3 บก.วิเคราะห์ประเด็นเมื่อภูมิใจไทย จับมืออนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400825?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

3 บก.วิเคราะห์ประเด็นเมื่อภูมิใจไทย จับมืออนาคตใหม่

25 พฤศจิกายน 2562 – 21:30 น.
ภูมิใจไทย,อนาคตใหม่,รายการ 3 บก
เปิดอ่าน 42,490 ครั้ง

3 บก.วิเคราะห์ประเด็น เมื่อภูมิใจไทย จับมืออนาคตใหม่

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก.ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาห้าโมงเย็นทางเนชั่นทีวีช่อง 22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น ”วีระศักดิ์ พงษ์อักษร“ บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ ”บากบั่น บุญเลิศ“ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารนสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น ”เมื่อภูมิใจไทยจับมืออนาคตใหม่”

อ่านข่าว…  มาดามเดียร์ ปัดครอบงำเนชั่นโจมตีภูมิใจไทย

    “วีระศักดิ์” ตั้งคำถามว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดแผ่นดินไหวทางการเมืองคือ การตัดสินคดีหุ้นสื่อ “วี-ลัค มีเดีย” ของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่พ้นความเป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ การเป็นพันธมิตรของฝ่ายค้านกับรัฐบาล และการรอ กกต.ประกาศวันเลือกตั้งซ่อมส.ส.ขอนแก่น เขต 7 ตรงนี้มีนัยเช่นใดทางการเมือง

  “สมชาย” กล่าวว่า คดีของธนาธรที่สิ้นสุดแล้วตอนนี้คือหนึ่งคดี ที่ผ่านมา “พรรณิการ์ วานิช” โฆษกพรรคอนาคตใหม่ บอกทำนองว่าสื่อเครือเนชั่นใส่ร้ายพรรค แต่สิ่งที่พวกตนวิเคราะห์คือวันสมัครส.ส ธนาธรยังถือหุ้นสื่ออยู่ พวกตนวิเคราะห์ในมุมนี้เท่านั้น

สิ่งที่ธนาธรต่อสู้คดีนั้นศาลวินิจฉัยได้ครบถ้วนเพราะมีข้อพิรุธหลายเรื่องแต่ธนาธรไม่ยอมรับคำวินิจฉัยครั้งนี้ ผลกระทบที่จะตามมาคือ กกต.จะดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 151 ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(3) ตรงนี้ กกต.เสนอศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ได้เพราะธนาธรคือหัวหน้าพรรคที่กระทำความผิดเอง ดังนั้นคนที่มาทำงานการเมืองต้องศึกษากฎหมายให้รอบคอบ

การที่ธนาธรฟ้องกกต.ทั้งเจ็ดว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในคดีหุ้นสื่อเพราะธนาธรระบุว่า กกต.ไม่รอความเห็นอนุกรรมการกกต.ที่ไต่สวนเรื่องนี้ให้ยุติก่อนแต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคุ้มครองกกต.แล้วว่าดำเนินการโดยชอบในคดีนี้และมีผลผูกพันทุกองค์กร ดังนั้นการฟ้องร้องกกต.ของธนาธรคงไม่มีผลและธนาธรจะโดนดาบสองของกกต.ด้วย

  “วีระศักดิ์” ประเมินว่าตรงนี้คือแผ่นดินไหวทางการเมืองเรื่องหนึ่งที่จะมีผลกระทบตามมาหลายด้าน

    “บากบั่น” กล่าวสรุปว่า แบบนี้ธนาธรต้องต่อสู้กันอีกหลายเรื่องจากผลของคดีนี้

  “บากบั่น” ตั้งประเด็นว่า ในอดีตฝ่ายค้านกับรัฐบาลมักศรศิลป์ไม่กินกัน แต่ตอนนี้เหมือนว่าพรรคอนาคตใหม่กับพรรคภูมิใจไทยจับมือกันทางการเมือง

 “สมชาย” กล่าวว่า สิ่งที่โฆษกอนาคตใหม่แถลงเกี่ยวกับการทำงานของเครือเนชั่นช่วงนั้น “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยแสดงความเห็นในโลกออนไลน์เชียร์การทำงานของโฆษกพรรคอนาคตใหม่

ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าแกนนำพรรคภูมิใจไทยไปหารือกับโฆษกพรรคอนาคตใหม่แล้วต่อมาพรรคอนาคตใหม่แถลงพาดพิงเครือเนชั่นและวทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคพลังประชารัฐด้วย

สิ่งที่พรรคอนาคตใหม่กล่าวหา วทันยาและคู่สมรส ว่าถือหุ้นในเครือเนชั่นนั้น ขอให้ตรวจสอบเอกสารจาก กลต.ด้วย และขอยืนยันว่าวทันยาไม่เคยมาบริหารเครือเนชั่น ฉะนั้นการแถลงข่าวของพรรคอนาคตใหม่ควรตรวจสอบก่อนไม่เช่นนั้นจะเป็นการกล่าวหาและต้องดำเนินคดีกัน ดังนั้นนักการเมืองควรตรวจสอบข้อมูลก่อนการแถลงข่าว

ทั้งสองพรรคมองว่าการทำงานของเครือเนชั่นนั้นเป็นศัตรู ดังนั้นทั้งสองพรรคจึงร่วมมือกันแม้จะอยู่คนละฝั่งทางการเมืองตอนนี้คนในรัฐบาลตั้งคำถามการจับมือของพรรคอนาคตใหม่กับพรรคภูมิใจไทย

และยังมีกรณีโฆษกพรรคอนาคตใหม่ชื่นชมสื่อบางแขนงที่เสนอข่าวเชียร์พรรคนี้แต่สื่อแขนงนั้น “สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ” มารดาของธนาธรยังมีหุ้นในสื่อแขนงนี้รวมทั้งธนาธรก็เคยถือหุ้นสื่อแขนงนี้ด้วย

ในอดีตสมพรซื้อหุ้นนี้จาก “ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม” เกือบหมด เพราะมีคนใกล้ชิดสมพรไปซื้อหุ้นตัวนี้จากไพบูลย์ด้วย ตรงนี้กลต.ควรสอบสวนด้วยเพราะอาจมีความผิด

     “วีระศักดิ์” ตั้งคำถามว่าสิ่งที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยโพสต์เฟซบุ๊กหัวเรื่อง “ลงเรือลำเดียวกันต้องเชื่อฟังกัปตัน, โดนสุนัขบ้ากัดแล้วต้องตาย” หมายความว่าอะไร

 “บากบั่น” ประเมินว่าเป็นการสร้างวาทกรรมทางการเมือง หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยอาจทราบกระแสข่าวบางอย่างเกี่ยวกับการเมืองที่มีผลกับพรรคภูมิใจไทยในอนาคตจึงออกมาดำเนินการข้างต้น

    “สมชาย” กล่าวว่า บุคคลระดับรองนายกรัฐมนตรีโพสต์แบบนี้สังคมวิจารณ์กันเยอะ

ขอย้ำว่าเครือเนชั่นจะต่อสู้กับคนที่คิดร้ายต่อประเทศและขอบคุณสังคมที่ให้กำลังใจเครือเนชั่น ตอนนี้ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการทำงานของพรรคภูมิใจไทยเข้ามาเยอะมาก

  “บากบั่น” ตั้งคำถามว่าแผ่นดินไหวทางการเมืองอีกหนึ่งเรื่องคือการเลือกตั้ง ซ่อม ส.ส. ขอนแก่น เขต 7 ตรงนี้จะมีผลอย่างไรทางการเมือง

   “สมชาย” ระบุว่าการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 “นวัธ เตาะเจริญสุข” อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย พ้นหน้าที่ไปแล้ว ดังนั้นน่าจะมีการเลือกตั้งวันที่ 22 ธันวาคม ตรงนี้มีผลทางการเมืองเพราะเรื่องเสียงปริ่มน้ำ

       “วีระศักดิ์” ประเมินว่า คราวนี้ฝ่ายค้านคือพรรคเพื่อไทยคงจับมือพรรคอนาคตใหม่ โดยพรรคเพื่อไทยน่าจะลงแข่งขัน แต่พรรคประชาชาติที่เป็นฝ่ายค้านก็จะแข่งขันในพื้นที่นี้ด้วย ตรงนี้ฝ่ายค้านน่าจะตัดคะแนนกัน

คู่แข่งหลักในเขตนี้คือพรรคพลังประชารัฐกับพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐจะส่ง “สมศักดิ์ คุณเงิน” ลงสมัคร เพราะคราวที่แล้วแพ้พรรคเพื่อไทยไปสามพันกว่าคะแนน ส่วนพรรคเพื่อไทยนั้นรอดูว่า “ธนิก มาสีพิทักษ์” จะชิงกับ “อดิศร เพียงเกษ” ว่าใครจะเป็นตัวแทนพรรคเพื่อไทย

อดิศรกับสมศักดิ์นั้นมีความสนิทกันมานานตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาและเล่นการเมืองมาพร้อมกัน แต่คราวนี้จะแข่งขันกันเอง

“สมชาย” กล่าวสรุปว่า ในเขตนี้พรรคเพื่อไทยกับพรรคพลังประชารัฐคงแข่งขันกันหนักเพราะมีผลทางการเมือง

สังคมว่าไง..ลูกติดยาพ่อแม่ต้องรับผิดชอบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400849?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สังคมว่าไง..ลูกติดยาพ่อแม่ต้องรับผิดชอบ

25 พฤศจิกายน 2562 – 14:55 น.
สายตรวจระวังภัย,ยาเสพติด,พ่อ,แม่
เปิดอ่าน 1,135 ครั้ง

สังคมว่าไง..ลูกติดยาพ่อแม่ต้องรับผิดชอบ คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

หากถลำลึกไปติดยาเสพติดแน่นอนว่าจะมีโทษภัยตามมา เป็นภัยอันตรายต่อผู้อื่น ชุมชนและประเทศชาติ เพิ่มงบประมาณของประเทศในการป้องกันปราบปรามและบำบัดรักษา ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลทุ่มงบปราบปรามยาเสพติดกว่า 5,200 ล้านบาทต่อปี แต่ก็ยัง “หยุดไม่อยู่” แนวทางหนึ่งที่ต้องนำมาทบทวนแก้ไข คือการเสนอปรับหลักสูตรบำบัดยาเสพติด “ลูกติดยาพ่อแม่ต้องเข้ารับการอบรมด้วย” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันจากครอบครัวไม่ให้กลับมาเสพซ้ำ

อ่านข่าว…  แก้ปัญหายาเสพติด..ลำพังไทยเอาไม่อยู่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่โรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง (บังคับบำบัด) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองไม้แดง จ.ชลบุรี (สมัครใจบำบัด) ว่าตัวเลขผู้ต้องขังในเรือนจำร้อยละ 80 เป็นผู้ต้องขังที่กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สะท้อนว่าเรายังไม่สามารถหยุดพฤติกรรมเสพยาได้โดยง่าย แม้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) จะมีหลักสูตรบำบัดผู้เสพยาเสพติด และแผนป้องกันยาเสพติดแพร่ระบาดในชุมชนหรือหมู่บ้าน ซึ่งได้ผลดีในบางพื้นที่ แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดคือการเก็บรวบรวมสถิติในการวัดผลผู้ที่ผ่านการบำบัดฟื้นฟูเพื่อนำไปพัฒนานโยบายและปรับปรุงวิธีปฏิบัติการบำบัดฟื้นฟูให้ได้ผลดียิ่งขึ้น

“จากสถิติผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟูกลับมาเสพซ้ำและติดคุกมีอย่างน้อย 35 เปอร์เซ็นต์ ผมจึงมีแนวคิดว่านอกจากจะนำผู้เสพยาเสพติดเข้าสู่ระบบบำบัดฟื้นฟูแล้ว ควรนำพ่อแม่หรือผู้ปกครองผู้ที่ติดยาเข้าหลักสูตรให้ความรู้ด้วยหรือไม่ เพราะบางครอบครัวพ่อแม่ไม่ได้เอาใจใส่ลูก หรือบางครอบครัวตลอดทั้งปีได้เจอหน้าพูดคุยกับลูกไม่ถึง 2 วัน หากได้พบพูดคุยกันจะทำให้ครอบครัวมีความเข้าใจและห่วงใยกันมากขึ้น ไม่ปล่อยให้ลูกหลานกลับมาเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอีก จึงอยากให้สังคมร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าจะตอบรับแนวคิดดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร” นายสมศักดิ์ ระบุ

รมว.ยุติธรรม อธิบายว่า ผู้ผลิตยาเสพติดมีการพัฒนาสูตรใหม่อยู่ตลอดเวลา เราก็ต้องมีหลักสูตรการบำบัดใหม่ๆ บ้าง ซึ่งรัฐบาลให้งบประมาณในการแก้ปัญหายาเสพติดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งหมด 5,200 ล้านบาทต่อปี เราก็ต้องใช้งบประมาณต่อสู้กับยาเสพติดให้มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ระบบสมัครใจบำบัดมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จสูงเกือบ 100% เพราะจิตใจมุ่งมั่นที่จะเลิกยา แต่หน่วยงานของชุมชนก็ต้องร่วมแรงร่วมใจเป็นกำลังสำคัญในการช่วยผู้เสพบำบัดฟื้นฟูด้วย

การแก้ไขเด็กติดยาเสพติดสิ่งสำคัญคือต้องการกำลังใจจากผู้ปกครองและครูเป็นอย่างมาก ฉะนั้นผู้ปกครองและครูจึงมีส่วนสำคัญในการช่วยเด็กให้หายจากการติดยาเสพติด การสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นในครอบครัว ประกอบกับการให้ความรักความเข้าใจแก่เด็กและเยาวชนบุตรหลานอย่างมีเหตุผลที่ถูกต้องเหมาะสม จะเป็นการป้องกันปัญหาการติดยาเสพติดได้..!!

ทางรอดเกษตรกรหลังแบนสารพิษ วิถีการผลิต ต้อง กล้าเปลี่ยน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400862?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทางรอดเกษตรกรหลังแบนสารพิษ วิถีการผลิต ต้อง กล้าเปลี่ยน

25 พฤศจิกายน 2562 – 11:40 น.
เกษตรกร,แบนสารพิษ,พาราควอต,ไกลโฟเซต,คลอร์ไพริฟอส
เปิดอ่าน 615 ครั้ง

ทางรอดเกษตรกรหลังแบนสารพิษ วิถีการผลิต ต้อง กล้าเปลี่ยน

อีกไม่กี่วันที่ประเทศไทยจะปราศจาก 3 สารเคมีทางการเกษตร อันประกอบด้วย พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส อันเป็นผลมาจากมติในที่ประชุมของคณะกรรมกรรมการควบคุมวัตถุอันตราย ให้แบนสารเคมีอันตรายในกลุ่มดังกล่าว และยกเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป

อ่านข่าว…  แบนสารพิษ ‘สารทดแทน’ โผล่บุรีรัมย์

แน่นอนว่าภายหลังการสั่งห้ามจะส่งผลให้เกษตรกรไทยไม่สามารถใช้หรือครอบครอง 3 สารเคมีทางการเกษตรนี้ได้อีกต่อไป ซึ่งผู้ที่มีไว้ในครอบครอบจะต้องส่งคืนผู้นำเข้าเพื่อส่งคืนบริษัทผู้ผลิตหรือนำทำลายต่อไปไม่เช่นนั้นจะมีความผิดตามกฎหมายและมีโทษหนัก

ทราบกันดีว่าเกษตรกรมีการใช้ 3 สารเคมีทางการเกษตรเจ้าปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมาอย่างอย่างแพร่หลายและยาวนาน โดยเฉพาะในกลุ่มพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิด ได้แก่ อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด และไม้ผล ซึ่งการแบนครั้งนี้หลายฝ่ายเกรงว่าเกษตรกรจะได้รับผลกระทบต้นทุนที่สูงขึ้นจากการที่ต้องใช้สารอื่นทดแทนและจะทำให้วิถีการทำเกษตรนั้นยุ่งยากจนทำให้ผลผลิตตกต่ำ

อย่างไรก็ตามมูลนิธิชีววิถีและเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กร ยืนยันว่ามีทางออกให้เกษตรกร ทั้งวิธีการและการนำเทคโนโลยีมาช่วยทดแทนเพื่อไม่ให้กระทบโดยเฉพาะการสนับสนุนทำเกษตรเกษตรอินทรีย์เป็นแนวทางหลักที่จะทำให้สังคมไทยอยู่รอดทั้งคนกินและคนปลูก

ที่เวทีสัมมนา “เกษตรกรรมไทยหลังมติแบนพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส” จัดขึ้นที่ห้องศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ชั้น 2 กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีตัวอย่างการจัดการเกษตรโดยที่ไม่ต้องพึ่งสารเคมีมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และพร้อมเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรไทยในยุคไร้ 3 สารเคมี

ไฮไลท์สำคัญคือการเปลี่ยนมุมมอง วัชพืชไม่ใช่ศัตรูแต่เป็นตัวช่วยทำเกษตรหากจัดการอย่างถูกวิธี ร่วมด้วยการจัดการระบบนิเวศใช้ธรรมชาติให้เป็นประโยชน์จึงไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีทำลาย

นายชนวน รัตนวราหะ อดีตรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ผู้บุกเบิกเกษตรกรรมยั่งยืนและขับเคลื่อน “วนเกษตร” ยืนยันว่าการใช้ยาฆ่าหญ้าไม่จำเป็นอีกต่อไป พร้อมทั้งยกตัวอย่างว่าในกระบวนการเกษตรมุ่งเน้นการปลูกพืชที่หลากหลายและพยายามรักษาสิ่งมีชีวิตให้เกิดเป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์เอื้อต่อพืชที่ปลูก เช่น การสร้างความชุ่มชื้น และบอกอีกว่าการใช้ยาฆ่าหญ้าอย่างพวกพาราควอต ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง แต่เป็นการสร้างปัญหาและปัญหาเกษตรก็เกิดจากมนุษย์ทั้งสิ้น

ชนวน รัตนวราหะ

ขณะเดียวกันอดีตรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรยังนำได้พระราชนิพนธ์ ร.6 มากล่าวเพื่อให้เห็นความสำคัญของวัชพืช “ดินดีเพราะหญ้าปรก ป่ารกเพราะเสือยัง เสือพีเพราะป่าบัง หญ้ายังเพราะดินดี”

ขณะที่โจน จันได เจ้าของสวนพันพรรณ บอกเล่าเรื่องราวจากประสบการณ์การทำเกษตรอินทรีย์มามากกว่า 20 ปี ว่าวัชพืชคือของดีเป็นเพื่อน ช่วยสร้างประโยชน์ควรเอาไว้ แต่ต้องจัดการร่วมกับธรรมชาติผ่านการสังเกตและทดลอง เช่น หญ้าคอมมิวนิสต์ที่ทุกคนกลัวกัน แต่ตนใช้ในการปรับสภาพดินจากดินที่แห้งแข็ง เป็นลูกรัง จนสามารถปลูกพืชได้มาจนทุกวันนี้ เช่นเดียวกับมัยลาภ ที่หลายคนบอกว่าแพร่ลุกลามเร็ว กำจัดและตายยาก แต่ถ้าสังเกตจะพบว่ามีอายุการตัดไม่เกิน 4 ครั้ง หลังจากนั้นมันจะตายไปเอง และระหว่างการตัดแต่ละครั้งนั้นเกษตรกรจะได้ปุ๋ยคลุมดินด้วย ดังนั้นอย่าขี้เกียจแล้วจะส่งผลดีต่อแปลงเกษตรของตัวเอง

ขณะที่วิถีชาวสวนผลไม้ที่เชื่อกันว่าต้องเก็บกวาดหญ้าหรือวัชพืชบริเวณโคนต้นผลไม้ให้เหี้ยนเตียนด้วยการใช้ยาฆ่าหญ้าจะช่วยทำให้ปุ๋ยลงไปบำรุงต้นผลไม้เร็วๆ ดังนั้นแต่ละปีชาวสวนผลไม้ใช้เงินไปไม่น้อยกับการกำจัดวัชพืช แต่ที่สวนบุญทวี จ.จันทบุรี ของกัลยา สำอาง กลับเปลี่ยนภาพที่เราคุ้นชิน เมื่อสวนผลไม้ของเธอปล่อยให้หญ้าและวัชพืชขึ้นรกไปหมด แต่มีการจัดการโดยตลอด

กัลยา มองว่าหญ้าไม่ใช่ศัตรู โดยบอกว่าที่สวนจะปล่อยให้หญ้าขึ้นรกไปหมด เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ดิน ผลไม้ก็อุดมสมบูรณ์ แต่สวนคนที่ใช้ยาฆ่าหญ้า หน้าดินจะเสียเพราะความชื้นในดินหายไป และเมื่อสภาพอากาศแล้งทุกปีก็จะยิ่งส่งผลกระทบ ที่สวนบุญทวีกำจัดหญ้าด้วยการใช้เครื่องตัดหญ้าปีละ 3-4 ครั้ง ค่าจ้างประมาณ 4-5 หมื่นบาท อาจจะมองว่าต้นทุนสูงแต่ความคุ้มทุนต่างกันไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ และทำให้ผลผลิตมีชีวิต ซึ่ง 8 ปีแล้วที่สวนบุญทวีใช้หลักเกษตรอินทรีย์ในการผลิตผลไม้เนื้อที่ 40 ไร่ ด้วยแนวคิดของการรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมและผู้บริโภค

เช่นเดียวกับ กิตติวัฒน์ วสุรัฐเดชาพงศ์ ตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหนองสามวัง จ.ปทุมธานี ที่ผ่านประสบการณ์ชาวสวนมาหลายรูปแบบ จากพื้นที่การเกษตรที่เคยประกอบอาชีพกว่า 200 ไร่ แต่วันนี้เขาหันหลังให้เคมีมาทำสวนส้มอินทรีย์ด้วยพื้นที่เพียง 27 ไร่เท่านั้น

ตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหนองสามวังรายนี้ชี้ให้เห็นว่าในอดีตมีการใช้เคมีในการเกษตรกันแพร่หลาย แต่ไม่มากเหมือนทุกวันนี้ ทั้งนี้เพราะเกษตรกรหลงเชื่อโฆษณาบริษัทปุ๋ย ยา ว่าจะได้ผลดี ทั้งๆ ที่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น ดินก็สูญเสียความสมบูรณ์ เมื่อดินแข็งไม่มีธาตุอาหารเกษตรกรก็ต้องเพิ่มปุ๋ยไปเรื่อยๆ ต้นทุนก็ยิ่งมากขึ้นๆ เขาใช้เวลา 4 ปีในการเปลี่ยนความคิดมาทำเกษตรอินทรีย์ ในที่สุดก็รู้ว่าดินดีเท่านั้นที่ทำให้ส้มอยู่ได้

ในกลุ่มเกษตรกรเคมียังมีความเชื่อที่ว่าลงทุนมากได้กลับคืนมาก แต่สำหรับอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด ศักดิ์ สมบุญโต ไม่เชื่ออย่างนั้น เพราะอดีตต้องหมดเงินไปกับการซื้อสารเคมีมากกว่า 10 ล้านบาท สำหรับใช้ภายในสวนสายศร จ.สระบุรี

ผู้ว่าฯ หัวใจเกษตรท่านนี้ เล่าให้ฟังถึงวิถีการผลิตในอดีตว่า เวลาฉีดพ่นยาอยู่ในสวนไม่ได้เลยเหม็นไปหมด แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาทำเกษตรแบบอินทรีย์มานานกว่า 25 ปี เปลี่ยนการปลูกพืชมาหลายชนิด สิ่งสำคัญคือเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ แต่ต้องไม่เปลี่ยนหลักการ ซึ่งหลักการคือต้องรู้ว่าอะไรเป็นโทษ อะไรเป็นประโยชน์ ต้องรู้จักวิธีจัดการมากกว่าการทำลาย เรียนรู้ธรรมชาติของพืชและศัตรูพืชแล้วจะช่วยให้การจัดการสวนทำได้ง่ายขึ้น

การจัดการระบบนิเวศภายในพื้นที่เกษตรกรรมเพียงแค่เรียนรู้และเข้าใจ มีวิธีจัดการที่เหมาะสม ให้ธรรมชาติอาศัยพึ่งพากัน และใช้ธรรมชาติที่ให้เป็นประโยชน์ สารเคมีก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป

ในส่วนของเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กรนั้น พร้อมให้การช่วยเหลือและให้ความรู้ในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ เช่นเดียวกับการยื่นข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาล คือ 1.มาตรการทางการเงิน จัดตั้งกองทุนชดเชย เยียวยาผู้ได้รับความเสียหายในช่วงปรับเปลี่ยน รวมถึงจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการทำเกษตรกรรมยั่งยืน 2.มาตรการทางภาษี ให้มีการลดภาษีนำเข้าเครื่องมือและอุปกรณ์การเกษตรที่เข้ามาทดแทนการใช้สารเคมี และส่งเสริมการพัฒนาเครื่องและอุปกรณ์เพื่อใช้ในการเกษตร 3.กำหนดมาตรการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เช่น จัดตั้ง พ.ร.บ.ควบคุมสารเคมี โดยให้แยกออกจากพ.ร.บ.วัตถุอันตราย และจัดตั้ง พ.ร.บ.สนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืน

ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน เป็นหนึ่งในวันประวัติศาสตร์ของเกษตรอินทรีย์และเกษตรกรรมยั่งยืน เมื่อสภาผู้แทนราษฎรลงมติด้วยเสียงเอกฉันท์ 423 ต่อ 0 เห็นชอบรายงานและข้อเสนอของ “คณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร” ยืนยันการแบนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชความเสี่ยงสูง 3 ชนิด และเดินหน้าปรับเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่การพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนให้ได้ 100% ของพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมดภายในปี 2573 ซึ่งเป็นปีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ

การสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรเพื่อเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะภาครัฐต้องมีแนวทางและนโยบายรองรับ ขณะเดียวกันคงต้องทำงานหนักกันอีกหลายยกจนกว่าภาคเกษตรกรรมจะยั่งยืน

เรียนจบตกงานปัญหาระดับชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400829?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรียนจบตกงานปัญหาระดับชาติ

25 พฤศจิกายน 2562 – 11:10 น.
ตกงาน,ปริญญาตรี,อ๊อด เทอร์โบ
เปิดอ่าน 1,313 ครั้ง

เรียนจบตกงานปัญหาระดับชาติ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขณะที่รัฐบาลหรือแม้กระทั่งนายกรัฐมนตรียืนยันว่าเศรษฐกิจดีและจะอยู่เป็นรัฐบาลยาวไปอีกนาน ‘ดับเครื่องชน’ มีเสียงตรงกันข้ามมาแจ้งให้ทราบให้พิจารณา นั่นคือมีปัญหาระดับชาติแล้วมีคนตกงานหรือว่างงานหรือพูดให้เสนาะหูว่าไม่มีงานทำกำลังสูงขึ้นในหลายๆ อย่าง

อ่านข่าว… สัญญาณอันตราย

โรงงานหลายแห่งปิดตัวลง ทำให้คนใช้แรงงานถูกลอยแพ หรือแม้กระทั่งคนเรียนจบปริญญาตรีก็ยังไม่มีงานทำ ที่เวลานี้คนจบ ป.ตรี ตกงานราวๆ 3 แสนกว่าคน

ในเดือนมีนาคม 2563 จะมีบัณฑิต ป.ตรี จบมาอีกกว่า 3 แสนคน ซึ่งเป็นปัญหาว่าคนเหล่านี้จะทำอย่างไร เรื่องนี้เราต้องช่วยกันเพราะปล่อยไว้จะเป็นปัญหาใหญ่ อย่าไปคิดว่าเก่งเสียอย่างไม่ตกงานเพราะคนธรรมดาๆ ไม่มีเส้นสายยังรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐบาล

          อย่าหลอกตัวเองว่าเศรษฐกิจดีหรือมองโลกสวยอย่างเดียวเพราะยังมีมุมมืดอีกมากซ่อนอยู่
อ๊อด เทอร์โบ


 ทำไมอเมริกาจึงยิ่งใหญ่
‘ดับเครื่องชน’ ได้รับจดหมายที่อยากให้ทุกท่านได้อ่านจากคุณ “อำนาจ เท็กซัส” ซึ่งเป็นอีกมุมมองทัศนะหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ เกี่ยวกับอเมริกาในฐานะคนไทยที่ตั้งรากฐานอยู่มานาน

เวลานี้เรากำลังชื่นชมจีน ซึ่งกรณีนี้ก็น่าเป็นเช่นนั้นเพราะจีนกำลังมาแรงในทุกด้าน มีความเจริญพัฒนามากมายเหลือเชื่อ

จึงขอให้พิจารณาข้อความต่อไปนี้ซึ่งน่าสนใจมากๆ
อ๊อด เทอร์โบ


 อเมริกากับอเมริกัน
 ต่างกันอย่างไร?

ผมอยากระบายความรู้สึกในบางอย่างในฐานะคนไทยที่ทำมาหากินอยู่อเมริกามาหลายสิบปีจนทุกวันนี้ก็ยังมีธุรกิจอยู่อเมริกา และมีทั้งพาสปอร์ตอเมริกากับพาสปอร์ตไทย แต่ขอบอกเลยว่าผมยังมีหัวใจเป็นคนไทย 100% นะครับ

เวลานี้จีนยิ่งใหญ่เป็นมหาอำนาจโลก มีความเจริญพุ่งขึ้นเทียบอเมริกาและต่อไปนี้เป็นมุมมองของผมเองเพราะคนไทยชอบจีนมากและหลายสิบ% ของเศรษฐี มหาเศรษฐี หรือใครต่อไปที่มีอำนาจบารมีต่างก็มีเชื้อสายจีน

คนไทยชอบด่าอเมริกาชมจีน ผมเคยขยายความไปว่าอเมริกากับอเมริกันมันไม่เหมือนกัน คนอเมริกันเป็นคนที่มีการศึกษาสูงและเรียนมาเพื่อรู้จริง ไม่เหมือนรสนิยมของคนไทยที่ต้องการส่งลูกเรียนเพื่อยกระดับ อเมริกาไม่มีดอกเตอร์ปลอม (ห้องแถว) และอเมริกาก็ไม่มีใครสนใจอยากเป็นดอกเตอร์ นอกจากแพทย์ เพราะฉะนั้นคนอเมริกันไม่ค่อยจะมีพวกขี้อวด ไม่รู้จะไปอวดใคร เพราะที่อเมริกานี่คนล้างส้วมกับเศรษฐีมีความทัดเทียมกัน คนวัดกันด้วยความดี ไม่เหลื่อมล้ำกัน ส่วนอเมริกาคือประเทศ มีรัฐบาลที่เลือกมาจากประชาชน รัฐบาลทำอะไรไม่ใช่ว่าคนอเมริกันจะมีความสุข บางคนที่ไม่ชอบก็มีสิทธิ์ที่จะวิจารณ์ ไม่เหมือนบ้านเราที่ยังขาดอิสรภาพในทางความคิด เรื่องบางอย่างต้องเก็บไว้ในใจ

กลับมาวิจารณ์กันเรื่องอเมริกาสักนิด อเมริกาคือประเทศที่เป็นผู้นำโลกเสรี พูดได้ว่าเป็นเบอร์หนึ่งของโลก ไม่ใช่เพราะยุทโธปกรณ์และกำลังทหารอย่างเดียว อเมริกาสร้างความเป็นอเมริกันให้เข้มแข็ง ประชาชนเทิดทูนกองทัพของเขาอย่างจริงใจ การเป็นผู้นำโลกทำตัวยาก จะให้ทุกคนยอมรับหมดคงเป็นไปไม่ได้

ผมเชื่อว่ามันเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะอยู่รวมกันได้ต้องมีผู้นำที่ต้องมีประสิทธิภาพ ผมมองไม่เห็นว่าถ้าไม่ใช่อเมริกาแล้วจะเป็นคนอื่นไปได้ ถ้าเมื่อไหร่ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงโลกจะแตกล่มสลาย “เพราะอเมริกายิ่งใหญ่เพราะคนอเมริกัน”

ผมเปิดใจเขียนมาเพราะอยากให้เข้าใจและเข้าถึงว่าอะไรเป็นอะไรและอาจจะกระทบความรู้สึกบ้างเพราะเวลานี้เราต้องฟันธงตรงประเด็นไปเลย
อำนาจ เท็กซัส


 รีบไปดูดอกเก๊กฮวย
 บานสะพรั่งที่ อ.สะเมิง
(ผ่านไปยังผู้ชอบความสวยงาม) 

ผมเพิ่งกลับมาจาก อ.สะเมิง เมืองเชียงใหม่ครับ เพราะเพื่อนๆ บอกว่าเวลานี้ทุ่งดอกเก๊กฮวยกำลังฮิตมากเพราะแพร่กันในโลกโซเซียลจนมีคนไปกันมากมายจนคิดว่าต่อไปจะเป็นจุดเช็กอินเพราะปีหนึ่งทุ่งดอกเก๊กฮวยจะบานหนเดียวและที่แจ้งมานี้จะได้รีบไปกันเพราะจนถึงปลายเดือนนี้ก็หมดความสวยงามแล้ว

พรรคพวกผมส่งไลน์ข้อมูลมาน่าสนใจมาก และขออนุญาตนำมาเล่าสู่กันฟังเพราะเวลานี้คนชอบดูดอกไม้กันมาก เช่น ทุ่งดอกบัวตอง อ.ขุมยวม จ.แม่ฮ่องสอน ก็ดังนานแล้ว

อ.สะเมิง เชียงใหม่ นอกจากจะเป็นแหล่งปลูกสตรอเบอร์รี่แหล่งใหญ่ในประเทศแล้วยังเป็นแหล่งปลูกต้นเก๊กฮวยเพื่อเก็บดอกขายอีกด้วย แปลงดอกเก็กฮวยส่วนใหญ่ที่สะเมิงแม้จะปลูกมาเป็นเวลานานแล้วแต่เพิ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเมื่อราว 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะที่บ้านอมลอง ต.แม่สาบ อ.สะเมิง มีทุ่งดอกเก๊กฮวยหลายแห่งให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชม

ดอกเก๊กฮวยจะมีความสวยงามส่งกลิ่นหอม โดยจะเริ่มเก็บดอกไปทีละแปลง ซึ่งในขณะนี้เป็นช่วงที่ดอกเก๊กฮวยที่บ้านอมลองกำลังบานสะพรั่งเต็มที่ โดยคาดว่าจะบานสวยไปถึงประมาณปลายเดือนพฤศจิกายนถึงราวๆ ต้นเดือนธันวาคม

ชมและถ่ายรูปกับดอกเก๊กฮวยควรไปในช่วงเช้าก่อน 10.00 น. หรือช่วงเย็น 16.00-17.00 น. เพราะช่วงกลางวันแดดจะค่อนข้างแรง นอกจากนั้นให้ระมัดระวังเพราะดอกเก๊กฮวยจะปลูกตามเนินเขาลาดชันอาจทำให้ลื่นล้มได้ รวมถึงนักท่องเที่ยวควรช่วยกันดูแลไม่เดินเหยียบย่่ำหรือนั่งทับต้น

สามารถใช้เส้นทางมายัง อ.สะเมิงได้ 2 เส้นทางคือ ทางหลวงหมายเลข 1096 อ.แม่ริม-อ.สะเมิง หรือทางหลวงหมายเลข 1269 อ.หางดง-อ.สะเมิง เมื่อมาถึงตัวอำเภอสะเมิงแล้วให้เลี้ยวขวาใช้เส้นทางสะเมิง-อมลอง (ทางหลวงชนบท 1349) ผ่านบ้านแม่สาบ บ้านแม่ขาน จนถึงทางแยกทางเข้าบ้านอมลอง ระยะทางราว 70 กม.

ผมชอบความสวยงามของธรรมชาติและขอแจ้งว่าชีวิตคนเราต้องหาความสุขใส่ตัวด้วยความพอเพียง จึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งมาให้ไปเที่ยวกันและต้องขอบคุณเพื่อนๆ ที่แจ้งข้อมูลมา
มานะ ดอนเมือง


อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400835?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน

25 พฤศจิกายน 2562 – 10:35 น.
อุตสาหรกรม,เคมี,รู้ลึกกับจุฬาฯ
เปิดอ่าน 523 ครั้ง

อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

นับตั้งแต่การประกาศแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยโมเดล BCG (Bio, Circular, Green Economy) ของรัฐบาลไทยเมื่อปีที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐ พร้อมทั้งสถานศึกษาต่างๆ ได้ร่วมมือกันคิดค้นและพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรมต่างๆ เพื่อเปลี่ยนประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ศ.ดร.สุวบุญ จิรชาญชัย คณบดีวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจโมเดล BCG ของประเทศไทย แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการเกษตรและอาหาร ด้านสุขภาพและการแพทย์ ด้านพลังงาน เคมีและวัสดุชีวภาพ และด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ โดยเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศให้เป็นไปแนวทางชีวภาพ หมุนเวียนทรัพยากร

“การกลั่นทางเคมีชีวภาพหรือที่เรียกว่า Biorefinery เป็นกระบวนการที่คล้ายกับการกลั่นปิโตรเลียมที่ทำให้ได้พลังงานและสารปิโตรเคมีพื้นฐานแต่เป็นการนำพืชมาสกัดเพื่อพลังงานในรูปเอทานอล และเคมีชีวภาพเบื้องต้นในรูปของวงแหวนน้ำตาลที่จะนำไปสู่ชีวเคมีภัณฑ์ หรือโพลิเมอร์ พลาสติกต่างๆ” ศ.ดร.สุวบุญ กล่าว

แนวทางการพัฒนาพลังงานเคมีและวัสดุชีวภาพเริ่มต้นตั้งแต่ในปี 2548 ที่วิทยาลัยได้นำความรู้ความเชี่ยวชาญด้านพลาสติกสู่การเขียนแผนพัฒนาพลาสติกชีวภาพแตกสลายได้หรือที่เรียกว่า “พลาสติกชีวภาพ” ซึ่งยังไม่เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทยให้แก่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

“เป็นการวิเคราะห์ห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มของชีวมวล ยกตัวอย่างเช่น มีอ้อย 1 กิโลกรัมจะขายได้เงินแค่ 3 บาท แต่ถ้านำไปสกัดเป็นน้ำตาลจะได้ 20 บาท แต่ถ้านำไปแปลงเป็นชีวเคมีภัณฑ์ประเภทต่างๆ จะนำไปสู่มูลค่าเพิ่มระดับพันบาทต่อกิโลกรัมได้”

ขณะนี้วิทยาลัยได้ร่วมงานกับองค์กรในประเทศเนเธอร์แลนด์เพื่อศึกษาเชิงเปรียบเทียบถึงโครงการนำร่องที่จะตอบโจทย์แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จากต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในกลุ่มประเทศยุโรป แล้วจะประมวลเป็นรายงานส่งมอบให้แก่สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ในขณะเดียวกันก็ร่วมกับมหาวิทยาลัยในประเทศเนเธอร์แลนด์เร่งพัฒนาพลาสติกชนิดใหม่ ทดแทน Single Use Plastic หรือที่เรียกว่าพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง รวมถึงการพัฒนาโพลิเมอร์ชั้นสูงที่มีคุณสมบัติพิเศษเช่น โพลิเมอร์ดูดน้ำ โพลิเมอร์ที่ตอบสนองแสงได้ หรือต่อความเป็นกรด-ด่าง นอกเหนือจากพลาสติกที่ย่อยสลายได้

“ขณะนี้นวัตกรรมพลาสติกชีวภาพมาถึงระดับผลิตภัณฑ์แล้ว ซึ่งเราจะเห็นผลิตภัณฑ์จำพวกถุง แผ่นฟิล์ม จาน ถาด ช้อนส้อม ตะเกียบ เราพยายามสร้างนวัตกรรมจากเคมีชีวภัณฑ์ชนิดต่างๆ” ศ.ดร.สุวบุญ กล่าว

ความมุ่งมั่นขณะนี้คือความพยายามพัฒนาชีวมวล (Biomass) ให้เป็นวัสดุในระดับที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานทางเคมีนานาชนิดเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของการผลิตพลาสติกในระดับอุตสาหกรรมและการอุปโภคบริโภคทั่วไป

อย่างไรก็ตามความท้าทายในการพัฒนาไปสู่ระดับการใช้งานจริงนั้นคือการลดต้นทุน

“สิ่งที่ต้องทำต่อคือการผลิตพลาสติกย่อยสลายได้ซึ่งผลิตจากเคมีชีวภาพยังมีราคาสูงกว่าพลาสติกปิโตรเคมี ทั่วไป 3-5 เท่า และคุณภาพโดยเฉพาะความเหนียวก็ยังสู้ไม่ได้ แต่เราเล็งเห็นว่าไทยมีอุตสาหกรรมแป้งที่เข้มแข็ง ก็มีแนวคิดว่าอาจจะต้องเติมแป้งลงในพลาสติกเพื่อให้ราคาลดลง พัฒนาแป้งให้มีความเหนียวมากขึ้น ก็เป็นสิ่งที่มีการพูดคุยกัน”

ศ.ดร.สุวบุญ ย้ำว่า ปัจจุบันสังคมไทยอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็วและการตระหนักถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยในการพัฒนา Biorefinery จากชีวมวลที่ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ที่ครอบคลุมถึงเคมีภัณฑ์และพลาสติกชีวภาพด้วยตามนโยบายของรัฐด้วย

“เพื่อให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะต้องมีโครงการที่ชี้แนวทางในอนาคต และมีความชัดเจน ซึ่งจะตอบโจทย์การเข้ามามีส่วนร่วมของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น วิทยาลัยปิโตรเลียมและเคมีจึงมีพันธกิจที่จะต้องสร้างแนวทางต้นแบบการใช้พลังงานชีวภาพ พลังงานแบบหมุนเวียน รวมถึงตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมให้สำเร็จ เพื่อให้โครงการ BCG เป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไป” ศ.ดร.สุวบุญ ทิ้งท้าย

แบนสารพิษ ‘สารทดแทน’ โผล่บุรีรัมย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400831?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แบนสารพิษ ‘สารทดแทน’ โผล่บุรีรัมย์

25 พฤศจิกายน 2562 – 09:40 น.
แบนสามสาร,สารพิษ,พาราควอต,di,กรมวิชาการเกษตร,สารทดแทน,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 1,849 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 25 พ.ย.62

****************************

26 พฤศจิกายน 2562 สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย จะนำเกษตรกรแต่งชุดดำไปรวมตัวกันที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรียกร้องให้รัฐมนตรีเกษตรฯ รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพวกเขา และขอให้ทบทวนมติแบน สารพิษ ภายหลังคณะกรรมการวัตถุอันตราย ลงมติขึ้นทะเบียนเป็นวัตถุอันตราย ชนิดที่ ห้ามนำเข้า ส่งออก มีไว้ครอบครอง และมีผลบังคับใช้ ธันวาคม 2562

จะว่าไปแล้วหลังการแบนสารเคมีเกษตร มีผลกระทบตามมามากมาย และอาจเหนือความคาดหมายของผู้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็น “อลงกรณ์ พลบุตร” ไปเจอมาที่ไร่อ้อย จ.สุพรรณบุรี นั่นคือ “ชีวภัณฑ์จุลินทรีย์” กำจัดวัชพืชที่ยังไม่ได้ผ่านการทดสอบ ขั้นตอน

อลงกรณ์ พลบุตร

ชีวภัณฑ์สารทดแทนที่จะมาแทน “สารพิษ” นั้น อลงกรณ์บอกว่า เป็นเรื่องที่อ่อนไหวมากและมีข่าวลือกระพือโหมยิ่งกว่าไฟไหม้ป่าอ้อยว่ามีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับสารทดแทนด้วย

ปริศนาจุลินทรีย์?

ย้อนไปเมื่อ อลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (เฉลิมชัย ศรีอ่อนโพสต์เฟซบุ๊กเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2562 ได้ตั้งสเตตัสไว้ว่า “เรื่องสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชแทน สารอันตราย”

อลงกรณ์ต้องเดินทางไปสุพรรณบุรี เพราะมีคนบอกว่าชาวไร่อ้อยใช้สารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชได้ผลดี 

เรื่องสารชีวภัณฑ์เป็นประเด็นอ่อนไหวมาก มีบวกลบตลอด ผมไปดูมาที่สุพรรณบุรียังโดนวิจารณ์ ซึ่งก็ชี้แจงไปแล้ว จึงเข้าใจว่าอ่อนไหวมากแค่ไหน รวมทั้งมีการโยงไปถึงบริษัทผู้ผลิตกับตระกูลนักการเมืองใหญ่ในภาคอีสาน เป็นประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งถ้าพูดอย่างแฟร์คือ ถ้ามีอิทธิพลการเมืองเกี่ยวข้องจริงคงได้ขึ้นทะเบียนไปแล้ว..”

สิ่งที่อลงกรณ์พบในไร่อ้อย

สิ่งที่อลงกรณ์ไปพบในไร่อ้อยคือขวดที่บรรจุสารชีวภัณฑ์ “จุลินทรีย์อนุพันธ์” ซึ่งได้สอบถามจากนักวิจัยอิสระจึงทราบว่า สารชีวภัณฑ์นี้ขึ้นทะเบียนไม่ได้เพราะใช้จุลินทรีย์อนุพันธ์ และห้ามโฆษณาถ้าไม่ได้ขึ้นทะเบียน

ถัดจากวันนั้นมีสำนักข่าวออนไลน์รวมถึงช่องไทยพีบีเอส ได้แกะรอยจากสลากข้างขวดบรรจุสารชีวภัณฑ์จุลินทรีย์ และพบร่องรอยที่เชื่อมโยงถึงตระกูลการเมือง 

ที่แน่ๆ คนบุรีรัมย์รู้ดีที่สุด เพราะสินค้าสารชีวภัณฑ์ยี่ห้อนี้มีการจัดอีเวนท์บ่อยครั้งจนได้ชื่อว่างานเกษตรกรรมเซราะกราวก้าวหน้า

สินเกษตรบุรีรัมย์

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 เว็บไซต์ banmuang.co.th ได้เสนอข่าวการแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงของบริษัทสินเกษตร กรุ๊ป จำกัด กรณีมีข่าวการผลิตสารทดแทน PICO เพื่อทดแทน สารเคมีพิษ

บุญชญดา คงนันทะ” ประธานบริษัท สินเกษตร กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ธรรมชาติสกัดเข้มข้นเพื่อใช้ในการเกษตรแบบปลอดสารพิษ ก่อตั้งเมื่อปี 2559 มีโรงงานตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ 

สินเกษตรบุรีรัมย์

สินเกษตรต้องการเป็นผู้นำในการจัดจำหน่ายจุลินทรีย์เพื่อการเกษตรและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นออร์แกนิกแท้ 100% มีความปลอดภัยสูงต่อทั้งตัวเกษตรกรผู้ใช้รวมถึงไม่มีสารเคมีอันตรายปนเปื้อนในผลผลิตที่จะเป็นอันตรายถึงผู้บริโภค และยังสามารถย่อยสลายตัวเองได้ตามธรรมชาติ

แปลกแต่จริงหลังมีข่าวดังกล่าวแพร่สะพัดไปแฟนเพจเฟซบุ๊ก “PICO นวัตกรรมจุลินทรีย์เพื่อการเกษตรอินทรีย์” ปลิวหายไปทันทีทันใด

เชียงใหม่คอนสตรัคชั่น

ในรายงานพิเศษเรื่องสารทดแทนนั้น ไทยพีบีเอสตรวจสอบกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบหนึ่งในผู้ถือหุ้นของบริษัทสินเกษตร มีนามสกุล “นพดลธิยากูล” เชื่อมโยงกับข้อมูลในหนังสือบริคณห์สนธิจัดตั้งบริษัท เชียงใหม่ คอนสตรัคชั่น จำกัด ก็ทราบว่าตระกูลนี้ได้ทำธุรกิจร่วม “คะแนน สุภา” ประธานกรรมการบริษัทเชียงใหม่ฯ

ดังที่ทราบกันเจ้าของบริษัทเชียงใหม่ คอนสตรัคชั่น เป็นบิดา “กรุณา ชิดชอบ” และพ่อตา “เนวิน ชิดชอบ”

การทดสอบฉีดสารชีวภัณฑ์

ประเด็นนี้ บุญชญดา คงนันทะ ประธานบริษัท สินเกษตร กรุ๊ป ได้อธิบายว่าบริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่มีความเชื่อมโยงกับบริษัทเชียงใหม่ คอนสตรัคชั่น จำกัด แต่อย่างใด 

เหนืออื่นใด ปัณจวัฒน์ นพดลธิยากูล กรรมการบริษัทสินเกษตรฯ เป็นเพียงหลานของมานพ นพดลธิยากูล กรรมการบริษัทเชียงใหม่ฯ มิได้มีความเกี่ยวโยงในด้านธุรกิจของมานพ และการดำเนินธุรกิจมิได้มีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองใดๆ ทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน

เมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้ แบนสารพิษไปแล้วแต่สารทดแทนยังเละเป็นโจ๊ก กรมวิชาการเกษตรจะว่ายังไง?

สู้วิกฤติแล้งปี63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400826?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สู้วิกฤติแล้งปี63

25 พฤศจิกายน 2562 – 08:40 น.
สู้วิกฤติแล้งปี63
เปิดอ่าน 622 ครั้ง

สู้วิกฤติแล้งปี63 บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2562

แม้ประเทศไทยจะอยู่ในช่วงฤดูหนาวก็ตาม แต่ด้วยสภาวะอากาศโลกที่แปรปรวนทำให้ฤดูต่างๆ มีความคลาดเคลื่อนและด้วยความที่ประเทศไทยเราอยู่ในโซนร้อนชื้นจึงประสบปัญหาภัยแล้งติดต่อกันมาหลายปี ซึ่งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยในพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆ หลายแห่งอยู่ในเกณฑ์น้อย บางแห่งสามารถสนับสนุนน้ำได้เฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น จึงมีคำสั่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดทำแผนการจัดสรรน้ำ การจัดหาแหล่งน้ำสำรอง และการวางแผนการเพาะ ปลูกพืชฤดูแล้งให้เหมาะสมกับสถานการณ์น้ำต้นทุนที่มีอยู่ พร้อมเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนให้มากที่สุด

อ่านข่าว…  ผู้ว่าเดือด ตั้งทีมปราบโกงงบภัยแล้ง 200 ล้านบาท

หากจะว่าไปแนวทางในการบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยเฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยาปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักที่มีอยู่ขณะนี้ เพียงพอที่จะสนับสนุนเฉพาะการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และไม้ผลไม้ยืนต้น เท่านั้น จึงมีการกำหนดมาตรการในการบริหารจัดการน้ำ โดยกำหนดให้ประตูระบายน้ำที่รับน้ำจากแม่น้ำต่างๆ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เปิดรับน้ำเฉพาะการอุปโภคบริโภคเป็นครั้งคราว สำหรับลำน้ำหรือคลองส่งน้ำให้รับน้ำเข้าในเกณฑ์ต่ำสุดเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลิ่งลำน้ำเท่าที่มีความจำเป็น พร้อมทั้งขอความร่วมมือไม่ให้ปิดกั้นหรือสูบน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูก โดยให้ยึดตามปฏิทินการสูบน้ำที่กรมชลประทานวางแผนรอบเวรการสูบน้ำไว้แล้ว ส่วนสถานีสูบน้ำของการประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค และการประปาส่วนท้องถิ่น สามารถทำการสูบน้ำได้ตามปกติ

ขณะเดียวกันสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ก็มีการประชุมร่วมกับ 25 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับมือภัยแล้งปี 2562/63 ที่คาดว่าจะรุนแรงมากขึ้นช่วงกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม 2563 และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการจัดสรรน้ำและระบายน้ำของแหล่งน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางเป็นรายสัปดาห์ จากปัจจุบันที่พบว่าการระบายน้ำเกินแผนแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่มอก เขื่อนกิ่วคอหมา และเขื่อนกระเสียว จึงต้องปรับแผนการใช้น้ำพร้อมทั้งดำเนินการร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาลขุดเจาะน้ำบาดาลเพื่อสำรองน้ำเพิ่มเติม รวมทั้งประสานกระทรวงสาธารณสุขสำรวจพื้นที่ให้บริการต่างๆ โดยประสานกับหน่วยบริการจ่ายน้ำ เพื่อให้ได้ข้อมูลโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่มีความเสี่ยงขาดน้ำในฤดูแล้ง 38 จังหวัด เพื่อวางมาตรการป้องกันโดยเร่งด่วนด้วย

         ตลอดหลายปีที่ผ่านมาภาวะภัยแล้งและน้ำท่วมกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกรัฐบาลต่างทุ่มงบประมาณจำนวนมากเข้ามาแก้ไขและเยียวยาประชาชนผู้ประสบปัญหาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาล คสช.ได้มีการจัดตั้งสทนช.ขึ้นมาดำเนินงานตามภารกิจด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนาและวางรากฐานงานด้านน้ำของประเทศอย่างเป็นเอกภาพทำหน้าที่บูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในแต่ละเขตลุ่มน้ำ ให้มีเสถียรภาพมั่นคงและยั่งยืน ที่สำคัญการแก้ไขปัญหาภัยแล้งได้ถูกบรรจุไว้ในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลปัจจุบันดังนั้นภาวะภัยแล้งที่กำลังจะก่อตัวนี้จะเป็นบทพิสูจน์ถึงการทำงานในทุกระดับทุกภาคส่วนให้เกิดการบูรณาการในทุกด้านทั้งข้อมูล แผนงาน โครงสร้าง งบประมาณอย่างรัดกุมเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเพียงพอไม่ขาดแคลนรวมทั้งเกิดผลกระทบน้อยที่สุด

ภูเก็ตที่แรกผุด อส.ท่องเที่ยว เพิ่มความปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400404?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ภูเก็ตที่แรกผุด อส.ท่องเที่ยว เพิ่มความปลอดภัย

22 พฤศจิกายน 2562 – 14:40 น.
สายตรวจระวังภัย,อสท่องเที่ยว
เปิดอ่าน 356 ครั้ง

ภูเก็ตที่แรกผุด อส.ท่องเที่ยว เพิ่มความปลอดภัย คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…   ทีมข่าวอาชญากรรม

จ.ภูเก็ต เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของประเทศ แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาตินิยมเดินทางมาเยี่ยมเยือนจำนวนมาก นอกจากความประทับใจด้านการบริการและสถานที่ที่สวยงามแล้ว สิ่งสำคัญคือภาพลักษณ์ที่ดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ขณะที่ลำพังกำลังตำรวจฝ่ายเดียวคงดูแลได้ไม่ทั่วถึง

อ่านข่าว…  แก้ปัญหายาเสพติด..ลำพังไทยเอาไม่อยู่

ด้วยเหตุนี้ จ.ภูเก็ต จึงผุดไอเดียเปิดโครงการ “อส.ท่องเที่ยว” นำร่องจังหวัดแรกของประเทศไทยเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยว พร้อมดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด โดยมี นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ในฐานะผู้บังคับการกองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดภูเก็ต (อส.) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต พร้อมปล่อยขบวน “รถจักรยานสายตรวจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต” เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในเขตพื้นที่เทศบาลนครภูเก็ต

นายภัคพงศ์ บอกว่า จ.ภูเก็ต มีความโดดเด่นในเรื่องการท่องเที่ยวระดับโลก ทั้งทรัพยากรด้านการท่องเที่ยว เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เสริมสร้างสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดภูเก็ตและประเทศในทางที่ดี เนื่องจากนักท่องเที่ยวมีความมั่นใจด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญสำหรับการพัฒนา จ.ภูเก็ต สู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวสากล ดังนั้น “อส.ท่องเที่ยว” ซึ่งเป็นชุดสายตรวจจักรยานจะเป็นอีกจุดเด่นที่นักท่องเที่ยวมีความประทับใจ มั่นใจการท่องเที่ยวในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และจะเป็นส่วนหนึ่งที่ใกล้ชิดประชาชนกับนักท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นส่วนเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวมีความประทับใจเพิ่มมากขึ้น

ด้าน นายอนุพงษ์ วาวงศ์มูล ปลัดจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า กำลังพลสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนเป็นกองกำลังฝ่ายปกครองที่มีศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่ด้านต่างๆ รวมทั้งมีทักษะในการปฏิบัติหน้าที่ด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว ซึ่ง จ.ภูเก็ต มีวิสัยทัศน์มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางเมืองท่องเที่ยวที่มีความปลอดภัย สู่การพัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยวในระดับนานาชาติ มุ่งสร้างความมั่นคงและเสริมสร้างระบบมาตรฐานความปลอดภัยในการรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว เพื่อร่วมขับเคลื่อนภาคธุรกิจการท่องเที่ยว

“การดำเนินการตามมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม การให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต จะต้องมีศักยภาพและประสิทธิภาพในการเข้าถึงการให้บริการของประชาชนเพื่อรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย กองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดภูเก็ต จึงได้จัดทำโครงการ “อส.ท่องเที่ยว” โดยเริ่มต้นเพียง 35 นาย ซึ่งถือเป็นการนำร่องเป็นจังหวัดแรกของประเทศไทย ด้วยการแต่งกายเครื่องแบบสากลเหมาะกับการปั่นจักรยาน รวมทั้งมีการฝึกทักษะด้านการติดต่อสื่อสาร และทักษะยุทธวิธีในการปฏิบัติหน้าที่ เน้นการดำเนินงานในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ บริเวณชายหาด แหล่งวัฒนธรรมหรือพื้นที่ต่างๆ ตามความเหมาะสม” นายอนุพงษ์ กล่าว

เชื่อว่าการปฏิบัติงานของ “อส.ท่องเที่ยว” จะไม่เพียงแค่เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยวของ จ.ภูเก็ต แต่หมายถึงความเชื่อมั่นของประเทศไทยอีกด้วย..

ถ้าศาลเชื่อ ธนาธร จะเกิดอะไรตามมา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400402?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถ้าศาลเชื่อ ธนาธร จะเกิดอะไรตามมา

22 พฤศจิกายน 2562 – 13:35 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ศาลรัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 1,458 ครั้ง

ถ้าศาลเชื่อ ธนาธร จะเกิดอะไรตามมา

มีควันหลงจากคดีถือครองหุ้นสื่อของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งทันทีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายธนาธรยังถือหุ้นสื่ออยู่ ณ วันสมัครรับเลือกตั้ง จึงเข้าข่ายขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ต้องพ้นจากสมาชิกภาพการเป็นส.ส.นั้น เจ้าตัวก็ออกมาโต้ทันที 3-4 ข้อตามที่เป็นข่าวไปแล้ว

อ่านข่าว…  เปิด 3 แนววินิจฉัยร้อน ธนาธร รอด-ไม่รอด 

ประเด็นหลักๆ ที่นายธนาธรออกมาตอบโต้ ซึ่งก็เคยพูดมาแล้วหลายครั้ง ก็เช่น การโอนหุ้นสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม ปี 2562 แล้ว ส่วนการจดแจ้งรายการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น หรือ บอจ.5 ล่าช้านั้น เป็นเรื่องปกติ ในอดีตก็เคยทำ

ขณะที่บริษัท วี-ลัค มีเดีย ก็ปิดกิจการ เลิกจ้างพนักงานไปหมดแล้ว ไม่ได้ตีพิมพ์นิตยสารแล้ว ฉะนั้นจึงไม่มีสภาพเป็นสื่อแม้จะยังไม่ได้จดแจ้ง “ยกเลิกการพิมพ์” ตามพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ก็ตาม

เหตุผลลักษณะนี้ฟังเผินๆ ก็คงเคลิ้ม คล้ายๆ กับการไม่รีบนำเช็คไปขึ้นเงิน เพราะไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน ภรรยานำเช็คไปขึ้นช้า ไม่ใช้คนอื่นไปขึ้นแทน ก็เป็นเรื่องในครอบครัวผม (ศาลยุ่งอะไร? ทำนองนั้น)

 จากประเด็นตอบโต้ของนายธนาธร มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ถ้าศาลเชื่อนายธนาธร จะเกิดอะไรขึ้นตามมา

ข้อแรก สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ คือ คดีที่บรรดา ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านถูกร้องว่าถือครองหุ้นสื่อ ศาลไม่ต้องรับพิจารณาหรือตัดสินเลย เพราะทุกคนจะสามารถทำเอกสารการโอนหุ้นย้อนหลัง ว่าได้โอนหุ้นไปหมดแล้วตั้งแต่ก่อนสมัครรับเลือกตั้ง มีเช็คสั่งจ่ายเป็นค่าหุ้นด้วยแต่ยังไม่นำไปขึ้นเงินเพราะยังไม่ว่างและไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน

ข้อสอง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1129 ซึ่งรับรองว่าการโอนหุ้นนั้น แค่ทำบันทึกโอนกัน มีการลงนามระหว่างผู้โอน ผู้รับโอน และพยาน ก็ถือว่าสมบูรณ์แล้ว แต่ใช้อ้างยันกับบุคคลภายนอกไม่ได้ กฎหมายมาตรานี้จะไม่มีผลอะไรเลย เพราะหากโอนหุ้นแบบรู้กัน 2 คน หรือ 3 คนรวมพยาน แล้วอ้างยันกับบุคคลภายนอกได้ ก็ไม่ต้องมีกฎหมายมาตรานี้

แต่คำถามคือทางการ หรือหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจะตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นจากไหน อย่างไร ที่สำคัญการสมัครรับเลือกตั้งต้องการใช้ “เอกสารมหาชน” คือหลักฐานที่ต้องอ้างยันกับคนภายนอกได้ มิฉะนั้น กกต.จะใช้มาตรฐานอะไรในการตรวจสอบ

ด้วยเหตุนี้ถ้าศาลเชื่อนายธนาธรว่าการโอนหุ้นมีผลทันทีเมื่อโอนตามที่อ้าง คือวันที่ 8 มกราคม ปี 2562 โดยไม่จำเป็นต้องไปจดแจ้ง หรือไม่ต้องมีหลักฐานทางราชการตรวจสอบ ต่อไปก็ไม่ต้องมีเงื่อนไขหรือลักษณะต้องห้ามเรื่องนี้ในการสมัครรับเลือกตั้ง เพราะกกต.ไม่รู้จะตรวจสอบจากอะไร หากสงสัย และถามไปยังผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้สมัครก็อาจไปทำเอกสารย้อนหลังได้ว่าโอนแล้วตั้งแต่วันนั้นวันนี้

ข้อสังเกตในทางกฎหมายเพื่ออธิบายเรื่องนี้ก็คือใบหุ้น คือ “สิทธิเรียกร้อง” เป็นบุคคลสิทธิ์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์รับรองว่าแค่ทำบันทึกโอนกันก็สมบูรณ์แล้วก็จริง แต่เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา ใช้อ้างยันกับคนนอกไม่ได้ ฉะนั้นการจะไปอ้างยันกับคนนอกต้องใช้ “เอกสารมหาชน” เท่านั้น

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือการตรวจสอบของทางราชการ หรือหน่วยงานตรวจสอบต่างๆ ต้องใช้มาตรฐานหรือกติกาตามที่กำหนดไว้ ถ้าอ้างเหตุผลเรื่องความชอบ-ไม่ชอบ หรือรสนิยมการลงทุน แล้วนำมาอ้าง เหมือนที่นายธนาธรพูด หน่วยงานตรวจสอบย่อมไม่มีหลักในการตรวจสอบ

สมมุติง่ายๆ กฎหมายห้ามขับรถฝ่าไฟแดง ถ้าตำรวจต้องฟังเหตุผลคนที่ขับฝ่าไฟแดงทุกคนก่อนถึงจะลงโทษปรับได้ สุดท้ายก็จะไม่มีทางลงโทษปรับใครได้เลย เพราะทุกคนก็จะมีเหตุผลร้อยแปดในการกระทำผิดกฎหมาย หรือละเมิดกฎหมาย

แต่แน่นอนว่า “ข้อยกเว้น” บางประการก็ต้องมี เช่น รถพยาบาล สามารถฝ่าไฟแดงได้ขณะพาผู้ป่วยฉุกเฉินส่งโรงพยาบาล แต่นั่นต้องเป็น “กติกา” ที่ตกลงร่วมกัน และทุกคนรับรู้ตรงกันก่อน ไม่ใช่รู้กันแค่ 2 คน หรือคนในครอบครัว แล้วจะนำมาอ้างกับบุคคลอื่น

p18

อนาคตใหม่ กับจังหวะในวันนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400400?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคตใหม่ กับจังหวะในวันนี้

22 พฤศจิกายน 2562 – 10:50 น.
พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 1,432 ครั้ง

อนาคตใหม่ กับจังหวะในวันนี้ โดย…   ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

รู้กันหมดบางแล้วว่าคดีถือหุ้นสื่อของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่นั้น ส่งผลให้เสี่ยเอกหลุดเก้าอี้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ และนำไปสู่การฟ้องคดีใหม่เพิ่ม

อ่านข่าว…  อาฟเตอร์ช็อก อนาคตใหม่

“จากนี้ยังทำงานต่อในฐานะหัวหน้าพรรค ยังรณรงค์การแก้ไขรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.การเกณฑ์ทหาร ในอนาคตคิดว่าจะได้กลับมาเป็น ส.ส.อีก ส่วนคดีอื่นอย่าไปกังวล ยังมีงานที่ต้องทำอีกเยอะ และให้ประชาชนตัดสินเรื่องนี้เอง”

   คือคำพูดของเสี่ยเอก
“ธนาธร” พ้นสมาชิกภาพ​ ส.ส.ตั้งแต่​ 23​ พฤษภาคม 2562​
แต่​ “ไม่ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง” ส่งผลให้
– ยังเป็นหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่
– ลงสมัครรับเลือกตั้ง​ ส.ส.ครั้งต่อไปได้
– ลงสมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นได้​
– ยังมีสิทธิในการชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แต่สิทธิเหล่านี้จะยังอยู่กับเสี่ยเอกต่อหรือไม่? ควรพินิจว่าอรรถคดีที่แกนนำและพรรคสีส้มเผชิญนั้นน่าจะมากกว่า 25 คดีแล้ว ในช่วงนี้แต่คีย์แมนอนค.ยักไหล่ไม่ยี่หระเพราะหลากคำพูดของเสี่ยเอกที่ยังประกาศลุยต่อบนสนามการเมืองเหมือนยังเลี้ยงกระแสกองเชียร์มิให้หมดหวัง

แปลความว่า อนค.พร้อมลุยจนวาระสุดท้ายและยังขยับการเมืองนอกสภาเพื่อเลี้ยงกระแสค้านลุงตู่

หากวันข้างหน้าอนค.จะไร้ชื่อในสารบบการเมืองไทย แต่พรรคใหม่ที่เกิดขึ้นจิตวิญญาณของชาวสีส้มก็ยังจะติดตามไปสถิต

เพราะตอนนี้น้ำหนักของการมองเกมยุบพรรคตามมาเป็นดาบสองที่หลายคนฟันธงแล้วว่าเกมนี้จะออกหัวหรือก้อย !

และเชื่อว่าจากนี้ไปหากกระแสการเตรียมพิจารณาคดียุบพรรคบังเกิด ขุนพลของ อนค.จะทยอยออกมาปูพรมเลี้ยงกระแสเพื่อแสดงทัศนคติในมุมของตัวเองสู่สังคม !

แต่หากพินิจดีๆ จะพบว่า แนวทางการต่อสู้คดีความต่างๆ รวมทั้งจังหวะก้าวทางการเมืองของพรรคสีส้มนั้น มันคล้ายผิดจังหวะจะโคน

และพลาดง่ายๆ แบบไม่ควรพลาดในฐานะมืออาชีพ

แม้แกนนำชาวสีส้มจะออกมาให้ข่าวกับสังคมในมุมไม่เห็นด้วยหลากด้านกับสิ่งที่ อนค.ประสบ แต่เมื่อการต่อสู้คดี วี-ลัค มีเดีย ของเสี่ยเอกยุติลงด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้วนั้น ก็กระจ่างในหลายแง่มุมแล้วสำหรับกรณีนี้

หากอนค.จะแสดงความไม่เห็นด้วย แต่ชาวอนค.ต้องเคารพการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะสิทธิในการพิสูจน์ตัวเองของเสี่ยเอกในคดีนี้ได้ใช้ไปแล้ว

เกมดื้อแพ่งแบบหัวชนฝาจะให้ผลเช่นใด ?

แกนนำฝ่ายค้านบางพรรคมองว่า อนค.เป็นพรรคใหม่ที่แทบไร้คนการเมืองรุ่นเก๋าที่รู้จักจังหวะจะโคนในการเดินหมากการเมือง

 ดังนั้นการเคลื่อนเกมจึงล้ำหน้าไปหลายช็อต !

เพราะเลือดหนุ่มสาวที่ยังร้อนแรงและหวังที่จะเปลี่ยนการเมืองได้ดั่งใจนึกด้วยการทำงานในนามพรรคและส.ส.ต่อสู้ในรัฐสภา

แต่เมื่อออกตัวแรงเช่นนี้ก็เหมือนเป็นหอกกลับมาทิ่มแทงตัวเองหลายวาระเพราะจังหวะที่พลาดไป

หลายคนในเวทีการเมืองมองว่า อนค.เมื่อไร้มวยใหญ่ที่มีชั่วโมงบินทางการเมืองมาประคองก็ย่อมหลงทิศทางไปบ้าง และกว่าจะตั้งลำได้ บางครั้งก็เสียรังวัดไปแล้วและกลับลำได้ยากยิ่ง

และหลายคราวก็ทำให้อาการเจ็บตัวแบบไม่สมควรเกิดขึ้น

ดังนั้นเรื่องแบบนี้มวยใหญ่จำเป็นสำหรับการเมืองไทยที่ต้องอ่านทิศทางลม

ในเมื่อแกนนำชาวสีส้มยังไม่เปลี่ยนแนวทางการลุยสนามการเมือง ดังนั้นคงเดาไม่ยากว่า จากนี้ไป อนค.จะตัองเผชิญอะไรบ้าง ?