รัฐบาลสะดุด & เส้นตายอนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402137?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐบาลสะดุด & เส้นตายอนาคตใหม่

2 ธันวาคม 2562 – 09:35 น.
รัฐบาล,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,อนุทิน ชาญวีรกุล
เปิดอ่าน 7,862 ครั้ง

3 บก.วิเคราะห์ประเด็น… รัฐบาลสะดุด & เส้นตายอนาคตใหม่

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก. ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลาห้าโมงเย็น ทางเนชั่นทีวี ช่อง22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น ”วีระศักดิ์ พงษ์อักษร“ บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ ”บากบั่น บุญเลิศ“ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น ”รัฐบาลสะดุด!&เส้นตายอนาคตใหม่”

อ่านข่าว…  อนาคตใหม่ กับจังหวะในวันนี้

 “สมชาย” กล่าวว่า ประเด็นรัฐบาลสะดุดนั้นมีเรื่องความขัดแย้งของรัฐมนตรีในรัฐบาลเรื่องการแบนสามสารเคมี, เหตุสภาล่มสองครั้งติดที่มีผลต่อความเชื่อมั่นกับครม.ชุดนี้ และหน้าที่ ส.ส.รัฐบาลต้องเข้าประชุมสภาเพราะเป็นเสียงข้างมาก ของแบบนี้จะโทษฝ่ายค้านไม่ได้ รวมทั้งวันที่ 2 ธันวาคม ที่ กกต.ให้ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ส่งเอกสารเงินกู้ให้พรรค สามเรื่องนี้มีผลต่อการเมืองไทยทั้งนั้น

“วีระศักดิ์” ประเมินว่า การแบนสามสารเคมีนั้น “อนุทิน ชาญวีรกูล” รมว.สาธารณสุข และ “มนัญญา ไทยเศรษฐ์” รมช.เกษตรและสหกรณ์ จากพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่าต้องแบนในวันที่ 1 ธันวาคม และยึดมติการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายวันที่ 22 ตุลาคม ซึ่งเป็นกรรมการชุดเก่า โดยกรรมการชุดเก่าอนุมัติให้แบนสามสารเคมีเพราะกระแสข่าวการแบนสามสารเคมีมาแรงในตอนนั้น และรัฐมนตรีบางพรรคพยายามกดดันเรื่องนี้ให้สำเร็จ และเรื่องนี้สำเร็จโดยกรรมการชุดเก่ามีมติก่อนที่จะหมดวาระการทำงานในไม่กี่วันต่อมา ขณะเดียวกันข้อมูลอีกด้านหนึ่งเกี่ยวกับการใช้สามสารเคมีก็ออกมา

การแบนสามสารเคมีบางตัวนั้น บางชาติทำหนังสือแย้งมาเพราะชาติเหล่านั้นใช้สารพิษเหล่านี้ในการจัดการวัชพืช และไทยไม่มีแผนรองรับว่าจะใช้สารเคมีตัวใดแทน การเยียวยาและประชาพิจารณ์ แม้จะมีผลประชาพิจารณ์ตามมาตอนหลังก็พบว่าคนคัดค้านมีมากกว่าคนสนับสนุน และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.อุตสาหกรรม จากพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ประกาศเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ว่าให้เลื่อนการแบนและจำกัดการใช้สามสารเคมี

“บากบั่น” ระบุว่า พืชหลายชนิดในไทยนั้น เกษตรกรใช้สามสารเคมีในการจัดการวัชพืชและพบว่ารัฐบาลยังไม่มีมาตรการรองรับ ตรงนี้หากยึดว่าวันที่ 1 ธันวาคม ต้องแบนสามสารเคมีนี้ และไม่มีมาตรการรองรับหลายคนลำบาก เพราะมูลค่าของสารเคมีและธุรกิจเกษตรนั้นมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท

 “สมชาย” กล่าวว่า ก่อนวันที่ 22 ตุลาคม “อนุทิน” แถลงว่าต้องแบนสามสารเคมีและครม.ของพรรคสี่คนพร้อมลาออกหากมีการสวนแนวทางของรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยที่ยืนยันว่าต้องแบนสามสารเคมี เมื่อเป็นแบบนี้แปลว่าพรรคภูมิใจไทยแสดงท่าทีกดดันทางการเมือง แต่ล่าสุด ”อนุทิน” พูดหลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้เลื่อนการแบนสามสารเคมีว่า “พวกเราต้องยอมรับ แม้แสดงเจตนารมณ์ไปแล้วเพราะไม่มีอำนาจสั่งแบน และย้ำว่าไม่ใช่รูรั่วที่ก่อปัญหาให้เรือเหล็ก” จุดยืนทางการเมืองของอนุทินที่เป็นหัวหน้าพรรคนั้น เมื่อพูดครั้งแรกไปแล้ว การพูดครั้งต่อมาก็ควรยึดแนวคำพูดครั้งแรก ไม่ใช่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแบบนี้

ยืนยันว่ารายการนี้ไม่ได้ค้านการแบนสามสารเคมี แต่ภาครัฐควรมีมาตรการรองรับด้วย

“วีระศักดิ์” ประเมินว่า มีกระแสข่าวว่าหากแบนสามสารเคมีนั้น บางคนบอกว่าบางบริษัทที่ใกล้ชิดคนเบื้องหลังของบางพรรคเตรียมตัวเข้ามาขายสารเคมีตัวใหม่โดยใช้นอมินีตั้งบริษัทขึ้นมา และเรื่องนี้หากไม่มีคนการเมืองไปเกี่ยวข้องคงทำไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่มาก

“บากบั่น” ระบุว่า กรณีแบบนี้เมื่อสิบปีเศษที่ผ่านมาเคยเกิดขึ้นมาแล้ว และวันนี้ก็เหมือนว่าจะเกิดขึ้นอีก

จากนั้น “บากบั่น” ตั้งคำถามว่า ท่าทีของ ”อนุทิน” ที่เคยขึงขังในเรื่องแบนสามสารเคมีเมื่อหลายวันก่อนแต่ตอนนี้เปลี่ยนท่าทีไป มันกระเทือนรัฐบาลในจุดหนึ่งและมีตัวแปรอื่นที่ทำให้ครม.ระส่ำหรือไม่

  “สมชาย” กล่าวว่า เหตุสภาล่มสองวันติดต่อกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพราะรัฐบาลลงมติแพ้ฝ่ายค้านเรื่องการตั้งกมธ.วิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากการกระทำ ประกาศและคำสั่งของคสช.และการใช้อำนาจของหัวหน้าคสช.ตามมาตรา 44 นั้น ในวันแรกนั้นฝ่ายรัฐบาลมีการขอนับคะแนนใหม่ด้วยการขานชื่อ ตามข้อบังคับการประชุมข้อ 85 แต่ฝ่ายค้านบอกว่า นับคะแนนใหม่ต้องนับจากการลงมติด้วยบัตรลงคะแนน ไม่ใช่ลงคะแนนใหม่ ตรงนี้ทั้งสองฝ่ายเถียงกันหนัก จนพักการประชุมแล้วก็ไม่จบ ฝ่ายค้านวอล์กเอาท์และมีการขอนับองค์ประชุม พบว่าวันนั้นไม่ครบองค์ประชุม โดย ส.ส.หลายคนติดตามนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีบางคนไปทำภารกิจ และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ใกล้ชิดอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคไปลงมติกับญัตตินี้กับฝ่ายค้าน และ ส.ส.รัฐบาลสิบแปดคนไม่มาลงมติ ฝ่ายค้านสิบห้าคนไม่มาลงมติ แม้วิปรัฐบาลจะแจ้งส.ส.เรื่องการห้ามขาดประชุมแล้วก็ตาม เรื่องนี้พรรคพลังประชารัฐจะโทษใครไม่ได้ แม้พรรคประชาธิปัตย์จะลงมติสวนก็ตาม

วันต่อมา องค์ประชุมก็ไม่ครบอีก เพราะวันที่สองฝ่ายค้านวอล์กเอาท์เกือบหมด ด้วยการใช้เทคนิคทางกฎหมายที่ฝ่ายค้านสามารถทำได้ จนเสียงไม่พอเพราะองค์ประชุมไม่ครบ และต้องปิดประชุม โดยพบว่าวันที่สองนั้น ส.ส.รัฐบาลไม่มาประชุมหลายคน มองว่าเรื่องการป้องกันไม่ให้สภาล่มเป็นหน้าที่ฝ่ายรัฐบาลที่ต้องไม่ให้เกิดเหตุสภาล่มอีก

หากการประชุมครั้งหน้าญัตตินี้ไม่จบ แล้วเลื่อนญัตติการศึกษาและแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมา ญัตติแรกจะตกไปเลย

       “บากบั่น” กล่าวว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หกคนที่ยกมือกับฝ่ายค้านเพราะว่าร่วมเสนอญัตตินี้ด้วยและระบุว่าได้แจ้งไปยังพรรครวมทั้งวิปรัฐบาลแล้วว่าจะดำเนินการเช่นนี้

     “วีระศักดิ์” ให้มุมมองว่า แสดงว่าเรื่องนี้พรรคร่วมรัฐบาลต้องจัดการให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาแบบนี้อีก

          “บากบั่น” ตั้งประเด็นว่า การพิจารณาเรื่องเงินกู้ของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ตามที่กกต.ให้ส่งข้อมูลในวันที่ 2 ธันวาคมนี้ เพราะสังคมรู้เรื่องนี้มาหลายเดือนเนื่องจากธนาธรกล่าวเรื่องนี้กับสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศว่าให้พรรคกู้เงิน และสิ่งที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่แจ้ง ป.ป.ช.ว่ามีสัญญาเงินกู้กับพรรคสองฉบับ รวม 191 ล้านบาท และคิดดอกเบี้ยการให้กู้เงิน ตรงนี้จะมีผลเช่นใดกับการเมือง

      “สมชาย” กล่าวว่า สัญญาเงินกู้สองฉบับนี้มัดตัวธนาธร และสิ่งที่ย้ำคือ “กรรณิการ์ วานิช” โฆษกพรรคอนาคตใหม่ แถลงว่าพรรคมีมติให้กู้เงินจากหัวหน้าพรรค โดยย้ำว่าไม่ผิดกฎหมาย จากนั้นมีการร้องเรียน กกต.ให้ยุบพรรคในกรณีนี้ โดย กกต.ขอให้พรรคอนาคตใหม่ส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องมาเพิ่ม พรรคอนาคตใหม่ขอเวลาสี่เดือน แต่ กกต.ไม่ยอมและให้ส่งมาในวันที่ 2 ธันวาคม ดังนั้น กกต.ต้องเร่งสรุปเรื่องนี้ โดยต้องพิจารณาว่า จะใช้ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ปี 2550 ตามที่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอ้างไว้ แต่ความจริงต้องใช้ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ปี 2560 ใช้บังคับในเรื่องนี้ที่มีข้อห้ามว่าพรรคต้องไม่กู้เงินจากคนอื่นเพราะอาจมีการครอบงำพรรคได้จากคนให้กู้

เมื่อ กกต.พิจารณาเสร็จหากพบว่ามีความผิด กรณีนี้ถึงขั้นยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค กกต.ก็ต้องเสนอศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยความผิดดังกล่าว

     “วีระศักดิ์” สรุปว่า กรณีนี้มีผลต่อพรรคอนาคตใหม่ในวันข้างหน้ากับเส้นทางทางการเมือง

ในหลวง–ราชินีเสด็จฯเยาวราช 6 ธันวาคมนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402136?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ในหลวง–ราชินีเสด็จฯเยาวราช 6 ธันวาคมนี้

2 ธันวาคม 2562 – 09:05 น.
ชาวไทยเชื้อสายจีน,เยาวราช,พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว,สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี,งานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ใต้ร่มพระบารมี สดุดีมหาจักรีวงศ์
เปิดอ่าน 9,518 ครั้ง

ในหลวง–ราชินีเสด็จฯเยาวราช 6 ธันวาคมนี้ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมชาวไทยเชื้อสายจีนในวันที่ 6 ธันวาคมนี้ เวลา 17.00 น.

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยจะเสด็จฯ ไปทรงเปิดงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ใต้ร่มพระบารมี สดุดีมหาจักรีวงศ์” ณ ซุ้มเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา

          จากนั้นเสด็จฯ ไปยังวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร และมูลนิธิเทียนฟ้า เพื่อทรงสักการะเจ้าแม่กวนอิมและประทับรถรางพระที่นั่งไปยังวัดมังกรกมลาวาส แล้วเสด็จฯ กลับ

กิจกรรมในงานแบ่งออกเป็น 4 รายการ คือ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจบูรพกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ให้ชาวไทยได้พึ่งพระบารมี เล่าเรื่องราวผ่านการฉายภาพเสมือนจริงบนจอแอลอีดีในรูปแบบอุโมงค์ ตั้งแต่บริเวณวงเวียนโอเดียน

นิทรรศการพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยจะมีจอตามจุดต่างๆ บนถนนเยาวราช การแสดงขบวนพาเหรดศิลปวัฒนธรรมไทย-จีน อาทิ ขบวนเอ็งกอ จากประเทศจีน, คณะแสดงมังกร 68 หัว, การแสดงสิงโตจากแชมป์อันดับ 2 ของประเทศไทย รวมนักแสดงกว่า 800 คน เยาวราชสตรีทฟู้ดส์นำร้านอาหารอร่อยขึ้นชื่อบนถนนเยาวราชและจากทั่วประเทศ 200 ร้านมาจัดบริการประชาชน ตั้งแต่แยกเฉลิมบุรีถึงแยกราชวงศ์

          จึงขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยร่วมรับเสด็จในวันประวัติศาสตร์ 6 ธันวาคมนี้ โดยพร้อมเพรียงกัน
อ๊อด เทอร์โบ

รถไฟฟ้าไปเกษตรฯ
เปิดใช้ 4 ธ.ค.นี้

ผมเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ อยากจะร่วมแสดงความยินดีกับรถไฟฟ้าบีทีเอส สายสีเขียว จะเป็นส่วนต่อจากตลาดหมอชิตไปยังสะพานใหม่-คูคต เวลานี้คืบหน้าไปมากๆ

ในวันที่ 4 ธันวาคมนี้ ผมได้ข่าวมาว่า ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรี จะไปเป็นประธานและทดลองนั่งโดยสารรถไฟฟ้าจากสถานีตลาดหมอชิตไปยังสถานี ม.เกษตรศาสตร์ ที่อยู่ใกล้บ้านผมมากและต่อไปนี้จะไปมาสะดวกขึ้นหลังจากทนรถติดมาหลายปีแล้ว

ผมอยากให้เครือข่ายรถไฟฟ้า, รถใต้ดิน, รถเมล์เชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายใยแมงมุม เพราะผู้คนจะได้ใช้บริการมากขึ้น และจะเป็นไปได้ไหมที่จะมีบัตรโดยสารราคาพิเศษให้บ้าง

เชื่อว่าน้ำใจคนไทยไม่ทอดทิ้งกันครับและต่อไปคงมีตั๋วราคาพิเศษ จะได้เรียกผู้โดยสารได้มากขึ้นและอย่าลืมเรื่องความปลอดภัยต้องมาก่อนและอำนวยความสะดวกให้เด็กและคนแก่ด้วย
บำรุงศักดิ์ (บางเขน)

เรียนคุณ ‘บำรุงศักดิ์’ บางเขน
ผมขอร่วมดีใจและขอบคุณที่แจ้งข่าวดีนี้มาให้ทราบ และเชื่อว่าต่อไปเราจะเดินทางได้สะดวกจากรถไฟฟ้าบีทีเอสนี้ที่มีเส้นทางหลายสีต่างๆ ทั่ว กทม.

บริเวณเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวนี้ต่อไปจะมีส่วนต่อไปถึงคูคตซึ่งอยู่ไกลออกไปมาก และเชื่อว่าต้องมีผู้โดยสารมากแน่ๆ เพราะผ่านชุมชนผู้คนมากมาย

ที่อยากจะฝากไว้คือความปลอดภัยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะทางขึ้น-ลงสถานีต่างๆ และโปรดอำนวยความสะดวกให้ด้วย
อ๊อด เทอร์โบ

คนฮ่องกงอพยพ
ต้องหนีร้อนไปพึ่งเย็น (โปรดอย่าเชื่อข่าวลือ)

ผมขออนุญาตแจ้งให้ทราบว่าเวลานี้มีข่าวลือเกี่ยวกับฮ่องกงเยอะมากและมีข่าวลือ-ข่าวลวงปล่อยออกมาในโลกออนไลน์ว่าจีนจะยึดฮ่องกงบ้าง ผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลกวางตุ้งบ้าง อะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด

เพื่อนชาวฮ่องกงของผมคนหนึ่งบอกว่า ข่าวพวกนี้สร้างความสับสน หวาดวิตกมาก เพราะได้ตรวจสอบแล้วว่าไม่จริง จึงขอความกรุณาหยุดการแชร์หรือเผยแพร่ข่าวพวกนี้

จดหมายฉบับนี้อยากขอให้คุณช่วยเป็นสื่อกลางให้ด้วย แต่ที่แน่ๆ คือคนฮ่องกงที่มีเงินมองหาทางอพยพหนีร้อนไปพึ่งเย็นมาก เพราะมองหาอนาคตฮ่องกงชักไม่สดใสเป็นสวรรค์เหมือนเก่า

ผมเชื่อว่าฮ่องกงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะกลับมาดังเดิม หรือไม่จะยิ่งแย่กว่าเดิมเพราะจีนคงไม่อยากให้เป็นเด็กดื้อแน่ๆ
องอาจ (เจริญกรุง)

หนี้ครัวเรือนสัญญาณศก.ไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402134?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หนี้ครัวเรือนสัญญาณศก.ไทย

2 ธันวาคม 2562 – 08:36 น.
หนี้ครัวเรือน,ปัญหาเศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 437 ครั้ง

หนี้ครัวเรือนสัญญาณศก.ไทย บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม 2562

ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่ชะลอตัวจากเศรษฐกิจโลก แม้รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดไปมากกว่าเดิม แต่ยังไม่เพียงพอที่จะส่งผลต่อรายได้ของประชาชนและจำเป็นต้องก่อหนี้เพิ่มเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ล่าสุดนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยปี 2562 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,201 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่าร้อยละ 88.1 เป็นหนี้ ส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการใช้จ่ายทั่วไป ซื้อยานพาหนะ ซื้อบ้าน จ่ายบัตรเครดิต เพื่อประกอบอาชีพและเป็นหนี้เก่า ทำให้สภาพหนี้ครัวเรือนปีนี้มีอัตราการขยายตัวสูงขึ้นร้อยละ 7.4 เฉลี่ย 340,000 บาทต่อครัวเรือน โดยเป็นปริมาณหนี้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยร้อยละ 79.8 เป็นหนี้ในระบบ และร้อยละ 8 เป็นหนี้นอกระบบ

อ่านข่าว…  หนี้ครัวเรือนต้องแก้ให้ถูกจุด

ผลสำรวจระหว่างวันที่ 11-23 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ผู้ตอบมากถึงร้อยละ 60.2 ระบุว่า หนี้ที่มีอยู่ยังเป็นหนี้เก่าทั้งหมด ส่วนอีกร้อยละ 28.6 เป็นทั้งหนี้ก้อนเก่าและใหม่ และอีกร้อยละ 11.2 เป็นหนี้ก้อนใหม่ทั้งหมด โดยสาเหตุของการเป็นหนี้มาจากรายได้ลดลงและขาดรายได้จากการถูกเลิกจ้างงาน เพราะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ค่าครองชีพสูงขึ้น ซื้อสินทรัพย์ถาวรมากขึ้น ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากขึ้น ผ่อนสินค้ามากเกินไป ค่าเล่าเรียนบุตรหลาน ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้จากภัยธรรมชาติ หนี้จากการพนัน รวมถึงเป็นค่ารักษาพยาบาล ใช้ในการเกษตร เสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ นอกจากนี้ ประชากรกลุ่ม Gen Z อายุ 8-20 ปี มีการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและเกินตัวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่ซื้อสินค้าบ่อยครั้งหรือซื้อจุกจิก

หนี้ครัวเรือนยังเป็นอีกหนึ่งตัวเลขทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ เพราะเป็นตัวเลขที่สามารถบอกได้ว่าตอนนี้เศรษฐกิจของเราเป็นอย่างไร และสามารถบอกนิสัยการใช้เงินของคนในประเทศได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าจำนวนหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นต่อครัวเรือนเป็นประวัติการณ์นั้น มีความน่ากังวล เพราะเป็นปัญหามาจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ชะลอตัวจากเศรษฐกิจโลก โดยปีนี้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวร้อยละ 2.5-2.6 ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าร้อยละ 3 เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ส่งผลต่อรายได้ของประชาชนจำเป็นที่จะต้องมีการก่อหนี้ เพื่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยรัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศไทยสามารถฟื้นตัวได้ในช่วงกลางไตรมาส 1 ปี 2563 หากยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวจะส่งผลทำให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบมากยิ่งขึ้น โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนล่าสุดอยู่ที่ร้อยละ 78 ต่อจีดีพี

จะว่าไปแล้วหนี้ครัวเรือนของคนไทยนั้นเป็นปัญหาที่อยู่กับประเทศของเรามานานมาก นอกเหนือจากมีรายได้ไม่พอกับรายจ่ายแล้วสาเหตุสำคัญน่าจะมาจากนิสัยการใช้เงินเกินตัวหรือมือเติบ จึงเป็นเรื่องที่แต่ละคนต้องแก้ไขกันไป ส่วนการแก้ไขภาพรวมนั้นดูเหมือนรัฐบาลจะมาถูกทางที่ส่งเสริมให้คนเข้าถึงแหล่งเงินในระบบมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน รวมถึงเร่งฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้มีการจ้างงานและสร้างรายได้ การดูแลค่าครองชีพและควบคุมราคาสินค้า ดูแลเรื่องสวัสดิการให้แก่ประชาชน ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ จัดหาแหล่งเงินทุนในระบบที่มีดอกเบี้ยต่ำ แก้ไขปัญหาการว่างงานและการเสริมอาชีพ, และจัดการขึ้นทะเบียนคนจน เป็นต้น ที่สำคัญรัฐบาลต้องมีแผนระยะยาวสอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเพื่อหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง เป็นประเทศพัฒนาแล้วบนหลักเศรษฐกิจพอเพียงอีกด้วย

“The Cave นางนอน” บทเรียนคนพูดจริง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401872?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“The Cave นางนอน” บทเรียนคนพูดจริง

30 พฤศจิกายน 2562 – 08:35 น.
นางนอน,The Cave,13 หมูป่า,ถ้ำหลวง,ถ้ำหลวงนางนอน,จิม วาร์นี่ย์,นักดำน้ำ,กู้ภัยถ้ำหลวง
เปิดอ่าน 10,451 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 30 พ.ย.-1 ธ.ค.62

******************************

ร้อนฉ่า!! ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา กับวิวาทะหนัง “นางนอน” เกิดเป็นสองมุมมอง

แต่จะว่าไปมุมของความเหมือน-ต่าง ระหว่าง “เหตุการณ์จริง” กับ “เรื่องในหนัง” ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นบนโลกภาพยนตร์ ขนาดแฮร์รี่ พอตเตอร์ เรื่องแต่งล้วนๆ ยังเจอดราม่าหนังไม่เหมือนในเล่มอ่าน

วันนี้กับภาพยนตร์ “นางนอน” หรือ “The Cave”  ที่กำลังลงโรง ไม่น่าแปลกใจที่จะมีกระแสนี้เกิดขึ้นในสังคมไทย เพียงแต่ที่น่าแปลกใจ เห็นจะเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่มาแรงหนักมาก…มากกว่า

อาจเป็นเพราะคนที่กล้าออกมาตีแผ่ในมุมนี้ชนิดราวกับกำลัง “ตบหน้า” ทีมสร้าง ก็คือหนึ่งในฮีโร่ของเหตุการณ์จริง “13 หมูป่าถ้ำหลวง” อย่าง อดีตผู้ว่าฯ เชียงราย ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร

กระนั้นก็ดี เมื่อทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของมุมมองที่ส่องมาจากแว่นคนละอัน ทำไมเราไม่มองเป็นปรากฏการณ์ แทนที่จะมาสร้างความรู้สึกเชิงลบ ประชัดประชันกันด้วยคำว่า หนังชังชาติ” ไปให้เสียบรรยากาศ

โดยเฉพาะหากเราเข้าใจว่าในโลกของแผ่นฟิล์ม ไม่ว่าจะ สุข เศร้า น้ำตานอง สยองขวัญ สั่นระทึก ฯลฯ รวมกันแล้วมันก็คือ ความสนุก” อันเป็นคำตอบสุดท้ายที่เรายอมเสียตังค์ซื้อตั๋วทั้งสิ้น !

ล้อเลียน-ตีแผ่

คำถามนี้ดูจะเป็นใจกลางความรู้สึกของคนไทย ที่กำลังแบ่งเป็น 2 มุมมอง หนึ่งคือ “หน้าชา” สองคือ “โดนใจ” หลังดู “นางนอน”

ก่อนอื่นมาว่ากันที่ความหน้าชาก่อน งานนี้บอกเลย “หน้าชา” เพราะเนื้อหาของหนังทุกคนดูแล้วพูดตรงกันไม่เถียงว่า “ล้อเลียนระบบราชการ” ของไทยเราไม่น้อย

โดยเฉพาะที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Warawit Pityachawan ที่ได้โพสต์ออกมาราวกับสรุปรวบยอดความประทับใจที่เกิดขึ้นทั้งหมดในหนังซึ่งได้รับความสนใจและถูกแชร์ไปจำนวนมาก

ยกมาเฉพาะแง่มุมที่ล้อระบบราชการไทย เช่นว่าไม่ให้แผนที่กับฝรั่ง (เป็นความลับ)ไม่อนุญาตให้คนต่างชาติดำน้ำไม่อนุญาตให้เครื่องสูบน้ำเข้า ญาติเด็กๆ ต้องวิ่งเต้นกันเองทุกอย่างต้องใบมีอนุญาต ขอที่ศาลาว่าการในเมือง

แน่นอน ความหน้าชานี้น่าจะเกิดขึ้นกับผู้ว่าฯ คนดังด้วย เราคงได้เห็นคลิปข่าวที่ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ ซึ่งตอนนี้เป็นผู้ว่าฯ ลำปาง ได้เผชิญหน้าผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ทอม วอลเลอร์” ช่วงวันที่ 25 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ในการชมภาพยนตร์รอบการกุศล ที่ลำปาง

ผู้ว่าฯ คนดัง ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการสถานการณ์กู้ภัยถ้ำหลวงทั้งหมด จนได้รับเสียงชื่นชมล้นหลาม รับรางวัลเชิดชูต่างๆ ไปเพียบ ได้เปิดใจพูดกับผู้กำกับนางนอนกว่า 20 นาที ท่วงทำนองไม่สบายใจเกี่ยวกับเนื้อหา เพราะบทบางส่วนไม่ตรงกับความเป็นจริง และว่าหนังเรื่องนี้น่าจะสร้างความสามัคคีให้แก่คนในโลกได้ เพราะเป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับความสามัคคี

เราไม่รู้หรอกว่า ผู้ว่าฯ ได้ชมภาพยนตร์เพียงแค่ 3 นาทีตามที่ผู้กำกับหนังออกมาแย้งตอนหลังหรือเปล่า แต่หลายคนก็อดคิดไม่ได้ว่า การที่ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ ทำแบบนี้ เพราะท่านคือคนที่ดูหนังมามาก ชนิดเซียนหนัง หรือเป็นเพราะท่านคือคนหนึ่งที่อยู่ในฟันเฟืองกลไกของระบบราชการไทยกันแน่ ?

คัมภีร์คนทำหนัง

ที่จริงไม่มีหรอกคัมภีร์ หรือกฎทำหนังแบบตายตัว ไม่เช่นนั้น “เควนติน ทาเรนติโน่” จะไม่มีวันได้เชิดหน้าชูตา ออกมาทำหนังอะไรก็ได้เฉกเช่นทุกวันนี้ (ฮา)

แต่ถ้าจะแบ่งตาม “ลักษณะและที่มาของเนื้อหา” หลักๆ แล้วมี แบบ คือ 1.ภาพยนตร์เหตุการณ์สมมุติ อาจมาจากนิยายที่แต่งสรรขึ้น หรือจินตนาการของผู้เขียนบทเอง 2.ภาพยนตร์สารคดี และ 3.ภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริง

ตัวอย่างหนังนางนอน ภาพจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ The Cave-นางนอน

ไม่ต้องพูดถึงข้อแรก ตัวอย่างคือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ตามที่เกริ่นไปนั่นแหละ แต่ข้อ 2.ภาพยนตรสารคดี หรือ Documentary Movies นั้นคือภาพยนตร์ที่บันทึกเหตุการณ์จริง ไม่ได้ทำเป็นนวนิยาย มีเนื้อหาสาระเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ สังคม วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ

ภาพยนตร์สารคดีนั้น มีทั้งรูปแบบการบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หรือการสร้างขึ้นใหม่ เเต่เนื้อหาเน้นข้อเท็จจริง ให้ความรู้มากกว่าความสนุกสนาน บันเทิง ฯลฯ

ตัวอย่างหนังนางนอน ภาพจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ The Cave-นางนอน

โดยมากภาพยนตร์สารคดีที่ผู้คนมักให้ความสนใจ คือ ภาพยนตร์เชิงชีวประวัติ (ฺBiography) ที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของบุคคลที่น่าสนใจ อาจทั้งหมด หรือบางแง่มุม เช่น “CITIZENFOUR” แฉกระฉ่อนโลก เรื่องราวของ Edward Snowden ในช่วงที่เขาเปิดเผยโครงการ PRISM ของ CIA

ของไทยเรามีคอหนังเคยพูดถึง เช่น “นิรันดร์ราตรี (Phantom of Illumination)” เรื่องราวของ “สัมฤทธิ์” ผู้มีอาชีพฉายภาพยนตร์ประจำโรงภาพยนตร์ธนบุรีรามามา 25 ปี

และสุดท้าย คือภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริง แบบที่พวกเรามักตื่นเต้นเวลาไตเติ้ลหนังมีคำว่า “Based on a true story” ลอยขึ้นมาบนจอ ก็ “นางนอน” นี่แหละ

ภาพยนตร์รูปแบบนี้คือภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริง แต่มีการสร้างเสริมเรื่องเติมเข้าไป และตัวละครบางตัวอาจไม่มีจริง เพื่อเสริมความสนุกของเนื้อเรื่อง ง่ายๆ อย่าง “ไทแทนิคล่มจริง แต่แจ็คกับโรสไม่มีจริง”

วิเคราะห์-แยกแยะ

มาที่ นางนอน” เราต่างก็รู้ว่านี่คือภาพยนตร์แบบ “Based on a true story” ปรากฏว่าทำเอาหลายคนแม้แต่ผู้ว่าฯ คนดัง เข้าใจผิดว่าการนำเสนอต้องเรื่องจริงทุกเม็ด หรือกล่าวถึงบุคคลที่มีส่วนร่วมใน 18 วันระทึกนั้นทุกคน !

หากแท้จริงแล้ว Based on true story เจตนาคือการเล่าเหตุการณ์ แก่นสารอยู่ในเนื้อหาของเหตุการณ์ ไม่ได้มุ่งที่ตัวบุคคล อย่างเคสนางนอน ผู้กำกับภาพยนตร์ก็พยายามอธิบายอยู่ว่า “แก่น” ของเรื่องพยายามนำเสนอให้เห็นการทำงานของทีมกู้ภัย “จิม วาร์นี” นักดำน้ำกู้ภัยชาวเบลเยียมที่อาศัยอยู่ในไอร์แลนด์

จิม วาร์นี่ นักดำน้ำหนึ่งในฮีโร่ตัวจริงทีรับบทตัวเอง (รอบปฐมทัศน์)

ภาพจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ The Cave-นางนอน

นี่ยังไม่รวมถึงภาพยนตร์หลายเรื่องที่ใช้คำว่า “inspired by true events” ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์จริง คืออาจมีความจริงส่วนหนึ่งที่เป็นต้นเรื่อง ส่วนที่เหลือคือแต่งเสริมเข้าไปมากกว่า

ก็ไม่รู้ว่า “นางนอน” ต้องไปเพิ่มคำว่า “inspired by true events” ใส่เข้าไปในไตเติ้ลต้นเรื่องแทนเพื่อยุติดราม่าหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ปัญหา “ปกไม่ตรงเรื่อง” มีมานานแล้วกับบรรดาภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงหลายเรื่อง

ที่เพิ่งเกิดไม่นานก็ดราม่าระหว่าง บุตรสาวของ “บรูซ ลี” ตำนานกังฟูผู้ล่วงลับ เธอคือ “แชนนอน ลี“ ที่ไปปะฉะดะ กับ เควนติน ทาเรนติโน่ ผู้กำกับหนังดัง “Once Upon a Time in Hollywood” ที่สร้างจากเรื่องในแวดวงฮอลลีวู้ดช่วงหลายสิบปีก่อน

ทอม วอลเลอร์ ผู้กำกับ “นางนอน”

แต่แชนนอนเมื่อได้เห็นบทบาทของพ่อ เธอก็ควันออกหู ออกมาโวยวายว่าไม่ตรงความจริงและเป็นการไม่ให้เกียรติพ่อของเธอเลย จนมีการโต้ตอบกันไปมากับผู้กำกับคนดัง เรื่องไปไกลถึงขนาดที่ทายาทกังฟูผู้ยิ่งใหญ่ มีโครงการจะทำหนังพ่อของตัวเอง รับรองจะตรงปกที่สุด !

นี่ก็คือตัวอย่างที่ต้องการบอกว่า เรื่องราวทำนองนี้ล้วนแล้วแต่เคยเกิดขึ้นมาแล้วทั้งนั้น ดังนั้น ถ้าจะอินกับเรื่องราวของ “นางนอน” ก็คงต้องมองในภาพรวมของหนัง แบบที่หลายคนเชียร์ว่าควรดูให้จบ แล้วค้นหาคำตอบกันเอาเอง

สำรวจตัวเองก่อน

มาถึงมุมของ “ความโดนใจ” จากการดูหนังเรื่องนี้ หลังจากสาธยายอาการ “หน้าชา” ไปแล้วยาวยืด

ปรากฏว่าอย่างที่รู้กันว่า เมื่อเช็กไปในบรรยากาศของโลกออนไลน์ ความคิดเห็นส่วนใหญ่ของคนไทยออกมาในทำนองว่า “เห็นด้วยกับหนัง” และไม่ได้อยู่ในอารมณ์โกรธเคือง กลับแฮปปี้แบบยอมรับเบาๆ มากกว่า

เช่นความคิดเห็นในเพจ “Drama-addict“ มีคอมเมนต์ เช่นว่า “ความจริงคือความจริง หนีไม่พ้น จะได้รู้ว่าระบบของราชการไทยเป็นแบบใด นี่ชอบรายละเอียดเล็กน้อยที่ราชการยังเป็น แฮปปี้ที่ได้ดูเรื่องนี้”

หรือเพจ “หนังฝังมุก” ที่ค่อนข้างวิจารณ์ในทางชื่นชมนางนอน ก็มีคอมเมนต์จากแฟนเพจมากมาย เช่น “เขาต้องยอมรับนะ ผมว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ เพื่อนำมาแก้ไข“ หรือ “ก็สร้างอีกเวอร์ชั่นซะสิ เอาแบบอวยระบบราชการสุดๆ ไปเลยก็ได้ มันก็แค่สร้างจากมุมมองของคนคนหนึ่งในเหตุการณ์แค่นั้นเอง”

บทบาทเจ้าหน้าที่อุทยานสุดเข้ม โดย ไมเคิล เชาวนาศัย  ภาพจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ The Cave-นางนอน

หรือเพจ “Major Group” มีความคิดเห็นเช่น “ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่ ในเมืองก่อนครับ สะท้อนถึงความล่าช้าในระบบราชการไทย หน่วยงานราชการ น่าจะดูแล้วนำกลับไปแก้ไข ในเรื่องการประสานงาน ก็ดีนะคร้าบ”

แน่นอนเหล่านี้อาจไม่ใช่ความคิดเห็นของทุกคนทั่วประเทศ แต่กระแสเสียงที่ดูแล้วบอกว่าบางมุกนี่ ใช่เลย” ย่อมแปลว่ามัน “มีอยู่จริง” และเมื่อมันมีอยู่จริง ผู้เกี่ยวข้องก็ควรกลับไปดูว่าควรแก้ไขที่ตรงไหน

ที่แน่ๆ หนังเรื่องนี้ถ้าจะ “สนุก” ก็คงสนุกที่เรื่องราวล้วนเป็นสถานการณ์ที่ทุกคนมี “ประสบการณ์ร่วมกัน” ไม่เพียงแค่ ความลุ้น ความตื่นเต้น ความห่วงกังวล ความโศกเศร้าที่ “จ่าแซม” เสียชีวิต ฯลฯ

แต่ยังรวมถึงมุกทั้งหลายแหล่เกี่ยวกับระบบราชการไทยที่ใส่เข้ามาด้วยนั่นแหละ มันเรียกเสียงหัวเราะ “หึๆ” ในลำคอได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่เชื่อไปดูสิ

p17

ย้อนวีรกรรมเอ๋ ‘สายลาก’ ไฝว้หมดทุกชนชั้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401876?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้อนวีรกรรมเอ๋ ‘สายลาก’ ไฝว้หมดทุกชนชั้น

30 พฤศจิกายน 2562 – 07:30 น.
เอ๋,เอ๋ ปารีณา,ปารีณา ไกรคุปต์,ที่ สปก,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 12,823 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 30 พ.ย. – 1ธ.ค. 62

*****************************

ถามคนสายเกมต้องบอกเลยว่าชั้นเชิงแบบ เอ๋ ปารีณา ไกรคุปต์” นี่ต้องเรียกว่า “อัพเลเวล” เมพขิงๆ แต่ถ้าถามคนในที่นี้ ต้องบอกว่านับวันจะ “เล่นของสูง” ขึ้นเรื่อยๆ

ไม่รู้เพราะการเมืองไทยวันนี้เป็นอะไรที่เรียกว่า “ปาฏิหาริย์รายวัน” หรืออย่างไร ที่ทำให้วันนี้คนที่เป็น ส.ส.ราชบุรี มาตั้งแต่รุ่น น.ส. มาจนรุ่น 43 เข้าข่ายสายป้า ผ่านงานเพื่อประชาชนมาแล้วถึง 4 สมัย (2548, 2550, 2554 และ 2562) มาไกลถึงขนาดนี้

3 สมัยแรกคนไทยวงนอกไม่รู้จักเท่าไร นอกจากคนในพื้นที่ แต่พอมาสมัยที่ 4 ในสังกัดพรรคพลังประชารัฐเท่านั้นแหละ สาวเอ๋ จัดแรง จัดเต็ม วันนี้ข่าวสารไทยไม่มีวันไหนไม่มีเรื่องราวของเธอ

หรือจะเข้าตำรา มะพร้าวยิ่งแก่ยิ่งมัน สาวเอ๋ยิ่งนานวันก็ยิ่งมาแรง ว่าแล้ววันนี้ลองไล่ไทม์ไลน์ศึกวันทรงชัย เอ๊ย! ย้อนดูลีลาสาวเอ๋ กับการเปิดไฝว้กับหลายๆ คนกันพอหอมปากหอมคอดีกว่า

เอ๋ตลาดแตก

ถ้านับย้อนความแรงของสาวเอ๋ ไม่ต้องคอการเมืองยังรู้เลยว่าเธอเปิดตัวอย่างอลังการยิ่งกว่ามิสแกรนด์ ด้วยคำคำเดียวว่า อีช่อ!!” ในการไลฟ์เฟซบุ๊กพูดเรื่องมารยาทของ ส.ส.ในการประชุมสภา

งานนั้นทำเอาหลายคนตกใจ เพราะภาพคุ้นๆ ตาของสาวเอ๋คนนี้ เธอเคยได้สายสะพายนางงามมิตรภาพ เวทีนางสาวไทยปี 2544 แต่วันนี้ภาพนั้นหายไปเหลือเพียงความงุนงงสงสัยว่า ไปยังไงมายังไงถึงมีคำนี้

ช่วงนั้น ถ้าบอกว่าเป็นเรื่องการเมืองหลังเลือกตั้งไม่นาน หลายคนก็รู้ว่าคนที่ชื่อคล้ายๆ กัน มีคนเดียว คือ “พรรณิการ์ วานิช” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ที่กำลังเป็นที่จับตามองของคนไทย

สื่อพากันไปถามสาวช่อแห่งค่ายส้ม เจ้าตัวบอกไม่เป็นไร เพราะไม่ได้รู้สึกอะไร คงไม่ได้หมายถึงตน สอดรับกับที่พอนักข่าวกรูไปถามไถ่ฝ่ายสาวเอ๋บ้าง เธอก็แก้ต่างว่าคำนี้เป็นภาษาท้องถิ่น เอาไว้เรียกบุคคลที่ไม่มีมารยาท อย่ากินปูนร้อนท้อง

ผ่านสาวช่อไปได้ไม่นาน ช่วงนั้นสาวเอ๋ก็ไปโพสต์เฟซบุ๊กจิกกัด ส.ส.ชายค่ายส้ม “ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ที่อภิปรายครั้งแรกก็ทำเอาคนจากฝ่ายรัฐบาลเองถึงกับชมว่าดีงาม สร้างสรรค์

แถมยังไปลากเอาเรื่องครอบครัวของหนุ่มทิมมาละเลงซ้ำ โดยไปแชร์คลิปรายการคลับฟรายเดย์ในเฟซบุ๊กของตนเอง ซึ่งเทปนั้นอดีตภรรยาของทิมบอกเล่าถึงปัญหาระหว่างเธอกับอดีตสามีไว้

เรื่องนี้เลยทำเอาพี่น้อง “คุนผลิน” อั๋น-แอน ที่พากันแท็กทีมเข้ามาสวนเอ๋กันไปคนละชุด เพราะรายการที่แชร์ อั๋น ภูวนาท เป็นพิธีกรร่วมด้วย สาม อ.เกิดศึก ปะฉะดะกันอยูพักใหญ่ จนเรื่องเงียบหายไป

นักเลงสายแซะ

จะว่าไปช่วงนั้น ถ้ามองดีๆ เอ๋ ปารีณา ส.ส.แห่งพรรคพลังประชารัฐ จะเป็นข่าวในลักษณะแซะเสียดเสียมากกว่า

อย่างตอนที่สาวเอ๋ไปโพสต์ความเห็นเกี่ยวกับเหตุคนร้ายลอบวางวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิด 7 จุด ทั่วกรุงเทพฯ จนมีประชาชนได้รับบาดเจ็บ ช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

เธอบอกว่า สงสัย อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิด “นายกทักษิณเป็นคนไม่ดีค่ะ ต้องเรียนรู้แพ้ รู้ชนะ พอหยุดเผา ก็มาระเบิด #อำมะหิด” แต่ภายหลังได้ลบออกไป

หรืออย่างศึก ปะฉะดะกับ คนใหญ่บางบอน จนถูกจองกฐินตั้งแต่ยังไม่ออกพรรษา โดยสาวเอ๋ไปขุดข่าวเก่าปี 2561 ที่ วัน อยู่บำรุง” ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย เคยมีเรื่องวิวาทจนต้องขึ้นโรงพัก พร้อมข้อความว่า “1.ใหญ่จัง 2.คุ้นเคยกับที่แคบๆ 3.พ่อแม่รังแกฉัน จึงเป็น…”

งานนี้ ส.ส.บางบอน เพื่อไทย ถึงกับควันออกหู จัดหนักสาวเอ๋อย่างแรงเหมือนกัน ทั้งเนื้อหาที่ต้องขอเซ็นเซอร์ ช่วงนั้น คนไทยตบเข่าฉาดว่าเป็น “สายเกรียน” มวยถูกคู่ พากันลุ้นว่าหลังจากนี้ เอ๋จะไปเปิดวอร์กับใครอีกเท่าไร

อีกคู่ไฝว้ของสาวเอ๋

แต่ถ้าจำกันได้ เกิดเป็นเอ๋มันก็เจ็บ เพราะไม่เพียงรบรากับคนการเมือง แต่ในโลกโซเชียล สาวเอ๋ก็เจอศึก อย่างที่รู้ว่าเธอเองก็ถูกตอบโต้กลับจากฝั่งผู้ใช้โซเชียลที่พากันไปขุดเรื่องราวเก่าๆ ของเธอและครอบครัวมาโจมตีกลับ

แถมยังมีการเปิดแคมเปญที่ไม่เคยมี ส.ส.คนไหนโดนมาก่อน คือการเสนอถอดถอนเอ๋พ้นจากความเป็น ส.ส. ในเว็บไซต์ change.org แต่งานนี้คนเมืองโอ่งบอกว่าชิลๆ โพสต์กลับมาว่า “ถอดถอนอะไรกันจ๊ะ มุกเดิมๆ ของพรรคอนาคตดับ”

อัพเลเวลขึ้นแท่น

คนไทยนั่งดูเอ๋แซะชาวบ้านอยู่สักพัก ปรากฏต้องอ้าปากค้าง เมื่อเอ๋ได้เป็น “กรรมการยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ” ขณะที่เกาหัวว่ามายังไง แต่พอดูหน้าที่ที่ได้รับคือ “รับผิดชอบตอบโต้ประเด็นการเมือง” ก็ถึงกับหายสงสัย

แต่ที่แปลกใจกว่า คือไปๆ มาๆ เอ๋มาไกลถึงขั้นได้นั่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ชุดที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็นประธาน

งานนี้ผิวเผินคือที่ประชุมพรรคพลังประชารัฐ เสนอเข้าไปเพื่อไปทำหน้าที่แทน “พยม พรหมเพชร” ส.ส.สงขลา และ “ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์” ส.ส.อุบลราชธานี

แต่ลึกๆ แล้วคนไทยรู้ว่าเกมนี้คืออะไร เพราะเอ่ไม่ได้มาคนเดียว แต่มาพร้อมสายจี๊ดอีกคนอย่าง สิระ เจนจาคะ” ส.ส.กรุงเทพฯ

ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน งานแรกของเอ๋เกิดขึ้นจากชาวบ้าน อ.จอมบึง ราดรี ไปร้องขอให้ช่วยเรียกคืนที่ดิน 500 ไร่ จากทั้งหมดกว่า 3,000 ไร่ ของ สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ” มารดาของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ช่วยไปช่วยมา ผ่านไปไม่กี่วันเอ๋ถูกคุ้ยเอง โดย เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักคุ้ยเจ้าประจำบอกว่าเอ๋เองก็มีที่ดินจำนวนมากที่สงสัยว่าจะครอบครองโดยไม่ถูกกฎหมาย ถึง 1,700 ไร่

จากที่แซะคนมาทั้งโลก โดนด่ามาทั้งประเทศเท่าไรไม่เคยร้อนหนาว วันนี้เอ๋เจอเรื่องใหญ่ที่ทำเอาต้อง กราบขอนักข่าวเลยทีเดียว กับเคสเอ็มโอยู ที่สาวเอ๋เอามาอ้างขอไม่ตอบคำถามเรื่องปัญหาที่ดิน

งานนี้โดนชาวบ้านแซวไม่พอว่ามันทำกันได้ด้วยหรือ แต่ก็ยังถูกสื่อเอาหนังสือที่เอ๋ร่างมา “ขยี้ซ้ำ” ว่าผิดหลักการร่างหนังสือราชการทั้งปวงทุกบรรทัด

แน่นอนเรื่องนี้มีแต่คนชื่อเอ๋เท่านั้นที่เอาตัวรอดไปได้สีข้างถลอกว่า “ล้อเล่น”

ไฝว้สองใหญ่

อย่างไรก็ตาม วันนี้คนชื่อเอ๋ ยังไงก็คือเอ๋ ปรากฏไม่รู้ว่ากำลังเครียดกับปัญหาที่ดินที่ต้องเผชิญหรืออย่างไร หลังจากนั้นเอ๋จึงเกือบเหมือนเสือโมโห ไฝว้หมดทุกชนชั้น

พอเธอได้เข้าไปนั่ง กมธ.ป.ป.ช. เธอก็ทำงานทันที ด้วยการแถลงว่าจะเข้าไปตรวจสอบว่าคณะกรรมาธิการฯ ใช้อำนาจเกินขอบเขตไปบ้างหรือไม่

จากนั้นในการประชุมเพียงแค่นัดแรกช่วงวันที่ 13 พฤศจิกายน ฝ่ายเอ๋ และ ตู่เสรี ก็ปะฉะดะกันมันหยด

โดยตอนหนึ่งของการประชุม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้มอบหมายให้เอ๋รับผิดชอบการตรวจสอบความไม่โปร่งใสในการบริหารของสถานศึกษาแห่งหนึ่ง แต่สาวเอ๋ก็ปฏิเสธไม่ไป เลยโดนอดีตนายตำรวจใส่ไปหลายเข่ง

ปรากฏสาวเอ๋เลยเอาเรื่องนี้ไปฟ้อง ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมสภา ช่วงวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

ไปๆ มาๆ พอโดนลุงชวนตัดบทว่าไม่อนุญาตให้นำเรื่องภายในกมธ. มาหารือ และปิดไมค์ใส่ขณะที่เธอกำลังอ้าปากจะพูดต่อ สาวเอ๋จึงของขึ้นออกมาอัดนายหัวชวน ว่า “เยอะไปแล้ว” ทำไมไม่แยกแยะ

เคสนี้ต้องฮือฮา เพราะถ้าระดับตำนานการเมืองชื่อชวนยังต้องมาเจอสายแซะอย่างเอ๋ จากนี้จะใครยังไง เอ๋ก็คงไม่หวาดหวั่น (ยกเว้นลุงตู่)

ล่าสุดสีสันนักการเมืองไทย ไม่เคยเหมือนที่ไหนในโลก ปรากฏเอ๋กลับมาจัดหนัก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อีกครั้งในการประชุม กมธ.ชุดเดียวกัน เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

โดยหลังจากโต้เถียงเรื่องตำแหน่งการนั่งของแต่ละคน จนประธานตัดบทว่า “ใครจะนั่งตรงไหนก็ได้” สาวเอ๋ก็เลยลุกขึ้นหยิบกระเป๋า หิ้วตะกร้า ลากเก้าอี้มานั่งหัวโต๊ะข้างท่านประธานสายแข็งแบบประชิดตัวเลยทีเดียว

งานนี้เกิดเป็นภาพข่าวลือลั่น แถมยังปะฉะดะกันอีกหลายยก ชนิดที่ต้องถามเลยว่านี่มันการทำงานของ ส.ส.ผู้ทรงเกียรติ หรือรายการโต๊ะข่าวบันเทิงกันแน่ล่ะท่านผู้โชม…เอาะเอาะเอาะอ๊อยยย…

ทางเลียบเจ้าพระยาต้องทำได้แล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401690?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทางเลียบเจ้าพระยาต้องทำได้แล้ว

29 พฤศจิกายน 2562 – 13:00 น.
ทางเลียบเจ้าพระยา
เปิดอ่าน 1,936 ครั้ง

ทางเลียบเจ้าพระยาต้องทำได้แล้ว คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

มีข่าวดีมาบอกว่าอีกปีกว่าเราจะมีทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาของกทม. ซึ่งหลายๆ คนคิดว่าเป็นโครงการที่ถูกลืมไปแล้ว จึงขอแจ้งถึงความคืบหน้ามาเพราะยังทำต่อไปโดยใช้เงินรวมราวๆ 8,200 ล้านบาท ซึ่งคิดเอาเองว่าหากเสร็จสมบูรณ์แล้วกรุงเทพฯ ของเราจะสวยขึ้นเยอะ

อ่านข่าว…  2 ปีได้ใช้ กทม.ลุยสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา

หลายนครหลวงของโลก เช่น นครปารีส กรุงโซลของเกาหลีใต้ ฯลฯ ต่างมีแม่น้ำและทางการได้ทำถนนหรือปรับภูมิทัศน์ให้สวยงามยิ่งจนโด่งดังไปทั่ว

‘ดับเครื่องชน’ จึงขอนำข้อสรุปโครงการนี้มาแจ้งให้ทราบและกทม.ได้ของบประมาณ 10% ซึ่งได้รับอนุมัติมาแล้วจะทำทันที

โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาระยะทาง 14 กม. พื้นที่ก่อสร้างในสัญญาช่วงที่ 1 (ฝั่งพระนคร) คือจากสะพานพระราม 7 ถึงคลองบางพลัด ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างของบประมาณจากรัฐบาล รูปแบบโครงการ ประกอบด้วย ก่อสร้างทางเดิน ทางจักรยานริมแม่น้ำเจ้าพระยา จากสะพานพระราม 7 ถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ความกว้าง 10 เมตรทั้ง 2 ฝั่ง พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์เขื่อน ท่าเรือ ศาลาท่าน้ำ พื้นที่สาธารณะ เส้นทางการเข้าถึงระบบไฟฟ้า ระบายน้ำและอื่นๆ โดยรูปแบบทางเดินทางจักรยานจะอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 2.25 เมตร ต่ำกว่าระดับเขื่อนปัจจุบันประมาณ 1 เมตร ไม่บดบังทัศนียภาพสิ่งก่อสร้างริมน้ำ หรือภูมิทัศน์ทั้งสองฝั่งแม่น้ำและไม่กระทบต่อการเดินเรือทุกประเภท

มีการตัดเนื้องานในโครงการออกเนื่องจากอยู่ในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ 2 พื้นที่ ทำให้เส้นทางริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตามโครงการเหลือประมาณ 13 กม. แบ่งเป็น 4 สัญญา ประกอบด้วย ช่วงที่ 1 จากสะพานพระราม 7-กรมชลประทาน ช่วงที่ 2 จากกรมชลประทาน-คลองรอบกรุง ช่วงที่ 3 จากสะพานพระราม 7-คลองบางพลัด และช่วงที่ 4 จากคลองบางพลัด-คลองบางยี่ขัน

กทม.จะทำได้หรือไม่ต้องได้รับความร่วมมือโดยเฉพาะชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณทางผ่านต้องกระทบกระเทือนบ้างเพราะอยู่กันมานานแล้ว-น่าเห็นใจจริงๆ
อ๊อด เทอร์โบ


อย่าเป็นมวยล้ม
ใครบุกรุกป่าต้องจับ

ผมเป็นคนบ้านนอกและอยากบอกว่าเดี๋ยวนี้ความรวดเร็วเจริญทางด้านการสื่อสารการข่าวไปได้เร็วมากๆ ทำให้ผมทราบข่าวต่างๆ ได้ทันเหตุการณ์ จึงขอให้ช่วยเป็นสื่อกลางเรียกร้องมาตรฐานว่าใครทำผิดกฎหมายต้องได้รับโทษและการตรวจสอบโดยเท่าเทียมกัน

อย่างกรณีมีส.ส.คนอื่นที่ขออนุญาตไม่เอ่ยนาม ได้เจอเรื่องการบุกรุกป่าในเขตส.ป.ก. ซึ่งคิดว่าคงไม่ได้มีแค่นี้ หากขุดค้ยให้ดีจะมีอีกมากทั้งเศรษฐีหรือคนมีเงินและอำนาจ อันที่จริงแล้ว ส.ป.ก.มีไว้ให้คนจนหรือคนไม่มีที่ทำมาหากินและที่ผ่านมาเคยมีคดีส.ป.ก.จนคนทำผิดต้องโทษมาแล้ว

เขตป่าสงวนหรือเขตหวงห้ามต่างๆ ก็มีคนบุกรุกทำกินมาแล้ว จึงเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินตามกฎหมายอย่าให้มีสองมาตรฐาน

จึงเรียกร้องมาทางจดหมายนี้ว่าอย่าเป็นมวยล้ม คนมีเงิน คนดังหรือคนมีอำนาจก็เท่าเทียมคนจน
สมศักดิ์ (ราชบุรี)

เรียนคุณ ‘สมศักดิ์’ ราชบุรี
ผมเองก็เฝ้าติดตามข่าวการบุกรุกป่าหลายๆ คดีว่าจะจบลงอย่างไรและอยากเห็นว่าคดีดังๆ จะเป็นมวยล้มอย่างคุณแจ้งมาหรือไม่

ใครหลายคนมักพูดกันว่า ส.ป.ก.เป็นที่ดินอาถรรพณ์ใครทำไม่ดีต้องมีอันเป็นไปทุกราย ซึ่งดูข่าวแล้วน่าจะเป็นจริง

จึงขอร่วมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตั้งแต่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตลอดจนเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายดำเนินการตามกฎหมาย

อย่าให้มีสองมาตรฐานระหว่างคนรวยกับคนจนเป็นอันขาด
อ๊อด เทอร์โบ


คนแก่จะครองเมือง
”อเมริกา” ชอบแบบนี้? (เป็นกำลังใจให้ผู้สูงอายุ)

วันเวลาผ่านไปเหมือนติดปีกบินนี่เป็นเรื่องจริงด้วยเพราะเดือนฟฤศจิกายน 2563 สหรัฐอเมริกาจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีแล้ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นคนอายุมากสุด 73 ปี จะต้องถูกคนมีอายุหรือคนแก่ด้วยกันท้าชิงตำแหน่งคือนายไมเคิล บลูมเบิร์ก อดีตนายกเทศมนตรีนิวยอร์ก ที่มีอายุถึง 77 ปี

นายไมเคิล บลูมเบิร์ก ผู้นี้เป็นเจ้าของบลูมเบิร์ก แอลพี กรุ๊ป ยักษ์ใหญ่ด้านสื่อได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส์ว่าเป็นมหาเศรษฐีร่ำรวยอันดับ 8 ของสหรัฐและอันดับ 14 ของโลก มีทรัพย์สินกว่า 53,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.6 ล้านล้านบาท)

โดยมีนโยบายแบบคนมีเงินว่าจะไม่รับเงินสนับสนุนการหาเสียงและจะไม่รับเงินเดือนหากได้เป็นประธานาธิบดี

ผลสำรวจคะแนนนิยมตัวเต็งพรรคเดโมแครต อันดับ 1 คือ นายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ 77 ปี ตามด้วยนางเอลิซาเบธ วอร์เรน ส.ว.แมสซาชูเซตส์ 70 ปี

ผมจึงขอเป็นกำลังใจให้ผู้สูงอายุทั้งหลายว่าจงอยู่ดูโลกให้สดใสเพราะต่อไปอเมริกาจะมีประธานาธิบดีอายุปลดระวางก็เป็นได้ คนที่จะมาเป็นประธานาธิบดีอเมริกานั้นต้องทำงานหนักแสดงว่าทุกคนที่อายุ 70 ปีกว่าๆ นี้แข็งแรงมาก จึงเขียนจดหมายนี้มาเป็นกำลังใจให้คนแก่ทุกคน
วิชัยพล (อ่างทอง)


เกมอันตราย’ส้มห้าว’สางแค้นในสภา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401665?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เกมอันตราย’ส้มห้าว’สางแค้นในสภา

29 พฤศจิกายน 2562 – 10:10 น.
ชูธงทวนกระแส
เปิดอ่าน 2,559 ครั้ง

เกมอันตราย’ส้มห้าว’สางแค้นในสภา คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

ระยะนี้จะเห็น “เกมรุก” ของพรรคอนาคตใหม่ เพื่อบรรลุสิ่งที่เรียกว่านโยบายเรื่องจัดการ “มรดกบาป” คสช. ซึ่งในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรคอนาคตใหม่ประกาศว่าจะดำเนินตามนโยบายดังกล่าวผ่านกลไกของสภาผู้แทนราษฎร

อ่านข่าว…  อนาคตใหม่ กับจังหวะในวันนี้

ล่าสุดพรรคอนาคตใหม่เสนอญัตติด่วนเรื่อง ขอให้สภา​ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ศึกษาผลกระทบจากการกระทำประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และการใช้อำนาจของหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 แต่มีปัญหาการโหวต และสภาล่ม จึงต้องเลื่อนออกไป

ที่น่าจับตาอีกเรื่องหนึ่งคือปฏิบัติการ “เอาคืน” ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ที่มี “ปิยบุตร แสงกนก​กุล​” เป็นประธาน กมธ.

นายทหาร ประจันหน้าอดีตแกนนำม็อบต้าน คสช.

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ที่รัฐสภาเกียกกาย กมธ.กฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน โดย ปิยบุตร แสงกนก​กุล​ ได้เปิดประชุมในวาระพิจารณา​ศึกษากรณีการดำเนินคดีโดยรัฐ เพื่อกลั่นแกล้งประชาชนผู้เห็นต่างทางการเมือง

วาระนี้แฟนเพจของฝ่ายต่อต้านคสช. ได้โหมโรงกันล่วงหน้าหลายสัปดาห์แล้ว เนื่องจากทางกมธ.ได้เชิญ พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ในฐานะสำนักงานพระธรรมนูญทหารบก และ “เสธ.พีท” พ.อ.พิทักษ์พล ชูศรี ผบ.กรมทหารพรานที่ 22 เป็นผู้ที่มาชี้แจง

เป็นที่ทราบดีว่าทั้ง พล.ต.บุรินทร์ และเสธ.พีท เป็นไม้เบื่อไม้เมากับนักเคลื่อนไหวต้านคสช.ช่วงปี 2558-2561 โดยหนึ่งในนั้นชื่อ “รังสิมันต์ โรม” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่

ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน รังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ได้แต่งตั้ง “ไผ่ ดาวดิน” หรือ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา เป็นเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน

สำนักข่าวพลังมด มาไลฟ์เฟซบุ๊กประชุม กมธ.

          ใครก็รู้กันทั้งขอนแก่น “ไผ่ ดาวดิน” กับ “เสธ.พีท” เป็นคู่ต่อสู้ทางการเมือง ตั้งแต่ปี 2558 โดย “โรม” แต่งตั้งไผ่ ก็เพื่อให้เข้าประชุมกมธ.ได้ และพวกเขาต้องการภาพ “ไผ่” เผชิญหน้า “เสธ.พีท”

นอกจากนี้กลุ่มผู้ร้องเรียนที่มาร่วมให้ข้อมูลทั้งสิ้น 10 ราย ล้วนเป็น “แกนนำ” กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยใหม่ และกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง อาทิ ชลธิชา แจ้งเร็ว, ธนวัฒน์ วงศ์ไชย และณัฎฐา มหัทธนา

บรรยากาศในที่ประชุม กมธ.วันนั้น พล.ต.บุรินทร์ และพ.อ.พิทักษ์พล มีสภาพไม่ต่างจำเลย ที่ถูกทนายฝ่ายต้าน คสช.ซักค้าน

          อย่าง ชลธิชา แจ้งเร็ว กล่าวว่า นับตั้งแต่รัฐประหาร 24 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา ตนโดนไปแล้ว 7 คดี ซึ่งทุกคดีผู้แจ้งความคือ พล.ต.บุรินทร์ ทั้งนี้ ใช้สิทธิเสรีภาพแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต จัดกิจกรรมโดยสงบ สันติโดยตลอด กรณีนี้เป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมืองกลั่นแกล้งผู้เห็นต่างทางการเมืองหรือไม่

“โบว์ ณัฎฐา” ชี้ว่า คดีความของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เชื่อว่ามีการดำเนินการทางยุทธศาสตร์ เป็นกระบวนการคุกคาม กลั่นแกล้งดำเนินคดีปิดปากประชาชน

ฝ่าย พล.ต.บุรินทร์ อธิบายความว่า ตนเองและพ.อ.พิทักษ์พล อยู่ในฐานะผู้รับมอบอำนาจเท่านั้น เพียงรับส่งมอบเอกสารหลักฐานต่างๆ ให้ไปดำเนินคดีตามตามคำสั่ง คสช. ตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน

1.ด้านกองกำลัง มอบให้ ผบ.กองกำลังต่างๆ มีอำนาจ 2.ส่วนที่ขึ้นกับสำนักงานเลขาธิการรักษาความสงบแห่งชาติ เมื่อสำนักงานเลขาฯ ได้รับมติ​จากคณะ คสช.ให้ดำเนินคดีกับบุคคลใดก็ตามก็จะทำหนังสือมอบอำนาจมายังตนแล้วจะปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา​ต่อไป

อย่างไรก็ตาม พล.ต.บุรินทร์ บอกว่า เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น เราถึงได้รับมอบอำนาจให้ไปแจ้งความดำเนินคดี และทุกครั้ง ข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน เป็นขั้นตอนตามกฎหมาย ตนไม่สามารถพูดลึกไปกว่านี้ได้ เป็นผู้ได้รับอำนาจตามกฎหมาย เป็นผู้ปฏิบัติตามเท่านั้น ถ้าไม่ปฏิบัติก็มีความผิด ไม่เคยมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามหรือศัตรู ทุกคนเป็นพลเมือง เราทำทุกอย่างให้ประเทศเดินหน้า

“เราไม่มีทางที่จะผลักให้ประชาชนเป็นศัตรู ไม่มีประเทศไหน รัฐไหนทำอย่างนั้นแน่นอน กองทัพต้องอยู่กับประชาชน”

ด้าน “โบว์” ใช้เฟซบุ๊ก Bow Nuttaa Mahattana บอกกล่าวเอฟซีว่า “ไผ่ ดาวดิน และเสธ.พีท นั่งประจันหน้ากันในการประชุม กมธ. กฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน โดย พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ และพ.อ.พิทักษ์พล ชูศรี มาตอบคำถามจากกรรมาธิการกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (ผู้ร้อง) และผู้ได้รับผลกระทบที่ได้รับเชิญมาให้ข้อมูล”

          นี่คือเกมสางแค้นของกลุ่มต้านคสช. ที่ค่อยๆ ไต่ระดับจากเรื่องเล็กไปหาใหญ่ และมีเป้าสูงสุดคือล้างมรดกบาป คสช.

ซื้อที่ดินจากแบก์รัฐ-เนื้อที่ขาดฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ศาลใด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401678?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ซื้อที่ดินจากแบก์รัฐ-เนื้อที่ขาดฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ศาลใด

29 พฤศจิกายน 2562 – 09:25 น.
สัญญาจะซื้อจะขาย,ศาลปกครองสูงสุด,ซื้อขายที่ดิน
เปิดอ่าน 1,086 ครั้ง

ซื้อที่ดินจากธนาคารของรัฐแล้วเนื้อที่ขาด : ฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ศาลใด คอลัมน์…  เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

        อุทาหรณ์จากคดีปกครองในวันนี้ นายปกครองมีคำตอบในประเด็นคำถามที่ว่า หาก “เอกชน” ได้รับความเสียหายจากการตกลงซื้อที่ดินจากการประกาศขายของธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจ จะต้องฟ้องต่อศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

อ่านข่าว…  กทม.เพิ่มความสูงคันหินทางเท้า…รถยนต์เข้า-ออกบ้านไม่ได้ ใคร…รับผิดชอบ

เพราะ “รัฐวิสาหกิจ” ถือเป็น “หน่วยงานทางปกครอง” ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ที่ใช้อำนาจในทางปกครองเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ และในบางกรณีอาจมีการใช้อำนาจในทางแพ่งเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อเอกชนคนใดคนหนึ่ง

โดยเฉพาะมูลเหตุของคดีนี้ เกิดจากการที่ธนาคารออมสินประกาศขายที่ดินมีโฉนดพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นทรัพย์สินของธนาคารที่ยึดมาจากลูกหนี้ โดยผู้ฟ้องคดีได้ซื้อที่ดินและทำ สัญญาจะซื้อจะขาย” กับธนาคาร แต่เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการรังวัดสอบเขตที่ดินพบว่ามีเนื้อที่ไม่ตรงตามโฉนด ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ที่ดินในส่วนที่ขาด จึงฟ้องต่อศาลปกครองว่าธนาคารละเลยต่อหน้าที่ ไม่ตรวจสอบจำนวนเนื้อที่ดินให้ตรงตามโฉนดก่อนประกาศขาย จึงขอให้ธนาคารออมสิน (ผู้ถูกฟ้องคดี) ชดใช้ค่าเสียหาย

ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือไม่ ?

หาก “สัญญาจะซื้อจะขาย” ระหว่างเอกชนผู้ตกลงซื้อที่ดินกับธนาคารออมสินเป็น “สัญญาทางปกครอง” การฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการทำสัญญาจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 และหาก “สัญญาจะซื้อจะขาย” ดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่ง ข้อพิพาทในคดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คดีนี้ ศาลปกครองสูงสุด เห็นว่า ธนาคารออมสินเป็นรัฐวิสาหกิจ ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารออมสิน พ.ศ.2489 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสวัสดิภาพแห่งสังคมในทางทรัพย์สินและตามที่บัญญัติในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542

แต่การที่ธนาคารได้ประกาศขายทรัพย์ของตนเองโดยเมื่อมีผู้สมัครใจเข้าซื้อทรัพย์ก็มีการทำสัญญาในลักษณะของสัญญาทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่นเดียวกับเอกชนทั่วไปที่ทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินกัน จึงถือเป็นการประกอบกิจการในเชิงธุรกิจการพาณิชย์ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น ไม่ใช่การใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายและไม่ใช่การดำเนินกิจการทางปกครอง

อีกทั้ง นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับธนาคารเป็นไปตามสัญญาจะซื้อจะขาย การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ธนาคารประกาศขายที่ดินโดยไม่ตรวจสอบให้ถูกต้องก่อนว่าจำนวนเนื้อที่ตรงตามโฉนดที่ดินหรือไม่ จึงมีลักษณะเป็นการฟ้องเรียกเงินค่าเสียหายเนื่องจากการตกลงซื้อที่ดินจากการประกาศขายทรัพย์ของธนาคารตามสัญญาจะซื้อจะขาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา

และเมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงดังกล่าว มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงเอกสิทธิ์ของรัฐ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างธนาคารกับผู้ฟ้องคดี จึงไม่เป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ หากแต่เป็นสัญญาทางแพ่ง ผู้ฟ้องคดีจึงต้องยื่นคำฟ้องต่อศาลยุติธรรม เพื่อการใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์…นั่นเองครับ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ คร.39/2562)

จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ จึงเป็นการอธิบายสถานะของ “สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน” ระหว่างธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจผู้จะขายกับเอกชนผู้จะซื้อว่า เป็นสัญญาทางแพ่ง ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากการบังคับตามสัญญาอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

นอกจากนี้แม้ว่ารัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติจะมีสถานะเป็น “หน่วยงานทางปกครอง” แต่การใช้อำนาจก็มีทั้งการใช้อำนาจหรือดำเนินกิจการในทางปกครองตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ และในบางกรณีอาจไม่ใช่การดำเนินกิจการในทางปกครองแต่เป็นการดำเนินการในเชิงธุรกิจการพาณิชย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อพิพาทอันเกิดจากการบังคับตามสัญญาจะอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม จึงต้องพิจารณาจากลักษณะของสัญญาว่า เป็นสัญญาทางปกครองหรือสัญญาทางแพ่ง ครับ!

(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

ทำทุกอย่างให้โปร่งใส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401667?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำทุกอย่างให้โปร่งใส

29 พฤศจิกายน 2562 – 09:20 น.
แบนสารพิษ,ไกลโฟเซต,ปารีณา ไกรคุปต์,ฟาร์มไก่
เปิดอ่าน 1,034 ครั้ง

ทำทุกอย่างให้โปร่งใส บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2562

เมืองไทยเป็นอะไรที่น่าแปลก “สิ่งใดมีคุณค่าเลิศล้ำ” แม้จะยิ่งใหญ่ไม่มีอะไรเสมอเหมือน แต่สิ่งนั้นอาจไร้คุณค่าในสายตาคนบางกลุ่ม หากมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ในทางกลับกันอะไรที่เป็นเรื่องร้ายผิดหลักธรรมาภิบาลอาจถูกกลับดำให้เป็นขาวได้ในชั่วพริบตาหากการฟอกผิดดังกล่าวจะทำให้พวกพ้องรอดพ้นปากเหยี่ยวปากกาไปได้…คิดแล้วก็เพลียใจหมดแรงขับเคลื่อนร่างกาย แต่นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นอย่างไม่ต้องการเหตุผลและหาคำอธิบายใดๆ ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยระบบอุปถัมภ์ค้ำชูมาเนิ่นนาน…

ไม่รู้ว่ามีใครเป็นเหมือนกันหรือเปล่า ที่อยู่ดีๆ ก็เกิดอาการ “หน่วง” อย่างบอกไม่ถูกหลังจากทราบผลการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีมติเอกฉันท์ยกเลิกการแบนสารพิษไกลโฟเซตอย่างถาวร พร้อมกับยืดการใช้สารพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสไปอีก 6 เดือน…ต้องบอกว่า ช็อกสุดๆ กับมติที่ออกมา เพราะตลอดหลายเดือนที่ผ่านมารัฐบาลมีท่าทีขึงขังเอาจริงจังในการแบน 3 สารพิษให้สิ้นสลายไปจากประเทศไทย จนประชาชนอย่างเราแอบเคลิ้มเผลอใจยกมือทำท่า “มินิฮาร์ท” เพราะซาบซึ้งต่อผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาล “ลุงตู่” ในการเช็กบิล 3 สารพิษที่เป็นมหันตภัยปลิดชีวิตเกษตรกรชาวไทยให้ตายแบบผ่อนส่งมาตลอดหลายสิบปี

เกิดอะไรขึ้น…ส่วนตัวไม่อยากจะคิดว่า การยกเลิกแบนสารพิษไกลโฟเซต รวมถึงต่ออายุยืดการใช้สารพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส จะเกิดจากความขัดแย้งของคนในพรรคร่วมรัฐบาลที่มีเรื่องผลประโยชน์มหาศาลเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่…และไม่อยากคิดว่า รัฐบาลไม่ได้คำนึงถึงชีวิตของพี่น้องชาวเกษตรกรที่จะต้องเผชิญกับภัยร้ายจากการใช้ 3 สารพิษต่อไป…ยิ่งกว่านั้นยังไม่อยากคิดว่าเรื่องนี้เป็นเพียงปาหี่ มวยล้มต้มคนดู ไม่อยากจะคิด ไม่อยากจะคิด ไม่อยากจะคิดทุกๆ เรื่องที่มันค้างคาสงสัยวนเวียนอยู่ในสมอง ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องของรัฐบาลและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องออกมาชี้แจงอย่างละเอียดถึงเหตุผลต่างๆ ที่เป็นปัจจัยส่งให้ 3 สารพิษยังคงดำรงคงอยู่ต่อไป และที่สำคัญทุกคำชี้แจงต้องมีที่มาที่ไปอย่างสมเหตุสมผลทุกประการทั้งปวง

มาถึงเรื่องการครอบครองที่ดินเจ้าปัญหาของ ส.ส.สาวราชบุรี “ปารีณา ไกรคุปต์” ที่ทราบมาว่าตอนนี้มีคนในรัฐบาลกำลังพยายามทำตัวเป็น “ศรีธนญชัย” ด้วยการทำที่ดิน ภบท.5 เนื้อที่สุดลูกหูลูกตาของ ส.ส.หญิงเมืองโอ่งให้เข้าไปอยู่ในเขต ส.ป.ก. พร้อมให้รังวัดพื้นที่ใหม่โดยระบุให้ที่ดินทั้ง 46 ไร่มีแนวโน้มไม่ใช่พื้นที่ป่า เพื่อหลบเลี่ยงการถูกดำเนินคดีในทุกรูปแบบ…ขอเตือนใครที่กำลังมีความคิดเช่นนี้จงหยุดเถอะ…ระวังจะจบไม่สวย ตายกันยกเข่ง…อย่าคิดว่าคนไทยไม่รู้เท่าทัน

เท่าที่ทราบ “กฎหมาย” ไม่เปิดช่องให้ทำได้ถึงขนาดนั้น…เพราะตามหลักเกณฑ์แม้ว่าพื้นที่ที่กรมป่าไม้มอบให้ ส.ป.ก.ไปแล้ว แต่ถ้ายังไม่มีการจัดสรรเป็นที่ดินปฏิรูปก็ถือว่า พื้นที่ดังกล่าวยังมีสภาพเป็นพื้นที่ป่าตามกฎหมายป่าไม้ และถึงแม้ว่าจะมีการประกาศเขตปฏิรูปไปแล้ว แต่ถ้ายังไม่มีการยกเลิกเพิกถอนพื้นที่ป่าสงวน พื้นที่นั้นก็ยังมีสภาพเป็นพื้นที่ป่าไม้เช่นกัน ซึ่งศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษากรณีลักษณะเช่นนี้ไว้อย่างชัดเจนแล้ว ดังนั้นการจะพลิกดินให้กลายเป็นฟ้า คงไม่ใช่เรื่องหมูในอวยอย่างที่คาดกัน…มาถึงตรงนี้สิ่งที่รัฐบาลควรกระทำ คือ ปล่อยให้ทุกเรื่องราวที่กำลังเป็นปมร้อนดำเนินไปตามครรลองของกฎหมาย ใครผิดถูกต้องว่ากันตามเนื้อผ้า…รัฐบาลต้องทำทุกเรื่องให้โปร่งใส ถูกต้อง และเป็นธรรม และที่สำคัญต้องไม่พาตัวเองเข้าไปแปดเปื้อนกับความเลวร้ายในทุกรูปแบบตลอดไป…

แตะไม่ได้ ‘ศักดิ์สยาม’ กล่องดวงใจ ‘เนวิน’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401671?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แตะไม่ได้ ‘ศักดิ์สยาม’ กล่องดวงใจ ‘เนวิน’

29 พฤศจิกายน 2562 – 09:19 น.
ศักดิ์สยาม ชิดชอบ,เนวิน,แบน 3 สารพิษ,ภูมิใจไทย,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 7,363 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 29 พ.ย. 62

*****************************

ยังมิทันที่ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติขอเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รอยปริร้าวในพรรคร่วมรัฐบาลก็เผยให้เห็นหลายเรื่องแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแบน 3 สารพิษ หรือกรณีสภาล่ม 2 หนซ้อน

พักนี้หลายคน อาจสังเกตเห็น “รัฐมนตรี” คนหนึ่งของพรรคภูมิใจไทยหายหน้าหายตาไป หลังมีข่าวถูกฝ่ายค้านจองกฐินซักฟอก นั่นคือ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รัฐมนตรีคมนาคม มีหลายคนบอกว่า เสนาบดีคนโสดอยู่ในโหมดเก็บตัว

ไล่ดูจากเฟซบุ๊ก “คนใกล้ตัว” รัฐมนตรีศักดิ์สยามก็ยังนั่งหัวโต๊ะประชุมสั่งการข้าราชการในกระทรวงอยู่ เพียงแต่ลดการตีปี๊บลงไป อาศัยแจกข่าวผ่านสื่อของพรรคภูมิใจไทยแทน

รัฐมนตรีเงามหาดไทย

เส้นทางการเมืองของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ลูกชายคนเล็กของกำนันชัย ชิดชอบ มีพี่ชาย เนวิน ชิดชอบ เป็นคนปูทางด้วยกลีบกุหลาบตั้งแต่ต้น นับแต่วันที่ลาออกจากตำแหน่งปลัดอำเภอ สังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

รัฐมนตรีโอ๋ น้องรักเนวิน

เลือกตั้ง 2544 “ปลัดโอ๋” ศักดิ์สยาม สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ และได้เป็น ส.ส.สมัยแรก เมื่อปี 2548 “ปลัดโอ๋” ได้เป็น ส.ส.อีกสมัย และได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะทำงานรัฐมนตรีมหาดไทย (พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ)

สาเหตุที่ปลัดโอ๋ได้ตำแหน่งใหญ่โต เพราะเวลานั้น พี่ชาย “เนวิน ชิดชอบ” เป็นคนสนิทของนายใหญ่ ทักษิณ ชินวัตร

หลังรัฐประหาร 2549 ปลัดโอ๋ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งถูกยุบในคดียุบพรรคการเมือง

เนวิน ผู้ปลุกปั้นน้องชายมาตั้งแต่ปี 2544

รัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่มี “เนวิน” เป็นหุ้นส่วนใหญ่ ศักดิ์สยามได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานคณะทำงานรัฐมนตรีมหาดไทย (ชวรัตน์ ชาญวีรกูล) อีกครั้ง

ทำไมศักดิ์สยามต้องดูแลมหาดไทย ? เพราะปลัดโอ๋มีพรรคพวกทุกสิงห์ทุกสี และเส้นสายมหาดไทย ส่งผลให้น้องชายเนวินไปเชื่อมต่อกับ “เครือข่ายโกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ แถวเมืองสตูล

ไม่แปลกหรอกที่โกเกี๊ยะจะได้เป็นรัฐมนตรีท่องเที่ยวฯ และมีเจ๊เปี๊ยะเป็นทัพหลัง ยึดภาคใต้ตอนล่างและชายฝั่งอันดามัน

น้องรัก“นายใหญ่”ศิลาชัย

9 พฤศจิกายน 2562 รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยเกือบทุกคนไปรวมตัวที่เมืองบุรีรัมย์ ไล่มาตั้งแต่ อนุทิน ชาญวีรกูล, พิพัฒน์ รัชกิจประการ กับนาที รัชกิจประการ ตัวแทนเครือข่ายอันดามัน และกนกวรรณ วิลาวัลย์ ตัวแทนบ้านใหญ่ปราจีนบุรี

วันนัั้น ตระกูล “ชิดชอบ” มีงานใหญ่ 2 งานคือ งานทอดกฐินโจรที่วัดกลางพระอารามหลวง บุรีรัมย์ เป็นกิจกรรมร่วมทอดกฐินแก่วัดที่ไม่มีผู้เป็นเจ้าภาพกฐิน จำนวนทั้งสิ้น 306 วัด

ศักดิ์สยาม ผู้ประสานโกเกี๊ยะและเจ๊เปี๊ยะ

อีกงานหนึ่ง เป็นงานวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 58 ปี ของศักดิ์สยาม โดยมีพิธีทำบุญที่บริเวณบ้านพักชัย ชิดชอบ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ และที่ตั้งสาขาพรรคภูมิใจไทย จ.บุรีรัมย์ รัฐมนตรีโอ๋อาจฉลองแบบเงียบๆ แต่ก็แนบแน่นด้วยคนใกล้ชิด จึงดูอบอุ่น

ประธานใหญ่สองงาน จะเป็นใครไม่ได้ หากไม่ใช่ “เนวิน ชิดชอบ” พี่ชายที่ออกแบบให้น้องรักเป็นแม่บ้านพรรคและวางตัวให้คุมกระทรวงคมนาคมมาแต่ต้น

เจ๊รวย”คนใกล้ชิด

คอการเมืองหลายคนประหลาดใจ เมื่อเห็นการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะคมนาคม ที่มี “รัฐมนตรีโอ๋” เป็นเจ้ากระทรวง

เมื่อ 8 สิงหาคม 2562 คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งข้าราชการการเมือง โดย สุขสมรวย วันทนียกุล” อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 28 ได้รับการเสนอชื่อโดยศักดิ์สยาม รัฐมนตรีคมนาคม ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีคมนาคม

“สุขสมรวย” คือใคร? จึงได้เป็นเลขานุการ รัฐมนตรีกระทรวงเกรดเอบวก ทำไมไม่เป็นอดีต ส.ส.ภูมิใจไทยคนใดคนหนึ่ง

สำหรับชาวอำนาจเจริญ ไม่แปลกใจ เพราะ “เจ๊รวย” สุขสมรวย วันทนียกุล เป็นผู้มากบารมีในจังหวัด หลายคนเปรียบเธอเป็นเสมือน “แม่เมือง” คนหนึ่งทีเดียว

“เจ๊รวย” ตั้งกลุ่มฮักอำนาจเจริญ ประสานงานกับนักการเมืองทุกพรรคกับข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยมีตำแหน่งทางการคือ ที่ปรึกษาพิเศษนายก อบจ.อำนาจเจริญ

เจ๊รวย เมืองอำนาจ

เมื่อปี 2561 อนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางไปปักธงภูมิใจไทยที่อำนาจเจริญอยู่บ่อยครั้ง โดยมอบหมายให้ “เจ๊รวย” เป็นแม่ทัพเลือกตั้ง และเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ของผู้สมัคร ส.ส.อำนาจเจริญ ทั้ง 2 เขต

นับแต่นั้นมา อำนาจเจริญก็เป็น “เมืองบริวาร” ของบ้านใหญ่บุรีรัมย์ โดยมีเจ๊รวยเป็นผู้ประสานงาน แม้จะไม่ชนะเลือกตั้ง แต่ก็ทำแต้มได้ถึงเขตละ 2 หมื่นคะแนน

สำหรับการเลือกนายก อบจ.อำนาจเจริญ เจ๊รวยวางตัว วันเพ็ญ ตั้งสกุล” ลูกสาวของสวัสดิ์ ตั้งสกุล นักธุรกิจร้อยล้านเมืองอำนาจเจริญ

เจ๊รวย ฮักอำนาจ” จึงเป็นคนใกล้ชิดบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ด้วยประการฉะนี้แล