สังคมกระต่ายตื่นตูม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405873?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สังคมกระต่ายตื่นตูม

21 ธันวาคม 2562 – 13:20 น.
ภาษี,สินค้าฟุ่มเฟือย,เกศปรียา แก้วแสนเมือง,ภาษีผ้าอนามัย
เปิดอ่าน 1,521 ครั้ง

สังคมกระต่ายตื่นตูม  บทความพิเศษเนชั่นสุดสัปดาห์    โดย… ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

ในรอบอาทิตย์ที่ผ่านมา นอกจากข่าวการปลุกม็อบของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่แล้ว อีกข่าวหนึ่งที่เป็นที่สนใจของประชาชนคือ การปล่อยข่าวว่า ครม.จัดให้ผ้าอนามัยเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยเก็บภาษีในอัตราสูง และไม่ควบคุมราคา โดยผู้ปล่อยข่าวเป็นถึง ส.ส.หญิงและโฆษกของพรรคเพื่อชาติ น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง แต่กลับกลายเป็นว่าข่าวนี้ไม่ถูกต้อง โดย นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตไม่เคยมีการจัดเก็บภาษีผ้าอนามัยตามที่เป็นข่าว ผ้าอนามัยเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% เท่านั้น ไม่ได้เสียภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย เพราะเนื่องจากเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นที่สตรีต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ในนิยามการเสียภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย คือ ถ้าไม่มีใช้ก็ไม่กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน ถ้าส่งผลกระทบ ก็ให้ถือว่าเป็นสินค้าที่ไม่ฟุ่มเฟือย

แทนที่ ส.ส.หญิงจะออกมาขอโทษสังคมในการปล่อยข่าวเรื่องนี้ กลับแถไปเรื่อยว่า การที่ระบุว่าผ้าอนามัยแบบสอดก็ยังไม่ถูกปลดออกจากสินค้าประเภทเครื่องสำอางซึ่งเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย อีกทั้ง พ.ร.ก.ดังกล่าวยังมีผลบังคับใช้เพียง 1 ปีเท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้วควรทำให้เป็นสินค้าควบคุมถาวร (ฟังแล้วรำคาญไหมครับ)

การปล่อยข่าวนี้อาจจะไม่ใช่ Fake News ที่ถูกตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อโจมตีใส่ร้ายรัฐบาล แต่คือ “การฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด” ของ ส.ส.หญิง ที่ดูเป็นคนรุ่นใหม่ มีความรู้ดี แต่ฟังข้อความหรือตรวจดูข้อมูลไม่ชัดแจ้ง ไม่ครบถ้วน และอาจรวมถึงไม่เข้าใจด้วย แต่นำไปตีความ แล้วพูดต่ออย่างผิดๆ ถูกๆ ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เนื่องจากหลังการปล่อยข่าว ทำให้ #ภาษีผ้าอนามัย กลายเป็นกระแส ติดเทรนด์อันดับ 1 ทวิตเตอร์ไทย ที่นายกฯ โดนวิจารณ์อย่างมากจากคนทั่วไปและโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพวกขาประจำต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ ที่อยู่ทั้งในสภาและนอกสภา

แต่เมื่อความจริงปรากฏว่าไม่ได้เป็นดังข่าวที่ถูกปล่อยออกมา ไม่ทราบว่า มีใครออกมาขอโทษสังคมบ้างตั้งแต่ต้นทางของการปล่อยข่าวไปจนถึงนักแชร์ข่าวและพวกที่ชอบติดแฮชแท็กประชดประชันสังคมทั้งหลาย

ประเด็นนี้ (ถ้าไม่นับว่าเป็นเรื่องการเมือง) ทำให้นึกถึงงานวิจัยที่เคยทำให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เมื่อหลายปีก่อนที่ได้วิเคราะห์จุดอ่อนอย่างหนึ่งของสังคมไทยไว้ว่า คนไทยจำนวนมากกำลังเดินเข้าสู่สังคมก้มหน้า คือ การให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่อยู่ในมือมากกว่าคนรอบข้าง ให้ความสนใจและเชื่อในข้อมูลออนไลน์มากกว่าความเป็นจริงทางสังคม ขาดการกรองข้อมูลข่าวสาร ขาดการวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึก ไม่พยายามวิเคราะห์หาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ยินมา และมักจะมีพฤติกรรมกระต่ายตื่นตูมอยู่เป็นประจำ คือชอบที่จะแบ่งปันและกระจายข้อมูลออกไปให้เพื่อนหรือเครือข่ายโดยไม่มีการตรวจสอบความเป็นจริงของข้อมูลที่ได้มา

พฤติกรรมของ ส.ส.หญิงผู้นี้ไม่ต่างอะไรกับกระต่ายในนิทานอิสป ที่มีเรื่องเล่าว่า เมื่อเกิดพายุใหญ่ ทำให้ลูกตาลหล่นลงที่พื้นดิน เกือบถูกกระต่ายที่นอนอยู่ใต้ต้นตาล จากนั้นก็คิดว่าฟ้าถล่ม ไม่ทันได้ไตร่ตรอง ลุกขึ้นได้ก็วิ่งไปอย่างสุดกำลัง วิ่งพลางบอกพลางว่า “ฟ้าถล่ม” ทำให้สัตว์ทั้งหลายในป่าที่ไม่ทันคิดก็เชื่อตามพากันวิ่งตามกระต่ายไป จนทำให้สัตว์จำนวนมากวิ่งหกล้ม ชนกันเกือบต้องเสียชีวิตและทำให้ป่าเกิดความวุ่นวายอย่างมาก

ประเด็นภาษีผ้าอนามัยนี้อาจเป็นเพียงแค่การขาดความสุขุมรอบคอบ ขาดการรู้จักใช้สติปัญญาไตร่ตรองของ ส.ส.หญิง และพวกนักแชร์ข้อมูล (ที่ไม่สนใจจะตรวจสอบข้อมูล) รวมถึงพวกชอบติดแฮชแท็ก ประชดและทำลายสังคม ผลที่ได้คือสังคมยังวุ่นวายขนาดนี้

ลองคิดดูว่าถ้าเป็น Fake News ที่ถูกทำขึ้นมาเพื่อเหตุผลทางการเมืองหรือเพื่อบั่นทอนความมั่นคงของประเทศ ผลที่เกิดขึ้นกับสังคมจะวุ่นวายขนาดไหน

การแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยต่อต้าน Fake News ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพียงหน่วยงานเดียว

แต่สิ่งสำคัญคือการปรับพฤติกรรมของคนยุคดิจิทัล ให้เลิกเป็นกระต่ายตื่นตูม ต้องหัดตรวจสอบข้อมูลจากหลายๆ แหล่งก่อนตัดสินใจแชร์ และเมื่อเกิดความผิดพลาดก็ต้องหัดรู้จักออกมาขอโทษ ไม่ใช่ทำเป็นเงียบหรือปิดหน้าสื่อออนไลน์ของตนเองเพื่อหนีจากการถูกตำหนิ

 ความรับผิดชอบน่ะมีไหม…เหล่ากระต่ายทั้งหลาย

เพื่อไทยพลัส สร้างคนรุ่นใหม่- Smart Democracy #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405867?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เพื่อไทยพลัส สร้างคนรุ่นใหม่- Smart Democracy

21 ธันวาคม 2562 – 12:50 น.
เพื่อไทยพลัสยุคใหม่,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,สุทิน คลังแสง,นออนุดิษฐ์ นาครทรรพ
เปิดอ่าน 626 ครั้ง

เพื่อไทยพลัส สร้างคนรุ่นใหม่- Smart Democracy คอลัมน์….  special weekend  เนชั่นสุดสัปดาห์

ปฏิเสธไม่ได้ว่า พรรคเพื่อไทย เป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่มีความเป็นสถาบันทางการเมือง ภายหลังมี ส.ส.ทำงานในนามประชาชนมาเป็นเวลาร่วมทศวรรษ อีกทั้งยังเคยฝากผลงานทั้งในฐานะเป็นฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านให้เห็นประจักษ์มาเป็นระยะ

ปัจจุบันพรรคเพื่อไทยประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและส.ส.หลายสมัยจำนวนมาก แต่นั่นไม่ได้เป็นการการันตีถึงความมั่นคงและความยั่งยืนในการทำงานการเมืองของพรรค จึงทำให้ดำเนินการหว่านเมล็ดพันธุ์ทางการเมืองเพื่อสร้างคนรุ่นใหม่เข้ามาประดับเป็นดาวและกำลังสำคัญให้แก่พรรคในระยะยาว จนเป็นที่มาของโครงการ “เพื่อไทยพลัสยุคใหม่ แข็งแกร่งกว่าเดิม”

เมื่อไม่นานมานี้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวระหว่างเปิดโครงการต่อหน้าเยาวชนที่มาร่วมกิจกรรมด้วยการย้ำจุดยืนว่า “เพื่อไทยยุคใหม่ ประชาชนคิด เพื่อไทยทำ” เพื่อแสดงให้เห็นว่าโครงการที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพื่อความแข็งแกร่งของพรรคเพื่อไทย แต่เป็นการพยายามสร้างคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น โดยใช้ช่องทางพรรคการเมืองนำไปสู่การทำงานและการทำนโยบาย

“วันนี้โลกเปลี่ยน การเมืองบริบทเดิมไม่ตอบโจทย์ประเทศ วันนี้เป็นโลกยุคดิจิทัล ถ้าผู้นำ ผู้บริหารคว้าเป็นจะเกิดโอกาส แต่ถ้าผู้นำไม่ปรับตัวจะตกยุคแบบตามไม่ทัน อย่างไรก็ตามวันนี้ผู้นำประเทศต่างๆ เด็กลงทุกวัน เพราะการมีเทคโนโลยีสมัยใหม่บีบให้ทุกองค์กร แสวงหาคนที่คิดใหม่ ไม่ใช่เพราะคนเบื่อการเมือง แต่ตอนนี้ต้องการคนมีความรู้ที่ทันต่อโลกยุคใหม่ การที่ได้คนดี คนซื่อสัตย์ มีวิสัยทัศน์ มาเป็นผู้นำวันนี้อาจไม่พอแล้ว แต่ผู้นำจึงต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เพื่อจะได้คว้าโอกาสเหล่านี้เป็นเครื่องมือทำมาหากินให้แก่ประชาชน แต่ถ้าไม่เข้าใจมันก็ไปต่อไม่ได้” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

“ต่อไปนี้สิ่งที่จะออกแบบให้ประเทศไทย คือจะต้องเลิกโครงสร้างรัฐราชการที่เป็นศูนย์กลาง ให้กลายเป็นประชาชนเป็นศูนย์กลาง กระจายอำนาจ กระจายโอกาส จะรวยกระจุกจนกระจายไม่ได้ สังคมประเทศต้องถูกปรับเพราะไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน”

“วันนี้เรามีปัญหาคือ 1.การกระจายอำนาจ 2.ประเทศไทยจะไปทางไหนกับโลกในปัจจุบัน ที่กำลังเผชิญกับสงครามการค้า และสงครามเทคโนโลยี เรื่องเหล่านี้เราจะไม่สามารถเอาชนะด้วยเรือดำน้ำ หรือรถถังที่ประโคมซื้อ นอกจากนี้หลายปีที่ผ่านมา เราไม่เตรียมความพร้อมติดอาวุธ ซึ่งคือปัญญาให้เด็กไทยให้พร้อมเข้าสู่การแข่งขัน รวมถึงไม่สนับสนุนคนรุ่นใหม่มากพอ ดังนั้นน้องๆ ต้องสนใจในเรื่องนี้ เนื่องจากจะต้องอยู่ในประเทศนี้ เราต้องการคนรุ่นใหม่มาดูแลประเทศต่อ โดยเราจะเป็นนั่งร้านที่คลุกกับดินให้คนรุ่นใหม่มาเหยียบต่อยอด เราจะนิ่งเฉยให้เขาปู้ยี่ปู้ยำอนาคตแบบนี้ไม่ได้ และประเทศนี้จะไปต่อไม่ได้ถ้าเราไม่ร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

ด้าน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ประกาศว่า เยาวชนมีบทบาทในการกำหนดอนาคตของชาติ และคนกลุ่มนี้เป็นที่คาดหวังของสังคม เนื่องจากเป็นวัยหนุ่มสาวที่มีความสุจริตใจ ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ที่ผูกพันกับพรรคการเมือง แม้ที่ผ่านมาเยาวชนมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยการแสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย แต่ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเป็น Smart Democracy ได้จริง

“Smart Democracy คือรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ชาญฉลาด เป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่คำนึงถึงทุกฝ่าย และรับฟังความคิดเห็นของคนทุกรุ่น ดังนั้นคนรุ่นใหม่คือความหวังของประเทศ เพราะต้องอยู่กับการเมืองไทยไปอีกอย่างน้อย 20 ปี” น.อ.อนุดิษฐ์ ระบุ

ขณะที่ สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ย้ำว่า คุณภาพการศึกษาของเด็กไทยต่ำลงไปทุกวัน แล้วเราจะอยู่จะสู้กันไปอย่างไร ในวันที่เราต้องต่อสู้และเผชิญอะไรอีกมากมาย ไม่ว่าจะต้องต่อสู้กับหุ่นยนต์ AI ทั้งยังต้องสู้กับภัยเศรษฐกิจ

“เราต้องปรับตัวเพื่อสู้ในเวทีโลก และคนที่จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้กับเยาวชน สร้างบริบทสร้างกลไกในการพัฒนาประเทศ คือ เราต้องมีนายกฯ ที่รู้ทันโลก รู้เรื่อง Digital Economy และมี รมว.ศึกษาฯ ที่รู้จัก EQ IQ MQ และการเรียนรู้รูปแบบใหม่ การศึกษานอกห้องเรียน ซึ่งเราต้องทุ่มงบเพื่อช่วยพัฒนาเยาวชนให้มีคุณภาพไปแข่งขันในเวทีโลกได้ในอนาคต” ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าว

สุดท้าย นพคุณ รัฐผไท ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา ระบุว่า การแก้ไขปัญหาต้องเริ่มต้นจากเยาวชนเพื่อให้มีส่วนร่วมให้มีความรู้เรื่องประชาธิปไตย สำหรับกิจกรรมของพรรคเพื่อไทย ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาประชาธิปไตยตั้งแต่ระดับเยาวชน ซึ่งได้ปลูกฝังในหลายเรื่อง โดยเฉพาะค่านิยมต่อระบอบประชาธิปไตย ความเข้าใจปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ที่ยังมีอยู่อย่างมหาศาล และหากไม่เริ่มตอนนี้ก็จะกลายเป็นปัญหา พรรคการเมืองไม่ควรเพิกเฉย

การเดินทางของ “ศาสตร์นวดไทย” กว่าจะได้ขึ้นหิ้ง “มรดกโลก” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405841?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การเดินทางของ “ศาสตร์นวดไทย” กว่าจะได้ขึ้นหิ้ง “มรดกโลก”

21 ธันวาคม 2562 – 11:55 น.
นวดไทย,มรดกโลก,ยูเนสโก,เจาะประเด็นร้อน,นวดแผนโบราณ
เปิดอ่าน 582 ครั้ง

รายงานพิเศษจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 21-22 ธ.ค.62

****************************

ได้ยินข่าวแล้วชื่นใจเมื่อ “ยูเนสโก” ประทับตรา “นวดไทย” เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

ข่าวดีนี้สืบเนื่องจากการประกาศผลการพิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือ ยูเนสโก ประจำปี 2562

และที่ประชุมคณะกรรมการร่วมระหว่างรัฐบาลตามภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโกครั้งที่ 14 ระหว่างวันที่ 8-14 ธันวาคม 2562 ณ กรุงโบโกตา สาธารณรัฐโคลอมเบีย ประกาศผลการพิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ปี 2019 รวม 51 รายการ

และนวดไทยที่ประเทศไทยเสนอได้รับมติรับรองประกาศขึ้นทะเบียนในกลุ่มดังกล่าวนับเป็นรายการที่ ต่อจากโขน ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนไปเมื่อปลายปี 2561 หลังจากประเทศไทยได้เข้าร่วมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2559 ในลำดับสมาชิกที่ 170

วันนี้เลยขอพูดถึงเรื่องราวความเป็นมาอันยาวนานของนวดแผนไทยอีกครั้ง

สุดยอดวัฒนธรรม

พูดถึงยูเนสโก เราพอจะรับทราบกันดีว่าเป็นหนึ่งในกลไกของสหประชาชาติในการพิจารณาและขึ้นทะเบียนสถานที่สำคัญ โบราณวัตถุ รวมถึงภูมิปัญญาและวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ให้เป็นแหล่งมรดกโลกรวมถึงมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้

สำหรับมรดกทางวัฒนธรรมแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น โบราณวัตถุ โบราณสถาน แหล่งโบราณคดี งานจิตรกรรม เป็นต้น และมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ หรือที่เรียกว่า มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ได้แก่ ภาษา ศิลปะการแสดง งานช่างฝีมือดั้งเดิม เป็นต้น

ทั้งนี้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม หรือ มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ หรือในภาษาอังกฤษคือ intangible cultural heritage นั้น ในปี 2544 ยูเนสโกออกสำรวจเพื่อพยายามตกลงนิยามและอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Convention for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) นำมาสู่การร่างอนุสัญญาดังกล่าวขึ้นในปี 2546 เพื่อการคุ้มครองและสนับสนุนวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

ที่ผ่านมาไทยเรามีมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้โดยเป็นสถานที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทั้งหมด 5 แห่ง คือในส่วนของมรดกโลกทางวัฒนธรรม ได้แก่ เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร เมื่อปี 2534, นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร เมื่อปี 2534, แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง เมื่อปี 2535

และในส่วนของมรดกโลกทางธรรมชาติ ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง เมื่อปี 2534 และป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ เมื่อปี 2548

ก่อนหน้านี้คนไทยถามกันมากว่าทำไมไทยยังไม่เคยมีภูมิปัญญาสำคัญต่างๆ ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเลย

แต่ช่วงปีก่อนกระทรวงวัฒนธรรมได้ยื่นเสนอให้มีการพิจารณา “โขน” จนประสบความสำเร็จมาแล้ว มาวันนี้คนไทยก็ได้เฮอีกครั้ง เมื่อนวดแผนโบราณของไทยเพิ่งได้ขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในที่สุด

ศาสตร์โบราณ

สำหรับศาสตร์การนวดนั้น จะว่าไปถ้าพูดกันตามหลักเหตุผลทั่วไปคนเราเวลาเจ็บเนื้อเจ็บตัวก็มักลูบๆ คลำๆ บริเวณนั้นเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด จึงอนุมานได้ว่า การนวดน่าจะเป็นการค้นพบโดยบังเอิญ

ส่วนถ้าถามว่าใครเป็นต้นกำเนิดศาสตร์การนวดแบบมีองค์ความรู้ ภูมิปัญญา ต้องบอกเลยว่าน่าจะพูดฟันธงได้ยาก

แต่ส่วนใหญ่กล่าวตรงกันว่ามาจากทางดินแดนชมพูทวีป หรือประเทศอินเดีย โดยเชื่อกันว่ามีการนำการนวดเข้ามาพร้อมกับการเผยแผ่พุทธศาสนา แต่ครั้นจะเจาะจงว่าปีไหน สมัยไหนก็ไม่มีปรากฏหลักฐานชัดเจน

เฟซบุ๊ก กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

อย่างไรก็ตามบางตำรากล่าวลึกไปอีกว่าศาสตร์การนวดมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลกว่า 2500 ปี โดยหมออินเดียที่ชื่อว่า “หมอชีวกโกมารภัจจ์” ที่ว่ากันว่าท่านเป็นหมอประจำตัวของพระเจ้าพิมพิสารและพระพุทธเจ้า

หลังท่านสิ้นชีพจากไปลูกศิษย์ลูกหาที่ได้ร่ำเรียนมาก็นำองค์ความรู้ออกไปรักษาต่อและเผยแพร่กว้างขวางออกจนถึงระดับนานาชาติจนมาถึงประเทศไทย

รอยทางตรงนี้ก็น่าจะสอดคล้องกับบางตำราที่ว่าการนวดนั้นเข้ามาในยุคพระเจ้าอโศกมหาราช ที่ส่งพระสมณทูตเข้ามาประกาศพระธรรมในดินแดนสุวรรณภูมิ

ทั้งนี้หลักฐานที่สะท้อนว่าบ้านเมืองเรามีศาสตร์การนวดเข้ามานานแล้วนั้น เช่น มีการขุดพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่งในป่ามะม่วง จารึกเป็นรูปวิธีการรักษาด้วยการนวดบนศิลาจารึกสมัยพ่อขุนรามคำแหง

หรือหลักฐานเกี่ยวกับการนวดที่พบเห็นได้ในยุคทวาราวดี (พุทธศตวรรษที่ 5-15) เช่นที่ทับหลังของปราสาทสระกำแพงใหญ่ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เป็นภาพสลักหินนารายณ์บรรทมสินธุ์ มีพระลักษมีและพระภูมีเทวีถวายการนวด และอื่นๆ อีกมากมาย

อย่างไรก็ตามหลักฐานที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดข้อมูลจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ระบุว่า การนวดนั้นเริ่มในยุคกรุงศรีอยุธยา สมัยพระบรมไตรโลกนาถ ในทำเนียบศักดินาข้าราชการทหารและพลเรือน ที่ตราขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1998 ระบุมีกรมที่เกี่ยวข้อง คือ กรมแพทยา โรงพระโอสถ กรมหมอยา กรมหมอนวด กรมหมอวรรณโรค

โดยเฉพาะกรมหมอนวด ที่ระบุว่ามีหลวงราชรักษาเป็นเจ้ากรมหมอนวดขวา หลวงราโชเป็นเจ้ากรมหมอดนวดซ้าย ทั้งยังมีปลัดกรมทั้งขวาและซ้าย และมีหมอที่มีบรรดาศักดิ์รองลงมาเป็นลำดับ แสดงให้เห็นถึงสถานภาพของหมอนวดที่ได้รับการยอมรับตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น

อมตะแห่งการรักษา

ต่อมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พบว่ามีการรวบรวมตำรายาไว้หลายขนาน มีการจัดพิมพ์และใช้ชื่อว่า “ตำราพระโอสถพระนารายณ์” มีตำรับยาที่ใช้สำหรับนวดหลายขนาด เช่น พระอังคบพระเส้น ทำให้เส้นที่ตึงหย่อนลง ยาทาพระเส้น ทาแก้เส้นที่ผิดปกติ แก้ลมอัมพาต แก้เมื่อยขบ เป็นต้น ขี้ผึ้งบี้พระเส้น แก้เส้นที่แข็งให้หย่อนลง

คราถึงเมื่อกรุงศรีอยุธยาถูกเผาทำลายในครั้งเสียกรุงครั้งที่ 2 เอกสาร ตำรับตำราต่างๆ ถูกเผาทำลายและสูญหายไปจำนวนหนึ่ง ส่งผลให้การสืบทอดความรู้ทางการแพทย์หยุดชะงัก

เมื่อเข้าสู่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สรรพวิชาวิทยาการต่างๆ จะได้รับการฟื้นฟู และมีการจารึกแสดงให้เห็นเป็นหลักฐาน เช่น การรวบรวมตำรายา การจารึกอักษรและภาพฤๅษีดัดตนบนแผ่นหิน บอกวิธีการดัดและแก้โรคตามท่าทางที่แสดง และยังมีการแสดงรูปปั้นฤๅษีดัดตน ท่าทางต่างๆ ไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าจนถึงปัจจุบัน…

ดังที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ทรงให้ปฏิสังขรณ์วัดโพธ์ขึ้นเป็นอารามหลวง และได้รวบรวมตำรายา ตำรานวด แสดงไว้ตามศาลารายเพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาโดยทั่วกันรวมทั้งทรงโปรดให้ปั้นรูปปั้นฤาษีดัดตน 80 ท่า นั่นเอง

ทั้งนี้ศาสตร์การนวดไทยคือการเชื่อมโยงและนำทฤษฎีพื้นฐานที่สามารถอธิบายความเจ็บป่วยและกำหนดหลักการและวิธีการบำบัดด้วยการนวดไทยมีด้วยกัน 2 ทฤษฎี คือ

เฟซบุ๊ก กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

ตำราว่าด้วย 1.ทฤษฎีธาตุ คือ ทฤษฎีว่าด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นทฤษฎีที่ใช้อธิบายองค์ประกอบพื้นฐานของสรรพสิ่งตามหลักพุทธศาสตร์

แม้ว่าธาตุที่เป็นเหตุของความเจ็บป่วยที่ใช้การนวดมากที่สุด คือ ธาตุลม แต่การนวดยังเกี่ยวข้องกับธาตุอื่นๆ ที่เหลือ คือ ดิน น้ำ และไฟ ด้วย

2.ทฤษฎีเส้นประธาน คือ ทฤษฎีที่อธิบายทางเดินหลักของลมในร่างกาย เชื่อกันว่าร่างกายคนเรามีเส้นอยู่ทั้งหมด 72,000 เส้น แต่ที่เป็นเส้นประธานแห่งเส้นทั้งปวงมีเพียง 10 เส้น

วันนี้นวดไทยไม่เพียงได้รับการยอมรับในวงการแพทย์และสาธารณสุขให้เป็นศาสตร์สาขาหนึ่งของการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกและผู้คนทั่วโลกยอมรับในฝีมือการนวดของคนไทยแล้ว

แต่การที่นวดไแผนโบราณของไทยได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติจากยูเนสโก ก็นับเป็นการแสดงตัวตนของไทยในเวทีระดับนานาชาติ เป็นความภาคภูมิใจแก่คนในชาติและทำให้ชาติอื่นได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของมรดกภูมิปัญญาในประเทศไทย

“คิด 6 ศพ” เหนือฆาตกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405836?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“คิด 6 ศพ” เหนือฆาตกร

21 ธันวาคม 2562 – 09:45 น.
สมคิด พุ่มพวง,ฆาตกรต่อเนื่อง,คิด 6 ศพ,กระบวนการยุติธรรม,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 1,886 ครั้ง

รายงานพิเศษจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 21-22 ธ.ค.62

**************************

ต่อให้ใจชื้นว่าที่สุดแล้วเจ้าหน้าที่ก็สามารถจับกุมตัว สมคิด พุ่มพวง” ได้อย่างรวดเร็ว แต่ความตะหนกตกใจของคนไทยกับข่าวนี้ไม่ได้อยู่ที่กลิ่นคาวเลือดในร่องรอยสังหาร

แต่เป็นเรื่องของการ “กลับมาก่อเหตุหลังพ้นโทษ” จนทำให้คนไทยตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรมไทยอีกครั้งว่ามันใช่แล้วหรือ?

และเรื่องนี้ต่อให้พูดซ้ำกี่ทีดูเหมือนว่าคนไทยไม่เคยได้รับคำตอบที่ถูกใจเท่าไหร่ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

สมคิด (แค่) ติดคุก

มุมแรก มั่นใจว่ามีคนไทยเกินล้านคนที่เชื่อว่า “สมคิด พุ่มพวง” ฆาตกรต่อเนื่อง 5 ศพ นอนคุกยาวไปแล้วตั้งแต่ปี 2548 ที่ศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตทั้ง 5 คดี (5 ศพ) และถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง ก่อนย้ายกลับภูมิลำเนาไปอยู่ที่เรือนจำจังหวัดหนองคาย

แม้ว่านาทีนั้นคนไทยต้องการให้เป็นโทษประหาร ตายตกไปตามกัน แต่ลึกๆ ในใจเราต่างรู้ว่าโทษนี้ไม่มีอยู่จริงอีกแล้ว เพราะมีข้อมูลว่านักโทษคนสุดท้ายที่ถูกประหารชีวิตด้วยการใช้อาวุธปืนคือเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2545

ต่อมาหลังแก้ไขกฎหมายเปลี่ยนมาเป็นการฉีดสารพิษ กรมราชทัณฑ์ได้บังคับโทษประหารชีวิตด้วยวิธีการนี้มาแล้ว 6 คน ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2546 ส่วนครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2552

ระหว่างนั้นไทยก็ไม่มีประประหารนักโทษเลยจนกระทั่งในปี 2561 หรือผ่านมา ปี ไทยถูกประณามจากแอมเนสตี้ที่ประหารชีวิตชายอายุ 26 ปีในคดีปล้นฆ่า (ก่อเหตุในปี 2555) ซึ่งนับเป็นการประหารชีวิตครั้งแรกในประเทศนับแต่เดือนสิงหาคม 2552

ถามว่าเหตุใดจึงทิ้งช่วงไป 9 ปี ส่วนหนึ่งเพราะไทยได้เข้าร่วมกับแอมเนสตี้ในพันธกิจที่จะเดินหน้าไปสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิตและการปกป้องสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ของประชาชน

ส่วนถามว่าเหตุใดจึงตัดสินใจประหารนักโทษเด็ดขาดวัย 26 รายนี้ ก็เพราะเป็นนักโทษที่ก่อเหตุอุกฉกรรจ์และมีประวัติมาแล้วอย่างโชกโชน คดีนี้คือการฆ่าชิงทรัพย์โทรศัพท์มือถือและกระเป๋าสตางค์นักเรียนชาย ม.5 รวมทั้งใช้มีดแทงผู้ตายรวม 24 แผล เป็นเหตุให้เหยื่อถึงแก่ความตาย

ผู้ก่อเหตุเป็นเด็กหนุ่มชาว จ.ตรัง ก่อเหตุ ศพ ถูกประหารแดดิ้นไปแล้ว ส่วนลุงชาวตรังอีกคนอย่าง สมคิด พุ่มพวง ผลงาน ศพ ติดคุกจริง 14 ปี ได้ออกมาก่อเหตุอีก ศพเมื่อเร็วๆ นี้เอง

คำถามนี้ใครต้องตอบ!

สมคิดจิตเสื่อม?

อีกหนึ่งปมแกะยาก คือสภาพจิตของ “คิด เดอะ ริปเปอร์” ที่สื่อมอบฉายาให้เกือบเท่! เพราะรูปแบบการก่อเหตุคือฆาตกรรมต่อเนื่องแบบ “แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์” ฆาตกรต่อเนื่องชาวอังกฤษที่โด่งดัง จนมีการนำมาสร้างเป็นหนังซีรีส์มากมาย

แต่คนไทยเชื่อว่าสมคิดผู้ที่อยู่ในข่าวระบุว่าเรียนจบ ป.จากนั้นก็ออกจากโรงเรียนมาใช้ชีวิตแบบคนนอกคอก ไม่น่าจะรู้จักแจ็ค เดอะ ริปเปอร์ หากแต่ทั้งหมดมาจากตัวตนภายในที่ไม่ปกติล้วนๆ

ข้อมูลข่าวจากเนชั่นทีวี น่าสนใจมากเพราะระบุถึงตำรวจนายหนึ่งที่เคยเป็นพนักงานสอบสวนช่วงที่สมคิดก่อเหตุเมื่อ 10 กว่าปีก่อน และมีโอกาสได้ซักถามถึงแรงจูงใจในการฆ่า

สมคิดตอบกลับมาด้วยสีหน้าอมยิ้มว่า “เวลาผู้หญิงจะขาดใจ ช่องคลอดจะรัดตัวแน่นมากๆ ทำให้ถึงจุดสุดยอด” ซึ่งไปสอดคล้องกับที่อาการทางจิตที่เรียกว่า “โรคกามวิปริต” หรือ Paraphilia ซึ่งเป็นความตื่นตัวทางเพศระดับสูงต่อวัตถุ สถานการณ์ หรือบุคคลที่ไม่ใช่ลักษณะทั่วไป

แต่มุมนี้ไม่น่าตกใจเท่ากับว่าคนไทยได้รับรู้เอาตอนนี้เองว่าที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปจัดทำแบบประเมินสุขภาพทางจิตของสมคิดเลย แถมทางกรมราชทัณฑ์เองก็ยอมรับว่าไม่ได้มีการประเมินความผิดปกติทางจิตของสมคิด ซึ่งการประเมินความผิดปกตินี้จะช่วยถอดรูปแบบชุดความคิดและอาการของผู้ก่อเหตุได้

เทียบเคสดังในต่างแดนมือสังหาร “จอห์น เลนนอน” แห่ง “เดอะ บีเทิลส์” ศพเดียวของ มาร์ค เดวิด แชปแมน เจ้าตัวถูกตัดสินจำคุก 20 ปีถึงตลอดชีวิต โดยมีเงื่อนไขว่าจะ “ต้องเข้ารับการรักษาสุขภาพทางจิต”

ตอนนี้เขายังคงเป็นคุณลุงวัย 64 ปีที่ยังหายใจอยู่ในคุก ไม่ว่าจะพยายามยื่นคำร้องขอทัณฑ์บนที่มีขึ้นทุกๆ 2 ปียังไงก็ได้รับการปฏิเสธทุกครั้ง ปี 2561 ความพยายามครั้งที่ 10 ของเขายังคงถูกปฏิเสธ

วันนี้ถึงกลับไปตรวจสภาพจิตของสมคิด พุ่มพวง มันจะคุ้มค่าขนาดไหน ไม่ต้องถามผู้ใหญ่ เพราะครอบครัวและญาติของเหยื่อ 6 ศพมีคำตอบให้คุณ

สมคิดฟอร์มดี

จากข้างต้นผู้รู้บางคนตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการการตรวจสภาวะทางจิตเวชมีราคาสูงจึงอาจทำให้กระบวนการยุติธรรมมิได้ดำเนินการดังกล่าวกับสมคิด แอบน่ากลัวว่าจะมีนักโทษอีกหลายรายที่ไม่เคยได้รับการตรวจ

แต่เมื่อค้นข้อมูลพบว่าช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมานี้เอง กรมราชทัณฑ์เพิ่งมีหนังสือไปยังผู้ว่าราชการทุกจังหวัด หัวเรื่องคือ กำชับแนวทางการดำเนินงานด้านสุขภาพจิตและจิตเวชผู้ต้องขังก่อนพ้นโทษ พร้อมขอทางเรือนจำ/ทัณฑสถานส่งการบ้านเป็นแบบรายงานการตรวจสภาวะทางจิตของผู้ต้องขังดังกล่าวกลับมาทุกเดือนที่ศูนย์สุขภาพจิต กองบริการทางการแพทย์ กรมราชทัณฑ์ จ.นนทบุรี

และเมื่อค้นข้อมูลต่อไปก็พบว่าตั้งแต่ปี 2540 กรมราชทัณฑ์โดยกองบริการทางการแพทย์ ได้ริเริ่มกำหนดนโยบายและการจัดบริการด้านสุขภาพจิตผู้ต้องขังเพื่อให้ผู้ต้องขังได้ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำอย่างมีความสุขมาก่อนแล้ว

ตอนนั้นนอกจากกำหนดโยบายและจัดทำแผนงานการให้บริการด้านสุขภาพจิตแก่ผู้ต้องขังและยังมีการกำหนดรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิต โดยให้เจ้าหน้าที่เรือนจำเป็นผู้ดำเนินกิจกรรม เช่น การให้คำแนะนำแก่ผู้ต้องขังแรกรับ จัดตั้งคลินิกสุขภาพจิต จัดกิจกรรมนันทนาการเพื่อคลายเครียด การเตรียมผู้ต้องขังก่อนพ้นโทษ การส่งต่อผู้ต้องขังป่วยโรคจิตไปรับการบำบัดรักษา ฯลฯ

ภาพจากมติชนออนไลน์

วันนี้ถามว่าทำไมสมคิด 6 ศพในวันนี้ถึงถูกระบุว่า “ไม่ได้” มีการประเมินความผิดปกติทางจิตของสมคิด คนไทยก็อย่าเพิ่งด่วนยกกำปั้นขึ้นมา เพราะภาพที่โลกโซเชียลพากันแห่แชร์สมคิดในลุคกุ๊กมือโปรกำลังทำเปาะเปี๊ยะทอด เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2557 สมคิดน่าจะเข้าข่ายนักโทษชั้นดีไปแล้ว

หลายคนบอก สงสัยเพราะเจ้าตัวกำลังทำเรื่องย้ายเรือนจำบางขวางไปหนองคายเลยต้องทำฟอร์มดีสักนิด ซึ่งที่สุดก็สำเร็จ จนมาล่าสุดคนไทยเพิ่งรู้ว่าเขาไม่เคยมีภูมิลำเนาที่หนองคายตามเหตุผลที่ร้องขอเลย

หรือนี่จะเป็นอีกหนึ่งช่องว่างที่คงไม่ได้รับการตรวจสอบเชิงลึก?

สมคิดติดยาว

ลูกบ้าเที่ยวนี้คนไทยฟันธงว่าสมคิดน่าจะติดคุกยาวไปไม่ได้ออกจริงๆ เพราะกระแสสังคมแรงยิ่งกว่าโทษทัณฑ์ใดๆ ในกระดาษ ไม่เชื่อไปถามสมคิดได้ว่าทำไมเครียดจนป่วย ไม่กล้าออกมาทำแผน

และในส่วนของกรมราชทัณฑ์เอง พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์  อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ที่ออกมาขอโทษสังคม แต่ก็แจงมาว่าการพ้นโทษตามกำหนดไม่ได้มีกลไกในการติดตามตัว ทำได้เพียงประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เฝ้าสังเกตพฤติกรรมในกรณีพิเศษ เช่นผู้ต้องหาคดีร้ายแรง หรือมือปืนรับจ้างเท่านั้น

จะว่าไปก็คล้ายๆ เคสต่างแดนที่เกิดขึ้นกับมือลอบยิงผู้นำสหรัฐตอนนั้นอย่าง โรนัลด์ เรแกน โดย จอห์น ฮิงคลีย์ จูเนียร์ จัดหนักผู้นำไปรวม 6 นัดพร้อมผู้ติดตาม คมกระสุนผ่าปอดท่านผู้นำทะลุ แต่ก็รอดชีวิตมาได้ในที่สุด

การสืบสวนเจ้าตัวสารภาพว่าทำไปเพราะชอบนักแสดงหญิง โจดี ฟอสเตอร์ จากบทบาทในภาพยนตร์ที่มีเนื้อเรื่องกล่าวถึงพระเอกที่พยายามลอบสังหารผู้นำ เลยอยากทำแบบพระเอกเพื่อเอาใจดาราสาว

แน่นอนศาลลงความเห็นว่าเป็นผู้มีสติไม่สมประกอบ ตัดสินให้กักบริเวณและรักษาสภาพจิตโดยไม่มีกำหนดในโรงพยาบาลจิตเวชเซนต์ เอลิซาเบธ วอชิงตัน ดีซี ตั้งแต่ปี 2525

ปี 2559  เขาก็เพิ่งได้รับการปล่อยตัวจากโรงพยาบาล และแม้ว่าจิตแพทย์วินิจฉัยคอนเฟิร์มว่าหายแล้ว แต่เขาก็ยังต้องถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานภาครัฐ ถูกจำกัดการเดินทาง รวมถึงต้องพบจิตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

แน่นอนเคสนี้คือ “กรณีพิเศษ” คนไทยฟังแล้วคงปลง เพราะ “คิด 5 ศพ” ก่อนออกจากคุกคงไม่เข้าข่าย แถมเหยื่อก็คือชาวบ้านอย่างเราๆ ครั้นจะเดินตามรอยความยุติธรรมแบบต่างแดนที่ยกตัวอย่างมา ก็คงโลกสวยเกินไป

แต่เรื่องร้ายหลังพ้นคุกของสมคิด คนไทยกลับมาคาดหวังอีกครั้งว่าเรื่องนี้ต้องกลายเป็นกรณีพิเศษ เช่นเดียวกับนักโทษรายอื่นที่รอการพ้นโทษ เพราะนี่หมายถึงชีวิตของผู้บริสุทธิ์ที่เดินถนนอยู่ข้างนอก

วันนี้ภาครัฐขานรับตรงนี้ แต่จะเรียก “วัวหายล้อมคอก” หรือไม่ ก็ยังดีกว่าไม่คิดทำ โดยเฉพาะบทลงโทษของผู้ที่รีเทิร์นเดอะดาร์คไซด์ “กลับมาก่อนเหตุซ้ำ” คนไทยขอว่าต้อง “แอดวานซ์” จัดหนักขึ้นไปอีก

2552 – 2562 เปรียบเทียบ 10 ปี สิทธิเด่น-ด้อย คนไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405671?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

2552 – 2562 เปรียบเทียบ 10 ปี  สิทธิเด่น-ด้อย คนไทย

20 ธันวาคม 2562 – 13:35 น.
สิทธิคนไทย,องค์การสหประชาชาติ
เปิดอ่าน 1,231 ครั้ง

2552 – 2562 เปรียบเทียบ 10 ปี  สิทธิเด่น-ด้อย คนไทย โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

“10 ธันวาคม” ของทุกปี ถือเป็นวันสิทธิมนุษยชนสากล หลายประเทศจัดอันดับเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ “สิทธิ” ต่างๆ ในประเทศของตน ส่วนของไทยแลนด์ก็มีการเปรียบเทียบสิทธิที่มีความก้าวหน้าขึ้น กับสิทธิที่ถดถอยหรือแย่ลงเช่นกัน หากนำข้อมูลมาเปรียบเทียบ 10 ปีย้อนหลัง …“สิทธิคนไทย” มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

มนุษย์บนโลกนี้พยายามแสวงหา “เสรีภาพ อิสรภาพ และความยุติธรรม” ตั้งแต่ยุคสมัยกรีก-โรมัน แต่ในอดีตยังไม่มีศัพท์คำว่า สิทธิมนุษยชน หรือ ฮิวแมน ไรท์ (Human Rigths) จนกระทั่งในยุคสมัยใหม่มีการเรียกร้องให้คำนึงถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์มากขึ้น หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ที่คร่าทำลายชีวิตมนุษย์ไปกว่า 90-120 ล้านคน

ประเทศต่างๆ ร่วมมือกันจัดตั้ง “องค์การสหประชาชาติ” ช่วงแรกมีประมาณ 50 กว่าประเทศ โดยภารกิจสำคัญอันดับแรก คือจัดทำ “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน” (Universal Declaration of Human Rights) จนกระทั่งสำเร็จและประกาศใช้เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2491 หรือเมื่อประมาณ 70 ปีที่แล้วนี่เอง

ประเทศไทยเข้าร่วมลงนามเป็นภาคีทันทีโดยจุดมุ่งหมายหลักของอนุสัญญาฉบับนี้ คือมุ่งหวังให้ทุกประเทศรับรองมาตรฐานของสิทธิมนุษยชนและเป็นต้นแบบในการเอาไปจัดทำเนื้อหา “รัฐธรรมนูญ” และกฎหมายที่เกี่ยวข้องในประเทศของตน

หัวใจสำคัญคือ “สิทธิมนุษยชน” เป็นของคนทุกคนบนโลกใบนี้ ไม่ว่าเชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา เพศ อายุ ฐานะใดๆ ก็ตาม ทุกคนต้องได้รับการปกป้องให้มี “สิทธิ” ในฐานะ “มนุษย์”

กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ให้ความหมาย “สิทธิมนุษยชน” ว่ามีขอบเขตกว้างขวางกว่าสิทธิต่างๆ แม้ไม่มีกฎหมายรับรองก็ตาม โดยให้ครอบคลุมสิทธิ 5 ประเภท ดังนี้

1.“สิทธิพลเมือง” เช่น สิทธิในร่างกาย ชีวิตไม่ถูกทรมาน ทำร้าย จับกุม คุมขัง โดยไม่ชอบธรรมรวมถึงสิทธิในสัญชาติ เสรีภาพ การนับถือศาสนา ฯลฯ 2.“สิทธิทางการเมือง” การมีสิทธิเลือกตั้งอย่างเสรี สิทธิในการชุมนุม หรือรวมกลุ่มอย่างสงบ 3.“สิทธิทางเศรษฐกิจ” หมายถึง สิทธิในการมีงานทำ เลือกงานอย่างอิสระ ได้รับค่าจ้างยุติธรรม 4.สิทธิทางสังคม เช่น สิทธิศึกษาเล่าเรียนสิทธิด้านสุขภาพ สิทธิเด็ก สิทธิผู้หญิง คนพิการ ฯลฯ และ 5.สิทธิทางวัฒนธรรม เช่น เสรีภาพในการใช้ภาษาเสรีภาพในการแต่งกาย การจัดงานตามประเพณี วัฒนธรรม ฯลฯ

ที่ผ่านมาในแต่ละปีสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชน ได้รวบรวมสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศในรอบปี โดยแบ่งเป็น “ประเด็นก้าวหน้า 10 (เด่น) และประเด็นถดถอย 10 (ด้อย)
หากย้อนเปรียบเทียบ 10 ปี ตั้งแต่ปี 2552 และปี 2562 สิทธิมนุษยชนไทยแลนด์มีรายละเอียดน่าสนใจ ดังนี้

       10 เรื่องเด่นดี 2552
(1) ศาลปกครองสูงสุดสั่งระงับโครงการชั่วคราว 65 โครงการจากทั้งหมด 76 โครงการ ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง (2) การจัดตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (3) มีการประกาศพื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษตามคำพิพากษาศาลปกครองระยอง (4) การแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาความเหมาะสมในการเข้าเป็นภาคี “อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหาย” (ประเทศไทยเป็นภาคีและให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2560) (5) การประกาศใช้แผนสิทธิมนุษยชนฉบับที่ 2 (2552–2556)

(6) การฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจคดีอุ้มฆ่านายเกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง (7) การรับรองวิทยุชุมชนชั่วคราวเป็นการใช้สิทธิความเป็นเจ้าของวิทยุตามรัฐธรรมนูญ 2540 (8) คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบจัดให้มี “โฉนดชุมชน” (9) สภาผู้แทนราษฎรลงมติรับหลักการ “ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ…..” (ประกาศเป็นกฎหมายเมื่อปี 2553) (10) ศาลมีพันธกรณีในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจโดยมิชอบและพันธกรณีในการปกปักรักษาประชาธิปไตย

  10 เรื่องถดถอย 2552
(1) ประธานรัฐสภาไม่รับร่างพ.ร.บ.จัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ พ.ศ….ที่มีหลักการและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของประชาชน (2) ศาลปกครองสูงสุดไม่รับฟ้องคดีสิทธิแรงงานข้ามชาติกรณีห้ามการเลือกปฏิบัติ (3) การตีความคดีสิทธิชุมชน (4) การสลายการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) (5) ศาลจังหวัดเชียงรายจำคุกชาวนาปิดถนน 6 เดือนไม่รอลงอาญา (6) การขัดขวางการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธของคนงานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ (7) คำสั่งศาลคดีไต่สวนการตายกรณีตากใบ (8) การคิดค่าเสียหายจากชาวบ้านในข้อหาทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (9) การนำโทษประหารชีวิตกลับมาใช้อีกครั้ง (10) การประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551

ประเด็นสิทธิมนุษยชนข้างต้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย หากเปรียบเทียบกับปี 2562 ล่าสุดแล้ว จะเป็นสิทธิที่ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนมากขึ้น
      10 เรื่องเด่นดี 2562
(1) จัดให้มี “การเลือกตั้งทั่วไป” หลังทหารยึดอำนาจยาวนานถึง 5 ปี (2)ความคืบหน้ากรณีการหายตัวของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงแก่งกระจาน (3) รัฐบาลไทยกำหนดให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จัดทำ “แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” (4) กรณีคำพิพากษาด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชนคดีหมู่บ้านกะเหรี่ยงแห่งลำห้วยคลิตี้ล่าง มีคำตัดสินให้ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (5) การคุ้มครองสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมของไทย “ชาวมานิ” ในพื้นที่สงขลา สตูล ตรัง และพัทลุง จำนวน 376 คน ให้มีบัตรประชาชน (6) สิทธิแต่งกายได้ตามเพศวิถีของนิสิตนักศึกษา (7) สิทธิการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลย (8) การคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่พ้นโทษสามารถประกอบอาชีพหมอนวดได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ 1 ปี (9) มีการออกกฎหมาย “พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย 2562” เพื่อคุ้มครองสิทธิของเด็กเพิ่มเติม (10) การคุ้มครองสิทธิเด็กข้ามชาติต่ำกว่า 18 ปีไม่ให้ถูกกักตัวไว้ในสถานกักตัวโดยส่งให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เป็นผู้ดูแลแทน

 10 เรื่องถดถอย 2562
(1) กรณีกลุ่มติดอาวุธยิงถล่มชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านในพื้นที่ยะลา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 ราย (2) กรณีการฟ้องคดีปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะ หรือ “การฟ้องปิดปาก” เพื่อหยุดการต่อต้านหรือการเคลื่อนไหวด้านเพื่อสิทธิต่างๆ เช่น คดีฟ้องปิดปากหมู่บ้านตุลาการเชิงดอยสุเทพ หรือ คดีบริษัทธรรมเกษตรฟ้องหมิ่นเอ็นจีโอ (3) นักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกข่มขู่ คุกคาม และทำร้าย (4) กรณีซ้อมทรมานในค่ายทหาร (5) การไล่รื้อหาบเร่แผงลอยในกรุงเทพฯ

(6) นโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนเขตป่า (7) เลื่อนการยกเลิกการใช้สารพิษพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสออกไป 6 เดือนและไม่ยกเลิกการใช้ไกลโฟเซตเปลี่ยนเป็นจำกัดการใช้ (8) การประกาศยกเลิกรับสมัคร “นักเรียนนายร้อยตำรวจหญิง” อย่างถาวร (9) คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การยกเว้นบังคับกฎหมายผังเมืองหรือกฎหมายสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ (10) ตำรวจละเมิดสิทธิมนุษยชน ซ้อมทรมาน ยัดข้อหาประชาชน

ทั้งนี้ “วัส ติงสมิตร” ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวถึงปี 2562 ว่า เป็นปีที่มีสำคัญเป็นพิเศษสำหรับเด็ก เนื่องจากครบรอบ 30 ปีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก “กสม.” จึงเสนอให้แก้ไขระเบียบ “ห้ามเปิดเผยประวัติอาชญากรรมของเด็กและเยาวชน” เพื่อให้เด็กที่ก้าวพลาดมีโอกาสกลับคืนสู่สังคม และการเคารพสิทธิของเด็กในการแต่งเครื่องแบบนักเรียนตามหลักความเชื่อทางศาสนา

ล่าสุดเครือข่ายนักสิทธิมนุษยชนนานาชาติแสดงความชื่นชมว่าประเทศไทยให้ความสำคัญแก่ “สิทธิเด็ก” เป็นอย่างดี แต่ยังมีข้อด้อยในการคุ้มครอง “สิทธิแรงงานข้ามชาติ” มีการเรียกร้องให้ “รัฐไทย” เข้าร่วมเป็นภาคี “อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงาน โยกย้ายถิ่นฐานและสมาชิกในครอบครัว” (ICRMW) เพื่อช่วยคุ้มครองผลประโยชน์แรงงานเพื่อนบ้าน พม่า ลาว กัมพูชา กว่า 2 ล้านคนในไทยแลนด์ ซึ่งที่ผ่านมาพวกเขาถูกละเมิดจาก “นายจ้าง” ผู้เหี้ยมโหดบางกลุ่มมาตลอด
ข้อดีอีกประการของการเข้าร่วมอนุสัญญานี้คือ “คนงานไทย” ที่ไปค้าขายแรงงานในต่างประเทศก็จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายนี้ด้วย !

พปชร.กับแต้มต่อทางการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405644?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พปชร.กับแต้มต่อทางการเมือง

20 ธันวาคม 2562 – 13:35 น.
พลังประชารัฐ,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปารีณา ไกรคุปต์
เปิดอ่าน 2,599 ครั้ง

พปชร.กับแต้มต่อทางการเมือง โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

แม้ยามนี้สังคมรับรู้กันแล้วว่าไม่กี่วันข้างหน้าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะบังเกิดในคดีที่กกต.เสนอให้ยุบพรรคอนาคตใหม่เพราะกรณีหัวหน้าพรรคให้กู้เงิน 191.2 ล้านบาทที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งเกมการศึกษาแนวทางแก้ไข “รัฐธรรมนูญฉบับดีไซน์มาเพื่อพวกเรา” นั้น หลากพรรคสะท้อนมุมมองออกมาบ้างแล้วในรัฐสภาว่าข้อดีข้อเสียมีอะไรบ้างดังที่ฝ่ายต้องการรื้ออ้างว่าการเมืองวุ่นในวันนี้และจะยิ่งพันลึกไปกว่าเดิมในวันหน้าหากไม่มีการแก้ไข

สองประเด็นข้างต้นมีความเชื่อมโยงกับพรรคพลังประชารัฐอย่างเลี่ยงมิได้..

ประเด็นแรก การยุบพรรคสีส้ม หากมองผลในวันข้างหน้าจากการกระทำของพรรคสีส้มนั้น ผลบวกที่พปชร.น่าจะได้รับคือสลายหนึ่งในแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านไปได้ การทาบทามงูเห่าสีส้มที่วางมัดจำกันไว้ล่วงหน้ามาร่วมงานเพื่อเพิ่มคะแนนเสียงให้ขั้วเรือเหล็ก

การยุบพรรคสีส้มคือปัจจัยที่คนในพปชร.หวังว่าจะได้ทาบทามกำลังเสริมได้หลายส.ส. แต่เช็กกระแสเบื้องต้นมีไม่กี่คนจากอนค.จะไปอาคารปานศรีที่วางมัดจำใจไว้ล่วงหน้า..เว้นแต่เพิ่มเงื่อนไขเรียกกำลังพลเพิ่ม…

    ประเด็นที่สอง การแก้กติกาหลักนั้น ประเมินแล้วการแก้ไขน่าจะโดนคว่ำเพราะรู้กันทั่วแล้วว่าเก้าอี้ประธานกมธ.วิสามัญศึกษาและแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นโควตาของพปชร. และเมื่อมองจำนวนกมธ.วิสามัญชุดนี้ที่มาจากตัวแทนครม. ตัวแทนพรรครัฐบาลและตัวแทนพรรคฝ่ายค้านนั้น “เสียง” ของฝ่ายตรงข้ามเรือเหล็กน้อยกว่า ดังนั้นเมื่อ “ศึกษา” แล้วเสร็จ โอกาสที่จะเปิดทางให้มีการ “แก้ไข” น่าจะน้อยยิ่งกว่าน้อย ไหนจะมีด่านที่สองคือ ส.ว.ที่รับรู้กันแล้วว่าที่มาที่ไปของสภาสูงชุดนี้มาจากไหน และจะยอมเดินตามแนวทางที่สภาล่างขับเคลื่อนง่ายๆ เชียวหรือ…

แม้ขั้วฝ่ายค้านจะเดินเกมอีกครั้งนอกสภาเพื่อระดมกระแสสังคมให้เห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะกติกาหลักฉบับนี้สร้างความวุ่นวายหลายเรื่องจนหลากปัญหาที่คนไทยประสบในยามนี้มิได้รับการแก้ไข

แต่มองลึกๆ แล้ว สังคมส่วนใหญ่ยังนิ่งกับสิ่งที่ขั้วฝ่ายค้านขยับ เพราะภาวะเศรษฐกิจซึมยาวเช่นนี้มันทำให้ชาวบ้านแทบไร้ความตื่นตัวกับปรากฏการณ์ของขั้วฝ่ายค้าน และแทบไร้ความหวังกับนักการเมืองที่จะฝากผีฝากไข้ไว้ได้

อาการที่ชาวบ้านระอานั้น คนบนเรือเหล็กและส.ส.พรรคพลังประชารัฐทราบดี แต่ยังขยับอะไรไม่ได้เต็มที่เพราะเพียงแค่ประคองตัวไม่ให้ทรุดไปตามจังหวะการเมืองก็เหนื่อยแล้ว เพราะที่มาที่ไปของ “พปชร.” ทุกคนทราบดีว่าพรรคนี้แจ้งเกิดบนถนนการเมืองด้วยการระดมคนหลากพรรคหลายสีมาชุมนุมกันที่อาคารปานศรี ท่ามกลางข้อครหาจากสังคมว่า เป็นพรรคเฉพาะกิจที่ขึ้นโครงมาเพื่อสานเจตนาการเมืองของ 3 ป. หลังขอเวลาอีกไม่นานในการปฏิรูปประเทศ เพราะหลายภารกิจในช่วงห้าปีที่คสช.ยึดอำนาจไว้นั้นยังไม่สะเด็ดน้ำและต้องสานต่อด้วยการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

  “กติกาหลัก” ที่ทำให้พปชร.สามารถแซงพรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งครม.เรือเหล็กได้ด้วยเสียงปริ่มน้ำนั้น ใครหลายคนก็มองกันออกว่า เวลาที่คีย์แมนพปชร.ใช้ในการประสานหลายพรรคมาร่วมขึ้นเรือเหล็กนั้น สารพันข้อต่อรองของพรรคร่วมรัฐบาลและการกลืนเลือด รวมทั้งศึกแย่งเก้าอี้เสนาบดีทั้งในและนอกพรรคนั้น มีมากเพียงใด หลายคนในพปชร.รู้กันดี และส่งผลให้การเดินเกมของพปชร.ต่างมีเข็มมุ่งการเมืองแบบ “ทางใครทางมัน”

และกติกาหลักนี้เองเป็นเสาหลักซึ่งบุคคลระดับ “ตัวจริงเสียงจริง” ซึ่งบัญชาเกมของพปชร.หลังม่านใช้คอนโทรลจังหวะการเมืองจะปล่อยให้มีการแก้ไขเพื่อปลดล็อกการเมืองได้ง่ายๆ เชียวหรือ… ละครการเมืองในเรื่องแก้กติกาหลักน่าจะเป็นเพียงละครสั้นคั่นเวลาเท่านั้น!

แต่ที่น่าพินิจคะแนนนิยมพปชร. คือชาวบ้านเริ่มทวงสัญญาจากรัฐบาลตามที่พปชร.โปรยยาหอมไว้เมื่อก่อนหย่อนบัตรเลือกตั้งคือ
1.ข้าวเปลือกต้องได้เกิน 10,000 บาทต่อตัน
2.ข้าวหอมมะลิต้องได้เกิน 18,000 บาทต่อตัน
3.ค่าเก็บเกี่ยวไร่ละ 2,000 บาท
4.ค่าแรงขั้นต่ำ 400 ถึง 425 บาท
5.ปริญญาตรีเงินเดือน 20,000 บาท
6.อาชีวะเงินเดือน 18,000 บาท
7.มารดาประชารัฐตั้งครรภ์เดือนละ 3,000 บาท ค่าคลอด 10,000 บาท ดูแลเด็กเดือนละ 2,000บาท
8.ยกเว้นภาษีแม่ค้าออนไลน์สองปี
9.อ้อย 1,000 บาทต่อตัน
10.ปาล์ม 5 บาทต่อกิโลกรัม
11.ยางพารา 65 บาทต่อกิโลกรัม
ยาหอมที่โปรยไว้คล้ายไม่มีอะไรคืบเพราะงบประมาณไม่พอและบางกระทรวงนั้นพปชร.ไม่ได้ไปกำกับแต่จะแก้อย่างไรให้รอด…น่าคิดเพราะมองความจริงแล้วลำบากหนักหากจะผลักดันสิ่งที่โปรยยาหอมไว้แก่สังคมได้ลุล่วง

ไหนจะพะวงการลุ้นเลือกตั้งซ่อมที่ขอนแก่น กำแพงเพชร สมุทรปราการ อีกว่าจะชิงพื้นที่และปักธงเพื่มได้หรือไม่ เพราะหนึ่งส.ส.สำคัญยื่งนักต่อพปชร.

ไหนจะลุ้นว่าคดีฟาร์มไก่ของปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี ที่ตอนนี้ยังโดนกระหน่ำจากสังคมว่าสองมาตรฐาน…

ตรงนี้คือโจทย์ใหญ่ที่พปชร.ต้องแก้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นอาการเอวังอาจมาก่อนกาล!

เปิดซูเปอร์โพล..ผลชาวบ้านประเมินตำรวจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405667?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดซูเปอร์โพล..ผลชาวบ้านประเมินตำรวจ

20 ธันวาคม 2562 – 12:40 น.
สายตรวจระวังภัย,เปิดซูเปอร์โพล
เปิดอ่าน 2,044 ครั้ง

เปิดซูเปอร์โพล..ผลชาวบ้านประเมินตำรวจ คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  คณาธิศ ศรีหิรัญเดช

ช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองช่วงปีใหม่ที่ใกล้จะถึงในอีกสัปดาห์เศษนี้ สิ่งหนึ่งที่ทั้งประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเป็นกังวลนั่นคือการเดินทางกลับภูมิลำเนา

ด้วยเหตุนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. พร้อม พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผู้บังคับการ กองวิจัย ร่วมกับ ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดเผยผลการศึกษาความพึงพอใจของประชาชนต่อการบริการงานตำรวจด้านจราจรและความปลอดภัยทางถนน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,201 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1 – 18 ธันวาคม 2562

พล.ต.อ.สุวัฒน์ อธิบายว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ ตร.มีมาตรการต่างๆ ออกมาใหม่ เพื่อบริการรับใช้ประชาชนด้านการจราจรและความปลอดภัยทางถนน เช่น การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริการงานด้านจราจรและความปลอดภัยของกลุ่มจิตอาสากระจายทุกสถานีตำรวจ การใช้ประโยชน์จากโลกโซเชียลเพื่อกระจายข้อมูลข่าวสารให้ทั่วถึงรับรู้เส้นทางต่างๆ ลดความกังวลของประชาชนในเรื่อง รถติด อุบัติเหตุและความไม่ปลอดภัย และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อประกันความปลอดภัยทางถนนของประชาชน เป็นต้น

“การออกมาตรการต่างๆ ของ ตร. จำเป็นต้องมีการประเมินผลทั้งก่อนดำเนินการ ระหว่างดำเนินการและหลังดำเนินการ เพื่อนำข้อมูลมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไขหรือรักษามาตรการที่ประชาชนมีความพึงพอใจอยู่แล้วให้มีมากยิ่งขึ้น ในการนี้ ตร. ได้มอบหมายให้สำนักวิจัยซูเปอร์โพล ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศ สำรวจความพึงพอใจต่อการบริการงานตำรวจด้านจราจรและความปลอดภัยทางถนน” พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าว

ขณะที่ ผศ.ดร.นพดล บอกว่า ผลสำรวจก่อนช่วงปีใหม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.4 จะกลับภูมิลำเนา ร้อยละ 25.2 จะท่องเที่ยว และร้อยละ 16.4 อาจจะไปจังหวัดอื่นๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงความกังวลในการเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ พบว่า ร้อยละ 39.1 กังวลรถติด ร้อยละ 34.6 กังวลอุบัติเหตุ ร้อยละ 25.9 กังวลความไม่ปลอดภัย ตามลำดับ

ที่น่าเป็นห่วงคือ ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.3 เคยพบเห็นคนขับรถประมาทหวาดเสียว ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 69.4 มีแนวโน้มเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะดื่มถึงดื่มอย่างแน่นอน เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยพบว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจากอุบัติเหตุบนถนน คือ ขับรถเกินความเร็วที่กำหนด ร้อยละ 20.1 ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ร้อยละ 16.1 เมาแล้วขับ ร้อยละ 16.1 ขับรถประมาทหวาดเสียว ปาดไปมา หรือขับตัดหน้ากระชั้นชิด ร้อยละ 13.4 ขับรถย้อนศร ร้อยละ 11.5 และโทรศัพท์ขณะขับรถ ร้อยละ 9.1 เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อถามถึงความกล้าเสี่ยง ดื่มและขับ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.4 อาจจะดื่มแล้วขับถึงกล้าขับหลังดื่มอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงความสุขของประชาชนเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนำรถตำรวจออกตรวจจับกุม คนที่ขับรถประมาทหวาดเสียว ขับรถเกินความเร็วที่กำหนด พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 73.1 มีความสุขมากถึงมากที่สุด

ผศ.ดร.นพดล บอกด้วยว่า ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีแผนจะเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่ทั้งการกลับภูมิลำเนา ท่องเที่ยว และการเดินทางในจังหวัดอื่นๆ กระจายไปทั่วประเทศ แต่ประชาชนยังคงกังวลเรื่องอุบัติเหตุและความไม่ปลอดภัยทางถนน เพราะมีสาเหตุสำคัญจาก 2 ส่วนคือ ปัจจัยภายนอก เช่น เจอคนที่ขับรถประมาทหวาดเสียว และปัจจัยภายในได้แก่ตัวประชาชนเองที่มีความเสี่ยงที่จะกล้าดื่มแล้วขับ

ทุกๆ ปีที่ผ่านมามีหลายชีวิต หลายครอบครัวแทนที่จะกลับบ้านพร้อมความสุข แต่กลับสร้างความทุกข์ให้กับคนข้างหลังจากอุบัติเหตุ..!!

‘เสรีลาว’ ถูกอุ้ม กับ ‘แดงนอก’ ไร้เดียงสา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405639?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เสรีลาว’ ถูกอุ้ม กับ ‘แดงนอก’ ไร้เดียงสา

20 ธันวาคม 2562 – 10:20 น.
ชูธง,จอม เพชรประดับ,สปปลาว,แดงต่างแดน,เสรีลาว,โกตี๋,พรานข่าว,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 10,408 ครั้ง

‘เสรีลาว’ ถูกอุ้ม กับ ‘แดงนอก’ ไร้เดียงสา คอลัมน์… ชูธงทวนกระแส โดย… พรานข่าว

**********************************

แฟลชม็อบของ “ไพร่หมื่นล้าน” ทำเอา “แดงลี้ภัย” กระดี๊กระด๊าปานปลากระดี่ได้น้ำ ต่างอัพสเตตัสปลุกใจกันใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มแดงหนีตายไปจากสปป.ลาว เมื่อกลางปีนี้

วันที่ 15 ธันวาคม 2562 จอม เพชรประดับ” ที่ประกาศลาหน้าจอช่องยูทูบ เมื่อได้คำประกาศชวนคนไทยออกมา “วิ่งไล่ลุง” ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ดูทรงแล้ว นับจากนี้ไปการต่อสู้บนท้องถนนน่าจะเลี่ยงไม่ได้ ความรุนแรงก็เช่นกัน”

จะว่าไปแล้วสมัยที่ “จอม” ยังทำคลิปรายการทอล์กทางช่องยูทูบ ได้ทำตัวเป็นกระบอกเสียงให้ “โกตี๋” วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ และ “สุรชัย แซ่ด่าน” อยู่บ่อยครั้ง รวมถึงกลุ่มวงดนตรีไฟเย็น

สุรชัย แซ่ด่าน

แม้ “จอม” จะบอกว่า ทั้งโกตี๋และสุรชัย เป็นแค่ “คนเห็นต่างทางการเมือง” แต่เนื้อหาที่ “แดงฮาร์ดคอร์” ปลุกระดมมวลชน “ปฏิวัติประเทศไทย” ผ่านช่องยูทูบ จอมก็รู้อยู่แก่ใจ แต่ทำตัวเป็นพวกไร้เดียงสา บอกแค่แนวคิดการเมืองเท่านั้น

สุรชัย แซ่ด่าน, โกตี๋ และลุงสนามหลวง พยายามปลุกเร้าคนเสื้อแดงในไทยให้ไปก่อการเผาโน่นเผานี่ “จอม” กลับมองข้าม และแก้ต่างแทนคนกลุ่มนี้

ที่ตลกร้าย จอมก็รู้ว่าโกตี๋และสุรชัยอยู่ในดินแดนลาว อาศัยคอนเนกชั่นกับชนชั้นนำในลาวบางกลุ่ม ทำการเคลื่อนไหวจัดการวิทยุใต้ดินผ่านยูทูบ แต่จอมยังแอบหนุนช่วย “ลาวฝ่ายขวา” ที่อยู่ในสหรัฐ บ่อนทำลายความมั่นคงของ สปป.ลาว

เมื่อปี 2559 จอมก็ทำตัวเป็นกระบอกเสียงให้กลุ่มนักกิจกรรมลาว ที่เคลื่อนไหวด้านสิทธิแรงงานในนาม “เสรีลาว” (Free Laos) ที่ใช้เมืองไทยเป็นฐานปฏิบัติการสงครามข่าวผ่านสื่อโซเชียล โจมตีรัฐบาลลาว มีอยู่วันหนึ่ง จอมสัมภาษณ์ “วิน ฟรีดอม” สมาชิกกลุ่มเสรีลาว พร้อมพาดหัวข้อข่าวว่า “คลื่นประชาธิปไตย เริ่มก่อตัวใน สปป.ลาว. รอวันล้มเผด็จการสังคมนิยม”

กลุ่มเสรีลาว

จอมทำตัวเสมือน “นักปฏิวัติจิตใจสากลนิยม” จึงสนับสนุนกลุ่มก่อการโค่นล้มรัฐบาลขุนศึกไทยและล้มเผด็จการสังคมนิยมลาว แต่หารู้ไม่ว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวกลายเป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่ความหายนะของขบวนการแดงลี้ภัยและขบวนการกรรมกรลาวในลาว

สุรชัย แซ่ด่าน เคยให้สัมภาษณ์กับจอมว่า ตนเองนั้นอาศัยอยู่ในลาวได้เพราะความสัมพันธ์ระหว่างพรรคพี่น้อง (หมายถึงพรรคประชาชนปฏิวัติลาวกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทย) แต่บริบทการเมืองของ “บ้านพี่เมืองน้อง” ในวันนี้ เปลี่ยนไปเยอะ แดงหลบภัยในลาวประมาทจึงพบจุดจบ ตกเป็นเหยื่อเกมอำนาจลุ่มน้ำโขงเหมือนกรณีกลุ่มเสรีลาวในไทย

วันที่ 13-14 พฤศจิกายน 2562 ท้าวเพ็ดพูทอน พิลาจัน สมาชิกกลุ่มเสรีลาว เดินทางจากไทยไปเยี่ยมบิดาที่แขวงสะหวันนะเขต โดยข้ามโขงที่ด่านสะพานมิตรภาพหนองคาย เข้าไปพักในนครหลวงเวียงจันทน์ แล้วก็ขาดการติดต่อกับเพื่อนทางฝั่งไทย

3 คนลาว เพ็ดพูทอน สมบัด และอ๊อด ที่ถูกอุ้มหาย

ท้าวเพ็ดพูทอน เป็นเพื่อนของท้าวอ๊อด ไซยะวง สมาชิกเสรีลาว ที่หายตัวไปเมื่อ 6 กันยายน 2562 โดยเพื่อนๆ ติดต่อกับท้าวอ๊อดครั้งสุดท้ายได้ในเขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ

ทั้งท้าวอ๊อดและท้าวเพ็ดพูทอน ได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ในไทย และอยู่ระหว่างการรอการย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศที่สาม

เหตุการณ์ลักพาตัว สมบัด สมพอน เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ในนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมา ครอบครัวท่านสมบัด สมพอน ได้จัดพิธีทางศาสนาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ “สมบัด สมพอน” นักพัฒนาชาวลาว ผู้ได้รับรางวัลแม็กไซไซ ซึ่งถูกอุ้มหายไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว

องค์กรสิทธิมนุษยชนสากลจึงเรียกรัฐบาลลาวและไทยชี้แจงต่อประชาคมโลก เกี่ยวกับการหายตัวไปของผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวไทยขณะอยู่ในประเทศลาว รวมถึงนักพัฒนาและกรรมกรลาว 3 คน ที่ถูกบังคับให้หายตัวไป

จะอย่างไรก็ตามคนเสื้อแดงที่หลบภัยอยู่ในลาวมิได้แค่วิพากษ์วิจารณ์การรัฐประหาร และคสช. หากแต่พวกเขามีเป้าหมายการปลุกประชาชนไทยให้ลุกขึ้นสู้โค่นล้มระบอบเผด็จการ

จรรยา ยิ้มประเสริฐ แดงลี้ภัยในยุโรป จึงมีอาการกระดี๊กระด๊าไม่ต่างจากจอม เธอรู้สึกตื่นเต้นกับแฟลชม็อบ “มันเป็นการประท้วงที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ปี 2557” และเรียกร้องให้คนไทยออกไปวิ่งไล่ลุง 12 มกราคม 2563

พวกแดงลี้ภัยโฆษณาชวนเชื่อมา ปีแล้ว จนหมดไฟฝัน เมื่อธนาธรออกโรง จึงส่งเสียงหนุนสุดกำลัง

อากาศร้อนขึ้นโปรดระวังสุขภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405637?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อากาศร้อนขึ้นโปรดระวังสุขภาพ

20 ธันวาคม 2562 – 10:10 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,อากาศร้อนขึ้น,สุขภาพ
เปิดอ่าน 648 ครั้ง

อากาศร้อนขึ้นโปรดระวังสุขภาพ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          ‘ดับเครื่องชน’ เฝ้าติดตามลักษณะอากาศอยู่เสมอจากทุกสื่อ และขอรายงานแจ้งจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่าลมหนาวจะเริ่มหมดไป

อากาศประเทศไทยของเรานั้นเปลี่ยนแปลงบ่อย และเวลานี้อากาศแห้งแล้งเริ่มมาจึงเกิดฝุ่นละอองมาก หากไปในที่ชุมชนคนมากๆ หรืออากาศไม่ดีควรสวมหน้ากากอนามัยไว้จะเป็นการป้องกันไว้ก่อน กรมควบคุมโรคแนะนำคนให้ดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกาย กินอาหารที่เป็นประโยชน์ งดดื่มแอลกอฮอล์จะดีกว่า

พร้อมกันนี้ขอเป็นสื่อกลางแจ้งรายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาไว้เพื่อทราบทั่วกัน
อ๊อด เทอร์โบ


ประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1-3 องศาเซลเซียส และมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่ แต่ยังคงมีอากาศเย็นในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อุณหภูมิต่ำสุด 16-23 องศาเซลเซียส ส่วนบริเวณยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 3-15 องศาเซลเซียส ในขณะที่ในช่วงวันที่ 21-23 ธันวาคม อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส

บริเวณภาคใต้ตอนล่างจะมีฝนเพิ่มขึ้น และคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป ทะเลมีคลื่นสูง-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 21-23 ธ.ค.62 มีฝนลดลง และคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างมีกำลังอ่อนลง

ให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและระมัดระวังการสัญจรผ่านบริเวณที่หมอกไว้ด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณอ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไปควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

ระยะนี้อากาศเปลี่ยนแปลง จึงขอให้โปรดระมัดระวังสุขภาพไว้ด้วย


 ม็อบจะมาอีกแล้วหรือ?
 ประวัติศาสตร์ย้อนรอย

ผมไม่ขอเอ่ยนามพรรคการเมืองหรือม็อบใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น แต่ขอแสดงความรู้สึกส่วนตัวออกมาว่าประวัติศาสตร์การเมืองกำลังย้อนรอยหรืออย่างไร

จึงเขียนจดหมายนี้มาเพื่อเตือนว่าประเทศชาติของเราบอบช้ำมาพอแล้วและมากเกินไปจนหยุดลงกับที่และบางอย่างถอยหลังตกคลองด้วยซ้ำไป

คำถามที่เจอกันบ่อยเวลานี้ก็คือหลังปีใหม่จะเกิดอะไรขึ้นอีกและการเมืองไทยจะเป็นต้นน้ำแห่งความวุ่นวายเหมือนอดีตหรือไม่

ใครก็ไม่รู้บอกไว้ว่าการเมืองในสภาดีกว่าลากมาเล่นบนถนน-จริงหรือ?
กมลศักดิ์ (สีลม)

 เรียนคุณ ‘กมลศักดิ์’ สีลม
จดหมายของคุณจี้ใจผมมากและประชาชนคนไทยคงหวาดวิตกว่าต่อไปการเมืองจะวุ่นวายไปใหญ่ เพราะมีการชุมนุมหรือม็อบสารพัดเต็มไปหมด โดยเฉพาะเรื่องการเมืองซึ่งกำลังเข้าสู่ความขัดแย้งและต่อไปคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าจะแบ่งแยกกันเหมือนแต่ก่อนที่มีม็อบสารพัดสี

จึงขอร้องให้ทุกคนมีสติมีวิจารณญาณรอบคอบ อย่าให้ใครมาชักจูงหรือใช้อารมณ์พาไปเพราะเวลานี้มีสัญญาณแห่งความขัดแย้งออกมาหลายๆ เรื่อง แค่นี้ก็หนักหนาสาหัสแล้ว
อ๊อด เทอร์โบ


 ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคน
คุณ ‘เจิมธวัช’ นราธิวาส ส่งจดหมายผ่านมายังแม่ทัพภาค 4 ‘พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์’ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทุกคนในการปฏิบัติงานอย่างเข็มแข็งเพื่อความสงบสุขในเขตภาคใต้

ขอร่วมเป็นกำลังใจในการทำงานและขอให้ทำต่อไปในอนาคตและมีความปลอดภัยประสบความสำเร็จ
อ๊อด เทอร์โบ


 ยึดอาวุธโจรใต้
 ต้องทำอย่างต่อเนื่อง
(ผ่านไปยังแม่ทัพภาค4)

ผมขอสนับสนุนข่าวที่ว่าแม่ทัพภาค 4 ขยายผลติดตามค้นหาอาวุธร้ายแรง ตลอดจนสถานที่พักพิงของผู้ก่อการร้ายหรือโจรใต้ได้มากกว่าในเขต จ.ยะลา

จึงขอให้มีการปฏิบัติอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องเพราะอาวุธพวกนี้แหละจะกลับมาทำร้ายคนและเจ้าหน้าที่เรา

ยิ่งใกล้ปีใหม่ไม่ทราบว่ามีการเตรียมพร้อมอย่างไรหรือไม่เพราะทุกปีมักมีการก่อความไม่สงบอยู่เสมอเพราะพอเราเผลอก็โดนโจมตีจนบาดเจ็บ-ล้มตายอยู่เป็นประจำ

จึงแจ้งเตือนมาและขอให้เป็นกำลังใจให้อยู่รอดปลอดภัยและผ่านพ้นอันตรายด้วยประการทั้งปวงด้วยเทอญ
เจิมธวัช (นราธิวาส)


‘เฮ้ง’ ผงาด พยัคฆ์บูรพา ยกเครื่อง ‘พปชร.’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405638?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เฮ้ง’ ผงาด พยัคฆ์บูรพา ยกเครื่อง ‘พปชร.’

20 ธันวาคม 2562 – 10:05 น.
เฮ้ง,พรรคพลังประชารัฐ,สุชาติ ชมกลิ่น,บิ๊กป้อม,พปชร,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ
เปิดอ่าน 8,245 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 20 ธ.ค. 62

***********************************

วันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม 2562 จะมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ของพรรคพลังประชารัฐ ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ ตามรายงานข่าวมีวาระเพื่อปรับโครงสร้างกรรมการบริหารพรรค แถมมีข่าวปล่อยออกมาว่า คนโน้นคนนี้จะได้ตำแหน่งแม่บ้านพรรค แต่เอาเข้าจริงอาจไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรก็ได้

คอการเมืองทราบดีว่าพรรคพลังประชารัฐมีโครงสร้างแตกต่างจากพรรคการเมืองทั่วไป ผู้มีอำนาจตัวจริงเป็นใคร ก็รู้กันทั้งประเทศ ส่วนกรรมการบริหารพรรคอาจต้องดึง “มืออาชีพ” เข้ามาเสริม

อย่างไรก็ตาม สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, สมศักดิ์ เทพสุทิน, อนุชา นาคาศัย, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า, วิรัช รัตนเศรษฐ์ และสุชาติ ตันเจริญ ก็เป็นแม่ทัพภาค(ตัวจริง)อยู่แล้ว

ที่น่าสนใจบรรดาแม่ทัพภาครุ่นเก๋าก็มีดาวรุ่งดวงใหม่จากหัวเมืองบูรพาชื่อ สุชาติ ชมกลิ่น” ในชั่วโมงนี้มาแรงสุด และอาจเป็นกำลังหลักในพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งครั้งหน้า

เงา” ของลุงป้อม

ถ้ายังจำกันได้หลังสัมมนาใหญ่ที่วังน้ำเขียว วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล ได้แจ้งต่อที่ประชุมส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ว่าผู้ใหญ่ในพรรคได้เห็นชอบตั้ง “ส.ส.เฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี เป็นประธาน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ

แม้ ส.ส.เฮ้ง จะไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ก็ได้รับความไว้วางใจจาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้ดูแล ส.ส.ภาคตะวันออก และภาคกลาง(ตะวันตก) ช่วยแก้ปัญหามุ้งต่างๆ ในพรรค และพรรคร่วมรัฐบาลได้เป็นอย่างดี

เงาบิ๊กป้อม

นอกจากเป็นประธานส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งก่อสร้าง และรัฐวิสาหกิจ โดยมีหน้าที่พิจารณางบประมาณ ครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งก่อสร้าง รวมไปถึงรัฐวิสาหกิจ

ไม่ต้องแปลกใจ มีลุงป้อมที่ไหนก็ต้องมี ส.ส.เฮ้ง ประหนึ่งพยัคฆ์บูรพาภาคนักเลือกตั้ง

พวก”ใหญ่กว่าพรรค

ส.ส.เฮ้ง ไม่ใช่ลูกกำนันดังเหมือนสื่อหลายสำนักนำเสนอไปก่อนหน้านี้ แวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภาคตะวันออกต่างรู้จัก “เสี่ยเฮ้ง” ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท อรินสิริแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ ARIN ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และอาคารพาณิชย์

ส่วน “วิมลจิต อรินทมะพงษ์” ภรรยาสุชาติ ชมกลิ่น ทายาทเจ้าของร้านทอง “99 กะรัต” ตลาดหนองมน จ.ชลบุรี ซึ่งบริหารบริษัท 99 กะรัตแลนด์มาร์ค จำกัด มาเกือบสิบปีแล้ว

ส.ส.เฮ้ง ยังไม่ลืมกำนัน และบ้านใหญ่แสนสุข

ส.ส.เฮ้ง เล่นการเมืองท้องถิ่นในสังกัด “เรารักชลบุรี” และลงสนามเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2554 ในสีเสื้อพรรคพลังชล ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยแรก

แม้สุชาติ ชมกลิ่น จะแจ่มจรัสเป็นดาวฤกษ์พุ่งแรงจนตกเป็นข่าวลือว่าจะแยกตัวออกจากบ้านใหญ่ “แสนสุข” แต่ข้อเท็จจริง ส.ส.เฮ้ง ยังเคารพรัก “อากำนันเป๊าะ” และ “อาสติล” รวมถึงลูกๆ ของกำนัน ไม่ว่าจะเป็น สนธยา คุณปลื้ม, วิทยา คุณปลื้ม และอิทธิพล คุณปลื้ม

พบง่าย ใช้คล่อง แบบ ส.ส.เฮ้ง

เพราะส.ส.เฮ้ง มีคำขวัญช่วงหาเสียงเลือกตั้งว่า “กตัญญู พึ่งได้” และมีคำขวัญประจำใจว่า “พรรคอะไรไม่ใหญ่ เท่าใจพรรคพวก”

เกิดมาจาก“ดิน”

ชีวิตในวัยเด็ก ส.ส.เฮ้ง เติบโตมาในครอบครัวยากจน เรียนประถมโรงเรียนวัดกลางดอน แถวหนองมน และเรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนชลราษฎรอำรุง หรือ “ชลชาย” เรียน ปวช.และปวส.ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อีเทค)

สมัยเป็นนักเรียน ส.ส.เฮ้ง ก็ยึดอาชีพนักฟุตบอล สังกัดสโมสรโอสถสภา มีรายได้ถึงจะไม่มากแต่ก็แบ่งเบาภาระพ่อแม่ในเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนตัว เมื่อเรียนจบทำงานเป็นเซลส์ขายบ้านจัดสรร

มาจากดิน ไม่เคยลืมกำพืดตัวเอง

จากนั้น ส.ส.เฮ้ง ไปรับเหมาแบกน้ำตาลที่ท่าเรือแหลมฉบังอีก 6-7 ปี และมาทำอสังหาริมทรัพย์ปี 2549 จนถึงวันนี้ จัดว่าเป็นนักการเมืองสู้ชีวิตคนหนึ่งและไม่น่าแปลกใจที่เขาโตเร็วมาก

เป็นที่ทราบกัน ส.ส.เฮ้ง ยังรับบทเป็นที่ปรึกษา “กลุ่มชลบุรีโฉมใหม่” ซึ่งเป็นการรวมตัวของหัวคะแนนในพื้นที่ อ.เมืองชลบุรี อ.พานทอง และ อ.พนัสนิคม เนื่องจากกลุ่มหัวคะแนนของเขา ต้องการลงสมัคร ส.อบจ.ชลบุรี แต่ไม่มีพื้นที่ลงจึงต้องให้ตั้งกลุ่มใหม่ขึ้นมา

ไม่ว่าฟ้าถล่มดินทลาย เลือกตั้งท้องถิ่นชลบุรี ส.ส.เฮ้ง ก็มีภารกิจต้องช่วย วิทยา คุณปลื้ม ลูกชายกำนันเป๊าะ เป็นนายก อบจ.อีกสมัย