ติวเข้ม หน่วยสวาท ฝ่ายปกครองกำแพงเพชร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402693?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ติวเข้ม หน่วยสวาท ฝ่ายปกครองกำแพงเพชร

4 ธันวาคม 2562 – 13:50 น.
หน่วยสวาท
เปิดอ่าน 301 ครั้ง

ติวเข้ม หน่วยสวาท ฝ่ายปกครองกำแพงเพชร คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…   ทีมข่าวอาชญากรรม

หลายคนที่เป็นคอหนังแอ็กชั่นน่าจะคุ้นชื่อ “หน่วยสวาท (S.W.A.T.)” ที่ย่อมาจาก Special Weapons And Tactics ซึ่งเป็นชื่อเรียกขานชุดปฏิบัติการพิเศษของหน่วยงานในต่างประเทศ มีศักยภาพทั้ง “บู๊” และ “บุ๋น” เช่นเดียวกับตำรวจไทยก็มีการเรียกทับศัพท์หน่วยนี้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.)

ทว่าหน่วยสวาทไม่ได้มีแค่ตำรวจ เพราะ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ก็มีชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง หรือ DOPA S.W.A.T. ซึ่งในห้วงหลายปีที่ผ่านมาก็ออกทำภารกิจสัมฤทธิ์ผลมาแล้วหลายครั้ง ก่อนจะมีการจัดฝึกอบรมให้แก่เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ พร้อมปฏิบัติหน้าที่หรือสนับสนุนภารกิจในพื้นที่ของตัวเอง

ด้วยเหตุนี้จังหวัดกำแพงเพชรจึงจัดโครงการฝึกอบรมภาคปฏิบัติยุทธวิธีการสืบสวนปราบปรามของพนักงานฝ่ายปกครอง และได้รับการสนับสนุนคณะวิทยากรจากชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง นำโดย ดร.รัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ ผู้อำนวยการส่วนการสอบสวนคดีอาญา นายราเยส ราย หัวหน้ากลุ่มงานปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายพนักงานฝ่ายปกครอง และ นายศักดิ์สิทธิ์ ภูมูลเมือง หัวหน้ากลุ่มงานสืบสวนสอบสวนคดีอาญา 1 ส่วนการสอบสวนคดีอาญา สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง มาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ หรือเป็นครูฝึกให้แก่ปลัดอำเภอ เจ้าพนักงานปกครอง และพนักงานฝ่ายปกครอง จังหวัดกำแพงเพชร จำนวนทั้งสิ้น 64 คน

นายนันทวัฒน์ ทองช่วง จ่าจังหวัดกำแพงเพชร ในฐานะผู้จัดโครงการ กล่าวว่า ฝ่ายปกครองจังหวัดกำแพงเพชร ภายใต้การอำนวยการของ นายเชาวลิต แสงอุทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร มีนโยบายและแนวทางดำเนินงานเสริมสร้างความสุขให้แก่ประชาชน คือ การรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ให้ประชาชนมีความมั่นใจ วางใจ เป็นปกติสุขในการใช้ชีวิตประจำวันและการประกอบธุรกิจ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในงานบริการ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดความทุกข์ของประชาชนไม่ว่าจากปัญหาความเดือดร้อนรำคาญ เช่น การปราบปรามการเด็กแว้น หรือการเข้มงวดกวนขันการจัดระเบียบสังคมเกี่ยวกับสถานบริการ รวมถึงการป้องกันปราบปรามยาเสพติด โดยจะบูรณาการทุกภาคส่วนให้มีส่วนร่วมในภาพรวมของหน่วยงานในพื้นที่

นายศักดิ์สิทธิ์ อธิบายว่า ผู้เข้าอบรมจะได้รับการถ่ายทอดขั้นตอนและรูปแบบวิธีคิดแบบชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง รวมไปถึงการจัดเตรียมอุปกรณ์ทางยุทธวิธีที่จำเป็นในการปฏิบัติการ นอกจากนี้ยังมีการถ่ายทอดเทคนิคด้านการสืบสวนปราบปรามต่างๆ อาทิ การ UNDER COVER การฝึกทำแผนการจับกุม ซึ่งได้ลงพื้นที่ฝึกปฏิบัติกันในสถานการณ์จริง การฝึกตรวจค้น จับกุมบุคคล และการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด รวมถึงการฝึกคุ้มครองความปลอดภัยบุคคลสำคัญ

ด้าน ดร.รัฐวิช บอกว่า ผู้เข้าอบรมนั้นมีความตั้งใจสูงมากด้วยระยะเวลาฝึกอบรมที่มีจำกัดเพียง 3 วัน แต่ผู้เข้าอบรมเรียนรู้ได้เร็วขนาดนี้ต้องถือว่าเก่งมากๆ เชื่อว่าเมื่อออกไปปฏิบัติงานจริง จะปฏิบัติได้อย่างดีเยี่ยมแน่นอน และขอชื่นชมในความเสียสละของผู้จัดโครงการและผู้เข้าอบรม ทั้งที่วันเสาร์อาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดพักผ่อน ก็ยังตั้งใจมาฝึกอบรมกันอย่างพร้อมเพรียง

ขณะที่ นายราเยส ย้ำว่ากรมการปกครองได้ฝึกจัดตั้งชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดมาเป็นประจำต่อเนื่องทุกปี หากจังหวัดใดมีความประสงค์จะให้กรมการปกครองฝึกเน้นย้ำหรือขยายผลให้ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดนั้นๆ โดยมีปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชรบ. สมาชิก อส. หรือ อส.สำรอง ฯลฯ สามารถทำหนังสือขอรับการสนับสนุนทีมวิทยากรจากสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง ไปบรรยายฝึกทักษะพัฒนายุทธวิธีการจับกุมปราบปราบในบทบาทของพนักงานฝ่ายปกครองได้

          ไม่ว่าตำรวจ ทหาร หรือฝ่ายปกครอง ย่อมต้องฝึกยุทธวิธี เพื่อเพิ่มทักษะความชำนาญ สร้างความมั่นใจ เพราะประสิทธิภาพต้องควบคู่กับความปลอดภัย..!!

เสียง..ที่หายไป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402617?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เสียง..ที่หายไป

4 ธันวาคม 2562 – 13:40 น.
เสียงที่หายไป,เสียงปริ่มน้ำ,เรือเหล็ก,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 1,694 ครั้ง

เสียง..ที่หายไป คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น   โดย… เร้นกาย ไร้เงา

          เสียงสนับสนุนจากส.ส.ของขั้วหนุนและขั้วค้านลุงตู่ในรัฐสภาเกียกกายนั้นหนีกันไม่เกิน “สิบเสียง” และแต่ละเสียงชี้เป็นชี้ตายมติในแต่ละครั้งได้เป็นอย่างดี…

ตอนนี้ปัญหา “เสียงปริ่มน้ำ” พ่นพิษให้เห็นแล้ว เพราะเหตุสภาล่มสองวันซ้อนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่ส่งผลให้คำสั่งจากผู้ใหญ่แห่งครม.และพปชร.ขันนอตว่า “เสียงของขั้วหนุนลุงตู่ต้องบังเกิดและต้องไม่มีเหตุดังกล่าวอีกต่อไป”

เหตุแบบนี้มันจึงเกิดวิวาทะของ “วิรัช รัตนเศรษฐ” ประธานวิปรัฐบาลที่ทิ่มแทงไปยังค่ายสีฟ้าว่าแหกมติวิปรัฐบาลจนเป็นต้นเหตุสภาล่ม แต่ “เทพไท เสนพงศ์” ส.ส.เมืองคอน ปชป. ก็ย้อนศรไปหลายวาทะ เพราะหกส.ส.ปชป. ลงชื่อและหนุนมติศึกษาการใช้มาตรา 44 ด้วย

รอดูว่าจะมีเหตุอะไรเกิดขึ้นหลังคีย์แมนแต่ละพรรคร่วม “ดินเนอร์” กันกับบิ๊กรัฐบาลเรือเหล็กว่าจะบวกหรือลบ..

ยามจากนี้ไปต้องจับตาว่าขั้วหนุนลุงตู่จะหาเสียงเพิ่มได้จากไหน? เพราะล่าสุดเสียงของ “กรุงศรีวิไล สุทินเผือก” ผู้แทนฯ ปากน้ำของพปชร.ก็ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่เพราะกกต.เคาะโต๊ะแล้วว่ามีความผิดเพราะคนใกล้ชิดใส่ซองงานศพช่วงประกาศใช้กฎหมายเลือกตั้งและต้องเลือกตั้งซ่อมในเขตนี้ ตรงนี้และตอนนี้ขั้วหนุนลุงตู่ในรัฐสภา เกียกกาย ขาดกำลังพลไปหนึ่งอัตรา

ไม่กี่วันข้างหน้าก็ลุ้นว่า “พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์” ส.ส.กำแพงเพชร พปชร.จะได้ไปต่อหรือยุติการทำหน้าที่จากคำพิพากษาจากศาลคดีล้มการประชุมอาเซียนที่พัทยาเมื่อหลายปีก่อน หากผู้แทนฯ เมืองกล้วยไข่รอดก็นับว่าโชคดี หากต้องรับทัณฑ์ก็ต้องลุ้นว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่เมื่อใด และพปชร.จะรักษาเก้าอี้ไว้ได้ไหม..ตรงนี้ก็ลุ้นอีกหนึ่งเสียงเช่นกันสำหรับพปชร.และขั้วหนุนลุงตู่

และวัดผลในช่วงวันที่ 22 ธันวาคม ว่าเสียงที่จะมาเพิ่มให้ขั้วหนุนลุงตู่จากการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ขอนแก่น ระหว่าง “สมศักดิ์ คุณเงิน” อดีตผู้แทนฯ หลายสมัยจากพปชร.กับ ”ธนิก มาสีพิทักษ์” อดีตส.ส.จากเพื่อไทย ใครจะเข้าวิน? ดังนั้นพื้นที่นี้มีอีกหนึ่งเสียงที่มีความสำคัญเช่นกันสำหรับสองขั้วการเมือง

เวลาที่งวดมาเรื่อยๆ สำหรับกลเกมในรัฐสภาที่ต้องอาศัยทุกคะแนนเสียงในการลงมติ ภาวะตอนนี้เท่ากับว่าพปชร.เสียงหายไปหนึ่งแล้วจาก “กรุงศรีวิไล สุทินเผือก” และหากว่า “ผู้แทนฯ เมืองกล้วยไข่” ต้องหลุดไปจากการรับโทษก็อาจหายไปอีกหนึ่งและลุ้นการนับแต้มเลือกตั้งซ่อม “ส.ส.ขอนแก่น” ช่วงก่อนปีใหม่อีกหนึ่งเสียง

          “สองจากสามเสียง” ในมือของพปชร.มีค่ายิ่งในเวลาช่วงนี้และช่วงหน้าที่ต้องทวงกลับมา รวมทั้งลุ้นหนึ่งเสียงใหม่ที่จะแข่งกันสี่พรรค แต่ช่วงที่รอเวลาทวงคืนนั้น “เสียง…ที่หายไป” อาจสร้างภาวะพลิกผันทางการเมืองได้ ดังนั้นสภาวะแบบนี้ใช่ว่าจะดีงามสำหรับพปชร.ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะหลังจบศึก ม.44 เมื่อใด ขั้วหนุนลุงตู่ต้องรับศึกการศึกษาและแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการลงมติร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 รวมทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจครม.

ฉะนั้นแต่ละเสียงในขั้วหนุนลุงตู่จึงมีความหมายยิ่งยวด…

แต่ “เสียง..ที่หายไป” ใช่ว่าจะพ่นใส่เรือเหล็กเสียฝ่ายเดียวเมื่อไหร่ เพราะ “งูเห่า” ในขั้วต้านลุงตู่แผลงฤทธิ์สวนแนวทางพรรคมาหลายวาระก่อนหน้านี้แล้ว และแว่วว่าจากนี้ไปจะแผลงฤทธิ์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะงูเห่าจาก ”สวนส้ม” ที่บางคนรู้เส้นทางแล้วว่าควรเลือกแบบไหนให้ชีวิตตัวเองในวันนี้และวันหน้า

แต่แกนนำและส.ส.พรรคอนาคตใหม่ส่วนใหญ่ซึ่งวันนี้เดินเกมแรงอัดแหลกทุกด้านก่อนที่จะเดินเข้าสู่การสู้คดียุบพรรคจากเงินกู้ การล้มล้างการปกครอง ที่แม้ว่าจะมีการยื่นเรื่องไปแล้วแต่ยังไร้แววว่าจะมีการเรียกคู่ความมาให้ถ้อยคำเมื่อใด คีย์แมนในอนค.จึงยังไม่ร้อนใจและเปิดเกมชิงกระแสตัวเองก่อน แปลว่าชาวสีส้มรุกกลับเพื่อปิดช่องว่างที่ขั้วตรงข้ามจะลงดาบก่อนและไม่กังวลกับเสียง..ที่หายไป

          จากนี้..คอการเมืองน่าจะต้องเสพข่าว “เสียง..ที่หายไป” ของทั้งสองขั้วกันแบบต่อเนื่องเพราะมีผลยิ่งกับการเมืองไทยยามนี้และยามหน้า

ชีพจร พท.วันนี้เป็นเช่นใด… #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402614?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชีพจร พท.วันนี้เป็นเช่นใด…

4 ธันวาคม 2562 – 13:30 น.
สมพงษ์ อมรวิวัฒน์,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,ทักษิณ ชินวัตร,พรรคเพื่อไทย
เปิดอ่าน 2,284 ครั้ง

ชีพจร พท.วันนี้เป็นเช่นใด… โดย…  ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

รอยร้าวในอาคารโอเอไอ ทาวเวอร์ ซึ่งเป็นสำนักงานของพรรคเพื่อไทย (พท.) บนถนนเพชรบุรีตัดใหม่นั้น คล้ายจะย้ำรอยแผลให้ปะทุขึ้นมาอีก จากกระแส ส.ส.หลายชีวิตบินไปยังนครดูไบเพื่อพบ “ทักษิณ ชินวัตร” เนื่องจากไม่พอใจบทบาทของประธานยุทธศาสตร์พรรค ที่ชื่อ ”คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์”

แม้ล่าสุด “นายใหญ่” จะทวิตข้อความขอบคุณ ส.ส., หัวหน้าพรรคและคุณหญิงหน่อยที่ไปอวยพรปีใหม่ให้นายใหญ่และน้องสาวเพื่อสยบข่าวร้าวในพรรคแล้ว

ภาวะที่แท้จริงวันนี้ที่เพื่อไทยยังหลอมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันมิได้นั้น เนื่องจากหลายคนในพรรครู้ลึกๆ ว่า คีย์แมนแต่ละคนนั้นขึ้นตรงกับใครบ้างในตระกูลชินวัตร และแต่ละช่วงเวลาคีย์แมนคนใดจะรับบทนำตามที่คนในตระกูลชินวัตรให้ข้อแนะนำ

ตรงนี้เอง…จึงทำให้คีย์แมนแต่ละคนอาจจะเดินจังหวะคร่อมเลนจนคีย์แมนอีกฝ่ายหนึ่งในพรรคไม่แฮปปี้

รอยหมางใน พท.นั้นบังเกิดรางๆ ตั้งแต่คุณหญิงหน่อยชิงดำกับ “จาตุรนต์ ฉายแสง” กับเก้าอี้ประธานยุทธศาสตร์พรรค เพราะรอยปรินี้เริ่มในพรรคตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว จนตอนนั้น ”เดอะ อ๋อย” ย้ายไปพรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.) และเมื่อ ทษช.ไร้ชื่อในสารบบการเมือง “เดอะ อ๋อย” ก็มิได้กลับมาที่พท. แต่กลับไปทำหน้าที่ติวเตอร์ให้พรรคอนาคตใหม่ในช่วงที่ผ่านมา

รวมทั้งยามที่ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” เข้ามาทำหน้าที่หัวหน้าพรรคแทน พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ และ ”น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ” มาเป็นเลขาธิการพรรคแทน ภูมิธรรม เวชยชัย ภาวะซ่อนดาบในรอยยิ้มก็ยังปรากฏเสมอ เพราะมันกระเพื่อมมาระยะหนึ่งแบบต่างกรรมต่างวาระที่สะสมพลังไม่พอใจจนถึงเวลาปะทุในตอนนี้ แม้นายใหญ่จะออกมาสยบความเคลื่อนไหวรอยหมางนี้แล้ว แต่ใช่ศึกว่านี้จะจบได้ง่ายๆ เพราะการคอนโทรลพรรคระยะไกลมันเหนื่อยนัก เห็นง่ายๆ ในยุคพรรคพลังประชาชน “สมัคร สุนทรเวช” คือคนที่นายใหญ่เลือกมาทำหน้าที่หัวหน้าพรรค แม้จะมีพ่อบ้านพรรคคือ “นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี” สายตรงจากชินวัตร รวมทั้ง ”เนวิน ชิดชอบ” ที่ยามนั้นขึ้นหม้อยิ่งในสายตานายใหญ่ คอยขับเคลื่อนเกมตามคำสั่งจากต่างแดนก็ตาม

เพราะสุดท้ายแล้วนายใหญ่และนายหญิงก็คอนโทรลรุ่นใหญ่อย่าง “สมัคร สุนทรเวช” มิได้ และสองขุนพลที่ส่งไปก็โดนข้อหา “แก๊งออฟโฟร์” จนสุดท้ายคนโตแดนอีสานใต้ต้องอกหักและเร้นกายออกมาตั้งพรรคภูมิใจไทย หลังดันสมัครกลับไปเป็น สร.1 ไม่ได้ เนื่องจากนายใหญ่กดปุ่มมาว่า 1 ใน 3 ส.แห่งพลังประชาชน (นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี, สมพงษ์ อมรวิวัฒน์, สมชาย วงศ์สวัสดิ์) จะทำหน้าที่แทนสมัคร และสุดท้ายคำตอบคือ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์”

          “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” คือใคร…หลายคนรู้คำตอบดี และมาทำหน้าที่ยามนั้นจากบทเรียนเรียกใช้คนนอกบ้านนั้นไม่ง่าย…

กาลยามนี้ของ พท. มันคล้ายจะย้อนรอยวันวาน แม้ข้อเท็จจริงจะแตกต่างจากวันนั้น แต่บางอย่างละม้ายคล้ายยิ่ง เพราะอาการคนในบ้านคร่อมเลนและเหยียบตาปลากัน

 “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” คือคนที่นายใหญ่หวังไว้เมื่อหลายสิบปีก่อนว่าจะทาบทามมาทำหน้าที่พ่อบ้านพรรคในยุคสร้างไทยรักไทยให้เติบใหญ่ แต่ตอนนั้น สมพงษ์ ย้ายมาไม่ได้เพราะมีสัญญาใจกับบรรหาร ศิลปอาชา แห่งพรรคชาติไทย ครั้นถึงเวลาอันสมควร สมพงษ์ จึงอำลามังกรเมืองสุพรรณมาสู่อ้อมอกพลังประชาชน และต้องเว้นวรรคไป 5 ปีเพราะโทษยุบพรรค เมื่อมีโอกาสคัมแบ็ก สมพงษ์ สายตรงคนเมืองเชียงใหม่ จึงมาทำหน้าที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยยามนี้

ส่วน “คุณหญิงหน่อย” นั้นแนบแน่นกับนายใหญ่ตั้งแต่สมัยพรรคพลังธรรม, ช่วงก่อตั้งพรรคไทยรักไทยก็รับหน้าที่รองหัวหน้าพรรค และ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ต้นๆ ทั้งยังรั้งเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข 4 ปี รวมทั้ง รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาลไทยรักไทยสมัยที่สอง ก่อนจะเว้นวรรคเพราะโทษยุบพรรคไป 5 ปี เมื่อพ้นพันธะก็ตระเวนเดินงานสายบุญและแสดงความเห็นทางการเมืองบนโลกออนไลน์ก่อนมาสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทย จนได้รับเลือกเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

สองคนนี้เท่ากับว่าเป็นสายตรงคนในครอบครัวชินวัตร แต่อยู่ที่ว่าใครอยู่สายใด…และสายนั้นแข็งพอจะหักสายอื่นในครอบครัวได้หรือไม่…

ภาวะยามนี้คุณหญิงหน่อยคล้ายจะเสียเปรียบ เพราะหลายคนในพรรคมิค่อยแฮปปี้กับการนำเดี่ยวแทนหัวหน้าพรรค และไม่ค่อยแลเหลียว ส.ส.ที่มิยอมเดินตาม อีกทั้งกระแสปัจจัยที่จะดูแล ส.ส.ในพรรคก็มีกระแสข่าวว่าคุณหญิงหน่อยมิได้ดำเนินการ จนใครหลายคนโร่ไปฟ้องนายใหญ่มาหลายครั้งแล้ว

แต่คุณหญิงหน่อยเคยเปรยกับคนแวดล้อมหลายวาระว่า มาครั้งนี้เพื่อกอบกู้พรรคกับภาวะที่โดนบีบล้อมทุกมุม ต้องขับเคลื่อนหลายจุดที่เคยพลาด โดยเฉพาะคนเมืองหลวงและคนรุ่นใหม่ที่เมิน พท.ไปเยอะมากจากรอยแผลในวันวาน ภาพลักษณ์พรรคใหม่ในวันนี้และวันหน้าคือสิ่งจำเป็นสุดในสายตาของคุณหญิงหน่อยและทีมงาน

ตรงนี้คือเส้นของความไม่ลงรอยกันและกันของแต่ละมุ้งในพรรคเพื่อไทย

คนการเมืองอาจพูดว่า พรรคการเมืองย่อมมีความเห็นแตกต่าง เพราะมีหลายคน แต่มันต้องยึดประโยชน์พรรคเป็นหลัก แต่แรงกระเพื่อมจากความไม่พอใจในบางเรื่องอาจขยายวงได้

และภาวะแบบนี้มันบังเกิดแล้วอีกคราวในพรรคเพื่อไทย แม้ศึกนี้จะยุติได้ยามที่นายใหญ่กดปุ่ม แต่รอยหมางในใจของแต่ละคนยากนักที่จะหยั่งได้ว่าเจือจางและเข้าใจในเหตุผลของอีกฝ่ายหนึ่งไปตามกาลเวลาหรือไม่

ได้เวลาปลดล็อก เหลื่อมล้ำ เงินเดือน คนมหาวิทยาลัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402613?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ได้เวลาปลดล็อก เหลื่อมล้ำ เงินเดือน คนมหาวิทยาลัย

4 ธันวาคม 2562 – 12:30 น.
ความเหลื่อมล้ำ,เงินเดือน,ข้าราชการ,รายได้
เปิดอ่าน 6,502 ครั้ง

ได้เวลาปลดล็อก เหลื่อมล้ำ เงินเดือน คนมหาวิทยาลัย  คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว  โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

ในขณะที่นักการเมืองบางคนกำลังหันหลังให้สภา แล้วใช้มวลชนนอกสภากดดันเรียกร้องให้ได้ในสิ่งที่ตนต้องการ…

แต่ปรากฏว่าเครือข่ายคณาจารย์และพนักงานมหาวิทยาลัยที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของเงินเดือนและรายได้ กลับบ่ายหน้าเข้า “สัปปายะสภาสถาน” เพื่อใช้กลไกรัฐสภาในการจัดการปัญหาของพวกตนในแบบสันติวิธี

ทั้งๆ ที่คณาจารย์เหล่านี้ ซึ่งมีสถานะเป็น “ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา” และกลุ่มที่เป็น “พนักงานมหาวิทยาลัย” หรือ พม. ทั้งสายผู้สอน และสายสนับสนุน ได้รับความเดือดร้อนร่วมๆ 2 แสนคน และต้องอึดอัดคับข้องใจกับความเหลื่อมล้ำมานานร่วม 2 ทศวรรษ

กลุ่มคณาจารย์ที่เป็น “ข้าราชการ” มีปัญหาเงินเดือนน้อยกว่าข้าราชการครูตามโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ราวๆ 3 พันบาทต่อเดือน หรือ 8% จากปัญหาการขึ้นเงินเดือนแบบ “ฝนตกไม่ทั่วฟ้า” เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2554 หรือกว่า 8 ปีก่อน ตามนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้น (รัฐบาลประชาธิปัตย์) ซึ่งพยายามผลักดันให้ขึ้นเงินเดือนครูด้วยเหตุผลทางการเมือง เนื่องจากใกล้เลือกตั้ง

แต่การขึ้นเงินเดือนครู กลับไม่รวมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยซึ่งมีสถานะเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาด้วย ทำให้ส่วนต่างเงินเดือนของข้าราชการทั้งสองกลุ่มในระดับเดียวกัน (ซีเดียวกัน) อยู่ที่ 2,940 บาท หรือเกือบ 4 หมื่นบาทต่อปี และเป็นแบบนี้มานานกว่า 8 ปีแล้ว ส่งผลให้เกิดปัญหาสมองไหล กระทบขวัญกำลังใจ เพราะฐานเงินเดือนต่ำกว่า เมื่อมีการปรับเงินเดือน ก็ยิ่งได้ปรับน้อยกว่า ช่องว่างยิ่งห่างมากขึ้นไปอีก

บุคลากรกลุ่มนี้มีราวๆ 2 หมื่นคนทั่วประเทศจากทุกมหาวิทยาลัย!

ขณะที่กลุ่มพนักงานมหาวิทยาลัย (พม.) เป็นเจ้าหน้าที่และคณาจารย์ที่ไม่ได้มีสถานะเป็นข้าราชการ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายควบคุมจำนวนข้าราชการของรัฐบาลในอดีต จึงมีการออกมติ ครม.เมื่อปี 2542 ให้เปิดตำแหน่ง “พนักงานมหาวิทยาลัย” ขึ้นมา แต่เนื่องจากพนักงานกลุ่มนี้จะไม่มีสวัสดิการและบำเหน็จบำนาญเหมือนข้าราชการ มติครม.จึงกำหนดให้ได้เงินเดือนสูงกว่าข้าราชการ คือ พม.สายผู้สอน ซึ่งก็คือคณาจารย์ ได้เงินเดือนสูงกว่าข้าราชการ 1.7 เท่า และสายสนับสนุน พวกเจ้าหน้าที่ธุรการ นักวิจัยต่างๆ จะได้เงินเดือนสูงกว่าข้าราชการ 1.5 เท่า

แต่ปรากฏว่าตลอด 20 ปีที่ผ่านมา พม.ไม่เคยได้รับเงินเดือนเต็มจำนวนเลย กลับถูกมหาวิทยาลัยหักเอาไว้คนละ 5,000-6,000 บาทต่อเดือน หรือมากกว่า 70,000 บาทต่อคนต่อปี อ้างว่าหักมาทำสวัสดิการภาคบังคับ แต่บางมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ทำจริง หรือทำไม่ครบ หรือทำแล้วไม่ดีเท่ากับจำนวนเงินที่หักไป ทำให้เกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรม

ปัจจุบันมี พม.ทั่วประเทศมากถึง 1.6 แสนคน จึงเกิดคำถามว่าเงินที่หักไปหายไปไหน ถูกมหาวิทยาลัยนำไปทำอะไรกันแน่ เพราะเม็ดเงินสูงมาก

ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) ที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.) ประธานชมรมข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย (ชขอท.) และสมาคมพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันเคลื่อนไหวเรียกร้องไปยังหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะสภาล่าง สภาสูง และคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องของทั้งสองสภา เพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น ประธาน ทปสท. บอกว่า ผลตอบรับออกมาเป็นบวก โดยเฉพาะที่ได้ประสานงานกับ ส.ส.สิระ เจนจาคะ และ ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ จากพรรคพลังประชารัฐ ซึ่ง ดร.รงค์ เป็นอดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย จึงเข้าใจปัญหาอย่างมาก

นอกจากนั้นยังมีการประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้มีการเชิญปลัดกระทรวงอุดมศึกษาฯ เข้าชี้แจงด้วย สรุปว่า ในส่วนของคณาจารย์มหาวิทยาลัยกลุ่มที่เป็นข้าราชการ และได้รับเงินเดือนน้อยกว่าครูกลุ่มอื่นๆ ได้มีการเตรียมข้อมูล รายชื่อ และตัวเลขที่ต้องเยียวยาเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งงบไว้ในปี 63 จึงกำลังประสานสภาพิจารณาหาทางออก ขณะที่รูปแบบการเยียวยา ได้เตรียมเอาไว้หลายรูปแบบ เพื่อให้ ก.พ.อ.พิจารณา

ส่วนการจ่ายเงินเดือนเต็มจำนวนให้ พม. ที่ประชุมขอให้ปลัดกระทรวงอุดมศึกษาฯ หรือรัฐมนตรี ขอมติ ครม.ออกแนวปฏิบัติให้สถาบันอุดมศึกษาจ่ายเงินเดือนให้ พม.ให้เป็นไปตามมติ ครม. ไม่มีการหักเอาไว้ หรือจ่ายต่ำกว่าคุณวุฒิที่มติ ครม.กำหนดเมื่อ 20 ปีก่อน และเสนอให้ปรับขึ้นเงินเดือนของกลุ่ม พม.นี้ จาก 4% ต่อปี เป็น 6% ต่อปีเหมือนกับข้าราชการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้วย

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาระยะยาว คือแก้กฎหมายเพื่อเปลี่ยนสถานภาพ พม.กลับมาเป็นข้าราชการ เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของบุคลากรทั้ง 2 ประเภท และเพิ่มความมั่นคงในบั้นปลายชีวิตหลังเกษียณ หรืออีกแนวทางหนึ่ง คือผลักดันร่างกฎหมายพนักงานมหาวิทยาลัย เพื่อให้บุคลากรกลุ่มนี้มีกฎหมายรองรับ และมีช่องทางการดูแลสวัสดิการอย่างเป็นระบบต่อไป

ทุกเรื่องมีแนวโน้มดี เหลือเพียงรูปธรรมเท่านั้นว่าจะเกิดขึ้นจริงเมื่อใด !

ยูเนสโก ยกย่อง กรมพระยาวชิรญาณฯ-หลวงปู่มั่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402603?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยูเนสโก ยกย่อง กรมพระยาวชิรญาณฯ-หลวงปู่มั่น

4 ธันวาคม 2562 – 10:20 น.
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต,ยูเนสโก
เปิดอ่าน 1,964 ครั้ง

ยูเนสโก ยกย่อง กรมพระยาวชิรญาณฯ-หลวงปู่มั่น คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          เป็นเรื่องสุดปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่งกับการที่ ‘ยูเนสโก’ ประกาศให้ “หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” บูรพาจารย์สายพระป่า และสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 10 “สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส” แห่งวัดบวรนิเวศ เป็นบุคคลสำคัญของโลก

อ่านข่าว…  ตามรอย หลวงปู่มั่น บุคคลสำคัญของโลก

รายละเอียดต่างๆ ชาวไทยคงได้ทราบจากข่าวที่แจ้งมาหลายวันก่อน และโอกาสนี้ขอเป็นสื่อกลางเพื่อทุกท่านจะได้ร่วมกันปีติยินดี จึงขอนำเอาผลงานเกียรติประวัติมาให้ทราบ

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นพระอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน เป็นพระเถระที่คนไทยทั้งประเทศเคารพนับถือจนปรากฏเป็นที่เด่นชัด ทั้งในขณะที่ยังดำรงชีวิตอยู่และละสังขารดับขันธ์ไปแล้ว มีคุณูปการต่อทั้งสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงมีคุณูปการทั้งด้านการศาสนา การบริหารการจัดการคณะสงฆ์ และการศึกษาของประเทศชาติ ทรงเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ทรงพัฒนาหลักสูตรนักธรรม ทั้งยังทรงพระนิพนธ์ผลงานด้านวิชาการทั้งภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ ปรากฏทั้งในประเทศและต่างประเทศทางคณะสงฆ์คณะธรรมยุต และมูลนิธิมหามกุฏฯ

จึงแจ้งข่าวเป็นมงคลนี้มาเพื่อที่ได้ร่วมกันชื่นชมยินดี และทราบว่าทางรัฐบาลเตรียมงานต่างๆ เพื่อจะได้ร่วมฉลอง

โอกาสนี้แสดงให้เห็นว่า ‘ยูเนสโก’ ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีมาตรฐานได้มองเห็นคุณค่าและผลงานจริงๆ
อ๊อด เทอร์โบ


 สิบล้อบรรทุกหนัก
 ทำถนนพังหมด

ผมเป็นคนบ้านแพ้วมีเรื่องร้องเรียนผ่านมาขอให้ทราบถึงความเดือดร้อนเพราะรถสิบล้อบรรทุกหนักหรือบางทีก็เป็นรถพ่วงบรรทุกดินหรือวัสดุอื่นๆ บนถนนสายเลียบคลอง ต.สวนส้ม อ.บ้านแพ้ว เมืองสมุทรสาคร

พวกเราเป็นคนธรรมดาเกรงว่าจะเกิดอันตราย และถนนอาจจะชำรุดทรุดโทรมเป็นหลุมบ่อยิ่งซ่อมยากเข้าไปใหญ่

ไม่รู้ว่าใครอนุญาตให้วิ่งผ่านได้อย่างไร เพราะแสดงให้เห็นว่ามีการฝ่าฝืนกฎระเบียบ ซึ่งพวกเราชาวบ้านตาดำๆ เคยร้องทุกข์ไปหลายแห่งแล้วก็ยังเงียบอยู่ จึงขอให้ช่วยบอกต่อด้วยครับ
สมพล (บ้านแพ้ว)

 ตอบคุณ ‘สมพล’ บ้านแพ้ว
ผมเห็นใจคุณและชาวบ้านทุกคนอย่างมากเลยครับ จึงนำจดหมายร้องทุกข์นี้มาแจ้งให้ผู้รับผิดชอบอีกทางหนึ่ง เพราะยิ่งปล่อยให้เป็นแบบนี้จะเสียหายไปกันใหญ่

เชื่อว่าหากมีการตรวจสอบน้ำหนักบรรทุกของสิบล้อหรือรถพ่วงเหล่านี้แล้ว จะต้องเกิดอันตรายแน่นอน และน้ำหนักเกินพวกนี้เป็นอันตรายต่อผู้อื่นอีกด้วย

จึงขอให้ช่วยเข้มข้นเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่มีผลประโยชน์หรือการเก็บส่วยเข้ามาจนเป็นเหตุให้ลืม-มองข้ามหัวชาวบ้านไปเลย
อ๊อด เทอร์โบ


 ไปดูมาหรือยัง?
 นิทรรศการจิ๋นซีฮ่องเต้

ผมเพิ่งไปชมนิทรรศการจิ๋นซีฮ่องเต้มาครับ เลยขอให้ช่วยเชิญชวนไปดูกันมากๆ เพราะดีจริงๆ ที่เปิดมาตั้งแต่เดือนกันยายน มีคนไทย-ต่างชาติไปดูมาแล้วเกือบ 2 แสน เรียกว่ามากเป็นประวัติศาสตร์เลยทีเดียว

อยากจะเรียนผ่าน ‘ดับเครื่องชน’ ได้ทราบว่านี่เป็นนิทรรศการแสดงให้เห็นมรดกโลกทางประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม ไม่ใช่เฉพาะของจีนเท่านั้น แต่เป็นของมนุษยชาติเลยทีเดียว

นิทรรศการจิ๋นซีฮ่องเต้นี้เป็นเรื่องราวของจักรพรรดิองค์แรกของจีนกับกองทัพทหารดินเผา ที่ไปดูมาแล้วยังสงสัยว่าประดิษฐ์หรือทำขึ้นได้อย่างไร – สุดยอดจริง

ขอเชิญมาอีกทีนะครับ พบกันที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สามารถเข้าชมนิทรรศการได้จนถึงวันที่ 15 ธันวาคมนี้ โดยเปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ-วันอาทิตย์ (ปิดวันจันทร์และอังคาร) ตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น.

ขอบคุณที่ลงจดหมายของผมและมีรายการดีๆ หรือสิ่งที่น่าสนใจจะเขียนมาอีกนะครับ
อนุรักษ์ (พรานนก)


พรรคดูไบ ‘แม้ว’ หลอมใจ ไม่เอา ‘ส้มหวาน’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402602?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พรรคดูไบ ‘แม้ว’ หลอมใจ ไม่เอา ‘ส้มหวาน’

4 ธันวาคม 2562 – 10:14 น.
พรรคเพื่อไทย,สสอีสาน,ทักษิณ,ธนาธร,เจ๊หน่อย สุดารัตน์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 11,619 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 4 ธ.ค. 62

**********************************

นับแต่ ทักษิณ ชินวัตร” เดินทางไปปักหลักอยู่ที่มหานครดูไบนานนับสิบปี มีนักการเมืองไทยค่ายชินวัตร แวะเวียนไปเยี่ยมอยู่เป็นระยะๆ แต่คงไม่มีทริปไหน ครึกครื้นเท่ากับ “ทริปหัวเขียง” เพราะมีลูกทัวร์มากกว่า 68 คน

“ทักษิณ” ปลื้มอกปลื้มใจมาก ถึงกับทวิตข้อความขอบคุณผ่านทวิตเตอร์ ขอบคุณสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค, ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ แกนนำ ส.ส.อีสาน และกลุ่ม ส.ส.เพื่อไทยพร้อมภรรยา

“ผมและน้องสาวรู้สึกอบอุ่นและดีใจ ทุกครั้งที่มีเพื่อนฝูงจากเมืองไทยมาเยี่ยมเยียนถึงดูไบ หวังว่าจะได้เจอกันอีกครับ”

มีข้อน่าสังเกต สื่อทุกสำนักแทบไม่มีภาพข่าวคณะ ส.ส.เพื่อไทยเข้าพบทักษิณ ยกเว้น ภาพที่ว่อนไปในไลน์นักข่าวสายเพื่อไทย ภาพนั้นคือ “บุญหนา บุญเรือง” ภรรยาของ “ประเสริฐ บุญเรือง” ส.ส.กาฬสินธุ์ ถ่ายคู่ทักษิณ ชินวัตรยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

นิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร และ 2 อดีตนายกฯ ที่ดูไบ

อนึ่ง บุญหนา บุญเรือง ประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์ จำกัด มีบทบาทสำคัญในการเลือกตั้ง ส.ส.ทุกครั้ง และเป็นลมใต้ปีก “กำนันหิด” ประเสริฐ บุญเรือง

อภินิหารหัวเขียง

แกนนำ ส.ส.เพื่อไทย สายอีสาน ที่นัดหมายกันไปนครดูไบคือ ประยุทธ์ ศิริพานิชย์” โดยเริ่มเดินทาง ตั้งแต่คืนวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 เที่ยวละ 20 คน ต่อเนื่อง 3 วัน ได้เข้าพบทักษิณ ชินวัตร เพื่อขอพูดคุยเป็นส่วนตัว และเป็นรายบุคคล

สาเหตุมาจากความไม่พอใจ การบริหารงานภายในพรรคเพื่อไทยของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย และเกิดกระแสขอเปลี่ยนตัวประธานยุทธศาสตร์ หรือยกเลิกตำแหน่งนี้

บุญหนา บุญเรือง ภรรยา ส.ส.ประเสริฐ บุญเรือง ถ่ายภาพกับยิ่งลักษณ์

ส.ส.อีสานยังกล่าวหาว่า น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค ก็ไม่ได้ทำงานประสานกับหัวหน้าพรรค แต่จะทำงานให้ประธานยุทธศาสตร์เป็นหลัก ก่อให้เกิดปัญหาบทบาททับซ้อนกับหัวหน้าพรรค ทำให้สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เกิดความอึดอัด

หัวเขียงออกแรงเที่ยวนี้ไม่ธรรมดา หากแต่ยังมองข้ามช็อตไปถึงศึกนายก อบจ.มหาสารคามด้วย

คุณหญิงหน่อย” บินด่วน

ตามแผนเดิม วันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ “คุณหญิงหน่อย” ต้องไปปราศรัยใหญ่ที่ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น ช่วยหาเสียงให้ “ธนิก มาสีพิทักษ์” สู้ศึกเลือกตั้งซ่อม เขต 7 ขอนแก่น พอได้ทราบข่าว ส.ส.อีสาน ซื้อทัวร์ไฟไหม้ไปเที่ยวดูไบ คุณหญิงหน่อยจึงล้มแผนหาเสียง และบินตามไปทันที

ช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2562 สื่อออนไลน์บางสำนักเสนอข่าว “ส.ส.อีสาน 60 คน บินไปดูไบ ไม่พอใจการทำงานของคุณหญิงสุดารัตน์”

หลักฐานคุณหญิงหน่อย โผล่ดูไบ

ตกเย็นวันเดียวกัน สำนักข่าวออนไลน์ที่ใกล้ชิดคุณหญิงหน่อย เสนอบทสัมภาษณ์ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ แกนนำ ส.ส.อีสาน พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าข่าว ส.ส.อีสานมีปัญหาการทำงานกับคุณหญิงหน่อย ไม่เป็นจริง และตนเองได้ลุกขึ้นพูดแสดงความชื่นชมการทำงานของคุณหญิงหน่อยต่อหน้าอดีตนายกฯ ทักษิณ

การเดินทางมาที่นครดูไบครั้งนี้ ก็มาพร้อมกับคุณหญิงสุดารัตน์ และ ส.ส.หลายคน ซึ่งทุกคนก็มาเที่ยว และถือโอกาสมาอวยพรปีใหม่ “นายทักษิณ” ในฐานะที่เป็นคนรู้จักกัน

ละครเรื่องทัวร์มหัศจรรย์มหานครดูไบ…คงเล่ากันครื้นเครงในหมู่ผู้แทนเพื่อแม้วไปอีกนาน

ธนาธร” ไม่เชื่อใจแม้ว

ปฏิบัติการบินด่วนไปเที่ยวดูไบของ ส.ส.เพื่อไทย ในสายตาของแกนนำพรรคอนาคตใหม่ ไม่เชื่อว่าจะเป็น “เกมเคลียร์ใจ” ระหว่าง ส.ส.อีสาน กับคุณหญิงสุดารัตน์ หากแต่มีเรื่องลึกๆ บางอย่างที่ทักษิณ ชินวัตร ต้องการบอกเล่ากับ ส.ส.เพื่อไทย

“จอม เพชรประดับ” สื่อมวลชนสายเชียร์ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ได้โพสต์ความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก Jom Petchpradab โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า “การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมในประเทศไทย ถึงขั้นต้องปฏิวัติกันแล้วละครับ ยุทธศาสตร์ทางการเมืองของพรรคอนาคตใหม่ จึงโดนใจคนไทยยุคนี้ เพราะต้องการปฏิวัติ ไม่ใช่เพียงแค่การปฏิรูป”

กลับจากดูไบ คุณหญิงหน่อยลุยหาเสียงที่ขอนแก่น

จอมรู้สึกผิดหวังในพรรคเพื่อไทย และพรรคฝ่ายประชาธิปไตยอีก 2-3 พรรค ไม่ทำงานมวลชนแบบพรรคอนาคตใหม่ โดยใช้พลังของสื่อโซเชียลรุกฝ่ายอนุรักษนิยม

“…ก็ใช่ว่าพรรคเพื่อไทย หรือพรรคฝ่ายประชาธิปไตย หรือพรรคการเมืองอื่น จะคิดไม่ได้แต่…ทำไม? .. ทำไม? ..ทำไม?..”

เชื่อว่าแกนนำพรรคอนาคตใหม่ พอจะได้คำตอบแล้ว ธนาธรจึงทิ้งเพื่อไทยออกมาเดินงานมวลชนนอกสภา

เมื่อข้าวไทยเสียแชมป์(อีกแล้ว) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402600?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมื่อข้าวไทยเสียแชมป์(อีกแล้ว)

4 ธันวาคม 2562 – 08:40 น.
ข้าวหอมมะลิ,เสียแชมป์
เปิดอ่าน 757 ครั้ง

เมื่อข้าวไทยเสียแชมป์(อีกแล้ว) บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 4 ธันวาคม 2562

ข้าวไทยมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลกมาช้านาน โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ที่มีรสชาติถูกปาก กลิ่นหอมชวนรับประทาน แต่มาถึงวันนี้ ข้าวหอมมะลิของไทยต้องเสียแชมป์ให้แก่ข้าวพันธุ์ เอสที 24 ของประเทศเวียดนามอีกครั้งในการจัดประกวดข้าวโลก 2019 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ หลังจากที่เมื่อปี 2018 เคยเสียแชมป์ให้แก่ข้าวกัมพูชา การประกวดครั้งล่าสุดปีนี้ ข้าวหอมของไทยมาเป็นอันดับ 2 มีคำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องข้าวว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาจะดูจากลักษณะทางกายภาพ รสชาติ มีกรรมการที่เป็นเชฟจากโรงแรมต่างๆ โดยลักษณะข้าวเวียดนามใช้เวลาในการพัฒนาพันธุ์ 5 ปี จนได้ข้าวที่มีเมล็ดยาว เหนียวนุ่ม แม้หอมน้อยกว่าข้าวไทย แต่ก็หวานกว่า

อ่านข่าว…  เปิดปฏิบัติการทวงคืนแชมป์ข้าวหอมมะลิโลก
ด้วยปัจจัยนานัปการ ส่งผลให้ข้าวหอมเวียดนามได้เปรียบข้าวไทยเกือบทุกด้าน นอกจากลักษณะเฉพาะของข้าวเวียดนามที่เหนือกว่าแล้ว ข้าวไทยยังมีราคาสูงกว่าคู่แข่ง ถึงกว่าเท่าตัว บวกกับปัญหาเงินบาทที่แข็งค่าทำให้ข้าวไทยมีราคาแพง ส่งออกยาก ขณะนี้ข้าวหอมมะลิไทยราคาส่งออก หรือเอฟโอบี อยู่ที่ตันละ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนราคาข้าวเวียดนามตันละ 500 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านข้าวบอกว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวและคุณภาพข้าวให้แข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ เพราะหากปล่อยไปเช่นนี้โดยไม่หันมาพัฒนาอย่างจริงจัง เชื่อว่าข้าวหอมมะลิไทยอาจเหลือเพียงตำนานภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี

มีข้อเสนอแนะจากนักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) ในทำนองว่า ที่ผ่านมานานพอสมควร รัฐบาลหรือภาครัฐ หลงทางในการพัฒนาข้าวไทย เพราะมัวไปเน้นในเรื่องกลยุทธ์ด้านราคา ก่อเกิดนโยบายจำนำข้าว ประกันราคาข้าว ซึ่งมักจะเป็นการตอบโจทย์ในด้านการเมืองเสียมากกว่า โดยไม่มุ่งในเรื่องของคุณภาพ และผลิตภาพอันจะทำให้ชาวนาสามารถผลิตข้าวคุณภาพ ให้ผลผลิตต่อไร่สูง รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้องเหมาะสม และทันสมัยเพียงพอ ซึ่งจากการจัดอันดับเทคโนโลยีทางการเกษตร พบว่า การผลิตข้าวใช้เทคโนโลยีต่ำสุดรองจาก พืชไร่อื่นๆ พืชผัก ผลไม้ ประมง และปศุสัตว์ซึ่งใช้เทคโนโลยีสูงสุด

ไม่เพียงเฉพาะข้าวหอมมะลิเท่านั้น ที่อยู่ในอาการน่าเป็นห่วง หากแต่พืชผลทางการเกษตรอื่นๆ ก็ต้องเร่งพัฒนาด้วยเช่นกัน สภาพปัญหาในปัจจุบันก็คือ รัฐบาลยังคงอาศัยกลไกราชการที่พัฒนาได้ช้า หรือไม่พัฒนาเลย ไม่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้สามารถแข่งขันได้ ทางออกในเรื่องนี้ มีข้อเสนอแนะว่า ควรจะเร่งระดมผู้เชี่ยวชาญ และภูมิปัญญาชุมชนเข้ามาต่อยอดจากองค์ความรู้ที่พวกเขามีอยู่แล้ว โดยรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ และสนับสนุนให้เกิดการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และไม่ยึดติดกับระบบราชการจนเกินไป ทั้งหมดนี้ รัฐบาลต้องลงมือทำอย่างจริงจัง ไม่ใช้นโยบายในลักษณะทำให้พืชผลทางการเกษตรเป็นสินค้าการเมือง ตกอยู่ในวังวนกับดักราคา

เจาะเบื้องหลังเลื่อนศึกซักฟอก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402379?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะเบื้องหลังเลื่อนศึกซักฟอก

3 ธันวาคม 2562 – 15:10 น.
เลื่อนศึกซักฟอก,ฝ่ายค้าน,ยุบสภา
เปิดอ่าน 2,138 ครั้ง

เจาะเบื้องหลังเลื่อนศึกซักฟอก โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครม.ของ “เจ็ดพรรคร่วมฝ่ายค้าน” ที่ตอนแรกวางไทม์ไลน์ไว้ในช่วงวันที่ 17-20 ธันวาคมนั้น อาจจะเลื่อนออกไป…เพราะแกนนำเจ็ดพรรคร่วมฝ่ายค้านมองเกมว่าเมื่อ ”วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี เปรยถึงการนับห้วงเวลาการยื่นญัตติว่าควรนับเวลาใดระหว่างรอบปีตามปฏิทินหรือรอบปีการเริ่มทำงานของครม.เรือเหล็ก เพราะศึกซักฟอกนั้นกฎหมายระบุให้ทำได้ปีละหนึ่งครั้ง และเมื่อคีย์แมนเจ็ดพรรคร่วมฝ่ายค้านมองว่าเมื่อมันกำกวมแบบนี้จึงทำหนังสือสอบถาม “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้วินิจฉัยและรอความชัดเจนตรงนี้ออกมาก่อน…

และตอนนี้คำตอบชัดๆ ที่ได้รับมาคือปฏิทินการเมืองนั้น “หนึ่งปี” ยึดตามรอบปีการเริ่มทำงานของ ครม.เรือเหล็ก (พ.ค.2562-พ.ค.2563) ดังนั้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจเจ็ดพรรคร่วมฝ่ายค้านจะใช้ห้วงเวลามกราคม 2563 ก็ไม่ผิด และก่อนหน้านี้ “รหัส” ที่จับและถอดความจากคีย์แมนเจ็ดพรรคร่วมฝ่ายค้านระบุว่า “การเลื่อนศึกซักฟอก” จะไปอยู่ช่วงปลายเดือนมกราคมปีหน้า เพราะช่วงต้นเดือนมกราคมปีหน้า สภาผู้แทนฯ ต้องลงมติร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาทเสียก่อน เกมนี้เจ็ดพรรคร่วมฝ่ายค้านน่าจะวางหมากไว้ว่า ร่างกฎหมายงบประมาณเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจที่ตอนนี้ออกอาการย่ำแย่ไปทุกหัวระแหงแดนไทย ดังนั้นร่างกฎหมายฉบับนี้จำเป็นยิ่งที่ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาเพื่อมาขับเคลื่อนระบบการเงินของเมืองไทยในวันข้างหน้า ดังนั้นเจ็ดพรรคร่วมฝ่ายค้านวางหมากไว้ว่าควรรอให้ร่างกฎหมายงบประมาณผ่านเสียก่อนโดยน่าจะใช้วิธี ”งดออกเสียง” จากนั้นหมากการเมืองอื่นๆค่อยขยับน่าจะเหมาะสมกว่า

เพราะร่างกฎหมายงบประมาณฉบับนี้หากพรรคร่วมฝ่ายค้าน “คว่ำ” รัฐบาลเรือเหล็กมีสองทางเลือกคือ “นายกรัฐมนตรีลาออก หรือยุบสภา” ตรงนั้นการเมืองไทยจะวุ่นไปอีกเพราะแกนนำเจ็ดพรรคร่วมฝ่ายค้านมองแล้ว “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” คงไม่ใช้วิธีลาออกเพราะเสียศักดิ์ศรี “สร.1” และในประวัติศาสตร์การเมืองไทย สร.1 แทบไม่ใช้วิธีนี้ ดังนั้น “การยุบสภา” น่าจะเป็นวิถีที่เหมาะกว่าหากเกมการเมืองออกไปในแนวทางนั้น

สมมุติว่า หาก สร.1 เลือกวิธี “ยุบสภา” เมื่อร่างกฎหมายงบประมาณโดนคว่ำ คนที่ลำบากคือ “ส.ส.ทุกคน” เพราะต้องหาเสียงใหม่และคงใช้กติกาหลักฉบับเดิม และมองสถานการณ์ยามนี้แล้วพบว่าตอนนี้ท่อน้ำเลี้ยงของหลายพรรคยังตีบตัน เว้นเสียแต่บางพรรคที่พอจะเปิดก๊อกแล้วช่วยเหลือผู้สมัครส.ส.ได้ง่ายกว่า หากเป็นแบบนี้หลายพรรคคงไม่สะดวกใจที่จะยอมเสี่ยงใช้วิธีนี้ แม้ตอนนี้พรรคพลังประชารัฐในฐานะแกนนำรัฐบาลจะมีคะแนนนิยมที่ติดลบก็ตาม เพราะหากเลือกตั้งใหม่ “พปชร.” ไม่น่าจะยึดตัวเลขส.ส.วันนี้ไว้ได้ และจำนวนว่าที่ส.ส.คงกระจายออกไปให้หลายพรรค รวมทั้งรอยปริของพรรคร่วมเรือเหล็กที่ตอนนี้เริ่มฉายแววอาการขัดแย้งเล็กๆ ออกมาแล้ว แม้พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐจะยืนยันความแน่นเหนียวของครม.เรือเหล็กก็ตาม แต่ตรงนี้ต้องรอประเมินรายวันเพราะอะไรบางอย่างทางการเมืองมักเกิดแบบชั่วพริบตา…

และอีกข้อเท็จจริงคือ หากการยุบสภาเกิดขึ้นเพราะร่างกฎหมายงบประมาณโดนคว่ำ หนึ่งในความผิดที่สังคมจะตำหนินั้น “พรรคร่วมฝ่ายค้าน” จะโดนข้อหาว่าเล่นการเมืองมากไปจนชาวบ้านเดือดร้อนทั่วเมือง ตรงนี้ย่อมมิใช่ผลบวกต่อเจ็ดพรรคร่วมฝ่ายค้านเลย..รวมทั้งมีการยืนยันจากแกนนำเจ็ดพรรคร่วมฝ่ายค้านเองว่า “ส.ส.งูเห่าบางชีวิตจากฝ่ายค้านจะเทแต้มให้เรือเหล็กชัวร์กับร่างกฎหมายงบประมาณ” ดังนั้นปิดกล่องเลยว่า “ร่างกฎหมายงบประมาณผ่านความเห็นชอบแน่” เพราะส.ส.ขั้วตรงข้ามมาเทคะแนนให้ แต่จะผ่านความเห็นชอบ “กี่แต้ม” นั้นรอติดตามกัน…

แต่นัยที่แท้จริงของการส่อเลื่อนศึกซักฟอกน่าจะเป็นเพราะพรรคร่วมฝ่ายค้านยังหา “ข้อมูลเด็ดๆ” ที่เป็นหมัดน็อกครม.เรือเหล็กไม่ได้มากกว่า… เพราะแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านหลายคนยอมรับตรงกันว่า ”ตอนนี้กำลังหาข้อมูลการทุจริตของรัฐบาล ยอมรับว่าครม.เพิ่งทำงานไม่กี่เดือนข้อมูลเหล่านี้หาได้ลำบาก ดังนั้นควรรอเวลาอีกระยะน่าจะเหมาะสมกว่า โดยเฉพาะการดูข้อมูลจากกมธ.วิสามัญงบประมาณและรอข้อมูลจากสังคมที่ยื่นเข้ามาให้ไปตรวจสอบ”

“กังวลว่าประธานสภาผู้แทนฯ อาจรับลูกรัฐบาลให้บรรจุวาระนี้ไปไว้ในช่วงปลายปี ตอนนั้นคนไทยเริ่มเดินทางไปฉลองปีใหม่แล้ว หากอภิปรายตอนนั้นคงไม่มีใครฟังและมันทำลายบรรยากาศความสุขของคนไทยด้วย” แกนนำพรรคสีส้มคนหนึ่งให้ข้อมูล

หนึ่งในคีย์แมนพรรคเพื่อไทยระบุว่า “ตอนนี้ยังไม่มีการมอบหมายภารกิจเพราะประเด็นการอภิปรายอยู่ที่ผู้ใหญ่ในพรรคคนหนึ่งและยังไม่แจกจ่ายภารกิจ…” และ ”กลัวว่าช่วงนั้นชนเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ขอนแก่นด้วย ตอนนี้พรรคกระจายแกนนำและส.ส.ไปหาเสียงเพื่อเพิ่มหนึ่งส.ส.ให้พรรค ตอนนี้เสียงของรัฐบาลแกว่งแล้วเห็นจากการที่สภาผู้แทนฯ ล่มสองครั้งติดต่อกันจากญัตติตั้งกมธ.วิสามัญศึกษา ม.44 ของคสช. และยังมีญัตติศึกษาและแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก หากรัฐบาลยังยืนยันแบบเดิมสภาล่มต่อแน่ เพราะฝ่ายค้านวอล์กเอาท์ต่อ ดังนั้นหากทำหลายอย่างในเวลาเดียวกันแบบนี้มันจะไม่มีผลดี จึงมองว่าเลื่อนการอภิปรายไปก่อนดีกว่า เพราะเรื่อง ม.44 และแก้รัฐธรรมนูญในสภาน่าจะมีเหตุสภาล่มเรื่อยๆ เพราะเสียงปริ่มน้ำ อย่างไรเสียก็ต้องใช้ฝ่ายค้านลงมติและรัฐบาลต้องรับผิดชอบองค์ประชุม หรือถ้าสภาไม่ล่ม เรื่อง ม.44 และแก้รัฐธรรมนูญฝ่ายค้านก็ยังนำมาใช้ได้และใช้ได้เรื่อยๆ เพื่อขยายผล เพราะมองแล้วว่ารัฐบาลไม่ให้มีการตั้งกมธ.วิสามัญสองชุดนี้แน่เพราะมันจะขยายผลไปถึง 3 ป. เรื่องนี้ยื้อกันอีกนานและผลลบอยู่ที่รัฐบาลมากกว่า”

ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์คนหนึ่งของพรรคเสรีรวมไทยบอกว่า “ยอมรับว่าตอนนี้หาข้อมูลอภิปรายยาก แม้จะมีข้อมูลเดิมๆ ของคสช.และรัฐบาลที่แล้ว แต่ก็ใช้ไปแล้วช่วงอภิปรายทั่วไป หากนำข้อมูลเก่ามาพูดสังคมคงตำหนิ”

ประมวลข้อมูลจากฝ่ายค้านในข้างต้นมันมองเกมการเมืองในยามหน้าได้แน่ชัดแล้วว่า ม.44 และแก้รัฐธรรมนูญ จะเป็นเครื่องมือเลี้ยงกระแสเจาะเรือเหล็กให้รั่วเพิ่ม และจับจังหวะเหยียบตาปลาของพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งรอยแผลของผู้แทนฯบางคนในขั้วรัฐบาลที่ตอนนี้มีกระแสว่าผู้ใหญ่บางคนบนเรือเหล็กสั่งดูแลขุนพลปะ-ฉะ-ดะที่ไปทำหน้าที่กันชนฝ่ายค้าน ตรงนี้อาจจะเกิดช่องให้ฝ่ายค้านใช้ทุบกลับบนเกมการเมืองและอาจลากโยงไปถึงผู้อยู่เบื้องหลังว่าใช้คำสั่งโดยมิชอบเพื่อเอื้อพวกพ้อง

…ดังนั้นการเลื่อนศึกซักฟอกของฝ่ายค้านไปอีกระยะน่าจะเหมาะสมกับไทม์ไลน์ทางการเมืองไทย เพราะยามนี้และยามหน้ามันคล้ายว่ากระแสบางอย่างเริ่มจะตีกลับไปซัดเรือเหล็กแล้ว…

รถไถ..ปลดล็อก ยาพิษ สารเคมีเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402393?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รถไถ..ปลดล็อก ยาพิษ สารเคมีเกษตร

3 ธันวาคม 2562 – 12:40 น.
รถไถ,สารเคมี,เกษตรกร
เปิดอ่าน 1,773 ครั้ง

รถไถ..ปลดล็อก ยาพิษ สารเคมีเกษตร โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

“นโยบายแบน 3 สารพิษ” และ “สารเคมีทดแทน” กำลังถูกขยายปมให้เป็นเรื่องผลประโยชน์บนคราบน้ำตาเกษตรกร ระหว่าง “บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ”-“นักการเมือง”-“เอ็นจีโอ” ต่างฝ่ายต่างงัดเหตุผลและระดมเครือข่ายเพื่อสร้างแนวร่วมในสังคม…แต่ผู้บริโภคคนไทยที่ควักเงินซื้ออาหารปนเปื้อนสารเคมีเหล่านี้เข้าปากทุกวัน กำลังมีคำถามง่ายๆ ว่า… เป็นไปได้ไหมที่ชาวไร่ชาวสวนจะไม่ใช้สารเคมีเดิมและไม่เอาสารเคมีทดแทน” ?

ต้นตอสำคัญที่ทำให้เกษตรกรไทยต้องพึ่งพา “วัตถุอันตรายทางการเกษตร” เช่น สารเคมีกำจัดหญ้า วัชพืช แมลง โรคพืช ฯลฯ เป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี สืบเนื่องจากการหันหลังให้ “วิถีเกษตรผสมผสาน” ที่บรรพบุรุษพร่ำสอนให้หมุนเวียนปลูกข้าว ผัก ถั่ว ข้าวโพด มันสำปะหลัง เผือก ฯลฯ

ระบบปลูกพืชหมุนเวียนหลายหลายชนิดตามภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ทำกันมาเป็นร้อยๆ ปีถูกทำลายไปโดยกลุ่มนายทุนขนาดใหญ่ร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ เข้ามาชักชวนให้พี่น้องชาวไร่ชาวนากลายเป็นทาสแปลงเกษตรเชิงอุตสาหกรรม “ระบบปลูกพืชเชิงเดี่ยว” (Monoculture) หรือการปลูกพืชพันธุ์ชนิดเดียวในพื้นที่ขนาดใหญ่เช่น ข้าว อ้อย ยางพารา ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์ม ฯลฯ

พืชเชิงเดี่ยวต้องใช้ “สารเคมี” จำนวนมากในการเพิ่มปลูกและการบำรุง เพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด ขณะที่ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดน้อยลง จึงต้องอาศัย “สารเคมี” ราคาสูง เมื่อต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ผู้กำหนดราคาคือ “นายทุน” ชาวไร่ชาวสวนก็กลายเป็นหนี้สะสม ยิ่งต้องอัดสารเคมีทั้ง ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ปุ๋ย ฯลฯ เพิ่มขึ้นๆ ๆ ๆ หวังให้ผลผลิตออกมางามสวยดูดี ขายได้กำไรเยอะๆ

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ให้ข้อมูลว่าคนไทยสั่งซื้อหรือนำเข้า “วัตถุอันตรายประเภทสารเคมีเกษตร” เพิ่มขึ้นทุกปี หากเปรียบเทียบ ปี 2551 นำเข้า 1.09 แสนตัน มูลค่า 1.9 หมื่นล้านบาท ล่าสุดปี 2561 นำเข้า 1.7 แสนตัน มูลค่า 3.6 หมื่นล้านบาท หมายความว่าภายใน 10 ปี นำเข้าเพิ่มขึ้นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ทั้งหมด 321 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่เกษตร 138 ล้านไร่ หากทุกไร่ใช้สารเคมี หมายความว่าพื้นที่ครึ่งหนึ่งของไทยแลนด์เป็น “พื้นดินอาบสารพิษ” สารเคมีอันตรายเหล่านี้ไม่ว่าจะ ชื่ออะไร ยี่ห้อไหน ชนิดใดก็ตาม

สุดท้ายก็คือ หลงเหลือปนเปื้อนอยู่ในอาหารและสิ่งแวดล้อมของพวกเรานั่นเอง

จากประเด็นถกเถียงคำสั่งแบน “3 สารเคมี” ได้แก่ ยาฆ่าหญ้า “พาราควอต”  “ไกลโฟเซต” และ ยาฆ่าแมลง “คลอร์ไพริฟอส” นั้น ขณะนี้แบ่งเป็น “กลุ่มคัดค้านไม่ให้ใช้” กับ “กลุ่มสนับสนุนขอใช้”

ขณะเดียวกันหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงคือ “กรมวิชาการเกษตร” ก็พยายามประสานรอยร้าว ด้วยการสรรหา “สารเคมีทดแทน”! โดยมีข้อมูลว่าเตรียมไว้แล้วไม่ต่ำกว่า 16 ชนิด

คำว่า “สารเคมีทดแทน” กลายเป็นประเด็นคำถามใหม่ว่า ชีวิตพี่น้องเกษตรกรและผู้บริโภค จะมีอะไรดีขึ้น ? เพราะเป็นการเปลี่ยนจากการใช้สารเคมีชนิดหนึ่งไปใช้สารเคมีอีกชนิดอื่นเท่านั้น

 “เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง” เสนอทางเลือกมากมายในการกำจัดวัชพืชและกำจัดแมลงโดยไม่ง้อ “สารเคมี” โดยเฉพาะการฆ่าหญ้าที่เป็นต้นตอสำคัญ

หนึ่งในวิธีการที่ฝั่งส่งเสริม “อาหารปลอดภัย” ซึ่งรัฐควรสนับสนุนอย่างเร่งด่วนคือการใช้ “รถแทรกเตอร์” หรือ รถไถขนาดเล็กสำหรับพรวนดิน พร้อมทั้งโรย “ปุ๋ยหมัก” หรือปุ๋ยอินทรีย์ช่วยเพิ่มพูนให้ดินอุดมสมบูรณ์

วิธีการนี้ช่วยกำจัดวัชพืชหรือหญ้า ทำให้ไม่ต้องใช้สารเคมี รถแทรกเตอร์ขนาดเล็กราคาเฉลี่ยไม่เกิน 5 หมื่นบาทเท่านั้น หากไปจ้างคนฉีดพ่นยาฆ่าหญ้าต้องจ่ายต้นทุนประมาณไร่ละ 1,000 บาท

ที่ผ่านมาสถาบันวิจัยหลายแห่งช่วยกันคิดค้นและพัฒนา “รถไถไฮเทค” ชนิดต่างๆ เช่น ผลงานของ “สถาบันวิจัยและพัฒนา” มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่นำ “จอบ” มาติดท้ายรถแทรกเตอร์ขนาด 24 แรงม้า ช่วยกำจัดวัชพืชในไร่อ้อย ทำให้ได้ผลดีกว่าใช้สารเคมี เพราะระหว่างที่รถไถดินเอาหญ้าออกไป ก็มีจอบที่ติดไว้หมุนตามไปช่วยพรวนดินด้วย

หรือผลงานของ “สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม” กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ “มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย” ที่พัฒนารถไถขนาดเล็กติดตั้งพร้อมชุดถังเก็บและโรยปุ๋ยหมัก ทำให้สามารถกำจัดหญ้าและใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงในแปลงมันสำปะหลังได้พร้อมกัน

กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังจำนวนหนึ่งที่ทดลองใช้เครื่องไถข้างต้น ต่างแสดงความคิดเห็นว่า ต้นทุนการผลิตปีแรกใกล้เคียงกับการใช้สารเคมี แต่สุขภาพดีขึ้นไม่ต้องสัมผัสสารเคมีจำนวนมาก และในปีต่อไปต้นทุนน่าจะลดลงเรื่อยๆ มีเพียงค่าแรงและค่าน้ำมันเชื้อเพลิงไร่ละประมาณ 100 บาท

เกษตรกรที่สนใจเครื่องไถกำจัดวัชพืชและโรยปุ๋ยอินทรีย์ ติดต่อ “ศูนย์วิจัยเกษตรกรรมขอนแก่น” หรือสอบถามหมายเลขโทศัพท์ 043-255-038

ดังนั้น “รัฐบาล” หรือรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรไปเสียเวลาและเสียทรัพยากรแผ่นดินเพื่อระงับข้อพิพาทว่า “ใช้สารเคมีชนิดไหนดี ?”

แต่ควรเร่งจัดสรร “งบประมาณ” และกลไกสนับสนุนช่วยให้พี่น้องเกษตรกรเข้าถึง “รถไถ” หรือ “เครื่องจักรกลเกษตร” ที่ช่วยกำจัดวัชพืชในราคาที่ไม่แพง พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้ในการใช้รถไถเหล่านี้ให้ถูกต้อง รวมถึงส่งเสริมการทำแปลงเกษตรหมุนเวียน

“ตั้งสติ” ไม่ตกเป็นเหยื่อ “บริษัทค้าสารเคมีข้ามชาติ” ไม่ว่าจะมาใน “ชื่อ” หรือ “ยี่ห้อ” แตกต่างกัน แต่สุดท้ายพวกนี้คือ “สารเคมีพิษ” ที่จะสะสมและส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพของคนไทยทุกคน

วิ่งไล่ลุง จุดสตาร์ท ‘ม็อบธนาธร’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402374?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิ่งไล่ลุง จุดสตาร์ท ‘ม็อบธนาธร’

3 ธันวาคม 2562 – 10:43 น.
วิ่งไล่ลุง,เจาะประเด็นร้อน,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิ,พรรคอนาคตใหม่,รังสิมันต์ โรม,ไผ่ ดาวดิน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เพนกวิน
เปิดอ่าน 10,028 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 3 ธ.ค. 62

********************************

นับแต่ บอล” ธนวัฒน์ วงศ์ไชย กับ เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ออกแบบอีเวนท์ต้าน คสช.หรือเผด็จการทหาร มาแต่ปี 2559 ก็มีหนนี้ อีเวนท์ “วิ่งไล่ลุง” มาถูกที่ถูกเวลา มีเสียงตอบรับในโลกออนไลน์มากมาย

บังเอิญ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประกาศลาออกจากกรรมาธิการงบฯ และวางมือกิจการสภาฯ ขอมาเคลื่อนไหวนอกสภาแทน โดยเข้าร่วมกับภาคประชาชนต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ผู้คนก็ฮือฮาวิเคราะห์ว่า ธนาธรจะปลุกม็อบ และจังหวะนั้น แคมเปญ “วิ่งไล่ลุง” ก็โผล่มาทันทีทันใด

สหภาพนักศึกษา

ก่อนจะออกไปวิ่งไล่ลุง ลองทำความรู้จัก 2 แกนนำสหภาพนักศึกษาคือ ธนวัฒน์ วงศ์ไชย นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ และพริษฐ์ ชิวารักษ์ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์

บอลและเพนกวิน ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต้าน คสช. ร่วมกับรุ่นพี่อย่างรังสิมันต์ โรม มาเรื่อยๆ ตั้งแต่เป็นนักเรียน จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัย ช่วงกลางปี 2561 ทั้งคู่จึงรวบรวมเพื่อนร่วมอุดมการณ์หลายมหาวิทยาลัย ร่วมกันก่อตั้ง สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย” (สนท.)

ปฐมบท สหภาพนักศึกษา ปี 2561

“เพนกวิน” บอกว่า การจัดตั้งสหภาพนักศึกษา เพื่อเปิดพื้นที่กลางในการจัดกิจกรรมร่วมกัน และมียุทธศาสตร์ร่วมกัน โดยเฉพาะประเด็นสังคมและการเมือง

เพนกวิน ขาประจำเหมือนกัน

เนื่องจากประเทศไทยยังมีความไม่เป็นประชาธิปไตย ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และความไม่เท่าเทียมทางสังคม องค์กร สนท.จึงต้องจัดกิจกรรมและสร้างเครือข่าย ความร่วมมือระหว่างเพื่อนนักเรียน นิสิต นักศึกษา ต่างสถาบันเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง

การทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ก็เห็นแค่ “บอล” กับ “เพนกวิน” ทำให้ สนท.ถูกด้อยค่าจากกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางเคลื่อนไหวของพวกเขา

สิงห์ สนนท.

จะว่าไปแล้ว บทบาทของสหภาพนักเรียนนักศึกษาฯ (สนท.) ที่ตั้งขึ้นใหม่ ดูไร้พลังและไร้อำนาจต่อรอง หากเทียบกับตัวแทนองค์การนักศึกษาหรือสโมสรนักศึกษาหลายสถาบัน ได้ร่วมกันก่อตั้ง สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย” (สนนท.) เมื่อปี 2527

การขยับตัวของ สนนท.สมัยโน้น ได้รับความสนใจจากสื่อกระแสหลัก ยิ่งช่วงพฤษภาทมิฬ 2535 บทบาทของ สนนท.สูงเด่น และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง

เอก ต๋อม ติ่ง สามอดีตแกนนำ สนนท. ปี 2541

ปี 2543 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจชัยธวัช ตุลาธน และ ศรายุทธ์ ใจหลัก เพื่อนรักร่วมอุดมการณ์ในองค์กรสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) มีความเชี่ยวชาญเชิงยุทธ์ ไม่ใช่มือใหม่หัดม็อบแน่

“ต๋อม ชัยธวัช“ เป็นเลขาธิการ สนนท. ปี 2541 ส่วน “ติ่ง ศรายุทธ์” เป็นเลขาธิการ สนนท. ปี 2543 และ “เอก ธนาธร” รองเลขาธิการ สนนท.ปีเดียวกัน

หากรุ่นพี่ “เอก ต๋อม ติ่ง” รุ่น สนนท. จะให้คำปรึกษาหารือ “บอล เพนกวิน” รุ่นน้อง  สนท. จัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุง ก็ไม่น่าแปลกใจอะไร

มือปลุกม็อบเยอะ

จริงๆ แล้ว “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และเพื่อนๆ ได้ให้การสนับสนุนกลุ่มนักศึกษาจากหลายสถาบัน ที่ออกมาทำกิจกรรมต่อต้าน คสช. เริ่มจาก “กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่” เป็นกลุ่มนักกิจกรรมจากหลากหลายมหาวิทยาลัยมารวมตัวกัน อาทิ กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย, กลุ่มดาวดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น และกลุ่มลูกชาวบ้าน มหาวิทยาลัยบูรพา

พระเอกของกลุ่มนี้คือ “รังสิมันต์ โรม” กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีฯ และ “ไผ่ ดาวดิน” กลุ่มดาวดิน โดยเปิดปฏิบัติการ 22 พฤษภาคม 2558 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ขอนแก่น และที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร

ตามมาด้วยยุทธการ 24 มิถุนายน 2558 ไม่ประสบผลสำเร็จในแง่ “พลังมวลชน” เพราะมีนักศึกษาไม่กี่กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวต้าน คสช.

โรมกับไผ่ ในวันที่จับคู่ทำงานนสภาฯ

หลังยุทธการนี้ โรมต้องแยกตัวไปตั้งองค์กรใหม่ชื่อ กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” และปลายปี 2560 โรมตั้ง กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ขับเคลื่อนร่วมกับกลุ่มแดงอิสระ มีเป้าหมายเพื่อกดดันให้รัฐบาลประยุทธ์ และคสช. ทำตามสัญญาคือ จัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว

จะว่าไปแล้ว ทั้งในชื่อขบวนการประชาธิปไตยใหม่, กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย และคนอยากเลือกตั้ง ล้วนแต่เป็นแนวร่วมของพรรคอนาคตใหม่ ไม่ว่า อานนท์ นำภา, สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และ “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา ก็สนิทชิดเชื้อกับแกนนำพรรคอนาคตใหม่

วันนี้ รังสิมันต์ โรม ไปนั่งอยู่ในสภา ในฐานะ ส.ส. และไผ่ ดาวดิน ก็ตามเข้าไปเป็นเลขานุการกรรมาธิการ