‘เสรี’ เคลิ้ม แดงหลงโรง เชิดชน ‘ลุงตู่’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400392?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เสรี’ เคลิ้ม แดงหลงโรง เชิดชน ‘ลุงตู่’

22 พฤศจิกายน 2562 – 10:30 น.
วีรบุรุษนาแก,เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเ,พรรคเสรีรวมไทย,นปช,นปช,คนเสื้อแดง,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ
เปิดอ่าน 26,733 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 22 พ.ย.62

******************************

งานครบรอบ 1 ปี พรรคพลังปวงชนไทย ที่หอประชุมใหญ่ ชั้น 5 อาคาร 2 เทศบาลนครนนทบุรี ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 มีความคึกคักตามสมควร แม้จะเป็นพรรค 1 เสียง แต่ก็มีค่ามีราคา เพราะ บิ๊กตุ้ย” พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร นั่งเก้าอี้ประธานที่ปรึกษาพรรค

แกนนำ 7 พรรคฝ่ายค้านมาร่วมงานครบ นำโดย สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภา และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่ที่ป๊อปปูลาร์ที่สุดในงานคืนนั้น กลับเป็น “ตู่ใหญ่” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย

การขึ้นกล่าวอวยพรพรรคพลังปวงชนไทยของ “เสรีพิศุทธ์” ได้รับความสนใจจากคนทั้งงาน และมีเสียงปรบมือเป็นระยะๆ ซึ่งต้องยอมรับว่า ช่วงหาเสียง พรรคเสรีรวมไทยก็มีเป้าหมายขอคะแนนจากคนเสื้อแดง เช่นเดียวกับพลังปวงชนไทย

 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ขวัญใจเสื้อแดง

บิ๊กตุ้ย” ไม่เกี่ยวทักษิณ

หลายคนอาจเข้าใจว่า พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.ทบ.และอดีต ผบ.ทสส. เป็นเจ้าของพรรคตัวจริง และนามสกุล “ชินวัตร” อาจผูกโยงไปถึงคนชื่อ “ทักษิณ” ซึ่งคนวงในเสื้อแดงบอกว่า บิ๊กตุ้ยก็แค่ผู้อาวุโสที่ถูกเชิญมานั่งเป็นที่ปรึกษา

พล.อ.ชัยสิทธิ์ กับเอฟซีแดงอาวุโส

ตัวจริงเสียงจริงของพรรคพลังปวงชนไทย ชื่อ นิคม บุญวิเศษ” แห่งอาณาจักรธุรกิจบริษัท บุญวิเศษ คอร์ปอร์เรชั่น กรุ๊ป จำกัด, บริษัท บุญวิเศษ อินเตอร์ จำกัด และบริษัท เอ็น.ดี.เฮิร์บ จำกัด ขายสมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นหลัก

ก่อนจะพาตัวเองสู่การเมืองท้องถนน ช่วงปี 2554-2557 นิคมเป็นประธานสภาผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ไทย (สววท.) และประธานสภาการแท็กซี่ มหาชน

หลังรัฐประหาร 2557 นิคมกลับมาทำทีวีดาวเทียมในนาม “เอ็นบี ทีวี” ขายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ยาแคปซูลสมุนไพรตรา เอ็น.ดี.เหมือนเดิม พร้อมกับการคิดก่อการตั้งพรรคการเมือง เข้าสู่การเมืองระบบรัฐสภา

เพราะเจ้าของพรรคขายสินค้าหน้าจอทีวี จึงมีคนแซวพรรคนี้เป็น “พรรคสมุนไพร”

ฐานรากคือเสื้อแดง

“นิคม บุญวิเศษ” มีมือทำงานการเมืองชื่อ “พันธุ์ศักดิ์ ซาบุ” ซึ่งเป็นหัวหน้าสถานีวิทยุชุมชนคนรักไทย 95.25 เมกะเฮิร์ตซ โดยมี ชินวัฒน์ หาบุญพาด เป็นเจ้าของสถานีวิทยุแห่งนี้

ปี 2554 นิคม ก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม “โฟร์แชนแนล” หรือ ช่อง ทีวีเพื่อประชาชน ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ที่ตลาด อ.ต.ก.3 นนทบุรี พร้อมกับดึงพันธ์ศักดิ์ ซาบุ และ “ชัช ทีโอที” หรือ ชัชวาลย์ กาญจนหุต อดีตนักเตะทีมชาติไทย มาปักหลักจัดรายการวิเคราะห์ข่าวทางสถานีโทรทัศน์แห่งนี้

สามแกนนำ พล.อ.ชัยสิทธิ์, นิคม, และพันธุ์ศักดิ์

พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ได้ตอบรับมาเป็นที่ปรึกษาช่องโฟร์แชนแนล เพราะเวลานั้น บิ๊กตุ้ยว่างงานอยู่ และพยายามหาที่อยู่ที่ยืนให้ตัวเอง ช่องทีวีจอแดงของนิคม กลายเป็นทีวียอดนิยมในหมู่คนเสื้อแดง ไม่แพ้ช่องเอเชียอัพเดทของกลุ่ม นปช. “บิ๊กตุ้ย” เลยหน้าบาน

วันที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ทำรัฐประหาร บิ๊กตุ้ยเกือบแย่ เพราะทหารเข้าไปยึดห้องส่งจอแดงของนิคมที่ อ.ต.ก.3 ดีแต่ว่า นายทหารรุ่นน้องยังให้เกียรติรุ่นพี่ ไม่แตะต้อง

ไม่ได้เป็นใหญ่เป็นโตช่วงหลัง แต่ได้ชื่อว่าเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังปวงชนไทย บิ๊กตุ้ยก็พอใจแล้ว

แห่เชิดวีรบุรุษนาแก

ในงานฉลองครบรอบ 1 ปี พรรคพลังปวงชนไทย ได้มีคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งไปร่วมงาน โดยเฉพาะกลุ่ม “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” ซึ่งได้ทำกิจกรรมทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา

แฟนเพจฟอร์ด เส้นทางสีแดง ได้โพสต์ภาพสมาชิกในกลุ่มของเขา ถ่ายภาพร่วมกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์​ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย

กลุ่มฟอร์ดขอถ่ายภาพกับหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย

ท่านเป็นขวัญใจ​ของนักเคลื่อนไหว และได้รับเสียงปรบมือ​ในการขึ้นพูดบนเวที​ พวกเราอยากเห็นท่านเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อปราบเผด็จการ ​คสช. และจัดการคนโกงในสภา”

ระยะหลัง แดงฮาร์ดคอร์หันหลังให้กลุ่ม นปช. และหันมาชื่นชม “เสรีพิศุทธ์” ที่รับบทฝ่ายแค้น ตามไล่บี้ประเด็นถวายสัตย์ไม่ครบ เรียกเรตติ้งจากกลุ่มไม่เอา คสช.

ด้วยลีลาการพูดแรงๆ ไม่ประนีประนอม ทำให้ “เสรีพิศุทธ์” กลายเป็น “ฮีโร่” ของคนเสื้อแดง หลายคนลืมชื่อ จตุพร พรหมพันธุ์ ไปเลย

เหตุผลที่เป็นวิทยาศาสตร์…นะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400393?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เหตุผลที่เป็นวิทยาศาสตร์…นะ

22 พฤศจิกายน 2562 – 09:21 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,ล่มสลาย
เปิดอ่าน 410 ครั้ง

เหตุผลที่เป็นวิทยาศาสตร์…นะ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2562

ฉับพลันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 วินิจฉัยให้ “ธนาธร จึงรุงเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ สิ้นสุดสมาชิกภาพ ส.ส. เนื่องจากเข้าลักษณะต้องห้ามจากการถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ในวันที่ลงสมัครเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ เมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2562 โดยคดีนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชี้แจงถึงเหตุผลที่ทำให้ “ธนาธร” ต้องตกเก้าอี้ไว้อย่างชัดเจนว่า การที่ กกต.ยื่นเรื่องเพื่อลงดาบธนาธรนั้นเป็นสิ่งที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อีกทั้งยังพบว่า บริษัท วี-ลัค มีเดีย ยังคงดำเนินกิจการสื่อมวลชนโดยไม่ได้มีการจดแจ้งยกเลิกประกอบกิจการไปจนถึงวันที่หัวหน้าพรรคส้มหวานยื่นสมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

อ่านข่าว…  มติ 7:2 ธนาธร พ้น ส.ส. ถือหุ้นสื่อ หลักฐานพิรุธอื้อ

นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญยังแจกแจงให้เห็นว่าการโอนหุ้นให้มารดาของธนาธรในวันที่ 8 มกราคม 2562 ไม่ปรากฏสำเนาบัญชีผู้ถือหุ้นตามที่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด โดยสิ่งนี้จะเป็นหลักฐานสำคัญต่อการเข้าสู่การเมือง ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติ ด้วยเหตุผลทั้งปวงสรุปได้ว่า “ธนาธร” ยังเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ในวันที่เขาลงสมัครเลือกตั้ง จึงเป็นลักษณะต้องห้าม ทำให้สมาชิกภาพ ส.ส.ของธนาธร ต้องสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเป็นวันที่ศาลรับคำร้องของ กกต. และสั่งให้ธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.

ชัดเจนแจ่มแจ้ง แต่จะเข้าตา หรือบาดใจกองเชียร์ฝั่งใดคงไม่ขอก้าวล่วง แต่ที่แน่ๆ การตกเก้าอี้จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอาจไม่ใช่บทสรุปสุดท้ายของมหากาพย์ “ธนาธร จึงรุงเรืองกิจ” และ “พรรคอนาคตใหม่” อย่างแน่แท้ เพราะแว่วมาว่า กกต. เตรียมลับมีดรอด้วยการใช้มาตรา 151 กฎหมายเลือกตั้งชงศาลให้ตัดสิทธิการเมืองเป็นเวลา 20 ปี นอกจากนี้ยังมีเรื่องการปล่อยกู้ให้พรรคอนาคตใหม่จำนวน 191 ล้านบาท ซึ่งคดีนี้อาจเป็นหมัดน็อกทำให้อาณาจักรของพรรคอนาคตใหม่ “ล่มสลาย” จากการถูกยุบพรรคก็เป็นไปได้

จากนี้ไปเส้นทางชีวิตการเมืองของมหาเศรษฐี 5 พันล้านจะเป็นอย่างไรคงต้องจับตาดูกันต่อไป แต่จะอย่างไร…ชีวิตคนเราต้องก้าวเดินต่อไป เพราะมันเป็นสัจธรรมที่ไม่มีแปรเปลี่ยน…ธนาธรก็เช่นกัน หากชีวิตยังไม่สิ้นก็ดิ้นกันต่อไป แต่รูปแบบการใช้ชีวิต “พ่อของฟ้า” หลังจากนี้จะเป็นเช่นไร ตรงนี้สิ “น่าสนใจ” เพราะต้องไม่ลืมว่า ชีวิตทางการเมืองของธนาธรไม่ได้สิ้นสลายจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน “ธนาธร” ยังเป็นหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ “ธนาธร” ยังเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี “ธนาธร” ยังนั่งเป็น กมธ.งบประมาณ และ “ธนาธร” ยังเป็นอะไรได้อีกหลายอย่างในโลกใบนี้ หากรู้จักเรียนรู้ข้อผิดพลาดจากบาดแผลการเมืองต่างๆ ด้วยใจเป็นธรรม

ที่สำคัญ “ธนาธร” ต้องไม่โทษ “กระบวนการยุติธรรม” ว่า เป็นหนึ่งในต้นเหตุให้เขาล้มคลุกฝุ่นเนื้อตัวเปื้อนมลทินจนแทบเอาตัวไม่รอด… มาถึงตรงนี้ “ธนาธร” ต้องยืดอก เชิดหน้า ไม่ตีอกชกลม คิดไปเองว่า “หายนะ” ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะถูกฝ่ายที่ครองอำนาจจ้องโค่นล้ม เพราะถ้า “ธนาธร” หยุดคิดสักนิดหนึ่ง และมองย้อนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกอย่างด้วยใจอันเที่ยงธรรม…ธนาธรจะพบว่า ทุกความผิดที่ก่อกำเนิดขึ้นเป็นระลอกๆ นั้นมีหลักเหตุผลที่เป็นวิทยาศาตร์จริงแท้แน่นอน ไม่ใช่การสันนิษฐานลอยๆ…นะ

เทียบ8ประเด็นทหารเกณฑ์ vs สมัครใจข้อเสนอโดนใจทำได้จริงหรือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400390?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เทียบ8ประเด็นทหารเกณฑ์ vs สมัครใจข้อเสนอโดนใจทำได้จริงหรือ

22 พฤศจิกายน 2562 – 09:55 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ทหารเกณฑ์
เปิดอ่าน 2,215 ครั้ง

เทียบ 8 ประเด็น ทหารเกณฑ์ vs สมัครใจ ข้อเสนอโดนใจ…ทำได้จริงหรือ โดย…  ปกรณ์ พึ่งเนตร

การที่ “เสี่ยเอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลงพื้นที่ย่านสยามสแควร์แบบปัจจุบันทันด่วน เพื่อรณรงค์เรื่องยกเลิกการเกณฑ์ทหาร หลังจากพ่ายแพ้คดีในศาลรัฐธรรมนูญเพียงไม่กี่ชั่วโมงนั้น

ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้ถูกมองอย่างตั้งข้อสงสัยและยากจะปฏิเสธว่า “เสี่ยเอก” กำลังปลุกกระแสคนรุ่นใหม่ เพื่อตอบโต้สิ่งที่เขาคิดว่า “ถูกกระทำ” ในคดีถือครองหุ้นสื่อหรือไม่

เพราะสยามสแควร์คือศูนย์กลางวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ของเมืองไทย และแน่นอนว่าวัยรุ่น วัยแรง วัยใส ไม่ว่าชาติไหนๆ ก็ไม่มีใครอยากเป็นทหาร (ยกเว้นคนที่ชอบเครื่องแบบ ก็จะมุ่งไปสอบนายร้อย ไม่ใช่มุ่งมาสมัครทหารเกณฑ์)

แม้ ธนาธร จะอ้างว่าเป็นการรณรงค์สร้างความเข้าใจ เพราะพรรคอนาคตใหม่เพิ่งจะแถลงเตรียมเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.รับราชการทหาร ซึ่งเป็นกฎหมายที่เปิดทางให้กองทัพมีอำนาจ “เกณฑ์ชายไทยมาเป็นทหาร” มาช้านาน เฉพาะตัวกฎหมายก็มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2497 ก็ตาม

แต่การเลือกจังหวะเวลาการลงพื้นที่สร้างกระแสกับวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ ในวันเดียวกับที่เพิ่งถูกดับฝันทางการเมืองจากศาลรัฐธรรมนูญ ก็ดูจะเป็นการจงใจเกินไปหน่อย

หากมองข้ามเรื่องความพยายามสร้างกระแส แล้วลองไปเพ่งพิจารณาการเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.รับราชการทหาร หรือเรียกง่ายๆ ว่า “กฎหมายเลิกเกณฑ์ทหาร” ของพรรคอนาคตใหม่ จะพบรายละเอียดที่เป็นประเด็นสำคัญๆ สรุปได้ดังนี้
1.ไม่ได้เลิกการเกณฑ์ทหาร แต่จะเกณฑ์ได้เมื่อมีสงครามเท่านั้น
2.แต่การเกณฑ์ทหารในยามสงคราม ก็มีเงื่อนไขกำกับ คือ เกณฑ์ได้เพียง 1 ปี ใน 1 ปีจะแยกเป็นฝึก 3 เดือนเป็นขั้นต้น ฝึกอีก 3 เดือนเป็นขั้นสูง และรอดูสถานการณ์อีก 6 เดือนว่าจะมีสงครามต่อหรือไม่ ถ้ามีก็ดำเนินการต่อไป ถ้าไม่มีก็ยกเลิก
3.ในยามปกติ ไม่มีสงคราม จะไม่มีการเกณฑ์ทหาร แต่จะใช้ระบบสมัครใจ 100%
4.ระบบสมัครใจจะให้สิทธิการสมัครทั้งหญิงและชาย ทุกเพศ ตั้งแต่อายุ 18 ปี จนถึงอายุ 40 ปี มีเงินเดือน สวัสดิการต่างๆ

5.ผู้ที่เข้าระบบสมัครใจเป็นทหาร จะเพิ่มการฝึกและการสร้างความชำนาญ จาก 2 ปี เป็น 5 ปี (ปัจจุบันเกณฑ์ทหารใช้เวลา 2 ปี) ซึ่งเมื่อเปลี่ยนเป็น 5 ปี ก็จะมีระยะเวลาใช้งานยาวขึ้น ไม่ต้องใช้กำลังพลมากเหมือนการเกณฑ์ทุกปี แล้วฝึกเพียง 2 ปี แต่ผลที่ได้คือมีความชำนาญสูง งบประมาณก็จะมีเหลือไปเพิ่มเงินเดือนถึงสิบโทกองประจำการ ให้มีทุนสำหรับศึกษาต่อ และมีสวัสดิการให้แก่ครอบครัว รวมถึงการมีกองทุนให้สำหรับผู้ที่ออกไปประกอบอาชีพอย่างอื่น

6.ผู้ที่เข้าระบบสมัครใจ และเป็นทหารครบ 5 ปีแล้ว สามารถต่อเวลาได้อีก 5 ปี จากนั้นก็สามารถขึ้นเป็นทหารกองประจำการปกติ คือเป็นนายทหารชั้นประทวนและนายทหารชั้นสัญญาบัตรได้ต่อเนื่องไป โดยจะจัดให้มีการสอบทุกๆ 5 ปี และเกษียณที่อายุ 46 ปี ปรับยศได้ถึงพันโท

7.แก้ปัญหาการละเมิดสิทธิ์ ถูกรังแก ถูกเกณฑ์ไปใช้งาน ด้วยการมีข้อห้ามละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
8.ระบบสมัครใจจะแก้ไขปัญหาที่เกิดจากระบบเกณฑ์ทหารที่ใช้อยู่ โดยเฉพาะการถูกพรากจากครอบครัว และขาดไร้แรงงานที่สร้างรายได้ดูแลครอบครัว (เพราะติดภาระต้องไปเป็นทหาร)

ทั้งหมดนี้คือข้อเสนอของพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งฟังดูเผินๆ ก็น่าสนใจ และมีเหตุผลรับฟังได้เป็นอย่างดี

จากการพูดคุยกับนายทหารระดับสูงในกองทัพ ซึ่งเคยผ่านการเป็นผู้นำหน่วย และเคยฝึกทหารใหม่ รู้ระบบการเกณฑ์ทหารเป็นอย่างดี ได้ข้อมูลว่า จริงๆ แล้ว “ระบบสมัครใจ” เป็นระบบในฝันที่กองทัพอยากให้เกิดขึ้น แต่ในทางความเป็นจริงเกิดขึ้นได้ยาก จึงต้องมีระบบเกณฑ์

          นายทหารหลายคนอธิบายพร้อมตั้งข้อสังเกตแนวทางยกเลิกเกณฑ์ทหารตามที่พรรคอนาคตใหม่เสนอ สรุปได้ดังนี้
1.ปัจจุบันกองทัพก็ใช้ระบบผสมอยู่แล้ว คือมีทั้งสมัครใจ และการเกณฑ์ แต่ยอดผู้สมัครใจมีไม่มากพอเท่ากับจำนวนกำลังพลที่ต้องการจริง ทำให้ยังต้องมีระบบเกณฑ์อยู่

2.แม้ในอนาคตยอดสมัครใจอาจจะสูงขึ้น แต่ก็อาจเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดในบางปี ไม่มีความเสถียร คือไม่แน่ว่าปีนี้ยอดสมัครสูง แล้วปีหน้าจะต้องสูงด้วย ในขณะที่ภารกิจของกองทัพในการใช้กำลังพล มีจำนวนที่ชัดเจนทุกปี

3.การคำนวณกำลังพลที่ต้องการจากการเกณฑ์ทหาร (รวมทั้งสมัครใจ) ไม่ใช่กำหนดตัวเลขขึ้นมาลอยๆ แต่มาจากการคิดคำนวณตามภารกิจ เรียกว่า “ใช้ภารกิจเป็นตัวตั้ง” ยอดเต็มอยู่ที่ปีละราวๆ 1 แสนนาย ตัวเลขนี้ดูเผินๆ อาจจะมองว่ามาก แต่ถ้าลองสมมุติสถานการณ์การใช้กำลังพลในระดับกองร้อย ในพื้นที่ที่มีปัญหาความมั่นคง เช่น พื้นที่ชายแดน จะพบความจริงอีกด้านหนึ่ง

กำลังพล 1 กองร้อย จะมี 150 นาย หักยอดทำงานธุรการ เช่น งานเอกสาร งานประกอบเลี้ยง งานส่งกำลังบำรุง ฯลฯ สมมุติหักไป 30 นาย จะเหลือกำลังราวๆ 120 นาย

กำลังพลทุกนายใน 1 เดือน (30 วัน) ต้องมีผลัดพัก เกณฑ์ที่ใช้กันในหน่วยทหาร คือ ทำงาน 20 วัน พัก 10 วัน เท่ากับแต่ละช่วงเวลา (ทุกๆ 10 วัน) จะมีกำลังพลปฏิบัติงานจริง 80 นายเท่านั้น เพราะหักพักไป 40 นาย

กำลังพล 80 นายต้องแบ่งกันทำงานตลอด 24 ชั่วโมง สมมุติเป็น 3 กะ จะเหลือกะละ 25-27 นายเท่านั้น แต่ภารกิจที่รับผิดชอบมีมาก เช่น ลาดตระเวน, รปภ.สถานที่, รปภ.หน่วย, รปภ.ครู-นักเรียน (อย่างในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้)

สาเหตุที่ต้องพัก และแบ่งการทำงานเป็นกะ ก็เพราะกำลังพลไม่ใช่ “หุ่นยนต์” ที่จะทำงานได้ตลอดเวลา และสาเหตุที่แบ่งการทำงานออกเป็น 20 วัน พัก 10 วัน ก็เพื่อให้มีเวลาเดินทางกลับภูมิลำเนา ไปอยู่กับครอบครัว การทำงานแบบสัปดาห์ละ 5 วัน แล้วให้หยุดเสาร์-อาทิตย์ ใช้กับราชการสนามไม่ได้ เนื่องจากภารกิจแตกต่างกัน

4.แม้ปัจจุบัน “สงครามตามแบบ” (ที่ต้องใช้กำลังพลจำนวนมาก) จะเริ่มลดน้อยลง แต่หน่วยทหารมีมากขึ้น ก็ต้องใช้เวรยาม กองรักษาการณ์ จึงยังมีความจำเป็นต้องใช้กำลังพล นอกจากนั้นยังมีภารกิจป้องกันชายแดน ภารกิจการพัฒนาและช่วยเหลือประชาชน ภารกิจถวายงาน ถวายการอารักขา ซึ่งล้วนมีความจำเป็น นอกจากนั้นเมื่อบ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน มีความขัดแย้งภายใน ทหารเกณฑ์คือมวลกำลังหลักในการแก้ปัญหา

5.การใช้ระบบเกณฑ์ เฉพาะเมื่อมีสงคราม จะไม่ทันการณ์ แต่การที่มีทหารเกณฑ์อยู่แล้ว เท่ากับมีกำลังพร้อมใช้ทันที นอกเหนือจากภารกิจอื่นที่กำลังพลประจำการรับผิดชอบอยู่แล้ว

6.การใช้ระบบสมัครใจ แล้วขยายเวลาการเป็นทหาร รวมถึงเปิดช่องทางให้สอบเข้าเป็นทหารประจำการได้ สุ่มเสี่ยงที่จะเป็นการเพิ่มกำลังพล เพิ่มค่าใช้จ่าย เป็นภาระงบประมาณมากกว่าระบบเดิม แม้จะคำนวณกำลังพลได้ตามภารกิจ แต่เมื่อกำลังพลรับราชการไปนานๆ ก็ต้องมีเส้นทางการเติบโต และไม่สามารถใช้งานในภารกิจซ้ำเดิมได้ตลอด เช่น ภารกิจลาดตระเวนตามแนวชายแดน ภารกิจในกองรักษาการ ซึ่งภารกิจเหล่านี้ใช้กำลังพลจำนวนมากกว่ากำลังพลชำนาญการ

7.ปัจจุบันกองทัพใช้ระบบ “อาสาสมัคร” สำหรับบางภารกิจอยู่แล้ว เช่น ภารกิจตามแนวชายแดน ใช้อาสาสมัครทหารพราน มีเงินเดือนและมีสวัสดิการระดับหนึ่ง แต่น้อยกว่าทหารประจำการ และมีอายุการทำงานชัดเจน เช่น อายุไม่เกิน 35 ปี แต่ระบบอาสาสมัครแบบนี้ ใช้ได้เฉพาะบางภารกิจเท่านั้น แต่บางภารกิจก็ใช้ไม่ได้ เช่น ภารกิจกองรักษาการ หากใช้ระบบอาสาสมัคร แล้วให้อยู่ยาว ก็จะกลายเป็น รปภ. ไม่ใช่ทหาร

8.การนำทหารไปใช้งานผิดประเภท หรือการละเมิดสิทธิ์ต่างๆ แม้จะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง แต่ถ้าคิดเป็นอัตราส่วน ก็เป็นส่วนน้อยเท่านั้น จึงควรแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่ใช้เป็นสาเหตุหรือข้ออ้างของการล้มระบบเกณฑ์

          ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลและข้อสังเกตจากทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายที่อยากให้เลิกการเกณฑ์ทหาร และฝ่ายที่ยังเห็นว่าจำเป็นต้องมีระบบเกณฑ์อยู่ต่อไป

วิกฤติส้ม แดงลี้ภัย สาวไส้ ปวิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400388?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิกฤติส้ม แดงลี้ภัย สาวไส้ ปวิน

22 พฤศจิกายน 2562 – 09:05 น.
โรส ฉัตรวดี อมรพัฒน์,ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์,แดงลี้ภัย
เปิดอ่าน 5,222 ครั้ง

วิกฤติส้ม แดงลี้ภัย สาวไส้ ปวิน คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย… พรานข่าว

หากติดตามยูทูบของกลุ่มผู้ลี้ภัย 112 จากยุโรป ไม่ต่างจากฟังแม่ค้าปากตลาดสาวไส้คู่แข่ง พวกเขามากระชากลากไส้กันเอง แถมเล่นหนักถึงเรื่่องส่วนตัว ทั้งที่พวกเขาคือ ผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน ต่างก็หนีคดีหมิ่นสถาบัน จนไม่มีแผ่นดินอยู่

อ่านข่าว…   ปริศนา “นวดไทย””โรส” หยามผู้เฒ่า”จรัล” เจ็บลึกที่ปารีส

ที่ตลกร้ายคือ “โรส” ฉัตรวดี อมรพัฒน์ ที่หลบหนีคดี 112 ไปตั้งหลักปักฐานมีครอบครัวอยู่ที่ประเทศอังกฤษ จนได้สัญชาติพลเมืองอังกฤษ ซึ่งเคยเปิดฉากแฉขบวนการอุ้มไฟเย็นมา “ขอรับเงินบริจาค” ที่ฝรั่งเศส

“โรส” จับมือ “สะใภ้เสียงชาวบ้าน” แดงฮาร์ดคอร์ในอังกฤษ จัดรายการทอล์กทางยูทูบ ตอบโต้กลุ่มวิทยุใต้ดินในลาว เนื่องจากพวกเธอไม่ชอบพฤติกรรม “ขอทานออนไลน์” ของพวกแดงฝั่งซ้าย

เพจ “เสียงชาวบ้าน วิชาการของชาวบ้านเพื่อชาวบ้าน” ชำแหละว่า เมืองไทยมีเลือกตั้ง มีรัฐบาลจากระบบการเลือกตั้ง สมาชิกวงไฟเย็นจึงไม่มีเงื่อนไขใดๆ ที่จะไม่ยอมกลับไปประเทศไทยอีก

“สำหรับการอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งหากมีการรับเป็นผู้ลี้ภัยสมบูรณ์แล้ว จะทำให้เกิดภาระทางภาษีแก่พี่น้องคนไทยที่ทำงานเสียภาษีในอียู ในการถูกเพิ่มหรือดึงภาษีเข้าเลี้ยงดูต่อบุคคลที่มิได้ร่วมทำประโยชน์ใดๆ แก่ชาวอียู”

ล่าสุด “โรส ลอนดอน” โพสต์เฟซบุ๊ก Amorn Rose Chatwadee ปูดข่าว “อั้ม เนโกะ” ศรัณย์ ฉุยฉาย ถูกดักต่อยในกรุงปารีส ฝรั่งเศส แต่เรื่องนี้ ฝ่ายอั้ม เนโกะ ก็ไม่ได้ออกมาชี้แจงอย่างไร

ระยะหลัง “โรส ลอนดอน” ทำตัวเป็น “ติ่งส้มหวาน” ออกตัวปกป้องธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และแกนนำพรรคอนาคตใหม่ เลยกลายเป็นคู่กัดของ “ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ญี่ปุ่น

พูดถึง “ปวิน” ที่ต้องย้อนไปเรื่องที่มีคนร้ายบุกเข้ามาทำร้ายร่างกายถึงห้องพักในอพาร์ตเมนต์ คนร้ายฉีดสเปรย์ใส่เขาไม่ยั้งรู้สึกเจ็บแสบตามผิวหนังเนื่องจากฤทธิ์ของสารเคมี

หลังจากนั้นปวินบอกว่า คู่ชีวิตของเขาพยายามวิ่งตามผู้ก่อเหตุแต่หนีไปได้ และจำลักษณะการแต่งกายของผู้ก่อเหตุได้ว่าแต่งกายด้วยชุดดำทั้งหมด สวมหมวกไอ้โม่ง แต่ประเด็นนี้ กลุ่มโรส ลอนดอน กลับไม่เชื่อว่าจะเป็นจริง และมองว่า เป็นการสร้างเรื่องของปวินมากกว่า

ช่วงนี้ “ปวิน” กำลังทัวร์สหรัฐอเมริกา  เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 นักวิชาการลี้ภัยโพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า อยู่ที่ Golden Gate Bridge San Francisco แคลิฟอร์เนีย “อาชญากรรมต่อรถยนต์ดิชั้นเมื่อเช้านี้ เกิดขึ้นที่ลานจอดรถสะพาน Golden Gate ค่ะ”

อาจารย์ปวิน ไม่ได้อธิบายต่อว่า คนที่ทุบรถยนต์เป็นใคร มีวัตถุประสงค์อะไร เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ แต่กลุ่มโรส ลอนดอน ก็ป่าวประกาศทางช่องยูทูบว่า สร้างเรื่องอีกแล้ว

อีกสามวันต่อมา ปวินได้โพสต์ภาพรับประทานอาหารร่วมกับคนไทยในมหานครนิวยอร์ก และในนั้นมี นัชชชา กองอุดม นักศึกษาไทยที่ขอลี้ภัยอยู่ในนิวยอร์กร่วมวงด้วย

หลังทราบข่าว “ธนาธร” พ้นสถานะ ส.ส. “โรส ลอนดอน” โพสต์ว่า “ส่งกำลังใจไปให้ชาวอนาคตใหม่ทุกคนค่ะ” ตรงกันข้ามกับ “ปวิน” ที่โพสต์ว่า “ลา-ก่อน-ค่ะ”

ตามมาด้วยสเตตัส “ปิยบุตรลั่น เลิกฉายหนังม้วนเก่า! แต่ที่ปิยบุตรพูดมาตลอดเรื่อง.. แม่งก็หนังม้วนเก่าเหมือนกัน รัก..อย่างนั้นอย่างนี้ จะอ้วก!”

ที่แรงสุดก็คือสเตตัสไล่ส่งส้มหวาน “..จะอยู่เป็นหรืออยู่ไม่เป็น มึงก็ไม่รอด ฉะนั้น เมื่อไม่รอด จึงควรจะเอาประเด็นที่พรรคอื่นไม่กล้าเล่น ออกมาสู่สาธารณะ แต่สุดท้าย ไอ้โน่นก็ไม่กล้าพูด ไอ้นี่ก็ไม่กล้าแตะ แล้วในที่สุด ก็อยู่ไม่รอด เลิกโลกสวยซะทีค่ะ”

โรส ลอนดอน

สเตตัสนี้เอง ที่ทำให้ “โรส ลอนดอน” ออกมาตอบโต้ด้วยถ้อยคำแรง ทำนองว่า ธนาธรไม่สนับสนุนบางเรื่องแก่ปวิน ก็ทำให้อาจารย์คนดังไม่พอใจ เลยจิกกัดไม่เลิกรา

          นี่เป็นความขัดแย้งทางความคิดของผู้ลี้ภัย 112 ในประเด็นพรรคอนาคตใหม่ ลามไปถึงจุดยืนและอุดมการณ์การเมือง เรื่องจะเอาประชาธิปไตยแบบไหน ?

จีน กางปีก ซื้อมหาวิทยาลัยเอกชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400252?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จีน กางปีก ซื้อมหาวิทยาลัยเอกชน

22 พฤศจิกายน 2562 – 08:10 น.
ซื้อมหาวิทยาลัยเอกชน,จีน
เปิดอ่าน 4,223 ครั้ง

จีน กางปีก ซื้อมหาวิทยาลัยเอกชน คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ในโลกปัจจุบันนี้อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้อย่างคาดไม่ถึง และหากเราติดตามข่าวแล้วจะต้องเชื่อเพราะเป็นไปแล้ว นั่นคือมหาวิทยาลัยเอกชนของไทยหลายๆ แห่ง ที่หลายปีก่อนเกิดขึ้นเหมือนเห็ดในฤดูฝน กำลังปิดตัวลงเพราะขาดทุน พูดง่ายๆ คือไม่มีนักศึกษาสมัครเข้าเรียน เมื่อเป็นเช่นนี้ต่างก็ต้องหนีตาย ทางที่ดีที่สุดคือขายกิจการไปเลยเพื่อเอาตัวรอด

อ่านข่าว…  รู้เท่าทันคบค้า-ฝึกภาษาทำธุรกิจพลิกกระแสจีนบุกไทยเป็นโอกาส

คำพูดที่ว่ามีเงินจ้างผีโม่แป้งได้ เห็นได้ชัดเพราะขาดทุน จีนต่างจ้องซื้อกิจการของมหาวิทยาลัยเอกชนของไทยแบบเบ็ดเสร็จ เวลานี้ถูกนายทุนจีนซื้อไปราวๆ 10 มหาวิทยาลัย ซึ่งมีอยู่ 2 แห่งโดนซื้อไปเรียบร้อยแล้ว เวลานี้ประเทศจีนกำลังมีปัญหาเพราะทุกปีจะมีเด็กนักเรียนสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยของจีนไม่ได้ราว 5-6 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก

นักเรียนเหล่านี้ต่างหามหาวิทยาลัยเข้าเรียนซึ่งส่วนใหญ่จะส่งไปเรียนต่างประเทศและมาลงตัวที่ไทยนี่แหละ บรรดาครูบาอาจารย์ก็นำเข้ามาจากจีนเป็นส่วนใหญ่และใช้ภาษาจีนในห้องเรียนเป็นภาษาหลัก นี่คือความเป็นจริง ณ เวลานี้และคงไม่แปลกใจหากจะมีนักศึกษาจีนเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนที่คนจีนเป็นเจ้าของ

คนไทยที่มีเงินมหาศาลอาจมีอาชีพใหม่ทำมหาวิทยาลัยเอกชนขายจีนก็ได้ กำไรดีมากๆ
อ๊อด เทอร์โบ


 ลอยกระทงยุคใหม่
 เรียนคุณอ๊อด เทอร์โบ

งานประเพณีลอยกระทงผ่านไปแล้วด้วยความสุขสนุกบันเทิง ปราศจากพลุไฟที่จะเป็นอันตราย แต่ขณะเดียวกันกระทงจำนวนมหาศาลที่นำมาลอยในแม่น้ำลำคลองก็กลายเป็นขยะจากมือเราจำนวนมหาศาลด้วยเช่นกัน แม้จะเป็นวัสดุธรรมชาติก็ยังต้องใช้เวลาย่อยสลาย กระทงขนมปังที่เป็นอาหารปลาได้ก็อาจเน่าเสีย หากน้ำที่ลอยมีปลาน้อยกว่าขนมปังและทำให้ปลาตายต่อไป

จากรายงานข่าวของ นสพ.คมชัดลึก พบว่าปี 2562 เฉพาะกทม. เก็บกระทงได้ทั้งสิ้น 502,024 ใบ ลดลงจากปี 2561 จำนวน 339,303 ใบ หรือคิดเป็นร้อยละ 40.3 กระทงส่วนใหญ่ทำจากวัสดุธรรมชาติ วัสดุที่ย่อยสลายได้จำนวน 483,264 ใบ คิดเป็นร้อยละ 96.3 และกระทงที่ทำจากโฟม จำนวน 18,760 ใบ คิดเป็นร้อยละ 3.7

นั่นหมายถึงคนลอยกระทงลดลงและใช้วัสดุธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เราทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือ หากรัฐบาลมีแนวทางชี้แนะ เชื่อว่าพวกเราก็ยินดีปฏิบัติตามเพื่อรักษาแหล่งน้ำไว้กินไว้ใช้

ขอให้นักอนุรักษ์ นักวิชาการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา และผู้บริหารของรัฐบาลโปรดระดมความคิดทำงานร่วมกัน นำข้อมูลสถิติที่ได้ไปศึกษาหาทางปรับปรุงแก้ไข ยกระดับการรักษาแหล่งน้ำควบคู่ไปกับประเพณีวัฒนธรรมให้ไปด้วยกันอย่างสมดุล

หวังว่าปี 2563 เราจะเห็นแนวคิดและแผนการรณรงค์ใหม่ๆ ที่จะสร้างทัศนคติในการลอยกระทงให้เป็นประเพณีที่มีคุณค่าและรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
จั๊ม กทม.

เรียนคุณ ‘จั๊ม’ กทม.
จดหมายของคุณนี้เป็นการลอยกระทงยุคใหม่จริงๆ เพราะเดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปหมด ขนาดลอยกระทงออนไลน์ยังมี และขอแสดงความชื่นชมที่คนไทยหันมาใช้วัสดุธรรมชาติทำกระทงมากขึ้น แสดงให้เห็นว่าเราหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมและจะได้ขยายผลต่อๆ ไป เช่น รณรงค์ไม่ใช้ถุงพลาสติก หรือไม่ใช้กล่องโฟมบรรจุอาหารที่กำลังทำกันอยู่แล้ว ผมเองก็เฝ้าติดตามข่าวนี้ด้วยความยินดีและหวังว่าต่อไปเราจะช่วยกันทำทุกอย่างเพื่อลดขยะย่อยสลายยาก ซึ่งจากตัวเลขมีสถิติชัดเจนว่าทุกอย่างจะดีขึ้น

ต่อไปประเทศไทยจะมีแม่น้ำลำคลองและแหล่งน้ำต่างๆ หากพวกเราช่วยกันดูแล
อ๊อด เทอร์โบ


 ตีกันในโรงพยาบาล
 มีโทษถึงจำคุก

ผมเขียนจดหมายฉบับนี้มาแบบไม่ต้องการคำตอบ แต่ขอร่วมสนับสนุนให้โรงพยาบาลทุกแห่งป้องกันเหตุร้ายหรือตีกันในโรงพยาบาล ใน พ.ศ.2562 ที่กำลังผ่านไปมีการตีกันในโรงพยบาลหลายแห่ง ได้แก่ รพ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ รพ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี รพ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา รพ.ประทาย จ.นครราชสีมา รพ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ และรพ.อ่างทอง จ.อ่างทอง ขณะนี้โรงพยาบาลหลายแห่งเตรียมขอให้ลงโทษระดับสูงเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างและมีโทษจำคุก

รอดูและติดตามข่าวว่าข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการคือโรงพยาบาลนั้นจะมีบทลงโทษผู้ก่อเหตุขนาดไหน
วิทยา (อ่างทอง)


กทม.เพิ่มความสูงคันหินทางเท้ารถเข้าออกบ้านไม่ได้ใครรับผิดชอบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400250?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กทม.เพิ่มความสูงคันหินทางเท้ารถเข้าออกบ้านไม่ได้ใครรับผิดชอบ

22 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
เพิ่มความสูงคันหินทางเท้า,เรื่องน่ารู้วันนี้กับคดีปกครอง
เปิดอ่าน 553 ครั้ง

กทม.เพิ่มความสูงคันหินทางเท้า…รถยนต์เข้า-ออกบ้านไม่ได้ ใคร…รับผิดชอบ คอลัมน์…  เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

เรื่องน่ารู้กับคดีปกครอง … วันนี้ น่าสนใจครับ

แม้ว่าจะเป็นข้อพิพาทในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ก็ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับหน่วยงานของรัฐอื่นๆ ที่มีอำนาจหน้าที่ดูแลถนนหนทางเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประชาชนอีกจำนวนมากในพื้นที่ต่างๆ ที่มีบ้านอยู่อาศัยหรือมีสถานประกอบการตั้งอยู่ริมถนน

อ่านข่าว…  ถูกสั่งเป็นผู้ทิ้งงาน : เพราะก่อสร้างไม่เสร็จโดยไม่มีเหตุอันสมควร 
ข้อพิพาทในคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของสถานประกอบการ ตั้งศูนย์ล้อรถยนต์ ประกอบกิจการมานานกว่า 26 ปีมาแล้ว และไม่เคยมีปัญหาในการเข้าออกระหว่างอาคารกับถนน เพราะได้ลดระดับคันหินทางเท้าเพื่อเป็นทางลาดหน้าอาคารสำหรับการเข้าออกของรถยนต์มาโดยตลอด (ซึ่งไม่ขัดหรือฝ่าฝืนระเบียบฉบับ พ.ศ.2522 และเป็นการใช้สอยทรัพย์สินเพื่อประกอบอาชีพตามมาตรา 1336 ปพพ.)

ต่อมาปี 2541 กทม.ได้ปรับปรุงยกระดับผิวจราจรความยาวประมาณ 700 เมตร เพื่อให้สภาพทางกายภาพสอดคล้องกับสะพานข้ามแยก ป้องกันปัญหาน้ำท่วมขัง และแก้ไขปัญหาการจราจร พร้อมทั้งยกระดับทางเท้าเดิม (ซึ่งถือเป็นที่สาธารณะสำหรับประชาชนใช้ร่วมกัน) ที่อยู่ระหว่างอาคารกับถนนให้มีขอบคันหินสูงขึ้นอีก 25-30 เซนติเมตร โดยไม่ได้ลดระดับคันหินทางเท้าเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีใช้เป็นทางผ่านของรถยนต์เข้าออกภายในอาคารตามที่เคยใช้มาตลอด ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถเข้าออกบริเวณบ้านหรือสถานประกอบการได้

ปัญหาคือ ในช่วงเวลานั้น กทม.ได้ออกระเบียบฉบับใหม่แตกต่างกับระเบียบฉบับ พ.ศ.2522 คือระเบียบกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการขออนุญาตตัดคันหินทางเท้า ลดระดับคันหินทางเท้า และทำทางเชื่อมในที่สาธารณะ พ.ศ.2531 ซึ่งห้ามมิให้ลดคันหินทางเท้าเพิ่มเติม และผลจากการบังคับใช้ระเบียบฉบับ พ.ศ.2531 นี้ กทม.จึงไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการลดคันหินทางเท้าเพื่อให้รถยนต์ผ่านเข้าออกอาคารได้เหมือนแต่ก่อน เมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้ กทม. ลดระดับคันหินทางเท้าหน้าอาคารของผู้ฟ้องคดีให้สามารถนำรถยนต์ผ่านเข้าออกอาคารได้

          ซึ่งศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การที่ กทม. ปรับระดับทางเท้าหน้าอาคารของผู้ฟ้องคดีให้สูงขึ้นตามโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแยกโดยมิได้ลดระดับคันหินทางเท้าเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีใช้เป็นทางผ่านของรถยนต์เข้าออกภายในอาคารตามที่เคยใช้มาตลอด จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีอันเป็นการกระทำละเมิดตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กทม.จึงต้องแก้ไขเยียวยาด้วยการลดระดับคันหินทางเท้าหน้าอาคารของผู้ฟ้องคดีเพื่อให้รถยนต์ใช้เป็นทางผ่านเข้าออกอาคารได้ดังเดิม

          โดยศาลท่านให้เหตุผลว่าเพราะผู้ฟ้องคดีได้ใช้วิธีการลดคันหินทางเท้าเพื่อให้รถยนต์ผ่านทางเข้าไปในอาคารพาณิชย์หรือตึกแถวของตนมาอยู่ก่อนแล้ว ระเบียบที่ออกมาภายหลังไม่อาจมีผลใช้บังคับให้เป็นการกระทบสิทธิการประกอบอาชีพของผู้ฟ้องคดีที่มีมาก่อนหน้านั้นได้ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.598/2562)

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ เป็นการวางบรรทัดฐานการปฏิบัติราชการที่ดีสำหรับหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ถึงแม้การดำเนินการตามอำนาจหน้าที่นั้นจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะก็ตาม แต่หน่วยงานของรัฐก็ไม่อาจใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ จะต้องใช้อำนาจเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายสัมฤทธิ์ผล

และหากการใช้อำนาจนั้นล่วงละเมิดต่อสิทธิของปัจเจกชนที่กฎหมายรับรองและคุ้มครองไว้แล้ว หน่วยงานของรัฐย่อมมีหน้าที่ต้องแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนเสียหาย และจะนำกฎระเบียบที่ออกมาภายหลังมาใช้บังคับทำให้กระทบต่อสิทธิที่มีอยู่แล้วนั้นไม่ได้

          (ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355)

บุกหมู่บ้านตระกูลหลำโสะ ชาวบ้านถึงกับโอ๊ะ เก่งเหนือมนุษย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400068?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บุกหมู่บ้านตระกูลหลำโสะ ชาวบ้านถึงกับโอ๊ะ เก่งเหนือมนุษย์

21 พฤศจิกายน 2562 – 13:00 น.
บุกหมู่บ้านตระกูลหลำโสะ,บูคอรี หลำโสะ,ชรบ
เปิดอ่าน 9,010 ครั้ง

บุกหมู่บ้านตระกูลหลำโสะ ชาวบ้านถึงกับโอ๊ะ เก่งเหนือมนุษย์

ควันหลงจากเหตุโจมตีป้อมจุดตรวจ ชรบ. ใน ต.ลำพะยา อ.เมืองยะลา ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 15 ศพนั้น คือข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้กอเหตุ ข้อมูลจากตำรวจภูธรภาค 9 ระบุว่า คนร้ายที่ปฏิบัติการโหดฆ่าหมู่เป็นทีมผสมที่สนธิกำลังจาก “ทีมปัตตานี” กับ “ทีมยะลา”

อ่านข่าว…  ไฟใต้ที่ไม่จินตนาการ
ที่น่าสนใจคือ “ทีมปัตตานี” ที่มี นายบูคอรี หลำโสะ ปรากฏชื่อเป็นแกนนำคนสำคัญ และน่าตกใจมากกว่านั้น เมื่อข้อมูลจากตำรวจเองก็ชี้ชัดว่า “ทีมปัตตานี” ซึ่งรวมถึง บูคอรี หลำโสะ และน้องชายของเขาอีก 2 คน นายรอซาลี หลำโสะ และ

นายซอบรี หลำโสะ น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุรุนแรงหลายรูปแบบ หลายคดี ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บางคดีอาจร่วมแค่บางคน แต่บางคดีก็ร่วมทั้ง 3
คน

คดีดังๆ ที่เชื่อมโยงกับทีมปฏิบัติการทีมนี้ก็เช่น คาร์บอมบ์หน้าห้าง “บิ๊กซี ปัตตานี” เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2560, คดีปล้นรถกระบะ 6 คันจากเต็นท์รถ “วังโต้ คาร์เซ็นเตอร์” ใน อ.นาทวี จ.สงขลา นำไปทำคาร์บอมบ์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมปีเดียวกัน

ในปี 2562 ข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงระบุชัดว่า “ทีมปัตตานี” ที่มีพี่น้องตระกูลหลำโสะเอี่ยวด้วย ก่อเหตุรุนแรงแบบถี่ยิบ เริ่มจากเหตุการณ์คาร์บอมบ์ใกล้

หน่วยเฉพาะกิจสงขลา ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา เมื่อช่วงเช้ามืดวันอังคารที่ 8 มกราคม เป็นคาร์บอมบ์ลูกแรกของปี 2562

นอกจากนั้นยังมีคดีโจมตีจุดตรวจ ชคต.บ้านกอแลปิเละ ต.ปะกาฮารัง อ.เมือง จ.ปัตตานี มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2562 (หลังเกิดกรณี อับดุลเลาะ อีซอมูซอ ถูกจับและหมดสติในค่ายทหารเพียง 3 วัน) คดีปล้นร้านทองใน อ.นาทวี เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ปีเดียวกัน, คดีซุ่มยิง อส.ชุดคุ้มครองตำบลนาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เมื่อ 16 กันยายน และล่าสุดก็คือเหตุโจมตีป้อม ชรบ.ที่ลำพะยา เมื่อ 5 พฤศจิกายน

จากข้อมูลของตำรวจระบุว่าเหตุปล้นร้านทองที่ อ.นาทวี น่าจะมี 3 พี่น้องตระกูลหลำโสะร่วมก่อเหตุพร้อมกัน ข้อมูลจากแฟ้มประวัติของฝ่ายความมั่นคง ระบุว่า บูคอรี เป็นสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบคนสำคัญที่เคลื่อนไหวในอำเภอรอยต่อของ จ.สงขลากับปัตตานี

ภูมิลำเนาที่แท้จริงอยู่ที่บ้านควนหรัน ต.เปียน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา มีประวัติก่อเหตุรุนแรงครั้งแรกเมื่อปี 2548 โดยร่วมกับพวกใช้ท่อนไม้ทุบตีครูในพื้นที่บ้านควนหรันจนได้รับบาดเจ็บ โดยขณะก่อเหตุยังอยู่ในวัยหนุ่มรุ่นกระทง

จากนั้นบูคอรีถูกจับกุมโดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก และเจ้าตัวยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุทำร้ายครูจริงๆ แต่ประวัติหลังจากนั้นไม่แน่ชัดว่าถูกดำเนินคดีหรือไม่ หรือว่าโดนดำเนินคดีแล้วพ้นโทษออกมา เพราะในช่วงสิบกว่าปีมานี้มีคดีความมั่นคงหลายคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.เทพา สะบ้าย้อย และนาทวี จ.สงขลา รวมถึง อ.โคกโพธิ์ กับอำเภอใกล้เคียง และ อ.เมืองปัตตานี ที่เจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นฝีมือของบูคอรีและพวกอดีตแกนนำบีอาร์เอ็นระดับพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันหันหลังให้ขบวนการแล้ว แต่ยังพำนักอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยอมรับว่าเขารู้จัก “บูคอรี หลำโสะ” พี่ใหญ่ของครอบครัวหลำโสะที่มีข่าวจากทางการว่ามีส่วนร่วมในการก่อเหตุรุนแรงมากมายหลายเหตุการณ์

“บูคอรี หลำโสะ อดีตเป็นเด็กวัยรุ่นทั่วไป ไม่ได้เก่งกาจสามารถ หรือทำอะไรได้มากตามที่เป็นข่าว แรกๆ เจ้าหน้าที่แค่สงสัยในตัวเขา แล้วมีหมายเชิญตัวเขา โดยให้ไปมอบตัว ช่วงนั้นก็มีบางคนเชียร์ให้เขาออกไป (หมายถึงออกไปมอบตัว) และก็มีบางคนบอกให้ถอย (หมายถึงไม่ต้องมอบตัว แต่ให้หนี) เขาเลือกถอย เพราะเห็นมาเยอะแล้ว ไม่ได้ทำอะไรแต่สุดท้ายต้องรับในสิ่งที่ไม่ได้ทำ”

“เมื่อเขาหนี เขาเลยกลายเป็นผู้ต้องหา ทีนี้ในช่วงหลังมาไม่ว่าเหตุการณ์ไหน บูคอรีคือพระเอกของเรื่องทุกครั้ง ทั้งๆ ที่มนุษย์คนหนึ่งไม่มีทางที่จะมีความสามารถขนาดนั้นได้ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน เขาก็เลยหนี ส่วนไปอยู่ที่ไหนก็ไม่มีใครรู้เลย” อดีตแกนนำบีอาร์เอ็น กล่าว

“ทีมข่าว” เดินทางลงพื้นที่บ้านควนหรัน หมู่ 2 ต.เปียน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ซึ่งถูกระบุว่าเป็นภูมิลำเนาของบูคอรี หลำโสะ และน้องๆ โดย อ.สะบ้าย้อย เป็น 1 ใน 4 อำเภอรอยต่อกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง

บรรยากาศในหมู่บ้านควนหรันและบริเวณโดยรอบค่อนข้างเงียบเหงา หมู่บ้านแห่งนี้มีถนนสายหลักตัดผ่าน 1 สาย เป็นสายที่เชื่อมระหว่างสะบ้าย้อย (สงขลา) โคกโพธิ์ (ปัตตานี) และยะหา (ยะลา) ทั้งยังมีถนนสายรองแยกย่อยไปได้หลายพื้นที่ บนถนนสายหลักมีแผงเหล็กกั้นชะลอความเร็ว แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่

นายสุรียา บอซู ผู้ใหญ่บ้านควนหรัน ยอมรับว่าบูคอรีและน้องๆ เคยเป็นลูกบ้านของตนจริง แต่ปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว “ใช่…นายบูคอรี หลำโสะ นายซอบรี หลำโสะ และนายรอซาลี หลำโสะ เป็นพี่น้องกัน เขาเคยเป็นลูกบ้าน แต่หลังจากที่ฝ่ายความมั่นคงติดตามตัวเขา พวกเขาก็หนี ไม่ได้อยู่ในพื้นที่อีกเลย ในหมู่บ้านมีเพียงพี่น้องเขาอีก 2 คนที่ยังอยู่ ส่วนพ่อแม่ของเขาก็ย้ายออกจากพื้นที่ไปนานแล้ว ทราบว่าไปทำสวนที่อื่น แต่ก็ไม่แน่ใจว่าที่ไหน” ผู้ใหญ่บ้าน บอก

เมื่อทีมข่าวพยายามขอไปเยี่ยมบ้านพี่น้องตระกูลหลำโสะ กลับได้รับการปฏิเสธจากคนในครอบครัว เพราะไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูลใดๆ แก่ผู้สื่อข่าว ขณะที่นายมะ (สงวนนามสกุล) ชาวบ้านในพื้นที่ เล่าว่า ครอบครัวของบูคอรีเคยขายของเปิดร้านที่ตลาดวันเสาร์ที่โคกโพธิ์ (อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี) คือ ต.เปียน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา กับ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เป็นพื้นที่ติดกัน ครอบครัวของบูคอรีก็เหมือนชาวบ้านคนอื่นๆ คือหาเช้ากินค่ำ บูคอรีก็ช่วยเหลือครอบครัว ไม่ได้มีความสามารถเหนือกว่าคนทั่วไป

“แต่จากข่าวของบูคอรี และพี่น้อง 3 คนตอนนี้ดังมาก เขาสามารถก่อเหตุแบบอัจฉริยะได้ เก่งมาก แต่ชาวบ้านไม่เชื่อว่าเขาจะเก่งขนาดนั้น ทุกครั้งที่ก่อเหตุจะต้องมีเขาเป็นแกนนำในทีม แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ไม่เคยจับหรือเจอเขาเลย ก็น่าแปลกอยู่เหมือนกัน” นายมะ กล่าว

ความสงสัยของชาวบ้านได้รับการอธิบายจาก พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ที่บอกว่า กลุ่มคนเหล่านี้คือกลุ่มที่มีการออกหมายจับ

เอาไว้ในคดีอื่นแล้วหลบหนี เป็นคนร้ายที่ติดตามจับกุมจากคดีเก่าๆ มาโดยตลอด “รู้ว่าเป็นใคร แต่หาตัวไม่เจอ เนื่องจากกลุ่มนี้จะอยู่ในพื้นที่ป่าเขา”

แต่จากการเก็บข้อมูลของ “ทีมข่าว” พบว่าความเป็นไปได้ของการหลบหนีหลังก่อเหตุแบบหายเข้ากลีบเมฆ มีด้วยกันอย่างน้อยๆ 4 วิธี คือ

1.หลบอยู่ในบ้านเครือข่ายแนวร่วม หรือบ้านคนในครอบครัว โดยดัดแปลงสภาพบ้านให้มีที่หลบภัย เช่น ห้องใต้ดิน ห้องใต้หลังคา วิธีการนี้เป็นข้อมูลที่ยืนยันจาก “บิ๊กเดฟ” พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4

2.หลบเข้าหมู่บ้านแนวร่วมที่เรียกว่า support site วิธีการจะคล้ายๆ วิธีแรก แต่อาจไม่จำเป็นต้องดัดแปลงบ้าน เพราะหมู่บ้านลักษณะนี้จะคอยช่วยดูแลผู้ก่อความไม่สงบในฐานะ “นักรบ” อยู่แล้ว

3.หนีขึ้นภูเขา เป็นวิธีการที่ใช้บ่อยของกลุ่มที่เคลื่อนไหวใน จ.นราธิวาส เพราะมีภูเขาหลายลูก และสามารถเดินข้ามฝั่งไปประเทศเพื่อนบ้านได้ นอกจากนั้นบนภูเขาก็ยังมีฐานพักซ่อนอยู่ มีแนวร่วมจากพื้นราบคอยส่งกำลังบำรุง ทั้งอาหารและน้ำ

4.หนีลงเรือ โดยหลังก่อเหตุก็นัดแนะไปลงเรือออกไปลอยลำกลางทะเล เมื่อเรื่องเงียบค่อยกลับเข้าฝั่ง

ถึงที่สุดแล้วคงย่อมหนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่ต้องเป็นฝ่ายตอบว่าคนเหล่านี้หลบหนีไปอยู่ที่ไหน ด้วยวิธีอะไร และที่สำคัญคือพวกเขาเป็นผู้ก่อเหตุทั้งหมดตามที่อ้างนี้จริงหรือไม่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และถ้ากระทำผิดจริงก็ต้องจับกุมดำเนินคดีให้ได้ เพื่อสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่ต่อไป

อนาคต “ส้ม” สู้บนดิน หรือใต้ดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400179?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคต “ส้ม” สู้บนดิน หรือใต้ดิน

21 พฤศจิกายน 2562 – 11:10 น.
ธนาธร,หุ้นสื่อ,พรรคอนาคตใหม่,ศาลรัฐธรรมนูญ,สิ้นสภาพ สส,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 2,416 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 21 พ.ย.62

******************

พลันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ พ้นจากความเป็น ส.กรณีถือหุ้นสื่อ วีลัคมีเดีย เพราะถือหุ้นจริงในวันสมัครรับเลือกตั้ง หลังจากนั้น “ธนาธร” และชาวพรรคอนาคตใหม่ ก็ไปรณรงค์ยกเลิกการเกณฑ์ทหารที่สยามสแควร์

อีกด้านหนึ่ง ปฏิกิริยาจากกองเชียร์สีส้มและแนวร่วมต้านเผด็จการทหาร ในโซเชียลก็ร้อนแรง และเร่งเร้าให้ “ลงท้องถนน” โดยพลัน ซึ่งสอดรับกับฝ่ายประชาธิปไตยสายฮาร์ดคอร์ ที่ตั้งคำถามกับแกนนำพรรคส้มหวานว่า “จะอยู่ไม่เป็นแบบสู้โว้ย หรือจะอยู่ไม่เป็นแบบไม่สู้เลย”

ยุทธศาสตร์บนดิน

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2562 เฟซบุ๊ก Chaithawat Tulathon ของ “ชัยธวัช ตุลาธน” เพื่อนรักของธนาธร และเสนาธิการใหญ่ของกองทัพอนาคตใหม่ ได้โพสต์แบบมีนัยทางการเมือง

พวกเขาปักธงไว้ล่วงหน้าว่า “กลุ่มชนชั้นนำจารีตต้องการยุบพรรคการเมืองบางพรรค ก็เพราะต้องการทำลายองค์กรทางการเมืองที่เป็นศูนย์รวมเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน”

ชัยธวัช ตุลาธน

เมื่อคิดแบบนี้ “ต๋อม ชัยธวัช” จึงกำหนดยุทธศาสตร์การต่อสู้ “พรรคอนาคตใหม่เลือกแล้วที่จะยืนอยู่กับประชาชน วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรนั้น ขอให้เจตจำนงของประชาชนเป็นผู้ตัดสิน”

ชัยธวัช” เขียนโพสต์นี้ในวันที่พรรคอนาคตใหม่ โหวตไม่เห็นด้วยกับการอนุมัติ พ...โอนอัตรากำลังพล และงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นหน่วยงานบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ..2562

อาจกล่าวได้ว่า “โหวตเชิงยุทธศาสตร์” หนนี้ ทำให้อนาคตใหม่ถีบตัวเองขึ้นมาเหนือพรรคฝ่ายประชาธิปไตยทั้งหมด

เอก ธนาธร” กับ “ต๋อม ชัยธวัช” เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ปีกซ้าย ทำกิจกรรมนอกรั้วมหาวิทยาลัยในนามสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย และได้สุมหัวกันคิดตั้ง “สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน” เพื่อผลิตวารสารฟ้าเดียวกัน

จังหวะก้าวของอนาคตใหม่ จะสู้บนดินหรือใต้ดิน ย่อมต้องฟัง “เอกต๋อม” สองคนนี้เท่านั้น

ประกายไฟไหม้ลามทุ่ง

ถ้ายังจำกันได้ กลุ่มสมัชชาคนจน ได้ชุมนุมเรียกร้องการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและผลกระทบจากนโยบายรัฐบาล เมื่อต้นเดือนตุลาคมนี้ เป็นการชุมนุมใหญ่ครั้งแรกในรอบ ปี หลังรัฐประหารปี 2557 ซึ่งตลอดการชุมนุมอยู่ในกรุงเทพฯ มี ส..พรรคอนาคตใหม่ แวะเวียนไปให้กำลังใจกันอยู่สม่ำเสมอ

ต้องยอมรับว่า ส..บัญชีรายชื่อของอนาคตใหม่หลายคน รวมถึง ..สายอีสาน “อภิชาติ ศิริสุนทร” อดีตปลัด อบต.จระเข้ จ.ขอนแก่น และ “คำพอง เทพาคำ” ผู้ก่อตั้งวงสะเลเต ที่รับใช้มวลชนชาวสมัชชาคนจนมานับสิบๆ ปีแล้ว ล้วนเคยอยู่วงในของสมัชชาคนจน

ม็อบสมัชชาคนจนที่ อ.ราษีไศล

กรณีการชุมนุมของสมัชชาคนจน ที่ อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ ในวันที่ พฤศจิกายน 2562 ซึ่งมีเป้าหมายจะยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี แต่ก็ถูกวิจารณ์จากเอ็นจีโออีสานอีกกลุ่มหนึ่งว่า “การชุมนุมดังกล่าวไม่เหมาะสม ไม่ถูกที่ถูกเวลา” เพราะมีการปิดถนน และปิดโรงเรียน

ที่สำคัญ ผู้มาชุมนุมไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่เป็นกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ ที่แปรสภาพเป็น “ส้มฮาร์ดคอร์”

อยู่ไม่เป็นแต่ต้องสู้ 

กองเชียร์พ่อฟ้าในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดีถือหุ้นสื่อ ปรากฏว่าไม่ใช่วัยรุ่นหรือวัยทำงาน ส่วนใหญ่กลับเป็น “อดีตคนเสื้อแดง” ที่พากันไปรวมตัวที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ

กองเชียร์ส้ม (อดีตเสื้อแดง)

ส่องดูหน้าตาก็คือ “กลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย” ก็เป็นคนหน้าคุ้นๆ ในม็อบ นปช. ม็อบคนเสื้อแดง และม็อบคนรักทักษิณระหว่างปี 2550-2555 รวมถึงม็อบคนอยากเลือกตั้ง

กลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย

จริงๆ แล้ว คนกลุ่มนี้ มี “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มพลังมด เป็นผู้ประสานงานอยู่เบื้องหลัง ซึ่งโบว์มีความพยายามจะปลุกมวลชนลงถนนมาหลายครั้ง แต่จุดไฟมวลชนไม่ติด

โบว์ กลุ่มพลังมด

ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 กลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย จะจัดกิจกรรมเสวนาการเมืองและบันเทิง ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาคม แยกคอกวัว ซึ่งพวกเขาพยายามจัดการชุมนุมทุกวันอาทิตย์ที่หัวมุมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แต่ไม่มีใครสนใจมากนัก

อารมณ์เร่าร้อนจะลงถนนของมวลชนหน้าจอสมาร์ทโฟนหรือจอคอมพ์ ไม่ได้ทำให้ฝันของอดีตแดงสุดโต่งเป็นจริง

ทุกข้ออ้างฟังไม่ขึ้น ศาลรธน.เชือดธนาธร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400200?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทุกข้ออ้างฟังไม่ขึ้น ศาลรธน.เชือดธนาธร

21 พฤศจิกายน 2562 – 10:40 น.
ศาล รธน,ธนาธร
เปิดอ่าน 684 ครั้ง

ทุกข้ออ้างฟังไม่ขึ้น ศาลรธน.เชือดธนาธร

          เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย ว่าการกระทำของนายธนาธร เข้าข่ายมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 98 (3) ประกอบมาตรา 42 (3) ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ถือได้ว่าเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. เนื่องจากถือหุ้นในธุรกิจสื่อ

อ่านข่าว…  ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ธนาธร พ้น ส.ส.คดีถือหุ้นวี-ลัค มีเดีย
ศาลรัฐธรรมนูญได้อธิบายความหมายของคำว่าหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ ตาม พ.ร.บ.การพิมพ์ ว่าหนังสือพิมพ์หมายรวมถึงนิตยสารด้วย การเลิกกิจการต้องจดแจ้งภายใน 30 วัน

ในส่วนบริษัท วี-ลัค มีเดีย จดทะเบียน 10 มกราคม 2551 แจ้งวัตถุประสงค์ ประกอบกิจการสิ่งพิมพ์ โรงพิมพ์ รับพิมพ์หนังสือ และโฆษณาทุกรูปแบบ บริษัท ได้จดแจ้งการพิมพ์ตามพ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์เมื่อปี 2551 ด้วย

ศาลชี้ไม่ปรากฏหลักฐานว่าบริษัท วี-ลัค มีเดีย จดแจ้งยกเลิกการพิมพ์ก่อนวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งเป็นวันส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครส.ส. ดังนั้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย ยังมีสภาพประกอบกิจการสื่อมวลชน ณ วันที่ส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.

ศาลชี้ข้อต่อสู้ของผู้ถูกร้อง (ธนาธร) ที่อ้างว่าโอนหุ้นให้มารดาคือ นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 นั้น แต่ปรากฏว่าไม่มีการส่งแบบ บอจ.5 (แบบบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) ที่บริษัท วี-ลัค มีเดีย ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยเร็วเพราะไม่มีนักบัญชีดำเนินการให้ข้อต่อสู้ของผู้ถูกร้อง (ธนาธร) ฟังไม่ขึ้น

ศาลรัฐธรรมนูญยังระบุว่าการโอนหุ้นหรือเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นของบริษัท วี-ลัค มีเดีย ครั้งอื่นๆ ใช้วิธีส่งเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์และไม่ได้มีความยุ่งยากแต่อย่างใด

          ส่วนปมเรื่องเช็คค่าหุ้นซึ่งนายธนาธรใช้เวลาถึง 128 วัน กว่าจะนำเช็คไปเข้าบัญชี แต่กฎหมายเช็ค พ.ร.บ.เช็ค มีหน้าที่ให้ผู้ครองเช็ค ให้ขึ้นเช็ค (เรียกเก็บเงิน) ภายใน 1 เดือน

ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบรายละเอียดย้อนหลัง 3 ปี พบว่าผู้ถูกร้องมีการเรียกเก็บเงินตามเช็คตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป มีการเรียกเก็บเงินภายใน 42-45 วันทุกครั้ง และจากข้อมูลการนำเช็คไปขึ้นเงินนานที่สุด 98 วัน แต่เช็คฉบับนั้นยอดเงินแค่ 2 หมื่นบาท

นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังเห็นว่าคำให้การของนางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ เรื่องนำเช็คไปขึ้นเงินช้า ขัดแย้งกับหนังสือของผู้ถูกร้องเอง ที่ชี้แจงต่อ กกต. คำอ้างของนางรวิพรรณ ฟังไม่ขึ้น เพราะสามารถมอบอำนาจให้คนอื่นไปขึ้นเงินแทนก็ได้

การโอนหุ้นของนางสมพรไปให้หลาน ไม่มีค่าตอบแทน ย้อนแย้งกับการโอนหุ้นให้ลูกกลับมีค่าตอบแทน การอ้างโอนหุ้นแบบไม่มีค่าตอบแทน ไม่มีหลักฐานตรวจสอบได้ว่าโอนจริงหรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญยังชี้ว่าการโอนหุ้นให้หลานเพื่อดูแลกิจการ จริงๆ แล้วการถือหุ้นไม่ได้มีอำนาจจัดการในกิจการ เอกสารโอนหุ้นอาจทำย้อนหลังได้

ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า แม้ผู้ถูกร้องคือนายธนาธร เดินทางกลับจากบุรีรัมย์ วันที่ 8 มกราคม มาที่กรุงเทพฯ ก็ยืนยันได้แค่ว่าอยู่กทม.จริง แต่ไม่ได้แปลว่ามีการโอนหุ้นกันจริง

ศาลยังได้ยกประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1129 การโอนหุ้นกันเฉยๆ โดยยังไม่จดแจ้งในทะเบียนผู้ถือหุ้น นำมาอ้างกับบุคคลภายนอกไม่ได้

จึงฟังได้ว่านายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย ซึ่งประกอบกิจการสื่อสารมวลชนในวันที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ทำให้สมาชิกภาพของนายธนาธรสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเป็นวันที่ศาลได้สั่งให้นายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้ถือว่าวันที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย หรือวันนี้ (20 พ.ย.) เป็นวันที่ตำแหน่ง ส.ส.ว่างลง ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อเลื่อนรายชื่อส.ส.ในลำดับถัดไปแทนตำแหน่งที่ว่างลงภายใน 7 วัน

          ย้อนรอยคดีนี้ เริ่มต้นจากศูนย์ข่าวอิศราเข้าไปขุดคุ้ยรายละเอียดการโอนหุ้นไปมาในครอบครัว “จึงรุ่งเรืองกิจ” ต่อมาได้จุดประกายให้นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ยื่นคำร้องต่อกกต. เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2562 หลังผ่านการเลือกตั้งมาได้เพียง 1 วัน

โดยคำร้องระบุว่า นายธนาธร หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้สมัครส.ส. เพราะเชื่อว่าวันที่ 8 มกราคม ซึ่งเป็นวันรับสมัครส.ส.วันสุดท้าย นายธนาธร ยังถือหุ้นของบริษัทสื่อชื่อ วี-ลัค มีเดีย จึงขอให้ กกต.วินิจฉัยคุณสมบัติของนายธนาธร แม้ว่าเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 นายธนาธร ได้ยื่นหลักฐานต่อ กกต. ปรากฏชื่อในตราสารโอนหุ้นวี-ลัค มีเดีย จำกัด ระหว่างนายธนาธร และนางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ (ภรรยา) กับนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ (มาราดา) ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 และรายงานการส่งสำเนาบัญชีผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2562 แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าการโอนหุ้นจริงเกิดขึ้นเมื่อใด และบริษัททำการจดแจ้งลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้วเมื่อใด การกระทำของนายธนาธร อาจเข้าข่ายมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 98 (3) ประกอบมาตรา 42 (3) ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ถือได้ว่าเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. เนื่องจากถือหุ้นในธุรกิจสื่อ

ภายหลังการตรวจสอบพยานเอกสารต่างๆ ในวันที่ 23 เมษายน 2562 กกต.มีมติแจ้งข้อหากับนายธนาธร โดยมองว่านายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทสื่อชื่อ บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ จริง และถือหุ้นเป็นจำนวน 675,000 หุ้น เลขหมายใบหุ้นตั้งแต่ 1350001 ถึง 2025000″ พร้อมแจ้งให้นายธนาธรนำหลักฐานเข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

 จากนั้นเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2562 กกต.มีมติเอกฉันท์ ว่าบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด เป็นบริษัทที่ระบุวัตถุประสงค์ในการยื่นจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ว่าประกอบกิจการหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชน อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากงบการเงินของบริษัทพบว่ามีรายได้จากการขายนิตยสาร ให้บริการโฆษณาซึ่งถือเป็นการประกอบธุรกิจสื่อสารมวลชนและยังคงประกอบกิจการอยู่ ไม่มีการจดทะเบียนยกเลิกบริษัทหรือเสร็จการชำระบัญชีแต่อย่างใด ขณะที่สำเนาบัญชีผู้ถือหุ้นหรือ บอจ. 5 ที่กกต.ได้รับจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ก็ยังปรากฏชื่อนายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นตั้งแต่ปี 2558 จนถึงวันที่ 21 มีนาคม 2562 เป็นเหตุให้ กกต.นำสำนวนไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้พิจารณารับวินิจฉัยคดีดังกล่าว

และเมื่อ 23 พฤษภาคม 2562 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนน 9:0 ให้รับพิจารณาคำร้องของกกต. ที่ร้องเรียนว่านายธนาธร ขาดคุณสมบัติการเป็นส.ส. และมีมติเสียงข้างมากด้วยคะแนน 8:1 ให้นายธนาธรต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส.ชั่วคราว จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย พร้อมแจ้งให้นายธนาธรส่งพยานหลักฐานหักล้างข้อกล่าวหาและต่อสู้คดีในชั้นศาล โดยนายธนาธรใช้เวลารวบรวมพยานหลักฐานเต็มตามกรอบเวลา 45 วัน จึงส่งทนายความนำเอกสารจำนวน 1 แฟ้ม 3 ลัง ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ

 จากนั้นในวันที่ 11 กันยายน 2562 ศาลรัฐธรรมนูญนัดประชุมหารือเพื่อกำหนดแนวทางการพิจารณาวินิจฉัย กรณีหุ้นสื่อของนายธนาธร พร้อมกำหนดวันนัดไต่สวนพยานบุคคลจำนวน 10 ปาก ในวันที่ 18 ตุลาคม 2562 ประกอบด้วย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถูกร้อง นายณัฐนนท์ อภินันทน์ ทนายความผู้รับรองตราสารการโอนหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ให้นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ นายชัยสิทธิ์ กล้าหาญ คนขับรถของธนาธร นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของธนาธร ผู้รับโอนหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด นางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยาของธนาธร น.ส.ลาวัลย์ จันทร์เกษม บัญชีของบริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด พยานการโอนหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด น.ส.กานต์ฐิตา อ่วมขำ พนักงานด้านการเงินของบริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด พยานการโอนหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย จำกัด นายปีติ จรุงสถิตย์พงศ์ หลานของสมพร ผู้รับโอนหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย ต่อจากสมพรอีกทอดหนึ่ง นายทวี จรุงสถิตย์พงศ์ หลานของสมพร ผู้รับโอนหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย ต่อจากนางสมพรอีกทอดหนึ่ง และ นายพิพัฒพงศ์ รุจิตานนท์ ทนายความผู้รับรองตราสารการโอนหุ้นระหว่างนางสมพรและหลานทั้งสอง

ในชั้นการไต่สวนนายธนาธร เบิกความยืนยันต่อศาลในทำนองว่าไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการบริหารกิจการบริษัทวี-ลัค มีเดีย โดยจุดเกาะเกี่ยวเกิดขึ้นจากมารดามาชักชวนภรรยาเข้ามาบริหารบริษัทวี-ลัค มีเดีย จึงเป็นที่มาของการซื้อหุ้น ส่วนหุ้นซื้อมาจากแม่ แต่จำราคาไม่ได้อาจเป็นการซื้อในราคาพาร์ วัน นัดโอนหุ้น 8 มกราคม 2562 ไม่ใช่วันพิเศษอะไรแค่วันที่ทุกคนว่างตรงกัน และยอมรับว่าในวันดังกล่าวไปหาเสียงที่ จ.บุรีรัมย์จริง แต่จำไม่ได้ว่าเดินทางไป จ.บุรีรัมย์ อย่างไร ก่อนหน้าที่จะเดินทางไปบุรีรัมย์พักค้างที่จังหวัดใดก็จำไม่ได้ แต่เดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ด้วยรถยนต์ฮุนได มีนายชัยสิทธิ์ กล้าหาญ เป็นคนขับรถ

ระหว่างการเดินทางก็หลับมาตลอดทาง ไม่ได้โทรศัพท์พูดคุยหรือติดต่อกับใครเลย ระหว่างการเดินทางรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8839 ถูกจับความเร็วที่นางรอง และอ.คลองหลวง หลังจากการเซ็นโอนหุ้นก็ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอีกเลยจนสมัครรับเลือกตั้ง รายละเอียดเกี่ยวกับการจดทะเบียนเลิกกิจการก็จำไม่ได้เช่นกัน ส่วนเช็คเงินสดที่ได้รับจากการโอนขายหุ้นก็จำไม่ได้ เพราะครอบครัวไม่เคยเดือดร้อนเรื่องเงิน แม้จะเป็นเช็คที่มีมูลค่ากว่า 6 ล้านบาทก็ตาม เพราะมอบหมายให้ภรรยาเป็นผู้จัดการเรื่องการเงิน

นายธนาธรยังพยายามชี้ให้ศาลเห็นถึงกระบวนการไต่สวนของกกต.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอสงวนสิทธิในการดำเนินคดีกกต. เพราะตั้งใจอย่างจริงจังที่จะทำงานการเมืองโดยไม่อยากให้มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างที่นายทักษิณ ชินวัตร โดนมาก่อน ต้องการให้บ้านเป็นประชาธิปไตย หากศาลตัดสินเป็นคุณกับผม ผมจะออกไปทำเรื่องบลายด์ทรัสต์ทันที เพราะต้องการใช้มาตรฐานนักการเมืองตะวันตกในการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ต้องการเข้ามาเพื่อมีผลประโยชน์หรือบริวารห้อมล้อมเหมือนนายทักษิณ เพราะผมอยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ ซึ่งถ้ายังอยู่แบบนี้ก็จะเดินต่อไปไม่ได้

ขณะที่นางสมพร(แม่) และนางรวิพรรณ(ภรรยา) ให้การตรงกันว่าในวันที่ 8 มกราคม 2562 มีการเซ็นโอนหุ้นและเซ็นจ่ายเช็คค่าหุ้นกันจริง ส่วนบริษัท วี-ลัคมีเดีย เป็นธุรกิจสิ่งพิมพ์ด้านนิตยสาร จัดพิมพ์ป้อนให้สายการบินนกแอร์ ส่วนสาเหตุที่ยังไม่ได้นำเช็คค่าหุ้นไปขึ้นเงินนั้นเพราะเป็นแม่ลูกอ่อนต้องดูแลลูกอายุราว 3 เดือน ไม่สะดวกจะนำเช็คไปขึ้น และไม่ไว้ใจให้คนอื่นขึ้นเงินแทน ประกอบกับเป็นเช็คจากนางสมพร จึงไม่กังวลว่าเช็คจะเด้ง

ส่วนนายปิติ จรุงสถิตพงศ์ และนายทวี จรุงสถิตพงศ์ หลานของนางสมพร ให้การตรงกันว่าได้รับโอนหุ้นจากนางสมพรในวันที่ 14 มกราคม 2562 หลังการคุยแผนธุรกิจที่ประสงค์ให้นางสมพรลงทุนเพิ่มเพื่อปรับปรุงโครงสร้างกิจการจากสื่อสิ่งพิมพ์มาเป็นอีบุ๊ก แต่นางสมพรไม่ตกลงตัดสินใจปิดกิจการ จึงโอนหุ้นคืนในวันที่ 21 มีนาคม 2562 โดยไม่มีการชำระเงินค่าหุ้นกันแต่อย่างใด

ขณะที่พนักงานบริษัทไทยซัมมิทที่ลงนามเป็นพยานในการโอนหุ้น เบิกความตอบการซักถามของศาลถึงการโอนหุ้นวันที่ 8 มกราคม กับวันที่ 14 มกราคม ไม่มีการแจ้ง บอจ.5 แต่การโอนในวันที่ 21 มีนาคม จึงมีการแจ้ง บอจ. 5 ว่าการโอนหุ้น 3 ครั้งเป็นการโอนภายในบริษัทจึงไม่มีการแจ้ง บอจ.5 ขณะเดียวกันบริษัท วี-ลัค มีเดีย มีการเลิกกิจการทำให้ไม่มีใครมารับงานจากตนไปดำเนินการต่อ ส่วนการโอนวันที่ 21 มีนาคม มีการแจ้ง บอจ.5 เนื่องจากก่อนหน้านั้นวันที่ 19 มีนาคม มีการประชุมและมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นบริษัทซึ่งจะต้องมีการแจ้งเปลี่ยนแปลงกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงได้แจ้ง บอจ.5 ไปในคราวเดียวกัน

      สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สมาชิกภาพ ส.ส. ของนายธนาธร สิ้นสุดลง

สรุปประเด็นวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
1. คำร้องของ กกต.ชอบด้วยกฎหมาย
2. การเลิกกิจการเกี่่ยวกับหนังสือพิมพ์ ต้องจดแจ้งภายใน 30 วัน (ตาม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์)
3. วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 (วันที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นสมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ รวมธนาธร) บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ยังคงดำเนินกิจการอยู่
4. อ้างโอนหุ้นให้มารดา วันที่ 8 มกราคม 2562 แต่ไม่มีการส่ง บอจ.5 ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยเร็ว แตกต่างจากครั้งก่อนๆ จึงมีความผิดปกติ
5. อ้างไม่ขึ้นกรณีไม่มีนักบัญชีดำเนินการให้ เพราะสามารถใช้วิธีอิเล็กทรอนิกส์ได้ (การเปลี่ยนแปลงบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นครั้งก่อนๆ ก็ใช้วิธีทางอิเล็กทรอนิกส์)
6. ใช้เวลาในการนำเช็คเข้าบัญชีนานเกินไป ศาลตรวจสอบย้อนหลังไป 3 ปี เฉพาะเช็คมูลค่าเกิน 2 ล้านบาท พบว่าใช้เวลาเพียง 42-45 วัน นานสุด 98 วัน เป็นเช็คมูลค่า 2 หมื่นบาท แต่ครั้งนี้นานถึง 128 วัน
7. คำอ้างภรรยา “รวิพรรณ” ที่ไม่รีบนำเช็คไปขึ้นเงิน ขัดแย้งกับหนังสือของผู้ถูกร้องเอง (อ้างว่าต้องส่งเช็คให้ทนายเตรียมสู้คดี แต่ธนาธรเคยชี้แจงว่าไม่ได้รับสำเนาคำร้องจาก กกต.) เพราะการขึ้นเช็คมอบอำนาจให้ผู้อื่นทำแทนได้
8. การโอนหุ้นของนางสมพร ไปให้หลาน ไม่มีค่าตอบแทน ย้อนแย้งกับการโอนหุ้นให้ลูก (ธนาธร) กลับมีค่าตอบแทน ซึ่งไม่มีหลักฐานว่าโอนจริงหรือไม่
9. ข้ออ้างการโอนหุ้นให้หลานดูแลกิจการ แต่การเป็นผู้ถือหุ้นไม่ได้มีอำนาจจัดการใดๆ โดยเฉพาะเรื่องการเงิน ฉะนั้นเอกสารโอนหุ้นให้หลานจึงอาจทำย้อนหลังให้เจือสมกับข้ออ้างอื่นๆ
10. การอ้างเดินทางกลับจาก จ.บุรีรัมย์ วันที่ 8 มกราคม มากรุงเทพฯ เป็นการยืนยันแค่ว่าอยู่กรุงเทพฯ จริง แต่ไม่ได้แปลว่ามีการโอนหุ้นกันจริง
11. ตามมาตรา 1129 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การโอนหุ้นให้กันโดยไม่จดแจ้งในทะเบียนผู้ถือหุ้น นำมาอ้างกับคนภายนอกไม่ได้
12. ศาลวินิจฉัย ธนาธร พ้นสมาชิกภาพ นับตั้งแต่วันที่สั่งหยุดการปฏิบัตหน้าที่

ปลุก F-5 คืนชีพ ฝังมันสมองไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400177?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปลุก F-5 คืนชีพ ฝังมันสมองไทย

21 พฤศจิกายน 2562 – 09:10 น.
เครื่องบินไอพ่น,กองทัพอากาศ,เครื่องบินแบบ F-5TH
เปิดอ่าน 7,454 ครั้ง

ปลุก F-5 คืนชีพ ฝังมันสมองไทย คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง

หากย้อนอดีตไปเมื่อปี 2470 กองทัพอากาศ (ทอ.) โดยกองโรงงานกรมอากาศยาน (กรมช่างอากาศ) ประสบความสำเร็จในการผลิตเครื่องบินรบที่สร้างด้วยฝีมือคนไทยครั้งแรก ‘เครื่องบินบริพัตร’ หรือเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ 2 (บ.ท.2) ที่ออกแบบโดย พ.ท.หลวงเวชยันต์รังสฤษฏ์ (มุนี มหาสันทนะ) ผู้รั้งตำแหน่งผู้บังคับฝูงกองโรงงานกรมอากาศยาน

อ่านข่าว…  ทอ. เปิดตัวเครื่องบิน F-5 TH อัพเกรด เทียบเท่ากริพเพน

 ‘เครื่องบินบริพัตร’ ใช้ชื่อตามพระนามของจอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสนาบดีกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิด 2 ที่นั่ง ปีก 2 ชั้น โครงสร้างทำด้วยด้วยท่อภูราลูแมงและไม้ บุผ้า ใช้เครื่องยนต์จูปิเตอร์ขนาด 400-600 แรงม้า 1 เครื่อง ประจำการอยู่ที่กองบินน้อยที่ 2 (กองบิน 2 ลพบุรี) และเคยเดินทางไปเยือนต่างประเทศ 2 ครั้ง คือ อินเดีย และเวียดนาม ก่อนปลดประจำการในปี 2483

ปัจจุบันการพัฒนาขีดความสามารถของ ‘กองทัพอากาศ’ ให้สร้างเครื่องบินรบได้เอง แม้จะถูกบรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ปลายปี 2580 แต่ก็ใช่ว่าจะตอบโจทย์ทั้งหมดเนื่องจากต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าเพราะเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูง ในทางตรงกันข้ามหากเน้นให้ความสำคัญชิ้นส่วนที่เป็น ‘หัวใจ’ หลักของอาวุธยุทโธปกรณ์ ก็น่าจะเพียงพอต่อภารกิจป้องกันประเทศและการช่วยเหลือประชาชน

การอัพเกรดเครื่องบินขับไล่ F-5 ซึ่งเป็นเครื่องบินไอพ่นยุค 3.0 ของสหรัฐ ปัจจุบันเหลือประจำการเฉพาะ ‘ไทย’ เพียงประเทศเดียว ที่ ‘กองทัพอากาศ’ ได้คัดเลือกเครื่องสภาพดีที่สุดที่สามารถปรับปรุงและยืดอายุโครงสร้างอากาศยานจำนวน 14 เครื่อง  หวังเพิ่มขีดความสามารถการรบให้สูงขึ้นเพื่อตอบสนองภัยคุกคามในอนาคต โดยอาศัยมันสมองและสองมือของคนไทยในชื่อ ‘เครื่องบินแบบ F-5TH’

‘กองทัพอากาศ’ ประสบความสำเร็จอีกครั้งในการปรับปรุงโครงสร้างอากาศยาน และเพิ่มขีดความสามารถของเครื่องบินแบบ F-5TH ให้เทียบเท่าเครื่องบินขับไล่แบบที่ 20/ก หรือเครื่องบินแบบกริพเพน 39 C/D ในยุค 4.5 เพราะติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบ Avionics ที่ทันสมัย พร้อมระบบป้องกันตนเอง และระบบเรดาร์ใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับเป้าหมาย

ตลอดจนถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการใช้อาวุธสมัยใหม่ที่มีความแม่นยำสูงและระยะยิงไกล อีกทั้งยังสามารถปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (Network Centric Operation) ระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (Tactical Data Link) เพื่อรองรับการใช้งานระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (Link-T)

น.อ.สุรศักดิ์ เสสะเวช ผอ.กองวิจัยและพัฒนาการรบ สำนักนโยบายและแผน กรมยุทธการทหารอากาศ ระบุว่า เราทำซอฟต์แวร์ของเราด้วยสมองของคนในกองทัพอากาศด้วยวิศวกรคนไทย จะมีการติดตั้งจรวดนำวิถีอากาศสู่อากาศแบบ IRIS-T ของเยอรมนี และเป็นครั้งแรกของโลกที่ F-5 ติดอาวุธนำวิถีแบบนี้  รวมถึง  Python4 ของอิสราเอล นี่คือจิตวิญญาณ เราต้องการให้อาวุธนำวิถีทั้งสองชาติอยู่บน F-5 มีแต่ชาติไทยที่ทำได้ เราก็เอาจิตวิญญาณกริพเพนที่มีเน็ตเวิร์คเซ็นทริค  มาพัฒนาให้เหมาะสมกับความต้องการทางยุทธวิธีของเรา

‘เครื่องบินแบบ F-5TH’ ถูกบรรจุเข้าประจำการใน ‘กองทัพอากาศ’ จำนวน 2 เครื่อง โดยผ่านการทดสอบจาก พล.อ.อ.มานัต  วงษ์วาทย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ที่ทำการบินด้วยตัวเอง จากฝูงบิน 211 กองบิน 21 จ.อุบลราชธานี มายังท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง เพื่อทำพิธีบรรจุประจำการเมื่อเร็วๆ นี้ ส่วนอีก 12 เครื่องอยู่ระหว่างการปรับปรุง โดยทยอยให้แล้วเสร็จภายในปี 2565

หากย้อนดูประวัติของเครื่องบินขับไล่ F-5 ก่อนจะมาเป็นเครื่องบินแบบ F-5TH พบว่าเดิมมีประจำการอยู่ในกองทัพอากาศทั้งหมด 45 ลำ ประกอบด้วย F-5E และ F-5F  โดยฝูงแรกสังกัดฝูงบิน 701 กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2521-2522 จำนวน 20 เครื่อง  และในปี 2531 เพิ่มเติม F-5E มือสองจากสหรัฐอีก 5 เครื่อง  ส่วนฝูงที่สองประจำการที่ฝูงบิน 211 กองบิน 21 จ.อุบลราชธานี ในปี 2524 จำนวน 20 เครื่อง

โดยกฎการปรับปรุงเครื่องบินขับไล่ทั่วไปจะสามารถเพิ่มขีดความสามารถ ยืดอายุการใช้งานได้ไม่เกิน 3 ครั้ง โดยที่ผ่านมา F-5 ทั้ง 2 ฝูงบิน ผ่านการปรับปรุงมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2531 จำนวน 39 เครื่อง และครั้งที่สองในปี 2543-2546 จำนวน 31 เครื่อง ส่วนครั้งล่าสุดจำนวน 14 เครื่อง ถือเป็นครั้งสุดท้ายที่จะยืดอายุการใช้งานต่อไปได้อีก 15 ปี

การปรับปรุง ‘เครื่องบินแบบ F-5TH’  ถือเป็นก้าวแรกของ ‘กองทัพอากาศ’ ในการยึดหลักการพึ่งพาตนเอง เพราะนอกจากช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินแล้วยังเปรียบเสมือนการสร้างเม็ดเลือดขาวเป็นภูมิคุ้มกันปกป้องประเทศ และในอนาคตจะต่อยอดไปสู่การอัพเกรดเครื่องบิน แอลฟาเจ็ต ให้เป็น-Multi Role และอัพเกรด Au-23 พีซเมกเกอร์ ต่อไป