“ยูทูบ” ล่มทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/567884

  • วันที่ 17 ต.ค. 2561 เวลา 09:46 น.

"ยูทูบ" ล่มทั่วโลก

ผู้ใช้งานยูทูบหลายพื้นที่ทั่วโลกรายงานว่าไม่สามารถใช้งานเว็ปไซต์ได้

สื่อต่างประเทศรายงานว่า บรรดาผู้ใช้โซเชียลมีเดียทั่วโลกได้รับรายงานว่า เว็ปไซต์ยูทูบ (Youtube) และแอปพลิเคชั่นยูทูบไม่สามารถใช้งานได้ในหลายพื้นที่ทั่วโลก

รายงานระบุว่าในเบื้องต้นผู้ใช้งานแถบอเมริกาใต้ ยุโรป และสหรัฐ ต่างได้รับผลกระทบเป็นแห่งแรก ก่อนจะมีรายงานว่าบรรดาผู้ใช้งานในส่วนอื่นได้รับผลกระทบเช่นกัน

ขณะที่ทางกูเกิล ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของยูทูบแถลงว่า ได้รับรายงานปัญหาจากผู้ใช้งานแล้ว และขณะนี้กำลังดำเนินการแก้ไข

แต่ทั้งนี้ยังไม่มีรายงานข้อมูลรั่วไหล

อย่างไรก็ดีล่าสุดเวลา 09.40 น.ตามเวลาประเทศไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเว็บไซต์ยูทูบในประเทศไทยใช้งานได้แล้ว

“เซเลบฟาร์มเมอร์” ใช้คลิปเรียกลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/567843

  • วันที่ 16 ต.ค. 2561 เวลา 20:46 น.

"เซเลบฟาร์มเมอร์" ใช้คลิปเรียกลูกค้า

เมื่อเกษตรกรสาวชาวจีนผันตัวเองสู่ซุป’ตาร์บนโลกออนไลน์ด้วยการทำคลิปวิถีชีวิตคนชนบท พ่วงการขายผลิตผลผ่านอีคอมเมิร์ซ

“ในอดีตเกษตรกรต้องนำผลผลิตไปขายที่ตลาดประจำหมู่บ้าน ซึ่งห่างออกไปเป็นสิบๆ กิโลเมตรช่วงกลางคืน รอเวลาตลาดเปิดจนถึงเช้า พอถึงเวลาขายก็ต้องจำใจยอมรับราคาที่พ่อค้าแม่ค้าเสนอให้ หรือมีอีกทางคือขนผลผลิตกลับบ้าน แต่ตอนนี้เกษตรกรในหมู่บ้านของฉันขายผลผลิตง่ายขึ้น และได้ราคาดีกว่าผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของฉัน”

นี่คือคำพูดของ กานโยวฉิน เกษตรกรจากเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงของจีน ที่ผันตัวเองจากเกษตรกรธรรมดาสู่ซุป’ตาร์ในโลกออนไลน์ สู่เจ้าของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซศูนย์กลางการซื้อขายสินค้าเกษตรจากคนในชุมชน สร้างรายได้ให้เธอกว่า 10 ล้านหยวนเมื่อปีที่แล้ว

ก่อนจะมาเป็นคนดังในโลกออนไลน์ กาน กับสามีเคยจากบ้านเกิดไปขายแรงงานในเมืองใหญ่แต่พวกเขาตัดสินใจย้ายกลับบ้านเมื่อปี 2008 เนื่องจากไม่อยากทิ้งลูกชายวัย 4 ขวบในขณะนั้นไว้กับปู่ย่าตายายที่บ้าน ทั้งคู่เริ่มทำเกษตรกรรมควบคู่กับการเลี้ยงไก่ แต่เนื่องจากเขตหลิงซานยังขาดถนนหนทางที่สำคัญต่อการขนส่งผลผลิต เกษตรกรในพื้นที่จึงยังไม่มีรายได้มากนัก แม้ผลผลิตจะขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพก็ตาม

จนเมื่อ 1 ปีที่แล้ว เมื่อหลานชายของ กาน ที่ไปทำงานในอุตสาหกรรมบันเทิงที่กรุงปักกิ่งตัดสินใจกลับบ้านเกิด และผุดไอเดียทำคลิปสั้นๆ เกี่ยวกับชีวิตคนชนบทแบบเรียบง่าย เช่น ทำอาหาร ทำเกษตร โดยมี กาน เป็นผู้ดำเนินรายการ ปรากฏว่าภายใน 6 เดือนมีคนติดตามนับล้านคนจนกลายเป็นเซเลบชั่วข้ามคืน และเริ่มมีคนดูถามว่าจะซื้อผลไม้ที่นำมาโชว์ในรายการได้ที่ไหน ในที่สุด กาน จึงตัดสินใจขายของไปด้วยเลย

ปัจจุบัน กาน มีแฟนคลับกว่า 2 ล้านคนที่ติดตามคลิปผ่านเว็บไซต์ Toutiao และ Ixigua โดยมีคลิปความยาวราว 5 นาที ที่เธอโพสต์วันละ 2-3 ครั้ง ทั้งหมดกว่า 700 คลิป และมียอดคลิกรวมกันไม่น้อยกว่า 400 ล้านคลิก

กาน ไม่ได้รวยคนเดียว เธอยังอาศัยความดังของตัวเองสร้างงานสร้างรายได้ให้เกษตรกรในท้องถิ่นด้วย เมื่อได้รับออร์เดอร์ออนไลน์มาแล้ว กาน จะบอกปริมาณที่ลูกค้าต้องการกับเกษตรกร เกษตรกรก็จะส่งผลผลิตมาที่โรงงานของ กาน เพื่อจัดการแพ็กโดยคนงานในหมู่บ้าน 50-150 คน ก่อนจะส่งให้บริษัทขนส่ง

ความสำเร็จของ กาน เข้าตาทางการที่พยายามหาทางยกระดับเกษตรกรท้องถิ่นอยู่พอดี จนถึงขั้นส่งเจ้าหน้าที่มาศึกษาดูงานระบบอีคอมเมิร์ซของเธอ รวมทั้งประกาศยกย่องและโพสต์เรื่องราวของเธอลงในเว็บไซต์ของทางการเพื่อเป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรคนอื่นๆ ทั้งยังสนับสนุนเงินสร้างโรงงานเก็บรักษาผลผลิตและดูแลเรื่องเส้นทางขนส่งให้อีกด้วย

แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ ความสุขที่เธอได้รับ เซเลบวัย 37 ปี เผยว่า เธอมีความสุขมากที่เกษตรกรบ้านเดียวกันมีรายได้เพิ่มขึ้น จนแทบไม่ต้องดิ้นรนไปหางานทำต่างบ้านต่างเมือง ทำให้ได้มีเวลาเฝ้าดูลูกๆ ของพวกเขาเติบโต

ที่มา www.m2fnews.com

ช่างเครื่องมือลั่น! พลาดกดปุ่มปืนกล ยิงF-16เละคาสนามบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/567834

  • วันที่ 16 ต.ค. 2561 เวลา 18:21 น.

ช่างเครื่องมือลั่น! พลาดกดปุ่มปืนกล ยิงF-16เละคาสนามบิน

ช่างเครื่องที่ฐานทัพอากาศในเบลเยียมกดปุ่มพลาดระหว่างเช็กเครื่องบินรบ ทำปืนกลยิง F-16 ที่จอดอยู่ระเบิดยับ

เครื่องบินรบ F-16 Falcon ราคาเกือบ 20 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 615 ล้านบาท ของกองทัพอากาศเบลเยียม ถูกทำลายมอดไหม้จนกลายเป็นเศษเหล็กในชั่วพริบตา หลังจากถูกปืนกล M61A1 Vulcan ขนาด 6 ลำกล้องของเครื่องบินรบ F-16 อีกลำกราดยิงเข้าอย่างจังจนเครื่องเกิดระเบิด ไฟไหม้ท่วมจนพญาอินทรีแห่งท้องฟ้ากลายเป็นซากในเวลาไม่นาน

ฟังดูแล้วเหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นฉากการรบในสมรภูมิที่ไหนสักแห่ง แต่แท้จริงแล้ว นี่ไม่ใช่ฉากการรบดุเดือดในซีเรียหรือเยเมน แต่เกิดขึ้นในเมืองเล็กๆ ที่สงบเงียบของเบลเยียม ชื่อว่า เมืองฟลอแรนส์ ซึ่งมีฐานทัพอากาศตั้งอยู่

เรื่องระทึกครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา มีการตรวจเช็กเครื่องบินรบลำต่างๆ ที่จอดอยู่ในสนามบิน เพื่อเตรียมนำไปบินซ้อม โดยมีการเติมเชื้อเพลิงจนเต็มถัง ขณะนั้นช่างเครื่องคนหนึ่งกำลังตรวจเช็กเครื่องบินรบ F-16 ก็เกิดพลาดท่าไปกดเอาปุ่มยิงของปืนกล M61A1 Vulcan ขนาด 6 ลำกล้อง ที่มีอานุภาพร้ายกาจเข้า ทำให้ปืนสาดกระสุนในทันที และกระสุนพุ่งไปที่เครื่องบินรบ F-16 อีกลำ ปรากฏว่าเครื่องเกิดระเบิดในทันที แถมแรงระเบิดยังสร้างความเสียหายให้กับเครื่องบินรบ F-16 ใกล้ๆ กันอีก 2 ลำด้วย

ผลก็คือ F-16 ที่ถูกยิงมอดไหม้เป็นจุณ เสียหายอย่างยับเยิน ส่วนอีก 2 ลำได้รับความเสียหายระดับหนึ่ง และมีเจ้าหน้าที่ 2 คนได้รับบาดเจ็บ

มีรายงานว่า แรงระเบิดและเพลิงไหม้รุนแรงมาก จนฐานทัพต้องเรียกหน่วยดับเพลิงของพลเรือนมาช่วยดับไฟ สาเหตุที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรง เพราะเครื่องบินลำดังกล่าวเติมเชื้อเพลิงที่มีความไวไฟสูงจนเต็ม โดยมีปริมาณถึง 10,000 ลิตร

ทั้งนี้ ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า เหตุใดช่างเครื่องคนดังกล่าวจึงเข้าตรวจสอบเครื่องบินที่พร้อมที่จะใช้งานแล้ว ทั้งยังมีการโหลดอาวุธพร้อมที่จะโจมตีจริง นอกจากนี้ theaviationist.com ยังตั้งข้อสังเกตว่า ตามปกติแล้ว แม้เครื่องจะจอดอยู่กับพื้น แต่การใช้อาวุธจะถูกป้องกันโดยระบบนิรภัยป้องกันความผิดพลาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีปืนลั่นอย่างที่เกิดขึ้นในเบลเยียม ดังนั้น จึงน่าสงสัยว่าช่างเครื่องดังกล่าวกำลังตรวจอะไรอยู่กันแน่

ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ผู้บัญชาการฐานทัพอากาศฟลอแรนส์ได้สั่งให้มีการสอบสวนเรื่องที่เกิดเขึ้นว่ามีการกระทำผิดขั้นตอนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หัวหน้าสหภาพแรงงานด้านความมั่นคงกล่าวว่า ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย หรือตั้งใจที่จะให้เกิดขึ้น และคาดว่าน่าจะเป็นความผิดพลาดของตัวบุคคล หรือกลไกขัดข้องมากกว่า

ภาพจาก Tony Delvita / @ebcrew00

ที่มา www.m2fnews.com

ราคาน้ำมันพุ่ง! หลังการเมืองซาอุฯ-สหรัฐป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/567764

  • วันที่ 16 ต.ค. 2561 เวลา 07:50 น.

ราคาน้ำมันพุ่ง! หลังการเมืองซาอุฯ-สหรัฐป่วน

ซาอุฯ-สหรัฐพิพาทการเมืองปมนักข่าวหายตัวลึกลับ ดันราคาน้ำมันพุ่ง หวั่นซาอุฯ ลดผลิตหากโดนคว่ำบาตร

รอยเตอร์สรายงานว่า ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นวานนี้จากความกังวลว่าความขัดแย้งทางการเมืองล่าสุดระหว่างซาอุดิอาระเบียและสหรัฐ จะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันในตลาดโลก

รายงานระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับขึ้น 1.9% ไปอยู่ที่ 81.92 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ระหว่างการซื้อขายวานนี้ ซึ่งปรับขึ้นมากที่สุดในรอบวันนับตั้งแต่วันที่ 9 ต.ค. เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส ที่เพิ่มขึ้น 1.12% ไปอยู่ที่ 72.14 ดอลลาร์/บาร์เรล

ทั้งนี้ ตลาดน้ำมันได้รับผลกระทบจากการที่รัฐบาลซาอุดิอาระเบียบอกว่าจะดำเนินการตอบโต้กลับ ถ้าสหรัฐประกาศใช้มาตราคว่ำบาตรใดๆ ก็ตามต่อซาอุดิอาระเบีย หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าจะใช้บทลงโทษอย่างรุนแรงหากพบว่าซาอุดิอาระเบียอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นักข่าวซาอุดิอาระเบียของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์หายตัวไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

“สถานการณ์นี้สร้างความกังวลว่า ซาอุดิอาระเบียอาจใช้น้ำมันเป็นเครื่องมือตอบโต้ ในกรณีที่ถูกคว่ำบาตร” นายวาร์เรน แพตเทอร์สัน นักกลยุทธ์ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ของธนาคารไอเอ็นจี กล่าว ขณะที่สำนักข่าวอัล อาราบิย่า ของทางการซาอุดิอาระเบียรายงานว่า ซาอุดิอาระเบียพร้อมใช้มาตรการโต้กลับ 30 อย่าง รวมถึงการลดกำลังผลิตน้ำมัน ซึ่งจะส่งผลให้ราคาปรับตัวขึ้นอีก

สำหรับต้นตอความขัดแย้งรอบใหม่เกิดขึ้นหลัง นายจามาล คาช็อกกี นักข่าววอชิงตันโพสต์ ซึ่งมักวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลซาอุฯ หายตัวไป หลังเข้าไปในสถานกงสุลซาอุดิอาระเบียที่ตุรกี และมีรายงานว่ารัฐบาลซาอุดิอาระเบียออกคำสั่งให้สังหารนักข่าวคนดังกล่าว แต่ซาอุดิอาระเบียยืนกรานปฏิเสธ

ภาพ เอเอฟพี

“เซียร์ส” ยักษ์ห้างค้าปลีกสหรัฐล้มละลาย ปิดสาขา142แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/567762

  • วันที่ 16 ต.ค. 2561 เวลา 07:27 น.

"เซียร์ส" ยักษ์ห้างค้าปลีกสหรัฐล้มละลาย ปิดสาขา142แห่ง

เซียร์ส ยักษ์ค้าปลีกสหรัฐยื่นล้มละลาย เตรียมปิดสาขากว่า 142 แห่งสิ้นปีนี้

เซียร์ส โฮลดิ้งส์ ยักษ์ห้างค้าปลีกอายุกว่า 125 ปีของสหรัฐ ยื่นขอการคุ้มครองจากการล้มละลายตามมาตรา 11 ต่อศาลล้มละลายประจำเขตนิวยอร์กใต้ หลังบริษัทประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก เนื่องจากไม่สามารถทำกำไรได้เลยนับตั้งแต่ปี 2011

ภายใต้แผนยื่นล้มละลายดังกล่าว เอ็ดดี แลมเพิร์ต ผู้ถือหุ้นใหญ่สุดลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ขณะที่เซียร์สเตรียมปิดสาขากว่า 142 แห่งที่ไม่ทำกำไรภายในสิ้นปีนี้ และจะปรับการดำเนินงานของสาขาขนาดเล็กกว่า 700 แห่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อพยายามพยุงธุรกิจต่อไป

ทั้งนี้ เซียร์สตัดสินใจดำเนินการดังกล่าว หลังบริษัทไม่สามารถชำระหนี้ 134 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4,384 ล้านบาท) ที่ครบกำหนดชำระวานนี้ โดยเอกสารจากศาลล้มละลายระบุว่า เซียร์สมีสินทรัพย์ทั้งหมด 6,900 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.25 แสนล้านบาท) และมีหนี้สิน 1.13 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.69 แสนล้านบาท)

รอยเตอร์สรายงานว่า เซียร์สได้รับเงินช่วยเหลือ 300 ล้านดอลลาร์ (ราว 9,816 ล้านบาท) ระหว่างปรับโครงสร้างธุรกิจ และกำลังดำเนินการต่อรองขอเงินช่วยเหลือเพิ่มอีก 300 ล้านดอลลาร์

ภาพ เอเอฟพี

“สองเกาหลี”จับมือเชื่อมทางรถไฟ-ถนนระหว่างชายแดน2ประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/567729

  • วันที่ 15 ต.ค. 2561 เวลา 16:22 น.

"สองเกาหลี"จับมือเชื่อมทางรถไฟ-ถนนระหว่างชายแดน2ประเทศ

เกาหลีเหนือ และ เกาหลีใต้ เห็นพ้องเชื่อมเส้นทางรถไฟและถนนบริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศ คาดมีพิธีช่วงปลายพ.ย.นี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ได้เห็นพ้องเรื่องการจัดพิธีการเชื่อมโยงทางรถไฟและถนนบริเวณชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ โดยทั้ง 2 ฝ่ายจะจัดพิธีดังกล่าวในช่วงปลายเดือนพ.ย.หรือต้นเดือนธ.ค.นี้ เพื่อพัฒนาและเชื่อมโยงทางรถไฟและถนนหนทางให้มีความทันสมัย

รายงานข่าวระบุว่า ทั้ง 2 ฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงภายหลังการเจรจาของเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่อาคารสันติภาพในบริเวณหมู่บ้านปันมุนจอม

ทั้งนี้เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เห็นพ้องเรื่องการศึกษาพื้นที่ที่ตั้งของทางรถไฟตามเขตตะวันตกของคาบสมุทรเกาหลีในช่วงปลายเดือนต.ค.นี้ และจะลงพื้นที่ศึกษาเส้นทางตะวันออกในช่วงต้นเดือนพ.ย.

โดยกำหนดการในรายละเอียดของการลงศึกษาพื้นที่นั้น จะมีการกำหนดอีกครั้งภายหลังจากที่ได้มีการแลกเปลี่ยนจดหมายแสดงเจตจำนงค์แล้ว

ภาพ เอเอฟพี

“ดัชเชสเมแกน” ทรงพระครรภ์แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/567725

  • วันที่ 15 ต.ค. 2561 เวลา 15:33 น.

"ดัชเชสเมแกน" ทรงพระครรภ์แล้ว

ข่าวลือเป็นจริง! วังเคนซิงตันเผย ดัชเชสเมแกน พระชายาในเจ้าชายแฮร์รี่ทรงตั้งครรภ์แล้ว

สำนักพระราชวังเคนซิงตันได้เปิดเผยวันนี้ (15 ต.ค.) ว่า เมแกน ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ พระชายาในเจ้าชายแฮร์รี่ ดยุกแห่งซัสเซกส์ ทรงพระครรภ์แล้ว โดยทั้งสองพระองค์รู้สึกยินดีที่ได้แจ้งข่าวนี้ต่อสาธารณชนให้รับทราบ

โดยดัชเชสเมแกนนั้น จะเตรียมมีพระประสูติกาลในช่วงฤดูใบไม้ผลิต้นปีหน้า

สำหรับกระแสข่าวการตั้งครรภ์ของดัชเชสเมแกนมีขึ้นในระหว่างที่ทรงเข้าร่วมพิธีเสกรสของเจ้าหญิงยูจีนี ซึ่งเธอได้ปรากฎตัวในชุดคลุมท้องสีน้ำเงิน จนส่งผลให้มีกระแสข่าวลือว่าเธออาจกำลังตั้งครรภ์

ทั้งนี้ การประกาศข่าวการตั้งครรภ์อย่างเป็นทางการนี้ มีขึ้นขณะที่ทั้งสองพระองค์มักำหนดการเสด็จเยือน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฟิจิ และ ตองกา ตลอดเดือนตุลาคมนี้

“อันวาร์”คืนสภา ปูทางสู่เก้าอี้”นายกมาเลย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/567662

  • วันที่ 15 ต.ค. 2561 เวลา 08:30 น.

"อันวาร์"คืนสภา ปูทางสู่เก้าอี้"นายกมาเลย์"

“อันวาร์” ชนะเลือกตั้งซ่อมถล่มทลาย ปูทางสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

อันวาร์ อิบราฮิม ชนะการเลือกตั้งซ่อมเขตพอร์ต ดิกสัน ตามความคาดหมายด้วยคะแนนเสียงมากกว่า 71% เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้ที่นั่งในรัฐสภามาเลเซีย ปูทางสู่การเป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากมหาเธร์ โมฮัมหมัด ซึ่งประกาศว่าจะอยู่ในตำแหน่ง 2 ปี และจะส่งมอบตำแหน่งให้อันวาร์

คณะกรรมการการเลือกตั้งมาเลเซีย เปิดเผยว่า แม้ยอดผู้ออกมาใช้สิทธิอยู่ที่เพียง 58.3% จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 7.57 หมื่นคน แต่อันวาร์ได้คะแนนไปกว่า 3.1 หมื่นเสียง ซึ่งมากกว่าผู้ได้คะแนนรองลงมาถึง 4 เท่า และเหนือกว่าผู้สมัครอีก 5 คน ซึ่งรวมถึง โมฮัมหมัด ไซฟูล บูคารี อัซลัน อดีตผู้ช่วยของอันวาร์ และ ผู้กล่าวหาอันวาร์ในคดีมีเพศสัมพันธ์กับตนเอง ที่ได้อันดับสุดท้าย

“ผมขอบอกกับทุกคนที่ลงคะแนนให้ผม และทุกคนในประเทศ ว่าผมจะไม่ทำให้ความเชื่อมั่นที่คุณให้ผมต้องสูญเปล่า” อันวาร์ กล่าวหลังการชนะเลือกตั้งซ่อม

ทั้งนี้ อันวาร์ได้รับอภัยโทษจากความผิดฐานมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย หลังการเลือกตั้งทั่วไปในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมหาเธร์เอาชนะนาจิบ ราซัค และพันธมิตรแนวร่วมแห่งชาติ ซึ่งเป็นรัฐบาลกว่า 61 ปี อย่างเหนือความคาดหมาย โดยการหวนคืนการเมืองครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่อันวาร์และมหาเธร์ได้ร่วมงานในสภาภายใต้พรรคเดียวกัน หลังมีปัญหาขัดแย้งกันมานานกว่า 20 ปี

ภาพ เอเอฟพี

“แอนตาร์กติกา” หนาวสุดขั้วจนอาหารแข็งเฉียบพลัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/567628

  • วันที่ 14 ต.ค. 2561 เวลา 17:40 น.

"แอนตาร์กติกา" หนาวสุดขั้วจนอาหารแข็งเฉียบพลัน

นักวิทยาธารน้ำแข็งเผยภาพอาหารต่างๆที่สัมผัสกับอากาศติดลบในทวีป”แอนตาร์กติกา”จนแข็งตัวแบบเฉียบพลัน

เว็บไซต์ Bored Panda ได้เผยแพร่เรื่องราวของ ซีปรีย็อง แวร์เซอ นักบรรพชีวินวิทยาและนักวิทยาธารน้ำแข็ง ซึ่งจอดเรือปฏิบัติหน้าที่สำรวจความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในอดีตของโลก ที่ฐานปฏิบัติการคอนคอร์เดียของทวีปแอนตาร์กติกา ทวีปห่างไกลที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งและอุณหภูมิติดลบ 70 องศาเซลเซียส เรียกว่าหนาวจนแม้แต่แบคทีเรียยังไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้

เมื่อว่างเว้นจากงานสำรวจ แวร์เซอจึงลุกขึ้นมาทำอาหารด้านนอกสถานีปฏิบัติการ และถ่ายรูปอาหารที่ทำออกมาแชร์ให้ชาวโลกรับรู้ผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว @CyprienVerseux ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจมาก เพราะเมื่ออาหารสัมผัสกับอากาศหนาวด้านนอกก็เกิดการแข็งตัวอย่างเฉียบพลัน

ปรากฏการณ์แข็งตัวอย่างเฉียบพลัน หรือ flash frozen คือการที่น้ำในอาหารระเหยไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ผลึกน้ำแข็งซึ่งเป็นตัวการของการเน่าเสียไม่สามารถก่อตัวได้ โดยเทคนิคเดียวกันนี้ยังนิยมใช้ในอุตสาหกรรมอาหารอีกด้วย โดยจะใช้ไนโตรเจนเหลวอุณหภูมิติดลบ 160 องศาเซลเซียส ถนอมอาหาร ตั้งแต่เบอร์รี่ต่างๆ ไปจนถึงเห็ด

ที่มา www.m2fnews.com

ตามส่องเมืองนอกควบคุม “หมาแมว” กันยังไง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/567621

  • วันที่ 14 ต.ค. 2561 เวลา 15:55 น.

ตามส่องเมืองนอกควบคุม "หมาแมว" กันยังไง?

สำรวจโมเดลการควบคุมการเลี้ยงหมา-แมวในต่างประเทศ ที่มีการกำหนดกฎเกณฑ์ควบคุมอย่างเข้มงวดตั้งแต่เริ่มได้สัตว์เลี้ยงมาครอบครอง

ประเด็นที่มีการพูดถึงกันในบ้านเราช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยงที่เจ้าของสุนัขและแมวต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรวมแล้วตัวละ 450 บาท ซึ่งมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพราะเกรงว่าคนจะเอาสัตว์เลี้ยงไปทิ้ง หรือมองว่าเป็นการเพิ่มภาระให้เจ้าของมากเกินไป จนทางการถอยทัพขอกลับไปทบทวนก่อน

แต่ในต่างประเทศการจะมีสัตว์เลี้ยงสักตัวไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทางการกำหนดกฎเกณฑ์เข้มงวดตั้งแต่ขั้นตอนการซื้อเลยทีเดียว เพื่อป้องกันไม่ให้มีสุนัขและแมวจรจัด

อย่างประเทศเยอรมนี หลังได้รับสุนัขมาแล้ว ก็ต้องไปลงทะเบียนกับทางการท้องถิ่นว่า เจ้าของชื่ออะไร บ้านเลขที่เท่าไร สุนัขพันธุ์อะไร เพศไหน จากนั้นต้องจ่ายภาษี Hundesteuer หรือภาษีสุนัขรายปี ซึ่งอยู่ระหว่าง 24-100 ยูโร หรือ 908-3,787 บาท ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์สุนัขและข้อกำหนดของแต่ละเมือง และยิ่งมีสุนัขเยอะยิ่งต้องจ่ายภาษีสัตว์เลี้ยงแต่ละตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่จะยกเว้นให้กับสุนัขนำทาง

ส่วนสุนัขที่รับมาเลี้ยงจะได้รับยกเว้นภาษีในปีแรก นอกจากนี้ ยังต้องซื้อประกันภัยสำหรับสุนัขในกรณีที่สุนัขไปทำความเสียหายแก่ทรัพย์สินหรือกัดผู้อื่น ส่วนแมวต้องจดทะเบียนแต่ไม่ต้องเสียภาษี

ขณะที่ เนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีสุนัขจรจัดประเทศแรกของโลก สุนัขทุกตัวต้องลงทะเบียนไมโครชิป และมีการเก็บภาษีรายปีตามจำนวนที่เลี้ยง ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละเมือง เช่น กรุงเฮก ตัวแรกต้องจ่าย 112.80 ยูโร หรือ 4,267 บาท ตัวที่สอง 176.76 ยูโร หรือ 6,694 บาท ตัวที่สาม 224.16 ยูโร หรือ 8,489 บาท

ภาษีเหล่านี้รัฐจะนำไปซื้อถุงเก็บอุจจาระสุนัขสำหรับแจกตามสวนสาธารณะ และยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่เข้มงวดมาก อาทิ ปล่อยให้สุนัขอุจจาระเรี่ยราดปรับ 140 ยูโร หรือ 5,302 บาท ไม่มีสายจูงสุนัขที่พาไปเดินเล่นปรับ 90 ยูโร หรือ 3,408 บาท หากทอดทิ้งหรือดูแลไม่เหมาะสมปรับถึง 16,000 ยูโร หรือ 605,952 บาท

นิวซีแลนด์ กำหนดให้สุนัขอายุ 3 เดือนขึ้นไปทุกตัวต้องฝังไมโครชิปก่อนขึ้นทะเบียน สุนัขที่ขึ้นทะเบียนแล้วต้องสวมป้ายระบุเมือง วันหมดอายุ หมายเลขประจำตัว ซึ่งป้ายจะเปลี่ยนสีทุกปีให้สังเกตง่าย โดยค่าขึ้นทะเบียนจะแตกต่างกันในแต่ละเมืองและลักษณะอื่นๆ เช่น การทำหมัน ที่อยู่อาศัยในเมืองหรือชนบท สายพันธุ์และความอันตราย เจ้าของมีความรับผิดชอบหรือไม่

ส่วนประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์ กำหนดให้เจ้าของนำสุนัขทุกตัวไปลงทะเบียนเพื่อควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า โดยสุนัขอายุต่ำกว่า 5 เดือน เสียค่าขึ้นทะเบียน 15 เหรียญสิงคโปร์ หรือ 356 บาทต่อปี สุนัขสามตัวแรก หากทำหมันแล้ว 15 เหรียญสิงคโปร์ต่อตัวต่อปี ยังไม่ทำหมัน 90 เหรียญสิงคโปร์ หรือ 2,136 บาทต่อตัวต่อปี

นอกจากนี้ หากพาสุนัขไปนอกบ้านต้องมีสายจูงและต้องควบคุมตามความเหมาะสม และต้องแจ้งทางการเมื่อเปลี่ยนเจ้าของสุนัข ย้ายที่อยู่ หรือสุนัขตายหรือหาย ส่วนสุนัขที่ทางการเห็นว่าเป็นสายพันธุ์อันตรายต้องทำประกันที่ครอบคลุมค่าสินไหมอย่างน้อย 100,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือ 2.373 ล้านบาท รวมทั้งต้องมีแบงก์การันตีราว 2,000-5,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือ 47,478-118,695 บาทด้วย

ที่มา www.m2fnews.com

ภาพ เอเอฟพี