เชียงรายเละ ‘สะใภ้สมพงษ์’ ปะทะ ‘วันไชยธนวงศ์’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406559?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เชียงรายเละ ‘สะใภ้สมพงษ์’ ปะทะ ‘วันไชยธนวงศ์’

25 ธันวาคม 2562 – 11:05 น.
เชียงรายยูไนเต็ด,ยิ้ม วิสาระดี,สมพงษ์ อมรวิวัฒน์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,นายก อบจเชียงราย
เปิดอ่าน 7,627 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 25 ธ.ค. 2562

*****************************

อุ่นเครื่องศึกเลือกตั้ง อบจ.สัปดาห์นี้ ขึ้นเหนือสุดไปที่เชียงราย ตอนแรกนึกว่า จะราบรื่น “สาวยิ้ม” ประกาศตัวจะลงชิงตำแหน่งนายก อบจ.เชียงราย ก่อนใครเพื่อน โดยไปอาศัยชายคา “ติยะไพรัช” หาเสียงล่วงหน้า ทำไปทำมาชักจะวุ่น เมื่อตระกูล “วันไชยธนวงศ์“ ส่งคนลงสมัครนายก อบจ.เชียงราย เหมือนกัน

ในที่สุด สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้แถลงเปิดตัว “วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์” ลงสมัครนายก อบจ.เชียงราย  เพียงคนเดียว แถมห้ามคนอื่นนำโลโก้ของพรรคไปใช้ในการหาเสียง

สามารถ แก้วมีชัย” อดีต ส.ส.เชียงราย จึงลาออกจากตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพราะไม่พอใจเรื่องการส่งผู้สมัครนายก อบจ.เชียงราย เนื่องจากไม่สามารถหนุน ส.จ.นก” อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ให้เป็นตัวแทนเพื่อไทยลงสนามท้องถิ่นได้

ตระกูล“วันไชยธนวงศ์”

เป็นที่ทราบกันมานานแล้ว “เพื่อแม้ว” เชียงราย มีหลายขั้ว อาทิ ตระกูลติยะไพรัช, เตชะธีราวัฒน์ และวันไชยธนวงศ์

วันนี้ ยงยุทธ ติยะไพรัช จับมือ วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย  หนุน “ยิ้ม” วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ลงสมัครนายก อบจ.เชียงราย

สมพงษ์และสาวยิ้ม ลูกสะไภ้

ส่วน สามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย ที่สนิทกับตระกูลวันไชยธนวงศ์ ก็หนุน “ส.จ.นก” ลงสมัครนายก อบจ.เชียงราย แต่ก็เจอคำสั่งห้ามไม่ให้ใช้โลโก้พรรคเพื่อไทย

สจ.นก สมาชิกพรรคเพื่อไทย แต่ถูกห้ามใช้ชื่อพรรค

ตระกูล “วันไชยธนวงศ์” มีฐานเสียงหลักอยู่ใน อ.เทิง และ อ.พญาเม็งราย โดยมี “สมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์” เป็น ส.ส.เชียงราย มาแต่ปี 2535/2 สังกัดพรรคชาติพัฒนา ก่อนจะย้ายมาสังกัดไทยรักไทย

สมบูรณ์ มีลูกชายลูกสาวเป็นนักการเมืองท้องถิ่นคือ “ส.จ.เล็ก” สุธีระพงศ์ วันไชยธนวงศ์ ประธานสภา อบจ.เชียงราย และ “ส.จ.นก” อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ส.อบจ.เชียงราย เขต อ.เทิง

ส่วน “รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์” ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย มีศักดิ์เป็นหลานของสมบูรณ์ และพี่น้องร่วมสายโลหิตอย่าง จิตติ วันไชยธนวงศ์ เป็น ส.อบจ.เชียงราย เขต อ.พญาเม็งราย

นาทีนี้ ตระกูลวันไชยธนวงศ์ หลอมรวมใจเป็นหนึ่งเดียวหนุน “ส.จ.นก” เป็นนายก อบจ.เชียงราย ให้ได้

แม้ว” ไฟเขียว

เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา สุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ พร้อมบิดา และพี่สาว “ส.จ.นก” ไปไหว้พระที่ฮ่องกง บังเอิญได้พบ ทักษิณ ชินวัตร” ที่ถนนแคนตัน จึงเข้านั่งจิบกาแฟกับอดีตนายกรัฐมนตรี

เรื่องการพูดคุยกับทักษิณ “ส.จ.เล็ก” ได้นำมาโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยอ้างถึงความเห็นของอดีตนายกฯ เกี่ยวกับการเสนอตัวลงชิงตำแหน่งนายก อบจ.เชียงราย ว่า

สจ.เล็ก กับ สจ.นก ไปพบทักษิณเดือน ธ.ค. ที่ฮ่องกง

กรณีของเชียงราย หากน้องยิ้มจะใช้ชื่อพรรค ในฐานะลูกสะใภ้หัวหน้าหรือพรรคจะมีมติก็ทำได้ เพราะเคยเป็น ส.ส.และสมาชิกพรรคอยู่แล้ว ส่วนกรณี ส.จ.นก หากเป็นสมาชิกพรรคและได้การสนับสนุนจาก ส.ส. อดีต ส.ส.ของเชียงราย การใช้ชื่อพรรคในฐานะสมาชิกของพรรคนั้นๆ ก็น่าจะสามารถทำได้”

ไม่ให้ใช้ชื่อพรรค แต่ สจ.นก ไม่ถอย

ตอนท้ายทักษิณยังบอกว่า “สมัยก่อนเชียงรายยังเคยมีคนของไทยรักไทยสองคนลงแข่งกันเองก็มีมาแล้ว ใครได้ก็คือไทยรักไทย..” (ตอนนั้น รัตนา จงสุทธานามณี แข่งกับสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช)

วิธีคิดแบบเสี่ยแม้ว ชัดเจนว่า ให้ประชาชนคนเชียงรายตัดสิน คนไหนชนะก็เพื่อไทย

สะใภ้หัวหน้าพรรค

หากยังจำกันได้ ยิ้ม” วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ควงสามี “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ไปอวยพรวันเกิดทักษิณ ชินวัตร ล่วงหน้าที่ฮ่องกง เมื่อ 15 กรกฎาคม 2562 โดยคราวนั้น ยิ้มได้โพสต์เฟซบุ๊กบอกว่า ได้ปรึกษาหารือกับทักษิณ และยิ่งลักษณ์ เรื่องการพัฒนาเชียงราย

ยิ้ม ไปพบทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ที่ฮ่องกง เดือน ก.ค.62

จริงๆ แล้ว “ยิ้ม” วิสาระดี ได้เปิดตัวที่จะลงสนาม นายก อบจ.เชียงราย เมื่อค่ำวันที่ 23 มิถุนายน 2562 ที่สิงห์ สเตเดี้ยม รังเหย้าของ “สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด” ในฐานะผู้จัดการทีมคนใหม่

ตัวแทนเพื่อไทย

การแข่งขันกันเอง ระหว่าง “ยิ้ม” กับ “ส.จ.นก” เสมือนการรีเทิร์นแมตช์ รัตนา จงสุทธานามณี สมัยที่ยังสังกัดไทยรักไทย ก็ได้ตระกูลวันไชยธนวงศ์ สนับสนุน จนเอาชนะสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช ภรรยาของยงยุทธไปได้

น่าจับตา เที่ยวนี้ตระกูลจงสุทธานามณี แห่งพลังประชารัฐ จะหนุนลูกสาวเสี่ยสมบูรณ์หรือไม่ 

โจทย์ท้าทายไทยแลนด์4.0 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406562?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โจทย์ท้าทายไทยแลนด์4.0

25 ธันวาคม 2562 – 09:15 น.
สังคมผู้สูงอายุ,โจทย์ท้าทายไทยแลนด์40
เปิดอ่าน 279 ครั้ง

โจทย์ท้าทายไทยแลนด์4.0 บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 25 ธันวาคม 2562

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยได้วิเคราะห์ถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจโลก และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเอาไว้ 3 เรื่องหลักคือ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่มักถูกมองว่าเป็นข่าวร้าย เพราะมีประเด็นท้าทายในเรื่องการออมและระบบการดูแลผู้สูงวัย เรื่องที่ 2 คือ การเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ สภาวะโลกร้อนและปัญหาอื่นๆ ที่ต้องคำนึงถึงความยั่งยืนมากขึ้น และสุดท้ายก็คือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งจะเข้ามากระทบต่อทุกอุตสาหกรรม อย่างภาคการเงิน และสื่อได้รับผลกระทบมากที่สุด ทั้ง 3 เรื่องตามวิเคราะห์ของผู้ว่าการแบงก์ชาตินี้ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก และน่าสนใจว่าถูกกำหนดในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเอาไว้อย่างไร

กล่าวเฉพาะประเด็นปัญหาเรื่องการออมกับสังคมผู้สูงอายุ เช่นที่แบงก์ชาติเองก็เคยระบุเอาไว้ว่า สังคมไทยกำลังจะมากไปด้วยคนแก่ก่อนรวย อันหมายถึงว่า ไม่มีเงินออมสำหรับยังชีพไปได้จนถึงวันสุดท้ายของอายุขัย หรือเก็บออมมายังไม่เพียงพอกับช่วงอายุหลังเกษียณหรือสิ้นสุดวัยทำงาน ขณะนี้รัฐบาลได้ออกพันธบัตรออมทรัพย์รุ่นพิเศษ วงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ผู้สูงอายุ แต่ก็ยังถือว่าเป็นส่วนเล็กน้อยเมือเทียบกับจำนวนประชากรอาวุโสที่จะเพิ่มสัดส่วนขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่การออมในด้านอื่นก็ดูเหมือนจะให้ผลตอบแทนไม่ทันการณ์กับช่วงชีวิตของคนกลุ่มนี้ เช่น การฝากเงินกับธนาคารเพื่อรับดอกเบี้ยในอัตราต่ำกำลังจะเป็นเรื่องพ้นยุคไปแล้ว ขณะที่การลงทุนในด้านอื่นๆ เช่น กองทุนต่างๆ นั้น ก็จำเป็นต้องศึกษาให้ดี

 ประเด็นต่อมา เรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ในที่นี้จะกล่าวถึงภาคเกษตรกรรมที่กำลังประสบปัญหาอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็น กสิกรรม ปศุสัตว์ ประมง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก ส่งผลต่อผลิตภาพในภาคส่วนของการเกษตร ปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ลดน้อยลงติดต่อกันมาหลายปี ทั้งยังวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มได้ยากว่า ณ จุดใด โลก หรือประเทศไทยจะพ้นจากวิกฤติอันรุนแรงนี้ ซึ่งในระยะยาว การวางแผนการผลิตใหม่ รวมทั้งนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญก็ถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่สุด โดยเฉพาะสำหรับการทำนาข้าวที่ยังถือว่า ล้าหลังกว่าเกษตรกรรมอื่นๆอยู่มากและกำลังสูญเสียตลาดให้แก่ประเทศไทยที่ก้าวไปไกลกว่า

ขณะเดียวกัน ก็มีคำแนะนำจากผู้ว่าการแบงก์ชาติเอาไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศกำลังจะสร้างความเสี่ยงใหม่ๆ ให้แก่วิถีชีวิตของเราทุกคน แต่ประเทศไทยอยู่ในภูมิศาสตร์ที่ดี และเป็นแหล่งสินค้าเกษตรที่สำคัญ ดังนั้น การยกระดับสินค้าเกษตรอันมาพร้อมพันธุ์พืชใหม่ ระบบชลประทานที่ดี การเกษตรระบบใหม่ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง จึงสำคัญมาก โจทย์ 2 จาก 3 ข้อที่ถูกนำเสนอมานี้ นับเป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานภาครัฐต้องอ่านให้ออก ขบให้แตก และกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ แนวนโยบาย และแผนงานทั้งในระยะสั้น และระยาว เร่งด่วนที่สุดก็คือ แผนการออมของผู้สูงวัย กับการปฏิรูปภาคเกษตรกรรมเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง

ทษช.-อนค. สองพรรคสุดร้อน บนเวทีการเมืองไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406361?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทษช.-อนค. สองพรรคสุดร้อน บนเวทีการเมืองไทย

24 ธันวาคม 2562 – 14:00 น.
พรรคไทยรักษาชาติ,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,รทปรีชาพล พงษ์พานิช
เปิดอ่าน 3,462 ครั้ง

ทษช.-อนค. สองพรรคสุดร้อน บนเวทีการเมืองไทย โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

 “พรรคไทยรักษาชาติและพรรคอนาคตใหม่” คือสองพรรคการเมืองที่มีสีสันที่สุดสำหรับการเมืองไทยในรอบปีที่ผ่านมา…

“ทษช.” คือพรรคนอมินีของพรรคเพื่อไทยที่แตกตัวมาชิงพื้นที่ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันออกแบบมามิให้มีพรรคเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะบทเรียนในวันวานซึ่งพรรคเสียงข้างมากดำเนินนโยบายที่ทำความเสียหายให้บ้านเมือง ฉะนั้นการสลายกำลังของพรรคอันดับหนึ่งของประเทศ (พรรคไทยรักไทย, พลังประชาชน, เพื่อไทย) ที่ชนะเลือกตั้งสามครั้งหลังสุดนั้น มิควรได้รับโอกาสนี้อีก เพราะรัฐบาลผสมคือเป้าหมายที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้วางไว้

แกนนำของพท.จึงหารือเพราะมองกันแล้วว่าคะแนนพึงมีที่จะใช้คำนวณส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพท.นั้น คงจะเกิดไม่ได้ เว้นแต่จะมีการชนะเลือกตั้งในแต่ละเขต 5 หมื่นคะแนนขึ้นไป แต่มองแล้วเป็นไปได้ยาก เพราะ “พรรคพลังประชารัฐ” ที่รวบรวมคนการเมืองหลากพรรคมาสังฆกรรมและวางตัวเป็นคู่แข่งกับพท.เป็นการเฉพาะ เพราะมีหลายปัจจัยเกื้อหนุน

วันนั้น “ทักษิณ ชินวัตร และคณะ” ได้เคาะโต๊ะให้มีการแตกหน่อพท.ออกมาเป็นพรรคเพื่อธรรม ตอนนั้นมีการเปิดตัว ”สมพงษ์ อมรวิวัฒน์“ เป็นหัวหน้าพรรค แต่โมเดลนี้ก็ยุติไป โดยมีการคลอด ”ทษช.” ออกมาแทน โดยใช้คนรุ่นใหม่จากพท. ส.ส.หน้าใหม่และมวยใหญ่ทางการเมือง รวมทั้งแกนนำนปช.บางคนไปร่วมงาน และยังมีการสร้าง “พรรคเพื่อชาติ” มาเป็นพรรคของ ”คนเสื้อแดง” เป็นการเฉพาะ

แปลว่าสามพรรคที่ลงเลือกตั้งครั้งล่าสุดนั้น “คนไกลบ้าน” วางแผนและเดินเกม “แบ่งขุมกำลัง ร่วมกันเดิน แยกกันตี” โดยจะไปแบ่งพื้นที่หาแต้มในแต่ละจังหวัด โดยเมื่อทราบผลเลือกตั้งแล้วจะไปรวมตัวกันอีกครั้ง ณ รัฐสภา

 “ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช” ส.ส.ขอนแก่น พท. ในตอนนั้นทำหน้าที่หัวหน้าพรรค ทษช. โดยรับรู้กันทั่วว่า ร.ท.ปรีชาพล มีความแนบชิดกับ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เพียงใด… รวมทั้งลูกหลานในเครือชินวัตรก็มาอยู่ที่ทษช.และเปิดตัวชัดแจ้ง ตอนนั้น ทษช.วางเป้าส่งผู้สมัครส.ส.ในบางจังหวัดว่า “ชนะแน่นอน” และหวังผลได้ “อันดับที่สองและสาม” ในเขตที่ พท.ปักธงไม่ได้หลายสมัย โดยมีการคาดว่า อันดับที่สองและสามในแต่ละเขตนั้นจะเป็นคะแนนที่ทำให้ทษช.ได้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์หลายคน และตอนนั้นมีการตั้งเป้าไว้สี่สิบส.ส.

สิ่งที่ฮือฮาที่สุดคือการเสนอรายชื่อบุคคลที่จะเป็นแคนดิเดตของทษช. 8 กุมภาพันธ์ 2562 พรรคไทยรักษาชาติยื่นพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสนอขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติระบุว่า “พระองค์ท่านทรงมีพระเมตตาตอบรับและให้พรรคไทยรักษาชาติเสนอพระนามในบัญชีนายกฯ ของพรรค”

ต่อมาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 12.30 น. พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ยื่นยุบพรรคไทยรักษาชาติตามมาตรา 92 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ตามมติในที่ประชุม กกต. เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 ต่อศาลรัฐธรรมนูญ จากนั้นพรรคไทยรักษาชาติร้องคัดค้านการยุบพรรคต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562

กระทั่งวันที่ 7 มีนาคม 2562 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติพร้อมตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง จดทะเบียนจัดตั้งพรรคใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองเป็นเวลา 10 ปี

          ปิดฉากการเมืองสำหรับพรรคที่มีแคมเปญหาเสียง “โลกต้องก้าวไกล ไทยต้องก้าวทัน” บนถนนการเมือง

ส่วน “พรรคอนาคตใหม่” นั้น เปิดตัวร้อนแรงในหลายวาระที่หาเสียง หวังกุมคะแนนคนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกและคนที่หน่ายการเมืองแบบเดิมๆ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรค หาเสียงโจมตี คสช.และหวังปฏิรูปการเมืองใหม่ทั้งระบบ โดยเสี่ยเอกเคยกล่าวกับสื่อบางแขนงว่า อนค.จะมีส.ส.ระบบเขตหลายคน และอนค.น่าจะได้ส.ส.สองระบบทะลุสี่สิบคน

 พรรคสีส้มประกาศนโยบาย 12 วาระ ในงาน “เปิดวิสัยทัศน์ เปลี่ยนอนาคต” ได้แก่ 1.ยุติระบบราชการรวมศูนย์ กระจายอำนาจ กระจายคน กระจายงบ 2.ไทยเท่าเทียมสวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร 3.ปฏิวัติการศึกษา ลงทุนให้ถูกจุด ลดความเหลื่อมล้ำ 4.ทลายเศรษฐกิจผูกขาด ล้างระบบเส้นสาย หยุดทุนใหญ่กินรวบประเทศ 5.ขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน เดินทางได้โดยไม่ต้องซื้อรถ สร้างเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมรถไฟ 6.เกษตรก้าวหน้า ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยเทคโนโลยี แก้ปัญหาเอกสารสิทธิ ปลดหนี้เกษตรกร 7.เศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อประชาชน พัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยเทคโนโลยี ส่งเสริมธุรกิจยุคใหม่ 8.เปิดข้อมูลรัฐกำจัดการทุจริต สร้างรัฐโปร่งใส ให้อำนาจตรวจสอบในมือประชาชน 9.โอบรับความหลากหลาย เคารพความแตกต่าง ศักดิ์ศรีคนต้องเท่าเทียม 10.สิ่งแวดล้อมยั่งยืน ลดใช้พลาสติก สร้างเศรษฐกิจจากขยะ 11.ปฏิรูปกองทัพ ลดนายพล ละอาวุธ เลิกเกณฑ์ทหาร 12.ปักธงประชาธิปไตย ล้างมรดกรัฐประหาร สร้างการเมืองแบบใหม่ เจ้านายคือประชาชน

วันนั้นหลายคนไม่เชื่อสิ่งที่เสี่ยเอกระบุไว้ และเมื่อทษช.สลายไป มีกระแสข่าวว่า แต้มในมือของทษช.ที่มีอยู่ให้เทไปให้พรรคสีส้มในฐานะพันธมิตร เพราะเขตเลือกตั้งที่ทษช.ส่งผู้สมัครนั้น พท.มิได้ส่งแข่งขัน “ส้มหล่น” บางส่วนของทษช.จึงไหลไปยังอนค. และบังเกิดตัวเลข 81 ส.ส.พรรคสีส้ม (ปัจจุบันคือ 80 ส.ส.เพราะเสียพื้นที่นครปฐมเขตห้าในการเลือกตั้งซ่อม) จนฮือฮากันทั่ววงการ เพราะตอนนั้น อนค.คือพรรคอันดับสามแห่งสภาผู้แทนราษฎร…

เสี่ยเอกเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของอนค. และเจ็ดพรรคร่วมที่เรียกตัวเองว่าเป็น “ฝ่ายประชาธิปไตย” ในตอนนั้น ก็เสนอชื่อเสี่ยเอกชิงตำแหน่งนี้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2562 ณ หอประชุมทีโอที แจ้งวัฒนะ แต่สุดท้ายลุงตู่เป็นผู้มีสิทธิคัมแบ็กตึกไทยคู่ฟ้าจากการลงมติของส.ส.และส.ว.ด้วยคะแนน 500 เสียง ต่อ 244 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง

แต่วิบากกรรมของเสี่ยเอกและอนค.นั้น มีคดีความกว่ายี่สิบคดีที่ต้องสู้กันหลายยก โดยคดีที่เสี่ยเอกหลุดเก้าอี้ส.ส.ถาวรหลังจากต้องยุติการทำหน้าที่ไปชั่วคราวหลังจากมีการร้องเรียนว่าเสี่ยเอกถือหุ้นสื่อในวันลงสมัครส.ส. โดยวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 วินิจฉัยให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเสี่ยเอกในฐานะหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่สิ้นสุดลง จากกรณีถูกกล่าวหาว่าถือหุ้นสื่อบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (3) มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ทำให้สมาชิกภาพ ส.ส. สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6)

ศาลวินิจฉัยว่าเมื่อไม่พบว่าบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งทำนิตยสาร มีการจดแจ้งยกเลิกการพิมพ์ ดังนั้นจะอ้างว่าปิดกิจการและเลิกจ้าง/แจ้งหยุดกิจการชั่วคราวไปแล้วไม่ได้ เพราะจะกลับมาทำอีกเมื่อไรก็ได้ จึงเท่ากับว่า “วี-ลัค มีเดีย” ยังประกอบกิจการสื่อมวลชนในวันที่ธนาธรสมัครเลือกตั้ง

ส่วนในกรณีการโอนหุ้นในวันที่ 8 มกราคม 2562 จากเสี่ยเอกให้ “สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่ไม่ปรากฏการส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ซึ่งโดยปกติ “วี-ลัค มีเดีย” จะจัดส่งสำเนาต่างๆ ด้วยระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์มาโดยตลอดอยู่แล้ว ข้ออ้างของผู้ถูกฟ้องจึงฟังไม่ขึ้น

และอีกหนึ่งคดีที่ส่งผลต่อพรรคสีส้มแน่แท้คือ…คดี กกต.มีมติเสนอศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคอนาคตใหม่เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 กรณีการกู้เงินหัวหน้าพรรค โดยกกต.ทั้งเจ็ดมองว่าการที่พรรคอนาคตใหม่กู้เงินจากหัวหน้าพรรคนั้น ผิดกฎหมายพรรคการเมือง ตามมาตรา 62, 66 และมติ กกต.5 ต่อ 2 เสียงเสนอยุบพรรคต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา72,92 โดย กกต.ใช้เวลาสองร้อยหกวันในการดำเนินการกรณีนี้และมีการให้พรรคอนาคตใหม่ส่งเอกสารเพิ่มเพื่อชี้แจงและให้ความเป็นธรรม แต่พรรคอนาคตใหม่ต่อรองเพิ่มเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน กกต.ไม่อนุญาตและให้เวลาเพียงเจ็ดวัน แต่พรรคอนาคตใหม่ไม่ดำเนินการ กกต.จึงดำเนินการวินิจฉัยและเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน

ต้องลุ้นกันว่ากรรมการบริหารพรรค อนค.สิบห้าคน และเป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์สิบคน จะโดนตัดสิทธิทางการเมืองหรือไม่ โดยต้องดูว่าจะรับโทษ 5 ปี 10 ปี 20 ปี และหากโดนยุบพรรคห้วงเวลาหกสิบวันตามที่กฎหมายระบุให้ส.ส.หาพรรคใหม่สังกัด โดยเสี่ยเอกมองว่า “หกสิบส.ส.” จะไปอยู่พรรคใหม่ของพรรคอนาคตใหม่ และ “ยี่สิบส.ส.” จะไปสังกัดพรรคอื่น (ชาติพัฒนา พลังประชารัฐ ภูมิใจไทย) เพราะมีกระแสข่าวว่าจะใช้ ”หลักลิงกินกล้วย”

หากพรรคอนาคตใหม่โดนยุบ สมการการเมืองเปลี่ยนไป เพราะจำนวนส.ส.ฝ่ายค้านจะลดลงทันที เพราะบางส่วนจะไปอยู่พรรคร่วมรัฐบาล รัฐบาลเรือเหล็กเสียงจะไม่ปริ่มน้ำแล้ว

ทษช.และอนค.คือสองพรรคร้อนแรงประจำปี 2562 ที่สร้างตำนานบทใหม่บนประวัติศาสตร์การเมืองไทยแบบที่ยากจะหาพรรคใดเลียนแบบได้….

ส่องวิถี เจนวาย​ ของมันต้องมีหนี้จึงท่วม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406318?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องวิถี เจนวาย​ ของมันต้องมีหนี้จึงท่วม

24 ธันวาคม 2562 – 09:55 น.
เจนวาย,ของมันต้องมี
เปิดอ่าน 1,173 ครั้ง

ส่องวิถี เจนวาย​ ของมันต้องมีหนี้จึงท่วม

นานพอสมควรที่คน “เจนวาย” (Generation Y) ถูกกล่าวถึงมากในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู

ต่อเมื่อเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวและมีความกังวลว่ากำลังจะเข้าสู่ภาวะฝืดเคือง คนเจนวายก็ยิ่งถูกติดตามอย่างใกล้ชิด

เหตุที่คนกลุ่มนี้ซึ่งมีอายุระหว่าง 23-38 ปี ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นคนกลุ่มใหญ่  มีสัดส่วนร้อยละ 28 ของประชากรทั้งประเทศ แม้ใกล้เคียงกับคน “เจนเอ็กซ์”(Generation X) ที่อายุมากกว่าซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยละ 27 แต่อุปนิสัยการใช้ชีวิตของคนเจนวาย มีความแตกต่างจากคนเจนอื่น โดยเฉพาะพฤติกรรมการใช้จ่ายและการออมที่เป็นตัวแปรสำคัญต่อดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจหลายด้าน

สำคัญยิ่งกว่านั้นน่าเป็นห่วงว่าคนเจนวายมีความเสี่ยงต่อความมั่นคงในชีวิตสูงกว่าคนเจนอื่น

          *ติดกับดัก“ของมันต้องมี”
ข้อมูลที่น่ากังวลสำหรับคนเจนวายถูกโฟกัสไปที่พฤติกรรมทางการเงิน

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ TMB (TMB Analytics) ธนาคารทหารไทย ได้ศึกษาพฤติกรรมการเงินจากข้อมูลโซเชียลมีเดียของคนกลุ่มเจนวาย พบว่าความใฝ่ฝันของชาวเจนวายที่อยากมีก่อนอายุ 40 ปี ส่วนใหญ่หรือ 48% ฝันถึงการมีบ้าน 22% อยากได้รถยนต์ และ 13% ต้องการมีเงินออมทรัพย์และสินทรัพย์อื่นๆ

ทว่า!!!จินตนาการของชาวเจนวายช่างตรงข้ามกับโลกแห่งความเป็นจริงเสียนี่กระไร

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลของ TMB พบว่า ในชีวิตจริงชาวเจนวายหมดเงินไปกับการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าประเภท “ของมันต้องมี” ถึงร้อยละ 69 ขณะที่รายการซื้อบ้าน ซื้อรถที่เป็นความฝันมีสัดส่วนลดลงเหลือแค่ร้อยละ 12 และ 10 ตามลำดับ ส่วนเงินออม ก็มีเพียงร้อยละ 9 เท่านั้นเอง

“ชาวเจนวายมีลักษณะเข้าทำนองฝันไกลแต่ไปไม่ถึง สะท้อนจากเจนวายที่เริ่มต้นทำงานเฉลี่ยตั้งเป้าอยากมีเงินเก็บ 6 ล้านบาท แต่จะออมเงินแค่เฉลี่ยเดือนละ 5,500 บาท ถ้าเก็บเงินด้วยอัตรานี้ต้องใช้เวลาถึง 90 ปี จึงจะถึงเป้าหมาย แต่มันก็ยาวนานกว่าอายุขัยเฉลี่ยของคนปกติไปแล้ว”

 นริศ สถาผลเดชา ผู้บริหาร TMB Analytics เผยข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นความต่าระหว่างความฝันกับความเป็นจริงของชาวเจนวาย ซึ่งมีทัศนคติย้อนแย้งในตัวเองหลายอย่าง

โดยเฉพาะพฤติกรรมด้านการเงิน 47% ของชาวเจนวาย ใช้จ่ายไปกับ “ของมันต้องมี” มากว่าเงินเก็บ และแม้ว่าจะมีสัดส่วนน้อยกว่ากลุ่มเจนวายที่ 53% ใช้เงินกับสินค้า “ของมันต้องมี” น้อยกว่าเงินเก็บ แต่เมื่อคิดเป็นจำนวนแล้วเจนวายกลุ่มแรกมีถึง 6.8 ล้านคน จึงเป็นสิ่งต้องให้ความสำคัญอยู่

โดยเฉลี่ยคนเจนวายหมดเงินไปกับ “ของมันต้องมี” 95,000 บาทต่อคนต่อปี หรือ 1 ใน 4 ของรายได้ 377,694 บาทต่อคนต่อปี ส่วนใหญ่เป็นการซื้อสมาร์ทโฟน เสื้อผ้า เครื่องสำอาง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กระเป๋า นาฬิกา เครื่องประดับ

เมื่อย้อนสำรวจรายจ่าย “ของมันต้องมี” ของคนเจนวายปี 2560 เพิ่มขึ้นถึง 112% เมื่อเทียบกับปี 2551 หรือมากกว่า 1.37 ล้านล้านบาท เทียบได้กับ 8 เท่าตัว ของมูลค่ารถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน หรือ 91%ของมูลค่าการลงทุนในอีอีซี 5 ปี เลยทีเดียว

     เจนนี้ต้องไม่“เอาท์”
คนเจนวายส่วนใหญ่หรือ 42% ซื้อสินค้าที่เรียกว่า “ของมันต้องมี” เพราะกลัวตกกระแส “อินเทรนด์” มากกว่ามองว่าเป็นของจำเป็น แถมเงินที่ใช้ซื้อมาจากการกู้ธนาคาร โดยใช้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด ซึ่งในจำนวนนี้มากกว่า 70% ผ่อนชำระสินค้าและบริการแบบเสียดอกเบี้ย

ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าครึ่งหนึ่งของประชากรเจนวาย 14.4 ล้านคน มีการกู้เงิน โดยแต่ละคนมีภาระหนี้เฉลี่ย 432,000 บาท ในจำนวนนี้เป็นหนี้เสีย 1.4 ล้านคน และเป็นหนี้เสีย 7.1% ของสินเชื่อผิดนัดชำระทั้งหมด

หากเจาะลึกพฤติกรรมการเงิน และทัศนคติ พบว่าชาวเจนวายมากกว่า 6.8 ล้านคน ให้ความสำคัญกับการใช้จ่าย “ของมันต้องมี” มากกว่า “เงินเก็บ” เพราะเมื่อเงินเดือนออกพวกเขา 60% นำไปชำระหนี้และซื้อของก่อนเก็บออม อีกทั้งยังเก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ในสัดส่วนที่สูงกว่าการวางแผนการเงินผ่านบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูง ลงทุนในหุ้น หรือตราสารเงินอื่นๆ

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ TMB แนะนำว่าหากชาวเจนวายลดพฤติกรรมใช้จ่าย “ของมันต้องมี”  ลงเหลือไม่เกิน 50% ควบคู่กับการวางแผนบริหารเงินออมจะช่วยให้พวกเขามีเงินสะสมเพิ่มขึ้นปีละ 43,000 บาท และอาจช่วยให้มีความสามารถซื้อทรัพย์สินตามที่ฝันไว้ เช่น หากเก็บไว้ 10 ปีจะซื้อรถยนต์ได้ 20 ปี เซ้งร้านขายกาแฟที่ทองหล่อได้ และ 30 ปี ซื้อคอนโดมิเนียมย่านห้วยขวางได้

*แชมป์มือเติบ-สร้างหนี้
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่ากลุ่มที่มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้สูงสุดอันดับหนึ่งคือชาวเจนวาย โดยเฉลี่ย 100 คน เป็นหนี้บัตรเครดิตถึง 56 คน

แน่นอนว่าคนเจนวายเกินครึ่งมีนิสัยใช้จ่ายเกินตัวก็เพราะพวกเขาเกิดและเติบโตมาในยุคแห่งความเจริญทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี คนกลุ่มนี้จึงมีความคล่องตัวด้านเทคโนโลยี มีความมั่นใจในตัวเองและมีอิสระทางความคิดสูง

งานวิจัยระบุว่าชาวเจนวายใช้เวลาหมดไปกับสื่อออนไลน์นานที่สุดหากเทียบกับเจนอื่นๆ คือ 7 ชั่วโมงต่อวัน จึงไม่แปลกที่นอกจากพวกเขาหมดเงินไปกับการใช้จ่ายของมันต้องมีแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวและการตามหาร้านอาหารที่มีการรีวิวในโซเชียลมีเดียอีกพอสมควร

“คนที่มีหนี้อายุ 29-30 ปี เป็นหนี้เสียถึง 1 ใน 5 ลองคิดดูว่าประเทศจะไปทางไหนเพราะว่าวัยที่เป็นหนี้เสียเป็นวัยที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศ วัยที่สร้างครอบครัว และเป็นวัยที่เป็นรากฐานสำคัญของประเทศ แม้ว่าภาพใหญ่ในเรื่องตัวเลขของระบบเศรษฐกิจ ตัวเลขการจ้างงานดีขึ้น รายได้ของประชาชนดีขึ้น แต่การจับจ่ายใช้สอยไม่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากประชาชนมีภาระหนี้เยอะมากซึ่งมีผลต่อการบริโภคภาพรวมของประเทศ”

วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย แสดงความเป็นห่วงชาวเจนวายที่พากันติดกับดัก “หนี้” ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคภาพรวมของประเทศไปด้วย เพราะจากการศึกษาเชิงลึกพบว่าคนไทยเป็นหนี้เร็วขึ้นและมากขึ้น ที่สำคัญสัดส่วนหนี้เสียก็เพิ่มขึ้นด้วย

ขณะที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยในภาพรวมพบว่าปี 2562 มีหนี้ครัวเรือนเฉลี่ยที่ 340,053 บาทต่อครัวเรือน เป็นอัตราที่สูงสุดในประวัติศาสตร์ และเพิ่มจากปีก่อน 7.4%

 ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์ ระบุว่า ตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น นอกจากเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว ซึ่งเป็นสาเหตุหลักแล้ว อีกส่วนหนึ่งยังเป็นผลจากการใช้จ่ายบัตรเครดิตของชาวเจนวายที่หมดไปกับสินค้าฟุ่มเฟือยและเกินตัว โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่มีการซื้อสินค้าบ่อยครั้ง หรือซื้อจุกจิก

เช่นนี้แล้วเพื่อความมั่นคงของชีวิตในอนาคตจำเป็นอย่างยิ่งที่ชาวเจนวายทั้งหลายต้องปฏิรูปตัวเองครั้งสำคัญด้วยการปรับเปลี่ยนนิสัยและพฤติกรรมการใช้จ่ายเงิน ไม่ให้เกินตัว โดยเฉพาะกับ “ของมันต้องมี” นั้น หากคิดให้มากสักนิดว่า “ของมันไม่ต้องมี” ก็ได้ ชีวิตของเจนวายจะมีความสุขกับการ “ไม่เป็นหนี้” อย่างแน่นอน

‘แม้ว’ สายหมอบ ‘คนอีสาน’ ไม่ชอบสิ่งนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406322?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘แม้ว’ สายหมอบ ‘คนอีสาน’ ไม่ชอบสิ่งนี้

24 ธันวาคม 2562 – 09:45 น.
แม้ว,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจริญ แซ่เต็ง,เลือกตั้งซ่อมขอนแก่น,ขอนแก่น,เลือกตั้งซ่อม
เปิดอ่าน 4,947 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 24 ธ.ค. 2562

***************************

หากคนเพื่อไทยสรุปบทเรียนความพ่ายแพ้จากสนามเลือกตั้งซ่อมขอนแก่น เหมือน “วัฒนา เมืองสุข” โพสต์เฟซบุ๊กวันก่อน ก็มีแต่จะทำให้พรรคนี้ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ มัวแต่โทษทหารใช้รถฮัมวีออกมาวิ่งเพ่นพ่านและโทษว่ามีการใช้จ่ายเงินอย่างมโหฬาร ไม่ยอมเปิดแผลพรรคตัวเอง

สมัยทักษิณฟีเวอร์ พรรคไทยรักไทยเรืองรุ่ง กลไกรัฐราชการทุกภาคส่วนก็อำนวยความสะดวกให้ผู้สมัคร ส..ไทยรักไทย ในการเลือกตั้ง 2548 ไม่ต่างจากสิ่งที่เกิดกับพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งซ่อมหนนี้ อดีตส..เพื่อไทยอย่าทำตัวเป็นคนลืมง่าย

จากใจ“คนกันเอง”

ถ้ายังจำได้ “พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์” นักวิชาการสายกองเชียร์คนเสื้อแดง เคยโพสต์บทวิเคราะห์การเมืองในเฟซบุ๊กว่าด้วยการเปรียบเทียบ “ประชานิยม พปชร.” กับ “ประชานิยมทักษิณ” ว่าการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 เพื่อไทยสูญเสียพื้นที่สำคัญบางส่วนในภาคเหนือและอีสานให้แก่ พปชรเพราะอิทธิฤทธิ์ “บัตรคนจน” และประชานิยมที่เคยเป็นจุดแข็งของทักษิณเพื่อไทย ได้กลายเป็นจุดแข็งของ พปชร.แทน

ปฏิทินทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ที่ชาวบ้านเริ่มเมิน

ผลเลือกตั้งซ่อมขอนแก่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่ใช่เพื่อไทยทำพลาด หรือถูกโกง แต่เป็นผลจากยุทธศาสตร์ที่ พปชรมุ่งมั่นเข้าแทนที่ฐานประชานิยมของเพื่อไทยในภาคเหนืออีสานอย่างเป็นระบบ”

อาจารย์พิชิตยังมองว่าอาการเสื่อมถอยของทักษิณเพื่อไทย เห็นชัดมากขึ้น เมื่อแกนนำนปช.ระดับท้องถิ่น หัวคะแนนเพื่อนไทย และมวลชนเสื้อแดง ทยอยกันย้ายค่ายไปฝั่งตรงข้าม พื้นที่เลือกตั้งโดนยึดไปทีละเขต

นักรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่นก็วิเคราะห์ความปราชัยของเพื่อไทยที่สนามเลือกตั้งซ่อมขอนแก่นไปในทิศทางเดียวกับอาจารย์พิชิต ไม่ใช่เรื่องถูกโกง ไม่ใช่ประเด็นซื้อเสียง

ประชานิยมทักษิณเสื่อมมนต์ คนอีสานเริ่มเพรียกหาประชานิยมใหม่ 

มายาเลือกตั้ง

สภาพทางสังคมการเมืองใน อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น ตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปี 2557 ต้องเรียกว่า “แดงทั้งอำเภอ”

กำนันผู้ใหญ่บ้าน อสมรวมไปถึงนักการเมืองระดับ อบตก็มีความโน้มเอียงไปทางพรรคเพื่อไทย จึงไม่แปลกที่การเลือกตั้ง 2554 นวัธ เตาะเจริญสุข จะได้ หมื่นกว่าคะแนน (หนองเรือมัญจาคีรี

คุณหญิงสุดารัตน์บนเวทีหาเสียง ขู่ข้าราชการที่วางตัวไม่เป็นกลาง

ตรงกันข้ามกับวันนี้ที่หน่วยเลือกตั้งหมู่ 17 .บ้านเม็ง อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น กรณี ทัน โพนเสน่ห์ หญิงที่เป็นผู้ป่วยติดเตียงไปลงบันทึกประจำวันที่ สภ.หนองเรือ ว่า จักรธร โงะบุดดา กำนันตำบลบ้านเม็ง ซึ่งเป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง กาบัตรเลือกตั้งให้แทน แต่กำนันปฏิเสธว่าไม่ได้ทำแบบนั้น และได้แจ้งความกลับนางทันหาว่าใส่ร้ายตัวเขา

ต่อมาเกิดภาพชาวบ้าน ฝ่ายทะเลาะกันที่หน้าหน่วยเลือกตั้ง โดยญาติของนางทันเองที่เป็น อสมกลับตำหนิการกระทำผู้หญิง คน (หัวคะแนนเพื่อไทยที่พานางทันไปโรงพัก  

ภาพความขัดแย้งของชาวบ้านบ่งชี้ว่าอิทธิพลสีแดงเข้มข้น ค่อยๆ เจือจางลง เพราะก่อนหน้านั้นคนแถว ต.บ้านเม็ง รู้ดีว่าตัั้งแต่ระดับผู้นำไปจนถึงลูกบ้าน เรียกว่า “แดงทั้งตำบล”

มีแต่คุณหญิงสุดารัตน์ ไม่รู้เรื่อง มัวแต่หวังเล่น “เกมจับผิด” ไปยืนด้อมๆ มองๆ อยู่แถวนั้น พอได้ยินเสียงชาวบ้านทะเลาะกันเลยต้องหลบฉากไปอย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างของ“ผู้แปรพักตร์”

การหาเสียงของพรรคเพื่อไทย มองในภาพรวมเหมือนเป็นเอกภาพ ตรงกันข้ามกับพรรคพลังประชารัฐที่มีความต่างกันในวิธีคิดวิธีทำงานของทีมงานของสมศักดิ์ คุณเงิน กับทีมงานของเอกราช ช่างเหลา

บังเอิญว่าแม่ทัพใหญ่ใจถึงคือ ร..ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ เข้ามาบริหารจัดการให้ทีมงานเอกราช ช่างเหลา ตรึงพื้นที่ อ.มัญจาคีรี ส่วนทีมงานสมศักดิ์ ก็เกาะติด อ.หนองเรือ

สมศักดิ์ คุณเงิน

เจริญ แซ่เต็ง” อดีตผู้สมัคร ส..เขต 10 ขอนแก่น สายเอกราช รับหน้าที่ปราศรัยย่อยใน อ.มัญจาคีรี เนื่องจากพื้นที่ อ.พระยืน ติดกับ อ.มัญจาคีรี

เจริญ แซ่เต็ง อดีตนายกเทศมนตรีตำบลบ้านโต้น อ.พระยืน เป็นตัวอย่างของผู้แปรพักตร์จาก “ขั้วทักษิณ” แต่เจริญก็พ่ายบัลลังก์ อรรณนพพร พรรคเพื่อไทย 

เจริญ แซ่เต็ง และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

อย่างไรก็ตาม เจริญก็ไม่เคยท้อเพราะชาวบ้านรู้ข่าวสารมากขึ้น การออกมาหาเสียงช่วยสมศักดิ์ คุณเงิน ในเขต อ.มัญจาคีรี ก็ได้ยินชาวบ้านตั้งวงวิเคราะห์การเมือง

คนแดนไกลเริ่มออกอาการถอดใจเป็น “แม้ว สายหมอบ” คนเสื้อแดงหนองเรือมัญจาคีรี จึงกล้าเลือก พปชร.

ชัยชนะ ‘พลังลุงตู่’ ความถดถอย ‘พลังแม้ว’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406259?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชัยชนะ ‘พลังลุงตู่’ ความถดถอย ‘พลังแม้ว’

23 ธันวาคม 2562 – 17:00 น.
พลังลุงตู่,พลังประชารัฐ,คุณหญิงสุดารัตน์,่ เพื่อไทย,เลือกตั้งซ่อม
เปิดอ่าน 2,219 ครั้ง

ชัยชนะ ‘พลังลุงตู่’ ความถดถอย ‘พลังแม้ว’…โดยขุนน้ำหมึก จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

 เหมือนการฉายหนังเก่าเรื่อง “สามพรานโมเดล” เพียงแต่ย้ายวิกจากสามพรานรามา มาฉายที่หนองเรือเธียเตอร์

      อ่านข่าว : พปชร.เฮ ‘สมศักดิ์’ ชนะเฉือน ‘ธนิก’ กว่า2,242 คะแนน

   : ‘บิ๊กตู่’ตกใจพปชร.คะแนนนำเพื่อไทย2,242 คะแนน

   :  ‘สมศักดิ์’ นักสู้สามัญชน ‘คนหนองเรือ’ว่าที่ส.ส.ขอนแก่น

เนื่องจากการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยที่เขต 7 ขอนแก่น ก็ไม่ต่างจากพรรคอนาคตใหม่ที่เขต 5 นครปฐม คือ เปิดเวทีปราศรัยพุ่งเป้าโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นหลัก

อนาคตใหม่ มีคำขวัญ “ทนลุงไม่ไหว เลือกอนาคตใหม่” เพื่อไทย ก็มี “กาไล่ลุง”

เพื่อไทยกับอนาคตใหม่ เน้นกลยุทธ์ปราศรัยใหญ่ ใช้โซเชียลมีเดียกระจายข่าว และใช้แกนนำเสื้อแดงในขอนแก่น เป็นหัวคะแนนเกาะติดพื้นที่

ต่างจากพรรคพลังประชารัฐ ที่ดำเนินกลยุทธ์ปราศรัยย่อย เหมือนพรรคชาติไทยพัฒนา บวกกับการจัดตั้งเชิงลึกทางยุทธวิธี โดยทีมงานมืออาชีพ

สุดท้ายเกมเลือกตั้งซ่อม เพื่อไทยพ่ายพลังประชารัฐ ด้วยหนองเรือโมเดล เหมือนอนาคตใหม่แพ้ชาติไทยพัฒนา ด้วยสามพรานโมเดล

กกต.ขอนแก่น แถลงข่าวตอนดึก ประกาศผลคะแนนทางการ การเลือกซ่อมเขต 7 ขอนแก่น (มัญจาคีรี และหนองเรือ) ปรากฏว่า สมศักดิ์ คุณเงิน พรรคพลังประชารัฐ ได้ 40,252 คะแนน ส่วนธนิก มาสีพิทักษ์ ได้ 38,010 คะแนน สมศักดิ์เฉือนชนะไป 2,242 คะแนน

ย้อนไปดูผลคะแนนเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 นวัธ เตาะเจริญสุข เพื่อไทย ได้ 29,710 คะแนน,สมศักดิ์ คุณเงิน พลังประชารัฐ 26,553 คะแนน,สมควร ไกรพน อนาคตใหม่ 12,414 คะแนน และนาวิน คำเวียง ประชาชาติ 9,350 คะแนน แสดงว่า สมศักดิ์ได้คะแนนเพิ่มขึ้นจากครั้งที่แล้ว ประมาณ 1.3 หมื่นคะแนน

เหตุปัจจัยที่ทำให้ “สมศักดิ์” กลับเข้าสภาฯ เป็น ส.ส.สมัยที่ 6 มีทั้งปัจจัยภายในและภายนอก

ประการแรก สมศักดิ์ คุณเงิน มวยฟอร์มเก๋า เคยเป็น ส.ส.ขอนแก่น 5 สมัย (2531,2535/1,2538,2544 และ 2548) มีฐานเสียงสำคัญคือ อ.หนองเรือ

คนหนองเรือไม่มีคำถามกับสมศักดิ์เรื่อง “คุณธรรม ความสามารถ” เพียงแต่ที่ผ่านมา ชาวบ้านไม่ชอบพรรคที่สมศักดิ์สังกัดเท่านั้นเอง

ประการที่สอง พรรคพลังประชารัฐ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จึงได้เปรียบเรื่องการหาเสียงด้วยผลงานรูปธรรม ชาวบ้านจับต้องได้ แม้ชาวบ้านจะไม่ชอบพรรค แต่ก็มองว่า เลือกตั้งซ่อม ส.ส. มิอาจไปเปลี่ยนแปลงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้

ประการที่สาม การหาเสียงของพลังประชารัฐ แบ่งบทบาทการเล่นชัดเจน ทีมงานสมศักดิ์ หาเสียงใน อ.หนองเรือ เป็นหลัก ส่วนทีมงานเอกราช ช่างเหลา ก็ตรึงพื้นที่ อ.มัญจาคีรี โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ มาเป็นผู้บัญชาการส่วนหน้า

ประการที่สี่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แม่ทัพเพื่อไทย ได้กลายเป็นจุดอ่อนของธนิก เพราะคุณหญิงสุดารัตน์ ยังหาเสียงแบบเก่า “เล่าความทุกข์ชาวบ้าน” แล้วร่ำไห้เรียกคะแนนสงสาร ชาวบ้านรู้สึกเบื่อลูกอ้อนทำนองนี้

ประการที่ห้า ความไม่เอกภาพของแกนนำเพื่อไทย แม้จะมีการปราศรัยใหญ่ แต่แกนนำพรรคก็ผลุบๆโผล่ๆ เหมือนไม่เต็มใจมาหาเสียง แถมบางช่วงแกนนำ “ขาใหญ่” ก็ลอยแพคุณหญิงสุดารัตน์ ให้หาเสียงกับธนิกเพียงลำพัง

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเล็กๆน้อยๆ อย่างหัวคะแนนบางส่วนของนวัธ เตาะเจริญสุข ได้แปรพักตร์มาช่วยทีมงานของเอกราช ช่างเหลา เพราะได้ไฟเขียวมาจากคนในตระกูล “เตาะ”

ชัยชนะของพลังประชารัฐ ในพื้นที่สีแดงเข้ม “หนองเรือ-มัญจาคีรี” จึงเป็นหนังตัวอย่างสำหรับการสลายขุมกำลังสีแดง รวมถึงสีส้มในอนาคต

ขอบคุณภาพจาก…เฟซบุ๊ก คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan

p12

รู้ยัง..ฝ่ายปกครองมีอำนาจจับยาเสพติด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406195?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รู้ยัง..ฝ่ายปกครองมีอำนาจจับยาเสพติด

23 ธันวาคม 2562 – 14:12 น.
สายตรวจระวังภัย,ฝ่ายปกครองมีอำนาจจับยาเสพติด
เปิดอ่าน 14,494 ครั้ง

รู้ยัง..ฝ่ายปกครองมีอำนาจจับยาเสพติด คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

หลายคนอาจเข้าใจว่าการจับกุมคดียาเสพติดเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานตำรวจกับป.ป.ส. เพียงเพราะการปรากฏผลงานการปราบปรามจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่มักจะเห็นแค่สองหน่วยงานนี้เป็นหลัก ทว่าตามตัวบทกฎหมายได้เขียนเอาไว้ว่า “พนักงานฝ่ายปกครอง” ก็มีอำนาจหน้าที่ในการจับกุมดำเนินคดียาเสพติดเช่นกัน

แม้จะมีการปราบปรามยาเสพติดมากขึ้นเท่าใด แต่ผลที่ได้กลับพบว่ามีจำนวนผู้เสพติดยาเพิ่มขึ้น ดังนั้นการแก้ไขปัญหายาเสพติดจึงไม่ใช่แต่เพียงวิธีในการปราบปรามอย่างเดียว แต่ต้องใช้หลักการป้องกันควบคู่ไปด้วยเพื่อช่วยให้ผู้ที่หลงผิดได้แก้ไขปรับปรุงฟื้นฟูสภาพจิตใจและร่างกายให้กลับมาเป็นกำลังสาคัญในการพัฒนาประเทศชาติและอาจจะส่งผลต่อการแก้ปัญหายาเสพติดที่แพร่ระบาดได้อย่างยั่งยืน เสมือนเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันปัญหายาเสพติดให้แก่ครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ

ปัจจุบันกฎหมายที่เกี่ยวกับการดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติดมีอยู่ประมาณร้อยกว่าฉบับ ตั้งแต่ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด ประกาศ ระเบียบ คำสั่ง แต่มีอยู่เพียง 2 ฉบับ ที่ได้มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่

ผู้ปฏิบัติงานรักษาความสงบเรียบร้อยมีอำนาจตรวจหรือทดสอบบุคคลเพื่อหาสารเสพติดในร่างกาย คือ 1.พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 ซึ่งเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ได้แก่ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ตารวจยศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไปและพนักงานฝ่ายปกครองต้องตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป 2.พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ประกอบด้วย พนักงานฝ่ายปกครอง ตั้งแต่ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงไปจนถึงปลัดอำเภอ ตำรวจยศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรี และพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นตั้งแต่พนักงานเจ้าหน้าที่ระดับ 3 จนถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข

สอดคล้องกับแนวคิดและหลักการทำงานของ นายธนาคม จงจิระ อธิบดีกรมการปกครอง ที่กล่าวว่า การทำงานในแต่ละครั้งอาจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของประชาชนคนหนึ่งให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยหน้าที่ของฝ่ายปกครอง คือ การทำให้ทุกข์ของประชาชนน้อยลงและสุขมากขึ้น โดยปัญหายาเสพติดในสังคมไทยเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นอย่างมาก ในการแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืนนั้น พนักงานฝ่ายปกครองในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมาย หรือผู้ปฏิบัติงานที่มีอานาจตามบทบัญญัติจำเป็นต้องมีความรู้ ทักษะ ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่อย่างถูกต้อง ซึ่งเมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ดังกล่าวแล้วต้องสามารถนำหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจสอบ หรือทดสอบว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดมียาเสพติดให้โทษอยู่ในร่างกายหรือไม่ เพื่อมาปฏิบัติตามขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนและบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเคร่งครัด ได้แก่ 1.การตรวจสอบแหล่งที่มา 2.การสืบสวน 3.การวางแผน 4.การตรวจหรือทดสอบหาสารเสพติดในร่างกาย และ 5.การดาเนินการตามกฎหมาย โดยทั้งหมดนี้จะทำให้ประชาชนได้รับการปฏิบัติจากรัฐอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน

ดังนั้นพนักงานฝ่ายปกครองจึงถือเป็นเจ้าพนักงานที่กฎหมายให้มีอำนาจหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน โดยเฉพาะเมื่อพนักงานฝ่ายปกครองปฏิบัติหน้าที่จับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายยาเสพติด นอกจากการให้ได้มาซึ่งผู้กระทาความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 แล้ว ยังมีอำนาจตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอีกหลายฉบับ อาทิ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78

ประกอบมาตรา 80 มาตรา 85 มาตรา 92-96 เป็นต้น
การป้องกันและปราบปรามปัญหายาเสพติดในพื้นที่จึงถือเป็นภารกิจหลักที่สำคัญประการหนึ่งของฝ่ายปกครอง..!!

วัดใจฝ่ายค้าน แพ้เลือกตั้งซ่อม สะเทือนศึกซักฟอก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406175?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

23 ธันวาคม 2562 – 14:10 น.
รตอเฉลิม อยู่บำรุง,พลังประชารัฐ,ฝ่ายค้าน,เลือกตั้งซ่อม
เปิดอ่าน 3,455 ครั้ง

วัดใจฝ่ายค้าน แพ้เลือกตั้งซ่อม สะเทือนศึกซักฟอก คอลัมน์…  Editor Talk   โดย…  ประชาไท ธนณรงค์

          ผลการเลือกตั้งซ่อม 2 ครั้งที่ฝ่ายรัฐบาลชนะชี้ให้เห็นว่าประชาชนยังนิยม จะส่งผลต่อการซักฟอกของฝ่ายค้านแน่นอน ความพ่ายแพ้ของเพื่อไทย และชัยชนะของพลังประชารัฐ มีผลต่อการเมืองในหลายมิติ

หากจะเทียบว่าเป็นชัยชนะของรัฐบาลเหนือฝ่ายค้าน ย่อมพูดได้ไม่มีผิด

เพราะการเลือกตั้งซ่อมที่นครปฐม พรรคชาติไทยพัฒนา อันเป็นพรรคร่วมรัฐบาล มีชัยเหนือ พรรคอนาคตใหม่

ส่วนที่ขอนแก่น พรรคพลังประชารัฐ ก็มีชัยเหนือ พรรคเพื่อไทย เจ้าของพื้นที่

 เรียกว่า ล้มแชมป์ทั้งสองสนาม

ต้องยอมรับว่า การเลือกตั้งซ่อม นอกจากปัจจัยอย่างอื่นในพื้นที่แล้ว ความเป็นรัฐบาลและความเป็นฝ่ายค้าน มิอาจมองข้ามได้

ฝ่ายค้านตกอยู่ในสภาวะเรือแตก เพราะ 7 พรรคฝ่ายค้าน เริ่มระแวงและไม่มีเอกภาพ อันเนื่องมาจากหลายต่อหลายครั้ง สส.ฝ่ายค้าน ไปโหวตสนับสนุนงานของรัฐบาลในสภา

นอกเหนือจากความไม่ลงรอยกันในพรรคร่วมแล้ว แต่ละพรรคยังมีปัญหาภายในของตนเอง โดยเฉพาะพรรคอนาคตใหม่ และพรรคเศรษฐกิจใหม่

ที่ไม่อาจควบคุมสมาชิกได้

อนาคตใหม่ ถึงจุดเดือดขนาดลงมติขับสส.ออกจากพรรค

นั่นคือภาพจำของประชาชนว่า ฝ่ายค้านยุคนี้ นอกจากจะค้านไม่เป็นโล้เป็นพายแล้ว ยังไม่ได้ทำประโยชน์ในฐานะตัวแทนของประชาชนในระบบรัฐสภาเลย เอาแต่สร้างปัญหาที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งของคนในชาติ

ไม่เว้นแม้พรรคเสรีรวมไทยของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียาเวส ประธานกรรมาธิการปราบปรามการทุจริตของสภา ที่เล่นไม่เลิก เอาแต่จะเรียก นายกฯและพล.อ.ประวิตร มาชี้แจงในเรื่องที่ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการฯ

ประชาชนเลยรู้สึกเบื่อหน่ายกับเกมการเมืองของฝ่ายค้าน

ส่วนฝ่ายรัฐบาลก็ใช่ว่าจะราบรื่น เพราะเรือเหล็กของลุงตู่ ถูกพรรคร่วมรัฐบาลอย่างน้อยสองพรรคคือประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย เจาะเช้าเจาะเย็น

เสียปริ่มน้ำของรัฐบาลก็เป็นปัญหาที่ทำให้งานในสภาสะดุดหลายต่อหลายครั้ง

แต่ด้วยที่รัฐบาลมีผู้นำอย่างนายกฯลุงตู่ ที่มีความอดทนสูงในการทนกับการบ่อนแซะทั้งคนในพรรคร่วมและคนในฝ่ายค้าน

จึงทำให้ประชาชนยังเชื่อมั่นในรัฐบาลให้บริหารประเทศต่อไป

ผลแพ้ชนะในการเลือกตั้งซ่อม เป็นตัวสะท้อนว่า ประชาชนยังต้องการให้โอกาสรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ บริการประเทศต่อไป เพราะมองไม่เห็นว่าจะฝากผีฝากไข้กับฝ่ายค้านที่ทำงานกันแบบสะเปะสะปะได้อย่างไร

เพราะแต่ละพรรคมีความขัดแย้งกันเอง

ฉะนั้น ในการยื่นญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาล ฝ่ายค้านต้องคิดหนัก โดยเฉพาะ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เพราะหากจะซักฟอกในขณะที่รัฐบาลอยู่ในภาวะที่แข็งแกร่ง ไม่มีอะไรเพลี่ยงพล้ำ แถมคะแนนนิยมดีกว่าฝ่ายค้าน

เพราะว่าตามปกติ ฝ่ายค้านจะรอให้รัฐบาลอยู่ในภาวะที่ย่ำแย่ จึงจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ครั้งนี้ฝ่ายรัฐบาลแข็งแกร่งดีกว่าฝ่ายค้าน พอพูดอะไรไป ชาวบ้านเขาจะไม่เชื่อ

เพราะเขาเชื่อรัฐบาลมากกว่า จะทำให้ฝ่ายค้านเสียเปรียบ

ยิ่งการเปิดเผยตัวบุคคลที่จะถูกอภิปรายไม่มีรัฐมนตรีสังกัดพรรคภูมิใจไทยเลย ยิ่งจะทำให้มีเสียงครหาว่า ฝ่ายค้านกำลัง”รับงาน”ใครมา

มันเหมือนกับ ที่วิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า มีโจรสั่งให้ถอดชื่อเขาออกจากการเป็นกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการก่อสร้างสภาล่าช้า

ที่มีผู้รับเหมาชื่อ ซิโนไทยฯ นี่มันจะเกี่ยวโยงกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่

สิ่งเหล่านี้ถ้าทำไม่สุจริตไม่โปร่งใส ก็เหมือนกับการเอาก้อนหินทุ่มขาตัวเอง ฝ่ายค้านก็จะเสื่อมไปในที่สุด และหากมีเลือกตั้งซ่อมที่สมุทรปราการ และกำแพงเพชร

รับรองว่า ฝ่ายรัฐบาลคือพลังประชารัฐก็ชนะอีก.

บุหรี่ไฟฟ้า ภัยไม่เงียบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406116?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บุหรี่ไฟฟ้า ภัยไม่เงียบ

23 ธันวาคม 2562 – 14:10 น.
บุหรี่ไฟฟ้า,ภัยเงียง,รู้ลึกกับจุฬาฯ
เปิดอ่าน 548 ครั้ง

บุหรี่ไฟฟ้า ภัยไม่เงียบ คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

ข่าวเรื่องบุหรี่ไฟฟ้ายังคงเป็นที่ถกเถียงและจับตามองอย่างต่อเนื่อง รายงานข่าวต้นเดือนธันวาคมพบผู้ป่วยโรคปอดอักเสบรายแรกในไทยจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าชนิดที่มีส่วนผสมของกัญชา

อ่านข่าว…  บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายมากกว่าที่คิด

 รศ.ดร.จินตนา ยูนิพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ (ศบช.) และอาจารย์จากคณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แสดงความเห็นต่อกรณีที่เกิดขึ้นว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นนวัตกรรมของบริษัทบุหรี่ที่ต้องการกำไร โดยการสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่แอบอ้างว่าไม่มีควันและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

“บุหรี่ไฟฟ้าเป็นที่ถกเถียงกันมากเลย เขาอ้างว่าไม่มีควัน ดังนั้นอันตรายน้อยกว่า แต่สิ่งที่ปรากฏคือมีคนใช้บุหรี่ไฟฟ้าแล้วเกิดอาการปอดอักเสบจากไอระเหยในบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว ซึ่งปรากฏกว่าพอหยุดใช้ก็อาการดีขึ้น” อาจารย์จินตนากล่าว

มีรายงานว่าควันไอละอองจากบุหรี่ไฟฟ้า ประกอบด้วยฝุ่นขนาดเล็กกว่า พีเอ็ม 2.5 และมีสารเคมีอันตราย เช่น ฟอร์มาร์ลดีไฮด์ ไดอะซิทิล อโครลิน โลหะหนักที่เป็นพิษ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยระบุอันตรายที่เกิดกับผู้ใช้โดยเฉพาะวัยรุ่นและวัยทำงานที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพียงไม่กี่ปี เพราะติดใจในรูปลักษณ์ที่ทันสมัย ใช้งานสะดวก ปรุงแต่งกลิ่นและรสมากกว่า 200 ชนิด และเชื่อว่าสามารถปรับระดับปริมาณสารนิโคตินได้ตามต้องการ

เมื่อเปรียบเทียบกับเวลาในการสร้างองค์ความรู้เรื่องควันบุหรี่ทั่วไปว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้สูบและผู้ที่อยู่รอบข้าง ต้องใช้เวลานานกว่าสังคมไทยจะมีความเห็นตรงกันเรื่องอันตรายของควันบุหรี่ ดังนั้นการให้คนเข้าใจเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าก็ต้องสร้างการรับรู้ถึงอันตรายแฝงก็ต้องอาศัยเวลาในการรณรงค์เช่นกัน

“ขณะนี้เรายังตกเป็นเหยื่อธุรกิจยาสูบกันอยู่ มีปรากฏการณ์บริษัทซื้อนักวิชาการเพื่อสร้างหลักฐานอ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ทั่วไป และถ้าคนเชื่อว่าจริง ก็จะไม่เกิดการหาข้อมูลเชิงลบหรือผลเสียของบุหรี่ไฟฟ้า ความจริงก็จะไม่ปรากฏ” อาจารย์จินตนากล่าว

   ทางออกคือการเลิกสูบแต่ไม่ใช่เรื่องง่าย จึงเป็นความท้าทายสำหรับศูนย์เลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ ซึ่งมีประสบการณ์การให้คำแนะนำและช่วยเหลือแก่ประชาชนคนไทยตั้งแต่ปี 2552 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพแห่งชาติ (สสส.) ตามข้อตกลงร่วมกันของกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่ามาตรการการช่วยเลิกบุหรี่ ประเทศภาคีของอนุสัญญา การควบคุมยาสูบ (FCTC) ควรจัดให้มีบริการช่วยเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์ และเป็นบริการฟรีโดยโทรเข้าหมายเลข 1600

“งานวิจัยและข้อมูลหลักฐานที่น่าเชื่อถือยืนยันว่าแนวทางการบำบัดโรคเสพติดบุหรี่มีอยู่ 2 ทาง คือการใช้ยาเลิกบุหรี่ ซึ่งในขณะนี้ประเทศไทยกำลังผลักดันให้ยาเลิกบุหรี่ได้เข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ เพราะทุกวันนี้คนไทยยังเข้าไม่ถึง นอกจากคนป่วย ผู้เสพติดบุหรี่ที่ยังไม่มีปัญหาสุขภาพต้องมีค่าใช้จ่ายหากต้องการใช้ยาเลิกบุหรี่ ส่วนการบำบัดอีกแนวทางหนึ่งคือการไม่ใช้ยา ครอบคลุม วิธีการทางพฤติกรรมบำบัด คือวิธีการให้คำปรึกษาแบบหลายครั้ง ส่วนวิธีการบำบัดทางเลือกต่างๆ อยู่ในระหว่างการพัฒนา”

การเลิกบุหรี่สามารถเลิกได้สำเร็จ ต้องมี สามใจ คือ ตั้งใจ มั่นใจ และกำลังใจ

“เมื่อมีผู้โทรเข้ามารับบริการจึงเริ่มต้นด้วยคุณต้องการเลิกบุหรี่ใช่ไหม เพื่อตรวจสอบว่าผู้โทรเข้าเป็นผู้ติดบุหรี่ หรือเป็นผู้ใกล้ชิด เพื่อนของผู้สูบบุหรี่ เมื่อยืนยันว่าเป็นผู้สูบบุหรี่จึงให้คำปรึกษาแบบสั้นเพื่อสร้างความตั้งใจเลิกก่อนจะเข้าสู่กระบวนการบำบัดด้วยการให้คำปรึกษาแบบเข้มข้น เพื่อการลงมือหักดิบอย่างมั่นใจ”

การให้คำปรึกษาแบบเข้มข้นจะใช้เวลา 10-20 นาที โดยจะเป็นการสนทนาเพื่อประเมินภาวะติดบุหรี่ ประสบการณ์การติดนิโคติน การติดบุหรี่ทางจิตใจ และทางสังคม รวมถึงการเลิกบุหรี่ในอดีต ที่สำคัญคือการให้คำปรึกษาเพื่อสร้างแรงจูงใจ เพิ่มพูนความตั้งใจและการค้นหาวิธีการใหม่ๆ ที่เหมาะสมการการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันของผู้สูบแต่ละคน ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะสามารถเผชิญกับอาการขาดนิโคตินและความอยากบุหรี่หลังวันที่ลงมือหักดิบ หรือเลิกแบบทิ้งบุหรี่ทันที

“หลังจากนั้นจึงเป็นการโทรกลับให้คำปรึกษา อีก 6 ครั้งในเวลา 1 ปี ตามข้อตกลงร่วมกัน ผู้ให้คำปรึกษาจะโทรติดตามให้กำลังใจโดยจะมีการบันทึกข้อมูลในระบบฐานข้อมูล ครั้งแรกที่จะโทรไปติดตามให้คำปรึกษาเพื่อสร้างกำลังใจ คือภายในสัปดาห์แรกและสัปดาห์ที่สองหลังการหยุดบุหรี่ทั้งหมด เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงสำคัญที่สุดผู้ที่เลิกบุหรี่แบบที่ไม่มีผู้ช่วยเหลือใดๆ มักจะล้มเหลวกลับไปสูบบุหรี่ใหม่ในช่วงนี้ หลังจากนั้นการโทรติดตามหลังวันเลิกเป็นระยะ”

นอกจากนี้ยังมีการทำงานร่วมกับภาคีที่เป็นเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อช่วยผู้ที่มีความตั้งใจอยากเลิกบุหรี่ และช่วยให้เข้าถึงการบำบัดการเลิกบุหรี่ผ่านคำปรึกษาทางโทรศัพท์ได้มากขึ้น

“ยาสูบทั้งบุหรี่ซอง บุหรี่มวนเอง และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ทุกรูปแบบเป็นธุรกิจที่บริษัทยาสูบลงทุนเพื่อหากำไร และขณะนี้การรับรู้ความจริงเกี่ยวกับอันตรายของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังไม่แพร่หลาย อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในวันนี้จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจว่าการครอบครองอุปกรณ์และการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย การร่วมกันหาวิธีช่วยให้ผู้สูบบุหรี่และผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า เริ่มคิด/ตั้งใจเลิกบุหรี่ และเข้าถึงกระบวนการบำบัด เพื่อการเลิกบุหรี่ให้สำเร็จจึงเป็นเรื่องสำคัญ” อาจารย์จินตนาสรุป

เกษตรกรตัวปลอม เลี่ยงภาษีที่ดิน… ไม่ง่ายอย่างที่คิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406121?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เกษตรกรตัวปลอม  เลี่ยงภาษีที่ดิน… ไม่ง่ายอย่างที่คิด

23 ธันวาคม 2562 – 13:00 น.
ภาษีที่ดิน,เกษตรกรตัวปลอม
เปิดอ่าน 13,780 ครั้ง

เกษตรกรตัวปลอม  เลี่ยงภาษีที่ดิน… ไม่ง่ายอย่างที่คิด โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

หลายคนกำลังวางแผนหลีกเลี่ยงการจ่าย “ภาษีที่ดิน” ซึ่งจะบังคับใช้ปี 2563 โดยเฉพาะการไปแจ้งเป็น “พื้นที่เกษตรกรรม” เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายไปได้หลายเท่า โดยหารู้ไม่ว่าขั้นตอนการพิสูจน์นั้นมีหลายชั้นซับซ้อน เพื่อสกัดกลุ่มเจ้าของที่ดินผู้อยากเป็น เกษตรกรตัวปลอม!

   “พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2562” มีการแบ่งลักษณะที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกเป็น 4 ประเภทตามลักษณะใช้ประโยชน์ ได้แก่ 1.เกษตรกรรม 2.ที่อยู่อาศัย 3.พาณิชยกรรม และ 4.ที่ดินรกร้างว่างเปล่า เพื่อให้การคิดคำนวณภาษีแตกต่างกันไป

โดย พื้นที่เกษตรกรรม หรือที่ดินที่ใช้ในการทำไร่ทำนา ทำสวน ทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ฯลฯ จ่ายภาษีน้อยที่สุดและมีข้อยกเว้นให้หลายประการ เช่น หากเป็นบุคคลธรรมดาทำแปลงเกษตรแล้วมีที่ดินมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท ยกเว้นภาษีให้ 3 ปี ถ้าตั้งแต่ปี 2563-2565 ไปเริ่มเสียภาษีที่ดินในปี 2566 และเสียเริ่มต้นแค่ร้อยละ 0.01 ส่วนเพดานภาษีสูงสุดไม่เกินร้อยละ 0.15 ขณะที่ประเภทที่ดินสำหรับทำ “พาณิชยกรรม” หรือ “ที่ดินรกร้างว่างเปล่า” มีเพดานสูงสุดร้อยละ 1.2 หมายถึงเสียแพงกว่าถึง 8 เท่า

ยกตัวอย่างเปรียบเทียบได้ดังนี้ ที่ดินเกษตรกรรมราคา 1 ล้านบาท เสียภาษี 100 บาท ถ้าเป็นบ้านหรือที่อยู่อาศัย 200 บาท พาณิชยกรรม หรือที่ดินรกร้างว่างเปล่าต้องจ่าย 3,000 บาท ทำให้บรรดาผู้ชอบสะสมที่ดินไว้และไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร รีบวางแผนหาหนทางไปทำการเกษตร เพราะการจ่ายปีละ 100 กับ 3,000 บาทห่างกันถึง 30 เท่า ยิ่งมีหลายแปลงหลายสิบล้านก็ยิ่งทวีคูณ

สาเหตุที่กฎหมายให้พื้นที่เกษตรไม่ต้องจ่ายภาษีสูงก็เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และหวังให้พวกเศรษฐีนักสะสมที่ดินจ่ายเงินบำรุงท้องที่เพราะหวงที่ดินไว้โดยไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรแก่ประเทศชาติบ้านเมือง

หลายคนเริ่มสนใจอยากเอาพืชผักต้นไม้มาลงไว้ในที่ดินว่างเปล่าของตัวเอง เช่น ปลูกกล้วย ปลูกมะพร้าว ปลูกยาง ปลูกผักปลอดสารพิษ ฯลฯ จากนั้นก็เริ่มถ่ายรูปเก็บหลักฐานว่านี่คือ “แปลงเกษตร” ไม่ใช่ “ที่ดินรกร้างว่างเปล่า”

แต่ขั้นตอนไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะก่อนอื่นต้องไปพิสูจน์ต่อเจ้าหน้าที่เกษตรท้องถิ่นให้ได้ว่าที่ดินนั้นมีการทำเกษตรจริงและไปขึ้นทะเบียนยืนยันตัวตนว่าเป็น “เกษตรกร” ที่สำนักงานกลุ่มทะเบียนเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อให้ชัดเจนว่าเป็น “ตัวจริงไม่ใช่ตัวปลอม”!

เจ้าหน้าที่กลุ่มทะเบียนเกษตรกร อธิบายให้ “คมชัดลึก” เข้าใจการพิสูจน์ตัวตนการเป็นเกษตรกรว่า ในอดีตประเทศไทยมีการรับลงทะเบียนเกษตรกรในฐานะ ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ผู้เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ แต่ที่เริ่มจัดทำเป็นฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรอย่างเป็นระบบก็เมื่อปี 2552 โดยกระทรวงเกษตรฯ

ที่สำคัญคือการขึ้นทะเบียนไม่ได้เป็นการบังคับ แต่เป็นไปด้วยความสมัครใจ ใครจะมาขึ้นหรือไม่ขึ้นก็ได้ สำหรับประโยชน์ที่เกษตรกรได้รับจากการขึ้นทะเบียน คือ การได้ความช่วยเหลือหากเกิดเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ น้ำท่วม ฝนแล้ง หรือมาตรการช่วยเหลือเยียวยาอื่นๆ ของหน่วยงานรัฐ ซึ่งหลังจากขึ้นทะเบียนจะมี “เอกสารยืนยันตัวตน” ว่าเป็นเกษตรกรตัวจริง

“ตอนนี้รายละเอียดการขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกร เพื่อลดหย่อนภาษีที่ดินนั้น ยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่หลักการเบื้องต้นคือถ้าใครอยากแจ้งว่าเป็นที่ดินทำเกษตร ต้องไปหาหน่วยงานปกครองท้องถิ่น ขอให้เจ้าหน้าที่ไปช่วยสำรวจที่ดินว่าทำเกษตรกรรมจริงหรือไม่ ซึ่งมีการแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1.กิจกรรมเกษตรปลูกพืช เช่น นาข้าว ผัก ฯลฯ 2.การทำฟาร์มปศุสัตว์ เช่น ไก่ หมู และ 3.การเลี้ยงสัตว์น้ำปลา กุ้ง หอย ฯลฯ แต่ไม่ใช่ว่าปลูกผักหรือเลี้ยงสัตว์นิดๆ หน่อยๆ แล้วจะอ้างว่าเป็นพื้นที่เกษตรไม่ได้ เจ้าหน้าที่จะพิจารณาประเมินตามหลักเกณฑ์และความเหมาะสม เช่น ถ้ามีพื้นที่ 10 ไร่ หากปลูกกล้วยก็ต้องมีไม่ต่ำกว่า 300 ต้นต่อ 1 ไร่ แต่อาจมีการอนุโลมกับแปลงเกษตรบางแห่งที่ต้องใช้พื้นที่ทำการแปลงผลิตผล เก็บสินค้าหรืออื่นๆ”

เจ้าหน้าที่ข้างต้นแนะนำว่า เจ้าของที่ดินต้องไปติดต่อที่สำนักงานเกษตรอำเภอซึ่งมีแปลงที่ดินตั้งอยู่ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะไปสำรวจและยืนยันหลักฐานก่อนขึ้นทะเบียนให้ ที่สำคัญคือไม่ใช่ขึ้นทะเบียนครั้งเดียวและจะสามารถใช้ได้ตลอดไปเพราะต้องไปต่อทะเบียนหรือ “ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรทุกปี”

“พื้นที่เกษตรบางส่วนจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอด เช่น อาจขายที่นาไปแล้ว หรือ เปลี่ยนจากทำสวนผักไปทำอย่างอื่น เคยเลี้ยงสัตว์น้ำแต่เลิกเลี้ยง ทำให้ต้องมายืนยันตัวตนทุกปีว่ายังทำเกษตรกรรมและยังเป็นเกษตรกรอยู่หรือไม่ หรือการปรับปรุงทะเบียนประจำปี สามารถแจ้งผ่านสมุดทะเบียนเกษตรกรอิเล็กทรอนิกส์ หรือแอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook ที่ช่วยให้เกษตรกรทราบข้อมูลของตนเองได้ตลอดเวลาและสะดวกในการติดต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง” เจ้าหน้าที่ข้างต้นกล่าว

หมายความว่าการจะไปขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรเพื่อพิสูจน์คำอ้างว่าเป็น “พื้นที่เกษตร” ไม่ใช่เรื่องง่าย! ต้องทำหลายขั้นตอนและมีหลักฐานชัดเจน ถ้าเจ้าของที่ดินคนไหนทำได้ง่ายๆ หมายความว่าอาจมีการซูเอี๋ยหรือให้ผลประโยชน์ใต้โต๊ะแก่เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง!

ข้อมูลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปี 2560 ระบุว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ 321 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เกษตร 149 ล้านไร่ หรือร้อยละ 47 และแบ่งเป็นพื้นที่มีเอกสารสิทธิจำนวน 127 ล้านไร่ ส่วนที่เหลือเป็นที่ดินของรัฐหรือใช้ประโยชน์อื่นๆ อีก 194 ล้านไร่ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ระบุว่า ปี 2561 มีทะเบียนเกษตรกรทั้งหมด 4.7 ล้านครัวเรือน แต่ปี 2562 เดือนพฤษภาคมได้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 7.9 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 24 ล้านคน สาเหตุที่จำนวนเพิ่มขึ้นมากเนื่องจากปี 2562 รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือพิเศษต่างๆ

ล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศเลื่อนการเสียภาษีที่ดินจากภายในเดือนเมษายน 2563 ไปเป็นเดือนสิงหาคม 2563 เนื่องจากการจัดทำกฎหมายลูกยังไม่แล้วเสร็จ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในกฎหมายลูกนั้น รัฐบาลจะคิดหาวิธีปรับปรุงระเบียบและวิธีการต่างๆ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เจ้าของที่ดินรกร้างว่างเปล่าซูเอี๋ยหรือจับมือใต้โต๊ะกับเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วแอบอ้างเป็นเกษตรกรตัวปลอมเพื่อลดภาระการจ่ายภาษี

โดยไม่ได้มีความตั้งใจจะพัฒนาที่ดินทำเกษตรอย่างจริงใจ!