วิกฤติขยะทะเล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404744?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิกฤติขยะทะเล

16 ธันวาคม 2562 – 08:47 น.
ขยะทะเล
เปิดอ่าน 456 ครั้ง

วิกฤติขยะทะเล บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2562

วิกฤติปัญหาขยะทะเลเป็นประเด็นปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และมีแนวโน้มว่ากำลังทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นหากยังเมินเฉย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์ในวงกว้างทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม อาหาร สุขภาพส่วนบุคคล ชุมชน ไปจนถึงระดับชาติ แนวทางทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะทะเลนั้นเป็นเรื่องของทุกคน เริ่มได้จากการป้องกันตั้งแต่ก่อนที่จะมาเป็นขยะเริ่มจากภาคพื้นดิน  ขณะเดียวกันการแก้ไขปัญหาขยะที่ลงไปในทะเลอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมก็มีความสำคัญเช่นเดียว การพบกองขยะและเศษอวนที่คลุมตามแนวปะการังหลายแห่ง การพบการเกยตื้นและบ่อยครั้งที่นำไปสู่การตายของสัตว์ทะเลหลายชนิด ทั้งที่เป็นสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ เช่น เต่าทะเล โลมา และวาฬ

ความสูญเสียชีวิตของสัตว์น้ำทางทะเลมีให้เห็นและรับรู้ได้บ่อยขึ้น ซึ่งจากรายงานของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในช่วงเสาร์-อาทิตย์ก่อนหน้านี้ มีเต่าเกยตื้นตาย 13 ตัว เกือบทั้งหมดสาเหตุมาจากขยะทะเล และเป็นเรื่องสะเทือนใจอย่างยิ่ง โดย ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กอย่างน่าตกใจคือไม่ใช่เต่าแก่แล้วสู้แรงคลื่นไม่ไหวจึงโดนพัดสู่ฝั่ง แต่เป็นเต่าหนุ่มเต่าสาวติดขยะลอยอยู่กลางทะเล กำลังทยอยกันโดนคลื่นพัดเข้ามา แน่นอนว่ายังมีลอยอยู่กลางทะเลอีกจำนวนมาก และคงมีข่าวเต่าเกยตื้นอีกเรื่อยๆ เปรียบข้อมูลสมัยก่อนเต่าเกยตื้นเฉลี่ยปีละ 300 ตัว แต่ยิ่งเห็นตัวเลข 2 วัน 13 ตัว ก็ยิ่งไม่อยากคิดว่าตัวเลขสรุปตอนสิ้นปีจะเป็นเท่าไรในปีนี้ นอกจากพะยูนตาย 23 ตัว สูงสุดเป็นประวัติการณ์มาแล้ว

ขยะทะเลมีทั้งขยะที่เกิดจากการท่องเที่ยว การทำประมง ภาคอุตสาหกรรม การเดินเรือพาณิชย์ รวมถึงการทิ้งขยะลงทะเลโดยผิดกฎหมาย โดยแหล่งที่มาของขยะทะเลส่วนใหญ่เกิดจากกิจกรรมบนฝั่ง เช่น ชุมชน แหล่งทิ้งขยะบนฝั่ง บริเวณท่าเรือ และการท่องเที่ยวชายหาด และจากกิจกรรมในทะเล เช่น การขนส่งทางทะเล การประมง และการท่องเที่ยวทางทะเล เป็นต้น ขยะพลาสติกเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สัตว์ทะเลเหล่านี้ต้องจบชีวิตลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเต่าทะเลที่เกยตื้นจากผลกระทบของขยะทะเล เช่น การเกี่ยวพันของอวน มีสัดส่วนสูงถึง 20-40% และเกิดจากการกลืนขยะทะเลเข้าไปสะสมอยู่ในระบบทางเดินอาหาร มีสัดส่วน 2-3% จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าขยะทะเลส่วนใหญ่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ถุงพลาสติก ขวด ภาชนะใส่อาหาร  เป็นต้น

หากจะว่าไปแล้วขยะทะเลไม่ได้เป็นปัญหาที่เพิ่งจะเกิดขึ้นใหม่สำหรับประเทศไทย แต่สะสมมายาวนานกว่า 20 ปี โดยเฉพาะจังหวัดต่างๆ ตามชายฝั่งทะเลของไทย และได้ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นตามลำดับในเวลาต่อมาจนเกิดผลกระทบในวงกว้าง รัฐบาลที่ผ่านมาได้ออกมาตรการและแก้ปัญหาขยะทะเลและพลาสติกอย่างจริงจังควบคู่กับการสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างชาติต่อเนื่อง ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถปรับอันดับประเทศที่มีขยะทะเลสูงสุดในโลกในอับดับ 6 ลงมาอยู่ที่อันดับ 10 ได้สำเร็จ ถือเป็นสัญญาณที่ดีจากการแก้ปัญหาขยะทะเล เป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าวิกฤติขยะทะเลไทยไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะปล่อยให้แต่ละฝ่ายต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างแก้กันแบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่เป็นสำนึกของทุกคนทุกภาคส่วนของสังคมไทยและสังคมโลกที่จะต้องบริหารจัดการร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อสภาพแวดล้อมโลกที่สดใสในอนาคต

รู้ยัง ‘ธนาธร’ ผู้นำม็อบจรยุทธ์ 2553 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404614?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รู้ยัง ‘ธนาธร’ ผู้นำม็อบจรยุทธ์ 2553

15 ธันวาคม 2562 – 11:00 น.
ธนาธร,ม็อบไล่ลุง,วิ่งไลลุง,สกายวอล์ค,เจาประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 5,597 ครั้ง

ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก วันอาทิตย์ 15 ธ.ค.62

*********************************

การทดสอบพลังมวลชนยกแรกของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ผ่านไปแล้ว กองเชียร์สีส้ม ประเมินว่า “ม็อบจุดติดแล้ว” ก็ต้องรอม็อบวิ่งไล่ลุง ปี 2563 ว่า จำนวนของมวลชนจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไหร่?

แม้จะมีน้ำเสียงหยามหยันจากแกนนำ นปช.บางคน ว่า ธนาธรไร้เดียงสาเรื่องการทำม็อบ แต่คนใกล้ชิดหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่รู้ดีว่า ธนาธร และมิตรสหายร่วมอุดมการณ์ เคยผ่านสมรภูมิแดงทั้งแผ่นดิน 2553 มาแล้ว

ธนาธรที่สกายวอล์ก์เมื่อวันเสาร์ที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา

ใครที่อยากรู้ลึกๆ กลับไปอ่านบันทึกของ “อุเชนทร์ เชียงเสน” อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ปี 2543 ซึ่งปัจจุบันเป็นอาจารย์วิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

อุเชนทร์ ได้พูดถึง “พวกเรา” อันประกอบด้วย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตอุปนายกองค์การนักศึกษา ธรรมศาสตร์ ปี 2542 ,ชัยธวัช ตุลาธน” อดีตเลขาธิการ สนนท.ปี 2541 และ ศรายุทธ ใจหลัก” อดีตเลขาธิการ สนนท.ปี 2542 ได้เข้าร่วมการชุมนุมแดงทั้งแผ่นดิน

ดังที่ทราบกัน ธนาธร ได้ชวนชัยธวัช และศรายุทธ มาร่วมกันตั้งพรรคอนาคตใหม่ และสามคนนี้ก็คือ แกนหลักของพรรค ที่ทำให้ได้รับชัยชนะแบบเหลือเชื่อ

ย้อนไปเมื่อ 12 มีนาคม 2553 นปช.เปิดฉากการชุมนุมใหญ่ภายใต้แคมเปญ “ศึกเขย่าขวัญอำมาตย์” เรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ยุบสภาภายใน 24 ชั่วโมง นปช. มีการตั้งเวทีใหญ่ที่สะพานผ่านฟ้า พื้นที่การชุมนุมของคนเสื้อแดงครอบคลุมพื้นที่ตลอดถนนราชดำเนิน ด้านหนึ่งไปจรดลานพระบรมรูปทรงม้าและตึกไทยคู่ฟ้า

กระทั่ง 10 เมษายน 2553 อุเชนทร์เล่าว่า ได้ข้อมูลว่ารัฐบาลจะขอคืนพื้นที่ “พวกเรา”ตัดสินใจยกกำลังทั้งหมดไปที่เวทีชุมนุมผ่านฟ้า-ราชดำเนิน

เวทีชุมนุมย่อยที่คลองเตย ปี 2553

ภาพของ “เอก ธนาธร”, “ต๋อม ชัยธวัช” , “ติ่ง ศรายุทธ” และอุเชนทร์ ในการชุมนุมที่สี่แยกคอกวัว ได้ถูกเผยแพร่ไปในกลุ่มเพื่อนพ้องน้องพี่บ้างแล้ว แต่ก็ไม่มีใครให้ความสนใจในตัวเขามากนัก

หลัง 10 เมษายน 2553 การชุมนุมของ นปช. ถูกย้ายไปรวมที่ราชประสงค์เพื่อความปลอดภัย นับจากนั้นฝ่ายผู้ประท้วงกลับตกเป็นฝ่ายตั้งรับ ถูกจำกัดการเคลื่อนไหวและปิดล้อม

อุเชนทร์เล่าว่า สถานการณ์มวลชนคนเสื้อแดงตกอยู่ในจุดเสี่ยงอันตราย “พวกเรา” จึงร่วมกับครูประทีบ อึ๊งทรงธรรม ฮาตะ รวมถึง สนนท. ในขณะนั้น ตั้งเวทีชุมนุมย่อยขึ้นที่บริเวณสามแยกตลาดคลองเตย ในวันที่ 15 พฤษภาคม2553

มิเพียงเท่านั้นอุเชนทร์ได้มีการประสานงานกับกลุ่มเพื่อนพ้องที่เคยร่วมทำกิจกรรมกันมาระยะหนึ่งช่วยจัดตั้งเวทีการชุมนุมในลักษณะเดียวกัน

เวทีหลักที่คลองเตย พระราม โดยมี “ต๋อม ชัยธวัช” ทำหน้าที่ประสานงานกับจุดอื่นๆ ส่วน “เอก ธนาธร” และเพื่อนๆ รับผิดชอบบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ติ่ง ต๋อม เอก ที่สี่แยกคอกวัว 10 เม.ย. 2553

หลังสลายการชุมนุม 17 พฤษภาคม 2553 อุเชนทร์ บันทึกไว้ว่า “สิ่งที่กังวลมากที่สุดอย่างหนึ่งหลังสลายการชุมนุมคือ จะมีชื่อของเอก ธนาธร เวทีย่อย อยู่ในรายชื่อไหม มีรูปของเขาหลุดไปอยู่ในสื่อออนไลน์ต่างๆ ไหม”

วันนั้น ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นแค่ “ผู้เล่น” ตัวเล็กๆ ในยุทธการเขย่าขวัญอำมาตย์ของ นปช. แต่วันนี้ ธนาธรกลายเป็น “ผู้นำม็อบส้มหวาน” เต็มตัว

ต้นปีหน้า จับตาม็อบธนาธร จะยกระดับการชุมนุมได้ระดับไหน และสถานการณ์จะพัดพาอารมณ์ผู้คนไปสู่การแตกหักหรือไม่?

ม็อบเขย่าขวัญอำมาตย์ฉบับธนาธร จะมีจุดจบเหมือบฉบับ “ตู่ เต้น เหวง” หรือไม่ นับถอยหลังได้เลย

เลิกที หูฉลาม พระเอกบอก นายกฯ ตาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404367?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลิกที หูฉลาม พระเอกบอก นายกฯ ตาม

14 ธันวาคม 2562 – 09:55 น.
ป้อง ณวัฒน์,หูฉลาม,WildAid Thailand,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 878 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 14-15 ธันวาคม 2562

*************************

อ่านข่าววันนี้ ต้องสัพเพสัตตา แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ ไม่เพียงบรรดา “งูเห่าหลากสี” ที่กำลังเลื้อยพล่านดิ้นหาที่หลบลมหนาว

ยังมีเรื่องราวของ “น้องฉลาม” ที่กำลังเป็นมากกว่าแค่สีสันดราม่าการเมืองไทย เมื่อพระเอกดัง ป้อง ณวัฒน์” ออกมาซัด “ซุปหูฉลามตุ๋นหม้อดิน” เมนูที่คนรักสัตว์เห็นแล้วต้องร้องไห้ ในงานเลี้ยงสยบรอยร้าวของพรรคร่วมรัฐบาลที่เพิ่งจัดไปช่วงวันที่ ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา

ผลทางการเมืองออกมาว่า สภาไม่ล่มรอบ เพราะการตั้งกรรมาธิการที่จะมาเช็กบิลการใช้มาตรา 44 ของคสชถูกปิดแฟ้มไปเรียบร้อย แต่ผลทางสังคมที่กำลังเกิดขึ้นกับกระแสแบนหูฉลาม ก็ไม่แน่จะสั่นคลอนความเชื่อมั่น ครม.ลุงได้หรือเปล่า ?

มื้อกระชับมิตร?

ต้องบอกว่าคนไทยทั่วไปเองก็เกือบลืม เพราะมัวแต่โฟกัสไปที่ “วาระทางการเมือง” ของมื้ออร่อยในนัดกินเลี้ยงสยบข่าวเตียงหัก เอ๊ยรอยร้าวของพรรคร่วมรัฐบาล จนกระทั่งรุ่งขึ้นคอการเมืองต้องไปหาคลิป “เพลงที่มีงูออกมา” มาเปิดดูให้หายแค้น

แต่สำหรับ ป้อง” ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ สายตาของเขากลับมองไปที่ชีวิตในหม้อดินกรุ่นๆ หอมอุ่นรับลมหนาว กับเมนูที่เรียกว่า “ซุปหูฉลามตุ๋นหม้อดิน” จนกระทั่งถึงจุดเดือดต้องออกมาแซะแรงๆ ไปยังท่านผู้นำ

กับการโพสต์ภาพและข้อความลงไอจีว่า “ฉลองยังต้องมีฉลามกันอีกหรือ?”, “คนรณรงค์ก็รณรงค์กันไป รัฐบาลก็ไม่สนใจจะปาร์ตี้สยบรอยร้าวหรืออะไรก็ทำไปครับแต่ฉลามไม่ได้รู้เรื่องด้วย หยุดทำร้ายฉลาม ทำลายระบบนิเวศในท้องทะเล ช่วยเป็นตัวอย่างที่ดีหน่อยครับ…”

และอื่นๆ อีกมากมาย จนทำเอาชาวเน็ต และดารา คนดังเข้ามาคอมเมนต์ ให้กำลังใจเพียบทั้ง มาช่า วัฒนพานิชมอส ปฏิภาณ ฯลฯ

ที่สุดวันที่ 11 ธันวาคม “ป้อง” พร้อมพันธมิตรองค์กรอนุรักษ์ องค์กร บุกทำเนียบเพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอความร่วมมือรัฐบาลสร้างบรรทัดฐานใหม่ ในการปกป้องฉลาม ด้วยการเลิกเสิร์ฟหูฉลามในงานเลี้ยงของรัฐทุกรูปแบบ !!

หลายคนเชื่อขนมกินได้ว่าเรื่องนี้ภาครัฐจะแอ็กชั่นแบบไหน เพราะได้ยินมาว่างานเลี้ยงแบบนี้เขากำหนดนัดกันทุกเดือน ก็คงไว้แก้ตัวคราวหน้า

แต่งานนี้บอกเลยลีลาครั้งนี้ของพระเอกดัง “ได้ใจ” คนไทยไปหลายเข่ง และไม่ใช่แค่การแอ็กชั่นเข้าฉาก หากแต่หนุ่มป้องนั้นเอาจริงกับเรื่องนี้ในฐานะทูตด้านฉลามองค์กรไวลด์เอดอยู่แล้ว

ไวลด์เอดคืออะไร

อย่างที่รู้ “ป้อง” นั้นนอกจากเป็นนักแสดงระดับพระเอกแถวหน้าแล้ว เขายังเป็น “ทูตองค์กรไวลด์เอด” ในโครงการปกป้องประชากรฉลามโลกที่กำลังถูกคุกคามจากการค้า และการบริโภคเมนูฉลามอีกด้วย

ดังนั้น ป้องจึงสามารถพูดข้อมูลได้อย่างผู้รู้จริง เช่นว่า “เมื่อปี 2012 หรือ ปีก่อน รัฐบาลจีนประกาศแบนการเสิร์ฟหูฉลามในงานเลี้ยงของรัฐ โดยให้เหตุผลว่า เพื่อสร้างบรรทัดฐานในการปกป้องสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์”

นอกจากนี้ เมื่อกลางปี ประเทศแคนาดาเป็นประเทศแรกในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำและกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ หรือ G20 ที่ผ่านกฎหมายจำกัดการค้าหูฉลาม ด้วยการแบนการส่งออกและนำเข้าหูฉลามในประเทศ สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องปกป้องประชากรฉลามโลกที่กำลังเผชิญภาวะวิกฤติ ที่ถูกคุกคามจากการค้า ความต้องการบริโภคหูฉลาม และการทำประมงเกินขนาด

ทั้งนี้ ไวลด์เอด หรือ “WildAid” เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และดำเนินกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ต่อต้านการฆ่าสัตว์เพื่อการค้า สำนักงานอยู่ที่ซานฟรานซิสโก และมีสาขาใน จีน อินเดีย กัมพูชา หมู่เกาะกาลาปาโกส และอังกฤษ

ที่ผ่านมาองค์กรนี้ใช้คนดังนักกีฬามาเป็น ทูต หรือพรีเซ็นเตอร์ให้องค์การเสมอ เช่น จาง ยี่ หนิง และ เหยา หมิง นักกีฬาชาวจีน

และไม่เพียงแค่ฉลาม ไวลด์เอดยังทำเรื่องของสัตว์อื่นๆ อย่างเรื่อง “ช้าง” ปีที่แล้วก็เพิ่งเปิดตัว “ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่” ดาราหญิงคนดังที่สุดตอนนี้ ในฐานะทูตด้านช้างคนล่าสุด ด้วยสโลแกน ชวนคนไทย ไม่เอางา ไม่ฆ่าช้าง”พร้อมดาราคนดังไทยอีกหลายคนมาช่วยเป็นพรีเซนเตอร์

สำหรับป้องนั้น ไวลด์เอดได้เปิดตัวเขาในฐานะทูตองค์กรช่วงปีที่ผ่านมาเช่นกัน พร้อมการเปิดตัวโฆษณา ‘พูดแทนฉลาม’ โดยโครงการรณรงค์นี้ได้รับการสนับสนุนจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ป้อง” สมชื่อ

ป้องไม่ใช่แค่พรีเซนเตอร์หน้าฉาก แต่งานนี้ที่ต้องเป็น “ป้อง” เพราะนอกจากความมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในระดับดีเลิศแล้ว ป้องยังชื่นชอบการดำน้ำเป็นชีวิตจิตใจ ดังนั้นเขาจึงได้สัมผัสและเข้าถึงธรรมชาติในท้องทะเลได้เป็นอย่างดี

การได้เจอฉลามระหว่างการดำน้ำ เป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้น และถือเป็นไฮไลท์ของวันนั้นๆ เลย แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ การพบเจอฉลามในทะเลกลับยากขึ้นเรื่อยๆ ฉลามมีบทบาทสำคัญที่ช่วย รักษาความสมดุลของระบบนิเวศในท้องทะเล เราจำเป็นต้องสร้างความตระหนักให้คนทั่วไปรับรู้ถึงภัยคุกคามฉลาม ก่อนที่มันจะสายเกินไป” ป้องกล่าวไว้เมื่อปีก่อนตอนที่เข้ามาสวมเสื้อของทูตองค์กรไวลด์เอด

สำหรับโฆษณา ‘พูดแทนฉลาม’ ได้ไอเดียจากการที่ฉลามเป็นสัตว์ที่ไม่มีอวัยวะในการออกเสียง มนุษย์เท่านั้นที่จะเป็นกระบอกเสียงแทนพวกเขาได้ และยังนำเสนอแฮชแท็ก “#ฉลองไม่ฉลาม” ที่มีเป้าหมายสร้างความตระหนักให้คนไทยเห็นความสำคัญของฉลามที่มีต่อทะเล รับรู้ถึงเบื้องหลังอันโหดร้ายของการบริโภคหูฉลาม รวมทั้งสร้างค่านิยมใหม่ให้งานฉลองต่างๆ ว่าไม่ควรมีเมนูฉลามอีกต่อไป

ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีข่าวกรอบเล็กๆ ว่าทางไวลด์เอดได้ทดลองใช้สื่อดิจิทัลกลางศูนย์การค้ากลางเมือง ด้านหน้าศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม และเอ็มควอเทียร์ เพื่อช่วยสื่อสารแคมเปญในวันที่ 14 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันรู้จักฉลาม หรือ Shark Awareness Day โดยรณรงค์ต่อเนื่องไปจนถึงกลางเดือนสิงหาคม

แต่ดูเหมือนว่า ครั้งไหนจะไม่สะเทือนไทยเท่ากับครั้งนี้ของป้อง กับการกล้าออกมาจวกเมนูกระชับหัวใจของคนใหญ่คนโต เพื่อปกป้องเจ้าฉลามผู้ยิ่งใหญ่แห่งท้องทะเล

วันที่บุกทำเนียบ ป้องกล่าวว่า “การเสิร์ฟหูฉลามในงานเลี้ยงเท่ากับเป็นการสนับสนุนการฆ่าฉลาม ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ ที่เปรียบเหมือนเสือในป่า มาร่วมสร้างบรรทัดฐานใหม่ด้วยการ ‘ฉลองไม่ฉลาม’ นำหูฉลามออกจากเมนูงานเลี้ยงทุกรูปแบบ เพราะหยุดกินหูฉลาม เท่ากับหยุดฆ่า”

เป็นตัวจริงของพระเอกชื่อ “ป้อง” ที่ดูหล่อกว่าทุกๆ บทบาทที่เคยรับมาจริงๆ

ชีวิตที่ต้องแลก

พูดถึงเมนูหูฉลาม ในการรับรู้ของคนไทยคือ ของดี ของมีระดับ ของ “มันต้องมี” ในทุกๆ งานเลี้ยงโดยเฉพาะงานมงคลสมรส แต่หลายคนรู้หรือไม่ว่า กว่าจะมาเป็นซุุปหูฉลามนั้น เขาทำกันยังไง

หูฉลาม หรือ ซุปหูฉลาม หรือ ฮื่อฉี่ ในสำเนียงแต้จิ๋ว เป็นอาหารของชาวจีน ประวัติของหูฉลามนั้นย้อนไปได้ถึงสมัยราชวงศ์หมิง ตามความเชื่อโบราณว่าหูฉลามคือ “ยาอายุวัฒนะ” ในอดีตซุปหูฉลามจะถูกปรุงขึ้นเพื่อถวายแก่จักรพรรดิและชนชั้นสูงเท่านั้น

ซุปหูฉลามมีวิธีการปรุงคล้ายกับกระเพาะปลาเราๆ นี่เอง แต่ก็ยังมีเมนูอื่นๆ อีกมากมายให้เลือกสรร เช่น หูฉลามน้ำแดง หูฉลามแผ่นจักรพรรดิ หูฉลามเซ็งตุ๋น หูฉลามผัดแห้ง หูฉลามสามเซียน ฯลฯ

แม้จะเรียกว่า “หูฉลาม” แต่ที่จริงมันคือ “ครีบฉลาม” ที่เป็นส่วนของกระดูกอ่อน มีทั้งฐานครีบและก้านครีบ ซึ่งเป็นกระดูกที่มีลักษณะเป็นเส้นๆ ช่วยให้ปลาฉลามสามารถแผ่ครีบออกได้

แต่ก่อนจะสั่งมาเสิร์ฟบนโต๊ะ ให้เราหลับตานึกภาพในท้องทะเลบนเรือประมงใหญ่ มนุษย์จะตกหรือจับฉลามขึ้นมา จากนั้นก็เอามีดกรีดตัดครีบออกทั้งบน ล่าง ซ้าย ขวา หลายครั้งที่มันจะถูกกรีดท้องเพื่อเจาะเอาชิ้นตับไปด้วย โดยส่วนของตับนั้นก็จะถูกส่งให้กับโรงงาน ไปทำเป็นน้ำมันตับปลาใส่แคปซูลขายให้เราๆ ได้บริโภคบำรุงร่างกายกันยังไงล่ะ

แต่ทั้งหมดทั้งมวล กระบวนการนี้กระทำในขณะที่มันยังมีชีวิต เมื่อเสร็จแล้วก็จะโยนลงทะเล ปล่อยให้หมดลมหายใจตายไปเอง ว่ากันว่าใช้เวลาราว ชั่วโมง !

ส่วนคนที่สงสัยว่ากินหูฉลามไม่ได้ ทำไมกินกระเพาะปลาได้ มีคำอธิบายไว้แล้วมากมาย แต่ทวนซ้ำสั้นๆ ว่า โดยธรรมชาติของระบบนิเวศจะมีผู้ล่าสูงสุด ผู้ล่าระดับรองลงมา และผู้ผลิต เช่นพืชที่สัตว์กินพืชกิน

ถ้าฉลามหายไป ก็ถือว่าผู้ล่าขั้นสูงสุดที่มีบทบาทในการควบคุมประชากรที่เป็นผู้ล่าระดับต่ำๆ หายไปด้วย สัตว์ที่เคยเป็นอาหารของฉลามก็จะมีจำนวนเพิ่มขึ้น ถามว่าผลกระทบทางระบบนิเวศเสียสมดุลขนาดไหน คิดสิคิด!

****************************

เครดิตภาพจาก เฟซบุ๊ก WildAid Thailand ช่วยสัตว์ป่า

ย้อนรอยเจ็บ “Let It Be” “เต่า แม้ว เอ๋” เวอร์ชั่นไหนช้ำสุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404375?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้อนรอยเจ็บ “Let It Be” “เต่า แม้ว เอ๋” เวอร์ชั่นไหนช้ำสุด

14 ธันวาคม 2562 – 08:40 น.
let it be,เอ๋ ปารีณา,ปารีณา ไกรคุปต์,สปก,เจาะประเด็นร้อน,เอ๋ร้องเพลง,ทักษิณ ชินวัตร
เปิดอ่าน 7,740 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 14-15 ธันวาคม 2562

*******************

พลันที่คนไทยเห็นคลิปเพลง “Let It Be” ในเวอร์ชั่นของ “เอ๋ ปารีณา ไกรคุปต์” หลายคนถึงกับอุทาน “มายก๊อด วอทแฮปเป้น”!! โดยเฉพาะท่อนสร้อยที่เธอแปลงเป็นไทยว่า “ช่างแม่มัน”

แต่ที่น่าสนใจคือ “สาร” ในเพลงนี้บอกเราว่า เมื่อใดก็ตามที่ใครสักคนหยิบเพลงนี้ขึ้นมาฮึมฮัม แปลว่าตอนนั้นคนนั้นกำลังเจอปัญหา และทางออกของเรื่องร้ายที่ถาโถม ก็คือการ “ปล่อยมันไป”

วันนี้ไม่เพียง “เอ๋” ส..ราชบุรี ผู้ซึ่งเหมือนกำลังดวงตก ที่ออกมาร้องเพลงนี้ในความมืดที่ดูวังเวงโดดเดี่ยว หรือเจ้าของเพลงอย่าง วง “เดอะ บีเทิลส์” เอง ที่ช่วงนั้นก็กำลังเกิดเรื่องบางอย่าง

หากคนไทยยังพอจำกันได้ ยังมีอดีตนายกฯ ไทยอีกคน ที่เคยครวญเพลงนี้อย่างหน้าชื่นรื่นเริง แต่ข้างในนั้นอกไหม้ไส้ขมหมดแล้ว

วันนี้เรามาไล่ดูเรื่องราวความเจ็บปวดของพวกเขากัน

Let It Be” ต้นตำนาน

เพลง  “Let It Be” เป็นเพลงของเดอะ บีเทิลส์ หนึ่งในสุดยอดวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาลของชาวโลก วงนี้เป็นวงดนตรีจากเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในปี 2503

วงมีสมาชิกหลัง คน คือ จอห์น เลนนอน มือกีตาร์พอล แม็กคาร์ตนีย์ เบสจอร์จ แฮร์ริสัน กีตาร์โซโล และริงโก สตาร์มือกลอง

พวกเขาร่วมกันทำสตูดิโออัลบั้มทั้งหมด 12 ชุด อัลบั้มแรกคือ “Please Please Me” ที่ออกมาในปี 2506 และอัลบั้มสุดท้ายคือ “Let It Be” ออกมาในปี 2513

แน่นอนเพลง  Let It Be อยู่ในอัลบั้มสุดท้ายนี้ แต่งโดย จอห์น เลนนอน/และ พอล แม็กคาร์ตนีย์ แต่ๆ จริงรู้กันว่าแม็กคาร์ตนีย์คือผู้ที่แต่งเพลงนี้เพียงคนเดียว

อย่างที่พอจะรู้กันวงสี่เต่าทองที่คนไทยเรียกขานไม่เพียงเป็นวงที่มีเพลงฮิตอมตะจำนวนมาก แต่วงของพวกเขาก็ผ่านเรื่องราวและปัญหามามากมาย

โดยเฉพาะช่วงปีสุดท้ายอันเป็นที่มาของเพลง “Let It Be” เพลงนี้ พอล แม็กคาร์ตนีย์ แต่งขึ้นมาจากห้วงความรู้สึกเมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่สมาชิก “เดอะบีเทิลส์” มีความขัดแย้ง ไม่ลงรอยกันอย่างถึงที่สุด

พอล แม็กคาร์ตนีย์

ในข้อมูลหลายแหล่งบอกเล่าเรื่องราวความไม่ลงรอยของสมาชิกวงดังไว้หลากหลายมุม ซึ่งค่อยๆ ก่อตัวจนถึงวันแตกดับ แต่ที่ตรงกันมากที่สุดอย่างน้อยสองเรื่อง

คือราวปี 2509 “จอห์น เลนนอน” ผู้ซึ่งได้ฉายาว่า “ปัญญาชนแห่งเดอะ บีเทิลส์” ลุกขึ้นมาพูดว่า “เดอะ บีเทิลส์ ได้รับความนิยมมากกว่าพระเยซู” ครั้งนั้นทำให้ผู้คนชาวคริสต์ไม่พอใจและออกมาเผาแผ่นเสียงของเดอะ บีเทิลส์ ทิ้งกันครึกโครม

อีกเรื่องคือช่วงนั้นยังคาบเกี่ยวกับที่โยโกะ โอโนะ ภรรยาใหม่ของจอหน์ เลนนอน เข้ามามีอิทธิพลต่อวง จนกระทั่งตอนหลังหลายคนเชื่อว่าเธอเป็นชนวนที่ทำให้ เต่าทองต้องวงแตกแยกทาง

ช่วงนั้นเองที่ พอล แม็กคาร์ตนีย์ ได้แต่งเพลง “Let It Be” ขึ้นมา เขาเคยเล่าว่าแต่งขึ้นมาหลังจากฝันถึงแม่ที่ตายไปนานแล้ว ในฝันเขาได้เล่าถึงปัญหามากมายที่เกิดขึ้น และมีคำแนะนำจากแม่ว่า “ปล่อยมันไป”

อย่างไรก็ดีด้วยเหตุที่แม่ของพอล ชื่อ “มารี” ที่ไปพ้องกับพระแม่มารี เพลงนี้ซึ่งมีท่อนที่พูดถึง “มารี” จึงทำให้ชาวคริสต์เชื่อว่าวงกำลังสื่อความหมายทางศาสนา ส่งผลให้เพลงซึ่งออกมาเป็นซิงเกิลในเดือนมีนาคม 2513 สามารถขึ้นไปติดอันดับ ในอเมริกาและอีกหลายประเทศ

แต่เพียงเดือนเดียว เดอะ บีเทิลส์ ก็ประกาศยุบวงอย่างเป็นทางการ และ 10 ปีหลังจากนั้น จอห์น เลนนอน ซึ่งออกไปเป็นศิลปินเดี่ยวและโลดแล่นในบทบาทนักต่อต้านสงครามเวียดนาม ก็ถูกยิงตายที่หน้าอพาร์ตเมนต์ของเขาเอง

Let It Be” คิดถึงบ้าน

แน่นอนด้วยความที่เพลง Let It Be ได้รับการยอมรับเป็นหนึ่งในเพลงดังอมตะของเดอะ บีเทิลส์ และนักฟังเพลงต่างยกให้เพลงนี้เป็น ใน 10 สุดยอดบทเพลงของวง เต่าทอง แต่เนื้อหาของเพลงยังไปโดนใจคนบางคนที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 23 ด้วย

ชาวบ้านร้านตลาดคนทั่วไปอาจไม่คุ้น แต่เอฟซีจะรู้ดีว่าครั้งหนึ่งอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เคยครวญเพลงนี้ไว้อย่างสร้างความฮือฮา เมื่อคืนวันที่ 14 เมษายน 2555

วันนั้นอดีตนายกรัฐมนตรีขึ้นเวทีปราศรัยที่เวทีลานศูนย์วัฒนธรรมเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา ท่ามกลางคนเสื้อแดงที่มาร่วมให้กำลังใจกว่า หมื่นคน

แต่ไฮไลท์ของงานก็คืออดีตนายกฯ ของคนเสื้อแดงครวญเพลง Let it be แล้วก็ได้แปลงชื่อเพลงเป็นภาษาไทยว่า “ช่างแม่มัน” “ใครขวางปรองดอง ช่างแม่มัน พรรคไหนขวางแก้รัฐธรรมนูญ ช่างแม่มัน และจะเป็นจะตายก็ช่างแม่มัน”

พร้อมกล่าวว่าตั้งแต่ถูกปฏิวัติก็ไม่เคยหยุดคิดทำงานให้บ้านเมืองและประชาชน กระทั่งประชาชนเลือก น..ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาเป็นนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศไทย และน้องสาวคนนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ขนาดตนยังนึกไม่ถึงว่ายิ่งลักษณ์จะทำงานได้ดีขนาดนี้ และที่ดีกว่ามากก็คือ มุ่งมั่นทำงาน ไม่ตอบโต้ฝ่ายค้าน แตกต่างจากตนที่ซัดมาก็ซัดไป

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะบรรยากาศการเมืองไทยตอนนั้นอยู่ในช่วงที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังเดินหน้าเสนอร่างพ...ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ที่ในภายหลังเป็นชนวนเหตุที่ทำให้เกิดการประท้วงใหญ่ล้มรัฐบาลปูขึ้นมา

ทักษิณ เมื่อเห็นบรรยากาศดูวี่แววไม่รอด ใจของคนอยากกลับบ้านแบบดูดีขาวสะอาดเต็มที่ ก็เลยต้องร้องเพลงย้อมใจ ทำใจดีสู้เสือไว้ก่อนโดยกล่าวว่า

มั่นใจไม่นานหรอกครับจะกลับไปอยู่ด้วยกัน ผมเป็นหนี้บุญคุณทุกคน ไม่ว่าเสียชีวิต บาดเจ็บ จำคุก ผมเป็นหนี้บุญคุณทุกคนครับ ผมเติบโตขึ้นมาในชีวิตเพราะกตัญญู ไม่ว่าใครทำอะไรให้ผม ผมจำได้หมด เพียงแต่รอวันตอบแทนบุญคุณเท่านั้นเอง พี่น้องเสื้อแดงผมถือว่ามีบุญคุณต่อผมหลายเท่า ปีนี้เป็นปีพิเศษ เราเริ่มต้นมาเจอกันสงกรานต์ ได้กลิ่นอายประเทศไทยแม้ไม่ได้เหยียบบนแผ่นดินใกล้แค่ข้ามโขง”

ย้อยไปดูคลิปใหม่อีกหนบอกเลยฟังยังไงก็คือความเก็บกดของคนอยากกลับบ้านสุดๆ แล้ว ฮือๆ…!!

Let It Be” ฟาร์มถูกยึด

มั่นใจว่าปารีณาต้องร้องเพลงนี้ โดยก๊อปมาจากเวอร์ชั่นทักษิณ เพราะคำว่า “ช่างแม่มัน” คงไม่มีที่ไหนอีกแล้วในโลกนี้ (ฮาแต่ดูๆ ไปลีลาและอินเนอร์ของฝ่ายหลังจะมาเต็มกว่าเยอะ

เรื่องนี้เหตุเกิดเมื่อวันที่ ธันวาคม ที่ผ่านมา โซเชียลไทยต้องครางฮือกับการเผยแพร่คลิปปารีณาร้องเพลงจากบรรดาเพจดังและเพจข่าว ที่พากันโพสต์คลิปวิดีโอ ขณะที่ “เอ๋” ปารีณา ไกรคุปต์ ส..ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นั่งร้องเพลงอยู่ในรถ ซึ่งเป็นคลิปที่เธอส่งให้สื่อมวลชนรายหนึ่ง

โดยปารีณา ร้องเพลง “Let it be” ของเดอะบีทเทิลส์ ท่อนอื่นๆ เธอก็ร้องเป็นภาษาอังกฤษต้นฉบับ แต่พอถึงท่อน “let it be” เธอก็แปลงเป็น “ช่างแม่มัน” ซึ่งตรงกับเวอร์ชั่นที่เสี่ยแม้วเคยร้องข้างต้นเลยทีเดียว

คนไทยเห็นแล้วนอกจากตกใจ กองเชียร์ก็ยังพากันเห็นใจ เพราะพอจะรู้ว่านี่เป็นการครวญเพลงจากเบื้องลึกในใจจริงๆ เพราะอย่างที่รู้กันว่าเวลานี้ สาวเอ๋กำลังต่อสู้คดีที่ดินฟาร์มไก่ 682 ไร่ หลังถูกกรมป่าไม้เดินหน้าขอรังวัดที่ดินในเขตส..ใหม่เพื่อเอาผิดฐานบุกรุกป่า

โดยในวันเดียวกันนั้นก่อนที่จะมีคลิปสาวเอ๋ร้องเพลงออกมา ร..ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์​ กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบการรับมอบคืนที่ดินฟาร์มไก่ 682 ไร่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (...) ของสาวเอ๋ ว่าต้องให้เอ๋ทำหนังสือส่งมอบที่ดินจำนวน​ 682​ ไร่​ มาใหม่ เนื่องจากจดหมายส่งมอบดังกล่าวระบุเงื่อนไขขอสงวนสิทธิ์ให้ตัวเองได้รับการจัดสรรก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งการส่งมอบที่ดินต้องไม่มีเงื่อนไข​

และบอกว่า “ยอมรับว่าผมไม่ได้อ่านหนังสือส่งมอบของน..ปารีณา อย่างละเอียด จึงไม่เห็นว่าท้ายหนังสือมีการกำหนดเงื่อนไขในการส่งมอบไว้ด้วย” ขณะที่ยังกล่าวอีกว่าคุณสมบัติของปารีณาก็ไม่เข้าข่ายเป็นเกษตรกร เพราะส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่ในรัฐสภาเป็นส.

วันนี้คดีนี้ยังคงเดินหน้าต่อไป คนไทยรอดูว่าจะจบลงที่ตรงไหน แต่ที่แน่ๆ ลีลาสาวเอ๋ในเวอร์ชั่นนักร้องตอนที่เคยสวมชุดคาวเกิร์ลโชว์ลูกคอเพลง ‘รั้วทะเล’ ของคาราบาว ที่งานเลี้ยงพรรคพลังประชารัฐ ณ รีสอร์ท 88 กามองเต้  อ.วังน้ำเขียว โคราช ช่วงหลายเดือนก่อน ว่าเด็ดแล้ว

แต่ลีลาล่าสุดในเพลง “Let It Be” ได้ใจคนไทยมากกว่าเยอะ เพราะมันมาจากจิตวิญญาณล้วนๆ เลยทีเดียว

สุดท้ายแล้วคนไทยชอบเวอร์ชั่นไหนที่สุด ไปเถียงกันเองแล้วกัน

ย้อนอดีต ‘เดอะกี้ร์’ สบายดีพนมเปญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404286?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้อนอดีต ‘เดอะกี้ร์’ สบายดีพนมเปญ

13 ธันวาคม 2562 – 11:00 น.
ชูธง,พรานข่าว,เจาะประเด็นร้อน,กี้ร์,อริสมันต์ พงษ์เรือง,เขมร
เปิดอ่าน 11,767 ครั้ง

ย้อนอดีต ‘เดอะกี้ร์’ สบายดีพนมเปญ คอลัมน์… ชูธงทวนกระแส โดย… พรานข่าว

******************************

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2562 ระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง” ภรรยา “กี้ร์” อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวบอกเล่าถึงความในใจว่า “วันนี้ช่วงเช้า อากาศที่บ้านดีมากๆ ค่ะ คิดถึงคนที่เคยอยู่เคียงข้างกัน เคยเจอกัน แต่วันนี้เหตุการณ์การเมืองต้องทำให้ครอบครัวต้องจากกัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ครอบครัวเราก็มีความสุข ความอบอุ่นให้กันเสมอ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงค่ะ และตลอดไป รักห่วงใยเสมอ…”

ระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง

“ระพิพรรณ” จะคิดถึงใครไปไม่ได้หากไม่ใช่ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ที่ยังไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาคดีล้มประชุมอาเซียน ซึ่งศาลพัทยาได้ออกหมายจับให้ตำรวจติดตามตัวมารับโทษทัณฑ์

นอกจากอริสมันต์ ก็ยังมีอีก 3 คน คือ ธนกฤต ชะเอมน้อย หรือ วันชนะ เกิดดี, นพ.วัลลภ ยังตรง อดีตส.ส.สมุทรปราการ และนิสิต สินธุไพร อดีตส.ส.ร้อยเอ็ด ที่ถูกออกหมายจับ

ชะตากรรมของนักร้อง-นักการเมืองอย่าง “เดอะกี้ร์” มีเรื่องราวให้เล่าขานมากมาย นับแต่วันแรกที่เขาขึ้นเวทีม็อบไล่สุจินดา เดือนพฤษภาคม 2535 จนถึงเวทีม็อบโค่นอำมาตย์เดือนพฤษภาคม 2553

กาลครั้งหนึ่ง…หลังการสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ “กี้ร์” อริสมันต์ และเพื่อนพ้องสายแดงฮาร์ดคอร์ได้หลบหนีเข้าลาวก่อนจะไปหยุดที่ปลายทางกรุงพนมเปญ กัมพูชา

วันที่ 13 กันยายน 2553 เว็บไซต์ไทยอีนิวส์ ได้นำเสนอภาพอริสมันต์และเพื่อนๆ เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่หายตัวไปจากเมืองไทยหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ พร้อมคำบรรยายภาพสั้นๆ ว่า “ทุกคนสบายดี พร้อมกลับมาสู้ต่อ”

ภาพในอดีต คุณหญิงฮุน เซน นี กับอริสมันต์

มีคนสังเกตเห็นภาพติดผนังห้องในคฤหาสน์หรู ที่แกนนำเสื้อแดงพักอาศัยอยู่ในพนมเปญคราวนั้น เป็นภาพผู้หญิง คนคือ “คุณหญิงฮุน เซน นี” และ “คุณหญิงฮุน ซี นาท” น้องสาวของสมเด็จฮุน เซน ผู้ทรงอำนาจสูงสุดในกัมพูชา

จากภาพของเว็บไซต์ไทยอีนิวส์ ทำให้คนเสื้อแดงในตอนนั้นร่ำลือกันว่า “เดอะกี้ร์” และพวกพำนักอยู่ในคฤหาสน์ของตระกูล “ฮุน” แถววงเวียนเอกราช ใจกลางกรุงพนมเปญ

ถัดจากมีภาพชุดนี้เผยแพร่ไป (ปี 2553) มีแหล่งข่าวในแวดวงการเมืองกัมพูชา ได้ให้ข้อมูลว่าคฤหาสน์หลังดังกล่าวเป็นของคุณหญิงฮุน เซน นี เจ้าของโรงงานการ์เมนท์ที่ใหญ่ที่สุดในพนมเปญ และธุรกิจด้านการเกษตร

เนื่องจากคุณหญิงฮุน เซน นี มีธุรกิจในเมืองไทยด้วย จึงเดินทางมากรุงเทพฯ และแถวปริมณฑลบ่อยและได้รู้จักมักคุ้นกับแกนนำ นปช.หลายคน โดยเฉพาะนักร้องเสียงทองอย่างอริสมันต์

ว่ากันว่า ยามใดที่คุณหญิงฮุน เซน นี มาเมืองไทย ก็จะต้องจัดงานเลี้ยงและเชิญอริสมันต์ไปร้องเพลง เพราะมีความชื่นชอบบทเพลงของเดอะกี้ร์เป็นการส่วนตัว

สมเด็จฮุน เซน มีพี่ชาย 2 คนคือ ฮุน เน็ง และฮุน ซาน มีน้องสาว 2 คน ได้แก่ คุณหญิงฮุน ซี นาถ และคุณหญิงฮุน เซน นี โดยคุณหญิงฮุน ซี นาถ เคยเล่นการเมือง ตอนหลังมาทำงานสังคมสงเคราะห์ ส่วนคุณหญิงฮุน เซน นี ทำธุรกิจหลายอย่าง ได้ชื่อว่าเป็น “เจ้าแม่สิ่งทอ”

ด้วยเหตุนี้เมื่อปี 2554 อริสมันต์ จึงเป็นผู้ประสานงานจัดเกมลูกหนังเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างทีมแกนนำ นปช. กับทีมวีไอพีกัมพูชา นำโดยสมเด็จฮุน เซน แถมสมเด็จฮุน เซน เปิดทำเนียบรัฐบาลให้แกนนำ นปช.ได้เข้าพบอย่างเป็นกันเอง

คุณหญิงฮุน ซี นาท และ คุณหญิงฮุน เซน นี

“เดอะกี้ร์” เคยให้สัมภาษณ์สื่อไทยเกี่ยวกับการเข้าไปลี้ภัยในกัมพูชาปีโน้นว่า “เราติดหนี้บุญคุณทั้งไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะสมเด็จฮุน เซน พูดง่ายๆ ว่า เราเรียกเขาว่าพ่อโดยไม่กระดากใจ เพราะถ้าไม่มีท่านผมคงตาย ไม่มีประเทศกัมพูชา ผมคงตายด้วย”

พ.ศ.2562 เดอะกี้ร์หายไปจากเมืองไทย จะไปอยู่ในเขมรหรือประเทศอื่นไม่มีใครทราบได้ แต่ วันชนะ เกิดดี เพื่อนรักของเขาที่หนีหมายจับเหมือนกันยังเล่นเฟซบุ๊กอยู่เกือบทุกวัน

สถานการณ์การเมืองในกัมพูชาวันนี้ต่างจากวันวาน สมเด็จฮุน เซน สนิทแนบแน่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เส้นทางลี้ภัยของเดอะกี้ร์ จึงต้องปิดลับ ไม่เปิดเผยท้าทายผู้มีอำนาจในไทยเหมือนในอดีต

ถอดรหัส พรรคพี่น้อง ‘ส้ม-สามัญชน’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404284?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถอดรหัส พรรคพี่น้อง ‘ส้ม-สามัญชน’

13 ธันวาคม 2562 – 10:55 น.
เจาะประเด็นร้อน,ธนาธร จึงรุ่งรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,ยุบพรรคอนาคตใหม่,ส้มหวาน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 2,250 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 13 ธ.ค. 62

****************************************

ทุกสภากาแฟไม่มีใครไม่พูดเรื่องอนาคตของ “พรรคอนาคตใหม่” หลัง กกต.มีมติเสียงข้างมากส่งเรื่อง “ยุบพรรค” ให้ศาลรัฐธรรมนูญ กรณีเงินกู้ 191 ล้านบาท

ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงโต้ กกต. และตบท้ายด้วยลีลานักวิชาการนิติราษฎร์ “ขอเรียกร้องผู้มีอำนาจในปัจจุบันให้ฟังเสียงประชาชน เห็นหัวประชาชน วันนี้หนังม้วนเก่าฉายซ้ำ แต่หนังม้วนนี้จบไม่เหมือนเดิมแน่นอน”

ตีความได้ว่าจบไม่เหมือนพรรคในเครือข่าย “ชินวัตร” ก็น่าจับตามองจังหวะก้าวจากนี้ไปของแกนนำพรรคส้มหวาน จะเดินต่อไปอย่างไร? เพราะประเมินแล้วไม่รอดแน่นอน

ไปต่อ..ไม่งอมืองอเท้า

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรค และ ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ตอบคำถามนักข่าวหลายครั้งเรื่องจะลงท้องถนนหรือไม่? จับความได้ว่าพวกเขาสนับสนุนการลุกขึ้นสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่แกนนำพรรคจะไม่ลงไปชี้นำมวลชน

หากมีการยุบพรรคจริง แกนนำอนาคตใหม่ก็ยังมีเวลา 60 วัน ในการเตรียมการย้าย ส.ส.รุ่นเนื้อแท้ไปอยู่พรรคใหม่ ซึ่งมีการตระเตรียมเรื่องพรรคสำรองไว้แล้ว

ชัยธวัช ตุลาธน คาดว่าจะเป็นผู้นำคนใหม่

วันที่ 2 ธันวาคม 2562 ธนาธรไปพบปะสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (เอฟซีซีที) ตอนหนึ่ง ธนาธร ประเมินว่ามี ส.ส.ราว 60 คนที่ยังยึดมั่นในอุดมการณ์และจะย้ายไปอยู่ “พรรคใหม่” ด้วยกัน

ศรายุทธ์ ใจหลัก ผอ.พรรคอนาคตใหม่

สำหรับคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ 15 คน ปรากฏว่าไม่มีชื่อของ ชัยธวัช ตุลาธน” รองเลขาธิการพรรค และ ศรายุทธ์ ใจหลัก” ผู้อำนวยการพรรค จึงคาดหมายว่าสองคนนี้แหละจะเป็นแม่ทัพนำพรรคใหม่ต่อไป

ที่สำคัญ “ชัยธวัช-ศรายุทธ์” เป็นเพื่อนรักของธนาธรชนิดตายแทนกันได้

งูเห่าสีส้มลงรูหนู

ฟังจาก “ธนาธร” พูดกับนักข่าวต่างประเทศก็ประเมินได้ว่า ส.ส.อนาคตใหม่ ประมาณ 20 คนเตรียมหาพรรคใหม่สังกัดหากการยุบพรรคเกิดขึ้นจริง

เฉพาะหน้า “กลุ่ม 4 คน” ประกอบด้วย กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี เขต 7, จารึก ศรีอ่อน ส.ส.จันทบุรี เขต 2, พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส.จันทบุรี เขต 1 และศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่ เขต 8

“ทนายนู้ด” กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี เขต 7 ยังไปมาหาสู่กับประมวล เอมเปีย และมานิตย์ ภาวสุทธิ์ 2 อดีต ส.ส.ชลบุรี ที่ลาออกจาก ปชป. ไปสังกัดภูมิใจไทย

ส่วน “สารวัตรต๊อก” พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา และ จารึก ศรีอ่อน ส.ส.จันทบุรี ยังไม่ชัดว่าจะไปทางไหน แต่พรรคภูมิใจไทยยังขาดแม่ทัพเมืองจันท์ ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ และพรรค ปชป. มีทีมงานที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว

ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่ พอจะคาดได้ไม่ยาก เมื่อเดินทางไปพบอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข พูดคุยถึงการจัดสรรงบประมาณให้โรงพยาบาลในพื้นที่ จ.เชียงใหม่

เดาไม่ผิด ส.ส.กลุ่มนอกคอก คงเลี้ยวลงรู “หนู” ตามที่มีการทาบทามกันไว้

พรรคพี่น้อง

ก่อนที่พรรคอนาคตใหม่จะเปิดตัว ปรากฏว่ามีนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนได้ประกาศจัดตั้ง “พรรคสามัญชน” โดยกลุ่มผู้ก่อการมีสมาชิกกลุ่มดาวดิน มข.(กลุ่มไผ่ ดาวดิน) เป็นแกนกลาง ร่วมกับนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนอีกหลายกลุ่ม

แหล่งข่าวในแวดวงเอ็นจีโอเล่าว่า แรกๆ “ธนาธร” ก็เห็นดีเห็นงามกับการตั้งพรรคสามัญชน แต่ภายหลัง ปิยบุตรมาชวนธนาธรไปตั้งพรรคอนาคตใหม่ “ไพร่หมื่นล้าน” เลยเสนอให้มิตรสหายสามัญชนมาร่วมงานกัน แต่แกนนำผู้ก่อการพรรคคนจน ไม่พร้อมจะร่วมด้วย จึงแยกทางไปสร้างดาวกันคนละดวง

เลิศศักดิ์​ คำคงศักดิ์

วันที่ 12 ธันวาคม 2562 เลิศศักดิ์​ คำคงศักดิ์” หัวหน้าพรรคสามัญชน ได้ส่งสารไปถึงสมาชิกพรรคว่า พรรคสามัญชนได้สมาชิกครบ​ 5,000​ คน​ ตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว

“เลิศศักดิ์” ยังบอกว่า “พรรคสามัญชนคือโครงการระยะยาวเพื่อจัดวางตำแหน่งแห่งหนทางการเมืองของตัวเองให้สอดคล้องกับความปรารถนา​ ความต้องการ​ ความเดือดเนื้อร้อนใจ​ของประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

หากอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้นจริง ส.ส.อนาคตใหม่สายเอ็นจีโอคงนึกถึง “เพื่อนร่วมอุดมการณ์” ที่สร้างบ้านหลังเล็กๆ ไว้รออยู่แล้ว

ซื้อ-ขายที่ดิน ส.ป.ก.4-01 : เป็นโมฆะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404176?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ซื้อ-ขายที่ดิน ส.ป.ก.4-01 : เป็นโมฆะ

13 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
บทความศาลปกครอง,ที่ดิน สปก4-01,ซื้อ,ขาย,โมฆะ
เปิดอ่าน 14,329 ครั้ง

ซื้อ-ขายที่ดิน ส.ป.ก.4-01 : เป็นโมฆะ  คอลัมน์…  เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

“กสิกรแข็งขันเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ไทยจะเรืองอำนาจเพราะไทยเป็นชาติกสิกรรม…” หลายๆ ท่านที่อายุใกล้เคียงกับนายปกครอง คงเคยได้ยินเพลงนี้นะครับ เพลง “กสิกร” ซึ่งเป็นเพลงปลุกใจเกษตรกรในสมัยก่อน และสะท้อนให้เห็นว่าอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักที่สำคัญของคนไทยมาเป็นเวลาช้านาน ไม่ว่าจะเป็นการทำนา ทำสวน ทำไร่ หรือ เลี้ยงสัตว์

แต่ในสภาวการณ์ปัจจุบัน…ยังมีเกษตรกรจำนวนมากที่ประสบกับปัญหาขาดที่ดินทำกินซึ่งปัญหานี้รัฐได้ดำเนินการแก้ปัญหาโดยการนำพื้นที่ของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือป่าเสื่อมโทรมที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้แล้ว หรือที่รกร้างที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาจัดสรรให้แก่เกษตรกรในรูปแบบของที่ดิน ส.ป.ก.เพื่อใช้ทำเกษตรกรรม โดยผู้ที่จะมีสิทธิได้รับการจัดสรรที่ดินดังกล่าวต้องเป็นเกษตรกรที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือก

ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดไว้ และจะได้รับมอบแปลงที่ดิน โดยหน่วยงานของรัฐจะออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4–01) ซึ่งถือเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

          ปัญหาที่น่าสนใจคือ ที่ดิน ส.ป.ก. ที่เกษตรกรได้รับจัดสรรมานั้น จะสามารถโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นได้หรือไม่ เพียงใด? หรือจะทำการซื้อขายกันได้หรือไม่?

มีข้อพิพาทกรณีตามปัญหาดังกล่าว…ขึ้นสู่ศาลปกครอง ซึ่งนายปกครองจะนำมาเล่าให้ฟังในวันนี้

โดยปัญหาที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีก็มาจากผู้ได้รับจัดสรรที่ดินส.ป.ก.ได้นำที่ดินไปขายให้แก่บุคคลอื่นและต่อมาทายาทผู้มีสิทธิได้ขอใช้สิทธิรับโอนที่ดิน ส.ป.ก.ดังกล่าว จนกลายเป็นข้อพิพาทกันขึ้นมา

คดีนี้มีมูลเหตุมาจาก…ปฏิรูปที่ดินจังหวัด (ผู้ถูกฟ้องคดี) ได้ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4–01 ข) ให้แก่นายหนึ่ง ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากนายหนึ่งและนางสอง (ทายาทของนายหนึ่ง) และหลังจากที่นายหนึ่งถึงแก่ความตายปรากฏว่านางสาวสามและนายสี่ (ทายาทของนายหนึ่ง) ก็ได้ยื่นคำขอรับมรดกสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินต่อจากนายหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพิจารณาแล้วมีมติอนุญาตให้นางสาวสามและนายสี่รับมรดกสิทธิของนายหนึ่ง และได้ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01 ข) ให้แก่นางสาวสามและนายสี่ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การออกหนังสืออนุญาตดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอน

คดีนี้…ศาลปกครองสูงสุด พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยสรุปได้ว่า เมื่อนายหนึ่งถึงแก่ความตายสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของนายหนึ่งย่อมสิ้นสุดลงทันทีตามข้อ 11 วรรคหนึ่ง (1) และวรรคสองของระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน พ.ศ.2535 ผู้ถูกฟ้องคดีจึงอาจนำที่ดินที่นายหนึ่งเคยมีสิทธิการเข้าทำประโยชน์ไปจัดให้แก่เกษตรกรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ประกอบกับระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2535

เมื่อนายหนึ่งถึงแก่ความตาย นางสาวสามและนายสี่ ได้ยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงที่นายหนึ่งเคยมีสิทธิ และผู้ถูกฟ้องคดีตรวจสอบแล้วเห็นว่าบุคคลทั้งสองเป็นทายาทของนายหนึ่ง และเป็นเกษตรกรที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อ 6 ของระเบียบดังกล่าว และคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัด (คปจ.) ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีจึงออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01 ข) แปลงดังกล่าวให้แก่นางสาวสามและนายสี่ ดังนั้นการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นไปตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว และเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีได้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายหนึ่งและนางสองทายาทของนายหนึ่งนั้น ศาลเห็นว่าการซื้อขายที่ดินดังกล่าว เป็นการขัดต่อมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ที่กำหนดว่า ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร หรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และข้อ 7 (1) ของระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมข้างต้นที่กำหนดว่าเกษตรกรผู้ได้รับมอบที่ดินให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินมีหน้าที่ต้องทำประโยชน์ในที่ดินด้วยตนเองเต็มความสามารถและไม่นำที่ดินนั้น ทั้งหมด หรือบางส่วน ไปให้บุคคลอื่นไม่ว่าจะโดยการขาย ให้เช่า หรือเข้าทำประโยชน์ หรือโดยพฤติกรรมใดๆ ที่แสดงให้เห็นในลักษณะนั้น และถือว่าเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พิพากษายกฟ้องผู้ฟ้องคดี (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.551/2562)

สรุปได้ว่า…เอกสารสิทธิในที่ดิน ส.ป.ก. ไม่ใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ผู้ที่ได้รับเอกสารมีฐานะเป็นเพียงผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเท่านั้นและที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนี้จะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร หรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และห้ามไม่ให้นำที่ดินนั้น ทั้งหมดหรือบางส่วนไปให้บุคคลอื่นไม่ว่าจะโดยการขาย ให้เช่า หรือเข้าทำประโยชน์ หรือโดยพฤติกรรมใดๆ ที่แสดงให้เห็นในลักษณะนั้น หากฝ่าฝืนย่อมตกเป็นโมฆะ

เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมายไม่ต้องการให้กรรมสิทธิ์แก่ผู้ถือครองเพื่อป้องกันปัญหาที่ดินหลุดมือไปสู่บุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และเพื่อเป็นการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมอันเป็นการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและการขาดที่ดินทำกินของเกษตรอย่างยั่งยืน

(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่ สายด่วนศาลปกครอง 1355)

เปิดเส้นทางสู้ 203 วัน ก่อนกกต.ตัดสินยุบอนค. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404130?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดเส้นทางสู้ 203 วัน ก่อนกกต.ตัดสินยุบอนค.

12 ธันวาคม 2562 – 13:50 น.
กกต,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 780 ครั้ง

เปิดเส้นทางสู้ 203 วัน ก่อนกกต.ตัดสินยุบอนค.

วานนี้ (11 ธ.ค.) ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้พิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน พร้อมทั้งความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง กรณีพรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แล้ว

อ่านข่าว-กกต.ส่งคำร้องศาลรธน.วินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่กรณีเงินกู้ 

ที่ประชุมเห็นว่า การที่พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็นเงินจำนวน 191,200,000 บาท เป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 จึงมีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมาก ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่ตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

ย้อน “ไทม์ไลน์” ในคดีนี้มาจากจุดเริ่มวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นร้อง กกต.ให้ตรวจสอบนายธนาธรให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินของตนเอง เป็นการ “ฝ่าฝืน” หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 66 ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 หรือไม่

เมื่อ 3 ประเด็นที่ “ศรีสุวรรณ” ยื่นให้ กกต.ตรวจสอบการกู้เงิน 1.ขัดแย้งกับข้อกฎหมายห้ามบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคการเมืองมีมูลค่าเกินกว่า 10 ล้านบาทต่อพรรคการเมืองต่อปีหรือไม่ 2.กรณีที่นายธนาธรเคยบรรยายที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 โดยยอมรับว่าได้ให้พรรคอนาคตใหม่ยืมเงินจำนวน 110 ล้านบาท ในการดำเนินกิจกรรมของพรรคช่วงหาเสียงเลือกตั้ง และ 3.น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า พรรคได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกับนายธนาธรจริง จำนวน 250 ล้านบาท แต่ไม่ตรงกับตัวเลขในสัญญากู้ยืมที่ “ธนาธร” แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ทั้ง 2 ฉบับ

สัญญาที่ 2 ทำเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562 จำนวนวงเงิน 30,000,000 บาท ดอกเบี้ย 2% ต่อปี แต่สัญญาฉบับนี้ไม่ได้ระบุเงื่อนไขการชำระหนี้หรือดอกเบี้ยเมื่อเปรียบเทียบกับสัญญาฉบับแรก โดยทั้ง 2 ฉบับมีชื่อนายนิติพัฒน์ แต้มไพโรจน์ เหรัญญิกพรรคอนาคตใหม่ ปฏิบัติหน้าที่แทนหัวหน้าพรรค เป็นผู้รับสัญญาผู้กู้

วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ออกมาเปิดเผยว่า สำนักงาน กกต.ได้พิจารณารับคำร้องเพื่อตรวจสอบประเด็นนี้ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 62 เป็นหลักเกี่ยวกับรายได้พรรคการเมืองหรือไม่

วันที่ 11 มิถุนายน 2562 กกต.เรียกนายศรีสุวรรณไปให้ข้อมูลสอบสวนเพิ่มเติม

วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 กกต.มีหนังสือเชิญบุคคลในพรรคอนาคตใหม่ไปชี้แจงนำโดยนายธนาธร

วันที่ 21 กรกฎาคม 2562 นายธนาธรให้สัมภาษณ์กรณี กกต.จะพิจารณาเรื่องการปล่อยกู้เงินส่วนตัวให้แก่พรรค 191 ล้านบาท โดยยืนยันว่าเงินกู้ไม่ใช่รายได้ ได้มีการเตรียมความพร้อมในการชี้แจงไว้แล้ว

วันที่ 20 กันยายน 2562 พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. เสนอความเห็นในสำนวนการสืบสวนเพื่อเสนอความเห็นต่อ กกต.

วันที่ 25 กันยายน 2562 เลขาธิการ กกต.แจ้งต่อสื่อมวลชนว่า กรณีพรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินอยู่ในขั้นตอนของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยคำร้องและปัญหาหรือข้อโต้แย้ง เพื่อพิจารณาและมีความเห็นเสนอต่อ กกต.ตามระเบียบ

วันที่ 11 ตุลาคม และวันที่ 23 ตุลาคม 2562 ประธาน กกต.ได้ให้ข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชนว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยคำร้องและปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนของระเบียบและไม่ได้มีการเร่งรัด

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 กกต.มีมติให้หมายเรียกขอเอกสารที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยคำร้องและปัญหาหรือข้อโต้แย้ง เคยขอจากพรรคอนาคตใหม่ แต่พรรคอนาคตใหม่ได้จัดส่งเอกสารที่ขอให้บางส่วนและขอขยายเวลาการจัดส่งเอกสารที่ยังไม่ได้จัดส่งออกไปอีก 120 วัน

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 กกต.ได้เผยแพร่เอกสารข่าว ระบุว่า “พรรคอนาคตใหม่ได้มีหนังสือจัดส่งเอกสารบางส่วนแล้ว แต่ขอขยายระยะเวลาการจัดส่งเอกสารบางส่วนต่อ กกต.อีก 120 วัน แต่การประชุม กกต. เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน กกต.ได้รับทราบการจัดส่งเอกสารบางส่วนของพรรคอนาคตใหม่ข้างต้นแล้ว และมีมติให้ขยายระยะเวลาในการจัดส่งเอกสารที่เหลือ โดยให้พรรคอนาคตใหม่จัดส่งภายในวันที่ 2 ธันวาคม 2562”

วันที่ 6 ธันวาคม 2562 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวตั้งข้อสงสัยว่า กกต.ทวงเอกสารจากพรรคอนาคตใหม่ ในคดีเงินกู้เป็นเอกสารแถลงข่าว เมื่อเปรียบเทียบกับในอดีตการทวงเอกสารต้องมีหนังสือเรียกและลงนามอย่างเป็นทางการ

วันที่ 9 ธันวาคม 2562 น.ส.พรรณิการ์ แถลงข่าวถึงกรณีมีเอกสารต้องสงสัยว่าอาจจะหลุดออกมาจาก กกต. ระบุความเห็นของบุคคลระดับสูงในกกต. ในลักษณะที่มีการระบุให้ดำเนินคดีอาญาแก่นายธนาธร และกรรมการบริหารของพรรคให้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี โดยความเห็นนี้มีมาตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2562

วันที่ 10 ธันวาคม 2562 กกต.เผยแพร่เอกสารการพิจารณาการกู้ยืมเงินพรรคอนาคตใหม่ ระบุว่า ตามที่ น.ส.พรรณิการ์ ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า กกต.พิจารณาการกู้เงินของพรรคอนาคตใหม่ เป็นไปโดยมีธงทางการเมืองหรือมีใบสั่งทางการเมืองหรือไม่ ขอเรียนว่าการแถลงข่าวข้างต้นคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับความเป็นจริง โดย กกต.มิได้มีความเห็นตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2562 ตามที่มีการกล่าวอ้าง และไม่ได้มีเหตุจูงใจทางการเมือง

วันที่ 11 ธันวาคม 2562 กกต.มีมติวินิจฉัยให้ส่งคดีพรรคอนาคตใหม่กู้เงินนายธนาธร ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่

ชำแหละกฎหมาย กกต.จัดหนักอนาคตใหม่-แกนนำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404145?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชำแหละกฎหมาย กกต.จัดหนักอนาคตใหม่-แกนนำ

12 ธันวาคม 2562 – 13:45 น.
กกต,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 2,566 ครั้ง

ชำแหละกฎหมาย กกต.จัดหนักอนาคตใหม่-แกนนำ

เหตุผลในเอกสารข่าว กกต. ที่ลงมติกรณีพรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจาก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค จำนวน 191.2 ล้านบาทนั้น กกต.อ้างอิงข้อกฎหมายว่าเป็นการกระทำฝ่าฝืนมาตรา 72 ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง จึงให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่ ตามกฎหมายฉบับเดียวกัน มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 93

ก่อนอื่นมาไล่ดูเนื้อหากฎหมายที่ กกต.อ้างถึงกันก่อน เริ่มจากมาตรา 72 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 บัญญัติว่า “ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

เป็นที่น่าสังเกตว่า การเลือกกล่าวโทษพรรคอนาคตใหม่ด้วยข้อหานี้ เป็นการก้าวข้ามข้อถกเถียงหลายๆ เรื่องที่พรรคอนาคตใหม่เคยหยิบมาอ้าง เช่น เงินกู้เป็นรายจ่าย ไม่ใช่รายได้, กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 62 ระบุที่มาของรายได้ของพรรคการเมืองเอาไว้ 7 ช่องทาง แต่ไม่ได้ห้ามการกู้เงิน ทำให้สามารถกู้ได้ ฯลฯ เหล่านี้ กกต.ไม่ต้องหาเหตุผลมาชี้แจงหรือหักล้าง เพราะข้อกฎหมายที่ กกต.ฟ้องคือ เชื่อว่าพรรคอนาคตใหม่รับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ในลักษณะน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พูดง่ายๆ คือวินิจฉัยข้ามช็อตไปเลย

บทบัญญัติมาตรา 72 ถ้าอ่านดีๆ ยังเขียนครอบคลุมทั้งการรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ในลักษณะที่ไม่ใช่การบริจาคด้วย ผิดกับที่มีการเก็งข้อสอบในช่วงแรกว่า กกต.อาจกล่าวโทษพรรคอนาคตใหม่ว่ากระทำผิดกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 66 คือตีความว่าเงินกู้เข้าข่ายเป็นเงินบริจาครูปแบบหนึ่ง แต่บริจาคในอัตราที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด คือเกิน 10 ล้านบาทต่อคนต่อปี ซึ่งทั้งตัวผู้บริจาค และพรรคการเมืองในฐานะผู้รับบริจาคก็มีความผิดด้วย

แต่ความผิดตามมาตรา 66 บัญญัติไว้ในมาตรา 124 และ 125 คือมีโทษจำคุกผู้บริจาค ไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี ส่วนทางฝั่งของพรรค ก็มีโทษปรับไม่เกิน 10 ล้านบาท พร้อมริบเงินบริจาคส่วนที่เกินกฎหมายกำหนด (เกิน 10 ล้านบาท) แล้วเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดเป็นเวลา 5 ปี แต่ทั้งหมดนี้ไม่มีโทษ “ยุบพรรค”

ที่สำคัญก็คือ ความยากหากจะกล่าวโทษพรรคอนาคตใหม่ตามมาตรา 66 ก็คือต้องตีความว่า “เงินกู้” เป็น “เงินบริจาค” ซึ่งอาจไปต่อไม่ได้ในทางข้อเท็จจริง เพราะพรรคอนาคตใหม่อ้างว่ามีการกู้เงิน มีการทำสัญญาเงินกู้ และมีการจ่ายดอกเบี้ย

ฉะนั้นสุดท้าย กกต.จึงตัดสินใจกล่าวโทษพรรคอนาคตใหม่ ด้วยความผิดตามมาตรา 72 คือรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดซึ่งควรรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ผลของการฝ่าฝืนมาตรา 72 ไปถึงยุบพรรค ตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ซึ่งเขียนเอาไว้ชัดเจน ไม่ต้องตีความ และมาตรานี้อยู่ในหมวด “การสิ้นสุดของพรรคการเมือง” โดยตรง

ส่วนมาตรา 93 เป็นเรื่องของขั้นตอนทางธุรการในการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวคือเป็นอำนาจของนายทะเบียนพรรคการเมือง (เลขาธิการ กกต.) ในการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ก่อนเสนอ กกต.ชุดใหญ่พิจารณา แถมยังเปิดให้การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กกต.จะยื่นคำร้องเอง หรือมอบหมายให้นายทะเบียน หรือขอให้อัยการสูงสุดช่วยดำเนินการก็ได้

นอกจากนั้น ยังมีมาตรา 126 ที่เป็นบทลงโทษต่อ “ตัวบุคคล” กล่าวคือ ผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 72 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น น่าสนใจว่ากฎหมายไม่ได้เขียนระยะเวลาการเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งเอาไว้ แบบนี้จะหมายถึงการตัดสิทธิ์ตลอดชีวิตหรือไม่ ถ้าใช่ก็ต้องถือว่า กกต.จัดหนักจริงๆ

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ ด้วยข้อกล่าวหาตามมาตรา 72 ย่อมหมายความว่า กกต.อาจมีข้อมูลหลักฐานตามสมควรว่า เงินกู้ 191.2 ล้านบาท อาจมีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรืออาจตีความตรงๆ ตามตัวอักษรว่า การที่พรรคอนาคตใหม่ได้เงินกู้ก้อนนี้ เป็นการ “ได้มาโดยควรรู้ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ซึ่งหมายถึง “วิธีการได้เงินมา ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เพราะกฎหมายไม่ได้เขียนเปิดช่องให้พรรคการเมืองกู้เงินได้

หลักฐานที่ กกต.มีจะไปถึงระดับไหน แค่ตีความตรงๆ หรือมีเชิงลึกว่าเป็นการทำ “นิติกรรมอำพราง” ตามที่มีข่าวมาก่อนหน้านี้หรือไม่ และหากเป็นการทำนิติกรรมอำพราง ก็น่าคิดต่อว่านายธนาธร ในฐานะผู้ให้กู้ และได้แจ้งในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.เอาไว้ด้วย จะโดนตรวจสอบต่อไปหรือไม่ในแง่ของความถูกต้องในที่มาของเงินกู้ที่ปรากฏอยู่ในบัญชีทรัพย์สิน

แต่ทั้งหมดนี้ผู้ที่วินิจฉัยคือศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็จะมีกระบวนการไต่สวนพยานหลักฐาน และเปิดให้ “ผู้ถูกร้อง” โต้แย้งได้อีกรอบหนึ่ง ก่อนจะวินิจฉัยในท้ายที่สุด ซึ่งก็ต้องรอลุ้นกันต่อไป

ปิดจ๊อบ เรือดำน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404082?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

 ปิดจ๊อบ เรือดำน้ำ

12 ธันวาคม 2562 – 11:05 น.
กองทัพเรือ,เรือดำน้ำ
เปิดอ่าน 11,740 ครั้ง

 ปิดจ๊อบ เรือดำน้ำ คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง

ยังเป็นประเด็นไม่จบสิ้นสำหรับการจัดซื้อเรือดำน้ำชั้นหยวนคลาส เอส 26 ที ประเทศจีน ระยะที่สองและสามจำนวน 2 ลำ ด้วยงบประมาณรวม 22,500 ล้านบาทของกองทัพเรือ ซึ่งก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าอาจต้องชะลอไปอีกขยักหนึ่ง เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรตามงบประมาณประจำปี 2563 จำนวน 4.7 หมื่นล้านบาท อาจไม่เพียงพอที่จะผลักดันโครงการดังกล่าว

ซึ่งตามแผนเดิม ‘กองทัพเรือ’ ดำเนินการจัดซื้อเรือดำน้ำจำนวน 3 ลำ แบบจีทูจี ซึ่งผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีในกรอบวงเงิน  3.6 หมื่นล้านบาท โดยได้ดำเนินการจัดซื้อลำแรกไปแล้ว ด้วยงบผูกพัน 7 ปี คือ 2560-2566 และใช้เวลาต่อเรือ 6 ปี ส่วนลำที่สองและสามจะทยอยจัดซื้อให้แล้วเสร็จภายใน 11 ปี นั้นหมายความว่าไทยจะมีเรือดำน้ำครบ 3 ลำ ประมาณปี 2570

ต่อประเด็นดังกล่าว พล.ร.ท.ประชาชาติ ศิริสวัสดิ์ รองเสนาธิการทหารเรือ และโฆษกกองทัพเรือ เคยออกมายืนยันว่า ทุกอย่างยังคงเดินตามแผนเดิม แต่อาจต้องรัดเข็มขัดกันครั้งใหญ่เพราะเป็นการใช้งบประมาณในส่วนของกองทัพเรือที่จะต้องไปบริหารจัดการเป็นการภายในให้เพียงพอและที่สำคัญหากจบโครงการนี้ได้จะส่งผลดีเพราะจีนยังคงตรึงราคาเดิมไว้ ไม่ได้ปรับเพิ่มตามอัตราเงินเฟ้อ

เรื่องเก่าเพิ่งเคลียร์จบเรื่องใหม่ก็ตามมาเมื่อ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกคณะอนุกรรมาธิการคณะกรรมาธิการครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งก่อสร้างและรัฐวิสาหกิจ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ระบุ อนุกรรมาธิการได้แขวนงบประมาณโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำระยะที่สองของกองทัพเรือไว้ก่อน

ทำเอาคนใน ‘กองทัพเรือ’ เช็กข่าวกันให้วุ่นว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพราะไม่ได้เตรียมแผนรองรับ หากโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำระยะที่สองถูกแขวนตามที่เป็นข่าว จนได้ข้อสรุปว่าต้องรอมติที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการคณะกรรมาธิการครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งก่อสร้างและรัฐวิสาหกิจ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่มีการประชุมไปเมื่อ 10 ธันวาคม 2562 ภายใต้การนำของ พล.ร.อ.สิทธิพร มาศเกษม เสนาธิการทหารเรือ พร้อมคณะทำงานโครงการจัดซื้อเรือดำ พร้อมข้อมูลเข้าชี้แจงเพิ่มต่อคณะกรรมาธิการอย่างครบถ้วนและสามารถตอบข้อสงสัยได้ทุกประเด็น ส่งผลโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำระยะที่สอง และที่ 3 จำนวน 2 ลำผ่านไปด้วยดี และไม่ได้ถูกแขวนงบอย่างที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้ แม้จะถูดตัดงบรถดับเพลิงไปเล็กน้อยแต่ไม่ส่งผลกระทบอะไร

ในขณะที่ พล.ร.อ.สิทธิพร ได้รายงาน พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ให้รับทราบ โดยขั้นตอนต่อไปเมื่อโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำระยะที่สองและสามผ่านชั้นคณะกรรมาธิการแล้วจะเข้าสู่การอนุมัติแผนและขั้นตอนอื่นตามลำดับ และจากนั้นเป็นเรื่องกองทัพเรือที่ต้องบริหารจัดการงบประมาณตัวเองและดำเนินการเรื่องว่าจ้างต่อไป

อย่างไรก็ตามแผนการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ไม่ได้มีเพียงของกองทัพเรือเท่านั้น ในส่วนของกองทัพบกมีโครงการที่น่าสนใจทั้งการจัดซื้อยานเกราะลำเลียงพล หรือสไตรเกอร์ ลอต 2 จำนวน 50 คัน ตั้งงบไว้ที่ 4,500 ล้านบาท หลังจัดซื้อลอตแรกไปแล้ว 37 คัน ตามวงเงิน 2,960 ล้านบาท หลัง  พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) จัดซื้อลอตแรกไว้ที่ 37 คัน ตามวงเงิน 2,960 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีแผนจัดซื้อปืนใหญ่ขนาด 155 มม. เพื่อทดแทนจของเก่า โดยตั้งงบไว้ที่ 2,000 ล้านบาท และอีก 900 ล้านบาท ตั้งงบไว้จัดซื้อปืนใหญ่ขนาด 105 มม.ด้วย พร้อมตั้งงบไว้ 1,350 ล้านบาท ในการจัดซื้อเครื่องบินแบบใช้งานทั่วไป ซึ่งนโยบายคือการจัดซื้อจากสหรัฐ รวมถึงการแผนจัดซื้อรถถังวีที 4 ลอตที่ 3 จำนวน 1,600 ล้านบาท เพื่อทดแทนรถถังเอ็ม 41 โดยงบผูกพันตั้งแต่ปี 2563-2565

ส่วนกองทัพอากาศ พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ตั้งแผนจัดซื้อเครื่องบินขับไล่เพื่อทดแทนเอฟ-16 ตามโครงการระยะที่ 1 จำนวน 5,000 ล้านบาท โดยเป็นงบผูกพัน 3 ปี คือตั้งแต่ 2563-2566 ส่วนกริพเพนที่ตกไปก่อนหน้านี้ยังไม่มีแผนในการจัดซื้อเพิ่ม แต่ได้ตั้งงบประมาณไว้ 3,700 ล้านบาท ในการพัฒนาปรับปรุงขีดความสามารถในการส่งกำลังบำรุง และปรับสมรรถนะในเรื่องเทคโนโลยีและอุปกรณ์การฝึกโดยเป็นงบประมาณผูกพัน 3 ปีเช่นกัน

นอกจากนี้กองทัพอากาศยังตั้งงบประมาณไว้ 2,450 ล้านบาท ตามโครงการลอตที่ 4 เพื่อจัดซื้อเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้นแบบ T-50TH เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่/ฝึกแบบที่ 1 หรือ L-39 อีกจำนวน 4 เครื่องเพื่อให้ครบ 1 ฝูงบิน หรือ 16 เครื่อง