ก.ม.อากาศสะอาด ต้องมี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403794?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ก.ม.อากาศสะอาด ต้องมี

11 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กม,อากาศ,พรบอากาศสะอาด,ฝุ่นพิษ
เปิดอ่าน 503 ครั้ง

ก.ม.อากาศสะอาด ต้องมี บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 11 ธันวาคม 2562

สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้จัดสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 37 เมื่อต้นเดือนธันวาคม ที่ จ.ลำปาง โดยที่ประชุมเห็นพ้องกันที่จะผลักดันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อให้ไทยมีอากาศที่สะอาดเพราะหากยังมีฝุ่นจิ๋วหรือมลภาวะทางอากาศอยู่จะกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน รวมทั้งผลกระทบการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจได้ ซึ่งมีผลสำรวจทางวิชาการระบุว่าปัญหาฝุ่นพิษกระทบต่อเศรษฐกิจใน 10 จังหวัดภาคเหนือ ปีละไม่ต่ำกว่า 163,313 ล้านบาท โดยได้ยกร่างกฎหมายดังกล่าวแล้ว พร้อมกันนี้เสนอรัฐบาลให้จัดตั้งหน่วยงานใหม่มาดูแลปัญหาทางอากาศโดยเฉพาะเพื่อให้กำหนดมาตรการดูแลต่างๆ ได้ทันท่วงที คาดว่าภายในต้นปีหน้ากระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายจะแล้วเสร็จ ซึ่งเตรียมล่ารายชื่อประชาชนไม่ต่ำกว่า 10,000 รายชื่อเพื่อผลักดันให้สภาดำเนินการต่อไป

สำหรับสาระของร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด มีรายละเอียดคร่าวๆ เช่น มีองค์กรดูแลและควบคุมมลพิษทางอากาศทั้งของภาคอุตสาหกรรม, ภาคเกษตรกรรม และการขนส่ง พร้อมทั้งให้แต่ละจังหวัดแต่งตั้งองค์กรขึ้นมาดูแลเรื่องปัญหาสภาพอากาศด้วยเพื่อความเข้มงวดในการควบคุมรวมถึงเจรจากับต่างประเทศกรณีที่เผาป่าหรือไฟไหม้จนมีหมอกควันเข้ามาในไทย รวมถึงมีบทลงโทษด้วย ซึ่งร่างกฎหมายนี้ทางหอการค้า 17 จังหวัดภาคเหนือได้ร่วมกันศึกษาและมอบให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ในพื้นที่ช่วยกันศึกษากฎหมายสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศและนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับเมืองไทย รวมทั้งการนำร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวออกไปเปิดเวทีสาธารณะแสดงความคิดเห็น เพราะปัญหาด้านมลพิษไม่เพียงกระทบธุรกิจและการท่องเที่ยว แต่ที่สำคัญคือส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างมากด้วย

ปัจจุบันรัฐบาลได้เห็นชอบแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติในการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองที่จะมีแนวทางแก้ปัญหาใน 3 มาตรการ คือมาตรการที่ 1 การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วนและในช่วงวิกฤติ มาตรการที่ 2 การป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทางหรือแหล่งกําเนิด เป็นการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น ปี 2562-2564 และระยะยาว ปี 2565-2567 และมาตรการที่ 3 การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมลพิษ โดยแผนดังกล่าวได้มีการดำเนินการมาแล้วระยะหนึ่งในช่วงวิกฤติฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ที่ผ่านมา โดยมีหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องหลายกระทรวงร่วมบูรณาการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ ซึ่งเห็นได้จากการจับปรับรถควันดำ การควบคุมโรงงานในเรื่องปล่อยมลภาวะ การป้องปรามเผาในที่โล่งรวมทั้งเผาพืชไร่ด้วย

อย่างไรก็ตามฝุ่นพิษยังเกิดขึ้นบ่อยครั้งโดยเฉพาะในช่วงลมนิ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งหัวเมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวและยิ่งการรายงานสภาพอากาศของต่างประเทศก็จะปรากฏแบบเรียลไทม์ยิ่งส่งผลลบต่อการท่องเที่ยวไทย ซึ่งในต่างประเทศก็ให้ความสำคัญเรื่องอากาศ อาทิ อังกฤษประกาศยุทธศาสตร์อากาศสะอาด เมื่อเดือนมกราคม 2561 ส่วนเกาหลีใต้ก็ใช้มาตรการฉุกเฉินแก้มลพิษในกรุงโซลเมื่อต้นปี 2560 และปลายปี 2018 สเปนเริ่มใช้มาตรการจำกัดรถยนต์เข้าไปในเขตควบคุมคุณภาพอากาศย่านใจกลางกรุงมาดริด จึงเห็นได้ว่าเมืองขนาดใหญ่หรือแหล่งพลเมืองหนาแน่นเกือบทั่วโลกต่างประสบปัญหามลภาวะดังนั้นการผลัดกันร่างกฎหมายอากาศสะอาดจึงถือเป็นความจำเป็นเพื่อให้มีองค์กรรับผิดชอบโดยตรงรวมทั้งอำนาจหน้าที่แก้ปัญหามีประสิทธิภาพ

ป่วย โรคหายาก เบิกบัตรทองได้ไหม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403741?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ป่วย โรคหายาก เบิกบัตรทองได้ไหม

10 ธันวาคม 2562 – 13:55 น.
โรคหายาก,เบิกบัตรทองได้ไหม
เปิดอ่าน 1,999 ครั้ง

ป่วย โรคหายาก เบิกบัตรทองได้ไหม โดย…ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขพยายามเพิ่มการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกันตนหลายอย่าง เช่น โครงการผู้ป่วยรับยาร้านยาใกล้บ้าน ฯลฯ รวมถึงการสัญญาว่าจะผลักดันเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้  “กลุ่มผู้ป่วยโรคหายาก” ซึ่งถือว่าน่าสนใจมาก เนื่องจากโรงเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยหลายคนถึงกับแทบล้มละลายหมดตัว !

“โรคหายาก” (Rare Disease) แปลตรงตัวคือ โรคที่ไม่ค่อยเจอในคนเจ็บป่วยทั่วไป เมื่อตรวจพบแล้วหมอเองก็ไม่รู้จัก บางครั้งฝรั่งเรียกว่า “Orphan disease” แปลตามศัพท์หมายถึง “โรคกำพร้า” หรือโรคที่ไม่มีแหล่งเป็นมาชัดเจน ปัจจุบันถูกค้นพบแล้วไม่ต่ำกว่า 8 พันโรค เช่น กรณีดาราชายชื่อดัง “วินัย ไกรบุตร” เป็นโรคภูมิคุ้มกันใต้ผิวหนังบกพร่อง หรือโรคตุ่มน้ำพอง “เพมฟิกอยด์” (Bullous pemphigoid) อาการผิดปกติเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันที่ไปทำลายโปรตีนยึดผิวหนังชั้น “หนังกำพร้า” กับ “หนังแท้” เมื่อผิวหนังทั้งสองชั้นแยกตัวกันก็เกิดเป็น “ตุ่มพอง” แสบร้อน คัน ตามผิวหนังทั่วร่างกาย “เพมฟิกอยด์” ถือเป็นโรคหายาก เพราะอัตราเฉลี่ยพบโรคนี้แค่ 0.25 คนใน 1 แสนคน เปรียบเทียบกับ โรคไข้เลือดออกที่พบประมาณ 150 คนต่อ 1 แสนคน

ดาราชายข้างต้นเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า โชคดีมีคนใจบุญช่วยกันบริจาคค่ารักษาให้เพราะต้องใช้ไม่ต่ำกว่า 5 แสนบาทกว่าอาการจะค่อยๆ ดีขึ้น ซึ่งบัตรทองหรือ “สิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ไม่ได้ครอบคลุมถึงยารักษาโรคนี้

เช่นเดียวกับคุณแม่วัยสาวอายุ 25 ปี ที่แชร์เรื่องราวของลูกป่วยโรค โมเซอิก ไตรโซมี่ 8 (Mosaic trisomy 8) ในโลกออนไลน์ หลังพบความผิดปกติตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หมอที่จังหวัดลพบุรีบอกว่าไม่เคยเจอโรคนี้มาก่อน ทารกมีอาการผิดปกติเนื่องจากหัวใจโต มีน้ำในช่องหัว 2 ช่อง และมีจุดขาวในลำไส้ทำให้ไส้บวม หมอแนะนำให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี จนพบ สาเหตุเกิดจาก โครโมโซมคู่ที่ 8 เกิน 1 แท่ง ถือเป็นโรคหายาก เนื่องจากตอนตรวจพบทารกในครรภ์อายุได้ 7 เดือนแล้ว จึงไม่สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ หลังคลอดออกมาก็พบว่าลูก “ไม่มีรูก้น” จากนั้นทีมแพทย์ก็เริ่มช่วยกันรักษา ต้องมาพบแพทย์ทุกเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 3 ครั้ง

นอกจากนี้ยังมีกรณีของ “น้องซีดี” หรือ กฤตไน เลาหปราสาท ดาราเด็กจากภาพยนตร์หลายเรื่องป่วยเป็น “โรคโมยาโมยา” ที่เกิดจากหลอดเลือดสมองอักเสบและมีการอุดตันของหลอดเลือดทำให้มีอาการปวดหัวและความจำไม่ค่อยดี ต้องผ่าตัดและรักษาโรคนี้ไปเรื่อยๆ แพทย์ที่รักษาแจ้งว่าโรคนี้คนไทยมีโอกาสเป็นแค่ 1 ในล้านคนเท่านั้น
หรือกรณีของ “น้องปุ๊กโก๊ะ” ป่วยโรคเอ็มพีเอส (Mucopolysaccharidosis, MPS) ตั้งแต่วัย 13 ปี โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรม ผู้ป่วยมีอาการหลายอย่างผสมกัน เช่น กระดูกใบหน้า แขน ขาผิดปกติ ตับโต กระจกตาขุ่น หูหนวก ไส้เลื่อน และความผิดปกติทางระบบทางเดินหายใจ เมื่อญาติพาไปหาหมอ ก็ได้รับการแจ้งว่าเป็น “โรคหายาก” ไม่มียารักษา ทำให้น้องปุ๊กโก๊ะต้องทนทรมานกับอาการปวดข้อ ปวดกระดูก หายใจไม่ออก จนกระทั่งโชคดีเจอแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมจากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ ช่วยติดต่อจนได้รับการบริจาคยาจากมูลนิธิเจนไซม์แชริเทเบิล จนอาการดีขึ้นเรื่อยๆ สามารถลุกเดินและวิ่งได้เหมือนเพื่อนๆ แต่ต้องไปรับยาเอ็นไซม์ต่อเนื่องทุกๆ อาทิตย์ ทุกวันนี้ครอบครัวยังรู้สึกกลุ้มใจว่าหากไม่ได้รับการบริจาคยาแล้วจะทำอย่างไร เนื่องจากบัตรทองไม่ครอบคลุมถึงโรคนี้

สำหรับวงการแพทย์แต่ละประเทศนั้นมีนิยามของ “โรคหายาก” แตกต่างกันไปบางประเทศให้นิยามว่าโรคที่พบ 1 ใน 2,500 คนของประชากรก็ถือว่าเป็นโรคหายากแล้วแต่บางประเทศอาจต้องเป็น 1 ต่อแสนคนหรือขึ้นไป

สำหรับประเทศไทยแล้วเบื้องต้นแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.โรคหายาก (Rare disease) มีผู้ป่วยน้อยกว่า 10,000 คน หรือพบ 1.4 คนต่อประชากร 10,000 คน และ 2.โรคหายากขั้นสุด (Ultra rare disease) มีผู้ป่วยน้อยกว่า 1,000 คน 0.14 คนต่อประชากร 10,000 คน

ปัจจุบันมีโรคหายากที่พบในไทยประมาณ 300 โรคเนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังที่รักษายาก ทำให้ค่าใช้จ่ายสูง บัตรทองส่วนใหญ่จึงไม่ครอบคลุมค่ารักษา เช่น “โรคไขกระดูกฝ่อ” หรือโรคที่ไขกระดูกไม่สามารถสร้างเซลล์เม็ดเลือดได้ ทำให้มีอาการเกล็ดเลือดต่ำเป็นโลหิตจาง ติดเชื้อโรคอื่นๆ ได้ง่าย พบ 4 รายต่อประชากร 1 ล้านคนต่อปี หรือประมาณ 280 คนทั่วประเทศไทย

นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างของโรคหายากที่เคยพบในเมืองไทย เช่น โรคพราเดอร์-วิลลี่ (Prader-Willi Syndrome) โรคกล้ามเนื้อลีบดูชีนน์ (Duchenne muscular dystrophy, DMD) โรคแองเจลแมน (Angelman syndrome) ฯลฯ

ส่วนใหญ่พบในผู้ป่วยเด็ก หากรักษาดี กำลังใจดี ผู้ป่วยสามารถเติบโตใช้ชีวิตอยู่กับครอบครอบไปได้เรื่อยๆ แต่ทุกวันนี้ผู้ป่วยเด็กๆ เหล่านี้มักไม่ค่อยได้รับการรักษา เนื่องจากพ่อแม่ไม่มีเงินและเข้าไม่ถึงแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในโรคเหล่านี้ทำให้ต้องเสียชีวิตไปอย่างน่าเศร้า โดยเฉพาะเด็กๆ หรือคนป่วยที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัดหรือตามชนบทของประเทศไทยจึงมีเครือข่ายภาคประชาชนหลายองค์กรร่วมกับแพทย์พยาบาล รณรงค์ให้ “กระทรวงสาธารณสุข” จัดสรรงบประมาณดูแลรักษาเด็กและผู้ป่วยโรคหายากเหล่านี้

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 “อนุทิน ชาญวีรกูล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรียกประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บอร์ด สปสช.” เพื่อระดมความคิดเห็นในการจัดหาแนวทางดูแล “ผู้ป่วยโรคหายากในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” เพราะที่ผ่านมา “กองทุนบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค” ที่เริ่มมานานเกือบ 20 ปีนั้น และเบิกค่ารักษาโรคทั่วไปได้เกือบทัั้งหมด แต่ยังไม่ได้รวมถึงค่ารักษาโรคหายาก

จากนั้นวันที่ 10 ตุลาคม ก็มีการประกาศให้ผู้มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสามารถเข้าถึงการรักษาโรคหายาก 24 โรค เริ่มในปีงบประมาณ 2563 ซึ่งจะมีการจัดสรรงบประมาณประมาณ 13 ล้านบาทให้ โดยประเมินสถานการณ์จำนวนผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่ต้องรับการตรวจวินิจฉัย 250 รายต่อปี และเป็นผู้ป่วยโรคหายากรายใหม่ 52 รายต่อปี ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การรักษาพยาบาล และการติดตามผลการรักษา

หนึ่งในนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาระบบยาที่มีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคมาตั้งแต่ยุคแรก พ.ศ.2544 วิเคราะห์ให้ฟังว่า การจะรวม “โรคหายาก” ให้เข้าเบิกจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิบัตรทอง ถือเป็นแนวคิดที่ดี แต่ติดปัญหาตรงที่งบประมาณเงินก้อนนี้ของประเทศไทยไม่ได้มีมากนักและต้องนำไปกระจายสู่โรงพยาบาลเพื่อรักษาคนป่วยที่มีมาใช้สิทธิทั่วประเทศ หากนำมาซื้อยาที่มีราคาแพงอาจเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ได้
“ตอนนี้ส่วนใหญ่โรคพวกนี้ยังเบิกไม่ได้เพราะไม่ได้อยู่ในบัญชียาที่กำหนดไว้ คงต้องช่วยกันพิจารณาวิธีการเหมาะสมที่สุด เพราะโรคหายากมีค่ารักษาที่แพงมาก แม้แต่ในประเทศอเมริกาหรือญี่ปุ่น เท่าที่รู้มารัฐบาลก็ไม่ได้ช่วยเหลือทั้งหมด บริษัทยาก็ไม่ผลิตขาย ถึงเรียกกันว่ายากำพร้า ยาราคาแพงมาก และส่วนใหญ่ผู้ป่วยต้องกินต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เช่น ค่ายารักษาผู้ป่วยโรคหายาก 1 คนอาจใช้ประมาณ 1-5 ล้านบาทต่อปี ขณะที่เงินจำนวนนี้สามารถเอาไปรักษาผู้ป่วยโรคทั่วไปได้เป็นร้อยหรือพันคน และการตรวจรักษาต้องใช้หมอเฉพาะทางเท่านั้น”
ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นกล่าวแนะนำว่า ต้องหาทางออกที่เหมาะสมเพิ่มเติมด้วย เช่น สนับสนุนให้องค์การอาหารและยาของไทยเริ่มต้นผลิตยาสำหรับโรคหายาก เพราะในอนาคตจะมีผู้ป่วยโรคที่ซับซ้อนมากขึ้นโดยเฉพาะโรคที่เกิดจากการกินสารเคมีเกษตรหรือโรคจากผลกระทบของการใช้สารเคมีต่างๆ นอกจากนี้ยังเสนอให้ “กองทุนประกันสังคม” เข้ามาช่วยดูแลและจ่ายเงินสมทบช่วยเหลือผู้ป่วยด้วย เนื่องจากเป็นกองทุนมีเงินสะสมอยู่จำนวนมาก แต่ไม่ค่อยยอมเพิ่มค่ารักษาพยาบาลให้ผู้ประกันตนหรือสมาชิกในครอบครัว
เมื่ออนาคตแนวโน้มผู้ป่วย “โรคหายาก” เพิ่มมากขึ้น หากรัฐบาล “บิ๊กตู่” เน้นย้ำนโยบายหาเสียงไว้ว่า “จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ชาวบ้านก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ป่วยเหล่านี้จะไม่ถูกทิ้งให้เสียชีวิต เพียงเพราะกองทุนต่างๆ ไม่อยากควักกระเป๋าตัวเอง!

เปิด 4 ปมโต้แย้ง คดีเงินกู้ อนค. รอดหรือร่วง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403676?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิด 4 ปมโต้แย้ง  คดีเงินกู้ อนค. รอดหรือร่วง

10 ธันวาคม 2562 – 13:10 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,เงินกู้,หัวหน้าทอน
เปิดอ่าน 1,230 ครั้ง

เปิด 4 ปมโต้แย้ง  คดีเงินกู้ อนค. รอดหรือร่วง โดย…  ปกรณ์ พึ่งเนตร

ท่าทีของ “หัวหน้าทอน” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ต้องบอกว่าพลิกรายวัน แม้แต่เรื่อง “เงินกู้” ที่กำลังเป็นประเด็นถูก กกต.ตรวจสอบอยู่ในขณะนี้

ก่อนหน้านี้ “พรรคอนาคตใหม่” โอดครวญร้องขอให้ กกต.ขยายเวลาการส่งเอกสารหลักฐานเพื่อชี้แจงกรณีเงินกู้ออกไปอีก 120 วัน แต่เมื่อ กกต.ไม่อนุญาต ก็ออกมาบริภาษ กกต. และล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม “หัวหน้าทอน” เลยบอกว่า กกต.ตั้งธงคดีนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว ฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องส่งเอกสารเพิ่ม รอส่งศาลเลยทีเดียว

ยังไม่แน่ว่าถ้าสุดท้ายศาลตัดสินเป็นโทษกับพรรคอนาคตใหม่จะมี “ลูกแถม” อะไรตามมาอีกหรือไม่

สำหรับคดีเงินกู้ของพรรคอนาคตใหม่ที่กู้จาก “หัวหน้าทอน” ราวๆ 191 ล้านบาท เพื่อใช้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองนั้น คาดว่าจะถูกลงมติชี้มูลโดยกกต.ชุดใหญ่ ในวันพุธที่ 11 ธันวาคมนี้ ดูจากท่าทีของ กกต.ผ่านคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนแล้ว เดาได้ไม่ยากว่าผลจะออกมาในทิศทางใด

   ประเด็นในคดีที่มีการอ้างข้อมูลโต้แย้งกัน มีอยู่ 4 ประเด็นหลักๆ คือ
      1.พรรคอนาคตใหม่กู้เงินจาก “หัวหน้าทอน” จริงหรือไม่
เรื่องนี้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า “กู้จริง” เพราะนายธนาธรเองก็ไปพูดเรื่องนี้ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย หรือ FCCT เมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา และยังแสดงข้อมูลไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.ด้วย

   2.การที่พรรคการเมืองกู้เงินมาใช้จ่ายในกิจกรรมทางการเมืองสามารถทำได้หรือไม่
ประเด็นนี้ยังมีมุมมองที่ขัดแย้งกันอยู่ โดยฝั่ง กกต.เห็นว่า การที่พรรคการเมืองกู้เงินมาใช้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายและกระทำมิได้ เพราะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 62 เขียนเอาไว้ชัดเจนว่า พรรคการเมืองมีรายได้จาก 7 ช่องทางเท่านั้น คือ จากทุนประเดิม จากค่าบำรุงพรรคการเมือง จากการขายสินค้า จากการระดมทุน จากการรับบริจาค เงินอุดหนุนจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองและดอกผลจากรายได้ในทุกช่องทางที่กล่าวมา

ขณะที่ฝั่งพรรคอนาคตใหม่ชี้แจงว่า “เงินกู้” ไม่ใช่รายได้ โดยยกหลักการว่าด้วยการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของบริษัทเอกชนมาอ้างว่า “เงินกู้” อยู่ในส่วนที่เป็น “รายจ่าย” ไม่ใช่รายได้ ฉะนั้นจึงไม่เข้าข่ายตามกฎหมาย เพราะเงินกู้ที่กู้มาไม่ใช่รายได้ของพรรคอนาคตใหม่

แต่ประเด็นนี้ก็มีนักกฎหมายหลายคนออกมาแย้งว่าในทางบัญชีของบริษัทเอกชน แม้เงินกู้จะเป็นรายจ่ายที่ต้องชำระคืน แต่เมื่อกู้มาแล้วและมีเงินเข้าบริษัทก็ต้องถือเป็นรายได้เช่นกัน เพียงแต่เป็นรายได้ที่ต้องตั้งงบเพื่อจ่ายหรือชำระคืน (รายจ่าย) ในภายหลัง

  3.เมื่อกฎหมายไม่ได้ห้ามพรรคการเมืองกู้เงิน แล้วพรรคสามารถกู้ได้หรือไม่
ประเด็นนี้เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ยังมีมุมมองขัดแย้งกันอยู่ ฝั่งกกต.ยังไม่เคยออกมาพูดชัดๆ มีแต่ฝั่งพรรคอนาคตใหม่ที่ออกมาอ้างว่าเมื่อกฎหมายไม่ได้ห้ามย่อมสามารถทำได้

ขณะที่อีกด้านก็มีนักกฎหมายหลายคนออกมามองต่างมุมว่า พรรคการเมืองไทยมีฐานะเป็น “นิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน” จึงไม่สามารถกู้เงินมาใช้จ่ายได้ เพราะไม่ใช่องค์กรทางธุรกิจ หรือที่เรียกภาษากฎหมายว่า “นิติบุคคลตามกฎหมายเอกชน”

กฎหมายมหาชนนั้นจะกำหนดสิ่งที่ “ทำได้” เอาไว้ อะไรที่กฎหมายไม่ได้เขียนให้ทำ ถือว่าทำไม่ได้ แต่ถ้าเป็นกฎหมายเอกชนจะเขียนสิ่งที่ “ห้ามทำ” เอาไว้ สิ่งที่กฎหมายไม่ได้เขียนถือว่า “ทำได้” ทั้งหมด…นี่คือความต่าง

ถ้าพิจารณาตามหลักนี้ก็ต้องถือว่าพรรคการเมืองน่าจะไม่สามารถกู้เงินมาใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ และก็น่าแปลกที่พรรคการเมืองร่วมร้อยพรรค มีเพียงพรรคเดียวที่ใช้วิธี “กู้เงิน” มาดำเนินกิจกรรมทางการเมือง คือพรรคอนาคตใหม่

  4.หากการกู้เงินของพรรคการเมืองเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายมีโทษถึงยุบพรรคหรือไม่
ประเด็นนี้ กกต.ก็ยังไม่เคยออกมาพูดเหมือนกัน แต่ฝั่งอนาคตใหม่พูดซ้ำอยู่บ่อยๆ ว่า ไม่มีช่องทางยุบพรรคของพวกเขาได้

แต่ถ้าถามนักวิชาการอย่าง ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะนักรัฐศาสตร์ชื่อดัง จะพบมุมมองที่ต่างออกไป

อาจารย์สติธร บอกว่า การพิจารณาจะอยู่ที่การตีความว่า “เงินกู้” คือเงินอะไร หากตีความว่าเป็น “ประโยชน์อื่นใด” ที่ได้จากการบริจาคของบุคคลใดบุคคลหนึ่งก็จะเข้าข่ายมีความผิดทันที เพราะกฎหมายให้พรรคการเมืองรับบริจาคเงินหรือประโยชน์อื่นใดได้ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อผู้บริจาค 1 รายใน 1 ปี เรื่องนี้บัญญัติไว้ในมาตรา 66

ถ้าพรรคการเมืองรับเงินหรือประโยชน์อื่นใดเกิน 10 ล้านบาท กฎหมายให้ริบเงินส่วนเกินตกเป็นของแผ่นดิน แล้วสั่งปรับพรรคการเมือง 1 ล้านบาท พร้อมเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคการเมืองเป็นเวลา 5 ปี / ส่วนนี้บัญญัติไว้ในมาตรา 125

ส่วนการยุบพรรคไม่มีระบุเอาไว้สำหรับความผิดนี้ ยกเว้นรับบริจาคเงินจากแหล่งที่มาที่ไม่ถูกต้อง เช่น เป็นเงินผิดกฎหมาย หรือรับบริจาคจากบุคคลหรือนิติบุคคลที่ไม่ได้มีสัญชาติไทยจึงจะมีโทษถึงยุบพรรค ตามมาตรา 72, 74 ประกอบมาตรา 92(3)

แม้คดีเงินกู้อาจไม่จบที่การยุบพรรค แต่ถ้าพรรคอนาคตใหม่ถูกชี้มูลความผิดจากกกต. คดีนี้จะไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ และหากศาลชี้ว่าเป็นความผิดก็มีสิทธิ์ที่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคจะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี ฉะนั้นถึงแม้ไม่ยุบพรรคแต่กรรมการบริหารพรรคโดนตัดสิทธิ์ทั้งหมดก็น่าจะส่งผลกระทบไม่น้อยเหมือนกัน เพราะล้วนเป็นแกนนำคนสำคัญทั้งสิ้น

จากการตรวจสอบรายชื่อกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ในเว็บไซต์ทางการของพรรคมีทั้งสิ้น 16 คน ประกอบด้วย

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ นายชำนาญ จันทร์เรือง พล.ท.พงศกร รอดชมภู นายรณวิต หล่อเลิศสุนทร น.ส.พรรณิการ์ วานิช นายไกลก้อง ไวทยการ นายนิติพัฒน์ แต้มไพโรจน์ นายสุนทร บุญยอด น.ส.เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ นายสุรชัย ศรีสารคาม นายเจนวิทย์ ไกรสินธุ์ นายชัย ภักดีศรี น.ส.จารุวรรณ ศรัณย์เกตุ และนายนิรามาน สุไลมาน

สำหรับนายนิรามานก่อนหน้านี้ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคหลังจากโหวตสวนมติพรรคด้วยการ “งดออกเสียง” ในการอนุมัติพระราชกำหนดการโอนกำลังพลฯ ซึ่งมติพรรคให้โหวต “ไม่อนุมัติ”

แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการคาดการณ์ เพราะถึงที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญ หรือ กกต.อาจวินิจฉัยว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่มีความผิด หรือผิดแต่ไม่มีโทษก็ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้บัญญัติบทกำหนดโทษสำหรับการกู้เงินเอาไว้ ฉะนั้นจึงต้องรอลุ้นด้วยใจระทึกว่าคดีนี้จะจบลงที่ตรงไหน

ขนส่งเปิดเกมล่า ตั้งค่าหัวรถแหกกฎ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403675?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขนส่งเปิดเกมล่า ตั้งค่าหัวรถแหกกฎ

10 ธันวาคม 2562 – 10:38 น.
กรมการขนส่งทางบก,ตั้งรางวัลนำจับ,รถโดยสารสาธารณะ,รถบรรทุก,ผิดกฎหมายขนส่งทางบก
เปิดอ่าน 814 ครั้ง

กรมการขนส่งทางบก ตั้งรางวัลนำจับ ให้คนแจ้งเบาะแสรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกทำผิดกฎหมายขนส่งทางบก

ไม่รู้ข่าวนี้ควรจัดไว้ในหมวดอะไรดี อาชญากรรม จราจร หรือช่องทางทำกิน?

แต่ดูจากหลักการและเหตุผลแล้วเข้าได้กับทั้งหมวดอาชญากรรมและจราจร เพราะจุดประสงค์หลักคือต้องการสร้างวินัยให้ผู้ใช้รถใช้ถนน

เมื่อคนขับรถเคารพกฎจราจรและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อุบัติเหตุบนท้องถนนก็จะลดลงและไม่มีใครต้องเดือดร้อนจากการฝ่าฝืนกฎหมาย

แต่ถ้าปล่อยให้คนเห็นแก่ตัวขับรถแบบไม่สนโลกอย่างทุกวันนี้ก็จะถือเป็น ภัยสังคม อีกรูปแบบหนึ่งได้

แต่อีกขณะหนึ่งมาตรการนี้ก็ยังเข้ากันได้กับหมวดช่องทางทำกิน เพราะการตั้งรางวัล “แจ้งเบาะแสนำจับ” ถือเป็นการจูงใจให้ประชาชนเป็นหูเป็นตา ช่วยสอดส่องสังคมให้อยู่ในระเบียบโดยมีเงินส่วนแบ่งค่าปรับเป็นค่าตอบแทน

ไม่ว่าจะอย่างไรมาตรการนี้จะส่งผลดีต่อการจัดระเบียบสังคมบนท้องถนนที่กำลัง เลวร้ายเข้าขั้นวิกฤติ แต่สำหรับคนขับรถที่ยังติดนิสัย(สันดาน)มักง่าย ชอบเอารัดเอาเปรียบ งานนี้มีหนาวแน่นอน เพราะเชื่อว่านิสัยการขับรถของคนเห็นแก่ตัวถ้าจะหวังแก้ด้วยจึตสำนึกเพียงอย่างเดียวคงยาก

ดังนั้นมาตรการดัดหลังด้วยการตั้งรางวัลนำจับจึงน่าจะเป็นทางแก้ที่พอจะหวังผลได้ในระดับหนึ่ง

ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม บอกว่า ปีใหม่ปีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตี ได้สั่งการให้ทุกกระทรวงดูแลการเดินทางของประชาชน ตั้งเป้าที่จะลดจำนวนผู้เสียชีวิตลงจากยอดเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลังซึ่งปีที่แล้วพบว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิตรวม 417 คน และกำชับว่าปีนี้จะต้องไม่มีผู้เสียชีวิตจากระบบขนส่งสาธารณะ

ดังนั้นปีนี้กระทรวงคมนาคมจึงเพิ่มมาตรการจัดระเบียบการใช้รถใช้ถนน  โดยเปิดให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดระเบียบการใช้รถทุกประเภทที่อยู่ภายใต้พ.ร.บ.ขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมการขนส่งทางบก ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ที่เป็นรถส่วนบุคคลและรถโดยสารสาธารณะ

วันที่ 9 ธันวาคม 2562 จะเป็นวันแรกที่เริ่มใช้มาตรการแบ่งรางวัลนำจับให้ประชาชน 50% สำหรับผู้แจ้งเบาะแสการกระทำผิดพ.ร.บ.ขนส่งทางบก 2522 ของกลุ่มรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุก รางวัลส่วนแบ่งจะคิดจากมูลค่าของบทลงโทษปรับซึ่งมีตั้งแต่ 200-30,000 บาท แบ่งตามกรณี

กระนั้น รมว.คมนาคม ย้ำว่า การตั้งรางวัลแจ้งเบาะแสนำจับพวกขับรถฝ่าฝืนกฎจราจร จุดมุ่งหมายไม่ได้อยู่ที่การจับปรับ แต่มีจุดประสงค์เพื่อให้คนไทยตระหนักถึงความมีวินัย เคารพกฎหมายและกฎจราจร รวมถึงเคารพสิทธิของบุคคลอื่นด้วย หากทุกคนใช้รถอย่างมีระเบียบวินัย ทุกคนก็จะปลอดภัย หากเริ่มต้นที่ตัวเองได้ก็จะทำให้คนอื่นๆ ปลอดภัยไปด้วย

สำหรับมาตรการดังกล่าว กรมการขนส่งทางบกอยู่ระหว่างร่างประกาศกำหนดเกณฑ์การแบ่งสินบนให้ประชาชนที่แจ้งเบาะแส คาดว่าจะประกาศและบังคับใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป

หากประชาชนพบการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.ขนส่งทางบก 2522 เช่น ขับรถส่ายไปส่ายมา ขับรถประมาทหวาดเสียว ควันดำ บรรทุกผู้โดยสารเกิน สามารถถ่ายรูป ถ่ายคลิปส่งมาที่เว็บไซต์กรมการขนส่งทางบก https://www.dlt.go.th/, เฟซบุ๊กกรมการขนส่งทางบก https://m.facebook.com/PR.DLT.NEWS/ หรือร้องเรียนผ่านสายด่วน 1584 ได้เลย โดยกรมการขนส่งทางบกจะเรียกผู้กระทำผิดมารับทราบข้อกล่าวหาภายใน 7 วัน หากพบว่าผิดจริงจะโดนปรับและแบ่งรางวัลนำจับให้ผู้แจ้งเบาะแสต่อไป

“หากพบว่าทำผิดจริงเราจะแบ่งสินบน 50% ให้คนแจ้ง ซึ่งจะบังคับใช้ทันก่อนช่วงปีใหม่พอดี ต่อไปประชาชนจะเป็นอาสาของกรมการขนส่งทางบกที่ช่วยดูแลจัดระเบียบ เราไม่ได้อยากปรับหรือจับใคร ถ้าทุกคนอยู่ในวินัยทุกคนจะปลอดภัยและมีความสุขในวันปีใหม่ ซึ่งเป็นเป้าหมายของกระทรวงคมนาคม”

รมว.คมนาคม บอกด้วยว่า ในอนาคตจะขยายผลไปลงโทษผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างและผู้ขับขี่แท็กซี่ จะมีการทำคิวอาร์โค้ดติดบนเสื้อของวินมอเตอร์ไซด์และแปะไว้ในรถแท็กซี่ ผู้โดยสารสามารถสแกนข้อมูลผู้ขับขี่แต่ละรายผ่านมือถือเพื่อตรวจสอบประวัติและพฤติกรรมการขับขี่ ตลอดจนสามารถสแกนเพื่อแจ้งเรื่องร้องเรียนได้ในทันทีแบบเรียลไทม์ หากพบกระทำผิดซ้ำก็จะสั่งพักใบขับขี่พร้อมเข้าคอร์สอบรมการขับขี่กับกรมการขนส่งทางบกและหากกระทำผิดซ้ำซากก็จะมีการเพิกถอนใบขับขี่ต่อไป

“นอกจากการให้รางวัลนำจับแล้วในอนาคตอันใกล้จะมีการนำระบบตัดแต้มใบขับขี่มาใช้กับรถทุกประเภท โดยจะมีการตัดแต้มเมื่อกระทำผิด หากแต้มหมดก็จะพักใบขับขี่ ถ้าหมดซ้ำซากก็เพิกถอนใบขับขี่ไปเลย ไม่ต้องมาขับรถบนท้องถนนอีกต่อไป ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับปรุงหลักสูตรและข้อสอบการออกใบขับขี่ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น จากเดิมที่เป็นการทดสอบความจำเกี่ยวกับเครื่องหมายจราจร มาเป็นความเข้าใจด้านกฎจราจรที่เกี่ยวกับความปลอดภัยมากขึ้น มีการประเมินการวิเคราะห์ในเชิงทัศนคติ การแก้ไขปัญหาและสถานการณ์เฉพาะหน้า”

จิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ย้ำว่าปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกมีกฎหมายบังคับเกี่ยวกับมาตรการให้รางวัลนำจับอยู่แล้วแต่ยังไม่มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการให้รางวัลนำจับ ดังนั้นกรมจะต้องกลับไปออกหลักเกณฑ์เงื่อนไขและขั้นตอนการแจ้งเบาะแสและวิธีการจัดแบ่งรางวัลนำจับก่อน คาดว่าจะออกประกาศบังคับใช้ได้ในวันที่ 9 ธันวาคมนี้

“จะกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดว่าการแจ้งเบาะแสจะต้องมีหลักฐานอะไร อย่างไรบ้าง เพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งกัน โดยอาจจะต้องให้มีการจัดส่งหลักฐานตามเกณฑ์ที่กำหนดรวมทั้งจะต้องมีมาตรการกำหนดให้ผู้แจ้งเบาะแสต้องมาแสดงตัวที่กรมการขนส่งทางบกด้วย ส่วนการจ่ายเงินสินบนนำจับนั้นจะจ่ายภายหลังตรวจสอบพบว่ามีการทำความผิดจริง ส่วนจะจ่ายในรูปแบบเงินสดให้มารับเองหรือจะโอนเงินเข้าบัญชีผู้แจ้งเบาะแสนั้นอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดกำหนดเป็นหลักเกณฑ์เพื่อประกาศยังคับใช้ต่อไป”

เอาเป็นว่าตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม เป็นต้นไป ใครอยู่บ้านว่างๆ ไม่มีอะไรทำ ลองเดินออกไปหาทำเลเหมาะๆ ที่เคยเห็นรถเมล์ รถโดยสาร หรือแม้แต่รถบรรทุกเคยขับแบบมักง่ายหรือทำผิดกฎหมายเป็นประจำ ตั้งกล้องถ่ายคลิปเก็บไว้ส่งให้กรมการขนส่งทางบกตามจับ หรือใครมีกล้องติดหน้ารถ ให้หมั่นสังเกตรถที่ทำผิดกฎทั้งหลายดูบ้าง คิดเสียว่าช่วยกันจัดระเบียบสังคมให้สมประกอบ ดีกว่าอยู่เปล่าๆ แถมได้เงินใช้อีกต่างหาก

เทพไท ไยลืมอดีต ปชป.รับใช้ทหาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403659?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เทพไท ไยลืมอดีต  ปชป.รับใช้ทหาร

10 ธันวาคม 2562 – 10:10 น.
กระดานความคิด,ควง อภัยวงศ์,เทพไท เสนพงศ์,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 5,928 ครั้ง

เทพไท ไยลืมอดีต  ปชป.รับใช้ทหาร คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง

ลีลาการเมืองเฉพาะตัวแบบ “เสี่ยคึก” เทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เป็นที่ถูกอกถูกใจสภากาแฟแถวปักษ์ใต้ แต่สภากาแฟแถวบ้านป่ารอยต่อฯ ค่าย ร.1 รอ. คงไม่ปลื้ม

ลึกๆ แล้ว เสี่ยคึกเคลื่อนไหวแนวทาง “สวน 3 ป.” ทุกเม็ดทุกดอก ก็เพื่อ “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ใช่เพื่ออุดมการณ์ของพรรคอะไรหรอก

การออกมาแถลงในนามเสี่ยคึก เรื่องการตัดสินใจในการลงมติสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบการใช้มาตรา 44 ว่า ได้ตัดสินใจบนพื้นฐานอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์เป็นที่ตั้ง และว่าส่วนตัวเคารพมติพรรคและมติวิปรัฐบาลมาโดยตลอด แต่ไม่สามารถที่จะทรยศต่ออุดมการณ์ของพรรคได้

          อุดมการณ์พรรค ปชป.ที่เขียนไว้ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2489 มีอยู่ 10 ข้อ แต่ถูกอ้างถึงบ่อยครั้งคือ ข้อ 4 “พรรคจะไม่สนับสนุนระบบและวิธีแห่งเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นระบบและวิธีการของรัฐบาลใดๆ”

เทพไท เสนพงศ์

ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตอนนั้น จึงประกาศไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ เพราะเป็นการสืบทอดอำนาจคือความขัดแย้ง และขัดกับอุดมการณ์ของพรรค คือประชาชนเป็นใหญ่ ผลลัพธ์ออกมา ปรากฏว่า ปชป.ก็สูญพันธุ์ในสนามกรุงเทพฯ รวมถึงการสูญเสียที่นั่ง ส.ส.ในภาคใต้

แม้ว่ามาร์คจะรับผิดชอบด้วยการลาออกจากหัวหน้าพรรค และลาออกจาก ส.ส. แต่กลุ่มก้อนของมาร์ค ก็ยังอารมณ์ค้าง ออกลวดลายเล่นบทฝ่ายค้านอิสระในฝั่งพรรคร่วมรัฐบาล

อุดมการณ์พรรค ปชป.นัั้น แน่วแน่จริงหรือ? ในการยืนหยัดหลักการที่ว่า “พรรคจะไม่สนับสนุนระบบและวิธีแห่งเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นระบบและวิธีการของรัฐบาลใดๆ”

พลิกประวัติศาสตร์การเมืองไทย อุดมการณ์พรรค ปชป.ก็ไม่ได้มั่นคงเสมอไป เมื่อเกิดรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 โดยกลุ่มทหารนอกราชการในนาม “คณะทหารแห่งชาติ” นำโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ นำกำลังทหารยึดอำนาจจากปกครองจากรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

จะว่าไปแล้ว พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ก็ไม่ได้มีกำลังจริงหรอก หากแต่ตัวละครหลังม่านคือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นั่งบัญชาการอยู่ในค่ายทหารที่ลพบุรี

อภิสิทธิ์ และควง อภัยวงศ์

คณะทหารแห่งชาติ ได้ติดต่อให้ “พ.ต.ควง อภัยวงศ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เวลานั้น ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยให้สัญญาว่าจะไม่แทรกแซงการทำงาน และคณะทหารแห่งชาติได้ตั้งสภาขึ้นมา ใช้ชื่อว่า “คณะรัฐมนตรีสภา”

พ.ต.ควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 3 พร้อมทั้งรับตำแหน่งรัฐมนตรีเกษตราธิการ และ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม

         เบื้องหลัง พ.ต.ควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรค ปชป. มีอุดมการณ์ไม่เอาทหาร แต่ยอมนั่งนายกรัฐมนตรีชั่วคราว ก็เพราะหัวหน้าควงไปเจรจากับจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในค่ายทหารที่ลพบุรี จนได้ข้อสรุปเรื่องทหารจะไม่แทรกแซงการบริหารประเทศ

คณะทหารแห่งชาติ ได้จัดการเลือกตั้งขึ้นในวันที่ 29 มกราคม 2491 พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียงข้างมาก พ.ต.ควง อภัยวงศ์ จึงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อเป็นรัฐบาลพลเรือน แต่ในวันที่ 6 เมษายน 2491 นายทหารในกลุ่มคณะทหารแห่งชาติ 4 คน ก็ได้บีบบังคับให้ พ.ต.ควง อภัยวงศ์ ลาออก และแต่งตั้งจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีแทน

กรณีของ พ.ต.ควง อภัยวงศ์ ก็ไม่ต่างจาก “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปลายปี 2551 แม้กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีจะเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่เบื้องลึกเบื้องหลังก็รู้ว่า เกมตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ หลังเหตุยุบพรรคพลังประชาชน เป็นวิถีการเมืองที่ไม่ปกติ

          ด้วยเหตุนี้ จึงมีรายงานข่าวในงานมีตติ้งพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อไม่กี่วันมานี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้ทวงสัญญาลูกผู้ชายต่อหน้าแกนนำพรรค ปชป. เพราะเมื่อ 10 ปีที่แล้ว “3 ป.” ช่วยสานฝัน “เดอะมาร์ค” เป็นนายกรัฐมนตรี และเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอุ้มรัฐบาลมาร์ค ฝ่าคลื่นแดงทั้งแผ่นดิน

ถามจริงๆ หากไม่มี “3 ป.” นักการเมืองนักเรียนนอกชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่? และหากชาว ปชป.ยึดมั่นในอุดมการณ์พรรคจริง ก็ควรไม่รับข้อเสนอจากกลุ่มขุนศึกบูรพาพยัคฆ์

          เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง อุดมการณ์ก็คือตัวหนังสือในแผ่นกระดาษ หากผลประโยชน์ทางการเมืองลงตัว ก็เก็บอุดมการณ์ไว้บนหิ้ง ชาว ปชป.เป็นเยี่ยงนี้มานานแล้ว

ศูนย์เฉพาะกิจช่วยสถานการณ์ภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403660?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศูนย์เฉพาะกิจช่วยสถานการณ์ภัยแล้ง

10 ธันวาคม 2562 – 09:25 น.
ศูนย์เฉพาะกิจช่วยสถานการณ์ภัยแล้ง,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 474 ครั้ง

ศูนย์เฉพาะกิจช่วยสถานการณ์ภัยแล้ง คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

มีเรื่องด่วนที่จะแจ้งให้ทราบเพราะวันก่อนครม.ประกาศตั้งศูนย์เฉพาะกิจช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ภัยแล้งปีหน้า พ.ศ.2563 ไม่อยากจะบอกให้ตกใจว่าภัยแล้ง พ.ศ.2563 จะหนักกว่าทุกปีที่ผ่านมา มีพื้นที่ครอบคลุม 22 จังหวัด และเวลานี้มีปริมาณน้ำในเขื่อนน้อยลงมากๆ และครม.ประกาศว่าภัยแล้งนี้ยาวครึ่งปีคือ 6 เดือน จนถึงเมษายน 2563 เดือนที่ร้อนที่สุดของปี

ศูนย์เฉพาะกิจช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ภัยแล้งจะรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ กำหนดแนวทางปฏิบัติงานเชิงบูรณาการในการแก้ปัญหาและให้การช่วยเหลือประชาชนรับแจ้งเรื่องขอความช่วยเหลือจากประชาชนด้านน้ำบาดาลผ่านระบบโทรศัพท์หมายเลข 0-2666-7000 กด 1 หรือโทรศัพท์มือถือ 09-5949-7000 ตั้งแต่ 08.30-22.00 น. ทุกวันจนกว่าจะสิ้นสุดสถานการณ์ภัยแล้ง

ผ่านระบบขอความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งออนไลน์ทาง 1310.dgr.go.th ตลอดจนจัดทำรายงานสถานการณ์ ผลการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหา การให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง

มีข้อมูลที่น่าสนใจจะแจ้งให้ทราบว่า 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา เขื่อนภูมิพล เขื่อนใหญ่ที่สุดมีนํ้าใช้การได้เพียง 15 เปอร์เซ็นต์ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนใหญ่อันดับสอง เหลือน้ำใช้การได้ 24 เปอร์เซ็นต์ ป่าสัก 32 เปอร์เซ็นต์ และแควน้อย 46 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ ปริมาณน้ำใช้การของ 4 เขื่อนหลักจะต้องมีรวมกันมากกว่าหนึ่งหมื่นล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม) ปัจจุบันมีเพียง 4,986 ล้าน ลบ.ม.

ยิ่งไปกว่านั้นเขื่อนอื่นล้วนอยู่ในสภาพวิกฤติไม่แพ้กัน อาทิ เขื่อนอุบลรัตน์ ใช้น้ำใต้ระดับกักเก็บไปแล้ว 40.26 ล้านลบ.ม. เขื่อนจุฬาภรณ์ เหลือน้ำใช้ได้ร้อยละ 8 เขื่อนลำพระเพลิง ร้อยละ 16 เขื่อนลำนางรอง ร้อยละ 17

กรณีนี้อยากจะขอให้รณรงค์ช่วยกันใช้น้ำอย่างอย่างประหยัดเพื่อเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้า คนไทยต้องรู้ทุกฤดูกาล ทั้งน้ำท่วม-ภัยแล้ง และเชื่อว่าจะฝ่าฟันวิกฤติได้แน่
อ๊อด เทอร์โบ


 เที่ยวไปกำไรชีวิต
มีจดหมายจากคนชอบเที่ยวคุณ “บำรุงพล ราชคราม” ซึ่งให้ความรู้เบาๆ ดีมากเพราะเพิ่งทราบเหมือนกันว่ากษัตริย์หรืออัศวินทหารผู้กล้าที่ขี่ม้าตามอนุสาวรีย์ที่มีมากมายนั้นมีความหมายอย่างไร?

โลกเราทุกวันนี้มีเรื่องเครียดๆ หนักสมอง เราลองมาหาเรื่องประเทืองปัญญามาบ้างก็ดีเพราะใครๆ ก็บอกว่าเที่ยวไปกำไรชีวิตเป็นเรื่องจริง
อ๊อด เทอร์โบ


 ความหมายของอนุสาวรีย์
 ทำไมม้ายืนไม่เหมือนกัน

ผมเพิ่งกลับมาจากยุโรปครับ ไปมาหลายประเทศ ยิ่งในช่วงนี้สวยมากที่บอกมานี้ไม่ใช่ประเด็นใหญ่นะครับเพราะผมเพิ่งทราบจากผู้ใหญ่ที่ร่วมคณะไปด้วย เรื่องความหมายต่างๆ ที่มีรูปปั้นกษัตริย์หรือขุนพลอัศวินขี่ม้าในอิริยาบถที่ต่างกันซึ่งมีความหมายน่าสนใจ

จึงนำมาแจ้งให้ทราบพอเป็นความรู้ถึงความหมายการยกขาของม้าของกษัตริย์และม้านักรบในอนุสาวรีย์ว่า ม้ายืนปกติขาติดพื้นทั้งสี่ขา หมายความว่า คนบนหลังม้าตายโดยธรรมชาติ ไม่ได้เกี่ยวกับสงคราม ม้ายกขาข้างเดียว แปลว่า คนบนหลังม้าได้รับบาดเจ็บในสงครามและเสียชีวิตจากการบาดเจ็บนั้น และม้ายกขาสองข้าง หมายถึง บุคคลบนหลังม้าเสียชีวิตในสงคราม

ผมเพิ่งทราบและอยากจะเรียนมาให้ทราบเบื้องต้นไว้ก่อนและเรียนว่าอากาศที่ยุโรปเย็นนะครับไปเที่ยวต้องใส่เสื้อผ้าหนาๆ ร่างกายจะได้อบอุ่น ผิวไม่แห้งและจะได้ไม่เป็นหวัด
บำรุงพล ราชคราม


 บัณฑิตตกงาน
 ใครว่าเศรษฐกิจขาขึ้น

ผมอยากจะให้ช่วยเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบซึ่งจะได้เตรียมแรงกระทบเพราะบัณฑิตจะตกงานมากมายเพราะเศรษฐกิจหดตัวซึ่งสถาบันการเงินแห่งหนึ่งได้วิเคราะห์ไว้น่าสนใจมากครับ

จากแนวโน้มเศรษฐกิจขาลงทำให้การจ้างงานลดลงโดยเฉพาะในเรื่องอุตสาหกรรม และเราผลิตบัณฑิตที่ทำงานได้แบบไม่ตรงต่อความต้องการของตลาด

ประมาณว่าจะมีผู้จบใหม่ที่พร้อมหางานในช่วงกลางปีหน้าราว 341,000 คน อาจประสบปัญหาการหางานในภาวะที่ภาคธุรกิจหยุดการจ้างงานใหม่เพื่อควบคุมต้นทุน ซึ่งในจำนวนนี้มีเพียง 1 ใน 3 ที่ศึกษามาในสายวิชาชีพหรือเทคโนโลยีใหม่ที่ภาคธุรกิจมีแนวโน้มรับเข้าทำงานมากกว่า

จึงรีบเขียนจดหมายนี้มาเพราะเราลงทุนด้านการศึกษาสูงมาก แต่จบออกมาแล้วตกงานเตะฝุ่นหลายแสนคน
บุญชัย (เพชรบุรี)

 เรียนคุณ ‘บุญชัย’ เพชรบุรี
ผมอ่านจดหมายของคุณแล้วรู้สึกว่าจะต้องปรับปรุงระบบการศึกษาหรือปฏิรูปการศึกษาเสียใหม่ เพราะเราทำอะไรแบบไฟไหม้ฟางและเลียนแบบกัน

ดังนั้นจึงจะเห็นว่าในแต่ละปีมีผู้จบการศึกษาหรือบัณฑิตตกงานกันมาก จนพูดกันว่าจบปริญญาตรีแล้วเตะฝุ่นอัดใส่กระสอบขาย ซึ่งต่อไปคนตกงานนี้จะเพิ่มมากขึ้นเหมือนดินพอกหางหมู

รัฐบาลต้องยอมรับความจริงเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำได้แล้ว และอย่าไปเชื่อพวกมองโลกสวยอะไรๆ ดูดีไปหมด เพราะเวลานี้มีโรงงานอุตสาหกรรมทยอยปิดตัวกันเป็นแถว

นี่คือความจริงที่เราต้องยอมรับและต้องกล้าสู้และแก้ปัญหาระยะสั้นและระยะยาวไม่ใช่ปล่อยลอยตัวเหนือปัญหาเช่นนี้
อ๊อด เทอร์โบ


เร้นลึก ‘เนวิน-เสี่ยต่อ’ ลับลวงพราง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403653?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เร้นลึก ‘เนวิน-เสี่ยต่อ’ ลับลวงพราง

10 ธันวาคม 2562 – 09:20 น.
เจาะประเด็นร้อน,สโมสรพีที ประจวบ เอฟซี,นายกเกียร์,เฉลิมชัย ศรีอ่อน,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์,เนวิน,เสี่ยต่อ,ท่องยุทธภพ
เปิดอ่าน 9,530 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 10 ธ.ค. 62

*************************************

สื่อทุกสำนักพุ่งเป้าไปที่พรรคประชาธิปัตย์ หลังมี “ส.ส.แหกคอก” โหวตสวนมติวิปรัฐบาล ท่ามกลางกระแสข่าว ปรับ ครม. ริบเก้าอี้รัฐมนตรีจากค่ายสีฟ้า เอามาประเคนให้กลุ่มก๊วนฝ่ายค้านแปรพักตร์

ร้อนถึง จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องจัดการแก้ไขปัญหา “งูเห่าสีฟ้า” โดยกัปตันอู๊ดด้า ได้โยนเรื่องให้ เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค ไปพิจารณาจัดการว่าจะมีบทลงโทษ หรือมาตรการใดๆ

ปชป.จะได้ไปต่อหรือไม่? งูเห่าสีฟ้า จะสยบยอมหรือไม่? ต้องจับตา “เสี่ยต่อ” ผู้มากไปด้วยคอนเนกชั่น และไม่ได้พร่ำบ่นเรื่องอุดมการณ์พรรคจนเฝือ

คำไหนคำนั้น

ได้ตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาหลายเดือนแล้ว แต่ “บ้านใหญ่ปราณบุรี” เพิ่งจัดงานใหญ่ฉลองตำแหน่งให้ เฉลิมชัย ศรีอ่อน” เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ที่สนามหน้าเทศบาลปราณบุรี มีชาวประจวบฯ มาร่วมงานนับหมื่นคน

“เกิดที่ปราณบุรี ผมทำงานมา 29 ปี เพื่อคนประจวบ ทุกๆ คนมีส่วนร่วมที่ทำให้ผมมีวันนี้” คำพูดของ “เสี่ยต่อ” ประโยคนี้ มีการแชร์กันเยอะในเฟซบุ๊กหัวคะแนนค่าย ปชป.เมืองสามอ่าว

เฉลิมชัย- ธันยวีร์ แห่งบ้านใหญ่ปราณบุรี

บนเวทีคืนนั้น “นายกเกียร์” ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ นำทีม ส.อบจ. สวมเสื้อทีมฟุตบอลพีที ประจวบ ขึ้นเวทียืนยันถึงความเป็นหนึ่งเดียวของกลุ่ม 16 ประจวบคีรีขันธ์

เครื่องหมายการค้าของเสี่ยต่อคือ “ลูกผู้ชาย คำไหนคำนั้น” มีเครือข่ายธุรกิจในพื้นที่มากมาย และมีภรรยา ธันยวีร์ ศรีอ่อน เป็นนายกเทศมนตรีตำบลปราณบุรี

ลองดูกันว่า บารมีเสี่ยต่อ “คำไหนคำนั้น” จะจัดการ “งูเห่าสีฟ้า” ให้หายพยศได้หรือไม่ ?

ปั่นเกมขั้วที่ 3

ไม่น่าเชื่อ ส.ส.สอบตก อย่างเฉลิมชัย ศรีอ่อน จะกลับมาเป็นเลขาธิการพรรค และเหตุผลหลักที่กัปตันอู๊ดด้าเลือกเสี่ยต่อ เพราะความเป็นนักการเมืองประเภท “นกมีขน คนมีเพื่อน” มากไปด้วยมิตร ไม่เลือกสี

ถ้ายังจำกันได้ ก่อนตั้งรัฐบาลประยุทธ์ ภาค 2 ที่ร้านทีเฮ้าส์ พระราม 6 “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล และ “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้นั่งรับประทานอาหารร่วมกัน พร้อมแจกข่าว “ขั้วที่ 3” (สองพรรค 103 เสียง) ไปให้ทุกสำนักข่าว

เสี่ยต๊ง เสี่ยหนู และเสี่ยต่อ

จริงๆ แล้ว คนวงในรู้ดีว่า ผู้วางแผนจัดฉาก “ขั้วที่ 3” ก็คือ “เนวิน ชิดชอบ” ที่ต้องการเบรกเกมการต่อรองตำแหน่งจาก “กลุ่มสามมิตร” ในค่ายพลังประชารัฐ เพราะค่ายสีฟ้าและสีน้ำเงิน จองคมนาคมสาธารณสุขมหาดไทย และพาณิชย์ ไว้เรียบร้อยแล้ว

เนวินกับเสี่ยต่อ และพลพรรคเพื่อนเฉลิมชัย ได้เริ่มก่อความสัมพันธ์กันมาตั้งแต่สมัยที่ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นประธานคณะทำงานรัฐมนตรีมหาดไทย

เสี่ยโอ๋ต้องการดึงเสี่ยต่อมาสานฝันพี่ชาย และหวังยึดภาคใต้ตอนบน ประสานกับทีมโกเกี๊ยะที่ภาคใต้ตอนล่าง

เครือข่ายเนวิน

ปี 2555 เสี่ยต่อตัดสินใจเข้ามาพลิกฟื้นสโมสรฟุตบอลประจวบ เอฟซี พร้อมเปลี่ยนสัญลักษณ์ของทีมจากช้างคู่มาเป็น “ต่อพิฆาต” และมอบให้ “นายกเกียร์” ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นผู้บริหาร

ฤดูกาลนี้ สโมสรพีที ประจวบ เอฟซี ครองแชมป์บอลถ้วยโตโยต้าลีกคัพ 2019 ซึ่งในเกมนัดชิง เสี่ยต่อไปนั่งเชียร์ด้วยตัวเอง เพราะทีม ส.อบจ.เมืองสามอ่าว ขนกองเชียร์มากว่า 5 พันคน

นายกเกียร์ นำทีม อบจ.ประจวบฯ ขึ้นเวที

ผลการแข่งขัน พีที ประจวบ เอาชนะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ด้วยการยิงจุดโทษเมื่อจบเกมช่วงต่อเวลา ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากกองเชียร์เซราะกราวบางส่วน ที่กังขา “ผู้ใหญ่” ของปราสาทสายฟ้า ซึ่งจัดทีมลงแข่งแบบไม่หวังชนะ

เนวินกับเสี่ยต๊ง มือขวาเฉลิมชัย

นักข่าวสายบอลรู้ดีว่า ทีมต่อพิฆาตได้แชมป์บอลถ้วย ก็คือความสำเร็จของ “เนวิน” ซึ่งนายใหญ่บุรีรัมย์ ได้เกื้อกูลทีมของนายกเกียร์กันมาแต่แรก และวงการลูกหนังไทยลีกรู้ดีว่า ทีมพีที ประจวบ เป็นสาขาหนึ่งของ “เพื่อนเนวิน”

ไม่แปลกที่หลังเกม ช่วงมอบเหรียญรางวัล นายใหญ่บุรีรัมย์ได้ปรี่เข้าไปแสดงความยินดีกับ “นายกเกียร์” มือขวาเสี่ยต่อแบบไม่เคอะเขิน

p15

บทเรียนทางเลียบแม่น้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403656?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บทเรียนทางเลียบแม่น้ำ

10 ธันวาคม 2562 – 07:54 น.
บทเรียนทางเลียบแม่น้ำ,ประวัติศาสตร์,วัฒนธรรม
เปิดอ่าน 1,474 ครั้ง

บทเรียนทางเลียบแม่น้ำ บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 10 ธันวาคม 2562

เครือข่าย 35 องค์กร โดยการนำของสมาคมสถาปนิกสยาม สมาคมวิศวกรรมผังเมือง สมาคมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ออกแถลงการณ์ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สั่งระงับโครงการสร้างทางยกระดับเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา มูลค่า 8,300 ล้านบาท ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากสภากทม.ไปเรียบร้อยแล้ว และ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เตรียมเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี คาดว่า โครงการนี้จะสร้างเสร็จภายใน 18 เดือน เฟสแรกระยะทาง 14 กิโลเมตรสองฝั่งแม่น้ำไปและกลับจากสะพานพระราม 7 ถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า โดยที่โครงการนี้ริเริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว แต่ถูกคัดค้านอย่างหนัก จนเรื่องเงียบไป แต่ในความเงียบนั้นชุมชนริมน้ำก็เคลื่อนย้ายออกไป

35 องค์กรให้เหตุผลของการคัดค้านโครงการนี้คือ รัฐบาลควรอนุรักษ์แม่นํ้าเจ้าพระยาเป็นมรดกโลก การพัฒนาพื้นที่ริมนํ้า เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม การก่อสร้างถนนคอนกรีตรุกลํ้าลงไปในแม่นํ้าเจ้าพระยาจะทำให้แม่นํ้าแคบลงไปอีก 20% (ตามโครงการฝั่งละ 6 เมตร) โครงการนี้จะทำลายประวัติศาสตร์และสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ทำลายวิถีชีวิตริมนํ้าอันเป็นเอกลักษณ์ของไทย นอกจากนี้ ยังจะเป็นอุปสรรคขัดขวางการระบายนํ้า เป็นจุดอ่อนไหวให้เกิดนํ้าท่วมกรุงเทพฯ ในระยะยาวได้ และสุดท้าย 35 องค์กรชี้ว่า การที่กทม.ตัดการก่อสร้างในส่วนที่เป็นเกาะรัตนโกสินทร์ออกไป แสดงว่าโครงการนี้มีผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน และการศึกษาโครงการอาจไม่รอบคอบพอ

สำหรับเหตุผลของการสร้างโครงการนี้คือ ต้องการพัฒนาพื้นที่ริมน้ำ แก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ริมน้ำ รวมทั้งปัญหาสภาพแวดล้อมและขยะจากชุมชนริมน้ำ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับระยะเวลาสำหรับกระบวนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม กระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อนำไปสู่การออกแบบที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมและการใช้สอยประโยชน์ เหนืออื่นใดก็คือ การทำความเข้าใจกับประชาสังคมเกี่ยวกับแผนแม่บท รายละเอียดของข้อมูลสำคัญของโครงการ สุดท้ายก็คือ ผู้ร่วมตัดสินใจโครงการเพื่อนำไปสู่ความชอบธรรม เพราะลำพังคำชี้แจงจากกทม.ที่ผ่านมานั้น ไม่ได้สร้างความกระจ่างให้แก่สังคมสักเท่าไร

          อย่างไรก็ตาม ในหลายประเทศก็สร้างทางเลียบแม่น้ำ เพื่อใช้สอยประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งก็น่าสนใจว่าประเทศเหล่านั้น ใช้กระบวนการอะไรเพื่อให้โครงการเอื้อประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ สำหรับประเทศไทย กรณีทางเลียบแม่น้ำก็เกิดขึ้นแล้วในหลายๆ แห่งหลายจังหวัด เพียงแต่ไม่เป็นข่าวใหญ่โตเหมือนทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา คำถามก็คือ การดำเนินงานที่ผ่านมา จนถึงกรณีแม่น้ำเจ้าพระยานั้น ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยหรือไม่ หลายๆ แห่งทางเลียบแม่น้ำผ่านหน้าบ้านเป็นอุปสรรคกับการใช้สอยประโยชน์จากแม่น้ำ กลายเป็นทัศนะอุจาด มากกว่าที่จะกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม จึงน่าคิดว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องทบทวนการดูแลรักษาแม่น้ำของประเทศทั้งระบบไม่เฉพาะแต่แม่น้ำเจ้าพระยาเท่านั้น

เปิด25ข้อทวงศักดิ์ศรี ครูไทยกลับคืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403587?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิด25ข้อทวงศักดิ์ศรี ครูไทยกลับคืน

9 ธันวาคม 2562 – 16:50 น.
นพจรัส สุวรรณเวลา,เปิด25ข้อทวงศักดิ์ศรี ครูไทยกลับคืน,ร่างพรบการศึกษาแห่งชาติ
เปิดอ่าน 3,616 ครั้ง

เปิด 25 ข้อ ทวงศักดิ์ศรี ครูไทยกลับคืน ….ทำไมต้องทวงคืน…หาคำตอบได้จาก…คมชัดลึกออนไลน์

ด้วยจิตวิญญาณของ “พ่อพิมพ์-แม่พิมพ์”ของชาติ ตามวิถีครูไทยในชนบทแล้ว ครูเป็นที่พึ่งของคนในชุมชน ครูเป็นศูนย์รวมของชุมชน ครูเป็นที่รักและเคารพ ครูเป็นวิชาชีพอันทรงเกียรติ เพราะ“ครูคือผู้สร้างคนให้เป็นคน”เด็กๆในชนบทแดนไกลชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีเพราะมีครูดี

อ่านข่าว :  นัด ครู-ผอ.ร.ร.ทั่วประเทศแต่งดำ ค้านยุบ-เลิกเขตพื้นที่กศ.

แต่ใครจะคาดคิดว่า ยุคคสช. โดย “คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา”  หรือบอร์ดกอปศ.ที่มี “นพ.จรัส สุวรรณเวลา” อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นั่งเป็นประธานนั้นได้ “ยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ”หลังจาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 ถูกมองว่าล้าสมัย ใช้มานานจะ20ปี จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตามพลวัตรของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

แต่ดูเหมือนว่า เนื้อหาสาระของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับ “หมอจรัส” อ่านกี่ครั้งผู้เขียนก็ไม่สะบาย ดูหมิ่นเหม่และล่อแหลมต่อการหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นครูไทยเป็นอย่างยิ่ง และเกรงว่าหากผ่านขั้นตอนเป็นกฏหมายบังคับใช้ หรือ ใช้อำนาจพิเศษออกเป็นพระราชกำหนดแล้ว จะกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ด้วยหรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.รัชชัยย์ ศรสุวรรณ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (สบมท.)เปิดเผย “คมชัดลึกออนไลน์” ว่า สบมท. รับไม่ได้กับร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับ กอปศ. จึงออกมาเรียกร้อง25ข้อทวงศักดิ์ศรีครูไทยกลับคืน เพื่อคุณภาพการศึกษาไทย เพื่อความมั่นคงของชาติ  เพราะการศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ ดังนี้ 1.ให้มีการนำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่กอปศ. ยกร่างมาพิจารณาใหม่ โดยให้มีการแต่งตั้งข้าราชการครูให้มีส่วนร่วมในการยกร่างและให้มีการทำประชาพิจารณ์ทั้งฉบับอย่างแท้จริง

2.ให้ยกเลิกมติ คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่ให้งดจัดสรรอัตรา ทดแทนให้กับโรงเรียนทีมีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน กรณีครูหรือผู้บริหารโรงเรียนเกษียณอายุราชการ และให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ยุบหรือควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่มีระยะห่างจากโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ในตำบล เดียวกันน้อยกว่า 6 กิโลเมตร

 3.ให้มีการลงนามตั้งเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเป็นเขตจังหวัดให้ครบทุกจังหวัด 4. ให้มีการดำเนินการยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 19  5. ให้มีการตั้งกรมการมัธยมศึกษาและกรมการประถมศึกษา 6. ให้มีเจ้าหน้าที่สนับสนุนการสอน เช่น เจ้าหน้าที่ธุรการ เจ้าหน้าที่พัสดุ บรรณารักษ์ ฯลฯ ให้ครบทุกโรงเรียนเพื่อคุณครูจะได้ปฏิบัติหน้าที่สอนอย่างเดียว

  7. ให้มีนักการภารโรงให้ครบทุกโรงเรียน 8. ให้มีพนักงานขับรถทุกโรงเรียนที่มีรถของโรงเรียน 9. ให้มีการเปิดสอบคัดเลือกบุคคลเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนทุกจังหวัดทุกปี แม้ไม่มี อัตราว่างก็ตาม เพื่อจะได้ให้โอกาสรองผู้อำนวยการได้สอบขึ้นบัญชีไว้สำหรับการเรียกตัวเป็นผู้อำนวยการ ทดแทนอัตรากำลังเกษียณอายุราชการในแต่ละปี และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของหลักเกณฑ์การย้ายตาม ว 9 ที่ยังมีผลใช้บังคับ 10. ให้เพิ่มหลักเกณฑ์การเลื่อนวิทยฐานะตาม ว 13 และ ว 17

 11. ให้มีการเสนอให้ครูวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและรองผู้อำนวยการโรงเรียน  วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ ได้รับเครื่องราชฯ ชั้นสายสะพาย เมื่อเกษียณอายุราชการ 12. ให้มีการแก้ไขหนี้สินครูอย่างจริงจังโดยให้มีการพักหนี้ หรือ ลดดอกเบี้ย และขยายเวลาการชำระหนี้  13. ให้ครูอัตราจ้างที่จ้างด้วยเงินงบประมาณของทางราชการได้รับการบรรจุ เป็นข้าราชการครู หลังจากผ่านการประเมิน

 14. ให้มีผู้แทนครูและผู้แทนผู้บริหารสถานศึกษาในองค์คณะการบริหารงานบุคคล ทุกคณะ 15. ให้มีการปรับปรุง สร้างบ้านพักครูหรือแฟลตของครูให้เหมาะสมและเพียงพอ 16. ให้มีการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนของนักเรียนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของ การเปลี่ยนแปลงของโลกและให้ลดวิชาการเรียนให้น้อยลงแต่สอดคล้องกับความต้องการในการประกอบอาชีพของนักเรียน 17. ให้มีการปรับปรุงแก้ไขวิธีการวัดและการประเมินผลให้มีแนวทางที่เป็นการวัด เพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างแท้จริง                   

             18.ให้รัฐวางแผนการผลิตบุคลากรอาชีพต่างๆ ล่วงหน้า 10 ปี ให้มีความเพียงพอ ต่อความต้องการของประเทศ ไม่ผลิตบุคคลากรในวิชาชีพที่ล้นงานและให้วางแผนการสร้างบุคคลากรในวิชาชีพ นั้นๆ ตั้งแต่ในระดับมัธยมศึกษา 19. ให้ยกเลิกการทำ PLC และการทำ Logbook และไม่ให้นำเอาเรื่องดังกล่าวไปผูกติด กับการเลื่อนวิทยฐานะ 20. ให้ครูมีหน้าที่สอนเพียงอย่างเดียว ไม่ให้นำโครงการพิเศษใดๆ มาให้ครูทำอันเป็น การเพิ่มภาระ

21.ในรอบปีหนึ่งๆ ให้มีการประเมินคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาเพียงครั้งเดียว 22. ข้าราชการครูประเภท ๓๘ ค (๒) ต้องได้รับสิทธิประโยชน์เหมือนข้าราชการครู 23. กรณีข้าราชการครูเกษียณอายุราชการ หรือสถานศึกษามีอัตราว่าง ขอให้มีการ บรรจุและแต่งตั้งโดยเร็วโดยในส่วนของผู้บริหารโรงเรียนนั้นให้ไปปฏิบัติหน้าที่ภายในวันที่ 1 ตุลาคม และในส่วน ของคุณครูให้ไปปฏิบัติหน้าที่ภายในวันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปี

24. กรณีรัฐบาลขยายระยะเวลาเกษียณอายุราชการ นั้น ขอให้กระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการให้เท่าเทียมกับข้าราชการกระทรวงอื่น และ25. ข้าราชการครูบรรจุใหม่ต้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอย้ายได้เมื่อบรรจุครบ2ปี

  “ผมฝากถึงคุณครูที่เคารพครับ ทุกท่านต้องร่วมแรงร่วมใจและมีส่วนร่วมในการดำเนินการใดๆ เพื่อเป็นการปกป้องไม่ให้ใครก็ตามมาลดเกียรติภูมิของครู ลดคุณค่าของครู ลดสิทธิประโยชน์ของครู และทำให้นักเรียนเสียโอกาสในการพัฒนา ดังนั้นหากผู้นำองค์กรครูแต่ละองค์กรพบเห็นการกระทำใดๆ ของหน่วยงานของรัฐ ที่กระทำการอันเป็นการกระทบกับคุณภาพการศึกษาและขอความร่วมมือใดๆ จากคุณครูขอได้โปรดอย่านิ่งนอนใจ และโปรดให้ความร่วมมือด้วยครับ” ดร.รัชชัยย์ กล่าวในที่สุด

ว่ากันว่า ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับ กอปศ. มีความเร่งรีบในการดำเนินการ หลายขั้นตอน เพื่อให้มีผลบังคับใช้เป็นกฏหมาย…เกาะติดเรื่องนี้กับ…คมชัดลึกออนไลน์

บินเที่ยวญี่ปุ่นฟรี..ระวังตกเป็นเหยื่อขนไอซ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403479?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บินเที่ยวญี่ปุ่นฟรี..ระวังตกเป็นเหยื่อขนไอซ์

9 ธันวาคม 2562 – 13:25 น.
สายตรวจระวังภัย,พลตทสมพงษ์ ชิงดวง,ญี่ปุ่น
เปิดอ่าน 952 ครั้ง

บินเที่ยวญี่ปุ่นฟรี..ระวังตกเป็นเหยื่อขนไอซ์ คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศยอดนิยมของคนไทยที่เดินทางไปท่องเที่ยว ทว่าพักหลังมานี้กลับมีพฤติการณ์นักท่องเที่ยวไทยไม่สู้ดีนัก เพราะถูกจับเป็นผู้ลักลอบขนยาเสพติดถี่ขึ้น โดยทางการประเทศญี่ปุ่นมีการแถลงข่าว พบว่าสถิติการลักลอบขนยาเสพติดที่ตรวจพบ ณ สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงตุลาคม 2562 มีปริมาณการจับกุมยาไอซ์จำนวน 272 กิโลกรัม ซึ่งสูงที่สุดเท่าที่เคยจับกุมได้ ส่วนใหญ่เป็นการลำเลียงมาจากประเทศไทย และล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. มีการแถลงผลจับกุมชาวผิวสีซึ่งว่าจ้างหญิงไทยขนยาไอซ์ไปยังประเทศญี่ปุ่น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) บอกว่า ปัจจุบันปัญหาการแพร่ระบาดของยาไอซ์เป็นที่รับทราบกันว่าได้ขยายตัวรุนแรงไปในหลายประเทศ โดยญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการลำเลียงยาไอซ์จำนวนมากเข้าไป และบางส่วนมีที่มาจากแหล่งผลิตในสามเหลี่ยมทองคำผ่านประเทศไทย ซึ่งกลุ่มขบวนการลำเลียงเกือบทั้งหมดจะเป็นคนไทยที่ถูกว่าจ้างโดยกลุ่มการค้ายาไอซ์ชาว แอฟริกันตะวันตก (ผิวสี) ที่ปัจจุบันพบว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการจัดหายาเสพติดหลายชนิดเข้าไปในประเทศญี่ปุ่น

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับปัญหานี้ เนื่องจากเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ จึงได้ร่วมกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องภายใต้โครงการสกัดกั้นยาเสพติด ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอาเซียน (ASEAN Airport Interdiction Task Force: AITF) ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับตำรวจและศุลกากรญี่ปุ่น ทั้งด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการขยายผลการสืบสวนเพื่อจับกุมผู้บงการอยู่เบื้องหลังทุกกรณี ไม่ให้ใช้ประเทศไทยเป็นฐานเคลื่อนไหวจัดส่งยาเสพติดไปยังภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมทั้ง นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ให้ความสำคัญกับการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด

“เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ป.ป.ส.พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือตำรวจญี่ปุ่นประจำประเทศไทยเพื่อประชุมหาแนวทางแก้ไขสถานการณ์นี้ร่วมกัน ทั้งด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างรวดเร็ว เพื่อการขยายผล และการเฝ้าระวังเครือข่ายค้ายาเสพติด และเร็วๆ นี้ จะดำเนินการหารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เพื่อให้ความรู้และวางมาตรการควบคุมบริษัททัวร์ให้ช่วยสอดส่องดูแลลูกทัวร์ที่เดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด” นายนิยม กล่าว

เลขาธิการ ป.ป.ส. บอกด้วยว่า ที่ผ่านมาพบว่าคนไทยถูกจับคดีลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศญี่ปุ่น ส่วนใหญ่ทั้งหมดเดินทางไปในฐานะนักท่องเที่ยวและมักพบเป็นสุภาพสตรี ซึ่งเมื่อสอบสวนแล้วพบว่าล้วนถูกชักชวน หรือจ้างวานโดยผู้ค้ายาเสพติดผิวสี ประกอบกับมูลเหตุจูงใจในเรื่องราคาจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับผลกำไรสูง แม้จะเสี่ยงต่อการถูกตรวจยึดจับกุม ดังนั้นขอให้ผู้ที่มีความประสงค์จะเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นทราบว่า ขณะนี้ทางการญี่ปุ่นเฝ้าระวังการลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะผู้เดินทางจากประเทศไทย และขอให้ระวังตกเป็นเหยื่อหรือเป็นเครื่องมือในการลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศญี่ปุ่นของขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ไม่ว่าจะโดยการชักชวนไปเที่ยวโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การฝากสิ่งของที่ซุกซ่อนยาเสพติด รวมถึงการจ้างวานโดยตรง

          ระมัดระวัง ตั้งสติ คิดวิเคราะห์ให้ถ้วนถี่ อย่าเห็นแก่การได้บินไปเที่ยวญี่ปุ่นแบบฟรีๆ เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ..!!