromatic cuisine คือ รูปแบบหรือสไตล์การรังสรรค์อาหารแต่ละเมนูที่โดดเด่นด้วยการดีไซน์อาหารในรูปแบบสามมิติ

มิติแรก คือ รสธรรมชาติของวัตถุดิบต้นกำเนิดเเต่ละชนิด มิติที่สอง อธิบายถึงวิธีการเตรียมอาหารและเทคนิคการปรุงอาหารด้วยอุณหภูมิต่ำเพื่อให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด รวมถึงการจัดสมดุลของแต่ละเมนูไว้ได้อย่างลงตัว

สำหรับความพิเศษของเมนูมื้อค่ำ ที่รังสรรค์โดยเชฟ โทมัส บูห์เนอร์ ในครั้งนี้ มีทั้งหมด 7 คอร์สสุดเอ็กซ์คลูซีฟเสิร์ฟควบคู่กับไวน์ชั้นยอด อาทิ โฟมโยเกิร์ต บีทรูท และแอปเปิ้ล เสิร์ฟกับคาเวียร์ เมนูปลาทูน่าโอโทโร่และปลาคอดเนื้อแน่นหวาน คอนซอมเม่ และหญ้าฝรั่น กุ้งคาร์ดินัลบนกัซปาโชมะม่วงในเปลือกหอย โฟมมันฝรั่ง เสิร์ฟกับไอศกรีมเครื่องแกง เนื้อพิราบเอตูเฟ ฟัวกราส์ราดซอสฟักทอง มัสตาร์ดและดอกแดนดิไลอัน เนื้อกวางนุ่มในน้ำสต๊อกที่แปลกใหม่ อุดมไปด้วยเนื้อครีมของกะหล่ำปลีและผักชีฝรั่ง ปิดท้ายด้วยเมนูของหวาน เค้กซาวาแรงค์ รสช็อกโกแลต เสิร์ฟพร้อมกับเชอร์รี่ ไวน์อุ่น และพัฟคีนัว

ราคาเซตเมนูมื้อกลางวัน เวลา 12.00 น.2,900 บาท++ต่อท่าน สำหรับ 4 คอร์ส 4,700 บาท++ต่อท่าน สำหรับ 4 คอร์ส เสิร์ฟควบคู่กับไวน์ และมื้อค่ำเวลา 18.00 น. 4,900 บาท++ต่อท่าน สำหรับ 7 คอร์ส และ7,700 บาท++ต่อท่านสำหรับ 7 คอร์ส เสิร์ฟควบคู่กับไวน์ ณ ห้องอาหารโจโจ

ซันเดย์ บรันช์ ณ ห้องอาหารวูว์ ในวันอาทิตย์ที่ 16 ธ.ค. เวลา 12.30-15.30 น. ราคา 2,850 บาท++ต่อท่าน 

หอมอรุณ กรุ่นกาแฟออสเตรเลีย @บลูแทมป์ คาเฟ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/573896

  • วันที่ 14 ธ.ค. 2561 เวลา 17:00 น.

หอมอรุณ กรุ่นกาแฟออสเตรเลีย @บลูแทมป์ คาเฟ่

เรื่อง ลีโอ เคน ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

หอมอรุณ กรุ่นกาแฟแก้วโปรด คงเป็นฝันของหลายคนยามเช้า และยิ่งถ้าเป็นกาแฟแก้วใหม่ที่ให้รสชาติไม่ซ้ำใคร ทว่าหากได้ลิ้มลองเพียงครั้งกลับติดอกติดใจ แถมยังใจไม่สั่นรัว แนะนำให้มาสัมผัสกาแฟแก้วใหม่ที่จะเป็นกาแฟแก้วโปรดของคุณไปอีกนานทีเดียว…

หลังจากประสบความสำเร็จจากร้าน บลูแทมป์ คอฟฟี่ บาร์ (Bluetamp Coffee Bar) ที่ได้เสียงตอบรับที่ดีจากสาขาแรกที่ลาดพร้าว-วังหิน ไม่นานนักหนุ่มฉัฏฐ์ ธนพลอยพงศ์ เจ้าของร้านอารมณ์ดีก็ได้เปิดสาขาสอง โดยใช้ชื่อว่า บลูแทมป์ คาเฟ่ (Bluetamp Cafe) ที่นอกจากจะเน้นเสิร์ฟกาแฟพรีเมียมจากออสเตรเลียแล้ว ที่นี่ยังเน้นเสิร์ฟ เบเกอรี่ และอาหารบรันช์ดีๆ รสชาติแบบต้นฉบับตลอดทั้งวัน

จากประสบการณ์การเป็นเชฟที่เพาะบ่มมาจากออสเตรเลียมากว่า 7 ปี และยังเคยได้มีโอกาสเรียนรู้การชงกาแฟที่ร้านดังในเมืองซิดนีย์ จนเกิดความหลงใหลในตัวแบรนด์เป็นพิเศษ จึงนำมาใช้ตั้งชื่อร้านว่า Bluetamp จึงทำให้เขามีความตั้งใจจะเสิร์ฟความอร่อยแบบต้นฉบับของออสเตรเลียให้คนรักกาแฟบ้านเราได้ลิ้มลองกัน

ด้านบรรยากาศของร้านจะตกแต่งแบบอบอุ่นเสมือนนั่งดื่มกาแฟแก้วโปรดอยู่บ้านเพื่อน ในสไตล์เดียวกับร้านกาแฟในออสเตรเลีย ผสมผสานกับงานไม้เก่าแบบไทยๆ พร้อมกับติดกระจกใสรอบๆ บริเวณร้าน ทำให้สามารถมองเห็นต้นไม้รอบๆ ร้านได้เพลินๆ นอกจากนี้ยังสั่งทำโต๊ะและเก้าอี้ไซส์เล็กๆ จากไม้เก่าเก็บ พร้อมประดับด้วยหมอนอิงสีฟ้าสดเพื่อให้สัมผัสได้ถึงความสดชื่นและสดใสมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมีมุมเอาต์ดอร์ด้านนอก ที่ตกแต่งด้วยไม้เก่าเช่นกัน ยิ่งเย้ยยวนชวนให้นั่งนานๆ

เริ่มต้นตอนเช้าด้วยเมนู Egg Benedict Salmon ทางร้านใช้ขนมปังโฮมเมด วางด้วยผักโขม แล้วท็อปด้วยแซลมอนรมควันสไลซ์ ก่อนจะราดด้วยซอสฮอลันเดส จากนั้นปรุงด้วยพริกไทยให้พอมีรสชาติ เป็นการอุ่นเครื่องที่รับรองว่าถูกปากเป็นแน่

หรือจะลองของหวานอย่าง Banana Peanut Butter เมนูยอดฮิตของใครหลายคน ขนมปังซาวร์โด พีนัตบัตเตอร์หรือเนยถั่ว และกล้วยหอมทองสไลซ์ ตามด้วยพีแคนนัทโรยข้างบน เข้ากันดีกับกาแฟแก้วโปรด ไม่หวานและเลี่ยนจนเกินไป

ที่ขาดไปเสียไม่ได้ Piccalo Latte กาแฟนมแก้วเล็กทว่ารสชาติเข้มข้นด้วยรสของกาแฟอราบิกา เป็นตัวที่ขายดีที่สุดของร้าน ได้แรงบันดาลใจมาจากกาแฟแก้วโปรดของคนออสซี่ ที่นิยมดื่มกันก่อนไปทำงาน ใครที่ชอบกาแฟรสเข้มข้นต้องไม่พลาดแก้วนี้

ตบท้ายด้วย Iced Chocolate ช็อกโกแลตเย็นจากเบลเยียมเบลนกับดาร์กช็อกโกแลตของไทย ที่ให้รสชาติเข้มข้นกว่าที่อื่นๆ ท็อปปิ้งด้วยไอศกรีมดาร์กช็อกโกแลตโฮมเมด คอช็อกโกแลตต้องโปรดแก้วนี้เป็นแน่

นอกจากทางร้านจะมีกาแฟเมล็ดสเปเชี่ยลคอฟฟี่นำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย และเมล็ดกาแฟจากหลายประเทศให้ซื้อหากลับบ้าน รวมถึงของที่ระลึกแฮนด์เมดที่ทางร้านจัดเอาไว้เอาใจในราคากันเองอีกด้วยนะครับ

บลูแทมป์ คาเฟ่ ซอยลาดพร้าว 73 (ถนนประดิษฐ์มนูธรรม ซอย 9) เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. โทร. 09-2551-7300

ตรอกสีลม ความสุขเล็กในเมืองใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/573895

  • วันที่ 14 ธ.ค. 2561 เวลา 16:10 น.

ตรอกสีลม ความสุขเล็กในเมืองใหญ่

เรื่อง คุณมัลล์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เอ่ยถึงรูฟท็อปบาร์หลายคนคงนึกถึงบรรยากาศ สวย หรู และราคาอาจจะพุ่งตามความสูงของสถานที่และค่ำคืนนี้เรามีสถานที่ใหม่ เพิ่งเปิดได้ไม่กี่เดือน มาเอาใจสายแฮงเอาต์นั้นคือ ตรอกสีลม บาร์ แอนด์ เรสเทอรองต์ รูฟท็อป สเปซ แห่งใหม่ใจกลางสีลม

ความสูงระดับตึก 5 ชั้น ราคาเครื่องดื่มอาหารจัดอยู่ในเรตราคาที่พนักงานบริษัทเอื้อมถึงได้บ่อยๆ หากแต่วิวดูหรูดูแพงเวอร์ได้ทิวทัศน์เมือง มองเห็นแสงสีของตึกสูงระฟ้า มีมุมที่มองเห็นวิวตึกมหานคร ได้บรรยากาศเมืองด้วยวิวรางรถไฟฟ้า บีทีเอส จุดโค้งพอดี จัดเป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินถ่ายรูป เก้าอี้บาร์โซนนี้มักถูกจับจองมาเดี่ยว มาคู่ เต็มก่อนโซนอื่นเลยละ

ตรอกสีลมมาพร้อมคอนเซ็ปต์ ซิตี้ ป๊อป ร้านมี 2 ระดับ ถ้าไม่มีฝนหลังคาก็คือแผ่นฟ้า ประดับด้วยระแนงโคมไฟปิงปองให้อารมณ์โรแมนติก กั้นสัดส่วนความเป็นส่วนตัวจากตึกอื่นด้วยผนังปูนเปลือย ลดความแข็งด้วยไม้ประดับระย้าสีเขียว ตกแต่งสไตล์ลอฟต์ โต๊ะเก้าอี้เป็นไม้โครงเหล็กให้ความรู้สึกสบายๆ เป็นกันเอง นั่งดื่มชิลๆ กับฟีลเอาต์ดอร์

เสริมบรรยากาศด้วยดนตรีสดที่ศิลปินนักดนตรีเปลี่ยนหน้าบ่อย เพราะมีเพื่อนฝูงที่เป็นศิลปินชื่อดังอาสาผลัดกันมาขึ้นโชว์ทุกวันตั้งแต่เวลา 19.30 น.

เพลงที่โชว์และในช่วงเปิดแผ่นใช้คอนเซ็ปต์ “เพลงที่คิดถึง” ไม่เน้นเพลงในยุคไหน แต่ฟังแล้วต้อง อ๋อ คิดถึง หรือไม่ได้ยินมานาน แต่ใครฟังเพลงแล้วจะคิดถึงใครนั้นให้บรรยากาศและอารมณ์พาไปเถอะ

จุดเด่นอีกอย่างของตรอกสีลมคือ ไลติ้ง ซึ่งไม่ได้ถูกออกแบบแค่ในพื้นที่รูฟท็อป แต่ทั้งอาคารเล่นแสงสี โดยมองจากด้านนอกอาคารจะเปลี่ยนแสงสีไปเรื่อยๆ

มาถึงอาหารไม่เพียงกับแกล้มที่ต้องมีคู่กับบาร์เท่านั้น หากอาหารสำรับใหญ่กินอิ่มเป็นมื้อเย็นก็มีหลายเมนู และลูกค้าส่วนใหญ่ก็กินกันจริงจังมาก ก่อนที่จะนั่งดื่มต่อชิลๆ

อาหารไทยค่อนข้างรสจัด แม้บางเมนูจะโชว์รสของวัตถุดิบ เช่น ปลากะพงลวกจิ้ม เด็ดดวงที่น้ำจิ้มซีฟู้ด ทำใหม่ทุกวัน ได้รสจัดจ้านหอมพริกขี้หนูสวน มะนาว รากผักชี และกลิ่นฉุนของกระเทียมชัดเจน ตัดรสเค็มเปรี้ยวด้วยน้ำตาลมะพร้าวนิดๆ

หมูกรอบทอด เมนูซิกเนเจอร์ที่ขายดีมากๆ ทำเองวันต่อวัน บอกเลยใครสั่งช้ามาดึกมีพลาด หมูสามชั้นก่อนนำไปทอดผ่านการต้มในน้ำซุปที่ปรุงเครื่องกลมกล่อมให้รสแทรกซึมเข้าเนื้อ ทำให้หมูกรอบมีรสชาติทั้งเนื้อหนังและมีกลิ่นหอมของเครื่องปรุง เวลาทอดใช้เวลาไม่นานเพื่อให้เนื้อยังนุ่มจะจิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ดก็แซ่บ หรือน้ำจิ้มซีอิ๊วดำปรุงรสก็ได้ความหอมหวานกำลังดี คนไม่ชอบกินหวานต้องติดใจ

อีกเมนูไส้อ่อนทอดกระเทียม กรรมวิธีการทำแบบเดียวกับหมูกรอบ ขายดีไม่แพ้กัน

ข้าวผัดปู เมนูดูธรรมดาแต่ใส่เนื้อปูแบบพิเศษ ใช้เนื้อปูส่วนก้าม เนื้อปูอาจไม่ได้ท็อปมาแค่ตอนเสิร์ฟ แต่ตักกิน โอ้โห เนื้อปูสดๆ ซ่อนอยู่ข้างใน เพราะเชฟผัดรวมกับข้าวเลย ไม่เน้นสวยแต่เน้นปริมาณเนื้อปู แบบตักข้าวได้เนื้อปู

มาสัมผัสบรรยากาศใหม่แบบรูฟท็อป สเปซ ที่ตรอกสีลม บาร์ แอนด์ เรสเทอรองต์ เปิดทุกวันเวลา 18.00-24.00 น. ตั้งอยู่ใกล้กับแยกสีลมตัดนราธิวาส ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ช่องนนทรี สำรองที่นั่งโทร.08-6612-2797 

หวานละไม มหัศจรรย์แห่งช็อกโกแลตไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/573893

  • วันที่ 14 ธ.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

หวานละไม มหัศจรรย์แห่งช็อกโกแลตไทย

เรื่อง สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เข้าใจมาโดยตลอดว่า ช็อกโกแลตรสชาติดีนั้นส่วนใหญ่จะมาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไม่ก็ประเทศเบลเยียม เพิ่งจะรู้อีกทีว่าบ้านเราก็มีช็อกโกแลตชั้นดี ที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ไม่น้อยหน้าชาติใดในโลกแห่งช็อกโกแลต

ล่าสุดการันตีรสชาติด้วยการได้รับรางวัลจากเวทีระดับโลก ในการประกาศผล International Chocolate Awards Asia-Pacific 2018 เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2561 ที่เมืองเกาสง ประเทศไต้หวัน และก่อนหน้านั้นช็อกโกแลตจากสวนของ กาด โกโก้ ยังไปคว้ารางวัล Academy of Chocolate Awards 2018 จากสหราชอาณาจักร มาครองเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาอีกด้วยเช่นกัน

“อันที่จริงแล้วการปลูกโกโก้ในบ้านเรานั้นเริ่มมากว่า 30 ปีแล้ว โดยเกษตรกรจะส่งผลโกโก้ให้กับโรงงานใหญ่ที่นำส่งไปผลิตเป็นช็อกโกแลตในต่างประเทศอีกทีหนึ่ง โดยเริ่มปลูกทางภาคใต้ จากนั้นธุรกิจก็หายไป และกำลังกลับมาเป็นที่ฮือฮาอีกครั้งเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมานี่เองค่ะ”

ต้า-ณัฐญา และต้น-ปณิธิ ชุณหสวัสดิกุล คู่สามีภรรยาผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ช็อกโกแลตไทย กาดโกโก้ (Kad Kokoa) เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของช็อกโกแลตในบ้านเราด้วยน้ำเสียงเจือปนไปด้วยความสุข ซึ่งนำมาซึ่งธุรกิจที่ทั้งสองเริ่มต้นธุรกิจผลิตช็อกโกแลตด้วยความบังเอิญ

“เราทั้งคู่ก็อายุมากขึ้นเลยอยากจะเกษียณ วันหนึ่งก็ขี่บิ๊กไบค์ไปท่องเที่ยวที่ จ.เชียงใหม่ ไปเห็นที่ผืนหนึ่งแล้วชอบ เลยตัดสินใจซื้อกะว่าบั้นปลายชีวิตจะไปอยู่ที่นั่น แล้วได้ไปเจอกับเกษตรกรที่นั่น เขาก็แนะนำให้เราลองปลูกโกโก้ดูสิไม่ต้องดูแลเยอะ จึงทำให้เราคิดต่อว่าจะเอาโกโก้มาทำอะไรดี จึงเป็นที่มาของช็อกโกแลตที่เราผลิตทุกวันนี้ค่ะ”

นับแต่นั้นทั้งคู่ก็เริ่มจากลองผิดลองถูกอยู่ที่บ้าน นำโกโก้ที่ได้จากเกษตรกรมาหมัก มาตากแดด แล้วก็ลองคั่วดู จนออกมาเป็นช็อกโกแลตให้ชิม รู้สึกประทับใจกับรสชาติที่ได้รับ จึงทำให้ทั้งคู่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการผลิตช็อกโกแลตอย่างจริงจัง

“เราเลยเริ่มไปเรียนเพิ่มเติมในด้านที่ทำอย่างไรให้ช็อกโกแลตขึ้นเงาที่สิงคโปร์เป็นคอร์สสั้นๆ พอกลับมาบ้านเราก็เริ่มทำช็อกโกแลต แล้วลองส่งไปให้อาจารย์ที่สิงคโปร์ชิม อาจารย์ก็ชอบมาก ประหลาดใจในรสชาติที่มีความเป็นฟรุตตี้ จึงส่งเข้าประกวดที่ประเทศอังกฤษ ผลปรากฏว่าได้รับรางวัลเหรียญทองแดง เราก็หัวใจพองโต เกษตรกรที่รู้เรื่องก็ฮือฮา จะบอกได้ว่าเราเป็นคนแรกๆ ที่ทำให้ผู้คนได้รู้จักกับช็อกโกแลตไทย”

นอกจากนี้ เธอยังเดินทางไปศึกษาด้านการผลิตช็อกโกแลตต่อที่ฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา เรียนตั้งแต่ด้านการตอนกิ่งโกโก้ หมักโกโก้ ตากโกโก้ คั่ว และกะเทาะเปลือก ไปจนถึงเสิร์ฟ ชง เสมือนกับพนักงานคนหนึ่งของร้าน รวมทั้งยังไปศึกษาต่อที่ซานฟรานซิสโก เรื่องคุณภาพของเมล็ดโกโก้ รวมเบ็ดเสร็จเธอใช้เวลาประมาณ 1 เดือนเศษ แล้วกลับมาทำช็อกโกแลตอย่างตั้งอกตั้งใจ

“พอกลับมาคราวนี้เราก็ทำกันเต็มที่เลย ซื้อช็อกโกแลตมากินกว่า 100 ชิ้น เพื่อเปรียบเทียบกับช็อกโกแลตของไทย แล้วก็ส่งไปให้อาจารย์ที่ฮาวายลองชิมดู อาจารย์ออกปากชมว่ามีรสชาติที่ฟรุตตี้ เหมือนผลไม้เมืองร้อน เป็นสิ่งที่แปลกใหม่ที่ไม่เคยมีรสชาติแบบนี้มาก่อน เราก็เลยรู้สึกมั่นใจว่าบ้านเราก็มีของดี จึงหันมาเปิดร้านแม้ว่าจะมีเสียงคอมเพลนว่าจะดีเหรอที่จะเปิดร้านคาเฟ่ที่ใช้ช็อกโกแลตไทย พร้อมทั้งผลิตช็อกโกแลตส่งออกขายไปยังต่างประเทศ ทั้งสิงคโปร์ และฝรั่งเศส ซึ่งได้เสียงตอบรับดีมากค่ะ”

เธอยังกล่าวย้ำอีกว่า คาแรกเตอร์ของช็อกโกแลตไทยมีลักษณะที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร คือไม่ขมปี๋จนหน้าเบ้ หรือว่าหวานถึงขั้นเลี่ยน เธอบอกว่าขึ้นอยู่กับแหล่งเพาะปลูก ซึ่งจะมีรสชาติต่างกันตามภูมิประเทศ อาทิเช่น ช็อกโกแลตที่มาจากชุมพร จะให้รสชาติเข้มข้น จะมีรสชาติของถั่วนำ ตามด้วยผลไม้เล็กน้อย

ขณะที่ช็อกโกแลตจากจันทบุรี จะมีรสชาติฟรุตตี้ของผลไม้เมืองร้อนนำเป็นหลัก รวมไปถึงกลิ่นของลูกเกดและผลไม้อบแห้ง ส่วนจากเชียงใหม่ จะให้รสฟรุตตี้มีความหอมของดอกไม้เมืองร้อน รวมถึงกลิ่นหอมของน้ำผึ้งป่า รวมไปถึงจากประจวบคีรีขันธ์ ที่จะให้กลิ่นออกครีมมี สัมผัสได้ถึงกลิ่นของมะพร้าวอ่อนๆ ทั้งที่ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากสายพันธุ์ชุมพรซึ่งเป็นพันธุ์ดั้งเดิมของไทย

นอกจากเธอจะเปิดคาเฟ่ช็อกโกแลตในนาม กาด โกโก้ ที่ทั้งผลิตช็อกโกแลต และทำเป็นเครื่องดื่มและของหวานแล้ว ทั้งคู่ยังเดินทางไปพบเกษตรกรเพื่อมอบความรู้ให้กับเกษตรกร ไล่ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ และการตากเมล็ดพันธุ์ในอุณหภูมิที่เหมาะสม ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพื่อมูลค่าของโกโก้ให้กับเกษตรกร จึงนับได้ว่า นี่คือจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ช็อกโกแลตไทยดังไกลไปทั่วโลก

มาสัมผัสกับรสชาติอันล้ำค่าของช็อกโกแลตไทยกับเมนูแรก Sipping Drink ช็อกโกแลตจากประจวบคีรีขันธ์ชงร้อน ท็อปด้วยมาร์ชเมลโล และช็อกโกแลตขูด รสชาติเข้มข้น

ต่อด้วย Hazelnut Drank Chocolate เบทระหว่างโกโก้พาวเดอร์ นำมาผสมกับช็อกโกแลตอีกตัวของประจวบคีรีขันธ์ 78% พร้อมด้วยเฮเซลนัท และไซรัปโฮมเมด แล้วท็อปด้วยสตรีมมิลค์ รสชาติดื่มง่ายออกหอมและนวลลิ้นหอมกลิ่นถั่ว เข้ากันดีกับของหวานประเภทช็อกโกแลต

สำหรับขนมหวานที่มีช็อกโกแลตสัญชาติไทย ขอแนะนำ Kad Meringue Ice Choc ไอศกรีมที่มีรสสัมผัสกรุบกรอบจากขนมผิง มาร์ชเมลโล เข้าได้ดีกับเมอแรง ตัดกับซอสช็อกโกแลตเข้มข้นพันธุ์ชุมพร 78% รสชาติกลมกล่อมด้วยช็อกโกแลตไทย

ตามมาด้วย Salted Caramel Tamarind ฐานเป็นช็อกโกแลตคีมูแบบข้น ผสมด้วยช็อกโกแลตสปันกับเฮเซลนัท ท็อปด้วยชูครีมไส้มะขามกับซอตเตทคาราเมล เมนูนี้ชูเด่นด้วยช็อกโกแลตจากประจวบคีรีขันธ์ 78%

ตบท้ายด้วย Chocolate Tart ช็อกโกแลตทาร์ตนำมาอบ มีไส้ที่ครีมมี เสิร์ฟคู่กับไอศกรีมช็อกโกแลต โดยช็อกโกแลตทั้งหมดมาจากประจวบคีรีขันธ์ 78%

กาด โกโก้ ซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 17 เปิดบริการเวลา 09.00-17.00 น. (หยุดทุกวันพุธ) โทร.08-3684-3921 

ธีระภัทร์ แก้วภิรมย์ เสิร์ฟศิลปะบนจานอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/573899

  • วันที่ 14 ธ.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

ธีระภัทร์ แก้วภิรมย์ เสิร์ฟศิลปะบนจานอาหาร

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า

ในชีวิตช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของวัยรุ่น บางคนกำลังขะมักเขม้นกับการเลือกเส้นทางการศึกษาว่าจะเรียนอะไร มหาวิทยาลัยใด อยากจะเป็นอะไร แต่ หนึ่ง-ธีระภัทร์ แก้วภิรมย์ แสงจากปลายอุโมงค์เดียวที่เขาเห็นในตอนนั้นคือการทำอาหาร

มีญาติทำอยู่ที่ร้านอาหารญี่ปุ่น ประจวบกับเขาได้เห็นวิธีการทำอาหารจากทางโทรทัศน์ นับเป็นการเปิดโลกทัศน์ สีสันในจานอาหารเลยทำให้เกิดความประทับใจ และทึ่งว่าเชฟสามารถรังสรรค์มันออกมาได้อย่างไร

“ผมสนใจในเทคนิคการทำอาหารของแต่ละคน เป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากทำอาหาร เริ่มตั้งแต่ล้างผัก หั่นผัก ใช้เวลา 6 เดือนถึงขยับมาเตรียมวัตถุดิบ เตรียมปลาให้เชฟแล่ ล้างทำความสะอาดปลา ขอดเกล็ด เมื่อก่อนขั้นตอนการทำเยอะกว่าสมัยนี้ แต่ดีมากๆ เพราะทำให้เรามีพื้นฐาน ถ้าทำตำแหน่งไหนไม่ได้ก็ถอยลงไป ทำได้ดีค่อยขยับตำแหน่ง”

เชฟหนึ่งในวัย 36 ปี ปัจจุบันเป็นเชฟใหญ่ที่ห้องอาหารญี่ปุ่นสไตล์ร่วมสมัย “นามู” โรงแรม ดับเบิ้ลยู เกาะสมุย

ประสบการณ์ในการทำงานนั้นเรียกว่าฝึกฝน ฟันฝ่าอุปสรรคมานับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นจูเนียร์ ซูส์เชฟ ผู้ช่วยเชฟ ซูชิเชฟ ที่ห้องอาหารญี่ปุ่นในโรงแรมระดับ 5 ดาว หลายแห่งในประเทศไทย

เส้นทางของการเป็นเชฟระดับโรงแรม 5 ดาว แค่ประสบการณ์ในประเทศยังไม่เพียงพอ การได้เรียนรู้ผ่านงานจากต่างประเทศเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เพิ่มทักษะ ซึ่งเชฟหนึ่งก็ได้ไปเรียนรู้และถึงกับเอ่ยปากว่าระบบการทำงานไม่ธรรมดา

ในตำแหน่งซูชิเชฟและเชฟ เดอ ควีซีน (Chef de Cuisine) ร้านอาหาร Catch เมืองอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผู้ช่วยซูชิเชฟ (Sous Chef) โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ อัมมาน ประเทศจอร์แดน

“การไปต่างประเทศมีผลในเรื่องของการยกประสบการณ์ มีผลในเรื่องการครีเอชั่น การแต่งจานวางแล้วห้ามเคลื่อน ดังนั้นก่อนวางต้องครีเอทและมั่นใจแล้ว วางแล้วได้มุมกี่องศา เทคนิคการใช้จาน การใช้ซอสกับอาหารไม่มีตายตัว”

เชฟหนึ่งเริ่มต้นเส้นทางด้วยอาหารญี่ปุ่นจวบจนวันนี้ “ผมสนใจในเทคนิคการทำ มันมีศิลปะ แม้กระทั่งเทคนิคในการหั่นปลา การคัดเลือกวัตถุดิบ การจับปลา จับปลานานไม่ได้เพราะอุณหภูมิของร่างกายคนทำให้ปลาสุก ต้องมีวิธีการอุ้มปลารับส่งยังไง ขั้นตอนนี้ซีเรียสมาก ขั้นตอนทำงานเป็นทีมเวิร์ก

พอขยับมาเป็นเชฟ เราต้องมองภาพรวมทั้งหมด สนุกดี ยุ่งมากๆ เวลามีแขกเยอะ ซึ่งผมเริ่มตำแหน่งเชฟก็จากร้านอาหารที่เกาะสมุยเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน”

ถึงเป็นเชฟแล้วแต่เชฟหนึ่งก็ยังไม่หยุดเรียนรู้ “ผมได้เรียนรู้จากเชฟญี่ปุ่นหลายคนที่เมืองไทย ได้วิชาชูซิมาก่อนราเมง ข้าวหน้าต่างๆ เทปันยากิ ครัวของย่างเรียนรู้ให้หมด มีจุดอ่อนจุดแข็งยังไง

ช่วงไปอยู่ต่างประเทศผมชอบทำอาหารไทยฟิวชั่น ผมว่ามันดูมีมิติ มีกิมมิก ต่างกันในเรื่องของการพรีเซนต์ ผมชอบ ซึ่งทำให้การทำงานของผมต้องครีเอทอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญนะความสะอาด รสชาติอร่อย หน้าตาดี

ผมมองอาชีพเชฟเป็นอาชีพที่ให้ความสุขกับคนที่มาใช้บริการ ตอนกลางคืนลูกค้ามักอยากรีแลกซ์ ผมมีความสุขที่จะได้พรีเซนต์อาหารจานเล็กๆ หรือจานใหญ่ก็ตาม เป็นการให้ความสุขโดยตรงกับลูกค้า และผมมักรับออร์เดอร์เอง

เราทำมีความสุข มาถึงจุดนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะมาทำได้ ความสำเร็จของผม ผมมองความรู้สึกของแขก ผมไม่ต้องการอะไรมาก แขกแฮปปี้ แขกถามถึงการครีเอทอาหาร ผมก็มีความสุขแล้ว ทุกวันนี้ผมยังถามคอมเมนต์จากแขกเพื่อพัฒนาตัวเอง

จุดเด่นของผม คือ แนวคิดสร้างสรรค์ ผมไม่หยุดนิ่ง ผมมองในเรื่องของการครีเอทตลอดเวลา ไม่ทำให้ซับซ้อนแต่ดูมีรายละเอียด

ไม่เสิร์ฟแบบออริจินัล ผมมองว่าธรรมดา คงหน้าตาไว้บางตัว รสชาติก็เปลี่ยนใหม่ให้อาหารมีตัวเลือกที่หลากหลาย เป็นญี่ปุ่นแบบคอนเท็มโพรารี อย่างราเมงซอสมิโสะ แต่ของผมจะเปลี่ยนเป็นวอสยุโรปแบบคาโบนารา”

แรงบันดาลใจในการครีเอทอาหาร เชฟหนึ่งรังสรรค์ตามบรรยากาศของแต่ละสถานที่อย่างเมนูนี้ที่นำเสนอเป็นซิกเนเจอร์ของห้องอาหารญี่ปุ่นนามู โรงแรมดับเบิ้ลยู เกาะสมุย ความสวยงามของท้องทะเล สายลม แสงแดดต้องมี

เนื้อปลาจานในซอสมะเขือเทศเหลือง (Ocean Wave Sea Bream with Yellow Tomato Dressing) “ผมใช้ปลานำเข้าจากสเปน สไลซ์ที่ความยาว 8 เซนติเมตร (ซม.) กว้าง 5 ซม. เพราะปลาได้ความหนาเท่านี้ มาพับวางตรงจาน ล็อกเอาแค่เซ็นเตอร์ตรงจาน ราดด้วยซอส ตกแต่งด้วยฟิงเกอร์ ไลม์ ผิวส้มยูสุ ดอกไม้ป่า ภาษาสเปน คือ Baga ผมให้พนักงานเพาะชำที่สมุยเลย ผมต้องการดอกนี้ มีสีขาวชมพู ขาวม่วง

แรงบันดาลใจมาจากเวลามาเที่ยวเกาะสมุย หน้าหาดตรงแลนด์มาร์ค ตัว W กระแสน้ำมี 2 กระแส มีปลา ทะเลใช้สีเหลืองให้ความรู้สึกสดชื่น จานนี้ผมต้องการให้เห็นสวนดอกไม้ในสมุยด้วย

ผมชอบจัดจาน ไม่ทำใหญ่ เน้นทำอาหารจานเล็กแต่ใส่ใจรายละเอียด ไม่อยากให้กิน 2 จานแล้วอิ่ม อยากให้ลูกค้าได้ลองกินหลายๆ จาน เพราะแต่ละจานมีสตอรี่”

เชฟหนึ่งสามารถแสดงฝีมือและถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างอิสระ และไม่ลืมที่จะใส่ใจในรายละเอียดของลูกค้า เพื่อที่จะเลือกครีเอทอาหารให้เหมาะกับลูกค้าและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้าประทับใจ 

Festive 2018 Brown Sugar Milk Tea

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/573903

  • วันที่ 14 ธ.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

Festive 2018 Brown Sugar Milk Tea

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ตอนนี้กระแสของชาไข่มุกกระทบกระเพาะอาหาร จิต และระดับน้ำตาลในเลือด รวมทั้งไตรกลีเซอไรด์ อย่างต่อเนื่องมาตลอดปีที่ผ่านมา ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่ “เป็นไปกับเขาด้วย” เพราะด้วยความที่ตัวเองมีลูกสาว 2 คนที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น รวมทั้งลูกชายสายหวาน เอะอะอะไรก็อยากจะรับประทานชาไข่มุก รวมทั้งติดตามกระแสชาไข่มุกในโซเชียลมีเดีย ซึ่งนี่แหละเป็นตัวกระตุ้นความอยากชิมได้เป็นอย่างไม่น่าเชื่อ

บางครั้งที่ลูกรับประทานบ่อยๆ เข้า ผู้เขียนขอชิมดูบ้างก็ต้องตกใจกับบางร้าน ที่อาศัยความเข้มข้นผ่านทางครีมเทียมทั้งในรูปแบบครีมเทียมผง ครีมเทียมเหลวหรือนมข้นจืดชนิดราคาถูก รวมไปถึงครีมด้านบนยังใช้วิปครีมชนิด Non-dairy ที่แน่นอนว่าบางยี่ห้อมีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบ สัดส่วนของครีมเทียมพวกนี้รับประทานมากๆ และบ่อยๆ ไปย่อมไม่ดีต่อสุขภาพ นี่ยังไม่รวมถึงปริมาณน้ำตาลที่อาจจะเกินเลยความหวานพอดีไปอีก

เหตุนี้เองในช่วงวันหยุด หรือวันพบปะญาติสนิทมิตรสหาย รวมไปถึงช่วงวันหยุดคริสต์มาสเบรกที่มีการรวมตัวของสมาชิก ผู้เขียนจึงลองปรุงชาไข่มุกสูตรทำลายสุขภาพน้อยๆ หน่อยเอาไว้ให้สมาชิกได้ชิมกัน

ช่วงแรกๆ ก็ไปหาซื้อไข่มุกแห้ง ที่มีลักษณะคล้ายเม็ดสาคูมาทดลองต้มที่บ้าน หาซื้อไข่มุกแห้งได้ไม่ยากแนะนำว่าร้านขายวัตถุดิบเบเกอรี่ใหญ่ๆ มักจะมีไข่มุกแห้งบรรจุถุงสุญญากาศขายอยู่ ผู้เขียนลองซื้อมาหลายยี่ห้อ พบว่าวิธีง่ายคือ ราคาแพงจะอร่อยกว่าจริงๆ และต้มได้ง่ายไม่เละ อาจจะอร่อยไม่เท่าร้านสาขาจากต่างประเทศที่เขาอาจจะมีการผลิตเม็ดไข่มุกเอง แต่ถ้าได้ยี่ห้อที่ดีๆ นำเข้าจากไต้หวัน ผู้เขียนว่าอร่อยสู้หลายๆ ร้านในท้องตลาดได้เลย เมื่อลูกให้ “ผ่าน” ว่าไข่มุกของแม่อร่อยสูสีกับร้านข้างนอก คราวนี้เริ่มให้การบ้านที่ท้าทายยิ่งขึ้น เพราะตอนนี้ไม่มีกระแสอะไรดังเท่ากระแส Brown Sugar Bubble Tea อีกแล้ว จึงเป็นที่มาของฉบับนี้นั่นเอง

เคล็ดลับในการต้มไข่มุกแห้งนั้นมีอยู่เล็กน้อย กว่าจะได้วิชาผู้เขียนทิ้งไข่มุกไปหลายหม้อ คือ ต้องใช้น้ำที่มากกว่าไข่มุกแห้งประมาณ 3-4 เท่าโดยปริมาตร คือ ถ้าตวงไข่มุกด้วยถ้วยขนาดไหนก็ตวงน้ำเป็น 4 เท่าด้วยถ้วยขนาดเดียวกัน รอให้น้ำเดือดจัดๆ ก่อนเติมไข่มุกลงไปเพื่อไม่ให้แป้งในไข่มุกละลายออกมาเละเทะเสียก่อนที่น้ำจะเดือด เมื่อน้ำเดือดและเติมไข่มุกลงไปแล้ว หมั่นคนให้เดือดไฟแรงอยู่สัก 10-15 นาที ก่อนจะหรี่ไฟกลางให้ไข่มุกได้ม้วนตัวอยู่ในน้ำเดือดได้โดยไม่ต้องคนบ่อยๆ ถ้าคนน้อยไปและไฟไม่แรงพอจะมีผลให้ไข่มุกตกลงไปนอนที่ก้นหม้อและกลายเป็นไหม้ในที่สุด จับเวลาไปเลย ไข่มุกไต้หวันจะใช้เวลาต้มประมาณ 45-50 นาทีรวมเวลาทั้งสิ้นตั้งแต่ไข่มุกลงน้ำไป อย่าลืมทดสอบความหนึบของไข่มุก โดยการเอามาแช่น้ำเย็นลอยน้ำแข็ง ที่ต้องใช้น้ำเย็นขนาดนี้เพราะไข่มุกจะอร่อยมันอยู่ในชาเย็น ถ้าเราแช่น้ำธรรมดาแล้วชิม จะไม่ได้เนื้อสัมผัสที่แท้จริงของไข่มุกเมื่อรับประทานพร้อมๆ ชา

เมื่อไข่มุกหนึบได้ “Level” ที่ชอบแล้ว คราวนี้มาถึงอีกเคล็ดลับ คือน้ำตาลจะเป็นตัวรัดไข่มุกไว้ไม่ให้อืดจนไม่อร่อย เติมลงไปได้ทั้งน้ำตาลทรายขาว แต่ถ้าจะให้เป็น Brown Sugar แนะนำให้ซื้อน้ำตาลทรายแดงชนิดสีเข้มที่สุดจะได้กลิ่นที่หอมที่สุด สำหรับฝรั่งเขาเรียก Muscovado Sugar เป็นน้ำตาลก่อนการรีฟายน์ ยังมีส่วนผสมของกากน้ำตาลอยู่ เรียกว่าต้มน้ำอ้อยจนเป็นผลึก แบบนี้จะหอมฟุ้งเต็มไปด้วยกลิ่นหอมๆ เมืองไทยจะหายากกว่า เพราะนิยมอีกขั้นที่ผ่านกระบวนการแยกส่วนของโมลาสออกไป แอบบอกว่าผู้เขียนได้มาจาก Central Food Hall เป็นของ Waitrose (และไม่ได้ค่าโฆษณา) เมื่อน้ำตาลละลายจนหมดแล้วเราต้องทำให้ไข่มุกเย็นตัวลง ที่บ้านผู้เขียนใช้วิธีตักใส่กะละมังแล้ววางลงบนกะละมังน้ำแข็ง คนจนเย็นตัวแต่ไม่ต้องเย็นสนิทเพราะจะทำให้ไข่มุกกระด้างจนเกินไป ไข่มุกจะอร่อยที่สุดที่อุณหภูมิห้อง สำหรับซอส Brown Sugar ได้มาจากการเคี่ยวน้ำต้มไข่มุกกับน้ำตาลทรายแดงสีเข้มจนเหนียวเกาะตัวกัน ไม่ยากไม่เย็นแถมต้นทุนต่ำเชียว

ที่นี้ก็มาถึงชาที่ใช้ ทดลองมาหลายยี่ห้อ เด็กๆ จะชอบกลิ่นที่คุ้นเคยและชัดเจนของชาลิปตันที่สุด ซึ่งผู้เขียนก็ไม่ได้ค่าโฆษณาอีกเช่นกัน แต่ถ้าผู้ใหญ่รับประทานผู้เขียนมักจะใช้ชา Ceylon ในการชง วิธีชงชาก็ได้รับคำแนะนำจากผู้รู้ท่านหนึ่งบอกว่า ชาชงได้เข้มข้นที่สุดที่ระดับหนึ่งเท่านั้น แช่นานไปได้แต่สี กลิ่นรสจะหายไปเยอะ ดังนั้นน้ำต้องร้อนพอดีและเวลาประมาณ 5-8 นาทีไม่ควรเกินนี้สำหรับการนำมาชงเป็นชาเย็น

ผู้เขียนทดลองดูแล้ว ชาจะชงได้ระดับความเข้มข้นหนึ่งเท่านั้นที่ปริมาณน้ำเท่ากันต่อให้เพิ่มชาไปอีกก็ไม่ได้รสที่เข้มข้นจนสัมผัสได้ ถ้าภาษาวิทยาศาสตร์คือ Extraction Rate เป็น Equilibrium ตอนนี้เลยใช้อยู่ที่น้ำ 1 ถ้วย/ชา 7-8 ซอง แล้วกรองชาที่ได้นั้นมาเติมแต่งรสชาติอีกครั้ง

ส่วนผสมที่ผู้เขียนใช้ชงชาให้สมาชิกในครอบครัว พยายามเลือกสรรแบบทำลายสุขภาพน้อยๆ อย่างที่เกริ่นไว้ เริ่มจากใช้นมสด Full Fat เพื่อความเข้มข้น อาศัยนมข้นหวานและนมข้นจืด ชนิดที่ทำจากนมแท้ๆ ไม่ใช่ครีมเทียมดัดแปลง แม้จะให้ความรู้สึกเข้มข้นกว่าแต่ไม่อยากทำลายสุขภาพลูกๆ มากนัก ความหวานทั้งหมดอาศัยจาก 2 แหล่งเท่านั้น คือ นมข้นหวาน และน้ำตาลทรายแดงในซอสและไข่มุก เป็นอันว่าหวานพอแล้วสำหรับบ้านเรา บ้านไหนยังหวานไม่พอแนะนำให้เติมน้ำตาลทรายเพิ่มลงไปในขั้นตอนการชงชา

พอลูกๆ มาช่วยกันปรุงชา เตรียมไข่มุก พบว่าความอยากรับประทานลดความถี่ไปได้เยอะ เพราะเขาเริ่มเห็นปริมาณน้ำตาลที่ร่างกายได้รับ เอาเป็นว่า นานๆ ทีพอให้ชุ่มฉ่ำหัวใจ และต้องแถมด้วยการออกกำลังกายประกอบกันด้วย 

ข้าวมันไก่บ้าน ตงตง สูตรเด็ดจากเบตง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/573892

  • วันที่ 14 ธ.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

ข้าวมันไก่บ้าน ตงตง สูตรเด็ดจากเบตง

เรื่อง/ภาพ พี่เวส

วันนี้ขอเอาใจสาวกคนรักข้าวมันไก่กันสักหน่อยครับ ด้วยการพามาลิ้มลองรสชาติข้าวมันไก่ที่มาไกลจากแดนใต้ นั่นคือข้าวมันไก่บ้านตงตง สูตรเด็ดจากเบตง ร้านนี้เขาขายกันมานาน เริ่มแรกจาก จ.ภูเก็ต โดยคนเบตง ตามมาด้วย จ.เชียงราย และล่าสุดกับซอยนาคนิวาส (ลาดพร้าวซอย 71) ที่เพิ่งเปิดมาเอาใจได้เพียงแค่ 2 เดือน แต่ก็มีลูกค้ามาอุดหนุนหนาตาทุกวัน

สูตรเด็ดเคล็ดลับเมื่อพูดคุยกับหนุ่มผู้จัดการร้านได้เล่าให้ฟังว่า อยู่ที่ไก่ เราจะเลือกใช้ไก่บ้านรุ่นๆ ที่มาจากฟาร์มทางภาคใต้เท่านั้น ความพิเศษจะอยู่ที่ไก่ของที่นี่จะเลี้ยงแบบออร์แกนิก เนื้อไก่จึงปลอดสาร ทำให้เนื้อหวานฉ่ำกว่าไก่ทั่วไป นำมาผ่านการต้มที่เป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน ยิ่งทำให้เนื้อนุ่มและหอมสมุนไพร ผสานกับน้ำราดที่เป็นสูตรเฉพาะของทางร้านจึงทำให้อร่อยลงตัว

ทีเด็ดอีกอย่างก็คือน้ำจิ้ม หรือน้ำซอส ที่ทางร้านไม่ได้ใช้น้ำจิ้มเหมือนกับร้านข้าวมันไก่ทั่วไปที่จะหนักไปทางการใช้เต้าเจี้ยวที่มีสีเข้ม แต่น้ำจิ้มของที่นี่จะมีสีอ่อน รสชาติจัดจ้าน หอมพริกขี้หนูสวน ซึ่งทางร้านจะทำน้ำจิ้มโดยใช้ส่วนผสมถึง 20 ชนิด จึงทำให้อร่อยเด็ดไปอีกแบบ

นอกจากข้าวมันไก่ ที่นี่ยังมีเมนูพิเศษอย่างข้าวมันไก่ฮ่องเต้ ที่ใช้เนื้อไก่ต้มโรยหน้าด้วยกระเทียมเจียวและผักกวางตุ้ง ราดด้วยซอสสูตรฮ่องเต้ ซึ่งเป็นสูตรเดียวกับสิงคโปร์ หอมอร่อย แล้วยังมีข้าวมันไก่จี๊ดจ๊าด ที่เพิ่งคิดสูตรมารองรับคนกรุงเทพฯ เนื้อไก่ฮ่องเต้ราดด้วยน้ำจิ้มซีฟู้ด รสชาติจัดจ้านอร่อยมากๆ เลยล่ะครับ

แถมในอนาคตอันใกล้ยังจะเปิดขายเป็นแบบรถเข็นแถวย่านวังหินและละแวกใกล้เคียง แล้วยังจะเปิดร้านใน ซอยวัชรพล เพื่อตอกย้ำความอร่อยอีกต่างหาก

ร้านนี้ตั้งอยู่ระหว่างซอยนาคนิวาส 5 กับซอยนาคนิวาส 7 เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 07.00-22.00 น. หาไม่เจอ โทร.08-0070-5257

กาแฟที่ออฟฟิศ สิ่งสำคัญของพนักงานมิลเลนเนียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/573901

  • วันที่ 14 ธ.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

กาแฟที่ออฟฟิศ สิ่งสำคัญของพนักงานมิลเลนเนียล

เรื่อง คาเอรุ ภาพ Pxhere

โดยทั่วไปคอกาแฟราว 65% ดื่มกาแฟมากกว่า 3 แก้วต่อวัน โดยเฉพาะคอกาแฟมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่การมีกาแฟดีๆ ที่สำนักงานจึงสำคัญมาก ในการเป็นสิ่งที่สร้างความรื่นรมย์และดึงดูดความรักในบริษัทของพนักงานอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะชาวมิลเลนเนียลทั้งหลายที่ชื่นชอบในการดื่มกาแฟดีๆ มากกว่ามนุษย์เงินเดือนรุ่นก่อนหน้า

การทำการสำรวจหลายครั้ง รวมทั้งของสมาคมกาแฟแห่งชาติ สหรัฐ บอกเล่าความต้องการของพนักงานออฟฟิศในสหรัฐ ถึงความสำคัญของกาแฟและสิ่งที่พวกเขาอยากได้ ในมุมกาแฟที่ทำงานมาฝาก โดยเฉพาะพนักงานรุ่นที่เกิดหลังปี 2000

1.กาแฟคุณภาพดี

ผลการสำรวจที่ทำโดยบลูมเบิร์ก แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ชาวมิลเลนเนียลเรียกร้องหากาแฟคุณภาพมากกว่าคนรุ่นเก่าๆ ที่หยวนๆ ดื่มอะไรก็ได้ โดย 44% ของพนักงานหญิงรุ่นมิลเลนเนียล มีการใช้จ่ายเงินสำหรับกาแฟแบบสเปเชียลตีในแต่ละวัน ในปริมาณสูงกว่าเงินเฉลี่ยต่อวันที่พวกเขาจะได้รับในวัยเกษียณเสียอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกาแฟดำร้อนแบบธรรมดา ไม่ดึงดูดใจคนกลุ่มนี้เอาเลย ต้องออกแนวแฟนซี เพิ่มนู่นใส่นี่ แบบสั่งยากๆ เท่านั้นคือกาแฟคุณภาพดีในดวงใจพวกเขา ขณะที่สมาคมกาแฟแห่งชาติ รายงานว่า ระหว่างปี 2008-2016 คนที่อายุระหว่าง 18-24 ปี เลือกดื่มกาแฟชนิดคุณภาพสูงเพิ่มขึ้นจาก 13% เป็น 36% และเพิ่มจาก 19% เป็น 41% สำหรับคนอายุ 25-39 ปี และเป็นครั้งแรกที่น้อยกว่าครึ่ง เลือกดื่มจากเครื่องชงอัตโนมัติแบบที่เราเห็นกันได้บ่อยๆ ในงานอีเวนต์โรงแรม หรือออฟฟิศบางแห่ง หนึ่งสาวมิลเลนเนียลนิยมกาแฟจากเครื่องชงเอสเปรสโซ่มากกว่า นอกจากไปซื้อหากาแฟในเอสเปรสโซบาร์ หรือร้านกาแฟแบรนด์ดังแล้ว ส่วนมากยังซื้อเครื่องชงเองเอาไว้ที่บ้าน หรือไม่ก็เลือกซื้ออุปกรณ์ เช่น โมคาพ็อต เครื่องชงดริปแบบพัวร์โอเวอร์ หรือไม่ก็เครื่องเฟรนช์เพรส เอาไว้ชงกาแฟดีๆ กินเองที่บ้าน

2.ออร์แกนิก รักษ์สิ่งแวดล้อม

เทรนด์การเลือกกาแฟแบบออร์แกนิกรักษาสิ่งแวดล้อม หรือส่งเสริมการทำการค้าแบบยุติธรรม (Fair Trade) ก็เป็นสิ่งที่คนทำงานซึ่งเกิดในยุคมิลเลนเนียลเรียกร้องต้องการ นอกจากนี้ กาแฟจากผู้ผลิตสไตล์โซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์ หรือธุรกิจที่มีการตอบแทนแก่สังคม ก็เป็นสิ่งที่หนึ่งสาวมิลเลนเนียลใส่ใจ สนใจ พร้อมใจจะสนับสนุนด้วย เรียกว่ากาแฟไม่ใช่แค่เครื่องดื่มร้อน/เย็นอีกต่อไป สำหรับคนเจเนอเรชั่นนี้

3.น้ำชาเราก็ดื่มจ้ะ

หนึ่งสาวยุคมิลเลนเนียลไม่ได้ดื่มแต่เฉพาะกาแฟ มุมแพนทรี่ของออฟฟิศควรมีทางเลือกเป็นชาดีๆ เอาไว้ให้พวกเขาด้วย ในปี 2016 แพคเกจด์ แฟกต์ รายงานว่ายอดขายชาในสหรัฐเพิ่มขึ้นมาเกือบ 6% โดยตีมูลค่าได้มากกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว สาเหตุมาจากข่าวลือเรื่องกาแฟว่าอาจจะส่งผลเสียบางอย่างต่อสุขภาพ ทำให้คนรุ่นใหม่ๆ ที่ใส่ใจในสุขภาพเสียยิ่งกว่าอะไรดีหันมาดื่มชากันมากขึ้น โดยจากผลสำรวจล่าสุด คนรุ่นนี้ราว 42% เลือกดื่มชาแทนที่จะเป็นกาแฟ

4.อลังการงานแพนทรี่

ความเวอร์วังเหมือนเป็นดีเอ็นเอของคนยุคมิลเลนเนียล นอกจากกาแฟชั้นดี ไม่มีคาร์บอนฟุตพรินต์ ผ่านการซื้อขายด้วยยุติธรรม ยิ่งเป็นออร์แกนิกยิ่งเริ่ด ชงผ่านเครื่องทำเอสเปรสโซ่ รวมทั้งขอทางเลือกเป็นเครื่องดื่มชาด้วยแล้ว พวกเขายังคาดหวังว่าแพนทรีที่ออฟฟิศของตัวเองจะมีอย่างอื่นไว้คอยบริการด้วย ไม่ว่าจะเป็นของอิ่มๆ อย่างแซนด์วิช สลัด หรือขนมนมเนย อะไรก็ได้ที่อร่อยๆ

ถ้ามีสิ่งนี้ให้บริการจริงๆ ที่แพนทรี่ของบริษัท พวกเขาจะเป็นปลื้มมากๆ และจะตั้งใจทำงาน รวมทั้งสมัครใจจะทำงานล่วงเวลาแบบไม่คิดค่าใช้จ่ายเสียด้วย! 

คิดถึงอาหารทะเล คิดถึง‘สมพงศ์ ซีฟู้ด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/573890

  • วันที่ 14 ธ.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

คิดถึงอาหารทะเล คิดถึง‘สมพงศ์ ซีฟู้ด’

เรื่อง ปอย ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

จากข้าราชการชั้นผู้น้อย อดออมเปิดร้านอาหารเล็กๆ “สมพงศ์ ซีฟู้ด” ใช้ใจศึกษารสชาติดีที่สุด แสวงหาค้นหาวัตถุดิบคุณภาพชั้นดี จากแหล่งธรรมชาติทั่วประเทศ ปรุงรสจัดจ้านแบบไทยแท้ ควบคุมดูแลใกล้ชิดด้วยตัวเอง จานไหนรสผิดเพี้ยน เททิ้ง ทำใหม่ จนเป็นที่เลื่องลือ ซึ่งนี่ก็คือคำนิยมของลูกค้าตัวจริง พันธ์เลิศ ใบหยก เขียนชมไว้ในเว็บไซต์ร้านอาหารโด่งดัง

ร้านอาหารแถวเลียบทางด่วนมีมากมายหลายร้าน แต่สำหรับซีฟู้ดเลิฟเวอร์จะต้องเลือกมุ่งตรงมาที่นี่ สมพงศ์ ซีฟู้ด ซึ่งก็เป็นร้านเดียวกับสวนอาหารสมพงศ์ (Sompong Restaurant) วันนี้จากตำนานร้านเล็กๆ พัฒนาขยายร้านกว้างขวางใหญ่โตพื้นที่ 7 ไร่ ในย่านเกษตร-นวมินทร์ ใครไปใครมาก็จะได้กระทบไหล่เจ้าของร้าน สมพงศ์ อิ่มอารมย์ ที่คอยนั่งควบคุมดูแลร้านอยู่หน้าครัวเปิดที่สุดของความสะอาดสะอ้าน ให้ความเอาใจใส่ในรสอาหาร เจ้าของมาที่ร้านไม่ว่างเว้น 365 วัน 18 ปี ไม่มีวันหยุด

อาหารและการบริการคงดีเหมือนเดิม เจ้าของร้านแนะนำให้เริ่มต้นที่จานนี้ก่อนเรียกน้ำย่อย ผัดยอดกระเฉดไฟแดง ใช้ยอดอ่อนๆ คัดสรรอย่างตั้งใจ ก้านแข็งๆ แก่ๆ จะไม่มีวันได้เสนอหน้าอยู่ในจานนี้แน่นอน ผัดมากับกระเทียมกลีบโตชูรสผัดผักหวานอร่อยมาก อีกจานผัดผักกะหล่ำปลีทอดน้ำปลา บรรดาแฟนพันธุ์แท้คอนเฟิร์มร้านนี้ผัดผักอร่อยทุกอย่าง กินกับข้าวสวย ข้าวที่นี่เลือกใช้ข้าวหอมมะลิจาก อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด คุณสมพงศ์บอกว่าตัดสินใจไปซื้อที่ดินในพื้นที่เคยเป็นทุ่งกุลาร้องไห้ เพื่อผลิตข้าวหอมมะลิดีที่สุดมาส่งเข้าร้าน ปลูกเอง ปรุงเองอย่างนี้แล้ว อีกอาหารจานเด็ดของร้านคงจะหนีไม่พ้นเมนูที่ใช้ข้าวเป็นพระเอก ข้าวผัดปู สั่งเลยผัดได้กลมกล่อมมาก ผัดแบบไม่แฉะและไม่แห้งไป อร่อยแทบไม่ต้องปรุงหรือถามหาน้ำปลาพริกอะไรเลย ปูเน้นๆ ผัดกับข้าวเม็ดสวยหอมนุ่มๆ อร่อยที่สุด

สวนอาหารสมพงศ์สาขาเกษตร-นวมินทร์ เป็นร้านอาหารทะเลขนาดค่อนข้างใหญ่ร้านหนึ่งในย่านเลียบทางด่วนรามอินทรา ร้านใหญ่โตรับรองเรื่องที่จอดรถสะดวกสบาย เมนูก็มีให้เลือกมากมายทั้งต้ม ผัด แกง ทอด มีอยู่ในเมนูมาให้เลือกครบครัน ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ในราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพ ถ้าราคาสูงที่สุดก็คือ ปูนึ่งเพราะคัดมาในไซส์บิ๊กๆ ส่วนราคาดีมากๆ ต้องยกให้กุ้งแม่น้ำเผา 2 ตัว ตัวละครึ่งกิโลกรัม ไม่เกิน 1,500 บาท กุ้งแม่น้ำตัวเขื่องย่างไฟพอสุก หัวมันกุ้งสีแดงเยิ้มเชิญชวนน้ำลายสอ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ดปั่นมาจนละเอียด ให้รสจัดจ้านแซ่บซี้ด เปรี้ยว หวาน เผ็ดครบรส

เรื่องรสชาติและความสดที่นับเป็นหัวใจของอาหารซีฟู้ด ก็ไว้ใจได้ ปลากะพงทอดน้ำปลา จานนี้ต้องไม่พลาดอีกหนึ่งจาน ปลาตัวใหญ่ๆ ทอดมากรอบๆ เรื่องรสจัดจ้านน้ำจิ้ม ดีงาม ส่งเมนูนี้ยังอร่อยดีเช่นเดิม ใกล้ๆ ช่วงเทศกาล ถ้ามาเริ่มต้นมื้อกลางวันที่นี่ก็จะสบายใจที่ไม่พลุกพล่าน อาหารรวดเร็วทันใจดี ร้านแบ่งออกเป็นห้องแอร์ และพัดลม ให้เลือกเหมาะสำหรับมากินพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นครอบครัวใหญ่ หรือสมาชิกเพื่อนๆ มาแชร์ความอร่อย พบปะสังสรรค์กัน

ข้าวเหนียวมะม่วง คือของหวานล้างปากที่ขาดไม่ได้เลย นี่คืออีกทีเด็ดของร้านนี้ ข้าวเหนียวมูนเป็นสีเขียวกลิ่นใบเตย โรยกะทิกับถั่วเหลืองหวานมันกำลังดี บางคนถึงกับสั่งซ้ำความอร่อยอีกจานเลยเชียว เสิร์ฟมาคู่กับมะม่วงน้ำดอกไม้ ใครคือสาวกข้าวเหนียวมะม่วงแนะนำให้ควรโทรเข้ามาสั่งจองกันไว้ก่อน เพราะแทบทุกรายจะต้องหิ้วถุงข้าวเหนียวมะม่วงกลับบ้าน เพื่อเป็นของฝากแจกจ่ายความอร่อยกันโดยถ้วนหน้า

สวนอาหารสมพงศ์ ซอยประเสริฐมนูญกิจ 24 แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม อยู่ตรงหัวมุมถนนเกษตร-นวมินทร์ ตัดกับเลียบทางด่วนเอกมัยรามอินทรา วันจันทร์-ศุกร์ เปิดตั้งแต่เวลา 14.00-22.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดเวลา 11.00-22.00 น. โทร. 02-508-0991-2