ปรับทัศนคติ “อุยกูร์” หนทางสู่จีนหนึ่งเดียว?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569129

  • วันที่ 28 ต.ค. 2561 เวลา 19:25 น.

ปรับทัศนคติ "อุยกูร์" หนทางสู่จีนหนึ่งเดียว?

การตั้งศูนย์ฝึกวิชาชีพในเขตปกครองตนเองซินเจียง กำลังเป็นที่วิจารณ์ของชาวโลกว่าเป็นค่ายกักกันเพื่อปรับทัศนคติชาวอุยกูร์

******************************

โดย…จุฑามาศ เนาวรัตน์

“หากต้องการสร้างพลเมืองจีนขึ้นใหม่ให้ดียิ่งกว่าเดิม สิ่งที่ศูนย์ฝึกวิชาชีพต้องทำเป็นอย่างแรกคือ ต้องสลายรากฐาน สลายเชื้อสาย สลายความสัมพันธ์ และสลายต้นกำเนิดของพวกเขา” ประโยคนี้ปรากฏอยู่ในเอกสารของเจ้าหน้าที่เขตปกครองตนเองซินเจียง ที่ตั้งของศูนย์ฝึกวิชาชีพเพื่อชีวิตที่ศิวิไลซ์ ตามคำบอกกล่าวของรัฐบาลจีน แต่ในมุมมองของชาวโลกกลับขนานนามสถานที่แห่งนี้ให้ว่า เป็น “ค่ายกักกันเพื่อปรับทัศนคติ”

เรื่องราวของรัฐบาลจีนกับชาวอุยกูร์นั้นเริ่มเข้าสู่การรับรู้ของทั่วโลกตั้งแต่ปี 2009 เมื่อชาวอุยกูร์ได้ออกมาประท้วงถึงการถูกรัฐบาลจีนจำกัดสิทธิเสรีภาพในหลายๆ เรื่อง แต่สิ่งที่ทำให้ทั่วโลกหันมาให้ความสนใจในประเด็นนี้กันอย่างจริงจังเกิดขึ้นจากการที่ เกย์ แมคดักกัล สมาชิกคณะกรรมาธิการขจัดการแบ่งแยกเชื้อชาติของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เปิดเผยว่า จีนแอบควบคุมตัวชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมอื่นๆ มากถึง 2 ล้านคน ไว้ในค่ายลับที่ซินเจียง

ฮัฟฟิงตัน โพสต์ รายงานว่า อันที่จริงแล้วนโยบาย “ลดทอนความเป็น อุยกูร์” เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ปี 1955 จากการที่รัฐบาลสนับสนุนให้ชาวจีนฮั่นอพยพไปอยู่ทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ซินเจียง แลกกับการได้รับสวัสดิการที่ดีขึ้น ด้วยการให้บ้าน ให้การศึกษา และสนับสนุนธุรกิจ หรืออีกนัยหนึ่งคือ รัฐบาลจีนต้องการสร้างทั้งประเทศให้มีความทันสมัยและเป็นจีนหนึ่งเดียวมากขึ้น ซึ่งดูเหมือนว่ากลยุทธ์นี้ของรัฐบาลจีนจะไปได้สวย เมื่อจำนวนชาวฮั่นในซินเจียงนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 58% ของประชากรทั้งหมด จากเพียงแค่6% ในปี 1949

อย่างไรก็ดี นโยบายดังกล่าวส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันยิ่งขึ้นระหว่างชาวมุสลิมอุยกูร์กว่า 10 ล้านคน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมานานแล้ว และชาวฮั่นที่เพิ่งอพยพเข้าไปใหม่ เนื่องจากชาวฮั่นได้สิทธิพิเศษต่างๆ มากกว่า จนนำไปสู่การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติและศาสนาเกิดขึ้นตามมา

จากสภาวะเช่นนี้จึงทำให้ชาวอุยกูร์รู้สึกไม่พอใจมากยิ่งขึ้น เริ่มด้วยการรวมตัวประท้วงในปี 2009 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 184 ราย ตามด้วยการก่อเหตุความไม่สงบอีกหลายครั้งช่วงปี 2013-2015

ขณะที่รัฐบาลจีน มองว่าเหตุความไม่สงบดังกล่าวเป็น “การก่อการร้าย” และเพิ่มการปราบปรามอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากการพยายามกวาดล้างแล้ว รัฐบาลได้ก่อตั้งค่ายปรับทัศนคติขึ้นมาโดยเฉพาะ

ค่ายลับปรับทัศนคติ

ตามรายงานของเอเอฟพี ระบุว่า รัฐบาลท้องถิ่นซินเจียงได้เริ่มต้นตั้งค่ายปรับทัศนคติตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่มีการออกมาตรการปราบปรามการก่อการร้ายอย่างจริงจัง และปัจจุบัน ค่ายกักกันมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 181 แห่ง

เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปได้ง่ายขึ้น รัฐบาลท้องถิ่นซินเจียงจึงได้ทำการปรับแก้กฎหมายให้รัฐบาลสามารถปรับทัศนคติให้แก่ชาวอุยกูร์ได้อย่างถูกต้อง โดยใช้ข้ออ้างที่ว่า ชาวอุยกูร์คือกลุ่มคนที่ถูกครอบงำโดยลัทธิสุดโต่งและลัทธิหัวรุนแรง ซึ่งมีแนวโน้มก่อการร้าย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับการให้ความรู้อย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจีนจะอ้างว่าค่ายดังกล่าวมีขึ้นเพื่อให้ความรู้ชาวอุยกูร์ แต่จากหลักฐานเอกสารของรัฐบาลท้องถิ่นซินเจียงกว่า 1,500 ฉบับ ที่เอเอฟพีได้สืบค้นมานั้น กลับเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงกับคำกล่าวอ้างของรัฐบาลจีน โดยเอเอฟพี ระบุว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เมืองโฮตานของซินเจียงได้สั่งซื้อสินค้าหลายพันรายการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเลย อาทิ กระบองตำรวจ 2,768 อัน เครื่องชอร์ตไฟฟ้า 550 อัน กุญแจมือ 1,367 คู่ และสเปรย์พริกไทยอีก 2,792 กระป๋อง

ยิ่งไปกว่านั้นคือ เอกสารของเจ้าหน้าที่ยังระบุด้วยว่า ศูนย์ฝึกวิชาชีพนั้นควรมีการสอนเหมือนโรงเรียน จัดการด้วยระบบทหาร และรักษาความปลอดภัยแบบเรือนจำ

ไม่เพียงแค่สร้างค่ายกักกันเท่านั้น ชาวอุยกูร์ในซินเจียงต้องตกอยู่ภายใต้การถูกจับตามองจากทางการจีนแทบตลอดเวลา โดยทั่วทั้งเมืองจะเต็มไปด้วยทหารที่คอยสอดส่องความเคลื่อนไหวจับผิดความผิดปกติ ขณะที่รายงานขององค์กรเฝ้าระวังสิทธิมนุษยชน (เอชอาร์ดับเบิลยู) เปิดเผยว่า ทางการจีนได้ทำการเก็บดีเอ็นเอ รอยนิ้วมือ และผลสแกนม่านตาของชาวอุยกูร์ทุกคนไว้ทั้งหมด

ไม่ใช่แค่การสอดส่องจากทหารเท่านั้น ทางการจีนกำลังทำสิ่งที่ล้ำยิ่งกว่า โดย เซาท์ ไชน่า มอนิ่ง โพสต์ รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า ทางการจีนได้ใช้หุ่นยนต์นกสอดแนมบินทั่วท้องฟ้าของซินเจียง ซึ่งหุ่นยนต์ดังกล่าวมีการติดตั้งกล้องและสามารถส่งข้อมูลไปที่ศูนย์ข้อมูลได้ทันที

การพยายามลดทอนความเป็นอุยกูร์ของจีนยังขยายเข้าไปสู่เรื่องอาหารการกิน โดยซีเอ็นเอ็น รายงานว่า รัฐบาลท้องถิ่นซินเจียงได้เดินหน้าแบนผลิตภัณฑ์ฮาลาลทุกอย่าง ตั้งแต่อาหารจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างยาสีฟัน และบังคับให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นทุกคนต้องพูดภาษาจีนกลางเท่านั้น

โต้เสียงวิจารณ์

แม้ทั่วโลกจะมองว่าสิ่งที่จีนทำนั้นคือการสร้างค่ายกักกันเพื่อปรับทัศนคติชาวอุยกูร์ แต่จีนก็ยังคงให้คำนิยามว่าเป็นศูนย์ฝึกวิชาชีพ โดยล่าสุดทางการจีนได้เผยแพร่สารคดีผ่านทางช่องซีซีทีวี เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของนักเรียนในศูนย์ฝึกวิชาชีพว่า เต็มไปด้วยความสุข นักเรียนทุกคนได้รับการสอนภาษาจีนกลาง มีการเรียนรู้ด้านการค้า เช่น การถักผ้าและทำขนม และมีงานอดิเรก เช่น การเล่นกีฬาและเต้นรำ

ด้าน ไอลิติ ซาลิเยฟ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของซินเจียง ระบุว่า ชาวมุสลิมที่มีความสุขมากที่สุดในโลกนั้นอาศัยอยู่ในซินเจียง ขณะที่สื่อของรัฐบาลจีนอย่างหนังสือพิมพ์ ไชน่า เดลี่ ก็ออกมาระบุว่า การนำเสนอเรื่องราวของชาวอุยกูร์โดยสื่อต่างชาตินั้นเป็นสิ่งที่บิดเบือนความเป็นจริง และยังใช้เรื่องนี้เพื่อป้ายสีให้กับรัฐบาลจีนอีกด้วย

แม้จีนจะมีข้ออ้างต่างๆ มากมาย แต่ทั่วโลกก็ยังคงวิจารณ์ว่าการกระทำทั้งหมดของรัฐบาลขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนและความพยายามลบอัตลักษณ์ของชนกลุ่มน้อยอาจไม่ได้นำไปสู่หนทางสร้างความเป็นหนึ่งเดียวอย่างยั่งยืน

สหรัฐจ่อเมินถกการค้าจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569048

  • วันที่ 28 ต.ค. 2561 เวลา 10:00 น.

สหรัฐจ่อเมินถกการค้าจีน

สหรัฐเล็งตัดประเด็นการค้าออกจากการประชุมสองผู้นำจีน-สหรัฐ หวังจี้จีนออกมาตรการจริงจังแก้พิพาทการค้า

บลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวเกี่ยวข้องจากทำเนียบขาวว่า ทำเนียบขาวอาจตัดประเด็นการค้าออกจากการหารือระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดี สีจิ้นผิงของจีน ซึ่งจะเกิดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ (จี20) ที่อาร์เจนตินาในเดือนหน้านี้

รายงานระบุว่า ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระดับสูงของทรัมป์หลายราย ยังไม่ต้องการพูดคุยประเด็นการค้ากับจีน จนกว่าจีนจะดำเนินการอย่างจริงจังในการทำตามสิ่งที่สหรัฐร้องขอไป

ก่อนหน้านี้ วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า สหรัฐปฏิเสธเจรจากับจีนจนกว่าจีนจะออกมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อจัดการปัญหากรณีรัฐบาลจีนบีบเอกชนสหรัฐถ่ายโอนเทคโนโลยีให้ แลกกับการเข้าไปทำธุรกิจในประเทศ

อย่างไรก็ดี รายงานระบุว่า แม้ประเด็นการค้าจะถูกตัดออกไปจากวาระการเจรจา แต่การเลี่ยงพูดถึงประเด็นนี้ยังคงเป็นเรื่องยาก เนื่องจากผลกระทบจากสงครามการค้าเริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศแล้ว

ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจสหรัฐ (จีดีพี) ขยายตัวขึ้น 3.5% ในไตรมาส 3 สูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยได้แรงหนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวแข็งแกร่งถึง 4% สูงสุดตั้งแต่ปี 2014

อย่างไรก็ดี ตัวเลขไตรมาส 3 ลดลงจากจีดีพีช่วงไตรมาส 2 ที่เพิ่มขึ้น 4.2% ซึ่งการเติบโตชะลอลงส่วนหนึ่งมาจากการใช้จ่ายของภาคธุรกิจปรับลง 7.9% ลดลงมากที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี

ทั้งนี้ การเปิดเผยตัวเลขจีดีพีล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางความวิตกเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทั้งจากการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และศึกการค้าจีน-สหรัฐ ซึ่งความกังวลดังกล่าว รวมถึงการเปิดเผยผลประกอบการภาคเอกชนที่น่าผิดหวัง โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี ส่งผลให้เกิดแรงเทขายหนักในตลาดหุ้นสหรัฐ โดยดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับลงแล้วเกือบ 9% ในเดือนนี้

ภาพ เอเอฟพี

น้องหมาเซนต์ เบอร์นาร์ด ถูกเจ้าเม่นปล่อยขนเล่นงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569028

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 18:22 น.

น้องหมาเซนต์ เบอร์นาร์ด ถูกเจ้าเม่นปล่อยขนเล่นงาน

“เซนต์ เบอร์นาร์ด” สุดเคราะห์ร้าย พยายามผูกมิตรกับเม่น แต่น้องไม่เล่นด้วย

เดลิเมล์รายงานงานว่า เจ้าร็อกคัส (Ruckus) สุนัขสายพันธุ์เซนต์ เบอร์นาร์ดตัวโต สุดโชคร้าย ถูกเจ้าเม่นปล่อยขนทำร้ายจนเต็มปาก หลังจากที่มันพยายามผูกมิตรกับเม่น แต่ดูเหมือนว่าเจ้าเม่นจะไม่ยอมเป็นมิตรด้วย

 

รายงานระบุว่าเจ้าร็อกคัส ถูกนำตัวมายังสถานรักษาพยาบาลสัตว์ในรัฐนิวยอร์กของสหรัฐฯ ด้วยสภาพที่ขนอันแหลมคมของน้องเม่นปักอยู่เต็มปาก

เจ้าของเจ้าร็อกคัสได้เผยกับเจ้าหน้าที่ของ Lollypop Farm ซึ่งเป็นสถานรับดูแลสัตว์เลี้ยงในเมือง โรเชสเตอร์ รัฐนิวยอร์ก ของสหรัฐว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มันพยายามผูกมิตรกับเม่นแล้วไม่เป็นผล ก่อนหน้านี้เจ้าร็อกคัสก็เคยถูกน้องเม่นเล่นงานมาแล้ว

อย่างไรก็ดี ทางสัตว์แพทย์ของ Lollypop Farm ต้องใช้ความพยายามอยู่หลายชั่วโมง ในการนำเอาขนของเจ้าเม่นออกจากปากของร็อกคัส โดยขณะนี้เจ้าร็อกคัสได้รับการรักษาจนปลอดภัยแล้ว และหวังว่ามันคงเข็ดไปอีกนานสำหรับการพยายามผูกมิตรกับเพื่อนใหม่อย่างเม่น

 

นางงามปารากวัยดีใจจนช็อก ล้มคาเวทีหลังรู้ผลประกวด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569024

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 17:35 น.

นางงามปารากวัยดีใจจนช็อก ล้มคาเวทีหลังรู้ผลประกวด

“มิสแกรนด์ปารากวัย” หมดสติกลางเวทีหลังประกาศผลว่าตนเองชนะการประกวด คาด”ข้อความถึงทรัมป์” ทำให้เธอได้ตำแหน่ง

เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ที่ผ่านมา ในระหว่างการประกาศผลการประกวดมิสแกรนด์อินเตอร์เนชันแนล 2018 ซึ่งในปีนี้ถูกจัดขึ้นที่ประเทศเมียนมา นั้น ปรากฎว่า คลารา โซซา มิสแกรนด์ปารากวัย เป็นผู้คว้ามงกฎประจำปีนี้ไปครอง แต่หลังจากที่พิธีกรประกาศผลไปไม่กี่วินาทีนั้น เธอได้เป็นลมหมดสติล้มลงกับพื้นบนเวทีเมื่อได้ยินชื่อของตนเอง

 

 

ส่งผลให้ทางกองประกวดเกิดเหตุการณ์โกลาหลไปชั่วขณะหนึ่ง เพราะไม่สามารถมอบมงกุฎให้เธอได้  ทีมงานต้องเข้ามาปฐมพยาบาลเธอถึงบนเวที จนในที่สุดเธอก็ได้สติกลับคืนมา

โดยหลังจากที่เธอสามารถรับมงกุฎได้นั้น เธอได้กล่าวว่าเธออาจต้องการหมอเพราะเธอรู้สึกเหมือนหัวใจจะวาย

 

อย่างไรก็ดี มีการคาดการณ์ว่าสิ่งที่ส่งผลให้เธอชนะการประกวดครั้งนี้คือ ในรอบตอบคำถามซึ่งเธอได้รับคำถามว่า “หากคุณได้รับตำแหน่งมิสแกรนด์ อินเตอร์เนชันแนล ประเทศที่คุณอยากไปคือประเทศใด และคุณจะพูดอะไรกับคนที่นั่น”

 

คำตอบของเธอนั้นเธอตอบได้ชนะใจกรรมการและผู้ชมอย่างมาก โดยเธอตอบสั้นๆเพียงว่า “ฉันจะเลือกไปพบโดนัลด์ ทรัมป์ที่อเมริกา เพราะฉันคิดว่าอเมริกาเป็นแบบอย่างให้แก่ประเทศอื่นๆ ได้ และฉันจะบอกกับเขา (ทรัมป์) ว่าได้โปรดเป็นแบบอย่างของสันติภาพ ความรัก และความอดทนอดกลั้น รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นค่ะ”

สำหรับตำแหน่งรองอันดับหนึ่งนั้นคือ มิสแกรนด์อินเดีย และมิสแกรนด์เปอร์โตริโกคว้ารองอันดับที่ 2 ส่วนรองอันดับ3 คือมิสแกรนด์จากอินโดนีเซีย

 

หวั่นเสือสูญพันธุ์! เหตุเกษตรกรมาเลย์แห่ถางป่าปลูกทุเรียนส่งขายจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569018

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 16:11 น.

หวั่นเสือสูญพันธุ์! เหตุเกษตรกรมาเลย์แห่ถางป่าปลูกทุเรียนส่งขายจีน

พบมาเลเซียแห่รุกพื้นที่ป่า ทำเกษตรปลูกทุเรียนส่งออกไปจีน ห่วงกระทบเสือมลายูสูญพันธุ์

สื่อต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 25 ต.ค. ที่ผ่านมาพบว่าพื้นทีป่าหลายแห่งในแถบเมืองราบ์ รัฐปีนัง ของมาเลเซีย ถูกแผ้วถางอย่างหนักเพื่อนำพื้นที่ดังกล่าวมาทำสวนทุเรียน โดยมีตลาดส่งออกหลักไปยังประเทศจีน ส่งผลให้หลายฝ่ายกังวลว่าการรุกพื้นที่ป่าดังกล่าวจะทำให้เสือโคร่งมลายู ซึ่งเป็นสัตว์ท้องถิ่นของมาเลเซียเสี่ยงสูญพันธ์มากขึ้น

 

 

 

รายงานระบุว่าพื้นที่ในแถบตอนกลางของมาเลเซียนั้น ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของเหล่านักท่องเที่ยวชาวจีน ที่นิยมเดินทางมาทัวร์สวนทุเรียน ซึ่งมีการพบว่าพื้นที่ป่าในแถบนั้นกำลังถูกเกษตรกรบุกรุกอย่างหนักเพื่อทำสวนทุเรียนส่งขายไปยังประเทศจีน โดยเฉพาะทุเรียนสายพันธุ์มูซังคิง จนหวั่นว่าจะส่งผลกระทบให้เสือโคร่งมลายูไม่มีพื้นที่ป่าให้พวกมันอยู่อาศัยตามธรรมชาติ

 

 

ด้านนาย Siti Zuraidah Abidin จากองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ประจำมาเลเซีย เผยว่า พื้นที่แถบ Hulu Sempan ซึ่งอยู่ระหว่างรัฐเซลังงอร กับรัฐปาหัง นั้น ถูกจำกัดไว้ให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ของเสือโคร่งสายพันธุ์ท้องถิ่น แต่กลับพบว่าในพื้นที่นี้ถูกรุกล้ำและมีการเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่ทางเกษตรกรรมใหม่ ซึ่งสำหรับเสือโคร่งมลายู (Malayan Tiger ) นั้นถูกจัดให้อยู่ในสถานะที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ โดยปัจจุบันคาดว่าพวกมันหลงเหลืออยู่ตามธรรมชาติไม่ถึง 300 ตัวเท่านั้น

 

 

นอกจากนี้ยังเชื่อว่าบริษัท Perbadanan Setiausaha Kerajaan ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาลท้องถิ่นจะเข้ารุกล้ำพื้นที่ป่าราว 1,213 เฮกเตอร์ หรือราว 7,581 ไร่ เพื่อแผ้วถางไปทำพื้นที่เกษตร “น่าแปลกที่โครงการดังกล่าวนั้นไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากกรมป่าไม้ของมาเลเซีย” นาย Siti กล่าว

อย่างไรก็ดีนั้น ความต้องการบริโภคทุเรียนในตลาดประเทศจีนขณะนี้กำลังมีความต้องการอย่างมาก จนส่งผลให้ราคาทุเรียนต่อผลสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลให้เกิดการปลูกทุเรียนกันอย่างมากในพื้นที่มาเลเซีย ถึงแม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยยังคงครองแชมป์ส่งออกทุเรียนมากที่สุด โดยคาดว่าในแต่ละปีประเทศไทยส่งออกทุเรียนราว 402,661 เมตริกตัน คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 495 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 303,430 เมตริกตัน มีการส่งไปยังตลาดในประเทศจีนเป็นหลัก

นอกจากนี้ รายงานจำนวนเสือในประเทศมาเลเซียที่ลดลงนั้น ยังสอดคล้องกับรายงานผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยปักกิ่งในจีน ที่มีการเผยผลการศึกษาว่าปัจจุบันนั้น ทั่วโลกมีเสือที่อาศัยตามธรรมชาติอยู่เพียง 6 สายพันธุ์เท่านั้น โดย 6 สายพันธุ์ดังกล่าวประกอบด้วย สือเบงกอล เสืออามูร์ เสือจีนใต้ เสือสุมาตรา เสืออินโดจีน และเสือมลายู

ควีนเอลิซาเบธเตรียมสละราชย์สมบัติ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569013

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 14:45 น.

ควีนเอลิซาเบธเตรียมสละราชย์สมบัติ?

ลือหึ่ง! “ควีนเอลิซาเบธ” อาจทรงเตรียมสละราชสมบัติในอีก 3 ปี

สื่ออังกฤษรายงานว่า สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง ประมุขแห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งปัจจุบันทรงมีพระพรรษา 92 ปี อาจทรงเตรียมสละราชย์สมบัติให้กับเจ้าฟ้าชายชาลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ มกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษ ในช่วงที่พระองค์ทรงเจริญพระชนมายุครบ 95 พรรษา หรืออีกภายใน 3 ปีข้างหน้า โดยสมเด็จพระราชินีจะยังทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์ประมุขแห่งสหราชอาณาจักรต่อไป แต่จะมีพระราชเสาวนีย์ให้เจ้าฟ้าชายชาลส์ ทรงรับหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (Prince Regent)

 

รายงานดังกล่าวนี้มีขึ้นโดยนาย Robert Jobson ผู้สื่อข่าวประจำราชสำนักซึ่งเคยมีผลงานเป็นหนังสือเกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ์ในราชวงศ์อังกฤษมาหลายพระองค์ โดยเขาได้เปิดเผยต่อสำนักข่าวเดลิเมล์ของอังกฤษว่า “มีความเป็นไปได้อย่างสูง” ที่สมเด็จพระราชินีจะทรงมอบหมายพระราชภารกิจทั้งหมดให้เจ้าฟ้าชายชาลส์ แม้ว่าพระองค์จะยังมีพระชนม์ชีพอยู่ก็ตาม

อย่างไรก็ดี แม้มีรายงานดังกล่าวนี้ออกมา ทางพระตำหนักคราเรนซ์เฮาส์ ของเจ้าฟ้าชายชาลส์ก็ปฎิเสธที่จะเปิดเผยใดๆ

 

 

นายโรเบิร์ตกล่าวอีกว่า เขาเข้าใจว่าสมเด็จพระราชินีทรงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และเชื่อว่าหากยังทรงมีพระชนม์ชีพจนถึงวัย 95 พรรษา จะทรงพิจารณามอบหน้าที่อันสำคัญให้กับเจ้าฟ้าชายชาลส์”

“สมเด็จพระราชีนิทรงตระหนักอยู่เสมอถึงพระชนมายุของพระองค์ และจะทรงให้แน่ใจว่าเมื่อถึงคราวเปลี่ยนรัชกาลจะเป็นไปอย่างราบรื่น” นายโรเบิร์ตกล่าว

อย่างไรก็ดี เมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระราชินีทรงได้มอบหมายให้เจ้าฟ้าชายชาลส์ ซึ่งปัจจุบันทรงมีพระชนมายุ 69 พรรษา รับช่วงต่อในฐานะประมุขแห่งเครือจักรภพแทนพระองค์แล้ว

 

 

ประกอบกับหลังจากที่เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินเบอระ วัย 97 พรรษา พระสวามีทรงประกาศยุติการพระราชกรณียกิจไปเมื่อช่วงปี 2017 ที่ผ่านมานั้น เจ้าฟ้าชายชาลส์ก็ทรงเข้ามารับหน้าที่แทนพระราชบิดาในการเสด็จปฎิบัติพระกรณียกิจคู่กับสมเด็จพระราชินีในหลายโอกาส

 

 

สำหรับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง นั้นทรงได้ชื่อว่าเป็นพระประมุขที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก และทรงเป็นพระประมุขแห่งสหราชอาณาจักรที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์เช่นกัน โดยทรงบรมราชาภิเษกเป็นพระประมุขแห่งอังกฤษตั้งแต่ปี 1953 หลังจากการสิ้นพระชนม์กระทันหันของพระเจ้าจอร์จที่ 6 พระราชบิดา

ทั้งนี้ ในประวัติศาสตร์ราชวงศ์อังกฤษนั้น การสละราชสมบัติมีขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อปี 1936 ในรัชสมัยของพระเจ้าเอดเวิร์ดที่ 8 เนื่องจากทรงมีพระราชประสงค์จะทรงเสกสมรสกับวอลลิส ซิมป์ซัน หญิงชาวอเมริกันที่ผ่านการหย่าร้างมาแล้วถึงสองครั้ง ส่งผลให้เกิดข้อครหาไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ

สหรัฐจับแล้ว! มือส่งพัสดุซุกระเบิด ป่วนเดโมแครต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/569002

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 13:25 น.

สหรัฐจับแล้ว! มือส่งพัสดุซุกระเบิด ป่วนเดโมแครต

เอฟบีไอจับได้แล้ว “อดีตนักเต้นเปลื้องผ้า” สุดคลั่งทรัมป์ ส่งระเบิดป่วนกลุ่มหนุ่นเดโมแครต

สื่อสหรัฐรายงานว่า เจ้าหน้าที่เอฟบีไอได้เข้าจับกุมนาย Cesar Sayoc Jr. วัย 56 ปี จากรัฐฟลอริด้า หลังพบหลักฐานที่ชี้ว่าเขาอาจเป็นผู้ประกอบวัตถุระเบิดส่งไปทางพัสดุไปรษณีย์เพื่อข่มขู่บรรดาบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคเดโมแครตจำนวนหลายคนทั้งนายจอร์จ โซรอส มหาเศรษฐีเชื้อสายฮังการี ผู้ให้ทุนสนับสนุนพรรค, อดีตปธน.โอบาม่า, นายและนางคลินตัน อดีตปธน.สหรัฐ และอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ รวมถึงสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ประจำนครนิวยอร์ก

 

 

รายงานระบุว่าเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมนายเซย็อก ได้ที่ร้านค้าจำหน่ายชิ้นส่วนเกี่ยวกับรถยนต์แห่งหนึ่ง ในเมืองแพลนเทชั่น ทางใต้ของรัฐฟลอริด้า พร้อมเตรียมดำเนินคดีในเบื้องต้น 5 ข้อหา ซึ่งอาจส่งผลให้นายเซย็อกได้รับโทษจำคุกสูงถึง 58 ปี ตามที่นายเจฟฟ์ เซสชันส์ รัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐฯ กล่าวหลังการจับกุม

 

Cesar Sayoc Jr. วัย 56 ปี

 

อย่างไรก็ดีทางเอฟบีไอไม่ได้ระบุถึงคำให้การของนายเซย็อก เพียงแต่เปิดเผยว่าพบเบาะแสเป็นลายนิ้วมือของเขาบนหีบห่อพัสดุที่ถูกส่งไปข่มขู่ทั้ง 13 ห่อ ซึ่งทั้งหมดมีต้นทางจากศูนย์ไปรษณีย์ในเมืองโอปา-ล็อกกา ในรัฐฟลอริด้าเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

นอกจากนี้เอฟบีไอยังได้ยึดรถตู้สีขาวของนายเซย็อก ซึ่งรอบคันรถล้วนเต็มไปด้วยภาพโปสเตอร์สนับสนุนประธานาธิบทรัมป์ และรองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์ ของสหรัฐ

 

อย่างไรก็ดี จากการสืบประวัติของเขาพบว่าเขาเคยมีประวัติอาชญากรรมมาก่อน ทั้งการลักขโมย ทำร้ายร่างกาย และการข่มขู่ผู้อื่นด้วยระเบิด

ทั้งนี้ สำหรับประวัติของนายเซย็อก เขาทำอาชีพเป็นนักเพาะกาย และนักเต้นเปลื้องผ้า โดยตลอดช่วงปี 1990 นั้น เขาทำงานเป็นนักเต้นเปลื้องผ้าที่ใช้ชีวิตเร่ร่อนรับงานเต้นไปตามพื้นที่ต่างๆทั่วรัฐโอไฮโอ มิเนโซต้า แคโรไลน่า จนกระทั่งไปตั้งตัวที่รัฐฟลอริด้า

 

 

ด้านญาติรายหนึ่งของนายเซย็อก ได้เผยต่อสำนักข่าวเอ็นบีซีว่า เขาเริ่มทำงานในไนท์คลับตั้งแต่อายุ 22 หลังจากนั้นก็เริ่มเข้าสู่วงการนักเต้นเปลื้องผ้า พร้อมกับการฟิตร่างกาย เขาเคยเผยกับญาติว่า เขาใฝ่ฝันจะเป็นนักมวยปล้ำ แต่ทว่ากลับถูกจับได้ว่าใช้สารกระตุ้นสเตียรอยด์

 

 

จากบันทึกของศาลในปี 2012 พบว่านายเซย็อก ได้ยื่นคำร้องล้มละลาย โดยเขาได้มาขออาศัยอยู่กับแม่ในเมือง Aventura รัฐฟลอริด้า หลังจากนั้นก็เข้าทำงานเป็นผู้จัดการร้านขายของจนกระทั่งถูกจับกุมดังกล่าว

ทั้งนี้ เป็นที่จับตามองว่าเหตุพัสดุซุกระเบิดดังกล่าวจะส่งผลต่อการเลือกตั้งกลางเทอมในสภาคองเกรซที่จะมีขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนนี้อย่างไร

ชาวไร่จีนสร้างเครื่องบินเติมเต็มฝันในวัยเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/568989

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 11:38 น.

ชาวไร่จีนสร้างเครื่องบินเติมเต็มฝันในวัยเด็ก

ชาวไร่จีนฝันอยากเป็นนักบิน ทุ่มเงินล้านเติมเต็มฝันด้วยการสร้างเครื่องบินลำยักษ์แทน

เอเอฟพีรายงาน นาย Zhu Yue ชาวไร่เจ้าของสวนกระเทียมในเมืองไคหยวน มณฑลเหลียวหนิง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของจีนได้ทุ่มเงินกว่า 2.6 ล้านหยวน หรือราว 12 ล้านบาท ในการสร้างเครื่องบินขนาดไซต์เท่ากับลำจริง เพื่อเติมเต็มความฝันในวัยเด็กของเขาที่ฝันอยากเป็นนักบิน

รายงานระบุว่าเครื่องบินขนาดไซต์เท่าของจริงซึ่งสร้างจำลองมาจากเครื่องบินรุ่น Airbus A320 ลำนี้ ถูกประกอบขึ้นมาจนใกล้แล้วเสร็จซึ่งตั้งตระหง่ายอยู่ท่ามกลางทุ่งข้าวสาลีในแถบตะวันออกเฉียงเหนือของจีน

 

 

นาย Zhu   เผยกับสื่อว่าเขานั้นจบการศึกษาเพียงระดับชั้นมัธยมต้นเท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่ได้เรียนต่อแล้วหันมาเป็นเกษตรกรทำไร่ปลูกหัวหอมอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนจะหันไปทำงานในโรงงานแห่งหนึ่งในเมืองไคหยวน

จนกระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมาเขาก็ตระหนักได้ว่าตนเองเลยเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว และคงจะไม่สามารถสานฝันในวัยเด็กที่อยากเป็นนักบินได้อีก เขาจึงทุ่มเงินเป็นจำนวน 2.6 ล้านหยวน ในการสร้างเครื่องบินจำลองลำนี้ขึ้นมา โดยเลียนแบบเครื่อง A320 ที่เขาชื่นชอบ

 

 

เขาเริ่มสร้างเครื่องบินลำดังกล่าวโดยอาศัยแบบจากเครื่องบินโมเดลของเด็กเล่น และรูปภาพจากอินเตอร์เน็ตเท่านั้น ซึ่งในระหว่างการก่อสร้างก็พบกับข้อผิดพลาดมากว่าในการออกแบบลำตัวห้องโดยสาร จนกระทั่งล่าสุดนั้นความฝันของเขาก็ใกล้เป็นจริง

เขาเผยว่าการก่อสร้างครั้งนี้ใช้เหล็กมากถึง 60 ตันในการก่อสร้าง รวมกันเพื่อนๆที่ชื่นชอบเครื่องบินด้วยกันอีก 5 คน และคนงานก่อสร้างอีกจำนวนนึงจนเกือบเสร็จสมบูรณ์

 

 

 

นาย Zhu  ยังเผยอีกว่า เครื่องบินลำนี้นอกจากจะเป็นสิ่งที่เติมเต็มความฝันของเขาแล้ว เขายังได้เตรียมสร้างให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่่ยวอีกแห่งหนึ่งด้วย โดยจากปกติที่ภายในห้องโดยสารของ A320 สามารถจุที่นั่งได้ราว 156 ที่นั่งจะถูกปรับเปลี่ยนเหลือ 36 ที่นั่ง เพื่อใช้เป็นร้านอาหารแทน

อีกทั้งภายในห้องนักบินจะมีการติดตั้งแผงควบคุมทุกอย่างเหมือนกับเครื่องบินลำจริงๆ พร้อมกับระบบจำลองการบินแบบ Simulator ซึ่งเขาหวังว่าเครื่องบินแฮนเมดลำนี้จะกลายเป็นที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่อาจช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆได้ทำตามความฝันได้สำเร็จและได้ดีกว่าเขา

 

 

 

จีนผลิตเศรษฐีใหม่ อาทิตย์ละ 2 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/568983

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 10:52 น.

จีนผลิตเศรษฐีใหม่ อาทิตย์ละ 2 ราย

เศรษฐกิจจีนสุดอู้ฟู่ มีเศรษฐีเกิดใหม่รวยระดับพันล้านถึงสัปดาห์ละ 2 คน

สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า ธนาคารยูบีเอส และบริษัทตรวจสอบบัญชีไพรซ์วอเทอร์เฮาส์คูเปอส์ ได้เปิดเผยรายงานที่ระบุว่า จำนวนของมหาเศรษฐีในประเทศจีนนั้นมีการเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยพบว่ามีจำนวนของมหาเศรษฐีที่รวยละดับพันล้าน ( Billionaires) เพิ่มขึ้นจาก 318 ราย เป็น 337 ราย หรือเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วมากกว่าเดิมถึง 2 เท่า โดยเพิ่มขึ้น 39%  โดยมีความมั่งคั่งรวมกันสุทธิราว 1.12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

รายงานดังกล่าวยังระบุว่า จีนได้ก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้นำสำหรับผู้ประกอบการในการสร้างความมั่งคั่ง ขณะเดียวกันยังพบว่าทั่วโลกนั้นมีมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้นราว 19% ตลอดปี 2017 นี้ โดยทั่วโลกมีมหาเศรษฐีระดับพันล้านอยู่ราว 2,158 ราย ซึ่งหากนำความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีทุกคนมารวมกันพบมีสูงขึ้นมากที่สุดตลอดกาล

 

Qiangdong Liu ซีอีโอของเว็ปไซต์ JD.com

 

นาย Josef Stadler หัวหน้าฝ่ายบริการลูกค้ารายได้สูงของบริษัทจัดการกองทุนความมั่งคั่ง ธนาคาร UBS กล่าวว่า “ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มหาเศรษฐีของจีนที่รวยระดับพันล้านได้สร้างบริษัทที่ยิ่งใหญ่ และก้าวมามีบทบาทสำคัญของโลกหลายแห่ง ซึ่งสามาถช่วยยกมาตรฐานชีวิตของชาวจีนให้ดีขึ้นได้”

“แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น การเติบโตของประชากรจำนวนมหาศาล นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีของจีน ประกอบกับการสนับสนุนจากรัฐบาล ได้สร้างโอกาสให้ประชากรจีนสร้างความมั่งคงอย่างที่ไม่เคยมีมากก่อน ไม่ใช่แค่เพียงความร่ำรวยเท่านั้น แต่ยังช่วยให้วิถีชีวิตของประชากรดีขึ้นด้วย

 

นายแจ็ก หม่า

 

รายงานจาก UBS และ PwC ยังระบุว่า ขณะนี้จำนวนของมหาเศรษฐีในเอเชียรวมกันแล้ว มีมากกว่าจำนวนมหาเศรษฐีในสหรัฐ ขณะเดียวกันคาดว่าพวกเขามีแนวโน้มจะร่ำรวยกว่ามหาเศรษฐีของสหรัฐภายในอีก 3 ปี

รายงานดังกล่าวยังระบุอีกว่าในปี 2016 นั้น พบว่ามหาเศรษฐีระดับพันล้านของจีนมีเพียง 16 ราย แต่ทว่าปัจจุบันเกือบ 1 ใน 5 ของมหาเศรษฐีพันล้านนั้นมาจากประเทศจีน โดยราว 97% ของมหาเศรษฐีในจีนนั้น ส่วนใหญ่ร่ำรวยจากธุรกิจด้านเทคโนโลยี และการค้าปลีก ซึ่งหมายความว่าจีนสามารถสร้างมหาเศรษฐีหน้าใหม่ที่รวยระดับพันล้านได้ถึง 2 จาก 3 คนจากมหาเศรษฐีหน้าใหม่ทั่วเอเชียตลอดทั้งปี 2017

 

Xu Jiayin เจ้าพ่ออสังหาฯของจีน

ขณะเดียวกันในอเมริกาพบว่า ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีในอเมริกานั้นเติบโตอย่างชลอตัวมากว่า 12% โดยพบว่าตลอดปี 2017 นี้ สหรัฐมีมหาเศรษฐีหน้าใหม่ 53 คน ลดลงจาก 5 ปีก่อนซึ่งมีเศรษฐีหน้าใหม่อยู่ที่ 87 คน ส่วนประเทศในแถบยุโรปตะวันตกพบว่าในปีนี้ มีมหาเศรษฐีหน้าใหม่เพิ่มขึ้น 17 คน จากทั้งหมด 414 คน

ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวนั้น สอดคล้องกับที่นายสีจิ้งผิง ประธานาธิบดีจีน ได้กล่าวเนื่องในวันบรรเทาความยากจนแห่งชาติ (National Poverty Alleviation Day) ครั้งที่ 5 ระบุว่า ความสำเร็จของการปฎิรูปประเทศตลอด 40 ปี คือการนำพาประชาชน 700 ล้านคนหลุดพ้นความจนคือความมหัศจรรย์ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

ส่องเหตุผล! ทำไมสหรัฐปิดบังชื่อคนถูกอภิมหาหวย5หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/568951

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 19:18 น.

ส่องเหตุผล! ทำไมสหรัฐปิดบังชื่อคนถูกอภิมหาหวย5หมื่นล้าน

เหตุผลที่ทำให้สหรัฐปิดชื่อผู้ถูกรางวัลแจ็กพอตสลากเมกะมิลเลียนส์ 5หมื่นล้าน เนื่องจากมีกฎหมายปกป้องเพื่อความปลอดภัยของผู้โชคดี

หลังจากที่มีข่าวว่า กองสลากเมกะมิลเลียนส์ ของสหรัฐ ประกาศว่าผู้ถูกรางวัลแจ็กพอตสลากเมกะมิลเลียนส์ ได้รับเงินรางวัลก้อนใหญ่กว่า 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 52,000 ล้านบาท) ซึ่งนับว่าเป็นเงินรางวัลที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐและสลากกินแบ่งรัฐบาลทั่วโลก โดยผู้ที่ถูกรางวัลแจ็กพอตในงวดนี้มีเพียงคนเดียวเท่านั้น อยู่ในรัฐเซาท์แคโรไลนา แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่ทราบว่า ใครเป็นผู้โชคดีที่สุดในประวัติศาสตร์วงการหวย

สาเหตุที่ทำให้ติดตามตัวเจ้าของแจ็กพอตได้ยาก ก็เพราะหลายรัฐมีระเบียบห้ามเปิดเผยชื่อของผู้ถูกรางวัลใหญ่ คือ รัฐเดลาแวร์, จอร์เจีย, แคนซัส, แมรีแลนด์, นอร์ท ดาโกตา, โอไฮโอ, เซาท์แคโรไลนา (ที่มีผู้ถูกรางวัลใหญ่ล่าสุด) และเทกซัส ที่รัฐแอริโซนา ผู้ที่ถูกรางวัลมากกว่า 600 เหรียญสหรัฐ หลังจากไปขึ้นเงินแล้ว สามารถปิดบังชื่อเอาไว้ได้เป็นเวลา 90 วัน แต่หลังจากนั้นจะมีชื่อปรากฏต่อสาธารณะ ที่รัฐมิชิแกน ผู้ที่ถูกรางวัลทั้งหมดจะได้รับการปกปิดชื่อ ยกเว้นผู้ถูกรางวัลแจ็กพอต

บางรัฐมีนโยบายดังกล่าวตั้งแต่เริ่มการออกรางวัลของกองสลากเมกะ มิลเลียนส์ และยังรวมไปถึงลอตเตอรี่ของผู้ประกอบการอื่นๆ ด้วย และนับวันยิ่งมีแนวโน้มที่รัฐต่างๆ จะแก้ไขกฎหมายให้ผู้ถูกรางวัลสามารถปกปิดตัวตนได้มากขึ้น เช่น จอร์เจีย เพิ่งผ่านกฎหมายให้ผู้ที่ได้รับรางวัลมากกว่า 250,000 เหรียญสหรัฐ สามารถปกปิดชื่อเอาไว้ได้ ส่วนรัฐเทกซัส แก้กฎหมายเมื่อปีที่แล้ว ให้ผู้ที่ถูกรางวัล 1 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป สามารถปกปิดชื่อได้

สาเหตุที่มีการผ่านกฎหมายลักษณะนี้ ก็เพื่อปกป้องความปลอดภัยของผู้โชคดี เพราะหากชื่อของพวกเขาเปิดเผยออกไป อาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ตัวเขาและลูกๆ อาจถูกลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่ และที่สำคัญคืออาจมีคนมากหน้าหลายตามาขอยืมเงิน ซึ่งปัญหาเหล่านี้อยู่ในความคิดของ จอห์น คาวานอฮ์ สมาชิกสภารัฐแอริโซนา ที่ผลักดันกฎหมายดังกล่าวในรัฐของเขา ทว่า ผู้ที่คัดค้านแย้งว่า ควรจะมีการเปิดเผยชื่อ เพื่อความโปร่งใส เนื่องจากเงินรางวัลมีส่วนของเงินเป็นภาษีประชาชนรวมอยู่ด้วย

ภาพ เอเอฟพี

ที่มา www.m2fnews.com