“นายกฯ” ควง ภริยา เยือนเมืองน้ำหอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/351867

 “นายกฯ” ควง ภริยา เยือนเมืองน้ำหอม

ปารีส

     “นายกฯ” ควง ภริยา เยือนเมืองน้ำหอม ร่วมพิธีครบรอบ 100 ปียุติสงครามโลกครั้งที่1

             “นายกฯ” ควง ภริยา เยือนเมืองน้ำหอม ร่วมพิธีครบรอบ 100 ปี ยุติสงครามโลกครั้งที่1 พร้อมมอบ หนังสือ 3 เล่ม เกี่ยวกับการพัฒนายั่งยืนให้ห้องสมุดสันติภาพ ย้ำ ต้องไม่ทำให้โศกนาฏกรรมร้ายแรงเกิดขึ้นอีก

  "นายกฯ" ควง ภริยา เยือนเมืองน้ำหอม

  "นายกฯ" ควง ภริยา เยือนเมืองน้ำหอม

เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 61 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และภริยา เข้าร่วมพิธีรำลึกครบรอบ 100 ปี การยุติสงครามโลกครั้งที่ 1 และพิธีเปิดการประชุม Paris Peace Forum ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยในวันที่ 11 เดือน 11 ค.ศ. 2018 ถือเป็นวันครบรอบ 100 ปี การยุติสงครามโลกครั้งที่ 1 ทั้งนี้ ในช่วงสงคราม ประเทศไทยหรือสยาม (ในขณะนั้น) ได้ส่งทหารอาสาไปร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสมรภูมิยุโรป ในสงครามโลกครั้งที่ 1 นับเป็น 1 ใน 3 ประเทศเอเชียที่ประกาศร่วมสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร โดยสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นยืดเยื้อยาวนานถึง 4 ปี จนกระทั่งเยอรมนีได้ติดต่อฝ่ายสัมพันธมิตรขอเจรจาสงบศึก ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในสัญญาสงบศึกบนรถไฟ ณ เมืองคองเปียน ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 (พ.ศ 2461) จึงถือให้ทุกวันที่ 11 เดือน 11 ของทุกปี ถือเป็นวันยุติสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่างเป็นทางการ
ภายหลังหลังสงครามสิ้นสุด สยามได้ก้าวสู่การเป็นส่วนหนึ่งประชาคมโลก ได้เป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งองค์การสันนิบาตชาติ (The League of Nations) เมื่อปี ค.ศ. 1919 (พ.ศ. 2462) ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาสำคัญในการฟื้นฟูอำนาจอธิปไตยและเสรีภาพทางการค้ากับตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งเปิดทางสู่การแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมต่าง ๆ

โดยในพิธีรำลึกจะประกอบด้วยพิธีสำคัญ อาทิ การตรวจแถวธงและการตรวจแถวทหาร การขานนามผู้สละชีวิตเพื่อฝรั่งเศสในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 การแสดงทางวัฒนธรรมและดนตรี การเติมน้ำมันไฟบริเวณหลุมศพทหารนิรนามตรงกลางประตูชัยโดยประธานาธิบดี โดยผู้นำแตะไหล่ของผู้นั่งข้างไปเรื่อย ๆ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเติมน้ำมันไฟร่วมกัน การวางพวงมาลาโดยประธานาธิบดี ทั้งนี้ ฝรั่งเศสได้เชิญผู้นำประเทศ ผู้นำรัฐบาลของประเทศที่เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 รวมถึงหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ รวมทั้งหมดกว่า 120 คนเข้าร่วมพิธี เช่น กัมพูชา เวียดนาม อินเดีย กาตาร์ เยอรมนี ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เป็นต้น เพื่อให้ทุกประเทศมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสันติภาพปารีส (Paris Peace Forum) ณ หอประชุมใหญ่ Grande Halle de La Villette โดยประธานาธิบดีฝรั่งเศสเป็นประธานการประชุม Paris Peace Forum ถือเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคประชาสังคมในการร่วมเสนอแนวทางธรรมาภิบาลโลกรูปแบบใหม่ ที่จะสามารถตอบโจทย์ความท้าทายในยุคปัจจุบันได้

ทั้งนี้ ฝรั่งเศสได้เชิญผู้นำประเทศ ผู้นำรัฐบาลกว่า 114 คนเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม Paris Peace Forum โดยการประชุมครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อหาข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมร่วมกันด้านสันติภาพและการปกครองในทุกมิติ ซึ่งจะมีทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม องค์การอาสาสมัครเอกชน สมาคม และหน่วยงานที่เป็นแหล่งความคิด (Think Tank) โดยฝรั่งเศสมุ่งหวังจะจัดการประชุม Paris Peace Forum ทุกปีหลังจากนี้ เพื่อเป็นเวทีสำหรับการระดมสมองด้านสันติภาพ ธรรมาภิบาล และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

จากนั้น ผู้นำประเทศ ผู้นำรัฐบาลจะถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะมอบหนังสือ พร้อมลายเซ็นต์ให้กับห้องสมุดสันติภาพ จำนวน 3 เล่ม ได้แก่
1. Sufficiency Thinking: Thailand’s gift to an unsustainable world
2. Thailand’s Sustainable Development Sourcebook
3. A Call to Action: Thailand and The Sustainable Development Goals

โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “วันรำลึกถึงการครบรอบ 100 ปี ของการยุติสงครามโลกครั้งที่ 1 ถือเป็นเครื่องเตือนใจว่า เราจะต้องไม่ทำให้โศกนาฏกรรมร้ายแรงแสนสาหัสแก่มวลมนุษยชาติเช่นนี้เกิดขึ้นอีก สันติภาพของโลกจะเกิดขึ้นได้ต้องมีพื้นฐานจากการพัฒนาที่ครอบคลุมและยั่งยืน ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ใช้
หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนาถบพิตร  มาเป็นแนวทางเพื่อบรรลุเป้าหมายให้เกิด การพัฒนาและสันติภาพที่ยั่งยืนโดยทุกคนเข้มแข็งไปด้วยกัน ผมจึงขอมอบหนังสือ 3 เล่มนี้ ซึ่งมีสาระสำคัญสะท้อนแนวคิดดังกล่าวไว้ ณ ที่นี้”

“ป.ป.ช”ถกเลื่อนใช้ประกาศยื่นบัญชีทรัพย์สิน13พ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/351855

 “ป.ป.ช”ถกเลื่อนใช้ประกาศยื่นบัญชีทรัพย์สิน13พ.ย.นี้

ปปช

 “ป.ป.ช”ถกเลื่อนใช้ประกาศยื่นบัญชีทรัพย์สิน13พ.ย.นี้จ่อเว้นบังคับใช้”พระผู้ใหญ่”  

    “ป.ป.ช.” จ่อ ถก เลื่อนบังคับใช้ประกาศ ยื่นบัญชีทรัพย์สิน 13 พ.ย.นี้ เพื่อขอให้พิจารณาประเด็นการขยายกรอบเวลา การบังคับใช้ประกาศดังกล่าวซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 2 ธ.ค.นี้ ออกไปก่อน ระบุ เจตนารมณ์ บังคับใช้กับฆราวาส ยก สถานะ “สังฆราช-พระเถระ” มี “พ.ร.บ.สงฆ์” แล้ว

             เมื่อวันที่ 11 พ.ย.61 แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือป.ป.ช. เปิดเผยว่า จากกรณีที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช. มีมติให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินการรวบรวม ข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ ที่มีข้อท้วงติงจากหลายฝ่ายที่มีต่อประกาศคณะกรรมการป.ป.ช.เรื่องกำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่นื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิ้นล่าสุดนั้น ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายได้รวบรวมข้อมูลเกือบสมบูรณ์แล้ว และยืนยันว่าพร้อมเสนอรายงานต่อที่ ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ในวันอังคารที่ 13 พ.ย.นี้ เพื่อขอให้พิจารณาประเด็นการขยายกรอบเวลา การบังคับใช้ประกาศดังกล่าวซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 2 ธ.ค.นี้ ออกไปก่อน เพื่อให้ผู้ต้องยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินได้เตรียมความพร้อมได้มากขึ้น ขณะเดียวกันให้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมแล้วนำมาพิจารณาในข้อกฎหมายว่าต้องไม่ขัดหรือแย้ง

               ส่วนกรณีนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินโดยตำแหน่งรวมไปถึงสมเด็จพระสังฆราชที่เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ รวมถึงพระเถระชั้นผู้ใหญ่รูปอื่นที่เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยสงฆ์นั้น โดยเจตนารมณ์ของประกาศ ป.ป.ช. ฉบับนี้คือการบังคับใช้กับฆราวาส ดังนั้นพระชั้นผู้ใหญ่ใช้กฎหมายแตกต่างกัน จึงเห็นควรให้ยกสถานะตามพ.ร.บ.สงฆ์ และพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยสงฆ์ จึงต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับกฎหมายทั้งสองฉบับ ทั้งนี้ ป.ป.ช.จะมีมติอย่างไรนั้นรอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. หารือก่อน

“หญิงหน่อย”เมิน อดีตส.ส.กทม. ย้ายพรรคบอก “ใครจะไปไหนก็ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/351852

“หญิงหน่อย”เมิน อดีตส.ส.กทม. ย้ายพรรคบอก “ใครจะไปไหนก็ได้

“หญิงหน่อย”เมิน อดีตส.ส.กทม. ย้ายพรรค บอก “ใครจะไปไหนก็ได้ เป็นเรื่องธรรมดา”

“หญิงหน่อย” ควงลูกสาว ลงพื้นที่ประตูน้ำ ชี้ ปชช. สะท้อนปัญหาเรื่องศก.แย่ เมินอดีตส.ส.กทม. ย้ายพรรค บอก “ใครจะไปไหนก็ได้ เป็นเรื่องธรรมดา” “โภคิน” ชี้ หาก 24 ก.พ.เลื่อนเลือกตั้ง มีปัญหาแน่
"หญิงหน่อย"เมิน อดีตส.ส.กทม. ย้ายพรรคบอก "ใครจะไปไหนก็ได้

           เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ห้างแพลทินัม แยกประตูน้ำ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยแกนนำพรรค อาทิ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ นายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคพท. เดินทางมารับฟังควาทคิดเห็นของประชาชนย่านประตูน้ำ พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนมาสมัครสมาชิก นอกจากแกนนำพรรคเพื่อไทยแล้ว ยังมีครอบครัวของคุณหญิงสุดารัตน์ ทั้งสามี ลูกชาย ลูกสาว ลงพื้นที่ครั้งนี้ด้วย

        โดยคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า สำหรับการลงพื้นที่ในวันนี้ ประชาชน และผู้ค้าส่วนใหญ่สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจที่ยอดขาดตกลง บางร้านยอดขายตก 80-100% เป็นปัญหาหลักเรื่องกำลังซื้อในประเทศลดลง แม้จะมีการอัดงบประมาณลงไปในระดับรากหญ้า แต่ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ยังมีอุปสรรคในเรื่องของกฎหมยเกี่ยวกับการค้า ซึ่งขณะนี้ได้มอบหมายให้นายกิติรัตน์ และนายโภคินรับฟังปัญหา และหาแนวทางแก้ไข

             ทั้งนี้ขณะนี้ผู้ใหญ่และอดีตส.ส.จากพรรคทุกคนกำลังเร่งทำงานอย่างจริงจัง เพื่อวางนโยบายหาทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ประชาชน สิ่งที่น่าเสียดายคือ โอกาสของประชาชนที่ขณะนี้พรรคการเมืองถูกปิดกั้น ไม่ให้สื่อสารกับประชาชนได้ ทั้งที่กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งมีผลบังคับใช้แล้ว พรรคไม่กลัวเรื่องการหาเสียงไม่ทัน เพราะมั่นใจว่า แม้จะมีเวลา 60 วัน ก็ยังสามารถหาเสียงได้ทัน แต่กลัวเรื่องการปิดกั้นการรับฟังประชาชน

              ด้านนายกิตติรัตน์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พ่อค้า แม่ค้า สะท้อนปัญหาให้ฟังเรื่องกำลังซื้อของประชาชนที่หายไป สินค้าราคาแค่หลักร้อยบาทยังขายไม่ได้ ชี้ให้เห็นถึงภาวะรวยกระจุก จนกระจาย วิธีการแก้ปัญหาคือต้องกระตุ้นให้เกิดกำลังซื้อ ไม่ใช่เอาเงินไปแจกประชาชน สิ่งที่รัฐบาลกระจายงบประมาณลงไปนั้น ไม่ได้ผล และสิ่งที่รัฐบาลออกมาพูดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงไม่ตรงกัน ดังนั้น นักการเมืองที่มาจากประชาธิปไตยจึงต้องเข้าม่วยแก้ปัญหาให้ประชาชน

              ขณะที่นายโภคิน กล่าวถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดไทม์ไลน์ การเลือกตั้งเห็นด้วยหรือไม่ ว่า วันนี้เราคิดว่าจะไปสู่ประชาธิปไตย ประชาชนรอวันเลือกตั้ง รอวันจะไปลงคะแนนเพราะไม่ได้ลงมา 7 ปีแล้ว จะเอาอย่างไรก็เอา ตอนนี้ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว กฎหมายพรรคการเมืองก็แก้ไปแก้มาแต่เราไม่มีทางเลือกอื่น ต้องเลือกระบบนี้ เราเลือกต่อสู้ด้วยสันติวิธี ทำอย่างที่เราจะทำได้

           เมื่อถามว่าหากเลื่อนจากไทม์ไลน์ 24 นายโภคิน กล่าวว่า หาก 24 ก.พ.ไม่เลือกตั้ง ใครทำให้เลื่อนอออกไปต้องมีปัญหาแน่ เพราะยืนยันไว้แล้ว แต่ก่อนวันที่ 24 ก.พ. การดำเนินการต่างๆ อยากให้ทำด้วยความยุติธรรม เราต้องให้โอกาสประชาชน อย่าไปกลั้นแกล้ง รังแก เพราะประชาชนเขาลำบากอยู่แล้ว อยากขอให้เริ่มต้นด้วยดี ไปสู่จุดนั้นและยอมรับผลการเลือกตั้ง

           เมื่อถามว่าเวลาในการสื่อสารกับประชาชนเพียงพอหรือไม่ นายโภคิน กล่าวว่า พรรคเราไม่เป็นปัญหา เพราะเรามีบุคลลากรที่มีประสบการณ์จำนวนมาก คนมีความคิดความรู้ที่หลากหลาย ที่ผ่านมาเราเคยทำงาน ให้เห็นว่าทำได้ ปัจจุบันสถานการณ์แตกต่างไปมาก รู้ว่าจะต้องทำอะไร

   คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีอดีตส.ส. กทม.ของพรรคเพื่อไทย อาทิ นายวิชาญ มีนชัยนันท์  นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวณิชย์ จะย้ายไปอยู่สังกัดพรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.) ว่า วันนี้อย่าพยายามจับคนนั้นคนนี้ เพราะในวงการการเมือง มีพรรคการเมืองใหม่ๆเกิดขึ้นซึ่งถือเป็นสิทธิ ส่วนบุคคลไม่ว่าใครจะอยากไปตรงไหนอย่างไรเราไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย เพราะทุกอย่างย่อมมีเหตุมีผลที่ว่า ทุกคนก็ต้องการกลับมาทำงาน เพราะฉะนั้นไม่ได้มีปัญหาอะไรแต่เป็นสิทธิ ที่ต่างคนจะหาว่าเขาเองจะเดินทางไหน แล้วแต่จะตัดสินใจ

          เมื่อถามย้ำว่าขณะนี้มีสมาชิกพรรคเพื่อไทยกำลังย้ายพรรคสังกัด ไม่เฉพาะพรรคไทยรักษาชาติเท่านั้น คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า “เป็นเรื่องธรรมดาไม่เป็นอะไรใครจะไปอยู่พรรคไหนก็ได้ เป็นเรื่องธรรมดา”

“ธนาธร” จี้ “ปลดแอก” รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/350891

“ธนาธร” จี้ “ปลดแอก” รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

การเมือง,Future Fest,Future Talk,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ฝากไว้ในมือเธอ

พรรคอนาคตใหม่ ร่วม Future Talk แปลงวัฒนธรรมให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ สู้กับโลกยุค AI คนรุ่นใหม่ทยอยร่วมกิจกรรม “Future Fest” วันสุดท้าย

คลิปที่ 1

4 พ.ย. 61  ที่ ลานกิจกรรม The Jam Factory คลองสาน  พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุน (สปอนเซอร์) หลายราย ร่วมการจัดกิจกรรม “Future Fest” เทศกาลศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี ของเหล่าผู้ไม่ยอมทน ศิลปิน และคนหัวคิดก้าวหน้า ที่ฝันถึงการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่อนาคตที่ดีกว่า ซึ่งมีขึ้นระหว่างสัปดาห์วันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ วันที่ 3 – 4 พ.ย. นี้

คลิปที่ 2

โดยภายในงานเริ่มกิจกรรมตั้งแต่ช่วงเวลา 14.00 น. เศษ ซึ่งมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติบุคคลซึ่งเป็นผู้นำทางความคิด และบูธอาหาร เสื้อผ้า ขณะลานกิจกรรมด้านหน้าทางเข้ามีการจัดเวทีขนาดเล็ก ที่ให้ผู้เข้าร่วมฟังดนตรีและวงเสวนาขนาดเล็กภายใต้ชื่อ “Music Movement” : บทเพลงที่ขับเคลื่อนสังคม นั่งบริเวณสนามหญ้า ซึ่งตั้งแต่ช่วงเย็นเวลาแดดร่มลมตก จะมีวงดนตรีผลัดเปลี่ยนสร้างความบันเทิง อาทิ แรปเปอร์ KQ , วงดนตรีวัยรุ่น Polycat ซึ่งกลุ่มคนวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา คนวัยทำงาน ให้ความสนใจทยอยเดินทางมาร่วมชมกิจกรรม

และได้เขียนข้อความส่งต่ออนาคตประเทศไทยภายใต้หัวข้อ “ฝากไว้ในมือเธอ – แทนความในใจส่งไปด้วยตัวหนังสือ” ผ่านแผ่นโพสต์อิท ที่ติดไว้บริเวณหน้างานด้วย ซึ่งมีการแสดงความคิดเห็นด้วยข้อควมสั้นที่หลากหลาย ซึ่งในวันนี้ “นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จะมาร่วมพูดคุยในวงเสวนา Future Talk ช่วงเวลา 19.00 น. โดยจะพูดคุยถึงการแปลงวัฒนธรรมให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ สู้กับโลกยุค AI ด้วย

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

ต่อมาเวลา 19.00 น. นายธนาธร หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้มาร่วมพูดคุยในวงเสวนา Future Talk ถึงการแปลงวัฒนธรรมให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ สู้กับโลกยุค AI ว่า เมื่อความคิดของผู้คนขณะนี้ล้ำสมัยไปกว่ายุคสมัยที่เราอยู่ในปัจจุบัน จึงไม่น่าแปลกใจต่อการต่อต้านแรปที่ผ่านมา ที่ได้พูดความจริงอย่างมีพลังออกมา และจึงไม่แปลกใจทำไมรัฐบาลเองก็ออกมาแรป ไทยแลนด์ 4.0 แต่แรปนั้นก็ไม่ได้พูดถึงความเป็นจริง กลายเป็นเพลงที่ไม่มีพลัง

เพราะเดิมวัฒนธรรมแรป คือ การสะท้อนความเป็นจริงในมุมของคนยากจน ถ้าจะทำเราก็ต้องการวัฒนธรรมที่ปลดแอก ไม่ได้ต้องการวัฒนธรรมอย่างเดียวกัน แต่ต้องการวัฒนธรรมที่ยอมรับความหลากหลาย ทั้งเพศ การเมือง มิเช่นนั้นเราต่อกรโลกไม่ได้หากเป็นวัฒนธรรมเดี่ยว คิดเหมือนกันหมด กินเหมือนกันหมด ความคิดพลังสร้างสรรค์ก็เกิดไม่ได้ เราต้องต่อสู้วัฒนธรรมอย่างถึงแก่นวัฒนธรรมการเป็นพลเมือง ไม่ควรมีใครถูกฆ่าตายเพราะแสดงออกทางความคิดเห็น ไม่ใช่การเชิดชูอภิสิทธิ์ชนเพียงไม่กี่คน ผมไม่ต้องขอให้พวกคุณเลือกพรรคอนาคตใหม่ แต่ให้ในทุกที่ที่คุณสังกัด ขอให้ช่วยกันผลักเพดานวัฒนธรรมปลดแอกขึ้นทีละนิด จึงจะรับมือศตวรรษที่ 21 ได้

นายธนาธร ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดงานในวันนี้ว่า กลุ่มเป้าหมายของพรรค คือ คนรุ่นใหม่ โดยการจัดงานจะเน้นความหลากหลายในการแสดงดนตรี การขายสินค้า และการรณรงค์ในเรื่องประเด็นต่างๆ ที่คิดว่านี่คือสิทธิเสรีภาพของประชาชน ถ้าบ้านเมืองอยู่ในระบอบประชาธิปไตย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็ควรจะเกิดขึ้นได้ เพราะถือเป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของประชาชน ขณะที่อนาคตใหม่ของเราไม่อยากเห็นการเมืองเป็นเรื่องของผู้มีอำนาจเพียงอย่างเดียว เราอยากเห็นการเมืองเป็นเรื่องของคนธรรมดาทุกคน ไม่อยากเห็นการเมืองเป็นเรื่องของการเสียดสี การกระแหนะกระแหน การสาดโคลน หรือแม้กระทั่งการดิสเครดิตกัน

แต่เราอยากเห็นการเมืองเป็นเรื่องของการพูดที่สร้างสรรค์ เป็นการประชันกันในเรื่องของนโยบาย เราอยากเห็นการเมืองที่สนุกสนาน ซึ่งคิดว่าเป็นไปได้ และงานวันนี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า เป็นไปได้ การเมืองไม่ต้องเป็นเรื่องที่ทำลายกันอย่างเดียว แล้วใช้การเมืองเป็นเครื่องมือในการสร้างสังคมที่ดีกว่านี้ผ่านทางการนำพลังสร้างสรรค์ของทุกคนมาใช้ ซึ่งนั่นคือการเมืองในแบบของเรา

เมื่อถามถึงกรณีศิลปินแรป Liberate P และ RAD ที่ถูกจับตามอง นายธนาธร กล่าวว่า มันคือการพูดความจริงในช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมา มีคนมากมายในสังคมที่ถูกเซ็นเซอร์ ถูกคุกคาม ทางอาจารย์มหาวิทยาลัยและนักศึกษาระดับปริญญาตรี ก็พยายามจัดกิจกรรมวิชาการ แต่กลับถูกห้ามจัดงาน ประชาชนหลายกลุ่ม รวมทั้งภาคประชาสังคมที่อยากจัดงานรวมตัวกันเพื่อพูดคุยในหลายประเด็นก็ถูกสั่งห้าม ประชาชนหลายกลุ่มจึงลุกขึ้นมาพูดปัญหาให้รัฐบาลฟัง เพื่อสะท้อนปัญหา แต่ก็ถูกสั่งห้าม ประชาชนหลายส่วนถูกคุกคาม รวมทั้งสิทธิเสรีภาพของสื่อหลายสำนักถูกย่ำยี

“สิ่งที่เราพูดวันนี้คือการสะท้อนภาพความเป็นจริงของสังคม ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม ก็ต่างปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือความจริงของการปกครองภายใต้รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในรอบ 4 – 5 ปีที่ผ่านมา”

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการใช้ศิลปะและวัฒนธรรมมาสื่อสารในประเด็นต่างๆ ของสังคม โดยมีการพูดถึงเรื่องอิสรภาพและเสรีภาพ แต่ก็ระยะหลังมีการนำกฎหมายมาใช้ นายธนาธร กล่าวว่า เป็นที่น่าเสียดายว่าเราใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเหยียบย่ำเสรีภาพของประชาชน กฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่นำมาใช้กับตนนั้น ตนก็ไม่ใช่คนแรกในสังคม เพราะก่อนหน้านั้นมีคนอีกหลายคนที่ถูกกฎหมายนี้มาใช้เพื่อปิดปาก และปิดช่องทางในการแสดงความคิดเห็น

“นี่คือเครื่องมือของรัฐบาลที่มาจากเผด็จการ เพราะว่าเขาเหล่านี้ไม่มีความชอบธรรมในการยึดถืออำนาจ ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ป้องกันไม่ให้เกิดการลุกฮือของประชาชน ลุกขึ้นมาโค่นอำนาจเขาเหล่านั้นจึงต้องใช้อำนาจบิดๆ แบบนี้ กฎหมาย คุกตะราง ปืน ข่มขู่ด้วยอำนาจ”

โดยประชาชนไม่ว่าจะเคยใส่เสื้อสีอะไร ตนขอชักชวนทุกคน วันนี้ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทุกกลุ่มจะต้องกลับมารวมตัวกันและบอกให้ชัดว่า ศัตรูของประชาชนคือกลุ่มทหารที่ทำรัฐประหาร ทำให้หยุดยั้งการพัฒนาของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานหลายครั้ง วันนี้คือเวลาที่เหมาะสมในการเปลี่ยนยุคสมัย มาร่วมกันทำให้รัฐประหารครั้งที่ผ่านมาเป็นครั้งสุดท้าย เราต้องช่วยกันสร้างสรรค์สังคมที่ไม่มีรัฐประหาร ช่วยกันสร้างประชาธิปไตยให้ยั่งยืนเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นลูกรุ่นหลาน

เมื่อถามว่า กลุ่มคนที่มาร่วมกิจกรรมส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ในเมืองสะท้อนให้เห็นโอกาสของพรรคที่จะได้เข้ามาทำงานการเมืองหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า แน่นอน เพราะเป็นความตั้งใจของเรา เรามีกลุ่มเยาวชนที่ชัดเจน ซึ่งเราต้องการทำงานกับคนรุ่นใหม่เพื่อปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งประชาธิปไตยที่มีความคิดก้าวหน้าไว้ในกลุ่มคนเหล่านี้ เพราะคนเรานี้คิดเองเป็น และเมื่อเราให้ความคิดที่ถูกต้อง เขาก็สามารถไปต่อยอดได้เอง กลุ่มคนเหล่านี้ถือว่ามีศักยภาพและมีความคิดที่สร้างสรรค์ รวมทั้งมีพลังอย่างมโหฬาร

เราอยากให้คนเหล่านี้นำความคิดและความเชื่อเรื่องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ไปขยายผลต่อในแวดวงของพวกเขา อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 5 พ.ย. ตนพร้อมด้วยทีมงานพรรคอนาคตใหม่ จะลงพื้นที่เยาวราช รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นพื้นที่บรรพบุรุษของตน และนายปิยะบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

"ธนาธร" จี้ "ปลดแอก" รับมือวัฒนธรรมศตวรรษ 21

 

“บิ๊กตู่” ส่งสาระ !! แรป “THAILAND 4.0”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/350885

“บิ๊กตู่” ส่งสาระ !! แรป “THAILAND 4.0”

การเมือง,ประยุทธ์,นายกฯ,แรป,NIA,Thailand 40,ประเทศกูมี,พลังประชารัฐ

“รัฐบาล” ปฏิเสธโหนกระแส “ประเทศกูมี” ปล่อยเพลงแรป “ไทยแลนด์ 4.0” ลงยูทูบแล้ว

 

เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 61  นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว่าที่รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า หลังเปิดเพลงแรป “ไทยแลนด์ 4.0” เป็นครั้งแรก ในงานนักธุรกิจรุ่นใหม่พบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในงาน “สตาร์ทอัพร่วมกำหนดอนาคตประเทศไทย” ที่ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา

โดย นายกฯ ชมว่าส่วนใหญ่ดีแล้ว มีสาระดี เข้าท่า เข้าทาง แต่แนะให้แก้ไขอีกนิดหน่อย อย่างทำนองแรป ซึ่งขณะนี้ได้ปรับปรุงตามคำแนะนำ นายกฯ และเมื่อวันที่ 3 พ.ย. ได้ส่งให้ นายกฯ ดูและฟังเรียบร้อยแล้ว และล่าสุดได้โพสต์มิวสิควิดีโอเพลงแรป “ไทยแลนด์ 4.0” ฉบับสมบูรณ์นี้ เผยแพร่ลงในยูทูบแล้ว เมื่อเวลา 00.00 น. วันที่ 3 พ.ย.

นายสุวิทย์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ยืนยันว่าทำแรป “ไทยแลนด์ 4.0” ไม่ได้ต้องการให้มาชนแรป “ประเทศกูมี” เพราะเป็นความตั้งใจมานานแล้วที่จะทำ หลังได้ดูรายการโทรทัศน์ “The Rapper เดอะแรปเปอร์” เลยมีแนวคิดนำใช้เพื่อให้คนไทยได้เข้าใจไทยแลนด์ 4.0 ได้ง่ายขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่ นายกฯ พยายามผลักดันมาโดยตลอด เนื่องจากเห็นว่านวัตกรรมสามารถทำให้ประเทศไทยสู้ได้ ทำให้ทุกคนกล้าคิด กล้าลอง กล้าทำ เมื่อนั้นเราจะไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 จึงทำเพลงแรปนี้ออกมาเพื่อสร้างแรงบรรดาใจว่าทุกคนมีสิทธิ์ไปสู่จุดตรงนั้นได้ และวันที่ 5 พ.ย. จะมีการเปิดเพลงแรป “ไทยแลนด์ 4.0” ฉบับสมบูรณ์นี้ ในงาน นายกฯ พบนักวิจัยด้าน Bio-Circular-Green (BCG) Economy เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักวิจัย ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลด้วย

 "บิ๊กตู่" ส่งสาระ !! แรป "Thailand 4.0"

               นายสุวิทย์ กล่าวว่า สำหรับงานในวันนั้นนอกเหนือจากอาจารย์ นักวิจัยกว่า 500 คน เข้าพบ นายกฯ แล้ว ยังจะมีการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จากในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ได้ร่วมกับ 4 มหาวิทยาลัยดังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) มหาวิทยามหาสารคาม และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี รวมถึงภาคเอกชนทำโครงการ “อีสาน 4.0” พลิกโฉมด้วยนวัตกรรมและวิทยาศาสตร์ ที่ถือเป็นอีกหนึ่งของการปฏิรูปเชิงโครงสร้างภาคอีสานใน 20 ปีข้างหน้า สอดรับยุทธศาสตร์ 20 ปี

โดยภายในงานจะนำงานวิจัยที่ประสบความสำเร็จมาแสดง อาทิ การพัฒนาเนื้อวัววากิว ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อีกหนึ่งในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ งานวิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ไก่พื้นเมือง ที่ผู้เป็นโรคเก๊าท์สามารถรับประทานได้ด้วย ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น การวิจัยพัฒนานำจิ้งหรีดมาเป็นแหล่งโปรตีน ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นต้น

(ขอบคุณเว็บไซต์ ยูทูบดอทคอม : NIA Channel – แร็พ Thailand 4.0 #คนไทยสู้ได้)

THAILAND 4.0 “เพราะนวัตกรรม ทำให้ไทยสู้ได้”
คนไทยยุค 4.0  รวมพลังร่วมกำหนดอนาคตประเทศไทย มั่นใจฝีมือและสมองคนไทย
สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในทุกสาขาอาชีพมั่นใจไทยสู้ได้ #คนไทยสู้ได้

===========

เพลง: แร็พ Thailand 4.0

สวัสดีเมืองไทยตอนเช้า
อย่ามัวแต่นั่งหาว เราลุกชึ้นลุกขึ้น

อย่ามัวนั่ง ถอนอกถอนใจ
ทำใหม่จัดไป ให้Wowขึ้นWowขึ้น

โลกเปลี่ยน เราก็ปรับ ให้มันทัน
คิดใหม่ทุกๆวัน สร้างขึ้นสร้างขึ้น

อยากเท่ อยากสวย อยากรวย
ไม่มีหมูในอวย ต้องทำขึ้นทำขึ้น

ตัวเรา ลูกเรา หลานเรา
ไม่น้อยหน้าใครเขาถ้าโลกเรากว้างขึ้น

ลูกมะพร้าว ที่เคยครอบครองไว้
ลองยกมันออกไป สว่างขึ้นสว่างขึ้น

คนไทยเก่งๆ มากมาย
ขอแค่รวมเป้าหมาย แกร่งขึ้นแกร่งขึ้น

แค่เปลี่ยน ออกมานอกกะลา
ใครที่บอกว่าเราบ้าน่ะ โง่ขึ้นโง่ขึ้น

***
คนไทยเรามาชุมนุม
มารวมความคิด ให้ใหม่ ให้ล้ำ
คิดมันให้ไกลออกไป
เราไปได้ไกล ถ้าเราร่วมมือ

แค่เรารวมแรง ร่วมใจ
ก็ไปได้ไกล ได้ดีกว่านี้
โลกเรายังคงหมุนไป
นวัตกรรมใหม่ ทำให้ไทยสู้ได้

ทำวันนี้ พรุ่งนี้ให้มันดี
แค่เข้าใจและAgree ก็ขึ้นดีขึ้น

เก่งเก่า เก่งเก๋า ก็ทำได้
แค่เข้าใจโลกใหม่ เก่งขึ้นเจ๋งขึ้น

Gen.M Gen.Z Gen.ใหน
เห็นด้วยตอบใช่ จะง่ายขึ้นง่ายขึ้น

สมองไทย ไปไกลทั่วโลก
ไม่ได้เป็นเรื่องJoke คนไทยเก่งขึ้น

สมองมี กับความคิดดีๆ
แค่บวกเทคโนโลยี ไปได้ไกลขึ้น

นวัตกรรม ใครว่ายากจัง
รู้-คิด-สร้างทำ ทำขึ้นทำขึ้น

จะทำนา ปลูกผัก ทำไร่
ใส่ไอเดียเข้าไป ราคาก็ดีขึ้น

นักประดิษฐ์ คิดแอป ทำจรวด
ส่งความคิดมาประกวดให้เฉียบขึ้นเฉียบขึ้น

รับจ้าง นักเรียน นักศึกษา
คิดนอกตำรา ก็เตรียมตัวรวยขึ้น

พนักงาน ออฟฟิส ผู้ผลิต
ขอเพียงอย่าหยุดคิด ชีวิตยิ่งดีขึ้น

รื้อราก ขุดตอ ถอนโคน
ทุบกะลาให้มันโดน ไทยกระโจนไกลขึ้น

***
คนไทยเรามาชุมนุม
มารวมความคิด ให้ใหม่ ให้ล้ำ
คิดมันให้ไกลออกไป
เราไปได้ไกล ถ้าเราร่วมมือ
แค่เรารวมแรง ร่วมใจ
ก็ไปได้ไกล ได้ดีกว่านี้
โลกเรายังคงหมุนไป
นวัตกรรมใหม่ ทำให้ไทยสู้ได้

“ปลดล็อก” อำนาจเต็ม คสช. “เพื่อไทย” ไม่ร่วมถก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/350862

“ปลดล็อก” อำนาจเต็ม คสช. “เพื่อไทย” ไม่ร่วมถก

การเมือง,ปลดล็อก,เพื่อไทย,ไทยรักษาชาติ,ถก,คสช,กกต,พรรคสาขา

“ภูมิธรรม” ยัน “เพื่อไทย” ไม่ร่วมถก คสช. จี้ ปลดล็อก ปัด “ไทยรักษาชาติ” พรรคสาขา ชี้ สังกัดพรรคไหนเป็นสิทธิ์

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ รร.เดอะคัลเลอร์ ลีฟวิ่ง จ.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ได้เปิดรับสมัครสมาชิกใหม่และเชิญประชุมสมาชิก เพื่อจัดตั้งสาขาพรรคลำดับที่ 3 ในพื้นที่ภาคกลาง โดยมี พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค และอดีต ส.ส.สมุทรปราการ อาทิ นายวรชัย เหมะ นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย นางอนุสรา ยังตรง นางสลิลทิพย์ สุขวัฒน์ พร้อมด้วยสมาชิกกว่า 200 คน เข้าร่วมประชุมอย่างคึกคัก

นายภูมิธรรม กล่าวว่า พรรคจะดำเนินการจัดตั้งสาขาพรรคให้ครบทั้ง 4 สาขา ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ขณะนี้เหลือเพียงพื้นที่ภาคใต้ ที่จะไปตั้งสาขาในสัปดาห์หน้า จากนั้นจะตั้งตัวแทนประจำจังหวัดให้ครบทั้ง 77 จังหวัด เพื่อให้สามารถส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งได้ครบ 350 เขต

ทั้งนี้ ยอมรับว่าการดำเนินการตามกฎหมายในเรื่องของการตั้งสาขาพรรคและตัวแทนประจำจังหวัด อาจมีปัญหาอยู่บ้าง เนื่องจากยังติดเงื่อนไขคำสั่ง คสช. รวมถึง กกต. ยังไม่แบ่งเขตเลือกตั้งให้ชัดเจน ทำให้ทุกพรรคมีปัญหา แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคขนาดใหญ่น่าจะมีปัญหาน้อยกว่าพรรคเล็กและพรรคใหม่ ส่วนการลงพื้นที่หาสมาชิกพรรคนั้น ก็พยายามดำเนินการตามกรอบของกฎหมาย ไม่ทำเกินเลย ดังนั้น จึงมั่นใจว่าไม่ได้เข้าข่ายการหาเสียง

นายภูมิธรรม กล่าวถึงกรณีที่จะเข้าร่วมหารือกับ คสช. เพื่อปลดล็อกพรรคการเมือง ว่า หน้าที่การหารือกับพรรคการเมืองเป็นของ กกต. อีกทั้งเห็นว่าไม่จำเป็นแล้วที่จะต้องมีการหารือกันอีก เพราะ คสช. มีอำนาจเต็มที่จะสามารถยกเลิกคำสั่ง คสช. ได้เลย ดังนั้น หากปลดล็อกให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้อย่างเสรี การดำเนินการตามกฎหมายต่างๆ ก็จะง่ายขึ้น พร้อมเรียกร้องอย่าใช้กฎระเบียบที่ คสช. สร้างขึ้นมา ทำให้พรรคการเมืองเดินหน้าต่อไปไม่ได้

ส่วนกรณีที่พรรคไทยรักษาชาติ เตรียมประชุมเพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรคในวันที่ 7 พ.ย. นี้ โดยจะมีแกนนำของพรรคเพื่อไทยเข้าไปร่วมเป็นกรรมการบริหารพรรคด้วยนั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า พรรคไทยรักษาชาติไม่ใช่สาขาพรรคของพรรคเพื่อไทย และการเกิดขึ้นของพรรคการเมืองใหม่ ก็เป็นผลพวงมาจากกติกาและรัฐธรรมนูญใหม่ที่กำหนดเอาไว้ ทำให้นักการเมืองที่ต้องการทำหน้าที่รับใช้ประชาชน ต้องหาหนทางเพื่อที่จะทำให้ตัวเองได้ทำหน้าที่ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ถือเป็นสิทธิ์ที่แต่ละคนจะสังกัดพรรคการเมืองใดก็ได้ โดยหากคนนามสกุลเดียวกันจะแยกไปสังกัดพรรคเพื่อไทยและพรรคไทยรักษาชาติ ก็ถือเป็นสิทธิ์ สามารถทำได้เช่นกัน และถือเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ที่คนในครอบครัวเดียวกันไม่จำเป็นจะต้องมีความเห็นทางการเมืองเหมือนกัน

ปูด “ฟิล์ม” ถูก พรรคใหญ่ ซื้อตัว 30ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/350784

ปูด “ฟิล์ม” ถูก พรรคใหญ่ ซื้อตัว 30ล้าน

นพเปรมศักดิ์ เพียยุระ,ชัชวาลย์ คงอุดม,เลือกตั้ง

ปูด “ฟิล์ม” ถูก พรรคใหญ่ ซื้อตัว 30ล้าน แต่ “เจ้าตัว” ยันเดินหน้างานการเมือง กับพลังท้องถิ่นไท

          ม.กรุงเทพธนบุรี – 3 พฤศจิกายน 2561 –  “ชัชวาลย์” ลั่นส่ง ส.ส.ครบ 350 เขต หวังส.ส.เข้าสภา 20 ที่นั่ง  มั่นใจนโยบายกระจายอำนาจ พัฒนาท้องถิ่น มัดใจปชช. ปัดตอบหนุน “ประยุทธ์” เป็นนายกฯ บอกไม่เลือกฝ่าย หากนโยบายตรงกันพร้อมพิจารณา “เกรียงไกร”​เผย มีพรรคใหญ่ ขอซื้อตัว “ฟิล์ม” 30 ล้านบาท แต่เจ้าตัวปักหลักแน่น ร่วมงาน พลังท้องถิ่นไท ด้าน “เปรมศักดิ์” ไม่ห่วงถูกดิสเครติดตอนลงเลือกตั้ง เหตุถูก ม.44 ปลด มั่นใจ ได้เป็น ส.ส. แน่ เหตุไร้คู่แข่ง

พรรคพลังท้องถิ่นไท จัดงานเปิดตัวคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ที่มี นายชัชวาลล์​  คงอุดม เป็นหัวหน้าพรรค, นายเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง เป็นรองหัวหน้าพรรค, นายธีรศักดิ์ พาริชวิทย์ เป็นเลขาธิการพรรค พร้อมด้วยผู้สมัคร ส.ส. ของพรรค ที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว ประมาณ 220 คน โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนที่สนใจสมัครเป็นสมาชิกพรรค ยื่นใบสมัครกันจำนวนมาก

ปูด "ฟิล์ม" ถูก พรรคใหญ่ ซื้อตัว 30ล้าน

ทั้งนี้ นายชัชวาลย์ ให้สัมภาษณ์  โดยเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน จึงเป็นเหตุผลที่ตนและคณะกรรมการบริหารพรรคเลือกที่จะประกาศตัวและลงสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง ทั้งนี้พรรคเห็นว่าทุกคะแนนมีความหมาย จึงตั้งเป้าส่งผู้สมัครเขตให้ครบ 350 เขต และจากการคัดเลือกผู้สมัครและแรงสนับสนุนของผู้สมัคร ส.ส. รวมถึงนโยบายที่เน้นการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น เพื่อพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญ เชื่อว่าจะได้ ส.ส.​เข้าสภาผู้แทนราษฎร ประมาณ 20 ที่นั่ง ส่วนสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ตนยังไม่สามารถบอกได้ แต่ตนเชื่อว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ประเทศต้องเดินหน้าให้ได้

ขณะที่จุดยืนทางการเมืองและการเข้าร่วมงานการเมืองกับพรรคการเมืองนั้น นายชัชวาลย์ กล่าวว่า พรรคพลังท้องถิ่นไท จะเสนอบัญชีรายชื่อบุคคลที่พรรคจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ทั้ง 3 รายชื่อ โดยมีตนเป็น 1 ในบัญชีนายกฯ ส่วนอีก 2 รายชื่อต้องรอให้เปิดตัวบุคคลในพรรคให้ครบถ้วนก่อน ขณะที่ภายหลังการเลือกตั้งจะสนับสนุนคนของพรรคใดเป็นนายกฯ หรือไม่นั้น ตนยังหวังว่าพรรคจะได้รับเลือกตั้งและได้สิทธิ์โหวตนายกฯ ส่วนการร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ที่ประกาศจุดยืนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์​เป็นนายกฯ นั้น ตนไม่สามารถตอบได้ แต่พรรคมีจุดยืนไม่เลือกข้าง หากในอนาคตพบว่ามีนโยบายที่ตรงกันและสามารถทำให้ประเทศเดินหน้าได้ จะรับไว้พิจารณา

ปูด "ฟิล์ม" ถูก พรรคใหญ่ ซื้อตัว 30ล้าน

นายชัชวาลย์ ยังกล่าวถึงการเลือกผู้สมัค ส.ส. ที่ล่าสุดพบว่า​มีชื่อของ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ อดีต ส.ส.ขอนแก่น พรรคไทยรักไทย ว่า ตนและนพ.เปรมศักดิ์ รู้จักกันมานาน ขณะที่คดีความรวมถึงประเด็นที่ นพ.เปรมศักดิ์ เคยถูกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา 44 ปลดออกจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ จ.ขอนแก่นนั้น เชื่อว่าจะไม่กระทบกับภาพลักษณ์ของพรรค

ขณะที่นายเกรียงไกร เปิดเผยว่า การคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ล่าสุด ได้ผู้สมัครแล้ว จำนวน 220 คน โดยเป็นบุคคลที่เคยทำงานในท้องถิ่น ทั้ง นายกองค์การบริหารส่วนตำบล, นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด, เทศมนตรี และเทศบาล  เช่น นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ที่จะส่งสมัคร ส.ส.ขอนแก่น เขต10, นายวิทยา ภูมิเหล่าแจ้ง ลงส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 3, นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ส.ส.กทม. พื้นที่ดินแดง เป็นต้น และหลังจากนี้จะคัดเลือกให้ได้ครบ 350 คนเพื่อส่งสมัครรับเลือกตั้ง

นายเกรียงไกร กล่าวด้วยว่าหลังจากที่พรรคได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครไปก่อนหน้านั้น พบว่ามีพรรคการเมืองขนาดใหญ่บางพรรค ติดต่อขอซื้อตัวว่าที่ผู้สมัคร เช่น นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือ ฟิล์ม นักแสดง ในราคา 30 ล้านบาท แต่เมื่อได้สอบถามกับนายรัฐภูมิแล้ว ยังยืนยันจะทำงานร่วมกับพรรคพลังท้องถิ่นไท ต่อไป เพราะเชื่อมั่นในอุดมการณ์และนโยบายของพรรคที่จะผลักดันเรื่องกระจายอำนาจ เพื่อพัฒนาท้องถิ่นและประเทศ

 

ปูด "ฟิล์ม" ถูก พรรคใหญ่ ซื้อตัว 30ล้าน

ขณะที่ นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวถึงการตัดสินใจร่วมงานการเมืองกับพรรคพลังท้องถิ่นไทว่า  เป็นพรรคที่มีนโยบายเน้นเรื่องท้องถิ่น กระจายอำนาจ และจากที่ตนมีประสบการณ์ทำงานในท้องถิ่นพบข้อเท็จจริงคือ การพัฒนาประเทศได้ ต้องเริ่มจากท้องถิ่น อย่างไรก็ตามตนเชื่อมั่นว่าจากการทำงานในพื้นที่ฐานะคนในพื้นที่จะได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. อย่างแน่นอน ขณะที่คู่แข่งจากพรรคการเมืองอื่น ยังไม่พบการเปิดตัวที่ชัดเจน ส่วนคดีความที่ตนถูกฟ้องร้อง และ ถูกคำสั่งหัวหน้า คสช. ปลดจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ นั้นไม่ถือว่าเป็นปัญหา เพราะรายละเอียดของคดีไม่ใช่เรื่องทุจริต ดังนั้นการลงพื้นที่หรือหาเสียงในพื้นที่เชื่อว่าจะไม่มีใครนำไปดิสเครดิตได้


ฎีกายืนยกฟ้อง “มัลลิกา” ไม่หมิ่น ว.5 โฟร์ซีซั่นส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/350440

ฎีกายืนยกฟ้อง “มัลลิกา” ไม่หมิ่น ว.5 โฟร์ซีซั่นส์

ว5 โฟร์ซีซันส์,ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร,มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข,ยกฟ้อง

“มัลลิกา” มาศาลพร้อมฟังคำพิพากษาฎีกาถึงที่สุด ให้ยกฟ้อง “อัยการ-อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์” ร่วมฟ้องหมิ่นประมาทฯ แถลงข่าวตั้งคำถามภารกิจ ว.5 โฟร์ซีซันส์           

          1 พ.ย.61 – ที่ห้องพิจารณา 803 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เวลา 09.30 น. ศาลนัดอ่านคำพิพากษาฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.2493/2556 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ร่วมกัน ยื่นฟ้อง “นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 จากกรณี ว.5 โฟรซีซั่นส์ ตามฟ้องโจทก์ว่า

เมื่อระหว่างวันที่ 19-20 ก.พ.55 จำเลยได้แถลงข่าวหมิ่นประมาท น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นว่า มีพฤติการณ์และความประพฤติผิดจริยธรรม ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์เสียชื่อเสียง โจทก์จึงขอให้ยึดทำลายเอกสารที่มีข้อความดังกล่าว และโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 7 วัน โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 เม.ย.56 ให้ยกฟ้อง เนื่องจากคำเบิกความของโจทก์และโจทก์ร่วมแตกต่างกันในเรื่องของห้องที่ใช้ในการประชุมที่โรงแรมโฟรซีซั่นส์ และข้อความที่จำเลยแถลงข่าวนั้นก็ไม่ได้ชี้ชัดว่าเป็นการกล่าวหาโจทก์ร่วมในประเด็นเรื่องที่โจทก์ร่วมผิดจริยธรรมหรือไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างไรบ้าง การแถลงข่าวของจำเลยจึงเป็นการติชมด้วยความสุจริตเป็นธรรม ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

ขณะที่เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.59 ศาลอุทธรณ์พิพากษาเห็นว่า มีพยานเป็นเจ้าหน้าที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ เบิกความว่า ในวันที่ 8 ก.ย.55 เข้าเวรปฏิบัติหน้าที่ที่ห้อง Executive Club ตั้งแต่เวลา 14.30 น. – 23.00 น. ซึ่งมีลูกค้ามารับประทานอาหารและเครื่องดื่ม แต่พยานจำได้ว่าแต่ละคนเป็นลูกค้าที่มาใช้บริการประจำ ดังนั้นจึงแสดงว่าเรื่องที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โจทก์ร่วมเข้าร่วมประชุม น่าจะไม่ใช่เรื่องสำคัญถึงขนาดเป็นการลับที่จำเป็นต้องมาพูดคุยในสถานที่ดังกล่าว จนไม่สามารถเปิดเผยได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ร่วมไม่สามารถเปิดเผยเรื่องเกี่ยวกับการประชุมที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ได้ ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกันมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่โจทก์ร่วมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีหน้าที่โดยตรงต้องเข้าประชุม เนื่องจากเป็นการพิจารณากฎหมายซึ่งเป็นประโยชน์ของชาติ จึงย่อมเป็นเหตุให้จำเลยซึ่งมีหน้าที่ติดตามตรวจสอบการทำงานของโจทก์ร่วมและในฐานะประชาชนมีสิทธิ์ตั้งข้อสงสัยพฤติกรรมของโจทก์ร่วมได้

นอกจากนี้ การแสดงความเห็นของจำเลยเป็นลักษณะเชิงตั้งคำถามมากกว่ายืนยันข้อเท็จจริง อีกทั้งเมื่อโจทก์ร่วมเป็นนายกรัฐมนตรี ย่อมเป็นบุคคลที่ประชาชนสามารถตั้งข้อสงสัย ติดตามพฤติกรรมและแสดงความเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ได้ด้วยความเป็นธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3) การกระทำจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้นศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืนให้ยกฟ้อง ขณะที่โจทก์ร่วม ได้ยื่นฎีกาอีก โดยวันนี้ “นางมัลลิกา” จำเลย ก็ได้เดินทางมาศาลพร้อมทนายความ โดยศาลอ่าน คำพิพากษาศาลฎีกา สรุปย่อให้จำเลยได้ฟังว่า ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วเห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงพิพากษายืน ให้ยกฟ้อง

ได้ไปต่อ !! เมีย “ดอน” ถือหุ้นไม่ถึง 5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/350383

ได้ไปต่อ !! เมีย “ดอน” ถือหุ้นไม่ถึง 5%

การเมือง,หุ้น,ดอน,ศาลรัฐธรรมนูญ,วินิจฉัย,เมียถือหุ้น,ไม่ถึง 5,ความเป็นรัฐมนตรี,ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตั

“ศาลรัฐธรรมนูญ” วินิจฉัยด้วยเสียงข้างมาก ความเป็นรัฐมนตรีของ “ดอน” ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัว

               ที่ ศาลรัฐธรรมนูญ. 31 ต.ค. 61 เวลา 14.00 น.  ประธานศาลรัฐธรรมนูญ (ปศร.) พร้อมตุลาการรัฐธรรมนูญ ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย คําร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ (ศร.) วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 187 หรือไม่

ผลการพิจารณา องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนได้ทําความเห็นส่วนตนเป็น หนังสือ พร้อมทั้งแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุม และที่ประชุมได้ปรึกษาหารือร่วมกันแล้วลงมติในประเด็น ดังต่อไปนี้ 1. รัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ประกอบมาตรา 187 นํามาใช้บังคับแก่ผู้ถูกร้องได้หรือไม่ เพียงใด ศาลโดยมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 264 วรรคสอง บัญญัติยกเว้นมิให้นํามาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) มาใช้บังคับแก่ผู้ถูกร้องเฉพาะ ในส่วนที่เกี่ยวกับการดําเนินการตามมาตรา 184 (1) เท่านั้น มิได้ยกเว้นการพ้นจากตําแหน่งตามมาตรา 187 ดังนั้น จึงต้องนํามาตรา 187 มาใช้บังคับแก่ผู้ถูกร้องและรวมถึงคู่สมรสของผู้ถูกร้องด้วย

สําหรับกรณีของนายดอนนั้น เห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีแนวคําวินิจฉัยวางหลักการไว้ว่า การให้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ยังคงเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญนี้ต่อไป จะต้องถือเอาวันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้เป็นวันเริ่มต้นเข้ารับตําแหน่ง ทั้งนี้ เป็นไปตามคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 20/25544 เมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้บังคับเมื่อวันที่ 6 เม.ย. 60 วันที่นายดอนได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ประกอบมาตรา 187 จึงเป็นวันที่ 6 เม.ย. 60 ดังนั้น นายดอนต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทหรือไม่คงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทต่อไปตามจํานวนที่ พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ. 2543 มาตรา 4 บัญญัติ

ประเด็นที่ 2. คู่สมรสของนายดอนได้โอนหุ้นให้บุคคลอื่นถูกต้องตามกฎหมาย หรือไม่ ศาลโดยมติเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้พิจารณาชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานแล้วฟังได้ว่า เดิมคู่สมรสของนายดอนถือหุ้นในบริษัท ปานะวงศ์ จํากัด จํานวน 7,200 หุ้น และในบริษัท ปานะวงศ์ รีแอลที จํากัด จํานวน 3,500 หุ้น ต่อมาวันที่ 10 เม.ย. 60 คู่สมรสของนายดอนได้มีหนังสือแจ้งความประสงค์โอนหุ้นของบริษัท ปานะวงศ์ จำกัด ให้กับ นายเพื่อน ปรมัตถ์วินัย บุตรชาย 4,800 หุ้น คงเหลือหุ้นอยู่ 2,400 หุ้น หรือร้อยละ 4 และโอนหุ้นบริษัท ปานะวงศ์ รีแอลที ให้กับ นายเพื่อน 2,700 หุ้น คงเหลือหุ้นอยู่ 800 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 4

โดยการโอนหุ้นทั้ง 2 บริษัท มีการทําหนังสือสัญญาโอนหุ้นของบริษัท ปานะวงศ์ จํากัด ลงวันที่ 27 เม.ย. 60 และของบริษัท ปานะวงศ์ รีแอลที จํากัด ลงวันที่ 30 เม.ย. 60 โดยบริษัททั้งสองจัดให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น พิจารณาอนุมัติการโอนหุ้นของทั้งสองบริษัทดังกล่าว การโอนหุ้นเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รับฟังได้ว่า คู่สมรสของนายดอนได้โอนหุ้นให้แก่บุคคลอื่นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ทําให้คงเหลือหุ้นในแต่ละบริษัทไม่เกินร้อยละ 5 ของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้ตามที่ พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี กําหนด ภายในระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ 6 เม.ย. 60 จึงเป็นกรณีที่คู่สมรสของนายดอนดําเนินการตามรัฐธรรมนูญถูกต้องแล้ว อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงมีคําวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายดอน จึงไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 187

“นิพิฏฐ์” ขอเสียงหนุน “อภิสิทธิ์” เป็นหัวหน้าพรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/350382

“นิพิฏฐ์” ขอเสียงหนุน “อภิสิทธิ์” เป็นหัวหน้าพรรค

การเมือง,เฟซบุ๊ก,หยั่งเสียง,แม่ทัพ,ประชาธิปัตย์,นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

“นิพิฏฐ์” โพสต์เฟซบุ๊ก เปิดใจสาเหตุหนุน “อภิสิทธิ์” เป็นหัวหน้าพรรคต่อ วอนสมาชิกลงคะแนนให้

               เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 61  นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และท่านผู้เคยเป็นสมาชิก ว่า สนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ด้วยเหตุผลว่านายอภิสิทธิ์ซึมซับและยืนหยัดกับอุดมการณ์ของพรรคอย่างมั่นคงที่สุด อีกทั้งตนเชื่อว่าประชาชนทั่วไปก็รักและศรัทธานายอภิสิทธิ์มากกว่าผู้สมัครท่านอื่น เห็นได้จากสีหน้าแววตาของประชาชนที่มาต้อนรับเมื่อพบปะปราศรัยโดยไม่เบื่อหน่าย และกลับไปอย่างมีความสุข ตนเชื่อว่า มีเฉพาะท่านชวน หลีกภัย และหัวหน้าอภิสิทธิ์เท่านั้นที่ประชาชนรอคอยต้อนรับเช่นนี้ เราผู้กำลังจะขอโอกาสเป็นตัวแทนประชาชนย่อมรับรู้ความรู้สึกอย่างนี้ของประชาชนได้ดี

ตนซึมซับความรู้สึกของประชาชน จึงลงคะแนนตรงตามความรู้สึกของประชาชน จริงอยู่ นายอภิสิทธิ์ก็เป็นเหมือนนักการเมืองทั่วไปที่ประชาชนอาจชอบบ้างและไม่ชอบบ้าง การบริหารประเทศในฐานะนายกรัฐมนตรีท่ามกลางวิกฤติความขัดแย้งของคนในชาติ และวิกฤติเศรษฐกิจโลก ทั้งมีเสียงสนับสนุนในสภาฯ เกินกึ่งหนึ่งมานิดเดียว ท่านนำพาประเทศผ่านวิกฤติมาได้ก็นับว่าดีแล้ว

“ผมขอขอบคุณ คุณกรณ์ จาติกวณิช และคุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ที่มีความพร้อมที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค แต่ทั้ง 2 ท่านไม่เข้าแข่งขัน คุณกรณ์ จาติกวณิช ก็ติดตามคุณอภิสิทธิ์ไปหาเสียงและประกาศหนุนคุณอภิสิทธิ์เต็มที่ ทุกท่านที่เข้าแข่งขันเป็นหัวหน้าพรรคต่างเป็นเพื่อนร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่มาด้วยกัน แต่เมื่อต้องตัดสินใจเลือกแม่ทัพ ผมตัดสินใจเลือกคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพร้อมจะเป็นตายในสนามการเมืองกับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้ว หากท่านเห็นด้วยกับผม ขอความกรุณาจากท่านโปรดช่วยกันอย่างเต็มกำลังให้ประชาชนมาลงคะแนนให้คุณอภิสิทธิ์ให้มากที่สุด ในฐานะผมเป็นสมาชิกพรรคคนหนึ่ง ผมจึงส่งข้อความมายังท่าน หากท่านไม่เห็นด้วยกับความเห็นของผม ต้องกราบขออภัยท่านมา ณ ที่นี้” นายนิพิฏฐ์ ระบุ