จี้ เจ้าท่า-อุตสาหกรรมอยุธยาสั่งระงับท่าเรือ-โรงงานมลพิษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/406288?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

จี้ เจ้าท่า-อุตสาหกรรมอยุธยาสั่งระงับท่าเรือ-โรงงานมลพิษ

23 ธันวาคม 2562 – 19:16 น.
ศรีสุวรรณ,เจ้าท่า-อุตสาหกรรมอยุธยาสั่งระงับท่าเรือ-,โรงงานมลพิษ
เปิดอ่าน 82 ครั้ง

ศรีสุวรรณ นำชาวนครหลวง จี้ เจ้าท่า-อุตสาหกรรมอยุธยา สั่งระงับท่าเรือ-โรงงานมลพิษตามคำพิพากษา

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและชาวบ้านจาก อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ได้เดินทางมายังสำนักงานเจ้าท่า สาขาอยุธยา เพื่อยื่นคำร้องให้ระงับการใช้ท่าเทียบเรือถ่านหินตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลางที่ได้มีคำพิพากษา เมื่อ 30 ก.ย. 10 ต.ค. และ 19 ธ.ค.62 ที่ผ่านมา
โดยที่ศาลปกครองกลางได้พิพากษา เพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมเจ้าท่า ที่อนุญาตให้ผู้ประกอบกิจการท่าเทียบเรือขนถ่ายสินค้าต่าง ๆ ที่เปลี่ยนวัตถุประสงค์หรือประเภทการใช้ท่าเทียบเรือขนาดไม่เกิน 500 ตันกรอส เป็นเกินกว่า 500 ตันกรอสได้ โดยให้มีผลย้อนหลังนับแต่วันที่อนุญาต ซึ่งสมาคมฯและชาวบ้าน ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ริมแม่น้ำป่าสัก อำเภอนครหลวง ยังพบว่ามีท่าเทียบเรือต่าง ๆ ยังคงให้บริการเทียบเรือขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสอยู่เป็นจำนวนมาก มิได้ยุติการใช้ท่าเทียบเรือสำหรับเรือบรรทุกที่มีขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสเลยแต่อย่างใด ซึ่งได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนและเสียหายต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมตลอดสองฝั่งแม่น้ำป่าสักเป็นอย่างมาก อาทิ การขัดขวางการสัญจรทางน้ำของประชาชน การทำให้ตลิ่งริมแม่น้ำทรุดตัวพังทลาย การขวางการใช้ประโยชน์บริเวณท่าน้ำของประชาชน การกีดกั้นทางเดินหรือทางไหลของน้ำ ฯลฯ ทั้ง ๆ ที่ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาโดยชัดแจ้งแล้วว่าให้เพิกถอนคำสั่งการอนุญาต


ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน และประชาชนชาวนครหลวงได้เดินทางมายื่นคำร้องต่ออธิบดีกรมเจ้าท่า ผ่าน ผอ.สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 2 ขอได้ใช้อำนาจตามกฎหมายในการสั่งระงับการใช้ใบอนุญาตหรือการใช้ท่าเทียบเรือต่าง ๆ กว่า 50 ท่าเป็นการชั่วคราว ในพื้นที่แม่น้ำป่าสักตลอดสาย ที่เปลี่ยนวัตถุประสงค์หรือประเภทการใช้ท่าเทียบเรือขนาดไม่เกิน 500 ตันกรอส ให้สามารถใช้เทียบเรือขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอส เป็นการเร่งด่วนต่อไป หากการยื่นคำร้องนี้กรมเจ้าท่าไม่ปฏิบัติตามคำร้อง จะได้เดินทางไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไป และต่อจากนั้นได้เดินทางไปยื่นคำร้องต่ออุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริเวณศาลากลางจังหวัดเพื่อขอให้บังคับใช้ ม.35 และ ม.37 แห่ง พ.ร.บ.โรงงาน 2535 ตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง สำหรับโรงงานต่างๆตลอดริมแม่น้ำป่าสัก อ.นครหลวง ไม่ให้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญต่อชาวบ้านด้วย และหากยังไม่มีการปฏิบัติตามคำพิพากษาใด ๆ สมาคมฯและชาวบ้านก็จะได้ยื่นเอาผิดต่อ ป.ป.ช.ต่อไปด้วย นายศรีสุวรรณ  กล่าวในที่สุด

กกต.แจงยิบ 4 ข้อกังขาเลือกซ่อมขอนแก่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/406280?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

กกต.แจงยิบ 4 ข้อกังขาเลือกซ่อมขอนแก่น

23 ธันวาคม 2562 – 18:28 น.
กกต,แจงยิบ 4 ข้อ,เลือกตั้งซ่อม,ขอนแก่น,ร่อนเอกสารแจง,กำนันกาบัตรคะแนน
เปิดอ่าน 103 ครั้ง

กกต.ร่อนเอกสารแจง 4 ข้อกังขา ลต.ซ่อมขอนแก่น ปมร้องกำนันกาบัตรคะแนนอยู่ระหว่างไต่สวน ส่วนกรณีร้อง กปน.ยืนคุมเชิงดูการกาบัตร เบื้องต้นแค่อำนวยความสะดวกผู้สูงอายุ

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2562 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารชี้แจงกรณีที่ปรากฏข่าวในสื่อเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือการร้องเรียนระหว่างการออกเสียงลงคะแนน ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ 7 แทนตำแหน่งที่ว่าง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมานั้น กกต.ขอชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ดังนี้

1.กรณี ธงโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้ง หมายเลข 2 ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงาน ของพนักงานสืบสวนและไต่สวน เป็นกรณีที่สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 ธ.ค.62 พนักงานสืบสวนและไต่สวนของ กกต.ประจำจังหวัดขอนแก่น ได้เข้าสังเกตการณ์การปราศรัยหาเสียงเลือกต้ังของพรรคพลังประชารัฐ ที่โรงเรียนหนองเรือ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น พนักงานสืบสวนและไต่สวนจึงได้นำธงโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง ที่ได้รับแจกมาเพื่อประกอบการรายงานการปฏิบัติหน้าที่ต่อผู้บังคับบัญชาและใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบ ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยมิได้กระทำการเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนน ให้แก่ผู้สมัคร อันเป็นเหตุให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมแต่อย่างใด ทั้งนี้ สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดขอนแก่น ได้แจ้งให้พนักงานสืบสวนและไต่สวนใช้ความระมัดระวัง ในการปฏิบัติหน้าที่แล้ว

2.กรณี กำนันตำบลบ้านเม็ง ซึ่งเป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งถูกกล่าวหาว่า ลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งไม่เป็นไปตามเจตนาของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งตัวแทนของพรรคเพื่อไทยได้มายื่นคำร้องในกรณีดังกล่าว ต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดขอนแก่นแล้ว ซึ่งจะได้ดำเนินการสืบสวนตามระเบียบกกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม กับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต่อไป

3.กรณี กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งถูกกล่าวหาว่ายืนคุมเชิงดูผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ขณะลงคะแนนในคูหา จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นพบว่าตามบันทึกเหตุการณ์ประจำหน่วยเลือกตั้ง กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเข้าช่วยอำนวยความสะดวกในการออกเสียงลงคะแนนให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ ด้วยการนำผู้สูงอายุเข้าคูหาออกเสียงลงคะแนนและคลี่บัตรเลือกตั้ง เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งได้ ซึ่งกรณีนี้อยู่ระหว่างการตรวจมูลกรณี หากมีมูลจะได้สืบสวน ตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 ต่อไป

4.กรณี ผู้มีสิทธิเลือกตั้งฉีกบัตรเลือกตั้ง (กระทำให้บัตรเลือกตั้งชำรุดหรือเสียหาย) จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ความว่าเมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งเป็นผู้สูงอายุนำบัตรเลือกตั้ง ที่ได้ลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งแล้วใส่ลงในหีบบัตรเลือกตั้ง แต่ไม่สามารถหย่อนลงในหีบบัตรเลือกตั้งได้ เพราะพับบัตรเลือกตั้งไม่สนิท จึงดึงบัตรเลือกตั้งฉบับดังกล่าวกลับมาพับให้สนิทเป็นผลให้เกิดรอยฉีกขาด ในขณะพับบัตรเลือกตั้ง โดยได้หย่อนบัตรเลือกตั้งที่อยู่ในสภาพฉีกขาดแล้วลงในหีบบัตรเลือกตั้ง ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งเป็นผู้สูงอายุจึงมิได้จงใจกระทำด้วยประการใดๆ ให้บัตรชารุดหรือเสียหายแต่อย่างใด กรณีนี้ กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งได้บันทึกเหตุการณ์ไว้ในสมุดบันทึกเหตุการณ์ประจำหน่วยเลือกตั้งแล้ว และในการนับคะแนนเลือกตั้งกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งได้วินิจฉัยให้บัตรเลือกตั้งที่มีรอยฉีกขาดดังกล่าว เป็นบัตรเสีย และแยกบัตรเสียดังกล่าวออกไว้ต่างหากมิได้นับบัตรเสียเป็นคะแนน

สุดารัตน์ มองรัฐบาลเชียงกง อะไหล่เหมือนกันแต่คนละฝีมือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/406275?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

สุดารัตน์ มองรัฐบาลเชียงกง อะไหล่เหมือนกันแต่คนละฝีมือ

23 ธันวาคม 2562 – 17:52 น.
สุดารัตน์,รัฐบาล,เชียงกง,อะไหล่เหมือนกัน,คนละฝีมือ,แก้เศรษฐกิจไม่เป็น,ประยุทธ์
เปิดอ่าน 77 ครั้ง

“สุดารัตน์” มองรัฐบาลเชียงกง อะไหล่เหมือนกันแต่เครื่องยนต์ที่เป็นหัวหน้าคนละฝีมือ อัด ปชช.ลำบาก แก้เศรษฐกิจไม่เป็น ชี้ “ประยุทธ์” ว่าคนอื่น แต่ตัวเองทำยิ่งกว่า

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2562 – คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยเพื่อไทย เปิดเผยถึงกรณีที่สื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลได้ตั้งฉายา “รัฐเชียงกง” ให้กับคณะรัฐมนตรีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า ก็ต้องบอกว่าสื่อมวลชนได้สะท้อนภาพได้อย่างชัดเจน ซึ่งต้องบอกว่าน่าจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการรวมตัวของรัฐบาลที่มีพรรคการเมืองมากที่สุดถึง 18 พรรคการเมือง เป็นรัฐบาลที่มีชิ้นส่วนประกอบกันเรียกว่า ปะผุเยอะมาก ถ้าจะนับอายุจริงๆ ก็ต้องบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ อยู่มานาน 6 ปีแล้ว ส่วนรัฐบาลก็ทำงานมา 6 เดือนแล้ว อยากจะบอกว่า วันนี้ปัญหาเศรษฐกิจชาวบ้านเดือดร้อนมาก ตั้งแต่ระดับรากหญ้า พอคนรากหญ้า หรือเศรษฐกิจรากฐานกระทบไปไม่ได้ ก็จะลามไปยังระดับเล็ก กลาง และระดับใหญ่ ซึ่งไม่ได้ใหญ่มาก โรงงานและผู้ประกอบการ ก็ทยอยเจ๊ง ทยอยปิดตัว นี่คือเสียงสะท้อนที่เรารับมา

“ต้องบอกว่าจริงๆรัฐบาลหมดเวลาแล้ว โดยเฉพาะตัวนายกฯ ที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจต้องมีความเข้าใจปัญหาจริงๆ อย่าไปว่าคนอื่นไม่เข้าใจ และต้องลงมาแก้ไขปัญหาจริงๆ ขณะนี้ประชาชนเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจของผู้ประกอบการคนไทย แต่กลับให้สิทธิพิเศษและความคุ้มครอง ด้านศุลกากรกับธุรกิจขนาดใหญ่” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลต้องเปลี่ยนวิธีคิด ไม่ใช่บริหารดูแลช่วยแต่เศรษฐกิจรายใหญ่ เอกชนเพียงไม่กี่ราย แต่ละเลยระดับรากหญ้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับประมาณ 30 ล้านคน ที่มีกำลังซื้อในประเทศ และการออกนโยบาย ที่เรียกว่า ทุจริตเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นในหลายนโยบาย ที่ไปเอื้อประโยชน์ให้เฉพาะคนรวย มันทำให้ความเหลื่อมล้ำให้ห่างขึ้นอีก ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจโดยรวมเดินไปได้ สุดท้ายการส่งออก ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องค่าเงินบาท แต่กำลังของผู้ประกอบการไทยรัฐบาลไม่ได้ช่วยให้เท่าเทียมต่างประเทศ แม้แต่ค่าเงินบาทก็ไม่บริหารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

“วันนี้มันแสดงให้เห็นว่าฝีมือรัฐบาลมีมากแค่ไหน ถึงแม้จะใช้อะไหล่คล้ายคลึงกัน แต่ตัวเครื่องยนต์หลักไม่เหมือนกัน ระหว่างหัวหน้ารัฐบาลเชียงกงกับรัฐบาลไทยรักไทย อย่างที่ประชาชนเห็นทุกเรื่องที่ว่า ทุกเรื่องที่อ้างรัฐประหารตัวเองก็ทำ แล้วทำยิ่งกว่าเสียอีก ต้องบอกว่าสื่อทำเนียบ เฉียบ เหมือนเดิม ต้องขอชื่นชมค่ะ” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

หมอชลน่าน หวั่น สร้างสภาช้า เสียค่าโง่ซ้ำรอยคลองด่าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/406271?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

หมอชลน่าน หวั่น สร้างสภาช้า เสียค่าโง่ซ้ำรอยคลองด่าน

23 ธันวาคม 2562 – 17:23 น.
หมอชลน่าน,หวั่นรัฐสภา,เสียค่าโง่ซ้ำรอยคลองด่าน
เปิดอ่าน 52 ครั้ง

หมอชลน่าน หวั่น รัฐสภาเสียค่าโง่ซ้ำรอยคลองด่าน เชื่อรัฐสภาใหม่ต่อสัญญาชิโนทัยครั้งที่ 5 แล้วเสร็จปี 2565 

วันที่ 23   ธันวาคม 2562   นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า การตรวจสอบการก่อสร้างรัฐสภาใหม่ ถือเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องมีการตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุว่าเหตุแห่งการล่าช้าเกิดจากอะไร คณะกรรมาธิการจะตรวจสอบตั้งแต่ตัวสัญญาที่ทำไว้ เพระหากเดินตามสัญญาก่อสร้างเริ่มต้นตั้งแต่เซ็นสัญญามิถุนายน ปี 2556  จะแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายนปี 2558 หรือ 900วันตามสัญญา

การก่อสร้างจริงเริ่มต้นในปี 2557  ทั้งนี้ทางบริษัท ชิโนทัย คอนทรัคชั่น จำกัด (มหาชน)ในฐานะผู้รับจ้างอ้างว่ามีการส่งมอบพื้นที่ทำให้การก่อสร้างล่าช้าตามไปด้วย รวมทั้งมีการแก้แบบก่อสร้าง และการนำดินที่ขุดได้ไปทิ้ง  ซึ่งไม่เป็นไปตามสัญญาเดิม  ดังนั้นในสัญญาเขียนมัดไว้ว่าหากเป็นความผิดผู้ว่าจ้างทางผิดสัญญาผู้ว่าจ้าง จำเป็นต้องต่อสัญญาการก่อสร้างออกไปที่ผ่านมามีการต่ออายุการก่อสร้างไป  3 สัญญาคิดเป็นเวลาทั้งสิ้น 1400 วัน

นายชลน่าน กล่าวด้วยว่า  ในการก่อสร้างและส่งมอบงานจนถึงวันนี้มีการก่อสร้างอาคารเพียงร้อยล่ะ 70 เท่านั้น และในทุกครั้งที่มีการส่งมอบงานไม่มีครั้งไหนที่เสร็จสมบูรณ์   การส่งมอบงานของผู้รับจ้างมาไม่เป็นไปตามสัญญา  ซึ่งทางผู้รับจ้างอ้างว่าเป็นผลมาจากการวางระบบไอทีและระบบสาธารณูปโภค  การก่อสร้างเลยไม่สามารถทำได้ต้องรอการวางระบบไอทีก่อน
นอกจากนี้ในสัญญาระบุว่า หากการก่อสร้างล่า ช้าไม่เป็นตามสัญญา ทางรัฐสภาก็ไม่สามารถเรียกค่าเสียหายจากบริษัทรับเหมาได้ เพราะผู้ว่าจ้างผิดสัญญาก่อน นอกจากนั้นผู้รับเหมาก็ไม่สามารถเรียกค่าเสียหายจากรัฐสภาได้เช่นกัน เพราะในสัญญาระบุไว้  ดังนั้นการต่อสัญญาครั้งล่าสุดอีก382  วันอย่างลี่ยงไม่ได้ เชื่อว่าการก่อสร้างก็ยังไม่แล้วเสร็จ

“ที่น่าเป็นห่วงคือในสัญญาที่เขียนไว้มีความบกพร่องมาก หวั่นว่ารัฐจะมีการเสียค่าโง่เหมือนกรณีคลองด่าน ซึ่งสัญญาของการก่อสร้างรัฐสภาก็ไม่ต่างกัน รวมทั้งเชื่อว่าจะมีการต่อสัญญาก่อสร้างครั้งที่ 5 แน่นอน เพราะอ้างปรับค่าแรงงานขั้นต่ำ เอกชนสามารถต่อสัญญาได้ 150 ตามมติคณะรัฐมนตรี  ดังนั้นผู้รับจ้างเอากรณีนี้มาขอต่อสัญญาอีกครั้งแน่นอน เชื่อว่าในปี 2565รัฐสภาใหม่จึงน่าแล้วเสร็จ”

บิ๊กตู่ เตรียมลงพื้นที่ ชัยภูมิ แก้ภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/406252?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

บิ๊กตู่ เตรียมลงพื้นที่ ชัยภูมิ แก้ภัยแล้ง

23 ธันวาคม 2562 – 16:33 น.
บิ๊กตู่,ลงพื้นที่,ชัยภูมิ,แก้ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 71 ครั้ง

“บิ๊กตู่” เตรียมลงพื้นที่ ชัยภูมิ ติดตามแก้ปัญหาภัยแล้ง พร้อมตรวจเยี่ยมโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ต่อยอดโครงการโรงเรียนประชารัฐ

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2562 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีกำหนดการเดินทางไปตรวจราชการจังหวัดชัยภูมิในวันพุธที่ 25 ธันวาคม 2562 เพื่อติดตามการปัญหาภัยแล้ง และเยี่ยมชมการจัดการเกษตรไร่อ้อยสมัยใหม่ (Modern Farm) ด้วยนวัตกรรมและลดการสร้างมลพิษ พร้อมทั้งสร้างรายได้เสริมจากการทำการเกษตรตามนโยบายแห่งรัฐ

โดยในช่วงเช้านายกรัฐมนตรีและคณะ จะออกเดินทางจากจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานขอนแก่น อ.เมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และเดินทางต่อโดยเฮลิคอปเตอร์ จากโรงเรียนกุดตุ้มวิทยา ไปยังบริเวณจัดงาน ณ คลองเทา บ้านหนองแหน จังหวัดชัยภูมิ เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์การแก้ไขปัญหาภัยแล้ง พร้อมรับฟังบรรยายสรุปการดำเนินงานโครงการฟื้นฟูและพัฒนาคูคลองโดยการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐและชุมชน โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีจะร่วมปลูกต้นมะม่วง (พันธุ์เขียวเสวย) และปลูกหญ้าแฝกกับประชาชนด้วย

จากนั้น นายกรัฐมนตรีเดินทางไปยังไร่กุดจอก (ไร่อ้อย) อ.ภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เพื่อพบปะประชาชนและตรวจเยี่ยมการตัดอ้อย สางใบอ้อย และเก็บใบอ้อย ด้วยวิธีการทำไร่อ้อยสมัยใหม่ (Modern Farm) ซึ่งเป็นนวัตกรรมการบริหารจัดการไร่อ้อยอย่างยั่งยืนจากองค์ความรู้ที่ได้มีการนำมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย เสริมประสิทธิภาพในการทำไร่อ้อยและลดการเผาอ้อยและลดค่า PM2.5 อีกด้วย

ในบ่ายวันเดียวกัน นายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางต่อไปยังโรงเรียนบ้านภูดิน (มิตรผลอุปภัมภ์) โรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) โดยเยี่ยมชมการเรียนการสอนลักษณะการเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Active Learning) เยี่ยมชมนิทรรศการพัฒนาทักษะอาชีพ ได้แก่ การทำน้ำอ้อยคั้นสด การจับจีบผ้า และการทำมาลัยมะกรูดใบเตย เยี่ยมชมการสาธิตการบังคับหุ่นยนต์ (Robotics) โดยเด็กพิเศษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทักษะการเขียนโปรแกรม (Coding) ณ ห้อง Learning Center และเยี่ยมชมแปลงเพาะชำอ้อยของโรงเรียนบ้านภูดิน (มิตรผลอุปภัมภ์) ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในเย็นวันเดียวกัน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำหรับโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา หรือ Partnership School ภายใต้การดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้เข้าไปร่วมพัฒนาโรงเรียน พัฒนาศูนย์การเรียนรู้ Learning Center เพื่อวางรากฐานการศึกษาแก่ลูกหลานชาวไร่พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่รวมถึงลูกหลานคนในชุมชน ต่อยอดโครงการโรงเรียนประชารัฐ โดย พล.อ.ประยุทธ์ เห็นถึงความสำคัญในการให้เยาวชนไทยทุกคน ทุกที่ มีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาตามนโยบายของรัฐบาล

หมอชลน่าน หวั่นรัฐสภาเสียค่าโง่ซ้ำรอยคลองด่าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/406250?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

หมอชลน่าน หวั่นรัฐสภาเสียค่าโง่ซ้ำรอยคลองด่าน

23 ธันวาคม 2562 – 16:19 น.
ชลน่าน,หวั่นรัฐสภา,เสียค่าโง่,ซ้ำรอยคลองด่าน,รัฐสภาใหม่,ต่อสัญญา,ชิโนทัย
เปิดอ่าน 44 ครั้ง

หมอชลน่าน หวั่นรัฐสภาเสียค่าโง่ซ้ำรอยคลองด่าน เชื่อรัฐสภาใหม่ต่อสัญญาชิโนทัยครั้งที่ 5 แล้วเสร็จปี 2565

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2562 – นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า การตรวจสอบการก่อสร้างรัฐสภาใหม่ ถือเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องมีการตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุว่าเหตุแห่งการล่าช้าเกิดจากอะไร คณะกรรมาธิการจะตรวจสอบตั้งแต่ตัวสัญญาที่ทำไว้ เพระหากเดินตามสัญญาก่อสร้างเริ่มต้นตั้งแต่เซ็นสัญญามิถุนายน ปี 2556 จะแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายนปี 2558 หรือ 900 วันตามสัญญา

นพ.ชลน่าน กล่าวอีกว่า การก่อสร้างจริงเริ่มต้นในปี 2557 ทั้งนี้ทางบริษัท ชิโนทัย คอนทรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้รับจ้างอ้างว่ามีการส่งมอบพื้นที่ทำให้การก่อสร้างล่าช้าตามไปด้วย รวมทั้งมีการแก้แบบก่อสร้าง และการนำดินที่ขุดได้ไปทิ้ง ซึ่งไม่เป็นไปตามสัญญาเดิม ดังนั้นในสัญญาเขียนมัดไว้ว่าหากเป็นความผิดทางสัญญา ผู้ว่าจ้างจำเป็นต้องต่อสัญญาการก่อสร้างออกไป ที่ผ่านมามีการต่ออายุการก่อสร้างไป 3 สัญญาคิดเป็นเวลาทั้งสิ้น 1,400 วัน

นพ.ชลน่าน กล่าวด้วยว่า ในการก่อสร้างและส่งมอบงานจนถึงวันนี้มีการก่อสร้างอาคารเพียงร้อยละ 70 เท่านั้น และในทุกครั้งที่มีการส่งมอบงานไม่มีครั้งไหนที่เสร็จสมบูรณ์ การส่งมอบงานของผู้รับจ้างมาไม่เป็นไปตามสัญญา ซึ่งทางผู้รับจ้างอ้างว่าเป็นผลมาจากการวางระบบไอทีและระบบสาธารณูปโภค การก่อสร้างจึงไม่สามารถทำได้ต้องรอการวางระบบไอทีก่อน
นอกจากนี้ในสัญญาระบุว่า หากการก่อสร้างล่าช้าไม่เป็นตามสัญญา ทางรัฐสภาก็ไม่สามารถเรียกค่าเสียหายจากบริษัทรับเหมาได้ เพราะผู้ว่าจ้างผิดสัญญาก่อน นอกจากนั้นผู้รับเหมาก็ไม่สามารถเรียกค่าเสียหายจากรัฐสภาได้เช่นกัน เพราะในสัญญาระบุไว้ ดังนั้นการต่อสัญญาครั้งล่าสุดอีก 382 วันอย่างลี่ยงไม่ได้ เชื่อว่าการก่อสร้างก็ยังไม่แล้วเสร็จ

“ที่น่าเป็นห่วงคือในสัญญาที่เขียนไว้มีความบกพร่องมาก หวั่นว่ารัฐจะมีการเสียค่าโง่เหมือนกรณีคลองด่าน ซึ่งสัญญาของการก่อสร้างรัฐสภาก็ไม่ต่างกัน รวมทั้งเชื่อว่าจะมีการต่อสัญญาก่อสร้างครั้งที่ 5 แน่นอน เพราะอ้างปรับค่าแรงงานขั้นต่ำ เอกชนสามารถต่อสัญญาได้ 150 ตามมติคณะรัฐมนตรี ดังนั้นผู้รับจ้างเอากรณีนี้มาขอต่อสัญญาอีกครั้งแน่นอน เชื่อว่าในปี 2565 รัฐสภาใหม่จึงน่าแล้วเสร็จ” นพ.ชลน่าน กล่าว

ไพบูลย์ ฟันธง มาดามเดียร์ ไม่หลุดเก้าอี้ ส.ส. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/406240?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ไพบูลย์ ฟันธง มาดามเดียร์ ไม่หลุดเก้าอี้ ส.ส.

23 ธันวาคม 2562 – 15:35 น.
ไพบูลย์,ฟันธง,มาดามเดียร์ ไม่หลุดเก้าอี้ สส
เปิดอ่าน 323 ครั้ง

ไพบูลย์ ฟันธง ผลเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต7ขอนแก่นที่ พปชร.ได้ที่นั่ง ส.ส.เพิ่ม 1 ที่นั่ง เป็นการเลือกตั้งใหม่จากเหตุที่ไม่ใช่การทุจริตจึงไม่มีผลต่อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวว่า  มาดามเดียร์ น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ( พปชร.)อาจหลุดเก้าอี้ ส.ส.หลังนายสมศักดิ์ คุณเงิน ชนะการเลือกตั้งซ่อมเขต 7 ขอนแก่น ทำให้พรรคพปชร.มีส.ส.เขตมากกว่าจำนวนส.ส.พึงมี ว่า ไม่เป็นความจริง เพราะจำนวนส.ส.พึงมีจบไปตั้งแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองจำนวนส.ส.
” หลังจากนี้กรณีที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อจำนวนส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อมีเพียงการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่จากเหตุทุจริตการเลือกตั้งเท่านั้น โดยการเลือกตั้งซ่อมที่ขอนแก่นที่ผ่านมาเปรียบเทียบได้กับการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ที่นครปฐม ซึ่งเป็นการเลือกตั้งใหม่จากเหตุอื่นที่ไม่ใช่การทุจริต จึงไม่ต้องนำคะแนนมาคำนวณส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อใหม่  ยกเว้นในกรณีการจัดเลือกตั้งใหม่ในจ.สมุทรปราการ  ซึ่งขณะนี้ยังบอกไม่ได้ว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ เพราะยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล แต่โดยส่วนตัวเท่าที่ได้เห็นข้อมูลหลักฐานของนายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก ซึ่งมีข้อต่อสู้จำนวนมาก ส่วนตัวจึงยังเชื่อว่าอาจไม่มีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้นก็ได้ แต่หากต้องมีการเลือกตั้งใหม่ก็จะต้องนำคะแนนมาคำนวณสัดส่วนส.ส.ใหม่ แต่ในเวลานี้ยังไม่มีใครล่วงรู้ผลการเลือกตั้ง พรรคพปชร.อาจได้คะแนนมากกว่าเก่าหรือเท่าเดิม หรือในกรณีได้คะแนนน้อยกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาแต่ไม่มีผลเพียงพอให้เปลี่ยนแปลงจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อก็เป็นได้

สำหรับกรณีเลือกตั้งซ่อมนครปฐม ที่นำมาเทียบเคียงกับกรณีเลือกตั้งซ่อมขอนแก่นครั้งหลังสุดนั้น ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 31 ต.ค. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เผยแพร่เอกสารกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวว่าจะต้องมีการคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่ ภายหลังประกาศผลการเลือกตั้งเขต 5 ส.ส.นครปฐม เขตเลือกตั้งที่ 5 หรือไม่อย่างไร

กกต. ระบุว่า การเลือกตั้ง ส.ส. เขต 5 นครปฐม เป็นการเลือกตั้งเนื่องจากมีการลาออกจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 94 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 131 ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณส.ส.แบบบัญชีรายชื่อภายหลังวันเลือกตั้ง ส.ส. อันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป

โดยระบุว่า หากการเลือกตั้ง ส.ส. แทนตำแหน่งที่ว่างลง ไม่ใช่เหตุจากการเลือกตั้งโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ไม่ต้องคำนวณใหม่ และการเลือกตั้ง ส.ส. แทนตำแหน่งที่ว่างไม่ว่าด้วยเหตุใด หลังพ้นเวลา 1 ปีนับแต่วันเลือกตั้งทั่วไป ไม่ต้องคำนวณ ส.ส. ที่แต่ละพรรคพึงมีใหม่

บิ๊กตู่ สั่งเร่งดำเนินโครงการใช้ งบฯ63 ให้ถูกกฎหมาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/406229?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

บิ๊กตู่ สั่งเร่งดำเนินโครงการใช้ งบฯ63 ให้ถูกกฎหมาย

23 ธันวาคม 2562 – 15:09 น.
ประยุทธ์,บิ๊กตู่,จัดทำงบฯ64,สั่งเร่งโครงการ,ใช้งบฯ63,ต่างชาติ,รุกล้ำ
เปิดอ่าน 65 ครั้ง

“บิ๊กตู่” มอบนโยบายจัดทำ งบฯ64 รับอยากให้คนไทยลงทุนมากขึ้น ต่างชาติเข้ามาตามสิทธิประโยชน์ สั่งเร่งโครงการใช้ “งบฯ63” ให้ถูกกม. ยันต้องทหารคุมชายแดน ป้องรุกล้ำ

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2562 ที่ห้องแกนด์ ไดมอนด์ อิมแพค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดและมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 มีหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐ เข้าร่วม โดยนายกฯ กล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า การจัดทำงบฯปี 64 ต้องควบคู่กับการพิจารณา พ.ร.บ.งบฯปี 63 ที่ยังไม่เรียบร้อย แต่ได้ใช้งบฯปี 63 ส่วนหนึ่งไปพลางก่อนตามกฎหมายที่ใช้ได้ โดยส่วนใหญ่ยังต้องรอหลังวันที่ 8 ม.ค.นี้ไปแล้ว คาดต้นเดือนก.พ. การพิจารณาแล้วเสร็จหรือเร็วกว่านั้น โดยจัดทำงบฯปี 64 ต้องมีการเสนอคำขอรับการจัดสรรงบฯปี 64 ต้องส่งมายังสำนักงบประมาณ ภายในวันที่ 24 ม.ค.63 โดยคำขอทำงบฯที่ไม่สอดคล้องกับแผนจะไม่ได้รับการพิจารณาสนับสนุน

นายกฯ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องทบทวนกันวันนี้จากเราทำงานร่วมกันมาหลายปี คือเรากำลังเผชิญสิ่งท้าทายของโลก ทั้งสภาพเศรษฐกิจ สงครามการค้า ความตึงเครียดทางการเมือง ทั้งในและต่างประเทศ สภาพเศรษฐกิจฝืนเคือง กระทบไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ต้องกำหนดนโยบายรองรับความท้าทายและป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการใช้จ่ายงบฯและการลงทุน อย่างไรก็ตาม การลงทุนของภาครัฐเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ระยะสั้นรัฐบาลดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มความต้องการและการลงทุนในประเทศ และเชื่อว่าไตรมาส 3 จะดีขึ้น ส่งต่อไปไตรมาส 4 และจะส่งต่อไปไตรมาส 1 ปีหน้าด้วย และเรื่องสถานการณ์การคลังต้องแยกให้ออกและสร้างความเข้าใจให้ได้ว่าอะไรคือสถานการณ์ของประเทศ ของรัฐบาล ไม่ใช่ไปพูดว่าสถานการณ์การคลังดี แต่ผู้มีรายได้น้อยแย่ ถ้าพูดแบบนี้อธิบายเขาไม่ได้ ต้องอธิบายเกี่ยวพันกันอย่างไร

นายกฯ กล่าวอีกว่า เมื่อประเทศเจริญ ท้องถิ่น กลุ่มจังหวัดเจริญ ประชาชนจะได้ตรงนี้ไปด้วย แต่ตนยังเป็นกังวลต่อการลงทุนในประเทศ อยากให้มีการลงทุนโดยคนไทยด้วยกันมากขึ้น ในส่วนของต่างประเทศก็เป็นเรื่องของการเข้ามาตามสิทธิประโยชน์การลงทุน ถ้าเราไปบอกไม่ให้ใครเข้ามาและไม่มีการลงทุนในประเทศ จะเกิดอะไรขึ้น เหรียญมี 2 ด้านเสมอ ต้องทำทั้ง 2 ทาง แต่ต้องโปร่งใสและรัดกุม เมื่อเช้าตนได้รับเรื่องร้องมาขอให้รัฐบาลระวังเรื่องคนต่างประเทศ เข้ามาทำงานในเมืองไทย ด้วยการลงทุน มาเป็นเจ้าของต่างๆ เอาคนเข้ามาทำงานจากต่างประเทศ ซึ่งนโยบายรัฐบาลไม่ให้ทำอยู่แล้วในเรื่องเหล่านี้ ไม่ว่าจะรถไฟความเร็วสูงก็ใช้แรงงานไทย ฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ต้องติดตาม บางคนพูดออกมาโดยไม่รู้ ฟังมาส่งต่อโดยไม่เข้าใจ ถ้าใครที่คิดว่าไม่เข้าใจในเรื่องเหล่านี้ กรุณอย่าโพสต์ อย่าให้ข่าวต่อ เพราะเป็นปัญหาความขัดแย้งที่ตามมา และการทำงานก็ทำไม่ได้ นั่นคือปัญหา จะมีงบฯเท่าไหร่ก็ทำไม่ได้ เพราะไม่เข้าใจ ราชการต้องช่วยกันอธิบายด้วย

“งบฯปี 63 ขอให้เร่งดำเนินการโครงการต่างๆ โดยมีการตรวจสอบและต้องมีหลักฐาน ดังนั้น ต้องใช้งบฯให้ถูกต้องตามกฎหมาย คำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นสำคัญ งบฯที่ขาดดุลนี้เป็นธรรมดาของประเทศที่ยังมีรายได้ไม่มากนัก ซึ่งเราอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาประเทศ ซึ่งทุกประเทศต้องใช้การขาดดุล เพราะมีงบฯที่ต้องลงทุนอีกจำนวนมาก เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชน ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจ แม้กระทั่งฝ่ายการเมืองก็ไม่เข้าใจอีก หรือเข้าใจก็ทำเป็นไม่เข้าใจไม่รู้ นี่เป็นสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องมาทะเลาะกัน มาตีกัน” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า การที่จ่ายงบฯขาดดุลเราต้องมีศักยภาพหาเงินมาชดเชย ซึ่งเรามีศักยภาพและแผนงานอยู่ และการจะทำให้รายได้ของประเทศสูงขึ้นจะต้องดูว่าจะแก้ปัญหาด้วยอะไร ถ้าบอกว่าเป็นเพราะรัฐบาลอย่างเดียวคงไม่ถูก แต่เป็นเพราะหลายๆ ส่วนด้วยกัน ทั้งภายในและภายนอก ซึ่งไม่ต้องกลัวรัฐบาลรับผิดชอบอยู่แล้ว แก้ได้มากได้น้อยอยู่ที่ประชาชน ข้าราชการ จะช่วยกันอย่างไร โครงการถ้าไม่ซอยลงมาทำไม่ได้ทั้งสิ้น ถึงต้องมีหลักเกณฑ์การใช้เงินกู้อะไรต่างๆถ้าไม่ทำแบบนี้จัดสรรอะไรไม่ได้ ต้องเห็นใจคนจัดทำงบฯด้วย

นายกฯ กล่าวต่อไปว่า ทุกอย่างถ้าไม่ช่วยกันแก้ไข ถ้าไม่ปรับตัวเอง ก็ต้องเจอปัญหาเดิมๆ อย่างเรื่องที่ดิน ที่อยู่อาศัย ต้องปรับตัวใหม่ทั้งหมด จะเป็นเมืองเป็นจังหวัดอยู่ที่เดิมไม่พอ ปัจจุบันแออัด ต้องขยายไปรอบนอก แต่ไม่ได้หมายถึงย้ายกทม.แต่เป็นการขยายพื้นที่เมืองธุรกิจออกไป ต้องอยู่รอบนอก อย่าไปมองว่าย้ายเมืองหลวงอย่างเดียว มันทำยากและไม่ใช่เวลานี้
“การทำงานอย่าแบ่งงานหลักว่า หน่วยงานใครของใคร งานยุทธศาสตร์คืองานที่ต้องเสริมงานส่วนอื่นไปด้วย หลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องจะต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบหลักและหน่วยเสริม ประชุมร่วมกันให้ได้ข้อสรุป จะทำในพื้นที่ใด สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่หรือไม่ เป้าหมายเท่าไร ต้องมีการประเมินไว้ล่วงหน้า เรียกว่าเอาเป้าหมายมาจับ ถัาไม่มีเป้าหมายก็เดินแบบสะเปะสะปะ จะทำงบฯโครงการอย่างเดียวเพื่อให้ใช้จ่ายเงินให้หมดลงไป แล้วผลสัมฤทธิ์ก็ไม่ได้ แล้วผมถามเราจะอยู่ไปทำไม แม้กระทั่งผมเองก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไมเหมือนกัน ถ้าอยู่แล้วทำอะไรไม่ได้ แก้ไขอะไรไม่ได้ ข้าราชการก็เช่นกันต้องสำนึกร่วมกันคิด ทุกวันทำงานต้องมีเป้าหมาย เพราะฉะนั้น การจัดทำแผนงบฯต้องสะท้อนความต้องการของประชาชนในพื้นที่และสอดคล้องการพัฒนาตามนโยบายของรัฐบาล” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า หลายคนชอบไปสร้างความขัดแย้งจากความไม่เข้าใจ โดยเฉพาะที่ว่าทุกคนจะต้องมีสิทธิเท่ากัน ถ้ามัวแต่คิดอย่างนี้ก็ไปไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ในการจัดทำงบประมาณปี 64 ขอให้ทุกคนไปดูแลและจัดลำดับความสำคัญ ไม่ใช่ทำโครงการแล้วแต่เกิดขึ้นจริงไม่ได้ ในส่วนของการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าภาคใต้ ต้องมีความระมัดระวัง และเห็นใจเจ้าหน้าที่ เพราะการทำงานในพื้นที่ที่ยากลำบากนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เราต้องฟังเจ้าหน้าที่ แม้ประชาชนจะต้องเดือดร้อนบ้าง แต่เมื่อพื้นที่ไม่ปลอดภัยก็ต้องระมัดระวังตัวเอง เราต้องใช้กฎหมายอย่างระมัดระวัง มีความรับผิดชอบ

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องความมั่นคงตามแนวชายแดน เราต้องมีทหารไว้ดูแลทั้งตามแนวชายแดน แนวประเทศ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีการรุกล้ำ เพราะชายแดนเราไม่มีรั้ว พื้นที่ส่วนใหญ่ใช้หลักเขต เมื่อก่อนใช้ไม้ บางอันก็หายไป ทุกวันนี้ยังมีปัญหาในการเจรจา ถ้าไม่มีทหารไปเฝ้าหลักเขตเหล่านี้ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ก็ต้องเกิดความขัดแย้งและทะเลาะกัน นี่คือความจำเป็นที่เราจะต้องมีทหารอยู่ และจำเป็นต้องมีชั้นพลทหารอยู่ด้วย ส่วนจะใช้ผิดหรือถูกหน้าที่ก็ว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งในกองทัพเรามีพลทหารเกือบ 4 แสนนายที่เหลือเป็นระดับสูงขึ้นมา จึงขออย่าให้มีใครมาบิดเบือน วันนี้โลกเปลี่ยนแปลงเราต้องปรับตัว ต้องมีความพร้อมในเรื่องของบุคลากร

นายกฯ กล่าวอีกว่า ในเรื่องของการเกษตรเราต้องลดการใช้สารเคมีลงให้ได้ โดยต้องหาวิธีการที่ปราศจากความขัดแย้ง และเร่งดำเนินการให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน และยืนยันว่าเราต้องลดปัญหาในเรื่องนี้ให้ได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าต้องไปยึดเอาแบบต่างประเทศทั้งหมด เพราะเขาก็ดูเรา เราก็ดูเขา แต่เราต้องลดละเลิกในเรื่องสารเคมีลง นอกจากนี้ เราต้องใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด สิ่งสำคัญ ทุกคนต้องขึ้นทะเบียนเพื่อที่จะได้รับช่วยเหลือเป็นเงินงบประมาณจากรัฐบาล ไม่ต้องกลัวว่าการขึ้นทะเบียนแล้วจะทำให้เสียภาษี จะกลัวอะไรกันหนักหนาเรื่องเสียภาษี ทั้งนี้ ก็ต้องช่วยรัฐบาลกันบ้าง ถ้าช่วยได้ แต่ถ้าช่วยไม่ได้ ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะรีดภาษี หรือรีดเลือดจากปูจากพวกท่านอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้น ก็จะไม่มีเงินไปทำอะไรทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม วันนี้ต้องมีความชัดเจนในการตั้งโรงงานต่างๆ ว่าต้องมีแรงงานไทยกี่เปอร์เซ็นต์ และคนงานต่างประเทศจำนวนเท่าไหร่

“ระยะแรกอาจจำเป็นต้องใช้เกี่ยวกับนักวิจัย วิศวกรต่างๆ แต่ต้องมีสัดส่วนคนไทย ต้องมีการผสมผสานไม่ใช่กล่าวหาว่ารัฐบาลไม่ดูแลให้คนต่างชาติมายึดครองประเทศ มันไม่ใช่ แบบนั้นใครจะยอมในเรื่องนี้ ส่วนที่ต้องมีสถาบันวิจัยต่างชาติเข้ามา เช่น สถาบันโคเซ็นของญี่ปุ่นมาตั้งในไทย ไม่ใช่ให้เขามายึดครองประเทศ ไม่ใช่พอได้ยินชื่อจีน ญี่ปุ่นก็วิจารณ์กันเลยว่านายกฯประยุทธ์ ปล่อยให้มีการยึดครองประเทศ มันไม่ใช่ เป็นเพียงให้เขามาทำงานให้เรา เป็นประโยชน์ต่อการแข่งขันและการปรับตัว ถ้ามัวแต่คิดแบบนี้ มันก็เป็นความคิดที่ไม่ชอบกันมากกว่า” นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร แต่วันนี้คนไทยจะไม่ชอบประเทศไทยมันไม่ได้ เราต้องช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรประเทศจะไม่อ่อนแอลง ไม่พึ่งพาเทคโนโลยีและเครื่องจักรมากเกินไป วันนี้ยืนยันว่ารัฐบาลยังมีเงินอยู่ แต่บางคนอาจจะไม่มี ทำให้มีคนไปหาประโยชน์จากคนเหล่านี้ ซึ่งเราก็ต้องดูแลคนที่ไม่มีรายได้ มักอยู่ที่บ้านไม่มีงานทำ และผู้สูงอายุ

นายกฯ กล่าวอีกว่า แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ จะต้องไม่มีถนนขนาดใหญ่เข้าไป ไม่มีการขยายถนนเรื่อยเปื่อยเข้าไปในป่า เพื่อไปดูสัตว์ป่า เช่น กระทิง เรื่องนี้ตนไม่เข้าใจ ทุกคนรู้ว่ากฎหมายอยู่ตรงไหน แต่ก็จะทำเสียอย่าง ใครจะทำไม ขอถามว่าแล้วข้าราชการไปอยู่ตรงไหน ทำไมปล่อยให้คนเหล่านี้ทำผิดกฎหมายได้ ขอให้ระมัดระวัง โดยเฉพาะในระดับพื้นที่ รู้ดีว่าแรงกดดันมีมาก ทั้งผลประโยชน์และเรื่องผู้มีอิทธิพล ตนขี้เกียจจะพูดถึง คนดีมีมากร้อยละ 90 แต่คนจะหาเงินก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง เราต้องเอาออกไปให้ได้ เอาออกไปให้หมดโดยเร็ว น่ารำคาญคนเหล่านี้ มันไม่จบเสียที โดนด่ากันทั้งวัน สุดท้ายนายกฯก็โดนด่า โกงกันตรงไหนก็ไม่รู้นายกฯโดนด่า ก็ไม่เป็นธรรมกับตน จึงต้องใช้วิธีการของตน ก็ต้องคัดออก แพ้ก็คัดออก ไม่เอาไว้ ลงโทษติดคุก

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในส่วนของการครอบครองที่ดินต่างๆ พยายามให้เขาปรับเปลี่ยนมาใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ก็ยังมีปัญหาติดขัด ไม่เลิกกันเสียที ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจร่วมกัน ไม่เช่นนั้นจะเกิดความขัดแย้งและตามไปในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไร ก็มีผลกระทบตามมา เราจะต้องสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นเพื่อที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นไปพร้อมกัน รวมทั้งการสร้างความยุติธรรมให้ทุกฝ่าย ซึ่งพูดมาหลายครั้งแล้วในเรื่องของกองทุนยุติธรรม ก็ยังมีคนมาพูดว่าคนรวยเอาไปใช้ประโยชน์ คนจนก็ติดคุก คนรวยไม่ติดคุก ซึ่งมันไม่ใช่ รัฐบาลพยายามสร้างโอกาสให้กับทุกคน ให้เกิดความเท่าเทียม แต่สิ่งสำคัญทุกคนต้องไม่ทำความผิด อย่าอ้างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือไม่รู้กฎหมาย ไม่ควรจะมีแล้วในประเทศนี้ ทุกคนควรรู้กฎหมายพื้นฐาน ประเทศเราจะขาดวินัยไม่ได้ วันนี้เราต้องสร้างความภูมิกันและจริยธรรมให้กับเด็กและสังคม เพราะถือเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ เพราะวันนี้เห็นได้ว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายกันมาก ทั้งเด็กแว้น และการทำในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ ต้องยอมรับว่าปัญหาอยู่ที่การศึกษาด้วยที่ไม่ได้สอนให้คนเป็นคนดี ถ้าสอนแบบวิชาการอย่างเดียวก็ได้แบบนี้ อย่าไปหวังอย่างอื่น คุณธรรม จริยธรรมหายไปไหนก็ไม่รู้ ก็ต้องมีครูช่วยกันปรับปรุงและแก้ไขด้วย

“ผมชื่นชมคนเป็นครูอยู่แล้ว กลับไปบ้านก็นับถือครูอยู่ตลอดเวลา เพราะแม่ก็เป็นครู ภรรยาก็เป็นครู ผมไปดูถูกคนเป็นครูไม่ได้ แต่ถ้าครูไม่ดีก็ต้องว่ากัน เพียงแต่อย่าไปยุ่งกับการเมืองมากนัก วันนี้เราต้องสอนเด็กให้รู้จักคิด ไม่เช่นนั้น พูดไปเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ เพราะคิดไม่เป็น เราต้องสอนคนให้คิดให้เป็น คนไทยไม่โง่ฉลาดทุกคน เพียงแต่เราต้องหาวิธีการให้เขาคิดให้เป็น เพราะถ้าคิดไม่เป็น หรือคิดไม่ได้ ก็จะทะเลาะกันอยู่แบบนี้ แล้วจะไปโทษใคร สุดท้ายก็โทษนายกฯ ก็แล้วกัน ไม่มีอะไรนายกฯ ก็ต้องรับทั้งหมด วันนี้ต้องรู้จักคิดและวิเคราะห์ให้ได้ ไม่ใช่อ่านแต่ตำราเพียงอย่างเดียว ต้องกล้าฝันและทำให้เป็นจริง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

นายกฯ กล่าวตอนท้ายว่า วันนี้เราทำอย่างไรถึงจะช่วยลดความขัดแย้งลงให้ได้ อย่าเอาความชอบ หรือไม่ชอบตัวบุคคล มาทำให้สิ่งต่างๆ ที่ต้องทำเกิดความเสียหาย ท่านไม่ชอบตนแต่ก็ต้องทำงานให้กับพื้นที่และประชาชนของตนเอง ท่านเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เป็นส.ส. ต้องทำสิ่งที่ดีให้กับคนในพื้นที่ และต้องยึดมั่นในหลักการ ไม่เช่นนั้นก็ไปกันไม่ได้ทั้งหมด เราต้องแยกแยะผลประโยชน์ส่วนตนกับส่วนรวมให้ได้ มีการละอายต่อการกระทำความผิด ไม่เพิกเฉยหรือทนกับการทุจริต และการกล่าวหาต่างๆ ต้องมีหลักฐาน เราต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างมีระบบ วันนี้อย่าคิดว่าเราไปทำร้ายพวกท่าน แต่เรารักและต้องการจะช่วย เพื่อไม่ให้คนถูกดำเนินคดี เพราะวันข้างหน้าจะแรงขึ้นเรื่อยๆ จะถูกจับตามองมากยิ่งขึ้น

“วันนี้ขอร้องว่าอย่าหงุดหงิดกับผมเลย เพราะผมก็ไม่เคยหงุดหงิดกับพวกท่าน ผมหงุดหงิดกับตัวเองเสียมากกว่า ระยะหลังผมโกรธใครไม่ได้ เพราะถ้าผมโกรธคนอื่นมากๆ ผมตายเปล่า และไม่มีใครสงสารผมอยู่แล้ว จึงต้องหันกลับมาสงสารตัวเองดีกว่า โดยการทำให้ตัวเองไม่หงุดหงิด บ้างครั้งเสียงดังบ้างแต่ไม่ใช่หงุดหงิด แต่ผมก็เป็นมนุษย์ สถานการณ์ไหนที่เขามีความสุขกัน ผมจะไปนั่งหน้างออยู่ได้อย่างไร บางคนก็บอกว่านายกฯ เปลี่ยนไป จะเปลี่ยนได้อย่างไร แต่เป็นเพราะสถานการณ์มันต่างกัน ไม่ใช่จะให้นายกฯ หน้ามู่ทู่อยู่ตลอดเวลาก็ไม่ใช่ บางโอกาสต้องสดชื่นรื่นเริงกันบ้าง ว่ากันไป สถานการณ์ไหนเป็นจริงเป็นจังก็อีกเรื่อง เพราะเป็นคนละบทบาท คนละเวลา คนละหน้าที่ ต่างคนต่างช่วยกันรักษาใจให้กันและกัน วันนี้คนไทยต้องช่วยกัน สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศไทยไปด้วยกันในการเดินหน้าประเทศเพื่อลูกหลานในอนาคต” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

จุรินทร์ ยิ้มรับ ฉายา รัฐอิสระ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/406201?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

จุรินทร์ ยิ้มรับ ฉายา รัฐอิสระ

23 ธันวาคม 2562 – 14:18 น.
จุรินทร์,ยิ้มรับ,ฉายารัฐอิสระ,ทำงานตามหน้าที่,ไม่ก้าวก่ายคนอื่น
เปิดอ่าน 65 ครั้ง

“จุรินทร์” ยิ้มรับฉายา รัฐอิสระ ยืนยันทำงานตามหน้าที่ไม่ก้าวก่ายงานคนอื่นป้องกันความขัดแย้ง ปัดแสดงความเห็นฉายารัฐบาลเชียงกง

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2562 – นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงฉายารัฐอิสระ ว่า เป็นฉายาน่ารักดีไม่ได้มีปัญหาอะไร ถือเป็นมุมมองของนักข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลที่มองว่าเป็นเช่นนั้น จึงไม่อยากโต้แย้ง เพราะเป็นเรื่องปกติในทุกปีจะมีการตั้งฉายาให้กับรัฐมนตรี

“ผมเป็นนักการเมืองที่มาจากระบอบประชาธิปไตย ที่เข้ามาทำงานในรัฐบาล ดังนั้นนโยบายอะไรที่เป็นพรรคจึงถูกผลักดันเป็นนโยบายของรัฐบาล ก็จะพยายามทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุด ซึ่งส่วนตัวมองว่าสามารถทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างครบถ้วนพอสมควร จนสามารถดำเนินนโยบายประกันราคาสินค้าเกษตร 5 ชนิดได้อย่างครบถ้วน” นายจุริทร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายจุรินทร์ กล่าวว่า จากประสบการณ์เป็นรัฐบาลทำให้รู้ว่าการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองจะต้องจำกัดขอบเขตการทำงาน ทำเฉพาะเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนเอง อะไรที่อยู่นอกเหนือหน้าที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกัน ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นการสะท้อนวุฒิภาวะของรัฐบาลในการทำงานด้วย

ส่วนฉายารัฐบาลเชียงกงนั้น นายจุรินทร์ ไม่ขอออกความคิดเห็น แต่ยืนยันว่าการทำงานของรัฐบาลมีความมุ่งหวังเดียวกัน คือการทำงานในความรับผิดชอบของตัวเองให้ดีที่สุด เพราะความสำเร็จของกระทรวงคือความสำเร็จของรัฐบาล

ส่วนกรณีที่นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ แสดงความไม่พอใจที่ชื่อของตนเองถูกถอดออกจากตัวแทนพรรค ในการเข้าร่วมกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่นั้น นายสุรินทร์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของพรรคปชป. ขอให้ขึ้นอยู่กับที่ประชุมส.ส.ของพรรคว่าจะตัดสินใจอย่างไร

ร้องกกต.เอาผิดปารีณาใช้ตำแหน่งแทรกแซงป่าไม้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/406189?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ร้องกกต.เอาผิดปารีณาใช้ตำแหน่งแทรกแซงป่าไม้

23 ธันวาคม 2562 – 13:50 น.
เรืองไกร,ปารีณา,เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ,แทรกแซงกรมป่าไม้
เปิดอ่าน 71 ครั้ง

เรืองไกร ร้องกกต.สอบ “ปารีณาใช้ตำแหน่ง ส.ส. แทรกแซงป่าไม้เร่งจัดสรรที่ดินราชบุรี ในการถือครองแม่”ธนาธร”เป็นป่าชุมชน

23 ธันวาคม 2562 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย เข้ายื่นคำร้องต่อ กกต. ขอให้ตรวจสอบ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ

ทั้งนี้กรณีใช้สถานะหรือตำแหน่งหน้าที่ส.ส.ก้าวก่าย แทรกแซงการพิจารณาของกรมป่าไม้ เกี่ยวกับที่ดินของนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่จ.ราชบุรี เพื่อให้ที่ดินดังกล่าวเป็นป่าชุมชน ตามความต้องการของชาวบ้านในพื้นที่

นายเรืองไกร กล่าวว่า กรมป่าไม้ได้ส่งเอกสารให้กับคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่ตนเองเป็นกรรมาธิการฯอยู่ด้วย จากเอกสารดังกล่าวซึ่งเป็นรายงานการประชุมของกรมป่าไม้ พบว่า นอกจากจะมีการสรุปลำดับเหตุการณ์ การจัดตั้งป่าชุมนุมหมู่ที่ 14 บ้านหนองน้ำใส ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ที่ชาวบ้านมีการไปร้องเรียน น.ส.ปารีณา ขอให้ตรวจสอบที่ดินของนางสมพร ซึ่งถือหนังสือ นส.2 และ นส. 3 เพราะต้องการให้ที่ดินดังกล่าวถูกตั้งเป็นป่าชุมชน จนกระทั่งมีการประชุมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ น.ส.ปารีณา ก็ได้เข้าไปร่วมประชุมด้วย เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2562

นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า ในรายงานการประชุมดังกล่าวระบุถ้อยคำ ของ น.ส.ปารีณาที่แจ้งกับที่ประชุม ว่าจะกำชับประสาน เร่งรัด การตรวจสอบดังกล่าว ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าชุมชนได้เร็วขึ้น จึงเห็นว่าถ้อยคำนี้เข้าข่ายว่า น.ส.ปารีณาใช้ตำแหน่ง ส.ส.ก้าวก่าย แทรกแซง การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อประโยชน์ของตนเองและผู้อื่น ผิด มาตรา 185 (1) ต้องมาร้องต่อ กกต. เพราะ หาก กกต.เห็นว่าผิดจริง ก็ต้องเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้สมาชิกภาพความเป็น ส.ส.ของนางปารีณาสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (7 ) ประกอบมาตรา 82 วรรค 4

“การที่คุณปารีณาดูแลช่วยเหลือประชาชนนั้นถูกต้องแล้ว แต่หมายถึงต้องตั้งกระทู้ญัตติในสภาผู้แทนราษฎร์ ถามว่าการไปร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่รัฐแล้วใช้ถ้อยคำในลักษณะเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่รีบดำเนินการถูกต้องแล้วหรือ จึงต้องมาร้องต่อกกต.ให้พิจารณาซึ่งอาจต้องเรียกเจ้าหน้าที่ป่าไม้มาให้ปากคำว่าการใช้ถ้อยคำลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดหรือไม่”นายเรืองไกรกล่าว