ลุงตู่รู้มั้ย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401472?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุงตู่รู้มั้ย

28 พฤศจิกายน 2562 – 11:15 น.
ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,แบนสารพิษ
เปิดอ่าน 7,066 ครั้ง

ลุงตู่รู้มั้ย คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย… อสนีบาต  aussaneebard@hotmail.com

วันก่อน “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพิ่งเซลฟี่ยิ้มหน้าบาน พร้อมกับรายงานประชาชนได้ทำภารกิจประชุมสุดยอดอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี สมัยพิเศษ สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และเมื่อคืนวาน ท่านนายกฯ พร้อมคณะเดินทางกลับถึงเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ ได้พักเหนื่อยสักพักก็ต้องเตรียมตัวเดินสาย มีกำหนดการภารกิจยาวเป็นหางว่าว

อ่านข่าว…  รัฐบาล เรือเหล็ก ยังอยู่อีกนาน

ไม่เพียงเดินสายเมืองนอก ภารกิจในประเทศมิใช่ย่อย มีกำหนดการไม่ว่างเว้นต้องไปตรวจราชการทั่วทุกภูมิภาค พร้อมกับขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ให้แก่ภาคธุรกิจเอกชน ไหนจะต้องมีภารกิจทางรัฐสภา

  อีกภารกิจคือการแก้ปัญหาภายในพรรคร่วมรัฐบาล

บทบาทนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค “ลุงตู่” การตัดสินใจเรื่องใดๆ ดูไม่ง่าย จากบุคคลที่เคยเป็นผู้นำกองทัพ เป็นหัวหน้า คสช. ถนัดใช้อำนาจ ออกคำสั่งเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตามมาตรา 44

ครั้นได้รับการหนุนนำจากเหล่านักการเมืองที่มาในนามพรรคร่วมรัฐบาล ต้องบริหารจัดการอีกแบบหนึ่ง โดยใช้ศาสตร์ของการประนีประนอมถ้อยทีถ้อยอาศัย

ยิ่งในสภาพรัฐบาลที่มีจำนวนเสียงสูสี พรรคร่วมสวิงไปสวิงมาอยู่อย่างนี้ การใช้ความมุทะลุดุดันตามสไตล์ถนัด อาจทำให้พลาดพลั้งได้

สถานการณ์เกือบห้าเดือนรัฐบาล ประมวลกันอีกสักรอบ ตั้งแต่ยอมเกลี่ยตำแหน่งรัฐมนตรีให้แต่ละพรรค แม้บางราย “ลุงตู่” อาจไม่ถูกชะตาต้องใจ มีประวัติด่างพร้อยก็ต้องจำทน เพราะการทำให้ตนเองได้ขึ้นเป็นนายกฯ ล้วนมาจากแต่ละพรรคการเมืองที่มีอำนาจต่อรองด้วยกันทั้งนั้น

หรือการแต่งตั้งบุคคลใกล้ตัวนายกฯ คงต้องย้อนไปถึงตำแหน่งเลขาธิการนายกฯ จะทำแบบยุค คสช. นำเพื่อนร่วมรุ่น หรืออดีตแม่ทัพนายกองมานั่งกลั่นกรองแฟ้มงานก็ดูกระไรอยู่ จึงจำเป็นต้องเลือก ดิสทัต โหตระกิตย์ อดีตเลขาธิการกฤษฎีกา มาทำหน้าที่แม่บ้านประจำไทยคู่ฟ้า เพื่อตรวจตราข้อกฎหมายให้รอบคอบ โดยเฉพาะการบริหารบ้านเมืองให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะหากพลาดพลั้ง มีสิทธิ์ทำให้ นายกฯ ตกเก้าอี้ได้

เช่นเดียวกับการแต่งตั้ง สุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดีตแกนนำนปช. ผู้สามารถรอดพ้นคดีป่วนบ้านเมืองป่วนเมือง ขณะที่กลุ่มก๊วนติดคุกติดตะรางมาเป็นผู้ช่วยรมต.ประจำสำนักนายกฯ ทำหน้าที่รับมือความเคลื่อนไหวทางการเมืองให้นายกฯ หรือล่าสุดเพิ่งแต่งตั้ง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล อดีตรองผบ.ตร. เป็นที่ปรึกษานายกฯ ซึ่งถือว่าเป็นกุนซือประจำนายกฯ อย่างเป็นทางการคนแรก

บุคคลเหล่านี้ ถือได้ว่า “ลุงตู่” ให้ความไว้วางใจที่สุดในการทำงาน ทั้งฉากหน้าและฉากหลัง และเป็นความจำเป็นในสถานการณ์ที่ตนเองต้องปรับสภาพทำงานการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย แต่บรรดาเพื่อนคู่คิดร่วมวางหมากเกมทางการเมืองเพียงเท่านี้จะไหวหรือไม่

เพราะยังมีปัญหาน่าหนักใจ ไม่ว่าเป็นสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ตามที่ “ลุงตู่” เคยกัดฟันพูด “ภาพรวมเศรษฐกิจไม่ได้ถดถอยแค่โตช้า” หรือ คำปลอบประโลม “เศรษฐกิจไตรมาส 3 ไม่ได้แย่ แค่ภาวะส่งออกเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง” เป็นต้น

ลำพังองคาพยพในพรรคร่วมรัฐบาลแทนที่หาทางแก้ปัญหากลับกลายว่าสร้างปัญหาเพิ่มซะมากกว่า จนเกิดรอยขัดแย้งเป็นแห่งๆ เป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำ เร่งสร้างภาพให้พรรคตนเองเป็นหลัก ประหนึ่งรับรู้สัญญาณใกล้จะเลือกตั้งครั้งใหญ่… ยังไงชอบกล

การเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กลับเป็นไปในแบบตั้งเครื่องกีดขวางกันใน ครม. ถึงขั้นรมต.พรรคหนึ่ง สั่งห้ามแถลงเพราะเกรงจะถูกมองว่าเป็นผลงานของพรรคแกนนำรัฐบาลฝ่ายเดียวเป็นต้น ….

โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีเม็ดเงินมหาศาลกำลังติดๆ ขัดๆ เพราะรัฐมนตรีต่างพรรคเห็นไม่ตรงกัน หากเห็นไม่ตรงกันในเรื่องของการทำให้รอบคอบก่อนอาจเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าเห็นไม่ตรงกันเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกำลังสูญเสียผลประโยชน์ ตรงนี้ล่ะน่าเป็นห่วง

แม้แต่ กรณีของการแบนสารพิษทางการเกษตร ซึ่งมีการศึกษาหาแนวทางกันมาตั้งแต่รัฐบาลโน้น ไม่น่าเชื่อกลับพลิกมติ เมื่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งมี สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะประธานกก.มีมติยกเลิกแบนสารไกลโฟเซต ส่วนอีกสองสารคือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ให้ยืดเวลาออกไปอีกหกเดือน

…สร้างความงุนงงเป็นไปได้ยังไง ทว่ามันเป็นไปแล้ว กับสิ่งที่ผ่านมาคือการเล่นลิเกแหกตากันใช่หรือไม่ แล้วนี่จะเป็นมติครั้งสุดท้ายของสุดท้ายหรือไม่

          เหล่านี้ ล้วนเกิดคำถาม “ลุงตู่ รู้มั้ย” ภายในพรรคร่วมรัฐบาลกำลังเล่นอะไรกันอยู่ เห็นหัวประชาชนหรือไม่

ดันเรือดำน้ำลอต 2 ทร.เอวกิ่ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401461?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดันเรือดำน้ำลอต 2 ทร.เอวกิ่ว

28 พฤศจิกายน 2562 – 10:55 น.
เรือดำน้ำ,กองทัพเรือ
เปิดอ่าน 7,346 ครั้ง

ดันเรือดำน้ำลอต 2 ทร.เอวกิ่ว คอลัมน์…   ถอดรหัสลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง

เมื่อเร็วๆ นี้ ‘เพจโฆษกกองทัพเรือ’ ได้เผยแพร่คลิปความยาว 12 นาทีเศษ เพื่อสร้างความเข้าใจให้ความรู้ทางทหารและยุทธศาสตร์อีกครั้งก่อนที่สภาจะพิจารณา โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำชั้นหยวนคลาส เอส 26 ที ระยะที่สองจากจีน  ใน พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 พร้อมยกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกที่ “เรือหลวงสมุย” ถูกจมด้วยเรือดำน้ำสหรัฐในอ่าวไทย

อ่านข่าว…  ทร.ปล่อยคลิปเรือดำน้ำตอกย้ำความจำเป็นก่อนถกซื้อลำที่ 2

ยังไม่รู้ว่าโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำชั้นหยวนคลาส เอส 26 ที จากจีน ระยะที่ 2 จะออกมาทิศทางใด เพราะลำพังเพียงวงเงิน 4.7 หมื่นล้านบาท ที่ได้รับการจัดสรรงบตามประมาณปี 2563 ยังทำให้ ‘กองทัพเรือ’ ต้องรัดเข็มขัดกันจนเอวกิว ซึ่งไม่นับรวมถึงความเสี่ยงที่จะถูกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ปรับลดงบประมาณลงไปอีกเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

แผนเดิมของ ‘กองทัพเรือ’ ในการจัดซื้อเรือดำน้ำชั้นหยวนคลาส เอส 26 ที จำนวน 3 ลำ แบบจีทูจี หลังผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีในกรอบวงเงิน  3.6 หมื่นล้านบาท โดยได้ดำเนินการจัดซื้อลำแรกไปแล้วงบผูกพัน 7 ปี คือ 2560 -2566 และใช้เวลาต่อเรือ 6 ปี ส่วนลำที่สองและสามจะทยอยจัดซื้อให้แล้วเสร็จภายใน 11 ปี นั้นหมายความว่าไทยจะมีเรือดำน้ำครบ 3 ลำ ประมาณปี 2570

โดยปัจจุบัน ‘กองทัพเรือ’ ได้ทำข้อเสนอไปยังรัฐบาลขอจัดซื้อเรือดำน้ำชั้นหยวนคลาส เอส 26 ที พร้อมกันทั้ง 2 ลำตามงบประมาณที่ตั้งไว้ 2.25 หมื่นล้านบาท รวมทั้งงบก่อสร้างที่จอดเรืออีก 900 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณผูกพันตั้งแต่ปี 2563-2569 ด้วยเหตุผลจะทำให้ลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่เป็นค่าบริหารโครงการลงได้ เช่น ค่าส่งคนไปฝึก หรือควบคุมการสร้าง

ในขณะเดียวกันสภาวะเงินเฟ้อในปัจจุบันส่งผลให้เรือดำน้ำชั้นหยวนคลาส เอส 26 ที ที่เคยตั้งราคาไว้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว จำนวน 3 ลำ ราคา 3.6 หมื่นล้านบาท ขยับราคาสูงขึ้น แต่อาศัยความสัมพันธ์ที่ดีทำให้จีนยังคงราคาเดิมเอาไว้ จึงนับเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ ‘กองทัพเรือ’ พยายามจบโครงการนี้ให้เร็วที่สุด

“โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำเมื่อมาถึงระยะที่สองขณะนี้เป็นขั้นของการเสนอรัฐบาล ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะเป็นลำที่ 2 ลำเดียว หรือลำที่ 2 และลำที่ 3 จะมาพร้อมกันก็ได้ เพราะเป็นการเสนอโครงการที่เหลืออยู่เนื่องจากโครงการมี 3 ลำ แต่กองทัพเรือได้มาแล้ว 1 ลำแล้ว ที่เหลือจะเป็นอย่างไรทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลที่จะต้องพิจารณางบประมาณ แต่ถ้าได้ 2 ลำ ก็ประหยัดงบประมาณมากกว่า เพราะลดค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าบริหารโครงการลงไปได้” พล.ร.ท.ประชาชาติ  ศิริสวัสดิ์ โฆษกกองทัพเรือระบุ

ทั้งนี้ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ก็เล็งเห็นว่า กองทัพเรืออาจประสบปัญหาเรื่องงบประมาณไม่พอจึงสั่งชะลอโครงการต่อเรือฟริเกตสมรรถนะสูง ลำที่ 2 จากเกาหลีใต้ 15,000 ล้าน ออกไปก่อนหน้านี้ หลังจากต่อลำแรกเสร็จเรียบร้อยแล้วคือ “เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช” ด้วยงบประมาณ 14,997 ล้านบาท  เพื่อเตรียมงบผูกพันจัดซื้อเรือดำน้ำลำระยะที่ 2

แต่คนใน ‘กองทัพเรือ’ วิเคราะห์กันว่า การจัดซื้อเรือดำน้ำชั้นหยวนคลาส เอส 26 ที ระยะที่ 2 งบประมาณที่มีอยู่ไม่น่าจะเพียงพอ เพราะช่วงหลังกองทัพเรือมีโครงการที่ใช้งบผูกพันวงเงินสูง และเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พล.ร.อ.ลือชัย เพิ่งจัดซื้อเรือยกพลขึ้นบก (Landing Platform Dock :LPD) จากจีน เพื่อเป็นพี่เลี้ยงให้แก่เรือดำน้ำลำแรกที่จะเดินทางมาถึงไทยปี 2566 วงเงินกว่า 6,100 ล้านบาท ผูกพัน 7 ปี โดยต้องเริ่มทยอยจ่ายเงินปี 2563 เช่นกัน

สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ พล.ร.อ.ลือชัย ที่กล่าวแบ่งรับแบ่งสู้ว่าทุกอย่างยังดำเนินการตามแผนอยู่ แต่ต้องดูว่างบประมาณเพียงพอหรือไม่ ซึ่งทุกอย่างสามารถยืดหยุ่นได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ไม่ใช่อยากซื้อตามใจฉัน และต้องดูสถานการณ์รอบโลกว่าเป็นอย่างไร หากมีการเปลี่ยนแปลงก็ต้องปรับ โดยทุกอย่างมียุทธศาสตร์ของกองทัพเรือรองรับ แต่วันนี้งบประมาณเราน้อยมาก ซึ่งทุกคนอยากได้ของดี ส่วนหากปีนี้ไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อเรือดำน้ำได้จะเปลี่ยนแผนเป็นเรือฟริเกตหรือไม่นั้น ทุกอย่างอยู่ที่เงิน ของเราก็อยากได้ แต่ภาพรวมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง

ทั้งนี้หากมีความจำเป็นต้องขยับ การจัดซื้อเรือดำน้ำชั้นหยวนคลาส เอส 26 ที ระยะที่ 2 ออกไป ก็มีความเป็นไปได้ว่า ‘กองทัพเรือ’ อาจจัดซื้อเรือยกพลขึ้นบก (Landing Platform Dock :LPD) จากจีนเพิ่มอีก 1 ลำ หรืออีกทางหนึ่งคือหันกลับไปซื้อ ‘เรือฟริเกต’ ตามแผนเดิมที่ต้องจัดหาให้ครบ 2 ลำ เพียงแต่จะเปลี่ยนจากเดิมที่เคยซื้อของเกาหลีใต้ที่เป็นเรือประเภทตั้งรับมาเป็นของรัสเซียที่อยู่ในประเภทสำหรับรบทดแทน

โดยสืบเนื่องจากการพบกันระหว่าง พล.ร.อ.ลือชัย กับ ผบ.ทร.รัสเซีย (Adm. Nikolai EVMENOV) เมื่อกลางปีที่ผ่านมา โดยทางรัสเซียได้เสนอขายแบบเรือฟริเกต Project 11356 ให้แก่กองทัพเรือไทย พร้อมสนับสนุนให้ความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการต่อเรือร่วมกันอย่างเต็มที่

ขณะนี้โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำชั้นหยวนคลาส เอส 26 ที จากจีน ระยะที่ 2 ที่ดำเนินการตามแผนพัฒนากองทัพ และอยู่ในแผนงบประมาณปี 2563 กำลังรอขั้นตอนการพิจารณาของสภาว่าจะมีความเห็นชอบหรือไม่

ดราม่า’แบน 3 สาร’ ค่ายไหน..เล่นละคร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401462?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดราม่า’แบน 3 สาร’ ค่ายไหน..เล่นละคร

28 พฤศจิกายน 2562 – 09:40 น.
แบน 3 สาร,มนัญญา ไทยเศรษฐ์,นายชาดา ไทยเศรษฐ์,พรรคภูมิใจไทย,สมาคมชาวไร่อ้อยอีสาน,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 1,839 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 28 พ.ย. 62

******************************

ในที่สุด คณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มี “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รัฐมนตรีอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุม ได้มีมติเลื่อนการแบน สารเคมี ประกอบด้วย พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ออกไปอีก เดือน จากเดิมที่มีผลบังคับใช้ ธันวาคม 2562 เป็น มิถุนายน 2563 พร้อมกันนี้ ยังมีมติจำกัดการใช้สารไกลโฟเซต

ที่น่าสนใจ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ยืนยันว่าการประชุมในครั้งนี้ ไม่ใช่ปรับมติเดิม เพียงแต่ยังไม่สามารถหาสารใหม่มาใช้ทดแทนได้ และสารเคมีที่นำมาใช้แทน ยังมีราคาสูงกว่าเดิมหลายเท่า เกษตรกรจะมีต้นทุนสูงขึ้น

ความเป็นจริงของภาคเกษตรไทย ก็เป็นไปตามที่อธิบดีพูด เพียงแต่ฝ่ายการเมืองบางปีก นำเอาประเด็นการแบน สารเคมีมาหาเสียง จนลืมมองภาพรวมและผลกระทบทั้งหมด

ยกตัวอย่างกรณีของชาวไร่อ้อย ที่ออกมาคัดค้านการแบน สาร ส่วน “นักการเมืองค่ายสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็น “พี่ใหญ่” ของสมาคมชาวไร่อ้อยส่วนท้องถิ่น กลับเล่นบทเตมีย์ใบ้ต่อหน้าชาวไร่อ้อย

ไร่อ้อยรอเครื่องตัดหญ้า?

ก่อนหน้าที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดที่แล้ว จะลงมติแบน สาร เมื่อ 22 ตุลาคม 2562 แกนนำชาวไร่อ้อยจาก องค์กร ประกอบด้วย สหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทยชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสานสหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการแบน สารเคมี

ชาดา ก็อยู่ร่มธงสหพันธ์ไร่อ้อยแห่งประเทศไทย

เนื่องจากอ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจอุตสาหกรรม การใช้สารออร์แกนิกแทนสารเคมี คงไม่สามารถนำมาใช้กับการทำเกษตรอุตสาหกรรมได้ อีกอย่างสารทดแทนมีราคาสูง แต่คุณสมบัติไม่แน่ใจว่าทดแทนกันได้ และเครื่องจักรไม่สามารถใช้ได้ในไร่อ้อย

มนัญญากับชาวไร่อ้อย

มนัญญา ไทยเศรษฐ์” รมช.เกษตรฯ จึงไปพูดบนเวทีประชุมใหญ่สมาคมชาวไร่อ้อยอุทัยธานีฯ แบบไม่เต็มปากเต็มคำ เรื่องจะส่งรถไถ และเครื่องตัดหญ้า ไปช่วยกำจัดวัชพืชในไร่อ้อย

ไร่อ้อยกับแกนนำภูมิใจไทย

ช่วงเว้นวรรคทางการเมืองนับสิบปี “ธีระชัย แสนแก้ว” อดีต รมช.เกษตรฯ ยังทำงานกับชาวไร่อ้อย และชาวสวนยาง โดยมีตำแหน่งเป็นประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน และนายกสมาคมชาวไร่อ้อยอีสานเหนือ

สถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน และสมาคมชาวไร่อ้อยอีสานเหนือ ก็อยู่ใต้ร่มธงของ องค์กรเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่คัดค้านการแบน สารเคมี แต่อีกหมวกใบหนึ่งของ “ธีระชัย” เป็นแม่ทัพใหญ่อีสานของพรรคภูมิใจไทย จึงพูดอะไรไม่ได้มากนัก

ชาดา นายกสมาคมชาวไร่อ้อยฯ

การประชุมประจำปีของสมาคมไร่อ้อยในอีสานเหนือ ธีระชัยก็เดินทางไปร่วมทุกเวที แต่ไม่ปริปากพูดเรื่องสนับสนุนการแบน สารเคมี อันเป็นธงนำของพรรคที่มุ่งมั่นจะแบน สารพิษ เรียกคะแนนนิยมให้จงได้

ทำนองเดียวกัน “ชาดา ไทยเศรษฐ์” นายกสมาคมชาวไร่อ้อยอุทัยธานี(ไทยเศรษฐ์และ ส..อุทัยธานี เขต พรรคภูมิใจไทย ที่เรียกประชุมชาวไร่อ้อยจาก จังหวัด ประมาณหมื่นกว่าคน เข้าร่วมการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ของสมาคมชาวไร่อ้อยอุทัยธานี (ไทยเศรษฐ์ก็ไม่มีประเด็นร้อนๆ เรื่องการแบน สารเคมี

ผิดกับช่วงที่มาอยู่แถวสภา ชาดาจะพูดเรื่องการหนุนการแบน สารสุดตัว

อีโต้อีสาน”รอวันกลับมา

สำหรับเส้นทางการเมืองของ “อีโต้อีสาน” ธีระชัย แสนแก้ว เลือกเดินตาม “นายใหญ่บุรีรัมย์” มาแต่สมัยพรรคไทยรักไทย และได้เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ สมัยพรรคพลังประชาชน เมื่อ เนวิน ชิดชอบ ออกจากอก “นายใหญ่ชินวัตร” มาตั้งพรรคภูมิใจไทย ธีระชัยก็กระโดดลงเรือลำใหม่สายสีน้ำเงินด้วย

ธีระชัย แสนแก้ว เจ้าพ่อไร่อ้อยอีสานเหนือ

การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา “อีโต้อีสาน” ลงสมัคร ส..ในเขตเลือกตั้งที่ 5 (.กู่แก้ว อ.ไชยวาน อ.วังสามหมอ อ.ศรีธาตุ และ อ.กุมภวาปี เฉพาะสามตำบลโดยเขตนี้เป็นพื้นที่เดิมของธีระชัย ตั้งแต่สมัยสังกัดพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน

ผลการนับคะแนน “ธีระชัย” พ่ายแพ้แก่ จุฑาพัตธน์ เมนะสวัสดิ์ ภรรยาของเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ ไปแบบไม่ได้ลุ้นเท่าไร 

แม้ไม่ได้เป็น ส.แต่ทางพรรคก็เสนอตำแหน่งทางการเมืองให้เขา ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารองประธานสภา (ศุภชัย โพธิ์สุขณะที่หัวโขนผู้นำชาวไร่อ้อย และชาวสวนยางก็ยังอยู่เหมือนเดิม

อีโต้อีสานยังฝันว่า สักวันจะได้มีโอกาสกลับเข้าสภาอีกสักครั้ง

ยืดเวลาอีก 6 เดือน3 สารพิษอันตราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401459?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยืดเวลาอีก 6 เดือน3 สารพิษอันตราย

28 พฤศจิกายน 2562 – 09:04 น.
3 สารพิษอันตราย,ยืดเวลา
เปิดอ่าน 586 ครั้ง

ยืดเวลาอีก 6 เดือน3 สารพิษอันตราย คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          เวลานี้สารพิษที่ถูกสั่งให้เลิกครอบครองกำหนดเส้นตาย 1 ธันวาคมนี้ ถูกสั่งให้เลื่อนออกไปอีก 6 เดือนจนประชาชนคนไทยสับสนไปหมดว่าจะเอายังไงกันแน่

อ่านข่าว…  สุริยะ ลั่น รับผิดชอบเอง ขยายเวลาแบนสารพิษ

หลังจากนั้นแล้วมีการซดเกาเหลาจวกกันยับระหว่างรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลดังเป็นข่าวปรากฏอยู่

‘ดับเครื่องชน’ ฟันธงว่าเรื่องนี้จะถูกลากเข้าการเมืองเพราะแสดงให้เห็นว่าขนาดรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลแต่คนละกระทรวงแท้ๆ ยังขัดกัน-พายเรือไปคนละทาง

ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งจึงอยากให้รัฐบาลมีความชัดเจนในเรื่องนี้และจะประกาศนโยบายอย่างไรก็ขอให้ตกลงกันให้ดีเสียก่อนและคาดว่า 3 สารพิษที่เลื่อนการให้การครอบครองนี้จะเลื่อนไปเรื่อยๆ หรือเปล่า

หรือถูกบีบบังคับจากภายนอกหรือมีเกษตรกรที่มีความจำเป็นต้องใช้สารต้องห้ามเหล่านี้จนถึงขนาดจะรวมกันชุมนุมหรือก่อม็อบใส่รัฐบาล เหล่านี้คือสิ่งที่รัฐบาลต้องบอกให้คนไทยรู้จะได้เตรียมรับมือได้ทันเพราะมีเกษตรกรบอกว่าห้ามให้สารพวกนี้แล้วไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะอย่างอื่นราคาแพงกว่า

เมื่อเป็นเช่นนี้ต้องบอกกันก่อนว่าจะให้ไปต่อหรือซื้อเวลาเลื่อนไปเรื่อยๆ
อ๊อด เทอร์โบ


 รอเรือไฟฟ้ากลางปีหน้า
 กทม.อย่าหลอกให้ดีใจ

ผมเป็นชาวมีนบุรี ติดตามข่าวเรื่อง กทม.มีโครงการเดินเรือไฟฟ้าหลายสาย เช่น จากวัดศรีบุญเรืองไป สน.เขตมีนบุรี หรือวัง อีกหลายเส้นทางในครองผดุงกรุงเกษมแล้วดีใจมากจึงเขียนจดหมายฉบับนี้มาว่าอย่าหลอกให้ดีใจเก้อ

ทราบมาว่าเรื่อไฟฟ้าจะมีหลายลำตอนทดลองกลางปีหน้าคือ พ.ศ.2563 จะเปิดให้บริการฟรีไปก่อนและผมเองไม่มีรายละเอียดแต่เรือไฟฟ้าจะลดมลภาวะทางเสียงมากหรือควันจากเครื่องยนต์ก็จะไม่มีเช่นปัจจุบัน

เรือไฟฟ้านี้ผมว่าต่อไปจะได้รับความนิยมมากๆ ข้อสำคัญอย่าเก็บค่าโดยสารแพงเกินไปจนคน กทม. ชานเมือง หรือมนุษย์เงินเดือนรับไม่ได้ ต่อไปจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพราะรถเมล์ ขสมก. การจราจรติดขัดมาก หรือจะหันไปใช้รถไฟฟ้า-รถใต้ดินก็สู้ค่าตั๋วไม่ไหวมันแพงเกินไป
จำรัส (มีนบุรี)


 เรียนคุณ ‘จำรัส’ มีนบุรี
ผมก็ทราบข่าวเรื่องเรือไฟฟ้าของ กทม.มาเช่นกัน และขอสนับสนุนให้เกิดขึ้นเร็วๆและกลางปีหน้าเราคงได้ใช้บริการเช่นกัน โดยหวังว่าจะไม่เลื่อนกำหนดออกไปอีกโดยยกเหตุผลต่างๆ มา

สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือเรื่องความปลอดภัยเพราะคาดว่าเรือไฟฟ้าจะมีความเร็วมาก กทม.จึงต้องเข้มงวดกับบริษัทที่รับช่วงจัดการเดินเรือไฟฟ้าให้รัดกุมโดยเฉพาะการประกันชีวิตหรือประกันอุบัติเหตุผู้โดยสาร

          กรุงเทพมหานครเคยได้รับสมญาว่าเป็นเวนิสตะวันออก มีแม่น้ำคูคลองเป็นใยแมงมุม กทม.น่าจะลองทำให้เกิดประโยชน์มากสุด
อ๊อด เทอร์โบ


 ตื่นเถิดชาวไทย
ส่งท้ายด้วยจดหมายจากชาวนาไทย ‘บุญเทียม’ ซึ่งเขียนจดหมายมาเรื่องข้าวหอมมะลิของไทยไม่โด่งดังเหมือนแต่ก่อนคือเสียแชมป์โลกความอร่อยให้ข้าวเวียดนาม

จึงขอร่วมปลุกให้ชาวไทย-คนไทยตื่นจากการหลงตัวเองเสียที
อ๊อด เทอร์โบ


ข้าวเวียดนามมาแรง
”หอมมะลิ” ตกกระป๋อง

ผมเป็นชาวนาที่ใครๆ บอกว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติหรือทุกข์ชาวนาคือทุกข์ของแผ่นดินแล้วแต่จะหยอดคำหวานกันออกไปทั้งๆ ที่ทุกวันนี้เราถูกทอดทิ้งและมีข้าวทุจริตเข้ามาให้ชาวนาเจ็บช้ำน้ำใจอีก

มีข่าวเล็กที่หลายคนอาจมองข้ามไป สรุปความได้ว่าการประกวดข้าวอร่อยโดยสถาบันข้าวปรากฏว่าข้าวหอมมะลิของไทยที่เคยครองแชมป์มาหลายสมัยถูกเวียดนามมายืนแป้นชนะเลิศหรือครองแชมป์แทน ใครจะว่าเป็นเรื่องสมบัติผลัดกันชมแต่ผมเป็นชาวนาทำงานแบบหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินเห็นว่าสำคัญมากๆ

เราคนไทยควรปรับปรุงตัวหรือเปลี่ยนนิสัยจากไม่เป็นไร-ช่างมันออกไปได้แล้วและหันมาสำรวจว่าเราถูกเบียดให้ตกกระป๋องไปกี่เรื่องแล้ว

ตื่นเถิดชาวไทยอย่าทะเลาะหรือมัวนิ่งเฉยกันอยู่เลย
บุญเทียม (ชาวนาไทย)


อะไรสำคัญกว่าสุขภาพประชาชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401456?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อะไรสำคัญกว่าสุขภาพประชาชน

28 พฤศจิกายน 2562 – 09:00 น.
อะไรสำคัญกว่าสุขภาพประชาชน
เปิดอ่าน 316 ครั้ง

อะไรสำคัญกว่าสุขภาพประชาชน บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน 2562

กรณีการยกเลิกใช้ 3 สารเคมีด้านการเกษตร คือ พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส เป็นประเด็นต่อสู้กันมานานนับสิบปีและจะว่าไปในประเทศอื่นก็มีการเรียกร้องในลักษณะเดียวกับเมืองไทยมาอย่างยาวนานเช่นกัน เพราะปัญหาไปผูกโยงกับเรื่องสุขภาพ ขณะที่อีกด้านเป็นเรื่องผลประโยชน์เชิงการค้าและเศรษฐกิจภาพรวมไปด้วย จึงเป็นเรื่องยากลำบากในการตัดสินใจว่าแนวทางไหนมีความสำคัญกว่ากัน หากในการวางตั้งพื้นฐานจากโจทย์คนละมุมมองก็ยังเดินเป็นเส้นขนานไม่มีวันบรรจบกันได้ และไทยก็กำลังมาสู่หัวเลี้ยวหัวต่อในเรื่องนี้เช่นกัน เพราะหากดูบรรดากองเชียร์สนับสนุนแต่ละฝ่ายก็มีกันไม่ใช่น้อยเลยของแต่ละฝั่ง อีกทั้งข้อมูลต่างๆ ที่นำมาเป็นหลักฐานอ้างอิงก็พบว่ามีน้ำหนักของฝั่งตนเอง จนดูเสมือนว่าเลือกไปในข้างไหนก็จะมีผลกระทบตามมาให้แก้ปัญหาไม่จบสิ้น จนดูว่าไม่มีทางออกได้เลย

อ่านข่าว..  แบนสารพิษ ‘สารทดแทน’ โผล่บุรีรัมย์
เมื่อประเด็นและข้อมูลรวมทั้งผลกระทบที่นำมาเป็นข้อพิสูจน์เป็นสิ่งจำเป็นต้องพิจารณารอบคอบรอบด้านทุกฝ่าย โดยมีแนวทางที่ปัจจุบันให้เลือกเดินได้ 3 แนวทางที่ถูกนำเสนอเข้ามา นั่นคือยึดตามมติเดิมแบน 3 สารเคมีการเกษตรให้มีผลวันที่ 1 ธันวาคมนี้ หรือยืดชะลอการบังคับใช้ยกเลิกออกไปอีก 6 เดือนเพื่อจัดเตรียมและลดผลกระทบทั้งกับกลุ่มเกษตรกรที่สนับสนุนการใช้สารเคมีและผู้ประกอบการนำเข้าตลอดจนอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ระบุว่าได้รับผลกระทบจากการแบนสารเคมีดังกล่าว และอีกข้อเสนอคือให้ยกเลิกมติแบนสารเคมีและกลับไปใช้มติเดิมโดยยึดวิธีจำกัดการใช้ ที่หน่วยงานภาครัฐได้อบรมและเข้าไปดำเนินการกับกลุ่มเกษตรกรไปแล้ว ควบคู่กับการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์เพื่อปรับเปลี่ยนไปทีละน้อยไม่หักด้ามพร้าด้วยเข่าและเพิ่มความเข้มงวดเรื่องสารตกค้างเพื่อสุขภาพประชาชน

มีการนำเสนอว่าผลจากสารเคมีการเกษตร พบว่าในปี 2562 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561-กรกฎาคม 2562 ในส่วนผู้ป่วยบัตรทอง มีผู้ป่วยกว่า 3,000 คน เสียชีวิต 407 ราย ค่ารักษา 14.6 ล้านบาท ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ขณะที่การศึกษากรณียกเลิก 3 สารเคมีทันที มีการประเมินว่า เกษตรกรกว่า 6 แสนรายจะมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น คิดเป็นมูลค่า 33,417 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรเชิงเดี่ยว อาทิ ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง เป็นต้น รวมถึงความกังวลผลกระทบด้านเศรษฐกิจ โดยกติกาองค์การการค้าโลก หรือ WTO หากยกเลิกการใช้สารเคมีเกษตรชนิดใดจะส่งผลให้ประเทศคู่ค้าของไทยไม่สามารถส่งสินค้าที่ใช้สารเคมีดังกล่าวเข้ามาในไทยได้จะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ทำจากแป้งสาลี

มติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้ยกเลิกแบน “ไกลโฟเซต” ให้ไปใช้วิธี “จำกัดการใช้” ส่วน “พาราควอต” และ “คลอร์ไพริฟอส” ได้ยืดเวลาแบนไปอีก 6 เดือนถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ซึ่งคณะกรรมการวัตถุอันตรายยกเหตุผลในเรื่องผลกระทบรอบด้านรวมทั้งระบบเศรษฐกิจในการขยายเวลายกเลิกการใช้ 2 สารเคมีดังกล่าวอาจเป็นเรื่องที่พอรับฟังได้ แต่กรณีที่กลับมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดเดิมโดยเลิกแบนไกลโฟเซต กลับไปใช้วิธี “จำกัดการใช้” เป็นสิ่งที่ผิดคาดหมายชนิดเรียกว่าพลิกลำอย่างมาก และดูประหนึ่งว่าถอยหลังเข้าคลองจนเกิดคำถามจากสังคมและหลายฝ่ายว่าทำไมมติจึงกลายเป็นเช่นนี้ และยังลุกลามจนมีการประณามว่าเป็นมติอัปยศอีกด้วย จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องเคลียร์ให้ชัดเจนว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ และสิ่งใดสำคัญจำเป็นยิ่งไปกว่าการปกป้องสุขภาพของประชาชน

คลื่นเริ่มกระเพื่อมกระเทือนเรือเหล็ก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401293?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลื่นเริ่มกระเพื่อมกระเทือนเรือเหล็ก

27 พฤศจิกายน 2562 – 15:35 น.
แบนสามสารเคมี,เอ๋ ปารีณา,ฟาร์มไก่
เปิดอ่าน 1,842 ครั้ง

คลื่นเริ่มกระเพื่อมกระเทือนเรือเหล็ก คอลัมน์…  จี้จุดตาย…คลายจุดเป็น    โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

ดูอาการ “พรรคร่วมรัฐบาล” บนเรือเหล็กแล้ว อีกไม่นานจะรู้ว่ายังสามัคคีกันไหม?

การ “แบนสามสารเคมี” ก็มีเรื่องวุ่นๆ เพราะคนที่หนุนการแบนอย่าง “เสี่ยหนู-รมต.แหม่ม” ยังยืนกระต่ายขาเดียวว่า 1 ธ.ค.ต้องแบน แต่ “เสี่ยต่อ-รมต.สุริยะ” แจงแล้วว่ารอคุยหาทางเลือกให้เกษตรกรเพราะร้องเรียนมา?

อ่านข่าว…  ทางรอดเกษตรกรหลังแบนสารพิษ วิถีการผลิต ต้อง กล้าเปลี่ยน

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็มีภาวะสะดุดเพราะ “เฮียกวง” บอกว่าสี่เครื่องยนต์นั้น ตอนนี้ขับเคลื่อนได้เพียงหนึ่งที่ดูแลได้ อีกสามนั้นไปถามคนที่รับผิดชอบเอาว่าจะทำเช่นใด?

การกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นตอนนี้คือปัจจัยหลักที่ครม.ชุดนี้ต่างคนต่างทำภารกิจของตัวเองเพื่อเก็บแต้ม เมื่อเป็นแบบนี้ก็เหมือนวงออร์เคสตราเล่นคนละคีย์และคอนดักเตอร์คุมวงไม่ได้ เสียงดนตรีที่ออกมาจึงฟังไม่ได้ศัพท์และเล่นดนตรีกันไป “คนละทิศคนละทาง”

แบบนี้มันคือปัญหาใหญ่ที่คนไทยส่วนมากบ่นกันหนัก และเรี่องนี้คล้ายว่าลุงตู่ก็รู้และยังหาหนทางแก้เกมให้พรรคร่วมเรือเหล็กสอดรับแนวทางพลิกเศรษฐกิจกันให้ได้

ตรงนี้หากจูนไม่ติดเครื่องจะรวนกว่านี้ไหมในวันข้างหน้า..น่าพินิจ

ดังนั้นสองวาระแรกนี้มีผลกับการลงมติไว้วางใจ/ไม่ไว้วางใจ/งดออกเสียงในศึกซักฟอกครม.เสียด้วย หากความแคลงใจยังคาในอกของคนร่วมเรือเหล็กเพราะตอนนี้สื่อบางแขนงเริ่มจับประเด็นรอยร้าวที่ส่งผลไปถึงการปรับครม.เสนอออกมาบ้างแล้ว

หากคนบนเรือเหล็กยังเคลียร์ใจไม่จบรับรองสนุกนึกกันหลายยกบนเวทีการเมืองไทย!

เพราะเสียงปริ่มน้ำวันนี้แม้ยากที่ฝ่ายค้านจะคว่ำเรือเหล็กได้ในช่วงนี้ แต่หากรอยแตกร้าวจากความกินแหนงแคลงใจกันของบิ๊กๆ พรรคร่วมเรือเหล็กยังล้างไม่ออก เป็นไปได้ว่าหากกฎหมายงบปะมาณคลอดเมื่อใด การนับถอยหลังหย่อนบัตรเลือกผู้แทนฯ ระลอกใหม่อาจมาไวกว่าที่หลายคนประเมิน…

การตั้ง “กมธ.วิสามัญศึกษาการใช้ ม.44” ขั้วพปชร.พร้อมลงมติไม่ให้ตั้ง และให้อยู่ในกมธ.สามัญแทน แม้ขั้วปชป.และฝ่ายค้านอยากให้ตั้ง?

การชิงดำบัลลังก์ “ประธานกมธ.วิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขรธน.” ก็มีแววร้าวเพราะพปชร.อ้างสิทธิว่าเป็นของตนในฐานะแกนนำตั้งรัฐบาล พรรคร่วมเรือเหล็กอย่าริหวังที่จะส่งใครมาชิง?

ไหนจะมีแผลจาก “เอ๋ ฟาร์มไก่” ที่ตอนนี้สังคมออนไลน์รุมจี้รุมบี้การเอาผิดขัอหารุกป่าอีก?

ไหนจะมี “สิระ หลักสี่” เข้ามาปะ-ฉะ-ดะกับขั้วตรงข้ามอย่างเดอะตู่แบบชิงพื้นที่หน้าสื่อรายวันแบบแต้มไหลลงเรื่อยๆ อีก?

เริ่มไปกันใหญ่แล้วสำหรับคนการเมืองขั้วหนุนลุงตู่ที่ทำอะไรกันอยู่ในยามนี้เพราะดูแล้วเปะปะพิลึกพิกล?

และยามนี้กระแสหนุนฝ่ายค้านเริ่มซาลงเพราะ…“เสรีรวมไทย” ก็ยังเกาะมุมเดิมๆ ทิ้งหมัดไปเพียง “ลุงตู่-ลุงป้อม” และยังมีอะไรไม่เข้าท่าอีกพอควร

เมียงมองไปยัง “พรรคอนาคตใหม่” ที่ตอนนี้เจอไปเพียบเพราะหลากวาระที่เจออยู่นั้นคนค่ายสีส้มก็มีหลากประเด็นที่ต้องแก้ปัญหาของตัวเองแค่นี้ก็แทบกระอักแล้ว

“พรรคเพื่อไทย” ก็พยายามเข็นตัวเองหลายเรื่องในการชิงพื้นที่หน้าเวที แต่มองแล้วเพื่อไทยคงไม่คุ้นชินกับบทบาทฝ่ายค้านทั้งที่หลายแผลของเรือเหล็กนั้น หากเป็นค่ายสีฟ้ากระทุ้งแทน รับรองปากแผลขยายตัวไปมากกว่านี้แล้ว

ส่วนพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ ก็เงียบเป็นเป่าสาก ไร้ผลงานเข็นมาโชว์ชาวบ้านในฐานะฝ่ายตรวจสอบรัฐบาล

ไฮไลท์หลักของพรรคร่วมฝ่ายค้านตอนนี้คือการเตรียมซักฟอกของเจ็ดพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ปั่นประเด็นมาหลายนาทีแต่ตอนนี้แว่วว่าข้อมูลยังไม่มีพอที่จะน็อกขั้วตรงข้ามได้

หากการโปรโมทแล้วเวลาเอาเข้าจริงขั้วตรงข้ามเรือเหล็กไร้น้ำยา…แต้มคงหายไปมาก

เมียงมองแล้วทั้งสองขั้วบนเวทีการเมืองไทยยังวนกลับจุดเดิมแม้จะเข้ายุคไทยแลนด์ 4.0 แล้วก็ตาม

สไตล์เดิมๆ ยังคงอยู่เกือบครบ แม้จะมีของใหม่ๆ อย่างอนค.เข้ามาสร้างความแปลกใหม่บ้างก็ตาม แต่วังวนเดิมๆ ยังมาเกือบครบและมองแล้วว่าการเดินหน้าทางการเมืองแม้จะให้เปลี่ยนกติกาเพียงใดหากใจของคนยังยึดมั่นในสิ่งเดิมๆ มันก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลง

คลื่นแรงกระแทกแบบทวีกำลังกับเรือเหล็กในคิมหันต์ฤดูเยี่ยงนี้ พังงาที่ “กัปตันลุงตู่” ถืออยู่จะคุมเรือเหล็กไปในทิศใดนั้น?

“ลุงตู่” จะเอาอยู่กับเหตุบ้านการเมืองคราวนี้หรือไม่…

ยุคดิจิทัล..อาชญากรรมเปลี่ยนรูป(โกงออนไลน์) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401315?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยุคดิจิทัล..อาชญากรรมเปลี่ยนรูป(โกงออนไลน์)

27 พฤศจิกายน 2562 – 15:01 น.
โกงออนไลน์,อาชญากรรม,ดิจิทัล
เปิดอ่าน 708 ครั้ง

ยุคดิจิทัล..อาชญากรรมเปลี่ยนรูป(โกงออนไลน์) คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ย้อนไปเมื่อหลายสิบปีก่อนรูปแบบของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นเหตุ “ลัก วิ่ง ชิง ปล้น” หรือแม้แต่การ “ฉ้อโกง” ก็เป็นการก่อเหตุซึ่งหน้า แต่งตัวดีมีราคาน่าเชื่อถือ มาพูดจาโน้มน้าวเพื่อให้เหยื่อตายใจตกหลุมพลาง

อ่านข่าว…  ตะลึง…คดีโกงออนไลน์สถิติพุ่งเป็นเท่าตัว

ทว่าสิบปีให้หลังจวบจนมาถึงปัจจุบันอาชญากรรมได้เปลี่ยนรูปแบบไปโดยเฉพาะการ “ฉ้อโกงออนไลน์” ซึ่งทุกวันนี้มีมากมายหลายรูปแบบ ทั้งแชร์ลูกโซ่ หลอกขายสินค้า บริการ ฯลฯ ซึ่งทำได้ง่ายผ่านช่องทาง “โซเชียลมีเดีย” ดังที่เห็นปรากฏเป็นข่าวอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันและตอกย้ำด้วยสถิติการเข้าแจ้งความเฉพาะกับ “ตำรวจไซเบอร์” กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ที่มียอดเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวทุกปี

ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีกลุ่มผู้เสียหายจากการถูกหลอกขายตั๋วเครื่องบินและโปรแกรมทัวร์ท่องเที่ยวประมาณ 40 คน เดินทางเข้าร้องเรียนต่อ กระทรวงยุติธรรม ว่าถูกหลอกขายตั๋วเครื่องบินและโปรแกรมทัวร์ท่องเที่ยว โดยมีผู้เสียหายมากกว่า 514 ราย มูลค่าความเสียหาย 31 ล้านบาท แต่ผู้เสียหายบางรายไม่สามารถแจ้งความหรือลงบันทึกประจำวันได้เนื่องจากเจ้าของเพจเป็นเครือญาติกับนายตำรวจ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ตัวแทนผู้เสียหายเล่าว่า เข้าไปจองซื้อตั๋วเครื่องบินและโปรแกรมทัวร์กับหน้าเพจเฟซบุ๊ก Twogetther และอินสตาแกรม 2getther ซึ่งมีราคาขายถูกกว่าโปรแกรมทัวร์อื่นๆ ในท้องตลาด แต่ราคาไม่ได้ถูกมากจนผิดสังเกต โดยผู้ขายมักจะแถมน้ำหนักกระเป๋า พ็อกเก็ตไวไฟ ตั๋วรถไฟความเร็วสูง หรืออัพเกรดโรงแรมที่พัก เช่น ราคาตั๋วเครื่องบินจากเว็บไซต์อื่นราคา 12,000 บาท แต่ราคาของเพจ Twogetther นำมาเสนอขายเพียง 8,000-9,000 บาท โดยอ้างว่าได้ตั๋วราคาถูก เนื่องจากจองซื้อลอตใหญ่ หรือซื้อจากสายการบินในช่วงลดราคา จึงหลงเชื่อเริ่มจองตั๋วจากทริปราคาถูกก่อน พบว่ามีตั๋วเครื่องบินและที่พักจริงแต่อาจได้รับตั๋วช้าบ้าง เมื่อตรวจสอบจากยอดรีวิวก็พบมีดารานักแสดงและพ่อของเจ้าของเพจซึ่งเป็นตำรวจร่วมรีวิวด้วย

กระทั่งเดือนกันยายนลูกค้าเริ่มพบปัญหามีการออกตั๋วช้า บางรายไม่ได้ตั๋วเครื่องบิน โดยเฉพาะการจองทริปท่องเที่ยวในแถบยุโรปที่มีราคาแพงจะได้รับตั๋วกระชั้นชิดจนไม่สามารถวางแผนการท่องเที่ยวได้ ทำให้ผู้เสียหายบางรายเข้าแจ้งความและขอลงบันทึกประจำวัน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รับแจ้งความอ้างว่าความเสียหายยังไม่เกิดขึ้น หรือเป็นความเสียหายทางแพ่ง ไม่ใช่คดีฉ้อโกง ผู้เสียหายต้องฟ้องร้องกันเอง ขณะที่ตำรวจบางโรงพักก็ให้ความช่วยเหลืออย่างดี แต่ผู้เสียหายยังกังวลใจทำให้ต้องรวมตัวกันมายื่นคำร้องผ่าน ศูนย์ยุติธรรมสร้างสุข

สำหรับภัยออนไลน์ที่เกิดขึ้นในสังคมดิจิทัลทุกวันนี้ นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ขอแจ้งเตือนไปยังประชาชนว่า อาชญากรเปลี่ยนรูปแบบฉ้อโกงหลอกลวงไปในหลายลักษณะ กลุ่มผู้ซื้อทัวร์ไม่ได้หวังรวย แต่ต้องการซื้อทัวร์เพื่อพาครอบครัวไปท่องเที่ยว ซึ่งการเลือกซื้อแพ็กเกจในราคาถูกไม่ได้เป็นความผิด ไม่ได้เกิดจากความโลภ แต่ถูกโกง หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะเร่งประมวลตัวเลขความเสียหายและพฤติการณ์ในการกระทำความผิดว่าเข้าเงื่อนไขที่จะรับไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษหรือไม่ โดยเบื้องต้นต้องมีมูลค่าความเสียหายเกินกว่า 100 ล้านบาทขึ้นไป

เรื่องการฉ้อโกงออนไลน์ก็เปรียบได้กับสำนวน “ความวัวไม่ทันหายความควายก็มาแทรก” เพราะเรื่องลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา ขอแค่มีอินเทอร์เน็ตใช้งานแค่นั้นพอ สิ่งที่จะป้องกันตัวเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อคือมีสติ คิดให้รอบคอบ ตรวจสอบให้ถี่ถ้วน อย่าเห็นแก่ของดีราคาถูก หรือผลตอบแทนมหาศาลชั่วพริบตา เพราะผลที่ตามมาคุณอาจเป็นเหยื่อรายต่อไป..!!

เป็นหนี้ต้องจ่าย… ทวงได้แต่อย่า เยอะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401294?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เป็นหนี้ต้องจ่าย… ทวงได้แต่อย่า เยอะ

27 พฤศจิกายน 2562 – 13:26 น.
เป็นหนี้ต้องจ่าย,ลูกหนี้,เจ้าหนี้
เปิดอ่าน 1,402 ครั้ง

เป็นหนี้ต้องจ่าย… ทวงได้แต่อย่า เยอะ

สัปดาห์ที่แล้วป้าวัย 56 ปี ถูกหนุ่มร่างกำยำบุกไปตบจนสลบคาโรงพยาบาล เพราะขาดส่งหนี้เงินกู้นอกระบบที่ไปหยิบยืมมาเมื่อ 4 ปีก่อน ภาพเหตุการณ์ถูกเผยแพร่ทางสื่อทีวีและโซเชียลมีเดีย เห็นความโหดร้ายของคนลงมือที่ไร้ความปรานีแม้กระทั่งผู้หญิงรุ่นราวคราวแม่

อ่านข่าว…  เจ๊สายโหดทวงหนี้ได้แสบทรวง เจอแบบนี้หูแทบระเบิด

คนในสังคมทนพฤติกรรมไม่ได้จึงพากันประณามสาปแช่งและเริ่มพูดกันถึงมาตรการป้องกันการ ทวงหนี้โหด ที่รัฐบาลยุค คสช. เคยปฏิบัติได้อย่างเข้มข้น และสามารถคุ้มครองลูกหนี้ได้ในระดับหนึ่ง  แต่พักหลังดูจะหย่อนยานลงไปเพราะกฎหมายไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

โดยเฉพาะกฎหมายทวงหนี้ที่ออกเป็น พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองลูกหนี้ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้นอกระบบหรือหนี้ถูกกฎหมายก็ตาม

ฉะนั้นเพื่อให้กฎหมายไม่เสียเปล่าทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ทุกระบบจึงควรมาทำความเข้าใจว่ากฎหมายฉบับนี้มีสารสำคัญที่เป็นประโยชน์อย่างไรบ้าง อย่างน้อยในมุมของลูกหนี้จะช่วยให้ไม่ถูกคุกคามหรือเอาเปรียบมากจนเกินไป

ขณะที่เจ้าหนี้เองเมื่อถึงเวลาที่ต้องทวงถามหนี้จากลูกหนี้ผิดนัดชำระ หรือพวกเหนียวหนี้ จะได้รู้ขอบเขตว่าสามารถทวงหนี้อย่างไรที่ไม่ทำให้เป็นฝ่ายเสียเปรียบหรือผิดกฎหมาย เพราะล่าสุดประกาศคณะกรรมการกำกับการทวงหนี้เรื่อง การนับจำนวนวันในการทวงถามหนี้ ตามพ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 เริ่มมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งกำหนดว่าเจ้าหนี้สามารถตามทวงหนี้จากลูกหนี้ได้แค่ไหนบ้าง

สำหรับประกาศฉบับนี้ใช้บังคับเฉพาะบุคคลตามมาตรา 3 แห่งพ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 คือ “ผู้ทวงถามหนี้” หมายความว่า เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ให้สินเชื่อ ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้จัดให้มีการเล่นการพนันเป็นปกติธุระตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน และเจ้าหนี้อื่น ซึ่งมีสิทธิรับชำระหนี้อันเกิดจากการกระทำที่เป็นทางการค้าปกติธุระของเจ้าหนี้ ไม่ว่าหนี้ดังกล่าวจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม และให้หมายความรวมถึงผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้ดังกล่าว ผู้รับมอบอำนาจช่วงในการทวงถามหนี้ ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ และผู้รับมอบอำนาจจากผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ด้วย

ยกตัวอย่างง่ายๆ  เจ้าหนี้ตามกฎหมายนี้มี อาทิ ธนาคาร บริษัทบัตรเครดิต บริษัทเช่าซื้อ แม้แต่เจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบก็ใช่ด้วย

ส่วน “ลูกหนี้” หมายความว่า ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและให้ความหมายรวมถึงผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาด้วย

        *ทวงได้วันละครั้งอย่างถูกกาลเทศะ
กฎหมายการทวงถามหนี้ยังได้ระบุสาระสำคัญของการทวงหนี้ว่าผู้ทวงถามหนี้ หรือเจ้าหนี้ ห้ามทวงถามหนี้กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกหนี้ แม้จะเป็นญาติ พี่ น้อง ก็ตาม และทวงถามได้เฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-20.00 น. วันหยุดราชการ เวลา 08.00-18.00 น.

ที่สำคัญ ทวงได้ไม่เกินวันละ 1 ครั้ง ถ้ามากกว่านั้นมีความผิดทางปกครอง คณะกรรมการทวงหนี้สามารถสั่งให้หยุดได้ ถ้าไม่หยุดอาจโดนโทษปรับสูงสุด 1 แสนบาท

แต่ถ้าให้เพื่อนยืมแล้วไม่ยอมใช้คืน ไม่ถือว่าอยู่ในกฎหมายนี้เจ้าหนี้จะทวงวันละกี่ครั้งก็ได้

สำหรับกรณีการทวงหนี้ผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ หากมีการส่งข้อความไปหาลูกหนี้แล้วถูกเปิดอ่าน แม้ไม่มีการตอบรับก็ถือว่าลูกหนี้ได้รับทราบการทวงถามหนี้แล้ว

ส่วนการทวงถามหนี้ผ่านทางโทรศัพท์ หากลูกหนี้รับสายแล้วมีการพูดคุยกันในสาระสำคัญที่แสดงเจตนาในการทวงถามหนี้ก็ให้ถือว่าเป็นการทวงถามหนี้แล้ว 1 ครั้ง แต่หากลูกหนี้ไม่รับโทรศัพท์ หรือรับสายก่อนกดตัดสายจะถือว่ายังไม่ได้มีการติดตามทวงถามหนี้

นอกจากห้ามทวงหนี้เกินวันละ 1 ครั้งแล้ว ในมาตรา 11 ของกฎหมายฉบับนี้ ยังห้ามทวงหนี้ด้วยการ พูดจาดูหมิ่น ข่มขู่ คุกคาม ใช้ความรุนแรง  และ ห้ามประจาน ใครคิดลองดีควรรู้ไว้ก่อนว่ามีโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อัตราโทษนี้ไม่รวมกับความผิดทางอาญาข้อหาทำร้ายร่างกาย และอื่นๆอีกถ้ามี

อย่างไรก็ตามกฎหมายกำหนดเรื่องวิธีการทวงหนี้ แต่ไม่ได้บอกนะว่าเป็นหนี้แล้วไม่ต้องใช้ ดังนั้นเมื่อเป็นหนี้ก็ยังต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยทั้งหมด แต่ถ้าดอกเบี้ยที่เจ้าหนี้เรียกเก็บเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี หรือร้อยละ 1.25 ต่อเดือน ตามที่กฎหมายกำหนดเพดานไว้สูงสุดแล้วละก็ ให้ถือว่าดอกเบี้ยที่คิดเกินนั้นเป็นโมฆะ แต่เงินต้นยังต้องชำระเต็มจำนวน

       “ทวงหนี้โหด-ดอกบาน”คุกรออยู่
กรณีของป้าแม่บ้านโรงพยาบาลรายนี้จากคำให้การต่อตำรวจพบว่าป้ากู้เงินนอกระบบมา 4 หมื่นบาท ตั้งแต่ปี 2557 โดยเจ้าหนี้ได้ยึดบัตรเอทีเอ็ม ไว้กดเงินสดหักหนี้เดือนละ 1 พันบาท นาน 4 ปีมาแล้ว

จนถึงปี 2561 เจ้าหนี้ตายไป ลูกชายของเจ้าหนี้คือ นายเบิร์ด จึงตามมาเก็บหนี้เงินกู้ต่อ แต่นายเบิร์ดตุกติก อ้างว่าเงินที่แม่ของเขาหักไปเดือนละ 1 พัน เป็นเวลา 4 ปี นั้นเป็นแค่ดอกเบี้ย แต่เงินที่จะเรียกเก็บต่อจากนี้คือเงินต้น

ป้าแม่บ้านกลัวว่านายเบิร์ดจะทำร้ายจึงยอมผ่อนเงินต้นต่อตามที่ถูกข่มขู่เดือนละ 1 พันบาท ผ่อนจ่ายไปแล้ว 8 เดือน กระทั่งล่าสุดเงินช็อต ชักหน้าไม่ถึงหลัง จึงโอนไปให้แค่ 500 บาท ทำให้นายเบิร์ดไม่พอใจคิดว่าป้าจะเบี้ยวหนี้จึงตามมาทวงหนี้โหดด้วยการตบจนสลบคามือถึงโรงพยาบาล

จะเห็นว่าการกระทำของนายเบิร์ดนั้น เข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.การทวงถามนี้แทบทุกข้อ และล่าสุดตำรวจ สภ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ตามจับตัวนายเบิร์ด หรือ นายพงศ์อนันท์ กิ่งคำ อายุ 27 ปี มาดำเนินคดีแล้วในข้อหา ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทำการทวงถามหนี้ในลักษณะการข่มขู่ การใช้ความรุนแรง หรือการกระทำอื่นใดที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกายชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือผู้อื่น ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ

อย่างไรก็ดีหากประชาชนที่ต้องการร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับเงินกู้นอกระบบที่ไม่เป็นธรรม สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สายด่วน 1599 ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์การกู้ยืมเงินโดยสัญญาที่ไม่เป็นธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สายด่วน 1155 ศูนย์ดำรงธรรม สายด่วน 1567 ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สายด่วน 1359 • ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม โทร.0-2575-3344

เคอร์ฟิวเด็กติดเกม…จัดระเบียบเก็บ ภาษีบาปเกมออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401281?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เคอร์ฟิวเด็กติดเกม…จัดระเบียบเก็บ ภาษีบาปเกมออนไลน์

27 พฤศจิกายน 2562 – 13:10 น.
เด็กติดเกม,โรคติดเกม
เปิดอ่าน 967 ครั้ง

เคอร์ฟิวเด็กติดเกม…จัดระเบียบเก็บ ภาษีบาปเกมออนไลน์ โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

 “เด็กติดเกม” กลายเป็นปัญหาวิกฤติ ส่งผลให้ “องค์การอนามัยโลก” ประกาศจัดเป็นโรคชนิดใหม่ด้านจิตเวชคือ “โรคเสพติดเกม” หลายประเทศเริ่มหาวิธีการไม่ให้เยาวชนกลายเป็นเหยื่อของธุรกิจเกมมากไปกว่านี้ ล่าสุดจีนสั่ง “เคอร์ฟิวเด็กเล่นเกมออนไลน์” ไม่เกินวันละ 90 นาที ส่วนประเทศไทยคาดการณ์ว่ามีเด็กติดเกมมากถึง 2 ล้านคน …ถึงเวลาต้องจัดระเบียบเช่นกัน

อ่านข่าว…  เด็กติดเกมก้มกราบเท้าแม่ หลังเกิดอาการคลั่ง

ปัจจุบันธุรกิจเกมออนไลน์สร้างเม็ดเงินมหาศาล ผลสำรวจของบริษัท “Newzoo” ที่ตามเก็บข้อมูลด้านสถิติเกมทั่วโลกระบุว่ากลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิกมีเม็ดเงินสูงสุดในโลกคือ ประมาณ 2.1 ล้านล้านบาท ส่วนอันดับ 2 คือกลุ่มประเทศอเมริกาเหนือ 9.8 แสนล้านบาท หากแยกเป็นประเทศที่ควักกระเป๋าเสียให้ตลาดเกมมากสุดอันดับ 1 คือชาวอเมริกา ปีละ 1.1 ล้านล้านบาท อันดับ 2 คือ ชาวจีน 1 ล้านล้านบาท อันดับ 3 ชาวญี่ปุ่น 5.6 แสนล้านบาท ส่วนชาวไทยติดอันดับ 20 ของตลาดเกมโลก เฉพาะปี 2561 มีมูลค่ารวม 3 หมื่นล้านบาท

ตัวเลขคนใช้จ่ายเงินให้แก่ธุรกิจเกมเริ่มพุ่งสูงขึ้นทุกปี จนบริษัทผลิตเกมยักษ์ใหญ่ของจีน “เทนเซนต์” (Tencent) รวยแซงหน้าอเมริกา กลายเป็นเบอร์ 1 เจ้าตลาดเกมของโลกไปเรียบร้อยแล้ว ทิ้งระยะห่างจาก “โซนี่” และ “ไมโครซอฟท์” แทบไม่เห็นฝุ่น เฉพาะข้อมูลของ “เทนเซนต์” ครึ่งปี 2562 ทำกำไรไปแล้ว 1 แสนล้านบาท

หลังจากองค์การอนามัยโลก (WHO) บัญญัติให้ “โรคติดเกม” เป็นโรคทางจิตเวชที่สร้างผลร้ายต่อการพัฒนาสมอง พัฒนาร่างกาย พฤติกรรมของเด็กมีอาการคล้ายผู้ป่วยติดสุรา ติดพนันหรือติดสารเสพติด รัฐบาลจีนจึงตัดสินใจประกาศจัดระเบียบและออกกฎหมาย “เคอร์ฟิวเด็กเล่นเกมออนไลน์” เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2562 พร้อมอ้างเหตุผลว่านี่คือ “การปกป้องร่างกายและจิตใจของเยาวชน”
กฎหมายนี้มีเนื้อหาสำคัญ 4 ข้อคือ 1.เด็กอายุไม่ถึง 18 ปี ห้ามเล่นเกมออนไลน์ตั้งแต่ 4 ทุ่มจนถึง 8 โมงเช้า 2.วันธรรมดาห้ามเล่นเกมเกิน 1 ชั่วโมง 30 นาที 3.วันหยุดเล่นได้ไม่เกิน 3 ชั่วโมง 4.กำหนดให้เติมเงินบัญชีเกมออนไลน์สูงสุดไม่เกิน 900–1700 บาทต่อเดือน

โดยใช้วิธีตรวจสอบจากชื่อและอายุของสาวกเกมออนไลน์ที่มาลงทะเบียนกับบริษัทเกมออนไลน์ต่าง ๆ

การประกาศจัดระเบียบเกมออนไลน์ของรัฐบาลจีนทำให้ประเทศอื่นๆ อยากทำตามบ้าง เพราะตอนนี้หลายประเทศประสบปัญหาประชากรรุ่นใหม่มีอาการทางจิตเวชเพราะเสพติดเกมเพิ่มมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะอาการใหม่ที่น่ากลัวมากของคนที่นั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวันทั้งคืน จนเกิดพฤติกรรมแยกตัวเองออกจากสังคม และมีอาการวิตกกังวลไม่กล้าออกไปเจอผู้คน หรือที่เรียกกันว่า “โรคกลัวชุมชน” (agoraphobia)

ขณะนี้ประชากรจีน 900 ล้านคนเล่นอินเทอร์เน็ตทุกวันและในจำนวนนั้นมีสาวกเกมออนไลน์สูงถึง 650 ล้านคน ทำให้บริษัทเกมในจีนแข่งขันกันดุเดือดเอาเป็นเอาตาย หวังเพิ่มสาวกหน้าใหม่และรักษาฐานหน้าเดิมไม่ให้ย้ายค่ายไปไหน ผู้พัฒนาเกมต้องคิดผลิตเนื้อหาเกมให้รุนแรง หวาดเสียว ลามก ล่อลวง ฯลฯ มากขึ้นเรื่อยๆในแต่ละปีบริษัทจีนผลิตเกมออกใหม่สู่ตลาดเกือบ 1 หมื่นเกมจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม “จีน” ต้องสั่งเคอร์ฟิวเด็กติดเกม ก่อนที่ปัญหาจะรุนแรงไปมากกว่านี้ เพราะเด็กๆ กำลังเสียทั้งสายตา จิตใจ ร่างกายและที่สำคัญคือ “เสียเงิน”

เนื่องจากเกมออนไลน์ที่เด็กนิยมเล่นกันตอนนี้มีหลายรูปแบบทั้งเล่นฟรีและต้องเสียเงินซื้อตัวเกม ซื้อไอเทม ซื้ออัพเกรด ฯลฯ และที่น่าสนใจคือ “กูเกิล” กำลังเปิดตัววิดีโอเกมออนไลน์แบบสตรีมมิ่งที่ชื่อว่า “กูเกิลสเตเดีย” (Google Stadia) ที่เก็บค่าบริการเดือนละ 300 บาท เล่นเกมจากอุปกรณ์อะไรก็ได้ทั้งนั้น ทีวี คอมพิวเตอร์ มือถือ แท็บเล็ต มีเกมเป็นสิบเกมให้เลือกเล่นเต็มที่

          คาดการณ์กันว่าบริการสตรีมมิ่งเกมของกูเกิลจะทำให้คนติดเกมมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะคนไทยที่นิยมจ่ายครั้งเดียวและเล่นเต็มที่แบบบุฟเฟ่ต์ไปเลย

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขเดือนตุลาคม 2562 คาดการณ์ว่ามีเด็กไทยติดเกมและมีปัญหาเสี่ยงต่อการติดเกมประมาณ 2 ล้านคน โดยเฉลี่ยเด็กและวัยรุ่นจะใช้เวลาเล่นเกมประมาณวันละ 5 ชั่วโมง

เครือข่ายพ่อแม่ผู้ปกครองกลุ้มใจจนอยากให้ “รัฐบาลไทย” ช่วยประกาศเคอร์ฟิวจำกัดเวลาเล่นเกมเหมือนจีน!

ย้อนไปเมื่อปี 2547 ช่วงนั้น “กระทรวงไอซีที” พยามยามจัดระเบียบเกมออนไลน์ในสังคมไทยแต่สุดท้ายล้มเหลวเพราะไม่ได้ไฟเขียวจาก “แก๊งเจ้าสัวบริษัทเกมยักษ์ใหญ่”

อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเปิดเผยกับ “คมชัดลึก” ว่าช่วงนั้นเด็กวัยรุ่นไทยติดเกม Ragnarok (แร็กนาร็อก) กันมาก หลายคนโกหกขอเงินพ่อแม่มาซื้อไอเทมแลกของในเกมจนกลายเป็นปัญหาครอบครัว คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้กระทรวงไอซีทีไปจัดระเบียบเกมออนไลน์และร้านอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ โดยเฉพาะการกำหนดให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ห้ามเล่นเกินวันละ 3 ชั่วโมง
“ตอนนั้นผมเสนอไปวันละไม่เกิน 2 ชั่วโมง แต่สุดท้ายก็ไม่มีการจัดระเบียบ เรื่องเงียบหาย เพราะโดนกลุ่มเจ้าของธุรกิจเกมวิ่งเต้นล็อบบี้ จนคนมีอำนาจในรัฐบาลใส่เกียร์ว่างไม่มีการเคอร์ฟิวอะไรทั้งสิ้น ทำได้แค่ขอความร่วมมือร้านเกม ถ้าเทียบกับสถานการณ์ตอนนี้คนไทยติดเกมออนไลน์หนักกว่าเดิม เพราะไม่ใช่แค่เด็กๆ เท่านั้น แต่พ่อแม่ก็ติดเกมด้วย ไม่พาลูกออกไปเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมอย่างอื่น”

อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีข้างต้นเสนอไอเดียเพิ่มเติมหากรัฐบาลไทยยุค 4.0 ต้องการแก้ปัญหา “เด็กติดเกมออนไลน์” ว่าควรแบ่งเป็นระดับประถมและระดับมัธยม ให้มีการจำกัดเวลาหรือเคอร์ฟิวให้เด็กเล่นเกมไม่เกิน 2–3 ชั่วโมง และต้องเล่นก่อน 4 ทุ่ม เพื่อไม่ให้เสียเวลานอนหลับพักผ่อน นอกจากนี้ควรมีการ “จำกัดจำนวนเงินของเด็ก” ที่ลงทะเบียนเล่นให้เอาเงินเข้าบัญชีเล่าเกมได้ไม่เกินเดือนละ “300-500 บาท” เพื่อไม่ให้เป็นภาระพ่อแม่ต้องหาเงินมาให้ลูกเล่นเกม หรือถ้าพ่อแม่ไม่ให้พวกเด็กติดเกมก็ต้องดิ้นรนหาเงิน เช่น ขายรูปลามกตัวเอง หรือขายสินค้าบางอย่างเพื่อเอาเงินมาเล่นเกม

“ที่สำคัญคือควรมีการเรียก เก็บภาษีบาป กับบริษัทหรือเจ้าของธุรกิจที่ทำกำไรจากเกมออนไลน์เหล่านี้อย่างจริงจัง เหมือนภาษีเหล้า ภาษีบุหรี่ เพราะสุดท้ายปัญหาการเสพติดเกมจะทำให้คนไทยจำนวนมากกลายเป็นคนป่วย เงินภาษีเกมที่จัดเก็บไว้จะถูกนำมาใช้รักษาหรือป้องกันพวกเขาในอนาคต ไม่เป็นภาระกับงบประมาณของกองทุนสุขภาพอื่นๆ”

ข้อเสนอให้ “จำกัดเวลาเล่น” “จำกัดเงิน” และ “จัดเก็บภาษีบาปเกมออนไลน์” นับเป็นไอเดียทางออกที่น่าสนใจมาก

แต่คงทำได้ยากเพราะที่ผ่านมา ทหารหรือนักการเมือง มักพ่ายแพ้ต่อเล่ห์กลของ “แก๊งเจ้าสัวบริษัทเกมยักษ์ใหญ่”

นักสืบโซเชียลฯ… ระวังทำคุณบูชาโทษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401264?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นักสืบโซเชียลฯ… ระวังทำคุณบูชาโทษ

27 พฤศจิกายน 2562 – 12:15 น.
นักสืบโซเชียล,ล่าความจริงพิกัดข่าว
เปิดอ่าน 495 ครั้ง

นักสืบโซเชียลฯ… ระวังทำคุณบูชาโทษ คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย…  พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสื่อสาร

บทบาทของนักสืบโซเชียลฯ มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมข่าวสารของบ้านเรา ล่าสุดกับกรณีตามล่าหาตัว “แก๊งกระทืบคนแก่” ที่สวนพริกไทย ปทุมธานี

อ่านข่าว…  เปิดใจลุงถูกหนุ่มหัวร้อนประเคนหมัดบาทากุญแจรถแทง

ข้อมูลจากนักสืบโซเชียลฯ เหล่านี้ หลายครั้งก็ส่งผลดีต่อคดี หรือประเด็นที่กำลังตรวจสอบ แต่บางครั้งก็ส่งผลร้าย ผลข้างเคียง ประเภทคุกคาม ล่าแม่มด และละเมิดสิทธิมนุษยชนตามมา

สิ่งที่น่ากังวลของสังคมไทยต่อการใช้สื่อออนไลน์ขุดคุ้ยข้อมูล คงไม่พ้นเรื่องของการละเมิดความเป็นส่วนตัว ไม่ว่าจะเกิดจากการขุดคุ้ยข้อมูลแล้วนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะเพื่อตอบสนองต่อความอยากรู้อยากเห็น หรือเพื่อช่วยชี้เบาะแสของอาชญากรรมก็ตาม เพราะการสืบค้นข้อมูลเหล่านี้ล้วนแต่อยู่ในข่ายที่มีความเสี่ยงต่อการละเมิดความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่นทั้งสิ้น

กลไกที่ทำให้การสืบค้นและขุดคุ้ยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต จากข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการนำไปโพสต์ไว้บนโลกออนไลน์ทำได้ง่ายขึ้น ได้แก่ เครื่องมือสืบค้นที่ทรงประสิทธิภาพที่ทำให้การสืบค้นและขุดคุ้ยข้อมูลจากอดีตทำได้สะดวก รวดเร็ว มีรายละเอียด และมีความหลากหลายมากขึ้น ตั้งแต่ข้อมูล รูปภาพ เนื้อหา รสนิยม หรือแม้กระทั่งอารมณ์ของผู้คนก็สามารถถูกขุดคุ้ยหยิบขึ้นมาขยายความต่อได้อย่างไม่ยากเย็น

การสืบค้นข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์ สามารถกระทำได้โดยผ่านช่องทางต่างๆ ได้หลายช่องทาง เป็นต้นว่า
– สืบค้นด้วยอินเทอร์เน็ตจากข่าวหรือคดีต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้าด้วยเครื่องมือสืบค้นบนอินเทอร์เน็ต
– สืบค้นผ่านสื่อออนไลน์ เช่น ผ่านกลุ่มเพื่อนบนสื่อโซเชียล
– สืบค้นจากข้อมูลวงในซึ่งเป็นข้อมูลของผู้ประกอบการสื่อโซเชียล ผู้ประกอบการด้านสื่อสาร หรือข้อมูลจากภาครัฐ
– สืบค้นจากนายหน้าขายข้อมูล

นอกเหนือจากการสืบค้นข้างต้นแล้ว ยังมีเครื่องมือสืบค้นและแอพพลิเคชั่นที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อการสืบค้นข้อมูลหรือภาพบนสื่อโซเชียลด้วย เครื่องมือที่นิยมใช้กันทั่วไป ได้แก่
– เครื่องมือค้นภาพของ Google ที่เรียกว่า Google’s Reverse Image Search ซึ่งสามารถช่วยให้ค้นหาภาพบุคคลบนอินเทอร์เน็ตและสื่อโซเชียลเพื่อจับคู่กับภาพที่โพสต์บน Facebook Instagram และสื่อโซเชียลอื่นๆ
– เครื่องมือสืบค้นข้อมูลของ Facebook ที่เรียกว่า Facebook Graph Search เพื่อค้นหาภาพ ข้อความ สถานที่ที่มีการโพสต์ไว้บนโครงข่ายของ Facebook
– เครื่องมือสืบค้นที่เรียกว่า Spokeo ช่วยให้ผู้สืบค้นสามารถหาบุคคลจากที่อยู่อีเมล โดยการสแกนสื่อโซเชียลยอดนิยมต่างๆ และแสดงผลโปรไฟล์ของบุคคลที่ต้องการค้นหา
– เครื่องมือสืบค้นที่เรียกว่า Knowem ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้สืบค้นชื่อบนสื่อโซเชียล ในกรณีที่บุคคลที่ต้องการค้นหาไม่ได้ใช้ชื่อเดียวกันทุกสื่อ หรือใช้ชื่อปลอม แต่ใช้ชื่อเล่นหรือใช้ข้อมูลอื่นเหมือนกัน Knowem สามารถตรวจสอบได้ว่าบุคคลบนสื่อโซเชียลนั้นเป็นใคร และอยู่บนสื่อโซเชียลใดบ้าง
– เครื่องมือสืบค้นของ Instagram ที่เรียกว่า Instagram Search สามารถสืบค้นภาพ หรือข้อความที่เคยโพสต์ไว้บน Instagram เป็นต้น

การใช้ความรู้ความสามารถทางคอมพิวเตอร์ในการช่วยเหลือสังคมเป็นสิ่งที่น่ายกย่องชมเชย อย่างไรก็ตามการขุดคุ้ย สืบค้นภาพ ข้อมูล แล้วนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะโดยใช้เครื่องมือต่างๆ โดยไม่มีกฎหมายรองรับ มีความล่อแหลมต่อการเกิดปัญหาอย่างน้อยที่สุด 2 ประการคือ
1.อาจเข้าข่ายการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล จากการนำข้อมูลส่วนบุคคลมาเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต
2.ข้อมูลที่ขาดการกลั่นกรองบนสื่อออนไลน์และไม่รู้ถึงที่มาของแหล่งข้อมูล อาจเป็นข้อมูลเท็จ อาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายได้ การทำหน้าที่ของนักสืบโซเชียลฯ ในลักษณะดังกล่าวจึงเป็นดาบสองคมต่อผู้ที่ทำหน้าที่นักสืบโซเชียลฯ ได้เช่นกัน

ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาบางแห่งเปิดการอบรมหลักสูตรระยะสั้นสำหรับนักสืบไซเบอร์ ซึ่งน่าจะมีเนื้อหาที่ใกล้เคียงกับกิจกรรมของนักสืบโซเชียลฯ และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่รักการทำหน้าที่เป็นนักสืบโซเชียลฯ ในแง่ของการเรียนรู้ด้านเทคนิค การใช้เครื่องมือสืบค้น รวมถึงกฎ กติกา มารยาท เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทางกฎหมายต่อการทำหน้าที่นักสืบโซเชียลฯ แก่ตนเอง และป้องกันการละเมิดความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่นด้วย