ปฐมภูมิ ทางรอดระบบสุขภาพไทย…ต้องเร่งสร้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403517?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปฐมภูมิ ทางรอดระบบสุขภาพไทย…ต้องเร่งสร้าง

9 ธันวาคม 2562 – 13:13 น.
สปสช,สุขภาพ
เปิดอ่าน 292 ครั้ง

ปฐมภูมิ ทางรอดระบบสุขภาพไทย…ต้องเร่งสร้าง

 “ประชาชนสุขภาพดี: ภาคีมีสุข” เป็นหัวข้อเรื่องที่ถูกอภิปรายในการประชุมชี้แจงหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2563 ซึ่งจัดโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เมื่อไม่นานมานี้

นั่นเพราะความหวังของการผลักดันระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้มีความยั่งยืน นอกจากประชาชนจะสามารถเข้าถึงและได้รับบริการด้วยความมั่นใจแล้ว ผู้ให้บริการยังจะต้องได้รับความสุขจากการทำงาน รวมถึงภาระงานต่างๆ ที่น้อยลง

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช. ระบุว่า แม้คำว่าประชาชนสุขภาพดีจะดูเป็นนามธรรมและอาจได้รับคำตอบที่แตกต่างกันว่าการพัฒนาจนถึงวันนี้สุขภาพประชาชนดีแล้วหรือยัง แต่ในเชิงรูปธรรมนั้นมีสิ่งที่ประจักษ์ให้เห็น ไม่ว่าเรื่องของอายุขัยเฉลี่ย การได้รับวัคซีน หรืออัตราการตายต่างๆ เป็นตัวชี้วัดที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนไทยมีสุขภาพดีขึ้น

ส่วนภาคีมีความสุขหรือไม่นั้น หากดูจากผลสำรวจเมื่อไม่นานมานี้ก็พบว่าประชาชน 97-98% มีความพึงพอใจที่ได้รับประโยชน์จากระบบสุขภาพสูงขึ้น เช่นเดียวกับภาคีอื่นๆ รวมถึงผู้ให้บริการเองเช่นกัน

หนึ่งในนโยบายที่มีการเขียนไว้ถึง “หลักประกันทางสังคม” นพ.ศักดิ์ชัย ระบุว่า เป็นสิ่งที่ต้องตีความและมองต่อไปในอนาคต เพราะมิติทางสุขภาพหลังจากนี้จะต้องมองให้ครบถึงมิติทางสังคม ซึ่งจะต้องเตรียมรองรับ สังคมสูงวัย ภายใต้เทคโนโลยี disruptive ด้วย

เลขาธิการ สปสช. ฉายภาพสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงภายใต้สังคมนี้ อันดับแรกคือ โครงสร้างประชากร ที่มีผู้สูงอายุมากขึ้น เด็กลดลง มีเด็กที่เกิดจากความไม่พร้อม เด็ก อีคิวต่ำกว่ามาตรฐาน และเมื่อคนกลุ่มนี้โตเป็นคนทำงานในอนาคต ประเทศจะเผชิญกับแรงงานที่ลดน้อยลง แรงงานไร้คุณภาพ หรือลักษณะของแรงงานที่จะไม่เข้าระบบแต่ทำงานอิสระมากขึ้น

ขณะเดียวกันภายใต้เทคโนโลยี disruptive ที่ข้อมูลข่าวสารรวดเร็ว หากประชาชนไม่มีความเท่าทันในการรับสารไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกิน สุขภาพต่างๆ หรือข่าวสารที่ทำให้เผชิญหน้ากับผู้ให้บริการรวมไปถึงลักษณะของโรคที่เปลี่ยนแปลงไป จากอดีตโรงพยาบาลสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับรูปแบบของโรคที่เป็นเฉียบพลัน (acute) ปัจจุบันลักษณะเป็นโรคเรื้อรัง (chronic) ที่ต้องอาศัยการดูแลมากขึ้น ฉะนั้นระบบบริการแบบเก่าจะรองรับได้หรือไม่

“คำถามคือทำอย่างไร ยังเป็นเรื่องน่าหนักใจพอสมควรว่าเราจะเตรียมอะไร ขณะนี้เรามีระบบรองรับอย่างไรบ้าง ยังคงเป็นโปรเจกต์ แผนงาน หรือยุทธศาสตร์อยู่หรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ในระดับกระทรวง หรือ สปสช. ก็มีการพูดคุยกับฝ่ายการเมืองเพื่อจำลองภาพอนาคตระบบบริการที่ควรจะเป็น เพิ่มเติมจากระบบที่มีอยู่”

เลขาฯ สปสช. กล่าวถึงข้อเสนอสำคัญ 2 เรื่องที่จะต้องเกิดขึ้นหลังจากนี้ คือ ระบบปฐมภูมิ ที่จะต้องสร้างฐานให้เข้มแข็ง และอีกส่วนคือ ระบบสุขภาพชุมชน เนื่องจากรูปแบบของโรคในอนาคตคือ โรคที่เกิดจากพฤติกรรม ไม่ใช่เชื้อโรคหรือการติดเชื้อ ซึ่งโรคจากพฤติกรรมนั้นไม่ได้อาศัยเรื่องทางสุขภาพแต่อาศัยเรื่องทางสังคม

“เรื่องพฤติกรรมใครควรจะต้องดูแล รัฐบาลคงไปดูแลไม่ถึง ฉะนั้นผู้ที่จะช่วยได้คือท้องถิ่นระบบบริการสุขภาพชุมชนจะเป็นอีกคำตอบในการเสริมระบบให้มีความแข็งแกร่ง สามารถทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ซึ่งทั้งหมดจะเดินไปได้คงไม่ใช่คนเดียว หรือหน่วยงานใดหน่วยงานเดียว แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนจะต้องช่วยกันทำวันนี้”

สอดคล้องกับ นพ.พิทักษ์พล บุณยมาลิก ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เขต 11 ที่มองว่าระบบปฐมภูมิเป็นเรื่องสำคัญ และต้องยกเป็นทศวรรษของระบบปฐมภูมิ นั่นเพราะปัญหาสำคัญของระบบสุขภาพคือที่ผ่านมาประสบความสำเร็จในการรักษามากกว่าการป้องกัน มุ่งเน้นระบบการรักษาเฉพาะทาง หมออยู่ตามโรงพยาบาลขนาดใหญ่แต่ไม่มีใครอยากไปอยู่โรงพยาบาลชุมชน จึงขาดการดูแลแบบปฐมภูมิ

“กลไกหรือยุทธศาสตร์ตรงนี้ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันทำงาน ในอนาคตประชาชนเองก็ต้องเปลี่ยนความคิด เจ็บป่วยเล็กน้อยเลิกไปหาหมอ แต่เรามีหมอครอบครัว มีหมอประจำบ้าน ที่สามารถดูแลได้ ถ้าเปลี่ยนระบบไปแบบนี้ค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็จะลดลงไปอีกมาก อันนี้จะเป็นทางรอด เพราะเชื่อว่าในอนาคตเราจะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากสังคมผู้สูงอายุอีกเยอะ” นพ.พิทักษ์พล ระบุ

เขาระบุว่า สิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าการรักษาในโรงพยาบาล โดยเฉพาะด้านเฉพาะทางจะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากปฐมภูมิและท้องถิ่น เช่นตัวอย่างของเขตสุขภาพที่ 11 พบว่าเคสคนไข้ที่เป็นสโตรกมักเสียชีวิตก่อนมาโรงพยาบาล เนื่องจากเป็นอาการหนัก รวมถึงส่วนของครอบครัวหรือชุมชนนั้นขาดความรู้ว่าจะต้องเร่งรีบอย่างไร แต่เมื่อมีการให้ความรู้ มีความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นทำให้ประสิทธิภาพของการดูแลดีขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ลดลงอย่างชัดเจน

นพ.พิทักษ์พล ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการทำงานด้านสุขภาพกับภาคสังคม ในประเด็นที่งบประมาณการดูแลด้านสุขภาพมีจำกัด ซึ่งความจริงในส่วนของการดูแลชุมชนยังสามารถใช้งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามาร่วมด้วย

ในส่วนของ นพ.สําเริง แหยงกระโทก ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มองเช่นกันว่า สิ่งที่ประเทศไทยยังขาดคือระบบปฐมภูมิ แต่ปัญหาที่ยังต้องสะท้อนมีอีก 3 เรื่อง อันดับแรกคือเรื่องเงินกองทุนค้างท่อ ที่จะให้ท้องถิ่นและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกันมากขึ้นได้อย่างไร ซึ่งในส่วนของระเบียบนั้นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้เปิดกว้างขึ้นแล้ว โดยระบุว่าจะดูจากความตั้งใจและเป้าหมายมากกว่ารายละเอียดเล็กน้อย

ถัดมาคือการร่วมประสานกับหน่วยงานอื่นโดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ซึ่งควรจะต้องมีการใช้การดำเนินงานของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ให้เป็นประโยชน์ในการร่วมแก้ไขปัญหาต่างๆ

สุดท้ายคือเรื่องของความแออัดในโรงพยาบาลเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นอีกหลายปัญหาตั้งแต่ความล้มเหลวของระบบการส่งต่อ การเข้าถึงโรงพยาบาลขนาดใหญ่อย่างไม่ปิดกั้น ทำให้ผู้ที่ทำงานเองก็ไม่สบายใจ รวมถึงคนไข้ก็เสียเวลาเดินทาง เสี่ยงติดเชื้อต่างๆ ดังนั้นการลดความแออัดจึงเป็นหน้าที่ของทุกคน

“เรามีการเอาคนไข้ออกไปรับยาข้างนอกแล้ว ในส่วนของการทำฟันจะเอาไปอยู่ข้างนอกด้วยได้หรือไม่ การรักษารากฟันบางครั้งรอคิว 1-2 ปี เราจะประสานเอกชนช่วยตรงนี้ได้หรือไม่ รวมถึงจุดสำคัญที่ยั่งยืนในการลดความแออัดก็คือระบบปฐมภูมิ สร้าง รพ.สต. ให้เข้มแข็งก็จะช่วยลดความแออัดที่โรงพยาบาลจังหวัด คนไข้เองปลอดโปร่ง คนทำงานก็มีความสุข”

ด้าน น.ส.สุนทรี เซ่งกิ่ง กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า กฎหมายระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของไทย ออกแบบมาตั้งแต่ต้นว่าประชาชนไม่เป็นเพียงผู้รับบริการเท่านั้น แต่ยังยกฐานะให้ร่วมเป็นเจ้าของระบบผ่านกิจกรรมหลายอย่าง ทั้งการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบาย มีตัวแทนภาคประชาชนอยู่ในบอร์ดต่างๆ ทั้งยังมีส่วนร่วมในการควบคุมคุณภาพ มาตรฐานการบริการ และเรื่องการคุ้มครองสิทธิ

“ที่สำคัญอีกอย่างแม้จะไม่ได้เขียนไว้ชัดเจนโดยตรง คือความคิดเรื่องประชาชนกับการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ประชาชนต้องตระหนักเรื่องดูแลสุขภาพของตัวเอง ไม่รอให้เจ็บป่วยไปโรงพยาบาล ซึ่งประชาชนมีศักยภาพที่จะทำ แต่ยังเห็นว่าเป็นเรื่องยากอยู่นับตั้งแต่มีระบบหลักประกันสุขภาพขึ้นมา เป็นเรื่องที่ต้องเปลี่ยนกระบวนคิด กระบวนทัศน์ ทั้งผู้ให้และผู้รับบริการ” น.ส.สุนทรี ระบุ

น.ส.สุนทรี กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมาอาจมีเสียงจากบุคลากรด้านสาธารณสุขที่มักมองว่าประชาชนไม่ดูแลสุขภาพ ใช้ชีวิตไม่รับผิดชอบ เมื่อป่วยแล้วก็จะมารักษาฟรี เลยยิ่งไม่ใส่ใจสุขภาพ ซึ่งช่วงหลังอาจได้ยินเสียงเหล่านี้น้อยลง เมื่อกระแสการดูแลสุขภาพมีรูปธรรมมากขึ้น ประชาชนตื่นตัวมากขึ้นทั้งเรื่องการออกกำลังกาย การกิน หรือการรณรงค์ด้านต่างๆ เช่น แบนสารเคมีอันตราย

กองทุน SSF เพื่อการสร้างวินัยการออม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403497?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กองทุน SSF เพื่อการสร้างวินัยการออม

9 ธันวาคม 2562 – 12:37 น.
รู้ลึกกับจุฬา,การออม,กองทุน SSF
เปิดอ่าน 2,088 ครั้ง

กองทุน SSF เพื่อการสร้างวินัยการออม คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

ในที่สุดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่ผ่านมา นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการส่งเสริมการออมระยะยาว ด้วยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับกองทุนรวมเพื่อการออม (Super Saving Fund หรือ SSF) ที่มาแทนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่สิทธิประโยชน์ทางภาษีจะสิ้นสุดในสิ้นปี 2562 พร้อมกันนั้น ก็ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund หรือ RMF) เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีการออมระยะยาวมากขึ้นอีกด้วย

กองทุน SSF ที่จะเริ่มเปิดขายในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เป็นกองทุนเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว ผู้สนใจสามารถลงทุนในหลักทรัพย์ได้ทุกประเภท ไม่กำหนดจำนวนขั้นต่ำในการลงทุน และสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้เมื่อถือไม่น้อยกว่า 10 ปี นับจากวันที่ซื้อ โดยลดหย่อนภาษีสูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ต้องไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับกองทุน RMF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ, และกองทุนประเภทอื่นๆ หรือเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท ในแต่ละปีภาษี

แต่สิทธิการลดหย่อนภาษีที่จะลดลงไปของการมีกองทุนรูปแบบใหม่ จากเดิม ถือ LTF และ RMF ลดหย่อนได้สูงสุด 1 ล้านบาท แต่เมื่อเป็น SSF และ RMF แล้วลดหย่อนได้เพียง 5 แสน เท่ากับว่าลดหย่อนน้อยลงไปครึ่งหนึ่ง

“มีคนเข้าใจว่าการมี SSF จะทำให้หุ้นตกเพราะเงินจะหายตลาดหุ้นหมด แต่ความเป็นจริงแล้วกองทุน LTF ก็ยังอยู่ไม่ได้หายไป เพียงแต่หลังจากนี้เป็นต้นไป LTF จะไม่มีสิทธิลดหย่อนภาษีแล้ว แล้วไม่ใช่ว่าพอ LTF หมดอายุคนจะแห่กันไปถอน อาจจะมีลดลงบ้างเพราะหันไปซื้อ SSF เงินก็ยังวนอยู่ในตลาดหุ้น การบอกว่าหุ้นตกอาจเป็นการพูดเกินจริงไปหน่อย” อาจารย์ ดร.รุ่งเกียรติ รัตนบานชื่น คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

อาจารย์รุ่งเกียรติ อธิบายว่า รูปแบบการออมแบบใหม่นี้ส่งผลให้ผู้ที่มีรายได้สูงได้รับสิทธิลดหย่อนลดน้อยลง เนื่องจากเป็นการปรับระดับโครงสร้างภาษีที่กำหนดเพดาน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันมากขึ้น เป็นเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้น

“ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากสิทธิลดหย่อนที่ลดลง คือกลุ่มคนรวยที่มีรายได้สูง เพราะมักใช้สิทธิเต็มที่ แต่ก็จะมีเพดาน ในทางตรงข้าม กลุ่มคนที่มีรายได้ปานกลางไปจนถึงรายได้ต่ำได้สิทธิประโยชน์มากขึ้น เพราะกองทุน SSF และกองทุน RMF ที่ปรับหลักเกณฑ์ใหม่ อนุญาตให้ลดหย่อนได้มากถึง 30% ของเงินได้พึงประเมิน จากเดิมที่ได้เพียง 15% เท่านั้น” อาจารย์รุ่งเกียรติกล่าว

กระนั้นก็มีเสียงวิพากษ์ว่าการปรับปรุงกองทุนรูปแบบใหม่เป็นกลยุทธ์การบริหารเงินภาษีของรัฐบาลเพื่อลดภาระ เพราะกองทุนแบบเดิมได้ช่วยเหลือและกระตุ้นให้คนไทยออมเงินมากว่า 10 ปีแล้ว แต่อีกมุมหนึ่งมองว่าเป็นมาตรการในการจูงใจให้คนไทยสะสมออมเงินด้วยตนเอง

“รัฐมองในมุมมองว่า ที่ผ่านมาได้กระตุ้นให้คนไทยรู้จักออมเงินมานานแล้ว เลยสร้างเงื่อนไขใหม่ให้ดึงดูดใจน้อยลง โดยไม่ต้องมีการลดหย่อนภาษีมาเป็นแรงจูงใจแล้ว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่คำถามที่ตามมาก็คือคนไทยพร้อมที่จะตระหนักถึงการออมแล้วหรือยัง”

อาจารย์รุ่งเกียรติชี้ว่า กองทุน SSF คนอาจจะมีแรงจูงใจในการออมน้อยลง ในขณะที่อีกด้านหนึ่งรัฐบาลเองก็มีนโยบายกระตุ้นให้เกิดการบริโภค เกิดการใช้จ่าย ทำให้มีคนไทยจำนวนไม่น้อยใช้จ่ายเกินตัว ติดหนี้บัตรเครดิตและหนี้สินต่างๆ จนไม่มีเงินเหลือเพียงพอที่จะออม จึงมีการตั้งข้อสังเกตถึงการสร้างความรู้เท่าทันทางการเงิน (Financial Literacy) ในสังคมไทย และความพยายามผ่านโครงการรณรงค์ต่างๆ ที่ส่งเสริมให้คนไทยเรียนรู้ทักษะทางการเงินพยายามสร้างวินัยในการออมเงิน ไม่กู้หนี้ยืมสิน

“มีคำถามว่าถ้าเราเพิ่มความรู้ทางการเงินให้เพียงพอ คนไทยจะออมหรือไม่ ผมลองเอาไปถามกับนิสิตที่เรียนบัญชี อ่านงบการเงินเป็น พวกเขาก็ไม่ได้ออมทุกคน แสดงว่าควรจะมีกลไกอย่างอื่นเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการออม เลยเป็นที่มาของการพูดคุยกันถึงการใช้กฎหมายบังคับให้ทุกคนต้องออมเงิน”

อาจารย์รุ่งเกียรติอธิบายว่า ในอนาคตควรจะต้องมีกฎหมายให้ออมเงินแก่ลูกจ้างทั้งในและนอกระบบ เพื่อให้คนไทยออมเงินและมีเงินใช้เมื่อเกษียณอายุ

“ยังคุยกันอยู่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน ทุกวันนี้ เรามีร่าง พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) กำลังจะเสนอต่อ ครม. ซึ่งจะบังคับใช้การออมเฉพาะกับลูกจ้างในระบบ แต่ยังขาดส่วนลูกจ้างนอกระบบ เช่น เกษตรกร ฟรีแลนซ์ ซึ่งมีเพียงกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เท่านั้น และเป็นระบบสมัครใจ ไม่ได้บังคับ ทำให้มีคนบางส่วนไม่ได้ออม ดังนั้นการมีกฎหมายบังคับให้ทุกคนออมก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในการทำให้คนไทยออมเงินได้” อาจารย์รุ่งเกียรติทิ้งท้าย

แผ่นพับแค่เป้าหลอกสู่เผชิญหน้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403468?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แผ่นพับแค่เป้าหลอกสู่เผชิญหน้า

9 ธันวาคม 2562 – 10:51 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร
เปิดอ่าน 635 ครั้ง

แผ่นพับแค่เป้าหลอกสู่เผชิญหน้า คอลัมน์…  วงในวงนอก    โดย… อสนีบาต aussaneebard@hotmail.com

อุตส่าห์แอบเชียร์ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่(อนค.) ภายหลังตกงานจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยการพูดไว้อย่างหล่อเชียว จะยืนเคียงข้างประชาชน ต่อต้านความอยุติธรรม โดยจะหาพื้นที่ใหม่ทางการเมือง

มนุษย์เดินดินกินข้าวแกงอย่าง…อสนีบาต… พยายามมองโลกสวยคล้อยตามว่า “พ่อฟ้า” คงจะไปเปิดศูนย์บริการประชาชนคอยรับเรื่องราวร้องทุกข์ทั่วราชอาณาจักร สถาปนาตนเองขึ้นเป็นผู้นำนอกสภานำปัญหาความเดือดร้อนพี่น้องประชาชนมายื่นให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำตัวจริงบนหอคอยงาช้างรับไปแก้ปัญหา

กล่าวไว้คราวก่อน แข่งขันทำความดีทำไปเหอะ ไม่ว่ารับบทเป็นตัวแทนผู้ประสบปัญหาทุกข์ร้อนรับเรื่องมาเยียวยาแก้ไขก็ทำไป จะเป็นคู่แข่งศูนย์บริการประชาชนของทำเนียบก็ไม่ว่า ล้วนเป็นเรื่องที่ดีทั้งนั้น อีกอย่างทำให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาความเดือดร้อนประชาชน ตื่นตัวทำงานด้วยความแข็งขัน

ทว่า ความคาดหวังเห็น “ธนาธร” เป็นหัวหน้าศูนย์บริการประชาชนต้องดับวูบ เพราะดูไปดูมาเลือกจะเอาดีในสาขาวิชาชีพ “พนักงานแจกแผ่นพับ” มากกว่า หวังสืบสานอุดมการณ์พรรคอนาคตใหม่ตั้งแต่หาเสียงเลือกตั้ง ให้ “ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร”

ราศีจับนับตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นสภาพการเป็น ส.ส. เหมือนวางแผนการล่วงหน้า ด้วยการสร้างกระแสเรียกร้องความเห็นใจให้สังคมมองว่า “ตนเองถูกกระทำ” จากฝ่ายผู้มีอำนาจ จึงต้องเปิดปฏิบัติการต่อเนื่อง รีบเดินทางไปใจกลางเมืองหลวง ปักหมุดบริเวณห้างสรรพสินค้าที่มีวัยรุ่นหนุ่มสาวเดินขวักไขว่ประเดิมแจกแผ่นพับรณรงค์ยกเลิกเกณฑ์ทหารทันที เพียงเพื่อเช็กเรตติ้งความนิยมตนเองยังพอมีเหลืออยู่มั้ยนั่นเอง

นั่นเป็นการแจกแผ่นพับครั้งแรก เป็นการกระทำก่อนที่เจ้าตัวจะเขียนจดหมายลาออกจากกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณ และอนุกรรมาธิการพิจารณาด้านท้องถิ่นชายแดนใต้ ด้วยการยกเหตุผล มีคนไม่ต้องการให้อยู่ในสภาจึงจะไปทำงานเคียงข้างกับประชาชนนอกสภา

หลังจากนั้น ขบวนการสุมหัวสุมไฟเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยมี ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค ตามด้วย ส.ศิวรักษ์ นักคิดนักเขียนผู้ให้การสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ ที่ร้านอาหารย่านคอนแวนต์ ให้คำชี้แนะการต่อสู้รัฐบาลทหาร ต้องใจเย็น อย่าวู่วาม

พร้อมกับยกประโยคในยุคสมัย อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เตือน ธนาธร “ต้องใช้ขันติประชาธรรม สัจจะต่อสู้กับอสัตย์” กล่าวคือรักษาสัจจะเป็นที่ตั้งสยบกลุ่มอำนาจที่ไม่ซื่อสัตย์จะด้วยการปฏิบัติหน้าที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริต หรือตระบัดสัตย์กลับมาสืบทอดอำนาจ ก็แล้วแต่จะว่าไป

  ส.ศิวรักษ์ กระซิบหัวหน้าพรรคคนรุ่นใหม่ด้วยว่า ความต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามที่ต้องการนั้นไม่ง่าย ไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ต้องใช้เวลานาน

จึงเป็นอะไรที่ “ธนาธร” กลับมาเดินเกมนอกสภาในลักษณะสะสมรวบรวมไพร่พลผ่านการเดินแจกแผ่นพับ รณรงค์เลิกเกณฑ์ทหาร นั่นล่ะท่าน

นับตั้งแต่ “ธนาธร” กลายเป็น ส.ส.ตกงาน สิ่งที่เห็นเด่นชัดคือ การแจกแผ่นพับอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จากจุดใจกลางเมืองขยับขยายไปยังปริมณฑลหรือพื้นที่สีแดง เช่น พระนครศรีอยุธยา ตามด้วยวันเสาร์ที่ผ่านมาเลาะชายหาดบางแสน จ.ชลบุรี สถานที่ตากอากาศของประชาชนทุกเพศทุกวัย แทนที่จะนั่งทอดกายจับกลุ่มรับประทานอาหารทะเลอย่างเอร็ดอร่อยต้องมาเจอพนักงานหน้าตี๋ไล่แจกแผ่นพับ ช่างขัดกับบรรยากาศพักผ่อนวันหยุดยิ่งนัก

หัวหน้าหน่วยผลิตแผ่นพับยังทำการขยายเครือข่าย ด้วยการสั่งให้สมาชิกเข้าถึงสถาบันการศึกษา ตรงนี้ไม่ว่าเลย หากการรณรงค์พุ่งเป้าเวทีความคิดตามมหาวิทยาลัย แต่นี่กลับเข้าถึงระดับนักเรียนในโรงเรียน เป็นอะไรที่แสดงถึงวิถีการเมืองสกปรก เป็นการเล่นการเมืองล้ำเส้นเกินไปเสียแล้ว

ไม่แปลกใจเลยที่จะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกลัทธิชังชาติบ้าง จาบจ้วงดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูงบ้าง เพราะแม้แต่สถานศึกษาระดับโรงเรียน ซึ่งไม่ควรนำเรื่องการเมืองเข้าไปแทรกซึม ก็ยังหาญกล้าเข้าไปทำกันได้

แม้ “ธนาธร” เลือกเป็นพนักงานแจกแผ่นพับ แต่อาชีพใดๆ มีกฎกติกาบ้านเมืองกำหนด การกระทำใดๆที่ล้ำเส้นเกินงามและเป็นลักษณะซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนต้องการเรียกแขกทั้งจากเจ้าหน้าที่รัฐ ประชาชนผู้เห็นต่างอย่างไรชอบกล

อีกอย่าง ความพยายามเจาะฐานโรงเรียนทำให้นึกถึงสมัยแกนนำเสื้อแดงที่ตั้งโรงเรียน นปช. แถวภาคอีสาน จากนั้นก็ตกเป็นเครื่องมือนำมาเคลื่อนไหว ฉันใดก็ฉันนั้นสิ่งที่ทำอยู่ขณะนี้ คือความพยายามปลุกระดมผ่านคนรุ่นหนุ่มสาว แล้วกำลังจะลงไปถึงเด็กมัธยมปลาย

          “การจุดกระแสเลิกเกณฑ์ทหารเป็นเพียงแค่เป้าหลอก แต่เป้าประสงค์จริง คือ ความพยายามแจกแผ่นพับอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อหวังสร้างมวลชน ยั่วยุผู้เห็นต่างให้ออกมาเผชิญหน้า”

แต่บทสรุปของเรื่อง ไม่ได้ทำให้ พนักงานแจกแผ่นพับก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ ตามที่เคยประกาศไว้อย่างแน่นอน ริจะใช้แนวทาง “ฮ่องกงโมเดล” ครอบเมือง ก็ควรกลับไปนึกถึงข้อคิดของ ส.ศิวรักษ์ ที่เคยบอกไว้ด้วยแล้วกัน

“เรื่องนี้มันไม่ง่าย ต้องใช้เวลานาน”

นราธิวาส น้ำท่วม เหนือ-อีสานหนาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403447?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นราธิวาส น้ำท่วม เหนือ-อีสานหนาว

9 ธันวาคม 2562 – 10:35 น.
อากาศหนาว,เหนือ,อีสาน,นราธิวาส น้ำท่วม
เปิดอ่าน 200 ครั้ง

นราธิวาส น้ำท่วม เหนือ-อีสานหนาว คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอถอยห่างเรื่องการเมืองที่กำลังใกล้ถึงจุดเดือดในหลายๆเรื่องโดยเฉพาะการรุกล้ำที่ดินที่กำลังเป็นข่าวดัง ขอข้ามฟากไปเรื่องดินฟ้าอากาศที่ภาคใต้โดยเฉพาะนราธิวาสมีฝนตกต่อเนื่องจนระดับน้ำในแม่น้ำสายบุรี-สุไหงโก-ลก ล้นตลิ่งและเกิดน้ำท่วมหลายพื้นที่ หวังว่ารัฐบาลคงไม่ทอดทิ้งเพราะหลังจากเฝ้าติดตามข่าวแล้วหนักหนาสาหัสกว่าที่คาดคิด

ขึ้นไปภาคเหนือกลับตรงกันข้ามเพราะอากาศเย็นลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกับหลายจังหวัดในภาคอีสาน ซึ่งกลายเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวไปกันมากมาย

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดหมายสภาพอากาศตอนบนจะมีอุณหภูมิลดลงกับมีลมแรง ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออุณหภูมิจะลดลง 8-10 องศา บริเวณพื้นราบอากาศหนาวอุณหภูมิต่ำสุด 1-9 องศา ยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดและมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 1-9 องศา

ภาคกลาง ภาคตะวันออกรวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะลดลง 6-8 องศา อุณหภูมิต่ำสุด 15-20 องศา

ภาคใต้มีฝนลดลง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้นตั้งแต่ จ.ชุมพร ลงไปทะเลมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร

ประชาชนที่อยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

จึงเรียนมาเพื่อจะได้เตรียมตัวรับสภาพอากาศทุกสภาพไว้ ด้วยความปรารถดี
อ๊อด เทอร์โบ


 ระวัง! สมองเสื่อม
 ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วย

ผมเป็นแฟนประจำของรถทัวร์และวันก่อนได้รับหนังสือคู่หูเดินทางของบขส.ที่เพื่อนส่งมาให้ มีประโยชน์มากครับ ผมมีบทความและข้อมูลจากสสส.ซึ่งเตือนว่าท่านอาจจะสมองเสื่อมได้หากใช้เทคโนโลยีมากเกินไป

จึงขอนำมาบอกต่อเล่าสู่กันฟังโดยเฉพาะส.ว. หรือผู้สูงวัย ต้องคำนึงให้มาก จึงเรียนมาด้วยความเคารพว่าอะไรที่เราต้องใช้สมองฝึกคิดฝึกทำได้ก็ต้องทำป้องกันสมองเสื่อม

มีข้อมูลต่างๆ ที่ขออนุญาตนำมาแจ้งให้ทราบว่าในปัจจุบันทั่วโลกพบผู้สูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อมไม่น้อยกว่า 25 ล้านคน และอาจมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่า 5 ล้านคนต่อปี ซึ่งโรคนี้เป็นกลุ่มอาการที่เซลล์ประสาทเสื่อม มีพฤติกรรมและบุคลิกเปลี่ยนไปจากเดิม

ผลการสำรวจสุขภาพผู้สูงอายุไทยโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พบผู้สูงอายุมีความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อม 12% และข้อมูลจากสถาบันวิจัยสุขภาพแห่งชาติสหรัฐได้ประมาณการว่าในปี พ.ศ.2563 ไทยอาจมีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมถึง 1.3 ล้านคน

ถือเป็นจำนวนที่มากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุโดยรวมของประเทศ ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจไม่น้อยโดยโรคนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 60% สัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดสมอง เช่น หลอดเลือดแข็ง ตีบ ตัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ

ที่เหลือนั้นมักเป็นผลพวงจากโรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์และโรคสมองเสื่อมจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ภาวการณ์ทำงานของต่อมไทรอยด์ผิดปกติ เป็นต้น ทำให้เกิดปัญหาทั้งตัวของผู้สูงอายุและผู้ดูแลทำให้เกิดความเครียด ความกังวล คุณภาพชีวิตที่ลดลงและมีผลถึงสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอีกด้วย

ความเจริญของเครื่องมือเทคโนโลยีที่ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างในชิ้นเดียว อาจทำให้เกิดผลเสียที่คาดไม่ถึงและไม่รู้ตัว โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือเพื่อช่วยจำ ช่วยคิดแทนการใช้สมองที่พบบ่อย เช่น ระบบบันทึกเบอร์โทรศัพท์ในมือถือ ใช้เครื่องคิดเลขในโทรศัพท์หรือเครื่องคิดเลขคิดแทนการใช้สมองคำนวณ โดยเฉพาะใช้ตั้งแต่วัยเด็ก มีผลทำให้สมองขาดการใช้งาน

เซลล์ประสาทขาดการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องเกิดปัญหาเสื่อมตามมาจึงขอใช้อุปกรณ์และเครื่องมือเทคโนโลยีต่างๆ ไว้ข้างตัวดูบ้าง ให้สมองได้ฝึกคิดและออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อป้องกันปัญหาสมองเสื่อมก่อนวัย

ด้วยความรักและห่วงใยจึงขอแจ้งมาเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะเรื่องสมองเสื่อมต้องระวังกันให้มาก เราจึงจะเห็นว่าคนสูงอายุที่อยู่กับธรรมชาติจะแข็งแรงมากๆ
สมหมาย (ภูเก็ต)

ตอบคุณ ‘สมหมาย’ ภูเก็ต
จดหมายของคุณมีประโยชน์มากครับแม้ข้อมูลส่วนใหญ่จะทราบกันบ้างแล้วแต่ผมขอเป็นสื่อกลางแจ้งมาให้ผู้สูงอายุทั้งหลายโปรดออกกำลังกายและอยู่ห่างเครื่องมือเทคโนโลยีไว้บ้าง

เดี๋ยวนี้ผู้สูงอายุดูอ่อนกว่าวัยมากๆ เพราะดูแลตัวเองดี หมั่นออกกำลังกายและกินอาหารที่เป็นประโยชน์ซึ่งควรจะเพิ่มเรื่องอยู่ห่างไกลเทคโนโลยีให้มากเพราะจะทำให้สมองเสื่อม

ขอเรียนว่าจิตใจเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ต้องรู้จักปล่อยวางและอยู่อย่างพอเพียงทำอะไรก็ต้องมีสติ อย่าใช้อารมณ์
อ๊อด เทอร์โบ


3 บก.วิเคราะห์ ระส่ำ.. รัฐบาล&ฝ่ายค้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403448?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

3 บก.วิเคราะห์ ระส่ำ.. รัฐบาล&ฝ่ายค้าน

9 ธันวาคม 2562 – 09:20 น.
รัฐบาล,ฝ่ายค้าน,แบนสามสารเคมี
เปิดอ่าน 1,501 ครั้ง

3 บก.วิเคราะห์ ระส่ำ.. รัฐบาล&ฝ่ายค้าน

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก. ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาห้าโมงเย็น ทางเนชั่นทีวีช่อง 22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น “วีระศักดิ์ พงษ์อักษร” บรรณาธิการบริหารนสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ “บากบั่น บุญเลิศ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น “ระส่ำ! รัฐบาล&ฝ่ายค้าน”

   “วีระศักดิ์” ตั้งคำถามว่า การเมืองตอนนี้ร้อนทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล สถานการณ์จะเป็นเช่นใด

   “สมชาย” วิเคราะห์ประเด็นว่า การเมืองตอนนี้สองฝ่ายระส่ำทั้งคู่ โดยรัฐบาลนั้นมีความระส่ำเพราะพรรคร่วมรัฐบาลงัดข้อ เช่น แบนสามสารเคมี, การลงมติการตั้งกมธ.วิสามัญศึกษาการบังคับใช้คำสั่งและประกาศคสช.ตามมาตรา 44 โดยที่สภาผู้แทนฯ ล่มสองครั้งและกว่าจะผ่านได้ในครั้งที่สามเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่มีฝ่ายค้าน 11 คนมาลงมติให้นับองค์ประชุมได้ผ่านและสามารถนับคะแนนใหม่เพื่อลงมติว่าสภาผู้แทนฯ ไม่เห็นชอบให้ตั้ง กมธ.วิสามัญชุดนี้ เพราะหากตั้งกมธ.วิสามัญชุดนี้ได้ 3 ป.จะโดนเรียกไปสอบได้

ทราบว่ารัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐยอมเรื่องนี้ไม่ได้ และที่ผ่านมาองค์ประชุมสภาผู้แทนฯ ล่มครั้งแรกและครั้งที่สอง เพราะฝ่ายค้านวอล์กเอาท์เกือบหมด เหลือไว้ในองค์ประชุมไม่กี่คน

โดย “วิรัช รัตนเศรษฐ” ประธานวิปรัฐบาลชี้ว่าเหตุที่สภาล่มสองครั้งเพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่ทำตามมติวิปรัฐบาล และส.ส.รัฐบาลที่ลงมติตั้งกมธ.วิสามัญนั้นมี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 6 คนลงชื่อหนุนญัตติและ 4 คนลงมติให้ตั้งกมธ.วิสามัญชุดนี้ โดยพรรคประชาธิปัตย์ตอบโต้วิรัชทันที

หากย้อนไปดูการลงมติครั้งล่าสุดพบว่า ส.ส.รัฐบาลมีการลงคะแนนที่แตกต่าง โดย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 4 คนลงมติสวนวิปรัฐบาลและมติพรรค ทำให้พรรคประชาธิปัตย์จะมีการสอบสวน 4 ส.ส.ที่อ้างรักษาจุดยืนของอุดมการณ์พรรค 4 ส.ส.ควรลาออกจากพรรคเพราะสวนมติพรรค โดยควรทำให้เหมือน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่ลาออกจากส.ส.เพราะไม่เห็นด้วยกับการหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และควรทำแบบ ”กลุ่ม 10 มกรา” ที่สวนมติพรรคและลาออกไป

  “บากบั่น” กล่าวว่า แบบนี้พรรคร่วมรัฐบาลไม่ใช่เนื้อเดียวกัน ดังนั้นเหตุการณ์สภาล่มเป็นเหตุให้แกนนำรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลมีงานเลี้ยงอาหารค่ำที่สโมสรราชพฤกษ์ เพราะก่อนหน้านั้นนายกรัฐมนตรีบอกกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลว่า “หากผมอยู่ไม่ได้ พวกคุณก็อยู่ไม่ได้” ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับครม.และยุบสภา โดยงานเลี้ยงคืนวันนั้น 3ป.ไปกันครบ และวันนั้นมีกระแสข่าวว่าบางพรรคจับกลุ่มหารือในเรื่องคำพูดของหัวหน้ารัฐบาลด้วย

      “สมชาย” ระบุว่า ทราบว่า “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีสีหน้าไม่ดีเมื่อได้ยินที่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าว และทราบว่าพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคไม่พร้อมยุบสภา

    “วีระศักดิ์” ตั้งคำถามว่า หากหัวหน้ารัฐบาลยุบสภาแปลว่าพรรคพลังประชารัฐพร้อมแล้ว

 “สมชาย” กล่าวว่า หากจะยุบสภา พรรคแกนนำตั้งรัฐบาลจะปรับครม.ของตัวเองก่อนและตรวจสอบคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีว่ายังดีอยู่หรือไม่ ดังนั้นหากหัวหน้ารัฐบาลปรับครม.ของพรรคพลังประชารัฐก่อนเพื่อปรามพรรคร่วมรัฐบาลแบบขู่กลับ เพราะบางพรรคที่ออกมาขู่และฝืนมติรัฐบาลบางเรื่อง โดยอาศัยสิ่งที่เรียกว่าเสียงปริ่มน้ำตามที่บางพรรคใช้ขู่หัวหน้ารัฐบาลไว้ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงการปรับครม.และยุบสภา เพื่อปรามบางฝ่ายในรัฐบาล ดังนั้นการประชุมสภาผู้แทนฯ และลงมติจึงผ่านไปได้ ทำให้เรื่องนี้ยุติ

การลงมติครั้งที่สามเรื่องกมธ.วิสามัญฯ นั้น ฝ่ายค้านก็มีความระส่ำเพราะวันนั้นมีการนับองค์ประชุมและลงมติพบว่า ส.ส.ฝ่ายค้าน 11 คนร่วมอยู่ในช่วงนับองค์ประชุม แต่ช่วงลงมติมีการลงคะแนนที่แตกต่างกัน คือพรรคอนาคตใหม่มีการสวนมติพรรคคือ 3 ส.ส.ที่อยู่ในห้องประชุม แม้จะมีการลงคะแนนที่แตกต่างกัน, 1 ส.ส.พรรคประชาชาติที่สวนมติพรรค, 4 ส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ ที่ใช้มติพรรคอยู่ในที่ประชุมและสวนมติ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน รวมทั้ง 3 ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่สวนมติพรรค

“วีระศักดิ์” ตั้งประเด็นว่า ตอนนี้มีกระแสข่าวว่าหากพรรคเศรษฐกิจใหม่ไปร่วมรัฐบาลเพราะหลายครั้งมีการสวนมติ 7 พรรคฝ่ายค้าน และไม่ค่อยไปร่วมประชุมกับแกนนำ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ตรงนี้อาจจะมีการปรับครม.รองรับพรรคเศรษฐกิจใหม่

   “สมชาย” มองว่า หาก 4 ส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่มาร่วมรัฐบาลจริง และอาจมาแทน 4 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ควรลาออก โควตาครม.ไม่ใช่ของ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” แน่นอน และน่าจะได้ 1 รมช. ที่มาจากโควตาพรรคประชาธิปัตย์จาก 4 ส.ส.ที่สวนมติ

    “วีระศักดิ์” ตั้งคำถามว่าแกนนำ 7 พรรคฝ่ายค้านคือพรรคเพื่อไทยตอนนี้ก็ระส่ำ แม้ล่าสุดจะมีส.ส.หลายคนและแกนนำพรรคไปพบ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ดูไบและฮ่องกงเพราะปัญหาในพรรค ตรงนี้จะเคลียร์ใจได้หรือไม่

  “สมชาย” กล่าวว่า “สุทิน คลังแสง” ประธานวิปฝ่ายค้านอ้างเรื่องการเลื่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจครม.จากช่วงเดือนนี้ไปเป็นเดือนมกราคมปีหน้า โดยอ้างการนับอายุของรัฐบาลว่าจะยึดตามปีปฏิทินหรือการเริ่มงานของรัฐบาล, ควรให้เวลารัฐบาลทำงานอีกนิด โดยฝ่ายค้านจะเก็บข้อมูลตรงนี้เพิ่มและไม่มีการล็อบบี้กันจากรัฐบาลกับฝ่ายค้าน, กังวลการล็อบบี้ของรัฐบาลกับรัฐสภาที่อาจบรรจุญัตติการอภิปรายในช่วงปลายปีนี้ที่อาจไม่มีคนสนใจ และ ส.ส.หลายคนทำหน้าที่กมธ.งบประมาณ, ส่วนงูเห่าในพรรคนั้นไม่กังวล

แต่งูเห่านั้นพบแล้วว่ามี 3 ส.ส.ของเพื่อไทยแหกมติ

ปัจจัยข้างต้นนั้นทำให้มองว่าพรรคเพื่อไทยมีความระส่ำในพรรคหลายเรื่องจนต้องเลื่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

  “บากบั่น” กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยตอนนี้แบ่งกลุ่มคือ “กลุ่มคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรค ที่มี ส.ส. 35-40 คน, “กลุ่มสมพงษ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคที่มีส.ส. 50 คน, “กลุ่มอิสระ” ที่มี 30 ส.ส., “กลุ่มฝากเลี้ยงหรืองูเห่า” ที่พร้อมปรับตัวได้เสมอเพราะมีใครบางคนดูแลรายเดือน โดยมีแกนนำสองสายคือ “กลุ่มสายส.” ที่มี 21 ส.ส. รวมทั้งยังดูแลส.ส.งูเห่าจากพรรคอื่นด้วย และ “กลุ่มสายลาบ” ที่มี 15 ส.ส. เพราะพรรคเพื่อไทยนั้นในตอนนี้การบริหารภายในมีความแตกแยก ไม่มีการจ่ายน้ำเลี้ยงให้ส.ส.

สิ่งที่ไม่พอใจที่มีในพรรคนี้เพราะว่าการทำงานของหัวหน้าพรรคกับประธานยุทธศาสตร์พรรคที่ทับรอยกัน รวมทั้งเหตุอภิปรายไม่ไว้วางใจครม.เพราะหัวหน้าพรรคกับประธานยุทธศาสตร์พรรคไม่ลงรอยกันในช่วงการยื่นญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการประชุมแกนนำ 7 พรรคฝ่ายค้านนั้นล่าสุดพบว่าประธานยุทธศาสตร์พรรคไม่ไปร่วม

เหตุขัดแย้งนั้นทำให้ส.ส.หลายคนไปพบทักษิณที่ดูไบคือ ความอึดอัดเรื่องการทำงานในพรรค, ประธานยุทธศาสตร์พรรคแทรกแซงการทำงานของหัวหน้าพรรค, ท่อน้ำเลี้ยงในพรรคเพื่อไทยแจกจ่ายให้ส.ส.นั้นไม่มีมาจากประธานยุทธศาสตร์พรรค แม้หัวหน้าพรรคจะดูแลท่อน้ำเลี้ยงให้ส.ส.บ้างแต่น้อยมาก ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งคือ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ไปพบทักษิณและยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ฮ่องกง ตรงนี้สะท้อนว่าแกนนำพรรคฝ่ายค้านคือพรรคเพื่อไทยแตกแยกกันเอง และบางพรรคฝ่ายค้านก็แตกแยกเช่นกัน

  “สมชาย” กล่าวว่า ได้ยินว่า ส.ส.เหล่านี้มีกล้วยกินก่อนหน้านี้คนละสองเครือและยังมีรายได้แบบรายเดือนด้วย

    “วีระศักดิ์” ตั้งคำถามว่า พรรคอนาคตใหม่ตอนนี้มีความระส่ำเช่นใดบ้าง

 “สมชาย” กล่าวว่า พรรคนี้มีแรงระส่ำเพราะ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ลาออกจากกมธ.งบประมาณโดยอ้างว่าบางคนไม่อยากให้ทำงานในรัฐสภา โดยจะไปทำงานการเมืองนอกสภา เพื่อต่อต้านการสืบทอดอำนาจคสช., ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร, ไม่ยอมรับการตัดสินขององค์กรอิสระในคดีที่ตัดสินตัวเองกับจะตัดสินพรรคและรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ ล่าสุดกกต.ตัดพยานการส่งหลักฐานการกู้เงินของพรรคที่กู้เงินจากหัวหน้าพรรค

โดยวันที่ 11 ธันวาคม กกต.จะตัดสินกรณีนี้เพราะพรรคอนาคตใหม่ไม่ส่งเอกสารการกู้เงินในวันที่ 2 ธันวาคม และไม่กี่วันข้างหน้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 5 คนจะหมดวาระ และตอนนี้ ส.ว.ขอขยายเวลาการพิจารณาคุณสมบัติของว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพราะยังทำไม่เสร็จ หากกกต.ส่งเรื่องเงินกู้ของพรรคเข้าศาลรัฐธรรมนูญ 5 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่กำลังจะหมดวาระอาจต้องทำหน้าที่ตัดสินคดีเงินกู้ของพรรคอนาคตใหม่ก่อน

   “วีระศักดิ์” ระบุว่า พรรคอนาคตใหม่ตอนนี้ใช้ทฤษฎีสองขาคือ “ธนาธร” เดินเกมนอกสภาโดยพบประชาชนเพื่อสะสมขุมพลัง ส่วนการเดินเกมในสภาปล่อยให้ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคจัดการ หากมีการตัดสินจากกกต.เกี่ยวกับการยุบพรรคอนาคตใหม่เพราะคดีกู้เงินในไม่กี่วันข้างหน้านี้ แกนนำพรรคอนาคตใหม่บอกแล้วว่าจะตั้งพรรคใหม่ โดยจะมี 60 ส.ส.ตามไปอยู่พรรคใหม่ แม้พรรคนี้จะมี 80 ส.ส.

    “บากบั่น” สรุปว่า การเมืองช่วงต่อไปนั้น สิ่งหนึ่งที่ควรจับตาคือต้องรอดูในไม่กี่วันข้างหน้านี้ว่าคดีเงินกู้พรรคอนาคตใหม่จะออกมาแบบใด

‘หน่อย’ หนาวใจ โดดเดี่ยว ในสนามขอนแก่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403446?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘หน่อย’ หนาวใจ โดดเดี่ยว ในสนามขอนแก่น

9 ธันวาคม 2562 – 08:50 น.
คุณหญิงหน่อย,สุดารัตน์ เกยุราพันธ,พรรคเพื่อไทย,เลือกตั้งซ่อม จขอนแก่น,เลือกตั้งซ่อม,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ซาบีน่าห์ ซาร์,คนเสื้อแดง,ธนิก
เปิดอ่าน 5,107 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 9 ธ.ค. 62

********************************

ผลคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 (หนองเรือและมัญจาคีรี) เมื่อ 24 มีนาคม 2562 นวัธ เตาะเจริญสุข พรรคเพื่อไทย ได้ 29,710 คะแนน, สมศักดิ์ คุณเงิน พรรคพลังประชารัฐ 26,553 คะแนน, สมควร ไกรพน พรรคอนาคตใหม่ 12,414 คะแนน และนาวิน คำเวียง พรรคประชาชาติ 9,350 คะแนน

เมื่อเลือกตั้ง 2554 “เสี่ยเตาะ-นวัธ” ได้ 50,854 คะแนน แสดงว่าคะแนนเสี่ยเตาะหายไป 2 หมื่นคะแนน ซึ่งคะแนนนิยมส่วนนี้ น่าจะไปโผล่ที่ผู้สมัคร ส.ส. 2 คน จากพรรคอนาคตใหม่และพรรคประชาชาติ เนื่องจากคนเสื้อแดงที่ไม่ชอบ คสช. จะเทคะแนนให้สองพรรคนี้

ฉะนั้น 2.9 หมื่นคะแนน น่าจะเป็นต้นทุนของเสี่ยเตาะ แต่เลือกตั้งซ่อมหนนี้ ตระกูล “เตาะเจริญสุข” เงียบกริบ หัวคะแนนหยุดทำงานตั้งแต่วันที่เสี่ยเตาะเข้าเรือนจำ

โดดเดี่ยว‘หน่อย’

หลังกลับจากนครดูไบ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ก็นำทีมคนใกล้ชิด น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค ไปช่วย “ธนิก มาสีพิทักษ์” หาเสียงที่สนามเลือกตั้งซ่อม เขต 7 ขอนแก่น

วันที่ ธันวาคม 2562 พรรคเพื่อไทยเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ที่ อ.มัญจาคีรี ซึ่งมี ส.ส.เพื่อไทยสายอีสาน ไปยืนบนเวทีปราศรัยใหญ่ ไม่ถึง 15 คน โดยเฉพาะกลุ่ม ส.ส.อีสาน 60 คนที่บินไปพบ “นายใหญ่” ที่ดูไบ แทบไม่เห็นหน้า

คุณหญิงหน่อยฉายเดี่ยว มีธนิก และ ส.ส.หน้าใหม่เป็นตัวช่วย

ไล่ดูรายชื่อก็จะมี บัลลังก์ อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น, สรัสนันท์ อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น, มุกดา พงษ์สมบัติ ส.ส.ขอนแก่น, ภควัต ศรีสุรพล ส.ส.ขอนแก่น, ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม, สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม, สกุณา สาระนันท์ ส.ส.สกลนคร, อาภรณ์ สาราคำ ส.ส.อุดรธานี, บุญรื่น ศรีธเรศ ส.ส.กาฬสินธุ์, นพ.จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ และพรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล ส.ส.ชัยภูมิ

วันถัดมา “คุณหญิงหน่อย” ออกเดินสายพบชาวบ้านแถวหนองเรือ ยิ่งเหงาหนัก มีแค่ “ธนิก” กับ ส.ส.สรัสนันท์ ลูกสาวของพงศกร อรรณนพพร ผอ.เลือกตั้งซ่อมที่ร่วมขบวนรถแห่ไปด้วย

อากาศหนาวในอีสานว่า หนาวแล้ว..ยังไม่เท่า “คุณหญิงหน่อย” หนาวหัวใจในสมรภูมิหนองเรือ-มัญจาคีรี

เสี่ยขายเครื่องครัว

เบื้องลึกที่ “เสี่ยธนิก” ได้รับเลือกจากคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ให้ลงสนามเลือกตั้งซ่อม โดยเฉือนเสี่ยตุ๊ อดิศร เพียงเกษ ในนาทีสุดท้าย ก็เพราะเสี่ยใหญ่มัญจาคีรี ยืนยันว่า “ดูแลตัวเองได้”

ตามข้อมูลปี 2554 เสี่ยธนิกในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แจ้งต่อ ป.ป.ช. ว่ามีทรัพย์สิน 90,902,839 บาท สำหรับคนมัญจาคีรี ทราบดีว่า เสี่ยธนิกเป็นเจ้าของหัวหน้าค่ายมวย อ.มาสีพิทักษ์ และผู้บริหารบริษัท แกรนด์ ฟิสค์ จำกัด ผู้จำหน่ายเครื่องครัวแกรนด์ฟิสต์

ธนิกไปพบทักษิณ ที่ฮ่องกง สมัยเป็นแกนนำเสื้อแดง

ช่วงปี 2548 เสี่ยธนิกตั้งสถานีวิทยุชุมชน FM 98.75 MHz อยู่ภายในอาคารบริษัท แกรนด์ ฟิสค์ จำกัด ถนนประชาสโมสร ต.ในเมือง อ.เมืองขอนแก่น จัดรายการเพลงสื่อสารถึงกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ขอนแก่น และจังหวัดใกล้เคียง

เลือกตั้ง 2550  เสี่ยธนิกหรือ อุดมศักดิ์ มาสีพิทักษ์ จึงลงสมัคร ส.ส.เขต 1 ขอนแก่น ในสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน เพราะมีแฟนคลับรายการวิทยุเยอะ ผลเลือกตั้งเขาพ่ายกระแสทักษิณ แต่ไม่ถอดใจ จึงเปลี่ยนย้ายข้างไปรับใช้ทักษิณแทน

นักเลือกตั้งหน้าใหม่ใจถึง รู้ดีว่าถ้าอยากเป็น ส.ส.ขอนแก่น ต้องสวมสีเสื้อทักษิณ

แม่ทัพวิทยุเสื้อแดง

ปี 2553 เสี่ยธนิกกระโจนเข้าสู่ขบวนการคนเสื้อแดงเต็มตัว โดยเปลี่ยนคลื่นชุมชนเป็น “คลื่นคนเสื้อแดง” ในนามสถานีอีสานอัพเดท และใช้อาคารหลังเดิมเป็นกองบัญชาการ “แดงขอนแก่น”

เสี่ยธนิกกับซาบีน่าห์ ซาร์ ดีเจคลื่นอีสานอัพเดท ปลุกระดมสร้างเครือข่ายคนเสื้อแดงในพื้นที่ขอนแก่น รวมถึงกาฬสินธุ์ และมหาสารคาม โดยระดมคนไปร่วมม็อบราชประสงค์ ปิดถนนมิตรภาพ และยึดขบวนรถไฟทหารที่สถานีรถไฟขอนแก่น

เลือกตั้ง 2554 เสี่ยธนิกอยากลง ส.ส.เขต ในนามเพื่อไทย แต่ทุกพื้นที่มีเจ้าของ จึงต้องไปต่อแถวในปาร์ตี้ลิสต์ ตอนแรกไม่ได้เป็น ส.ส. เพราะอันดับไม่ถึง เสี่ยธนิกก็ยังเป็นโต้โผจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงในขอนแก่น และในที่สุด ก็ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ซาบีน่าห์ ซาร์ แกนนำแดงขอนแก่น

วันนี้ เสี่ยธนิกยังมอบให้อดีตดีเจคู่ใจอย่าง ซาบีน่าห์ ซาร์ ไปนั่งเป็น ผอ.เลือกตั้งที่ อ.หนองเรือ หวังดึงคะแนนเสียงจากคนเสื้อแดง ลบจุดอ่อนที่ตัวเขาเองไม่ใช่ “คนหนองเรือ” โดยกำเนิด

สมัยเสี่ยธนิกเป็นแม่ทัพเสื้อแดงก็ดูแลตัวเอง ไม่พึ่งน้ำเลี้ยงจากแดนไกล เที่ยวนี้เขาจึงได้ลงเลือกตั้งซ่อมสมใจ

ก้าวข้ามศก.ชะลอตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403445?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ก้าวข้ามศก.ชะลอตัว

9 ธันวาคม 2562 – 08:45 น.
กระตุ้นเศรษฐกิจ,จีดีพี
เปิดอ่าน 209 ครั้ง

ก้าวข้ามศก.ชะลอตัว บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม 2562

รัฐบาลเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายด้านในช่วงที่เหลือของปีเพื่อทำให้เศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 ต่อเนื่องไปถึงไตรมาสที่ 1 ปีหน้าปรับตัวดีขึ้น และรักษาระดับการเติบโตของเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวไปมากกว่านี้ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกที่จะเป็นแรงหนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวโดยเร็ว ความไม่แน่นอนเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน และการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย นอกจากนี้ความล่าช้าของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ยังมีผลต่อการลงทุนของภาครัฐและเป็นข้อจำกัดหากรัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ขณะที่มีคนสนใจที่จะมาลงทุนในประเทศไทยจำนวนมาก เพราะปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ของไทยยังแข็งแกร่งโดยมีเงินทุนสำรองจำนวนมาก ถึงแม้ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นก็ตาม

การชะลอตัวของเศรษฐกิจที่ผ่านมานั้นได้สะท้อนอย่างเห็นได้ชัดผ่านตัวเลขจีดีพี ในช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมา และจากตัวเลขการส่งออกเบื้องต้น ประกอบกับตัวเลขความเชื่อมั่นผู้โภคที่ต่ำสุดในรอบ 39 เดือน เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 น่าจะยังคงเติบโตต่ำกว่า 3 ต่อไปอีกหนึ่งไตรมาส แต่กระนั้นที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ก็คาดหวังกันว่าในปี 2563 เศรษฐกิจของไทยน่าจะปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากงบประมาณปี 2563 จะออกมา ช่วยให้ภาครัฐมีการใช้จ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น การค้าขายในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม แนวโน้มยังไปได้ ส่วนการท่องเที่ยวคาดว่า ปีนี้ ยอดนักท่องเที่ยวน่าจะมียอดรวมประมาณ 40 ล้านคน โดยที่นักท่องเที่ยวจีนยังเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวต่อเนื่องยอดไม่ต่ำกว่า 10-11 ล้านคน

นอกจากนี้ภาคเอกชนยังมีข้อเสนอไปยังรัฐบาลให้เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพื่อทำให้เศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 มีแรงส่งต่อเนื่องไปถึงไตรมาสที่ 1 ปีหน้าได้แก่ มาตรการช้อปช่วยชาติ โดยให้บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค (ยกเว้นสินค้าบางประเภท อาทิ สุรา ยาสูบ เป็นต้น) รวมทั้งของขวัญปีใหม่ มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท, มาตรการภาษี เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว และการจัดอบรมสัมมนาในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง โดยได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 15,000 บาท และของนิติบุคคลไม่เกิน 1.5 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง พร้อมทั้งเร่งการลงทุนภาครัฐเพื่อให้เกิดการลงทุนต่อเนื่องของภาคเอกชน อันจะส่งผลต่อห่วงโซ่มูลค่าของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอีกด้วย

ดูน่าสนใจไม่น้อยกับแนวทางในหลายเรื่องที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับข้อเสนอในเรื่องการเมืองที่ผู้ประกอบการเอกชนอยากเห็นการเมืองไทยเป็นการเมืองที่มีเสถียรภาพ เพราะจะทำให้นักลงทุนต้องการเข้ามาลงทุน นักท่องเที่ยวอยากเข้ามาท่องเที่ยว จึงอยากฝากเรื่องนี้ให้รัฐบาลได้ตระหนักเพราะถือเป็นประเด็นสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติเดินหน้าไปอย่างมั่นคง แม้กระทรวงเศรษฐกิจจะอยู่ในความดูแลของพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคก็ตาม แต่การทำหน้าที่ฝ่ายบริหารต้องยึดแนวนโยบายของรัฐบาลเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในช่วงชะลอตัวเยี่ยงนี้การทำงานเพื่อหาลู่ทางแก้ไขปัญหาจะต้องมีการประสานงานกันมากขึ้น และเราเชื่อว่าหากทุกฝ่ายทั้งภาคการเมือง เอกชน ทุกภาคส่วนร่วมมือร่วมใจกันอย่างเป็นเอกภาพก็จะสามารถสร้างบรรยากาศไปในทางที่ดีและก้าวข้ามปัญหาต่างๆ เหล่านี้ไปได้ในระดับหนึ่งแน่นอน

“เดียว” อัจฉริยะนายหนัง คนไม่ยอมคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403187?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เดียว” อัจฉริยะนายหนัง คนไม่ยอมคน

7 ธันวาคม 2562 – 10:25 น.
เดียว,หนังน้องเดียว,บัญญัติ สุวรรณแว่นทอง,หนังตะลุง,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 1,986 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 7-8 ธ.ค. 62

************************************

เหมือนเพลงพี่ตูนบอก “ฟ้าครามไม่สร้างใคร” เส้นทางของนายหนังตะลุงตาบอด อย่าง เดียว บัญญัติ สุวรรณแว่นทอง” ก็ต้องกล้าออกมาเผชิญกับเมฆครึ้มพายุฝน

ถ้าเดียว หรือ “น้องเดียว” เลือกหยุดชีวิตไว้ที่ความพิการ ขีดเส้นคั่นตัวเองออกจากความฝัน และความสามารถ เขาคงไม่มีวันนี้

แต่วันนี้เรามาได้ยินข่าวคราวของน้องเดียวจากดราม่าที่เกิดขึ้นทั้งกับ “พระและนาง” คือกรณีพูดจาลบหลู่ท้าทายพระวัดเนินพิจิตร อ.นาหม่อม จ.สงขลา ที่ไปแสดงหนังจนเป็นข่าวใหญ่โต มาล่าสุดกับเรื่องราวปัญหาชีวิตคู่กับเมียรัก แม่ของลูก

บางครั้งความสำเร็จก็เหมือนดาบสองคม การมองโลกในแบบฉบับของเดียว ก็กลายเป็นเรื่องของการ “อยู่ไม่เป็น” ขึ้นมา

แต่เมื่อมองย้อนไปถึงเส้นทางจนถึงวันนี้ น้องเดียวคือขีดสุดของชีวิตคนหนึ่งจะทำได้

ฉีกลิขิต

เดียวเกิดช่วงปี 2533 ในผืนแผ่นดิน อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง แดนหนังตะลุงมโนราห์ ชื่อ “หนังตะลุง” ก็เพี้ยนมาจาก “หนังพัทลุง” ที่คนเมืองกรุงใช้เรียกการแสดงของทางใต้

เดียวเป็นลูกคนสุดท้องใน 3 พี่น้อง แต่น่าเสียดายที่เขาเกิดตาบอดตั้งแต่วัยแบเบาะ เคยเล่าว่าเพราะโดนหลังคาใบจากร่วงใส่ตา

แต่คงเพราะชีวิตมีลิขิตของมัน พอเริ่มโตราว ขวบ ก็พบว่าตนเองชอบฟังเพลง ร้องเพลง จนมีโอกาสได้ไปร้องเพลงตามงานต่างๆ งานบวช งานแต่ง สารพัดงานในอำเภอ

บางคนว่าโชคชะตา บางคนว่าความสามารถ หรือทั้งสองอย่าง ต่อมาเดียวได้เข้าไปสัมผัสวงลูกทุ่งของ เอกชัย ศรีวิชัย” เพราะติดตามพี่สาวที่เป็นลูกจ้างรับงานดูแลเรื่องเสื้อผ้า อาหาร อยู่กับวงในตอนนั้น

ปรากฏว่าจากที่เดียวร้องฮึมฮัมอยู่หลังเวที ในใจก็คิดฝันว่าอยากมีวันที่ได้ร้องหน้าผู้ชมบ้าง วันหนึ่งลูกทุ่งสายใต้ผู้โด่งดังคับฟ้าบันเทิง ก็เปิดโอกาสให้เขาได้ทำตามฝัน

เรื่องนี้ เดียวเล่าไว้ในรายการ “เรื่องลับมาก” ทางเนชั่นทีวีว่า นายเอกคือไอดอลของเขา และเหตุที่เขาได้ขึ้นร้องก็เพราะวันนั้นเป็นวันเกิดนายวงพอดี

วันนั้นเดียวร้องเพลง “อดีตรักบ้านนา” เป็นอันว่าอายุแค่ 14 ปี เดียวสามารถทำงานจนมีรายได้มาสร้างบ้านใหม่ให้แม่ที่บ้านไม้เสียบ ต.เกาะขันธ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช

ใครก็ตามที่เขียนไว้ว่าเด็กคนนี้ต้องมีสายตาพิการ ก็ต้องพ่ายแพ้กับใจของเดียวที่ไม่ยอมให้อุปสรรคทางร่างกายมาขวางกั้นพลังที่มีในตัว

ฉีกขีดจำกัด

คงต้องยกเครดิตให้เอกชัยคนดัง ด้วยสายตาแหลมคม เขามองว่าน้องเดียวต้องขับกลอนร้องหนังตะลุงจะดีกว่า

จากนั้นเดียวจึงเพียรฝึกเชิดหนังขึ้นมาด้วยตนเอง โดยมีแนวทางจากการฟังเทปของอาจารย์ณรงค์ ตะลุงบัณฑิต ศิลปินแห่งชาติ ที่เดียวบอกว่าท่านเป็นพ่อบุญธรรมของเขา

เดียวฝึกอยู่ไม่นาน ก็พอที่จะเล่นได้ แรกๆ เปิดเชิดแบบเล็กๆ ตามร้านข้าวแกง ร้านขนมจีน จนมีชื่อเสียงปากต่อปาก พอมีเงินสะสมที่จะทำวงหนังตะลุงเล็กๆ ของตนเองได้

ช่วงนั้นมีเสียงคัดค้านจากครอบครัว เดียวบอกว่าไม่มีใครส่งเสริมให้ตนเล่นหนังตะลุงเลยไม่ว่าจะแม่หรือยาย พวกเขาบอกว่าร้องเพลงไปเลย ไมค์ก็ไม่ต้องซื้อ แต่ถ้าเดียวไม่ดื้อในวันนั้น เขาก็ไม่มีวันนี้

มากไปกว่านั้นคือ ด้วยวัยของเขาที่ยังเป็นวัยรุ่น จึงส่งผลต่อทัศนคติการวางแนวทางการเชิดหนังในแบบที่ไม่เคยมีใคร (กล้า) ทำมาก่อน

ถ้าใครเคยดูหนังตะลุงสมัยก่อน เรียกได้ว่ารอจนดึกดื่นโหมโรงยังไม่ออก เสื่อผืนหมอนใบที่พกมานั่งรอ ก็ได้ใช้นอนในคืนนั้นกันเลยทีเดียว

แต่ของเดียว ไม่เพียงปรับเวลาใหม่ เล่นให้เร็วขึ้น คือเล่นสองทุ่มเลิกเที่ยงคืน แต่วงอื่นเริ่มราวสี่ทุ่มเลิกตีสอง และอารัมภบทน้อยลง แต่เนื้อหายังสนุกสนาน ทันสมัย เข้ากับสถานการณ์อีกด้วย

ที่สำคัญ เสน่ห์ของวงนี้คือ “เดียว” คนเดียวสมชื่อ เชิดตัวหนังตะลุงคนเดียว 4-5 ชั่วโมง เล่นได้ทุกตัว พากย์ได้ทุกเสียง จนได้บันทึกการแสดงสดหนังตะลุงชุดแรกของตัวเอง ชื่อ แรงบุญช่วยมารดา” ด้วยวัยเพียง 19 ปี

ฉีกขนบกฎเกณฑ์

เมื่อความแรงของเดียว โด่งดังเป็นที่รู้จักในพื้นที่ภาคใต้ มีแฟนคลับทุกเพศ ทุกวัย ภายหลังเขาก็มีสปอนเซอร์หลักเข้ามาดูแล คือบริษัทบ้านดนตรี KOY และปุ๋ยไข่มุกตราเรือไวกิ้ง

นอกจากการปรับเวลาการเชิดหนังให้เร็วขึ้น ไม่ต้องเล่นดึกเลิกเช้าเหมือนแต่เก่าก่อน แต่หนังของเดียวยังถูกตั้งคำถามจากคนหัวอนุรักษนิยมว่าท้าทายขนบเดิมหลายเรื่อง

เช่น การลดเวลาออกโรงของพระฤษีและพระอิศวร เหลือเพียง 10 นาที แต่เขาเคยเถียงว่าวงของเขาก็ยังบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น รุกขเทวดา นางเมขลา นางธรณี พระภูมิเจ้าที่ และพระรัตนตรัย เหมือนเก่าก่อน

มากไปกว่านั้นเดียวยังขยายฐานผู้ชมภาคอื่นๆ ด้วยการเล่นหนังตะลุงภาษากลางขึ้นเป็นครั้งแรก แต่มองอีกมุมที่คือการปฏิวัติเอกลักษณ์ที่มีมาเนิ่นนานกว่าศตวรรษ

เขาเคยให้สัมภาษณ์มุมนี้ว่า “วัฒนธรรมต้องดำเนินไปตามยุคสมัย ต้องมีทั้งคนเล่นและคนดู ไม่ใช่มีแต่ความดั้งเดิมแต่ไม่มีคนดู วัฒนธรรมต้องไม่มีแต่ชื่อ แต่ต้องจับต้องได้และดำรงอยู่จริง” (อ้างอิงจาก https://www.silpa-mag.com/culture/article_37457)

หลายครั้งหนังของเดียวพูดเรื่องการไม่จำเป็นต้องมีคู่ครองคนเดียว, พูดเรื่องอาชีพโสเภณีว่าเป็นอาชีพที่ไม่ได้น่ารังเกียจ, หยิบยกเอาเรื่องราวของพระสงฆ์ในมุมที่ไม่เหมาะควรมาตีแผ่ และใส่มุกตลก

นี่ยังไม่พูดถึงพร็อบข้าวของต่างๆ ที่ของเดียวจัดเต็ม ทั้งฉากแสงสีเสียง มีตัวละครและปกใหม่ เช่น โดราเอมอน อุลตร้าแมน ไม่จำกัดอยู่แค่ ไอ้เท่ง ไอ้ทอง หนูนุ้ย ไอ้แก้ว แต่หนังของเขาแต่งขึ้นมาใหม่ทุกเรื่อง ไม่ให้คนดูเบื่อ

ดังนั้นคำเรียกวงของน้องเดียวว่า “ลุกทุ่งวัฒนธรรม” จึงไม่ไกลจากความเป็นจริงเลย

ฉีกชีวิตตัวเอง?

ถ้าความสำเร็จของเดียวมาจากการกล้าที่จะฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ทิ้งแบบที่ยุคนี้เรียกว่า “อยู่ไม่เป็น” แต่ผลพวงจากความสำเร็จนี้ กำลังทำให้เดียวอหังการจนอาจทำลายชีวิตของตนเองหรือไม่

อย่างปัญหากับพระ ที่เดียวถูกคอมเมนต์ทำนองจ้างแพงไป ก็น่าจะเริ่มจากความโด่งดัง ที่ทำให้วงของเดียวขึ้นหม้อและมีราคาในระดับดาว

เดียวกล่าวถึงเรื่องราคา หมื่นที่พระจ้างมาแสดงว่าสมน้ำสมเนื้อแล้ว เพราะหนังของเขาจอ 16 เมตร ทีมงาน 30 ชีวิต มีทุกอย่างครบแบบวงหมอลำอีสานเงินล้าน ขณะที่วงอื่นราคาเริ่มต้นหลักหมื่นจนถึงสามหมื่น แต่จอ เมตร นักดนตรี รวมตัวนายหนังเป็น 10 คน

ไม่เพียงความครบเครื่องที่ว่ามา เดียวยังต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนเชิดหนัง พร้อมยกระดับการแสดงประเภทนี้ขึ้นมาอีกด้วย

“เห็นศิลปินมาจากกรุงเทพฯ เจ้าภาพต้องไปรับที่สนามบิน ต้องพาไปพักที่โรงแรมก่อน ก่อนพาขึ้นเวที แล้วราคาเขาสองสามแสน เขาก็ยังจ้างได้ แล้วศิลปวัฒนธรรม ผมไม่อยากให้ใครมาดูถูก”

แต่หลายคนก็รับไม่ได้กับวิธีการตอบโต้ของเดียวกับพระสงฆ์องค์เจ้า วันนี้กระแสของเดียวในวันที่เขามีอายุ 30 ปี ว่ากันว่าถึงขั้นที่ทุกวัดทั่วภาคใต้บอกเลิกคิวหนังของเขาหมดแล้ว และอาจจะไม่มีวัดไหนกล้ารับหนังเดียวมาแสดงอีก

ก่อนนี้ ภรรยาคนสวย สุนิสา สุวรรณแว่นทอง ที่ร่วมชีวิตกันมาจนมีลูกด้วยกันสองคน ก็มาหนีออกไปจากบ้าน ข่าวโยงกันไปใหญ่ว่าเพราะเกิดปัญหารักสามเส้า เดียวหลงกิ๊กจนถึงขั้นจะมาขอหย่าเมีย?

แต่สุดท้ายเธอก็กลับมาเคลียร์ข่าวว่าไม่ได้หลบหนี และอยากให้กลับมาคืนดีกันดังเดิม เรื่องก็เหมือนจะจบด้วยดี แต่หลายคนเชื่อว่า นี่อาจเป็นอีกผลพวงจากทัศนคติแบบ “เดียวๆ” ผู้ไม่เคยอ่อนข้อ ง้องอนใคร

ล่าสุดแว่วมาว่า เดียวเล่นหนังคล้ายว่าจะต่อว่าต่อขานฝ่ายหญิงไปหลายกระบุง ด้วยกระแสข่าวว่าฝ่ายที่มีกิ๊กไม่ใช่ตัวเขา

วันนี้ ถ้าถามเดียว เขาคงตอบว่าที่ผ่านมาเขาทำดีที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะลงท้ายอย่างไรก็ตาม

*******************************

ภากจากเฟซบุ๊ก หนังน้องเดียว ลูกทุ่งวัฒนธรรม

ขีดสุดพิบัติภัย “โขงใส” ไม่เคยเป็น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403184?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขีดสุดพิบัติภัย “โขงใส” ไม่เคยเป็น

7 ธันวาคม 2562 – 08:25 น.
แม่น้ำโขง,โขงเปลี่ยนสี,ภัยธรรมชาติ,แม่โขงแห้ง,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,พญานาค
เปิดอ่าน 12,998 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 7-8 ธ.ค. 62

***********************************

ไม่กี่วันมานี้คนไทยฮือฮาเกี่ยวกับปรากฏการณ์น้ำโขงเปลี่ยนสีใสราวกับท้องทะเลสีคราม ผู้คนพากันไปถ่ายภาพโพสต์ลงสังคมออนไลน์กลายเป็นเรื่องความหรรษาพาเพลิน ตรงกันข้ามกับผู้เชี่ยวชาญมากมายที่ออกมาชี้ตรงกันว่านี่คือสัญญาณอันตราย!

ไม่นานมานี้มีคำกล่าวจากทางยูเอ็นว่า เรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นทุกสัปดาห์” อาจแปลได้ว่าไม่ว่าจะรุนแรงหรือเล็กน้อย แต่ละครั้งล้วนไม่ปกติ และอาจส่งผลให้โลกไม่เหมือนเดิมอีก ดังนั้นเราควรตั้งรับกันเสียตั้งแต่วันนี้ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกแล้ว

อย่างกับปรากฏการณ์ “น้ำโขงใส” แบบที่ไม่เคยเกิดมาก่อน ในทางวิทยาศาสตร์อธิบายว่าเลวร้ายยังไง ในทางความเชื่อของชาวบ้านพื้นถิ่นเองก็อดไมได้ที่จะโจษขานกันว่าไม่ธรรมดา!

สายธารชีวิต

เราเห็นกันแล้วกับบรรดารูปที่เผยแพร่ทางสังคมออนไลน์โดยเฉพาะจากเฟซบุ๊ก Nakhonphanom Update ที่เผยภาพของแม่นำ้โขใสแจ๋ว สวยงาม เห็นผิวทรายใต้น้ำ

ที่เรียกเสียงฮือฮามากที่สุดคือบริเวณจุดชมวิวแม่น้ำสองสีภายในวัดโขงเจียม ต.โขงเจียม อ.โขงเจียม ที่มีนักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัดมาชมทัศนียภาพจุดชมวิวแม่น้ำสองสี ต่างตะลึงและพากันเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก

จากเฟซบุ๊ก Nakhonphanom Update ที่เผยภาพของแม่นำ้โขใสแจ๋ว สวยงาม เห็นผิวทรายใต้น้ำ

นอกจากนี้ยังมีผู้พบเห็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินี้จากอำเภอด้านเหนือขึ้นไป ทั้งจาก อ.เขมราฐ อ.นาตาล และอ.โพธิ์ไทร

แต่นี่คือความไม่ปกติ! เพราะแม่โขงนั้นมีสีปูนดั้งเดิม ไม่เคยเป็นสีอื่น ดังที่มีคำเรียกว่า “โขงสีปูนมูลสีคราม” จากลักษณะของแม่น้ำสองสีระหว่างแม่น้ำโขงและแม่น้ำมูลอันเป็นความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจากการไหลมาบรรจบกันของแม่น้ำสองสาย ณ บริเวณ ดอนด่านปากแม่น้ำมูล บ้านเวินบึก ตำบลโขงเจียม จ.อุบลราชธานี

ข้อมูลจากเว็บไซต์ http://www.mekong.org กล่าวว่า แม่น้ำโขงเป็นหนึ่งในแม่น้ำนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย พื้นที่ลุ่มน้ำโขงเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของโลกในแง่ของความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะความหลากหลายของพันธุ์ปลา เป็นรองก็เพียงแม่น้ำอเมซอนเท่านั้น

ผู้คนสองฝั่งได้อาศัยน้ำโขงเป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ทําประมงและยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตข้าวที่สําคัญของโลก

พูดได้ว่าแม่น้ำโขงสร้างคุณประโยชน์นานัปการให้แก่ประชากรมหาศาลล้านคนที่อาศัยอยู่รอบๆ จะมีระดับน้ำที่เพิ่มบ้างลดบ้างตามฤดูกาล

ภัยคุกคาม

อย่างไรก็ดีช่วงหลังมานี้เราได้ยินข่าวคราวโขงแล้งหนักขึ้นทุกวัน พร้อมๆ กับที่มีการประท้วงการสร้างเขื่อนไซยะบุรี โดยคนลุ่มน้ำโขงทางฝั่งไทยและรัฐบาลกัมพูชาและเวียดนาม

สำหรับเขื่อนแห่งนี้เป็นเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงตอนล่างแห่งแรก สร้างกั้นแม่น้ำโขงในประเทศลาว กลางปีที่ผ่านมา “องค์กรแม่น้ำนานาชาติ” มีการโพสต์เฟซบุ๊กระบุสาเหตุที่แม่น้ำโขงแล้งว่ามาจาก 3 สาเหตุหลักดังนี้

1.ปริมาณน้ำฝนที่น้อยทั้งภูมิภาค ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงน้อยลง ทั้งที่เป็นช่วงฤดูมรสุม 2.เขื่อนจิงหง ที่กั้นแม่น้ำโขงตอนบนในยูนนาน ลดการระบายน้ำเหลือเพียง 500 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยอ้างว่าเพื่อซ่อมแซมระบบสายส่งไฟฟ้า และ 3.เขื่อนไซยะบุรี ที่เวลานั้นการสร้างมีความคืบหน้า 99.3% อยู่ในขั้นตอนทดสอบระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากเครื่องกำเนิดทั้งหมด 7 เครื่อง

แม่น้ำโขงตอนบน จีนได้ให้สัมปทานแม่น้ำ และก่อสร้างเขื่อนในยูนนาน เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2536 lร้างเสร็จไปแล้ว 11 เขื่อน

จากที่วางแผนไว้ทั้งหมด 28 โครงการ ภาพจากเฟซบุ๊ก Pai Deetes

ทั้งหมดนี้เป็นเหตุให้แม่น้ำโขงลดระดับอย่างรวดเร็ว กุ้งหอย ปูปลา หนีน้ำลงไม่ทัน ติดค้างตายตามหาด/แก่ง

วันนั้นองค์กรแม่น้ำนานาชาติกล่าวว่า นี่แค่ปฐมบทเพราะวันนี้ยังอีกหลายเดือนกว่าที่จะถึงวันผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ของเขื่อนไซยะบุรี ในเดือนตุลาคม 2562 และจะเป็นไปอย่างนั้นอีก 29 ปี ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า PPA ถึงวันนั้นที่เริ่มผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ เขื่อนไซยะบุรี จะต้องกักเก็บ/ยกระดับน้ำ-ระบายน้ำ รายวัน แล้วผลกระทบจะรุนแรงกว่านี้อีกแค่ไหน?

แต่ที่แน่ๆ นี่คือวิกฤติที่ต้องดำเนินการแก้ไขทันที และไม่ควรเกิดซ้ำอีก ทุกข์ยากเพราะสถานการณ์ภัยแล้งในภูมิภาคประชาชนยังอาจจะพอรับได้ สามารถทนได้ แต่ความทุกข์ยาก ถูกซ้ำจากเขื่อน ทั้งเขื่อนจีน เขื่อนไทย/ลาว

ถึงเวลาที่ควรหันมาดูแลระบบนิเวศกันก่อน

สวยซ่อนร้าย

ดูเหมือนว่าปรากฏการณ์ “โขงใสไม่เคยเป็น” อาจเป็นคำเตือนแรกๆ ของผลพวงอันน่ากลัวจากการสร้างเขื่อน อย่างน้อยโลกออนไลน์ก็ทำให้เรารู้สึกว่านี่มัน “ใกล้ตัว” ขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยเพิกเฉยเพราะชีวิตไม่ได้ข้องเกี่ยวกับน้ำโขง

แถมเมื่อได้รับรู้ถึงความอันตรายจากปรากฏการณ์ที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ อธิบายไว้ก็ยิ่งขนลุก

เช่นบทความจาก www.internationalrivers.org/dams-and-geology ของ Partick McCully เจ้าของหนังสือ Silenced Rivers มีเนื้อหาที่ระบุว่าปรากฏนี้เรียกว่าการ “หิวตะกอน” หรือ hungry water effect

โขงใสภาพจากเฟซบุ๊ก Nakhonphanom Update 

กล่าวคือเมื่อแม่น้ำทุกสายต่างนำพาตะกอนดินและหินจากที่ที่แม่น้ำไหลผ่าน แต่อ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ กักเก็บตะกอนเหล่านี้ไว้ส่วนหนึ่ง ทำให้แม่น้ำทางตอนล่างของเขื่อนมีอาการ “หิว” ตะกอน ก็จะพยายามดึงตะกอนเพื่อเข้ามาเติมเต็ม ก็บรรดาตะกอนจากตลิ่งสองฝั่งน้ำและจากท้องน้ำนั่นแหละ ผลคือจะทำให้เกิดการกัดเซาะท้องน้ำและตลิ่ง และอาจจะยิ่งส่งผลกระทบรุนแรงยิ่งขึ้นทางท้ายน้ำลงไปเรื่อยๆ

และเมื่อท้องน้ำเปลี่ยนไปปราศจากก้อนกรวดเล็กๆ ซึ่งเป็นที่วางไข่และหากินของปลาสายพันธุ์ต่างๆ โดยเฉพาะปลาที่อาศัยอยู่บริเวณท้องน้ำ รวมทั้งหอยและสัตว์น้ำเปลือกแข็งชนิดต่างๆ ซึ่งสัตว์หน้าดินเหล่านี้เป็นอาหารสำคัญของปลาและบรรดานกน้ำ ฯลฯ บอกเลยนี่คือหายนภัยชัดๆ

แม่น้ำโขงสีปูนดั้งเดิมที่เป็นมาช้านาน

สอดคล้องกับข้อมูลของนักวิชาการกลุ่มอนุรักษ์แม่น้ำโขงบ้านเรา ที่ระบุว่าการที่ระดับน้ำโขงที่เป็นสีฟ้าครามคล้ายน้ำทะเล เพราะแม่น้ำโขงปริมาณต่ำ ทำให้น้ำนิ่งจนเกิดการตกตะกอนใส บวกกับการทำปฏิกิริยาระหว่างหินทราย ทำให้มองเห็นเป็นสีฟ้าครามสวยงาม

แต่ข่าวรายงานว่า อาทิตย์ พนาศูนย์ ประธานชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า สาเหตุไม่เฉพาะจากการสร้างเขื่อนของจีนและลาวเสียทีเดียวทั้งหมด แต่ยังเพราะภาวะโลกร้อนที่ทำให้ธรรมชาติถูกทำลายอีกด้วย

ความเชื่อ ความจริง

มาถึงในมิติวัฒนธรรมความเชื่อกันบ้าง วันนี้ปรากฏการณ์โขงใสทำให้ชาวบ้านอดคิดถึงตำนานพญานาคไม่ได้

อย่างที่รู้กันว่าพื้นที่ลุ่มน้ำโขงมีตำนานที่เล่าสืบทอดกันมาเรื่อง พญานาค’ ว่ามีถิ่นอาศัยอยู่บริเวณนี้ โดยเป็นดินแดนที่เชื่อว่าเป็น ‘วังบาดาล’ ช่วงหนึ่งที่ข่าวคราวโขงแห้งจากการสร้างเขื่อนก็มีผู้คนตั้งข้อสังเกตว่าวังบาดาลจะเป็นอย่างไรเมื่อน้ำแห้งเหือดหายไป

สำหรับความเชื่อตำนานพญานาคนั้นมีมานานในหลากหลายมิติ เช่น เรามีตำนานความเชื่อเรื่องนาคให้น้ำ อันเป็นเกณฑ์ที่ชาวบ้านใช้วัดในแต่ละปี เช่นจำนวนนาคให้น้ำมีไม่เกิน 7 ตัว ถ้าปีไหนอุดมสมบูรณ์มีน้ำมากเรียกว่า “นาคให้น้ำ 1 ตัว” แต่หากปีไหนแห้งแล้งเรียกว่าปีนั้น มีนาคให้น้ำ ตัว” จะวัดกลับกันกับจำนวนนาคก็คือที่น้ำหายไปเกิดความแห้งแล้งก็เพราะพญานาคเกี่ยงกันให้น้ำ แต่ละตัวจึงกลืนน้ำไว้ในท้องไม่ยอมพ่นน้ำลงมา

หรือเรามักเห็นสัญลักษณ์นาคตามงานจิตรกรรม ประติมากรรม หัตถกรรม อาคารสถานที่ ฯลฯ หรือตำนานพญานาค “มุจลินท์” ที่แผ่พังพานปกพระพุทธเจ้าจากลมฝน ตลอดจนเรื่องนาคแปลงกายเป็นมนุษย์มาขอบวช ฯลฯ

งาน “กฐินน้ำบูชาพญานาค” ที่แม่น้ำโขง จ.มุกดาหาร บูชาพญานาค 9 ตน

มาวันนี้ มื่อโขงใสแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ชาวบ้านบางกลุ่มเห็นแล้วก็นึกถึง “สระมรกต” ในเมืองบาดาล ด้วยความเชื่อว่าบนโลกมีจุดเชื่อมระหว่าง “โลกมนุษย์” และ “เมืองบาดาล” โลกใต้พิภพซึ่งเป็นที่อยู่ของพญานาค

และการที่น้ำโขงใสประหลาดหนนี้ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอย่างน้อยก็ชั่วอายุคนคนหนึ่ง ย่อมมีความเกี่ยวข้องกันทางใดทางหนึ่งแน่นอน

แต่หลายเสียงจากโลกออนไลน์ก็หวังว่าจะไม่ร้ายแรงขนาดผู้รู้ว่ากันไว้ นี่ยังช่วยทำให้ท่องเที่ยวริมโขงคึกคักขึ้นมาบ้างก็ยังดี

ที่แน่ๆ “ปรากฏการณ์น้ำหิว” (hungry water effect) ฟังชื่อแล้วน่ากลัวยังไง ถ้าเรื่องจริงที่ตามมาหลังจากนั้นถึงขั้นระบบนิเวศ “พัง” ก็คงน่ากลัวสุดๆ ไปเลย

ผุดไอเดียตั้งเครื่องจับตีนผี..ไม่ปรับแต่ตักเตือน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403002?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผุดไอเดียตั้งเครื่องจับตีนผี..ไม่ปรับแต่ตักเตือน

6 ธันวาคม 2562 – 11:00 น.
สายตรวจระวังภัย,ตีนผี,พลตตนิธิธร จินตกานนท์,วินัยจราจร
เปิดอ่าน 1,023 ครั้ง

ผุดไอเดียตั้งเครื่องจับตีนผี..ไม่ปรับแต่ตักเตือน คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  คณาธิศ ศรีหิรัญเดช

สถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนของไทยยังติดอยู่อันดับต้นๆ ของโลก ยิ่งเป็นช่วงเทศกาลวันหยุดยาว โดยเฉพาะส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในอีก 3 สัปดาห์เศษนี้ ซึ่งทุกปีหน่วยงานทางภาครัฐก็เตรียมแผนรับมือ ปลุกจิตสำนึก กวดขันวินัยจราจรของผู้ใช้รถใช้ถนน เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ลดการสูญเสีย เพราะต้องการให้คนไทยกลับบ้านไปพบหน้าครอบครัวอย่างปลอดภัย ไร้คราบน้ำตาของความเศร้าสลด

ด้วยเหตุนี้ผู้นำตำรวจจังหวัดสุพรรณบุรี จึงเตรียมการตั้งแต่เนิ่น ผุดไอเดียใช้มาตรการกวดขันวินัยจราจร เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่ โดยเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ผ่านมา พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี ได้ลงพื้นที่บริเวณหน้าศูนย์ราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ตรวจสอบการทำงานของเครื่องตรวจจับความเร็ว ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563

พล.ต.ต.นิธิธร อธิบายว่า สืบเนื่องจากนโยบายรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เล็งเห็นความสำคัญ ตระหนักถึงปัญหาของอุบัติเหตุบนท้องถนน ดังนั้นทาง บก.ภ.จว.สุพรรณบุรี จึงขับเคลื่อนนโยบาย พร้อมสั่งการให้แต่ละโรงพักเตรียมมาตรการในการป้องกัน และลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 กระทั่งมีการระดมเครื่องตรวจจับความเร็วจำนวน 12 เครื่อง ก่อนแจกจ่ายไปทำการตรวจรถที่ใช้ความเร็วเกินกว่า 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเส้นทางที่ขับขี่เข้ามาในเขต จ.สุพรรณบุรี

“เครื่องตรวจจับความเร็วจำนวน 12 เครื่อง จะกระจายไปยังถนนเส้นหลักทั่วเมืองสุพรรณบุรี อาทิถนนหมายเลข 321, 324, 333, 340 ซึ่งเป็นถนนเส้นหลักที่พบว่ามีสถิติการเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง นอกจากนี้เตรียมกระจายไปยังถนนเส้นรองเช่นกัน โดยเครื่องตรวจจับความเร็วชุดนี้ มีการพัฒนาจากเดิม ซึ่งใช้ระบบเลเซอร์มาตรวจจับความเร็ว เมื่อกล้องสามารถตรวจจับรถที่ขับมาด้วยความเร็ว ก็จะส่งภาพไปยังเจ้าหน้าที่ชุดตรวจ และจะเรียกให้หยุดแล้วแจ้งให้ทราบว่าขับขี่เร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่เราไม่มีการออกใบสั่งหรือเปรียบเทียบปรับแต่อย่างใด ซึ่งจะเป็นเพียงการว่ากล่าวตักเตือน เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากการขับรถเร็วเป็นสาเหตุหนึ่งในการเกิดอุบัติเหตุ” พล.ต.ต.นิธิธร กล่าว

พล.ต.ต.นิธิธร บอกอีกว่า นอกจากนี้ยังมีจุดบริการประชาชนตามเส้นทาง พร้อมจัดสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น เครื่องดื่ม ห้องน้ำ อุปกรณ์ต่างๆ มาให้บริการประชาชนที่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ซึ่งมาตรการที่ออกมาก็เพื่อกวดขันวินัยจราจร เน้นให้ผู้ขับขี่ตระหนักถึงความสำคัญของวินัยจราจร โดยในสัปดาห์หน้าจะมีการนำป้ายประชาสัมพันธ์มาใช้ พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนระดับพื้นที่, แก้ไขปัญหาจุดเสี่ยง จุดอันตราย ควบคู่กันด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ของขวัญล้ำค่าของคนในครอบครัวหาใช่แก้วแหวนเงินทอง หากแต่เป็นชีวิตที่ได้อยู่กันพร้อมหน้า อวัยวะครบสมบูรณ์ ถ้าไม่อยากให้ครอบครัวรับของขวัญเป็นคราบน้ำตาจากการสูญเสีย ต้องขับรถไม่ประมาท การเคารพกฎและมีวินัยจราจร จะช่วยลดอุบัติเหตุ..!!