เช็กชีพจรคนการเมืองยุค ลุงตู่2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399758?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เช็กชีพจรคนการเมืองยุค ลุงตู่2

19 พฤศจิกายน 2562 – 13:45 น.
ลุงตู่
เปิดอ่าน 1,332 ครั้ง

เช็กชีพจรคนการเมืองยุค ลุงตู่2 หลังหมดเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ โดย…  ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

แม้จะใจชื้นกันบ้างเมื่อผลโพลล์หลายสำนักระบุตอนนี้ว่า การศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นสังคมยังไม่อยากให้รัฐบาลและรัฐสภาดำเนินการ เพราะภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่โงหัวขึ้นนั้นประชาชนสนใจในจุดนี้มากกว่า และหวังให้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เร่งดำเนินการ เพราะการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของ ครม.ลุงตู่ 2 หมดเวลาแล้ว…

อ่านข่าว…  ชวน ยันกฏเหล็กตรวจสอบกมธ.ไม่มีวาระแอบแฝง
ดังนั้นเรื่องร้อนๆ ข้างต้นที่ฝ่ายค้านกำลังกระพือจังหวะนี้ให้เคลื่อนที่ผ่านการตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภานั้น ส.ว.และส.ส.ฝ่ายรัฐบาลคงรับ/โยนลูกบ้างในเบื้องต้นและคงเป็นการแสดงหน้าฉากไปตามเกมการเมือง แต่เมื่อถึงคราวลงมติเชื่อขนมกินไว้ล่วงหน้าเลยว่าวาระนี้ “คงจะโดนคว่ำและปิดกล่องไป”

นอกจากนี้ กลเกมในสภาผู้แทนราษฎรจากขั้วฝ่ายค้านที่เสมือนเป็นสิ่งคาใจลุงตู่กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐนั้น สิ่งเหล่านี้ต้องไม่มีขึ้นอีก นั่นแปลว่าการรุกไล่ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย และประธานกมธ.ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร ที่ไล่เช็กบิลลุงตู่, ลุงป้อม และ ส.ส.ค่ายพปชร. เป็นการเฉพาะนั้น ทราบว่าการแก้เกมที่แกนนำพปชร.วางไว้คือ ทำเช่นใดก็ได้เพียงให้ “เดอะตู่” หลุดเก้าอี้ประธาน กมธ.ป.ป.ช.

หากลดบทบาทของเดอะตู่ลงได้…ลุงตู่กับลุงป้อมคงเบาใจไปได้พอควร แต่ต้องตามต่อด้วยว่า เกมการเมืองจะแรงขึ้นหรือไม่

มองมายังฝ่ายบริหารบ้าง…จากนี้ไปการกระตุ้นการลงทุนในประเทศเพื่อฟื้นภาวะเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้า คงจะเป็นวาระหลักที่ ครม.เรือเหล็กจะเน้นหนัก เพราะวันนี้ “ลุงตู่” อยู่ในตำแหน่งหัวหน้าทีม ครม.เศรษฐกิจของรัฐบาลเรือเหล็ก และต้องประสานกับพรรคร่วมรัฐบาลในการดำเนินการบนเงื่อนไขรัฐบาลผสม แม้บางช่วงจะมีกระแสข่าวความไม่พอใจกันบ้าง แต่ภาวะแบบนี้เชื่อว่าลุงตู่คงไม่เร่งเกมบีบพรรคร่วมเรือเหล็ก เพราะเสียงปริ่มน้ำที่มีอยู่ในช่วงนี้กับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคลในช่วงกลางเดือนธันวาคม มันคงไม่ใช่จังหวะที่ลุงตู่จะขยับอะไรแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน…

เพราะเสียงปริ่มน้ำนั้น มันบีบให้คีย์แมนบางคนในรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐเดินเกมทาบ ส.ส.ฝ่ายค้านที่ตอนนี้ยังยืนยันกระแสข่าวเดิมๆ เมื่อหลายเดือนก่อนว่า ส.ส.บางส่วนของพรรคเพื่อชาติ, พรรคเศรษฐกิจใหม่ และอาจรวมถึง ส.ส.เพื่อไทยบางส่วนที่เคยมีความแนบชิดกับแกนนำ “กลุ่มสามมิตร” แห่งพปชร. จะสวิทช์มติไปหนุนเรือเหล็ก (เห็นชอบ, งดออกเสียง, ลาประชุม) ในวาระสำคัญๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการลงมติในรัฐสภา และยอมเสี่ยงที่ไม่ทำตามมติพรรค

รวมทั้งกระแสงูเห่าภาคปัจจุบัน เพราะ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” หัวหน้าพรรคประชาชาติ ระบุล่าสุดว่าไม่กี่วันข้างหน้านี้สังคมจดบันทึกไว้ด้วยว่างูเห่าในฤดูหนาวนี้จะเลื้อยออกมาจากรังเดิมไปยังรังใหม่กี่ชีวิตและบนเงื่อนไขใดบ้าง…

และเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าฝ่ายการเมืองทุกขั้วจะจับตามองชะตากรรมของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในคดีถือหุ้นสื่อว่าขาดคุณสมบัติการลงสมัคร ส.ส.หรือไม่ รวมทั้งคดีอื่นๆ รวมแล้ว 25 คดีที่หัวหน้าพรรค, พรรคและแกนนำชาวสีส้มจะต้องต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม ตรงนี้คือหนึ่งปัจจัยการเมืองที่ต้องดูผลข้างต้นของคดีถือหุ้นสื่อของธนาธรเป็นปฐมบทแล้วจะมองเห็นภาพอื่นๆ โดยเฉพาะ ”การยุบพรรค” ในยามหน้าตามมาได้ง่ายขึ้น

กรณีนี้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคอนาคตใหม่คนหนึ่งยอมรับแล้วว่า “ส.ส.อนาคตใหม่ส่วนหนึ่งแสดงท่าทีที่ชัดแจ้งแล้วว่า จะสวมบทงูเห่าภาคปัจจุบันบนเวทีการเมืองที่จะสวิงขั้วไปขึ้นฝั่งเรือเหล็ก และรอดูคนอื่นๆ ในยามหน้าว่าจะตัดสินใจอย่างไร แต่ส่วนใหญ่จะสังกัดอนค.ต่อและหากวันหน้าไม่มีพรรคสีส้มในสารบบการเมือง พรรคใดที่สืบเจตนาของอนาคตใหม่ ส.ส.สีส้มส่วนใหญ่จะยกพลไปสังกัด”

แบบนี้ก็ยิ่งไม่ต้องถอดรหัสสีส้มเพิ่ม เพราะแน่ชัดแล้วว่า 7-9 ส.ส.สีส้มยามนี้หัวใจอยู่ขั้วใด…และยามหน้าอีกกี่ชีวิตจะไปไหน

ส่วนจังหวะ “พปชร.” ที่แม้ยามนี้จะนิ่งสงบ แต่ภายในยังมีการเคลื่อนไหวอยู่ เพราะมีแววว่าเร็ววันนี้จะมีการขยับตำแหน่งการบริหารในพรรค ใครบางคนอาจต้องเสียเก้าอี้ตัวใหญ่และอาจจะกระทบกระเทือนเก้าอี้ รมต.ไปด้วย โดยทราบมาว่าตอนนี้เสนาบดีบนเรือเหล็กฝ่าย พปชร.กำลังเร่งเข็นผลงานของตัวเองออกมาหลังจากช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์นั้น คะแนนนิยมของเสนาบดีค่ายพปชร.เรียกว่าสอบไม่ผ่านเกือบหมด และยังมีเสียงพึมพำจากอาคารปานศรีว่า “รมต.หลายคน” ยังไม่รู้จัก ส.ส.พรรคตัวเองเลย รวมทั้งการประสานงานต่างๆ นานาระหว่างเสนาบดีกับผู้แทนราษฎรแทบจะปิดช่องทางสื่อสาร จนมีการจับกลุ่มคร่าวๆ กันแล้วว่าหากมีสัญญาณปรับ ครม.เมื่อใด รมต.คนใดบ้างจะโดนขย่มจากคนในพรรคให้ร่วงเก้าอี้ และยังมีข้อมูลอีกว่า เสนาบดีบางคนรู้ตัวและพยายามที่จะเกาะเกี่ยวสายสัมพันธ์กับ ส.ส.ในพรรคบ้างแล้ว เพื่อให้มาอยู่ในมุ้งที่ตัวเองพร้อมดูแล และหวังไว้เป็นใยเหล็กเสริมแกร่งสี่ขาเก้าอี้ให้ยึดโยงได้นาน

ด้าน “พรรคเพื่อไทย” นั้น อาการไม่กินเส้นระหว่างขั้ว ”สมพงษ์ อมรวิวัฒน์“ หัวหน้าพรรค กับขั้ว ”คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรคนั้น ยังคงมีอยู่และบางจังหวะอาจจะแรงขึ้นด้วยซ้ำ แม้จะมีการ “เคลียร์ใจ” ไปแล้วรอบหนึ่งก็ตาม แต่เรื่องคาใจเหล่านี้ยังไม่ยุติแบบถาวร แบบนี้พรรคที่มี ส.ส.มากที่สุดในประเทศจะเดินจังหวะอย่างไรเมื่อแกนนำสองขั้วยัง ”เหยียบตาปลา” กันอยู่

ขณะที่ค่าย “ปชป.” นั้น ยามนี้ ”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ“ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขยับออกสื่อหลายเวที แสดงมุมมองในหลากวาระ และชัดแล้วว่า ”เดอะมาร์ค” ไม่ลงสมัคร “ผู้ว่าฯ กทม.” แต่หลากวาทะที่เดอะมาร์คแสดงออกมาในช่วงนี้จนนักสังเกตการณ์การเมืองระบุว่า “เดอะมาร์ค” น่าจะกำลังวางหมากอะไรกับการเมืองยามหน้า และหวังที่จะคัมแบ็กประมุขพรรคสีฟ้าในกาลข้างหน้าหรือไม่…เพราะอาจมีสัญญาณบางอย่างทางการเมืองที่ ”เดอะมาร์ค” สัมผัสได้ จึงต้องเร่งคัมแบ็กเพื่อกู้วิกฤติ ปชป.

ต่างๆ นานาเหล่านี้คือชีพจรการเมืองวันนี้และวันหน้าที่ใกล้มาถึง รอติดตามว่าผลจะออกมาแบบใด…

เยลลี่กัญชา ขนมอันตรายสายเขียว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399765?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เยลลี่กัญชา ขนมอันตรายสายเขียว

19 พฤศจิกายน 2562 – 11:05 น.
เยลลี่กัญชา,ขนมอันตราย
เปิดอ่าน 16,355 ครั้ง

เยลลี่กัญชา ขนมอันตรายสายเขียว

ตามหากันให้ควั่กดาราหนุ่มชื่อย่อ “ฟ” คือใคร หลังถูกนักศึกษาสาวแฉว่าเป็นคนหลอกให้กินเยลลี่ผสมกัญชาจนเมาและเบลอเหมือนคนถูกมอมยา

จั่วหัวแค่นี้ก็จุดติดแล้วสำหรับโซเชียลเน็ตเวิร์คไทยแลนด์ เพราะองค์ประกอบครบ ผู้เสียหายเป็นนักศึกษา ผู้ถูกกล่าวหาเป็นดาราดัง แถมมี เยลลี่กัญชา เพิ่มขึ้นมายิ่งน่าค้นหาเข้าไปใหญ่

อ่านข่าว…  ฟรอยด์ ขู่ฟ้อง หากเสนอข่าวกระทบงาน

เยลลี่กัญชาคืออะไรเดี๋ยวมาหาทำความรู้จักกันตอนท้าย ตอนนี้ย้อนกลับไปติดตามโพสต์เตือนภัยสังคมของน้องนักศึกษาสาวคนนี้ก่อนว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร โดยเธอย้ำว่าต้องอ่านให้จบนะ เผื่อวันหน้าเจอเข้ากับตัวเองจะได้เอาตัวรอด

สาวน้อยนางนี้แนะนำตัวว่าเป็นนักศึกษาฝึกงานบริษัทเอกชนและรู้จักกับรุ่นพี่ที่นั่น เป็นคนดีมากๆ สอนงานทุกอย่าง คอยช่วยเหลือตลอด มีอะไรปรึกษาเขาได้ทุกเมื่อ จึงทำให้เชื่อใจและไว้ใจมาก

หลังจากอารัมภบทพอให้เห็นคาแรกเตอร์ของตัวละครรุ่นพี่แล้วก็เริ่มเข้าเรื่องในวันเกิดเหตุกันเลย คือ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 รุ่นพี่คนนี้ชวนเธอไปกินข้าวที่ร้านอาหารย่านลาดกระบัง เธอก็ไป ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่มาผิดสังเกตตรงที่เขาบอกให้บอกคนอื่นว่าออกมากับเพื่อน ไม่ต้องบอกว่าออกมากับรุ่นพี่

ด้วยความที่ไว้ใจ ไม่ได้คิดอะไร ก็ออกไปกินข้าวกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เป็นร้านปกติ ไม่ใช่ผับหรือบาร์ใดๆ ทั้งสิ้น เป็นร้านขายพวกสปาเกตตี แฮมเบอร์เกอร์ทั่วๆ ไป และไปเจอดาราชายคนหนึ่ง ซึ่งรุ่นพี่คนนี้สนิทสนมมาก ทุกคนนั่งคุยและสั่งอาหารมากินกันตามปกติ กินไปสักพักเธอก็รู้สึกประทับใจ แบบว่ารู้สึกดีนะดาราคนนี้ตลกดี ไม่ถือตัว เฟรนด์ลี่ดี

          จากนั้นไม่นานดาราคนนั้นก็ให้เธอกินเยลลี่ บอกว่าเป็น เยลลี่จาก แคลิฟอร์เนีย รสชาติอร่อยดี พอเธอถามว่ามันคืออะไร? ดาราหนุ่มพูดแบบทีเล่นทีจริงว่า “กัญชา” 

“หนูก็ไม่คิดว่าเขาจะมาให้กัญชาเราจริงๆ กลางร้านอาหารและยังบ่ายๆ อยู่เลย”

นักศึกษาสาวบอกว่า เยลลี่ที่กินเข้าไปนั้นรสชาติดีเลยแหละ แต่ไม่คิดว่าเป็นเยลลี่กัญชาจริงๆ คิดว่าคงเป็นมุกตลก

แต่หลังจากนั้นไม่นานรุ่นพี่ที่ทำงานก็เอา เจลล้างมือ มาบีบใส่มือทุกคน แล้วถามว่าเย็นมั้ย ซึมยัง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไร สักพักสองคนเหมือนให้สัญญาณกัน เพื่อออกไปสูบอะไรกันก็ไม่รู้นอกร้าน ปล่อยให้เธอนั่งอยู่ที่โต๊ะคนเดียว

หลังจากออกไปได้สักพักรุ่นพี่ที่ทำงานก็เดินกลับเข้ามาบอกว่าออกไปสูบ “ไอ้นี่” มา โดยที่เธอก็ไม่รู้ว่า “ไอ้นี่” มันคืออะไร หลังจากนั้นดาราหนุ่มอารมณ์ดีก็กลับเข้ามาแล้วถามเหมือนรู้ว่าจะมีอาการอะไรเกิดขึ้นกับนักศึกษาสาว

“เขาถามหนูว่าหิวมั้ย อยากกินน้ำอะไรหวานๆ ซ่าๆ รึเปล่า พอเขาถามปุ๊บหนูมึนหัวเลย โลกหมุน เบลอไปเลย หัวใจเต้นแรงมาก เหมือนจะหลุดออกมาจากอก หนูรู้ตัวว่าตัวเองต้องโดนมอมยาแน่ๆ เลยโทรศัพท์หาคุณพ่อ เขาสองคนก็พยายามห้ามไม่ให้โทร แต่หนูไม่ยอม หนูพยายามไปขอความช่วยเหลือโต๊ะข้างๆ ก็ไม่มีใครมาช่วย เพราะเขาเห็นว่ามากับดารา แต่ดาราคนนั้นก็ยังตวาดหนูว่าน้องเมาก็อย่าไประรานโต๊ะอื่นเขา”

นักศึกษาสาวเล่าถึงช่วงที่เริ่มรู้สึกตัวว่าถูกมอมยาและอาการกำลังวิกฤติ หัวใจเต้นเร็วและแรงมากเหมือนหายใจไม่ทันต้องขอร้องให้เรียกรถพยาบาลก็ไม่มีใครเรียกให้ แต่รุ่นพี่ที่ไปด้วยกันเรียกแกร็บคาร์มารับ แต่ไม่ได้ปักหมุดไปโรงพยาบาล แต่ปักไปที่อื่น ไม่รู้ว่าที่ไหน แต่ตอนหลังคนขับรถยอมเปลี่ยนจุดหมายไปส่งที่โรงพยาบาลตามที่เธอขอร้อง ระหว่างนั้นเธอโทรศัพท์คุยกับพ่อตลอด ไม่ยอมวางสายจนถึงโรงพยาบาล

“โชคดีที่รอดมาได้อย่างหวุดหวิดเลยอยากเตือนภัยผู้หญิงทุกคนให้ระวังค่ะ”

เหตุการณ์ผ่านไป 1 วัน ค่ำวันที่ 13 พฤศจิกายน เธอตัดสินใจเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.ลาดกระบัง

จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดภายในร้านอาหารดังกล่าวพบว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 15.05 น. วันที่ 12 พฤศจิกายน โดยบันทึกภาพตอนนักศึกษาผู้เสียหายพร้อมรุ่นพี่เดินลงมาจากรถก่อนจะเดินเข้าไปภายในร้านอาหาร จากนั้นเวลาผ่านไปประมาณ 15 นาที รุ่นพี่และดาราชายคนดังกล่าวเดินออกมานอกร้านเพื่อสูบบุหรี่ก่อนจะเดินกลับเข้าไปอีกครั้ง และออกมาอีกครั้ง โดยมีรุ่นพี่และนักศึกษาขึ้นรถออกไปพร้อมกัน

พ.ต.อ.คำแหง กัณฑวงศ์ ผกก.สน.ลาดกระบัง เผยว่า พนักงานสอบสวนได้ส่งผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่นิติเวช รพ.ตำรวจ เพื่อหาสารเคมีที่ทำให้เกิดอาการมึนเมาตามที่แจ้งความไว้ เพราะขณะนี้ยังไม่ทราบว่า “เยลลี่” ที่บอกว่ากินเข้าไปคืออะไร ส่วนดาราชายกับรุ่นพี่ขณะนี้ยังไม่ได้สอบปากคำทั้งสองฝ่าย หากสามารถติดต่อดาราชายและเจ้าตัวยินยอมให้ความร่วมมือกับตำรวจก็ไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียก

ขณะที่วงการบันเทิงดาราหนุ่มที่มีชื่อย่อตรงกับ “ฟ” ทั้งหลาย นาทีนี้ถึงกับ “อยู่ไม่เป็น” กันเลยทีเดียว แม้แต่ “ฟิล์ม” รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ยังโดนหางเลข ดีที่ว่าเมื่อวานนี้ดารา “ฟ” ตัวจริง ออกมาให้สัมภาษณ์ยอมรับผ่านสื่อว่าเขาคือคนที่ถูกกล่าวถึง แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ให้น้องนักศึกษากินเยลลี่กัญชาตามที่น้องบอก

เขาบอกว่ารู้จักกับผู้ชายที่เป็นรุ่นพี่ของนักศึกษาฝึกงานจริง วันเกิดเหตุได้มากินข้าวที่ร้านอาหารแห่งนี้อยู่ก่อนแล้ว ไม่ได้นัดแนะกับใคร แต่บังเอิญมาเจอนักศึกษาสาวที่ร้านเป็นครั้งแรก เมื่อมาถึงก็สั่งอาหารกินกันตามปกติ จากนั้นฝ่ายหญิงบอกว่าหนาวและตัวสั่น ท่าทางเหมือนจะเป็นลม จึงบอกให้พนักงานปิดเครื่องปรับอากาศและฝ่ายหญิงก็บอกว่าช่วยพาไปส่งโรงพยาบาลหน่อย จึงถามว่าดื่มน้ำหวานมั้ยเพราะเข้าใจว่าอาจมีอาการเบลออากาศมาจากข้างนอก ก่อนที่ตนกับรุ่นพี่ของเธอจะออกมาสูบบุหรี่และทำธุระนอกร้านประมาณ 15 นาที
ดารา “ฟ” ชี้แจงต่อว่า เมื่อกลับเข้าไปในร้านอาหารก็เห็นนักศึกษาสาวขอความช่วยเหลือจากโต๊ะอื่น ซึ่งทุกคนในร้านเห็นกันหมด เป็นพยานได้ รุ่นน้องฝ่ายชายจึงเรียกรถแกร็บพาไปส่งที่โรงพยาบาลพร้อมออกไปกับฝ่ายหญิง ขณะที่ตนก็นั่งอยู่ที่ร้านพร้อมชี้แจงพ่อของฝ่ายหญิงแล้ว ส่วนฝ่ายชายที่พาไปส่งก็โทรศัพท์รายงานพ่อเขาตลอดทาง แต่ที่บอกว่าปักหมุดที่อื่นไม่ใช่โรงพยาบาลนั้น ไม่ทราบ

ส่วนเยลลี่เจ้าปัญหาที่นักศึกษาสาวบอกว่าเป็นตัวการทำให้เธอมึนเมา ใจเต้นแรงนั้น หนุ่ม “ฟ” ปฏิเสธว่าไม่ใช่ของเขา และไม่ได้บังคับให้นักศึกษาสาวกินอะไรทั้งนั้น เพียงแต่ขนมต่างๆ ก็สั่งมาจากร้านหลายอย่างจำได้ไม่หมด  แต่บางอย่างก็ซื้อมาจากต่างประเทศ ซึ่งเจ้าขนมที่ว่ามาจากต่างประเทศนี่แหละชาวโซเชียลได้นำไปขยายผลว่าในต่างประเทศมีขนมตัวหนึ่งเรียกว่าเยลลี่กัญชา กำลังเป็นที่นิยมในหมู่สายเขียว

  เยลลี่ที่ว่านี้มีส่วนผสมของกัญชา (cannabis-infused) และมีสาร THC (Tetrahydrocannabinol) ซึ่งออกฤทธิ์ต่อจิตประสาททำให้เกิดความผ่อนคลายและเคลิบเคลิ้ม หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยลดอาการตึงเครียดได้ แต่หากได้รับไปในปริมาณที่มากเกินไปอาจเป็นอันตราย ผลข้างเคียงของสาร THC จะทำให้มีอาการปากแห้ง กระหายน้ำ หัวใจเต้นเร็ว ตอบสนองช้า ตาแดง หรือความทรงจำลดลง

สาร THC (Tetrahydrocannabinol) เป็นที่นิยมในต่างประเทศที่นำมาผสมในอาหารเช่น เยลลี่ ลูกอม ช็อกโกแลต แต่ต้องอยู่ในปริมาณที่ถูกต้อง ปัจจุบันขนมประเภทที่มีส่วนผสมของกัญชา เป็นสินค้าถูกกฎหมายในบางประเทศ โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกา มีการผลิตเยลลี่และขนมหวานผสมกัญชาวางขายกันนานมาแล้ว  หลังจากที่มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับกัญชาให้กลายเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย  ส่วนประเทศไทยถือว่ายังผิดกฎหมาย แต่กลับเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นเนื่องจากรับประทานเข้าไปจะทำให้มีอาการเคลิบเคลิ้ม

นิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เคยระบุว่า การนำกัญชาไปใช้เป็นส่วนผสมของอาหาร หรือเวชสำอางไม่สามารถทำได้และไม่ว่าจะเป็นการนำเข้า หรือมีไว้ในครอบครอง รวมทั้งใช้ประกอบอาหาร หรือเวชสำอางที่มีส่วนผสมของกัญชาล้วนถือเป็นความผิดตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตามอาหารหรือเวชสำอางที่พบว่ามีส่วนผสมของกัญชา เช่น ลูกอม คุกกี้ ช็อกโกแลต บุหรี่ น้ำยา หรือครีมบำรุงผม บำรุงผิว ส่วนใหญ่จะผลิตจากต่างประเทศที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้ ซึ่งสังเกตได้จากบรรจุภัณฑ์หรือฉลากจะมีข้อความระบุส่วนผสมว่ามีสาร THC หรือ CBD ซึ่งเป็นสารสกัดจากกัญชา

สำหรับประเทศไทยกัญชายังเป็นยาเสพติดและมีการปรับกฎหมายเพื่อผ่อนปรนให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยเท่านั้น เพราะกัญชามีทั้งส่วนที่เป็นประโยชน์และส่วนที่เป็นโทษ ดังนั้นการผลิต นำเข้าครอบครอง หรือใช้สินค้าที่มีส่วนผสมของกัญชาไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดหากไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. จะมีความผิดตามกฎหมาย

หากผลการสอบสวนพบว่าเยลลี่ที่นักศึกษาสาวอ้างว่าดาราหนุ่ม “ฟ” เป็นคนให้กินจริง หนุ่ม “ฟ” คงตกที่นั่งลำบากแน่

ม็อบฮ่องกงระวัง…ใกล้จุดเดือด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399755?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ม็อบฮ่องกงระวัง…ใกล้จุดเดือด

19 พฤศจิกายน 2562 – 10:05 น.
ม็อบฮ่องกง,ประท้วง
เปิดอ่าน 5,167 ครั้ง

ม็อบฮ่องกงระวัง…ใกล้จุดเดือด คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขอเตือนว่าสถานการณ์การชุมนุมประท้วงที่ฮ่องกงตึงเครียดขึ้นทุกนาทีแล้ว และเวลานี้จะถึงจุดเดือดจึงต้องเตือนชาวไทยว่าถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ให้ไปประเทศอื่นหรือเที่ยวเมืองไทยนี่แหละดีที่สุด จริงอยู่อาจมีพวกโลกสวยบอกว่าช่วงนี้น่าไปฮ่องกงเพราะคนน้อยโรงแรมลดราคาเช่นเดียวกับพวกชอบช็อปปิ้งที่ของกระหน่ำลดราคา

อ่านข่าว…  รมต.ยธ.ฮ่องกงถูกผู้ประท้วงรุมล้อมล้มคว่ำเจ็บ

กรณีนี้แล้วแต่มุมมองเพราะอย่าไปเป็นไทยมุงเป็นอันขาดอาจถูกลูกหลงได้ง่ายๆ เตือนมาด้วยความปรารถนาดีเป็นห่วงกัน

อย่างที่เคยวิเคราะห์แล้วว่าจีนไม่ปล่อยให้ฮ่องกงเป็นอิสระชุมนุมกันยืดเยื้อไปเรื่อยๆ หรอกครับ ปล่อยให้เหมือนผลไม้สุกงอมไม่ต้องไปเก็บปล่อยให้เน่าคาต้นเป็นอาหารของนกกาไปเอง และมองว่าเวลานี้ม็อบฮ่องกงต้องเล่นไม้แข็งเพราะชักลามไปใหญ่โต

ทางการฮ่องกงได้ปิดโรงเรียนเมื่อปลายสัปดาห์และอพยพให้นักศึกษาจีนที่ไปเรียนในฮ่องกงออกมาเพราะถูกคุมกคามอย่างหนัก เช่นเดียวกับการปราบปรามที่จะต้องเข้มข้นหนักหน่วงมากขึ้นเพราะเชื่อว่านี่เป็นการก่อความไม่สงบหรือก่อการร้ายไปแล้วไม่ใช่การชุมนุมประท้วงที่เคยอยู่ในระเบียบปกติที่ผ่านมา

คอยติดตามข่าวให้ใกล้ชิดก่อนเดินทางไปฮ่องกงเพราะเวลานี้อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้
อ๊อด เทอร์โบ


 ไฟป่ารับหน้าแล้ง
 ป้องกันไว้ดีกว่าแก้

ผมเป็นคนสูงอายุที่หวาดวิตกและมองไกลถึงอนาคตตามประสาคนอยู่มานานและเขียนมาเตือนภัยเรื่องไฟป่าซึ่งพอเข้าหน้าแล้งมักเกิดขึ้นเป็นประจำแล้วต้องทำให้เกิดความเสียหาย เชื่อว่านายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ขณะนี้เสถียรภาพรัฐบาลเข้มแข็งมากไม่มีใครเขย่าเก้าอี้หรือมาท้าชิงจะต้องบริหารประเทศไปอีกนานและเชื่อเถิดว่าไม่มีใครเป็นฝ่ายค้านหรอก

ผมจึงขอเตือนให้วางแผนป้องกันการเกิดไฟป่าเสียตั้งแต่บัดนี้เพราะปลายฤดูหนาวเข้าหน้าแล้งมักเกิดไฟป่าที่เกิดโดยธรรมชาติหรือไม่ก็จากฝีมือมนุษย์เป็นประจำ คนเก่าคนแก่บอกไว้เสมอว่ากันไว้ดีกว่าแก้ เช่นเดียวกับไฟป่า ภัยแล้ง น้ำท่วม ที่เกิดขึ้นในหลายๆ แห่ง ทุกปีก็ยังเหมือนเดิม

จึงอยากบอกว่าปัญหาใดที่เกิดขึ้นซ้ำซากก็ให้เตรียมรับมือหรือป้องกันไว้จะเกิดความเสียหายน้อยลง
สุนทร (เมืองกาญจน์)


 เรียนคุณ ‘สุนทร’ เมืองกาญจน์
ผมว่าท่านไม่ได้เป็นคนแก่ตามวัยหรอกครับ แต่เป็นมองอนาคตไกลมากกว่าเพราะเวลานี้ผู้คนนึกถึงการเที่ยวส่งท้ายปีเก่ารับปีใหม่กันไม่ได้มองภัยไฟป่าที่จะมาเป็นประจำ

จึงขอร่วมรณรงค์ให้รัฐบาลและทุกหน่ายงานและที่สำคัญสุดก็ประชาชนช่วยกันป้องกันไฟป่าที่อาจเกิดขึ้นได้และหากเราเตรียมการตั้งแต่บัดนี้เชื่อว่าจะประสบผลสำเร็จเช่นเดียวกับงานเทศกาลลอยกระทงที่ล่าสุดเพิ่งผ่านมา ที่เราใช้วัสดุธรรมชาติทำกระทงกันเยอะมากเกือบ 100% จนกลายเป็นว่าใครใช้โฟมหรือพลาสติกเป็นพวกคนล้าสมัยไปเลย

เวลานี้เราต้องมองอนาคตและเตรียมวางแผนป้องกันภัยต่างๆ ไว้เพื่อลดความเสียหายอย่าไปโทษเทวดาฟ้าดินให้ดูที่ตัวเองนี่แหละดีที่สุด
อ๊อด เทอร์โบ


 ยาเสพติดทุกชนิด
 ทำไมยิ่งปราบ-ยิ่งมาก
(ผ่านไปยังรัฐบาล)

ผมเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งขอให้คอลัมน์ ‘ดับเครื่องชน’ เป็นสื่อกลางแจ้งไปยังรัฐบาลซึ่งมีนโยบายปราบปรามยาเสพติดทุกชนิด ซึ่งถ้าจำไม่ผิดได้แถลงไว้ในสภาแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ เวลานี้ผมได้ติดตามข่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปรากฏว่ายาเสพติดที่ยิ่งปราบยิ่งมากขึ้นทุกทีและประเทศไทยของเราเป็นทางผ่านลำเลียงผ่านไปประเทศที่สามแล้ว ซึ่งมีเครือข่ายยิ่งกว่าใยแมงมุม

ล่าสุดที่นครพนมตำรวจปราบปรามยาเสพติดจับกุมยาบ้าถึง 5 ล้านเม็ดและยาไอซ์ 1 ตัน คิดเป็นราคาตามท้องตลาดถึง 400-500 ล้านบาท ซึ่งเมื่อมีราคาสูงเหมือนทองคำคนเลยคิดรวยทางลัดเห็นกงจักรเป็นดอกบัว

ในเรือนจำทั่วประเทศก็มีนักโทษชายหญิง คดียาเสพติดมากสุดจนเรียกว่าคุกแตก ผมจึงเรียนมายังรัฐบาลที่มีหน่วยงานเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดมากมายว่าทำไมเป็นแบบนี้
วัฒนศักดิ์ (สกลนคร)


เกมรถแห่ ไยปล่อยผี “อีสานใต้” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399760?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เกมรถแห่ ไยปล่อยผี “อีสานใต้”

19 พฤศจิกายน 2562 – 09:48 น.
รถแห่,อีสานใต้,บุรีรัมย์,ภูมิใจไทย,พรรคภูมิใจไทย
เปิดอ่าน 4,619 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกฉบับวันที่ 19 พ.ย.62

***************************

ประเด็น “รถแห่ดนตรีสด” มีปัญหากับเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครอง ตกเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง กรณีล่าสุดผู้ประกอบการธุรกิจรถแห่แถวชัยภูมิและขอนแก่น ออกมาฟ้องสังคมว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งห้ามการแสดงรถแห่เพราะเป็นต้นเหตุให้วัยรุ่นทะเลาะวิวาทกัน

ขณะเดียวกัน วทัญญ แสงแก้ว ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนป้องกัน นักดื่มหน้าใหม่ เครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อเด็กและเยาวชน ได้ยื่นหนังสือกับวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชนฯ วุฒิสภา ขอให้ตรวจสอบคอนเสิร์ตรถแห่ที่มีลักษณะเป็นผับเคลื่อนที่ ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่เยาวชน

เพื่อนเอกราช”ช่วยหน่อย

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 ที่ศูนย์ประสานงาน เพื่อนเอกราช” ภายในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ผู้ประกอบการรถแห่จากขอนแก่นและชัยภูมิ ได้นำรถแห่กว่า 10 คันมารวมตัวกันเพื่อขอยื่นหนังสือผ่าน ส.ส.ขอนแก่น เพื่อขอให้นำเรื่องไปพิจารณาหลังจากได้รับความเดือดร้อนถูกตำรวจในหลายอำเภอห้ามไม่ให้มีการจ้างรถแห่ไปแสดง

เจริญ แซ่เต็ง” อดีตผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น เขต 10 พรรคพลังประชารัฐ ในนามเครือข่ายเพื่อนเอกราช ได้นำผู้ประกอบการรถแห่มาร้องทุกข์เพราะมีบางพื้นที่ถูกห้ามแสดงส่งผลให้ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหลายส่วน จึงมาร้องขอความเป็นธรรม

เจริญ แซ่เต็ง

“ในนามเครือข่ายเราจะช่วยดำเนินการทุกอาชีพที่สุจริตต้องมีที่ยืนครับ” เจริญ แซ่เต็ง ยืนยันผ่านเฟซบุ๊ก

วัฒนา ช่างเหลา

วัฒนา ช่างเหลา” ส.ส.ขอนแก่น เขต 2 ออกมารับหนังสือร้องทุกข์ ยอมรับว่าธุรกิจรถแห่ถือเป็นธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นมาและเป็นอาชีพที่สุจริต ตนพร้อมจะนำเรื่องเข้าสู่สภาเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ชาวบ้านจะต้องไม่เดือดร้อนจากการแสดง ผู้ประกอบการก็จะได้มีแนวทางในการแสดง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ด้วย

น่าจะเป็นงานแรกของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเอกราช ช่างเหลา ที่จะโชว์ฝีมือให้ชาวรถแห่ได้สนับสนุน

ผู้มากบารมีอีสานใต้

ถ้ายังจำกันได้เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 3 ห้ามจัดกิจกรรมมหกรรมรถแห่งานรื่นเริง งานมหรสพต่างๆ ในพื้นที่โดยเด็ดขาด หากตรวจพบเจอให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และบังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาดเพื่อเป็นการป้องกันเหตุวัยรุ่นก่อความวุ่นวายทะเลาะวิวาท

โชคดีของกลุ่มรถแห่ พื้นที่ของตำรวจภูธรภาค ประกอบไปด้วย จังหวัดอีสานใต้ ผู้ประกอบการในนาม “ชมรมรถแห่ดนตรีสดแห่งประเทศไทย” จึงได้นำความเดือดเนื้อร้อนใจไปบอก “ผู้ใหญ่” ในอีสานใต้ เพื่อหาทางบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ชาวรถแห่ได้ทำมาหากิน

มีนัดกับคอนเสิร์ตรถแห่ จัดกันทุกเดือน

สุดท้ายทางตำรวจก็ผ่อนปรน แต่รถแห่ที่ใช้เครื่องเสียงจะต้องไปทำเรื่องขออนุญาตกับตำรวจในท้องที่และฝ่ายปกครองท้องถิ่นให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อนจึงเปิดการแสดงบนรถแห่ได้

รถแห่อีสานใต้จึงคึกคักมากกว่าอีสานกลางและอีสานเหนือ เพราะมีผู้มากบารมีให้การดูแลช่วยเหลือ

คอนเสิร์ตรถแห่บุรีรัมย์

ปัจจุบันธุรกิจรถแห่ดนตรีสดไม่ได้มีแค่รับจ้างแห่งานบวช งานกฐิน งานผ้าป่าและงานบุญทั่วไป หากแต่ยังมีการจัดรูปแบบ “คอนเสิร์ตรถแห่” หลายคนอาจเคยเห็นคอนเสิร์ตรถแห่แถวกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ที่บูมสุดๆ คือคอนเสิร์ต “มหกรรมรถแห่ดนตรีสดแห่งประเทศไทย” ณ ลานจอดรถสนามช้างอารีน่า บุรีรัมย์ ซึ่งมีการจัดเฉลี่ยเดือนละครั้ง โดยมีวัยรุ่นเข้าชมคอนเสิร์ตเนืองแน่น

คอนเสิร์ตรถแห่ สนามช้างบุรีรัมย์

นัยว่า ชมรมรถแห่ดนตรีสดแห่งประเทศไทย มีความสนิทสนมกับ “ไชยชนก ชิดชอบ” ลูกชายคนโตของ “เนวิน ชิดชอบ” จึงได้ใช้ลานจอดรถ สนามช้างอารีน่า จัดคอนเสิร์ตรถแห่เป็นประจำ

รูปแบบการจัดคอนเสิร์ตรถแห่ที่สนามช้างอารีน่า เป็นระบบระเบียบ มีการดูแลรักษาความปลอดภัย และได้รับความนิยมจากเอฟซีรถแห่

ว่ากันว่า ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ “ลุงเนจัดให้” รถแห่ 4 คัน ปะทะคอนเสิร์ตศิลปินดังมากมายที่สนามช้างอารีน่า

รถแห่ดนตรีสดมีต้นกำเนิดมาจากบุรีรัมย์และคอนเสิร์ตรถแห่ที่ใหญ่ที่สุดก็อยู่ที่แผ่นดินปราสาทสายฟ้า

p20

ช่วงเวลาอันตราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399759?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ช่วงเวลาอันตราย

19 พฤศจิกายน 2562 – 09:21 น.
อันตราย,กระทรวงเกษตรฯ,พาราควอต
เปิดอ่าน 429 ครั้ง

ช่วงเวลาอันตราย บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน 2562

วันที่ 1 ธันวาคมนี้ สารเคมีเกษตร 3 ชนิด คือพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต จะถูกขึ้นทะเบียนเป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 ซึ่งหมายถึงวัตถุอันตรายที่ห้ามผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง ตามมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เท่ากับว่า นับตั้งแต่วันนั้น เกษตรกรหรือใครก็ตาม หากใช้หรือมีสารพิษเหล่านั้นไว้ในครอบครองจะมีความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท ระยะเวลาที่เหลืออีกประมาณ 2 สัปดาห์นับจากนี้ ถือเป็นช่วงสำคัญที่สุด ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องเร่งแจ้งข่าวสาร และทำความเข้าใจกับเกษตรกร ผู้ค้าเคมีเกษตรให้ทั่วถึง เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดตามมา โดยเฉพาะที่เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร

อ่านข่าว…  อึ้ง 3 สารพิษแปลงโฉม พาราควอตผสมปุ๋ยอินทรีย์ ดีเอสไอบุกทลาย

ด้านความเคลื่อนไหวของกระทรวงเกษตรฯ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตรบอกว่า ได้มีหนังสือเชิญ 3 สมาคมผู้ส่งออก-นำเข้า 3 สารเคมี มาประชุมวันที่ 21 พฤศจิกายน เพื่อหารือถึงมาตรการรับคืนสารเคมีจากประชาชน เกษตรกร และการส่งออกสาร 3 ชนิดไปประเทศที่สาม หรือประเทศต้นทาง จากนั้นในวันที่ 22 พฤศจิกายน กระทรวงเกษตรฯ จะประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศจำนวน 300 กว่าคน เพื่อรับทราบแนวทางในการลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกรและประชาชนที่มีสารทั้ง 3 ชนิดไว้ในครอบครอง โดยจะมีแนวทางปฏิบัติสำหรับเกษตรกร ซึ่งจะต้องนำสารพิษไปส่งคืนบริษัท ร้านค้า หรือเอเย่นต์

อย่างไรก็ตาม การแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ยังส่งผลกระทบต่อบางอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ซึ่งต้องพึ่งพิงวัตถุดิบการเกษตรนำเข้าจากประเทศที่ยังใช้สารเคมีอยู่ ในกรณีที่กฎหมายกำหนดว่า ต้องปลอดจากสารเคมีปนเปื้อน 100% กรณีนี้ ประธานกรรมการหอการค้าไทยแจ้งว่า จะเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอแนะแนวทางการดูแลของภาครัฐ เช่น แนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรที่ซื้อสารเคมีไว้ก่อนหน้าแต่ยังไม่ได้นำออกใช้ กฎเกณฑ์การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งหากยึดตามมาตรฐานการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ จะเอื้อประโยชน์ต่อการนำเข้าวัตถุดิบจากบางประเทศที่ยังใช้สารเคมีอยู่

อย่าว่าแต่วันที่ 1 ธันวาคม ที่มติคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีผลบังคับใช้ ที่ยิ่งน่าสนใจก็คือ ก่อนหน้านี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้มีประกาศมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดมาตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมาแล้ว กล่าวคือ เกษตรกร ผู้รับจ้างพ่นสารเคมี ผู้ค้าสารเคมี จะต้องผ่านการอบรมจากวิทยากรจากหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง แต่นับจากนั้น ก็ยังมีคำถามว่า หน่วยงานรัฐ หรือสารวัตรเกษตรได้ตรวจสอบอย่างถ้วนถี่หรือไม่ว่า การปฏิบัติเป็นไปตามประกาศของกระทรวง ยังไม่นับการกักตุนของร้านค้า ในระดับครัวเรือน การเร่งใช้สารเคมีในฤดูการผลิตสุดท้าย รวมถึงการปลอมแปลงเช่นที่ตำรวจได้จับกุมแหล่งผลิตมาแล้ว ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า หากรัฐบาลไม่เคร่งครัดจริงจัง ในทางปฏิบัติจะมีปัญหาตามมาอีกมาก

เพราะ อยู่เป็น จึงมี ไทยซัมมิทกรุ๊ป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399749?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เพราะ อยู่เป็น จึงมี ไทยซัมมิทกรุ๊ป

19 พฤศจิกายน 2562 – 08:15 น.
ไทยซัมมิทกรุ๊ป,สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 3,927 ครั้ง

เพราะ อยู่เป็น จึงมี ไทยซัมมิทกรุ๊ป คอลัมน์…   กระดานความคิด   โดย…   บางนา บางปะกง

กว่าอาณาจักรแสนล้านของตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ สายไทยซัมมิทกรุ๊ป จะเติบโตยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์แห่งภูมิภาคเอเชีย ต้องให้เครดิตผู้ชายคนนี้ “พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ”

เดิมทีตระกูลของ “พัฒนา” ใช้นามสกุล “แซ่จึง” เมื่อทำการค้า ในฐานะพี่ชายใหญ่ก็นึกว่าจะตั้งนามสกุลอะไรดีให้กิจการรุ่งเรืองเลยเลือกนามสกุล “จึงรุ่งเรืองกิจ” (ตอนหลังพี่ชายคนโต-สรรเสริญเปลี่ยนนามสกุลเป็นจุฬางกูร ส่วนคนอื่นๆ ใช้จึงรุ่งเรืองกิจ)

พัฒนาแต่งงานกับสมพร ได้แยกตัวออกไปสร้างอาณาจักรของตัวเอง ทำให้คนแซ่จึงแยกเป็น 2 สายคือ บริษัทซัมมิทโอโตพาร์ท อินดัสตรี ภายใต้การนำของสรรเสริญ และบริษัทไทยซัมมิทโอโตพาร์ทกรุ๊ป โดยการบริหารของพัฒนา-สมพร

ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ ทำธุรกิจชิ้นส่วนและอะไหล่รถยนต์ในยุคการเมือง 1.0 และเติบโตในยุค 2.0 หรือรัฐบาลเปรม ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ

เสนาะ เทียนทอง

ด้วยเหตุที่ต้อง “อยู่เป็น” พัฒนาจึงต้องไปเล่นกอล์ฟก๊วนเดียวกับเสนาะ เทียนทอง และมนตรี พงษ์พานิช รวมถึงนักการเมืองจากพรรคชาติไทยอีกมากหน้า

ปี 2534 บริษัท ซัมมิทโอโตซีท อินดัสตรี จำกัด เข้ามาขอซื้อกิจการสนามกอล์ฟไพน์เฮิร์สท กอล์ฟ แอนด์ คันทรีคลับ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เนื่องจากสรรเสริญ จุฬางกูร ชอบเล่นกอล์ฟมาก อยากจะมีสนามกอล์ฟส่วนตัวสักแห่งโดยมอบให้น้องชายคนที่สามของตระกูลชื่อ โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นคนดูแล

พัฒนาก็ชอบเล่นกอล์ฟและมักออกรอบตีกอล์ฟกับก๊วนพรรคชาติไทย และพรรคกิจสังคม จึงมีข่าวกอสซิปในหน้า นสพ.หัวสี พ.ศ.โน้น ว่า “เสี่ยหมึก” มนตรี ชักชวนให้พัฒนาเล่นการเมือง แต่ข่าวนั้นก็เงียบหายไป

กระทั่ง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ น้องชายของสรรเสริญและพัฒนาได้เป็นรัฐมนตรีช่วยอุตสาหกรรมรัฐบาลชวน 2 ในโควตาพรรคกิจสังคม

มนตรี พงษ์พานิช

อาการ “อยู่เป็น” บนถนนการเมืองของกลุ่มทุนไทยไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดจึงมีตัวแทนกลุ่มทุนเข้าสู่วงการเมืองไทยต่อเนื่องนับแต่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

ปี 2545 พัฒนาเสียชีวิต สมพรจึงเป็นแม่ทัพใหญ่ดูแลกิจการและมอบให้ “ธนาธร” ลูกชายคนโตเข้ามาบริหารด้านการผลิตทั้งหมด

สำหรับ “เอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ บุตรชายของพัฒนา-สมพร ได้เข้ามาแบกรับธุรกิจของครอบครัวในยุค “การเมือง 3.0” ซึ่งมี “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นโมเดลการเมืองใหม่

การเติบโตของทักษิณ หมายถึงการเติบใหญ่ “ทุนนิยมเสรี” ที่เบียดขับ “ทุนนิยมอุปถัมภ์” ให้ถอยออกไป พร้อมเปิดพื้นที่ให้แก่คนรุ่นใหม่สร้างฐาน “ทุนใหม่”

สมัยเรียนที่ธรรมศาสตร์ “เอก” ธนาธร เป็นแอ็กติวิสต์หัวก้าวหน้า หลังเรียนจบได้เข้าทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชนในกลุ่มเพื่อนประชาชน (FOP) เอกยังให้ความสำคัญกับการเมืองภาคประชาชน

พัฒนา-สมพร พร้อมลูกและหลาน

หลังรัฐประหาร 2549 ธนาธรแสดงความเห็นทางการเมืองผ่านสื่ออยู่เป็นระยะๆ ด้วยจุดยืนการไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร ทายาท “จึงรุ่งเรืองกิจ” ยังได้แสดงออกถึงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับอำมาตยาธิปไตย ผ่านการเข้าร่วมการชุมนุมกับ นปช. รวมถึงการสนับสนุนการขับเคลื่อนเรียกร้องการแก้กฎหมายล้าหลังของกลุ่มนิติราษฎร์

ธนาธรคิดต่างจากบิดา-พัฒนา เขาเห็นจังหวะและโอกาสทางการเมือง เมื่อเห็น “ทักษิณ ชินวัตร” ตกอยู่ในสภาวะถูกจำกัดพื้นที่เขาจึงมีอาการ “อยู่ไม่เป็น” ชักชวนพรรคพวกตั้งพรรคการเมืองใหม่ทันที

ในยุคโลภาภิวัตน์ทุนไทยเป็นหนึ่งเดียวเป็นทุนข้ามชาติ ไม่จำเป็นต้องพึ่งการเมืองแบบอยู่เป็นก็เติบโตได้ ธนาธรจึงคิดการใหญ่ตั้งพรรคการเมืองที่มีแนวทางแบบอยู่ไม่เป็น หรือพรรคทางเลือกใหม่

แม้มารดา สมพร รุ่งเรืองกิจ จะเคยให้สัมภาษณ์สื่อเนชั่นสุดสัปดาห์เมื่อปี 2556 ว่า “ตราบใดที่ฉันยังอยู่ ธนาธร ไปไม่ได้ ฉันคงไม่เห็นด้วย เราเป็นคนค้าคนขาย ทำธุรกิจ แล้วอาณาจักรก็ใหญ่มาก ความรับผิดชอบก็สูงมาก…สมัยท่านสุริยะ พอออกนโยบายอะไรมาก็หาว่าท่านรัฐมนตรีออกนโยบายมาสนับสนุนธุรกิจในเครือญาติ จริงๆ ไม่เกี่ยวเลย เราไม่เคยไปยุ่ง สมัยคุณสุริยะเป็นใหญ่เป็นโต พวกเรายังพูดเสมอว่าอย่าทำอะไรเดือดร้อนไปถึงคุณอา เราต้องเข้าใจว่าเราควรจะวางตัวตนอย่างไร ทุกอย่างเราไปตามครรลองที่ควรจะเป็น”

          มาถึงวันนี้เจ๊สมพรก็เริ่มสนุกกับเกมอยู่ไม่เป็นเพราะเห็นว่ามีคนสนับสนุนลูกชายเยอะ เลยวาดฝันไปไกลถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ฝันนั้นจะเป็นจริงแค่ไหน อีกไม่กี่วันก็รู้กัน

คนรุ่นใหม่ระดม ไอเดียสุดล้ำ ลดโลกร้อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399613?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนรุ่นใหม่ระดม ไอเดียสุดล้ำ ลดโลกร้อน

18 พฤศจิกายน 2562 – 15:10 น.
ลดโลกร้อน,องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก
เปิดอ่าน 1,423 ครั้ง

คนรุ่นใหม่ระดม ไอเดียสุดล้ำ ลดโลกร้อน โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

“พวกคุณกล้าดีอย่างไร มาขโมยความฝันและวัยเด็กของฉันด้วยคำพูดเลื่อนลอย…ผู้คนล้มตายและระบบนิเวศกำลังล่มสลาย คนรุ่นใหม่จับตามองพวกคุณ และพวกเราจะไม่ยอมให้อภัย ถ้าพวกคุณล้มเหลวในการแก้ปัญหาโลกร้อน”

อ่านข่าว…  ดึงคนรุ่นใหม่ร่วม ลดโลกร้อน คิกออฟงดแจกถุงพลาสติก

เกรตา ทุนเบิร์ก เด็กสาวสวีเดนวัย 16 ปี กล่าวประโยคเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ในเวทีลดโลกร้อนที่ “ยูเอ็น” หรือองค์การสหประชาชาติ จัดขึ้น ณ นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 โดยมีผู้นำจาก 66 ประเทศเข้าร่วม สื่อมวลชนทั่วโลกนำประโยคเด็ดของ “เกรตา” ไปเผยแพร่จนกลายเป็นกระแสฮิตแชร์กันสนั่นโลกออนไลน์…

เพราะสะใจที่มีเด็กน้อยกล้า “พูดตอกหน้า” กลุ่มผู้นำโลกที่มีแต่คำสัญญาปากเปล่าเรื่องลดโลกร้อน แต่สุดท้ายไม่ทำอะไรเป็นรูปธรรมชัดเจน…

วินาทีนี้คนรุ่นใหม่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับการมีส่วนร่วมแก้ไข “ภาวะโลกร้อน” หรือปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ที่เริ่มแปรปรวนรุนแรงมากขึ้นทุกปี จนส่งผลกระทบไปทุกพื้นที่

พวกเขารู้สึกว่า…ผู้นำประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจอยากแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง มีแต่พล่ามนโยบายโกหกหาคะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่เวลาปฏิบัติจริงกลับคำนึงถึงผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและการลงทุนมากกว่าสิ่งแวดล้อมในอนาคต

โดยเฉพาะหลังจากเดือนกันยายนที่ผ่านมา องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization : WMO) เปิดเผยรายงานล่าสุดเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการปล่อยแก๊สเรือนกระจก ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากข้อมูล 5 ปีย้อนหลัง 2557-2562 ปรากฏว่า ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิของโลกเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นถึง 1.04 องศาเซลเซียส

การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ “1 องศา” หมายถึงน้ำแข็งจากมหาสมุทรอาร์กติกจะละลายเร็วขึ้น ส่งผลให้กระแสน้ำเพิ่มสูง หมู่บ้านใกล้ทะเลอาจจมหายไปได้ นอกจากนี้พายุเฮอริเคนจะรุนแรงมากขึ้นแถวมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ ขณะที่ฝั่งตะวันออกของอเมริกาจะเกิดภาวะแห้งแล้งรุนแรง และในอนาคตอาจกลายเป็นทะเลทรายหรือแม้แต่พื้นที่การเกษตรทั่วยุโรปอาจไม่ได้ผลผลิตเหมือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะไร่องุ่นในฝรั่งเศสที่ผลิต “ไวน์” ส่งขายทั่วโลก

มีการประเมินว่า หากมนุษย์ยังหยุดโลกร้อนที่ 1 องศาไม่ได้ ปล่อยให้เพิ่มเป็น 2 องศา จะส่งผลให้หมีขั้วโลกไม่มีที่อยู่อาศัยต้องเสี่ยงสูญพันธุ์ไปด้วย โดยเฉพาะหมีที่อาศัยอยู่ในธารน้ำแข็งแถวกรีนแลนด์หรือแม้แต่สัตว์ตัวเล็กๆ อย่างแมลงที่ทำประโยชน์ในการผสมพันธุ์พืชหรือดอกไม้ต่างๆ ก็เสี่ยงสูญพันธุ์ไปด้วย เพราะต้นไม้ใหญ่ในป่าจะเผชิญอากาศแห้งแล้งจนใบไม้และลำต้น “อบกรอบ” กลายเป็นชนวนให้เกิดไฟป่าเผาไหม้มโหฬาร ส่งผลให้มนุษย์ขาดแคลนน้ำและอาหาร

หากปล่อยให้อุณหภูมิสูงขึ้น 3–4 องศา จะทำให้อากาศแปรปรวนรุนแรง หลายพื้นที่จะร้อนแห้งแล้งขาดแคลนน้ำ แต่บางพื้นที่กลับมีพายุลูกใหญ่พัดกระหน่ำจนน้ำท่วมลุกลามไปในพื้นที่ซึ่งไม่เคยมีน้ำท่วมมาก่อน หรือกลายเป็นเมืองบาดาลในพริบตา โดยเฉพาะพื้นที่ทวีปเอเชียต้องเฝ้าระวังพิเศษ เช่น จีน อินเดีย เนื่องจากอยู่ใกล้ภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่หลายแห่ง ฯลฯ

แน่นอนว่า คนรุ่นเก่า หรือผู้ใหญ่ในวันนี้ ที่เป็น “ผู้นำรัฐบาล” หรือ “นักการเมือง” อาจไม่ได้อยู่จนถึงวันที่โลกวิกฤติ แต่ กลุ่มที่จะโดนผลกระทบมากสุดคือ คนรุ่นลูก คนรุ่นหลาน…

ช่วงวันที่ 17-19 ตุลาคม 2562 ผู้นำรุ่นใหม่ในเอเชียร่วมมือกันจัดเวที Next Leader Asia Summit 2019 ที่สิงคโปร์ โดยมีองค์กรเอ็นจีโอ NELIS Global เป็นตัวกลางเชื้อเชิญ “ผู้นำคนรุ่นใหม่” ที่ประสบความสำเร็จในการทำกิจกรรมหรือโครงการลดโลกร้อนตั้งแต่ยังเป็นเด็กหรือเป็นเยาวชน มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมคิดไอเดียใหม่ๆ รวมถึงการจุดประกายความคิดให้เด็กรุ่นใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของผู้นำกิจกรรมลดโลกร้อน โดยไม่ต้องหวังพึ่งพาเพียงแค่ผู้นำประเทศเท่านั้น

Lekha Patmanathan สาวสิงค์โปร์เชื้อสายอินเดีย ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรด้านพลังงานสะอาด Nexergy เล่าถึงชีวิตในวัยเด็กที่พลิกผันให้มาสนใจเรื่องโลกร้อนว่า เนื่องจากวันหนึ่งคุณแม่พาไปซื้อไก่จากเล้าเพื่อเตรียมอาหารสำหรับงานเลี้ยง แล้วเจ้าของเชือดคอไก่ต่อหน้าต่อตาของเธอ ภาพเลือดพุ่งออกมาแล้วไก่ค่อยๆ ทรมานจนตายนั้น กลายเป็นภาพสะเทือนใจทำให้เธอตัดสินใจเลิกกินเนื้อสัตว์อย่างเด็ดขาด เปลี่ยนมาใช้วิถีมังสวิรัติตั้งแต่เด็กและเริ่มสนใจว่าสวนผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์แถวบ้านหายไปไหน ทำไมกลายเป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์หรือทำเกษตรกรรมอย่างอื่น ซึ่งล้วนแต่สิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติแบบดั้งเดิม

หลังจากตัดสินใจไปเรียนปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์ที่แคนาดา และเรียนต่อปริญญาโทเกี่ยวกับภูมิทัศน์พลังงานทดแทนในท้องถิ่น “Lekha” ได้ทุ่มเททดลองพัฒนาวิธีติดตั้ง “โซลาร์พีวี” หรือพลังงานสะอาดแทนการใช้เชื้อเพลิงที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก และเน้นการผลิตนวัตกรรมลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน พร้อมกับเผยแพร่สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ออกไปโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อให้มนุษย์โลกมีโอกาสใช้พลังงานสะอาดร่วมกัน

เช่นเดียวกับ โอลิเวียร์ บอส หนุ่มน้อยนักคอมพิวเตอร์จากอัมสเตอร์ดัม ที่ก่อตั้ง มูลนิธิ Meshminds เพื่อทำสตูดิโอเทคโนโลยีอิมเมอร์ซีฟ (Immersive Technology) จำลองสภาพแวดล้อมให้เสมือนจริง เพราะเขาอยากใ­­ห้มนุษย์มีจินตนาการในการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมแบบ “ความจริงเสมือน” เช่น ทำรูปโปรไฟร์ตัวเองเสมือนยืนอยู่ใต้มหาสมุทร มีปลาและสัตว์น้ำน่ารักว่ายไปมาข้างๆ

“พวกเราเริ่มจากการใช้เทคโนโลยีสร้างสรรค์ความคิด ทำให้คนดื่มด่ำกับความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ตอนนี้กำลังร่วมมือกับองค์กรสหประชาชาติ (UN Environment) ช่วยกันระดมเทคโนโลยีที่ผสมผสานศิลปะเข้ากับความเป็นจริง ทำเป็น 3 มิติหรือใช้หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ และมีกองทุนช่วยเหลือศิลปินด้วย เช่น สร้างแมวอวกาศ (AstroCat) ที่มาจากอนาคตเพื่อเตือนมนุษย์โลกให้สนใจดูแลสิ่งแวดล้อม

ในอนาคตหนุ่มน้อยโอลิเวียร์ มีโครงการจะทำในเซี่ยงไฮ้และเมืองไทยด้วย ชื่อ โครงการ “Please insert Human” ซึ่งมีความหมายประมาณว่า โปรดกรุณาแทรกมนุษย์เข้าไปด้วย โดยการเชิญชวนศิลปินโปรแกรมเมอร์ สร้างผลงานเรื่องสั้นบนโลกเสมือนจริงคอมพิวเตอร์ด้วยเทคโนโลยี 3D และ VR หรือแบบ 3 มิติกับวิดีโอ 360 องศา เพื่อแบ่งปันเรื่องราวในวัฒนธรรมท้องถิ่นที่แตกต่างกัน

ล่าสุดทีมอาสาสมัครจาก “ชมรมเครือข่ายนักสื่อสารข้อมูลเชิงลึกแห่งประเทศไทย” หรือ “ทีดีเจ” ได้สืบค้นหาฐานข้อมูลเชิงลึกอุณหภูมิเฉลี่ยประเทศไทยย้อนหลัง 30 ปี จนพบว่าปัจจุบันอากาศประเทศไทยมีแนวโน้ม “ร้อนมากขึ้น” อย่างต่อเนื่องประมาณ 3–4 องศา

เมื่อประเทศไทยร้อนมากขึ้น “เยาวชนคนไทย” ซึ่งมีความสามารถไม่แพ้ชาติอื่นนั้น ก็ควรเข้ามาร่วมกันแชร์ไอเดียใหม่ๆ ช่วยกันลดโลกร้อนด้วยเช่นกัน หน่วยงานเอกชนหรือองค์กรภาคประชาชนที่สนใจ ควรรีบเข้าไปสนับสนุนพวกเขาอย่างจริงจัง

เมื่อนักการเมืองไม่สนใจ รัฐบาลดีแต่พูด นักธุรกิจเห็นแก่เม็ดเงิน
คงต้องฝากความหวังไว้ที่คนรุ่นใหม่เหล่านี้ เพราะพวกเขาคือผู้ที่จะอาศัยอยู่บนโลกนี้ต่อไปในอนาคต !

ตะลึง…คดีโกงออนไลน์สถิติพุ่งเป็นเท่าตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399569?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตะลึง…คดีโกงออนไลน์สถิติพุ่งเป็นเท่าตัว

18 พฤศจิกายน 2562 – 13:40 น.
ฉ้อโกงออนไลน์
เปิดอ่าน 1,816 ครั้ง

ตะลึง…คดีโกงออนไลน์สถิติพุ่งเป็นเท่าตัว คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

แม้จะมีข่าวให้เป็นกรณีศึกษา มีการเตือนภัยอยู่ตลอดเวลา ทว่ายังมีคดี “ฉ้อโกงออนไลน์” เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน หนำซ้ำยังเพิ่มเป็นทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งล่าสุด “ตำรวจไซเบอร์” กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ยังแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนระมัดระวังป้องกันตัวอีกครั้งเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของบุคคล หรือแก๊ง “โจรออนไลน์”

อ่านข่าว …  ‘แชร์ลูกโซ่’ เหยื่อไม่เคยหมด ความโลภไม่มีประมาณ
เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองผบก.ปอท.ในฐานะ โฆษก บก.ปอท. เปิดเผยว่า ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ปอท. พบมีสถิติการรับแจ้งความเกี่ยวกับคดีถูกฉ้อโกง หลอกให้โอนเงินผ่านออนไลน์สูงขึ้นมากเป็นเท่าตัว เทียบแต่ละเดือนคิดเป็นจำนวนกว่า 100% ซึ่งเป็นอัตราที่น่าตกใจมาก ซึ่งคนร้ายจะคิดหาวิธีการ หรือมุกแปลกๆ มาใช้หลอกลวง โดยล่าสุดตอนนี้ที่มีการแพร่ระบาดเป็นการแฮ็กหรือปลอมไลน์เป็นเพื่อน ญาติ หรือคนรู้จัก แล้วส่ง “คิวอาร์โค้ด” ให้เหยื่อที่เป็นเพื่อนในไลน์ช่วยชำระเงินค่าสินค้าแทนให้ก่อนแล้วจะโอนเงินคืนให้ภายหลัง เมื่อเหยื่อเห็นคิวอาร์โค้ดส่งมาให้ก็ไม่ทันได้คิด ไม่ได้ตรวจสอบกลับไปยังคนขอก่อนว่าเป็นตัวจริงหรือเปล่า พอสแกนคิวอาร์โค้ดปุ๊บก็เป็นการชำระเงินค่าสินค้าที่คนร้ายช็อปปิ้งได้สินค้านั้นไปเรียบร้อย

“ตอนนี้มีผู้เสียหายทำนองเดียวกันมาแจ้ง ปอท.เยอะมาก จึงอยากจะเตือนให้ระมัดระวัง ขอให้ตรวจสอบ ถามกลับไปด้วยการคุยด้วยเสียงหรือวิดีโอคอลเห็นหน้ายืนยันตัวตนว่าเป็นคนขอมาจริง ไม่ใช่คนร้ายแฮ็กมาหรือปลอมไลน์มา นอกจากนี้ยังพบอีกว่าคนร้ายจะใช้วิธีการให้ซับซ้อนและดูแนบเนียบ ด้วยการโทรเข้ามาหาเหยื่อก่อน แต่ไม่พูดอะไร หรือตัดสายทันที จะมีมิสคอลโชว์ให้เหยื่อเห็น กรณีแบบนี้แสดงว่าคนร้ายแฮ็กเอาบัญชีเฟซบุ๊กและบัญชีไลน์ไปได้แล้ว จากนั้นโทรศัพท์เข้ามาแต่ไม่พูด อยู่ 2-3 ครั้ง หลอกให้เหยื่อหลงเชื่อคิดว่าเป็นตัวจริง แต่ไม่สามารถใช้โทรศัพท์ได้ ระบบไม่ดี สัญญาณรบกวน จากนั้นเขียนข้อความแชทมาบอก เมื่อเหยื่ออ่านแล้วจะหลงเชื่อว่าเป็นตัวจริงก็จะชำระค่าสินค้าหรือโอนเงินให้ในรูปแบบต่างๆ ไป” พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ อธิบาย

นอกจากการหลอกชำระแทนผ่านคิวอาร์โค้ด หลอกลวงยืมเงินในรูปแบบต่างๆ โอนเข้าบัญชีธนาคารบ้าง หรือโอนเข้ากระเป๋าตังค์อีเล็คโทรนิคที่มีในโลกออนไลน์แล้ว ยังมีการถูกหลอกอยู่เยอะ คือการหลอกให้โหวต ซึ่งคนร้ายส่งลิงก์มาให้พร้อมกับขอร้องช่วยเข้าไปกดโหวตคะแนนให้ลูกหลานที่กำลังประกวดต่างๆ นานา เมื่อกดลิงก์ไปก็จะมีหน้าต่างขึ้นมาบอกให้ใส่ยูสเซอร์เนม พลาสเวิร์ด หากหลงกลใส่ให้คนร้ายก็จะได้ข้อมูลส่วนตัวไปทำการยึดเฟซบุ๊กหรือไลน์ จึงต้องย้ำเตือนว่าให้ระมัดระวังอย่าไปกดลิงค์แปลกๆ หรือกดไปแล้วจะต้องใส่ยูสเซอร์เนมหรือพลาสเวิร์ดก็อย่าไปใส่ เราจะตกเป็นเหยื่อคนร้ายถูกแฮกได้ จากนั้นคนร้ายก็จะเอาไปสร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนๆ ในการถูกหลอกยืมเงินได้

เช่นเดียวกับ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ก็ได้ออกมาเตือนภัยให้ระวัง “ไลน์ ออฟฟิเชียล แอคเค้าท์ (Line Official Account)” ปลอม! เนื่องจากเริ่มมีกลุ่มมิจฉาชีพทำขึ้น เพื่อหลอกให้เหยื่อโอนเงิน หรือหลอกขอข้อมูล ซึ่งแนวทางป้องกันง่าย คือ 1.เช็กก่อนอย่าเพิ่งเชื่อ อย่าดูแค่เลขสมาชิก หรือโปรไฟล์รูป เพราะส่วนนี้สามารถปลอมแปลงได้ 2.มองหาสัญลักษณ์โล่ โดยถ้ามีโล่สีเขียว หรือโล่สีน้ำเงิน แสดงว่าเป็น Account จริงแน่นอน ที่ผ่านการรับรองจาก Line แล้ว โดยโล่สามารถดูได้ที่หน้าโปรไฟล์ของ Line Official Account และโล่ของจริงจะต้องแสดงบนพื้นหลังขาวเท่านั้น และ 3.หากเจอ Account ปลอม สามารถรายงาน (Report) ได้ง่ายๆ คือกดปุ่มขวาบนของห้อง Chat เลือกการตั้งค่า และกดรายงานปัญหา ทั้งนี้ใครที่โดนโกงและมีหลักฐานการกระทำความผิด สามารถแจ้งได้ที่ https://contact-cc.line.me/ ที่สำคัญให้ทุกคนพยายามอัพเดทและรักษารหัสส่วนตัวให้ดี และหากใช้ Line ผ่านอุปกรณ์อื่นๆ อย่าลืมกด log out ทุกครั้ง

เหรียญมีสองด้าน ดาบมีสองคม เทคโนโลยีมีประโยชน์แต่ก็มีโทษเหมือนกัน ฉะนั้นใช้สติ มีความรอบคอบ อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ ไม่เช่นนั้นคุณจะเป็นเหยื่อรายต่อไป..!!

นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399608?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรน้ำ

18 พฤศจิกายน 2562 – 13:07 น.
นวัตกรรม,ทรัพยากรน้ำ
เปิดอ่าน 474 ครั้ง

นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรน้ำ คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

หลังจากมีการก่อตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เมื่อปี 2560 ประเทศไทยเริ่มมีหน่วยงานควบคุมและเป็นหน่วยงานกลางที่จะเชื่อมบูรณาการหน่วยงานต่างๆ เข้าด้วยกัน พร้อมกันนี้ก็มีแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580) ซึ่งเป็นกลไกสนับสนุนการทำงาน แต่ยังคงต้องอาศัยภาคีด้านการวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อช่วยในการขับเคลื่อน

อ่านข่าว…  2ปีสทนช.กับเป้าหมายบริหารจัดการน้ำยั่งยืน

“สิ่งที่เราต้องการคือ นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการเข้ามาช่วยเหลือ มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน เพราะต้องการให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ได้จริง ถ่ายทอดลงสู่ภาคปฏิบัติหรือในท้องถิ่นแต่ละพื้นที่ได้” ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าวเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ในงานประชุม “Water Diplomacy: where Local Wisdom meets International Excellence” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เรื่องบริหารจัดการน้ำ โดยนำผลงานวิจัยของจุฬาฯ และบทเรียนจากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้สำหรับการจัดการแหล่งน้ำในประเทศไทย

ผศ.ดร.อักษรา พฤทธิวิทยา จากภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในผู้ร่วมนำเสนอผลงานวิจัย กล่าวว่า การร่วมมือกันระหว่าง สทนช. กับจุฬาฯ ถือเป็นความก้าวหน้าทางวงการวิชาการ เพราะเดิมการบริหารจัดการเรื่องน้ำจะถูกแยกส่วนกัน ไม่ได้บูรณาการกันอย่างที่ควรจะเป็น

“การทำงานร่วมกับ สทนช. ซึ่งเป็นองค์กรดูแลน้ำในภาพรวมทั้งหมดทำให้งานวิจัยของเราได้ใช้ประโยชน์ตรงจุด เพราะในทางวิชาการน้ำบริเวณผิวดินและน้ำใต้ดินเราจะแยกกันไม่ได้ ที่ผ่านมาประเทศไทยถือว่าต่างคนต่างทำ การมี สทนช.ทำให้งานวิจัยเราตอบโจทย์การบริการจัดการในภาพรวม วางแผนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด” อาจารย์อักษรากล่าว

เพื่อตอบรับนโยบายการพัฒนานวัตกรรมการบริหารทรัพยากรน้ำ จุฬาฯ จึงทำแบบจำลองแนวทางการจัดการน้ำและนำนวัตกรรมที่สร้างมาจากงานวิจัยมาใช้พัฒนาแหล่งน้ำและชุมชน โดยเน้นตอบโจทย์ 3 ด้าน ได้แก่ 1.ความมั่นคงด้านน้ำ 2.การนำไปใช้เพื่อการอุปโภคและการบริโภค และ 3.การดูแลคุณภาพน้ำ

ตัวอย่างนวัตกรรมที่นำไปใช้ได้จริง ได้แก่ แผนที่แสดงความเสี่ยงการปนเปื้อนของสิ่งปฏิกูลลงสู่แหล่งน้ำ จากน้ำผิวดินลงสู่น้ำใต้ดิน ซึ่งจะเป็นภัยคุกคามต่อคุณภาพน้ำ “คำถามของเราตั้งต้นที่ว่า คลองในประเทศไทยทำไมเราไม่ใสสะอาดเหมือนในต่างประเทศ เพราะว่าของเราปนเปื้อนน้ำเสีย ซึ่งน้ำเสียบนดินเหล่านี้เป็นภัยคุกคามต่อแหล่งน้ำใต้ดิน เมื่อแหล่งน้ำใต้ดินมีการปนเปื้อน ก็ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำของประเทศไทย”

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทีมวิจัยจากจุฬาฯ จึงริเริ่มโครงการแผนที่ความเสี่ยง (Risk Map) ซึ่งชี้ให้เห็นจุดเปราะบาง หรือแหล่งน้ำในสถานที่ที่ต้องการการแก้ไขหรือต้องการการดูแลเป็นพิเศษกว่าจุดอื่นๆ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการใช้พื้นที่เสี่ยงในการน้ำมาใช้ในเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการวางผังเมือง

นอกจากนี้ยังนำเทคโนโลยีดาวเทียมมาใช้ในการประมาณการปริมาณน้ำฝนที่จะตกในพื้นที่ และนำมาประมวลเป็นภาพใหญ่ ซึ่งสามารถช่วยวิเคราะห์ปริมาณแหล่งน้ำทั้งใต้ดินและบนดิน เป็นการช่วยเฝ้าระวังและวางแผนป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในแต่ละท้องถิ่น ขณะเดียวกัน ก็สามารถรายงานสถานการณ์ปัญหาของในพื้นที่ไปยังหน่วยงานส่วนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ความท้าทายหลักที่จะต้องตอบโจทย์ในขณะนี้ คือการบริหารจัดการอุปสงค์-อุปทานเรื่องน้ำให้สมดุล เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไทยเผชิญกับความเจริญเติบโตของเมือง และการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ ทำให้ยากต่อการจัดการ

“ตัวอย่างเช่น เขื่อนที่สร้างมาปัจจุบันนี้ตอบโจทย์ปริมาณฝนที่เกิดขึ้น ณ เวลาในอดีต แต่ปัจจุบันสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ฝนไปตกจุดอื่น เช่นไปตกท้ายเขื่อนแทน ดังนั้นปริมาณน้ำก็จะไม่เท่าเดิม เราพยายามสร้างวิธีการรับมือบริหารจัดการน้ำที่ต้องคำนึงถึงความเปลี่ยนแปลง ณ ตรงนี้”

ประเด็นสำคัญที่สุดคือภายใต้สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ประเทศจะต้องเตรียมรับมือกับความต้องการใช้น้ำของสังคมในปัจจุบัน ทั้งส่วนการผลิตและการอุปโภคบริโภคอย่างไร

“ต้องเข้าใจถึงความต้องการน้ำของประเทศเรา ทั้งการใช้เพื่อยังชีพและการผลิต โดยศึกษาว่าภาคส่วนไหนใช้น้ำมากน้อยเพียงใด เพราะทุกวันนี้เราขับเคลื่อนประเทศด้วยน้ำ เรามีภาคเศรษฐกิจน้ำ แต่เราตระหนักคุณค่าส่วนนี้น้อยมาก และยังปล่อยให้น้ำมีการปนเปื้อนก่อนปล่อยคืนสู่แหล่งธรรมชาติ ตรงจุดนี้คือความท้าทายอันใกล้ และเป็นปัญหาใหญ่ที่เราต้องช่วยกัน” อาจารย์อักษรากล่าวทิ้งท้าย

รอดหรือไม่รอดก็ยังอยู่ไม่เป็นสุข #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399545?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รอดหรือไม่รอดก็ยังอยู่ไม่เป็นสุข

18 พฤศจิกายน 2562 – 11:25 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,ศาลรัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 1,640 ครั้ง

รอดหรือไม่รอดก็ยังอยู่ไม่เป็นสุข คอลัมน์…  โดย อสนีบาต aussaneebard @hotmail.com

อุณหภูมิการเมืองกลับมาร้อนแรงอีกครั้งในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่(อนค.) กรณีการถือครองหุ้นสื่อมวลชน บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด เข้าข่ายขัดคุณสมบัติความเป็น ส.ส.หรือไม่

อ่านข่าว…  วิบากกรรมหรือกรรมไล่ล่า ธนาร

เพื่อให้แฟนคลับทางการเมืองที่ติดตามลุ้นคดีเข้าใจความเป็นมาเป็นไป จึงขอสรุปอีกครั้ง

ปฐมเหตุแห่งคดี มาจากการตรวจสอบพบว่า “ธนาธร” ถือครองหุ้นสื่อซึ่งเป็นข้อห้ามการเป็น ส.ส. ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทำให้กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ยื่นคำร้องให้ศารธน.พิจารณา เมื่อศาล รธน.รับคำร้องได้ออกคำสั่งให้ “ธนาธร” หยุดปฏิบัติหน้าที่ ใช้เวลาต่อสู้คดีนาน 8 เดือน ซึ่งมาพร้อมวลีเด็ด ของ “ธนาธร” ที่ตอบข้อซักถามของศาล รธน.ในแต่ละประเด็นว่า “จำไม่ได้”

แต่สัปดาห์ที่ผ่านมา “ธนาธร” กลับมีความทรงจำอันแม่นยำด้วยการเปิดแถลงปิดคดี ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา “ไม่ได้มีความผิดจากการถือหุ้น ผิดที่ฝันเห็นประเทศก้าวหน้าไม่มีการรัฐประหาร อย่างนี้ถือเป็นความผิดเป็นบาปกรรมของผมหรือครับ” ธนาธร แถลงเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน จากนั้นไปจัดงาน “อยู่ ไม่ เป็น” ปราศรัยมีคนกลั่นแกล้งตนเองและพรรค อนค. ตามระเบียบ

เห็นได้ว่า แม้ศาลรธน.สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. แต่ “ธนาธร” ไม่หยุดเคลื่อนไหวทางการเมือง ยังทำหน้าที่หัวหน้าพรรค อนค. เดินสายรณรงค์แก้ไข รธน. พร้อมกับแสดงวิสัยทัศน์ เป็นกูรูด้านต่างๆ หลายเวที เพื่อหวังจะตรึงแฟนคลับ อนค.ให้อยู่หมัด แต่กลับกลายเป็นว่า สถานการณ์ของ อนค.ย่ำแย่ลงตามลำดับ

ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยให้ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการ อนค.และพวก มีบทบาทในสภา กลับไปนำเสนอประเด็นที่ล่อแหลม ทั้งการรวมหัวลงมติค้าน พ.ร.ก.กำลังพลฯ ทำให้มีสมาชิกพรรคแสดงความไม่เห็นด้วย และทยอยยื่นใบลาออกจากพรรค

ไม่เพียงแค่กรณีสมาชิกพรรคลาออกอย่างเดียว กลับมีอดีตผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ออกมาเปิดโปงความยุ่งเหยิงภายใน ทำให้สังคมได้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งของการบริหารกิจการพรรคที่มีการแบ่งชนชั้น แบ่งเกรด สายไฮโซและโลว์โซ

อนค.ตกอยู่ในสภาพสาละวันเตี้ยลง ทั้งการส่งผู้สมัคร ส.ส.เลือกตั้งซ่อม จ.นครปฐม ทั้งที่เคยเป็นแชมป์เก่าแต่พ่ายแพ้ให้แก่ เผดิมชัย สะสมทรัพย์ จากพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล สะท้อนถึงความนิยม ที่กำลังถดถอยลงมาตามลำดับ

อ้าว! กะว่าจะอธิบายถึงชะตากรรม “ธนาธร” เลยเถิดไปถึงเรื่องราว อนค.จนได้

ขอกลับมาที่การวินิจฉัยของศาล รธน.วันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ การวินิจฉัยจะมีสองทางเท่านั้น “รอด” หรือ “ไม่รอด” กรณี “ธนาธรรอด” ได้ไปต่อในฐานะส.ส. กับ “ธนาธรไม่รอด”  พ้นสภาพการเป็น ส.ส.

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะรอดหรือไม่รอด “ธนาธร” ยังตกอยู่ในสภาพ “ไม่ เป็น สุข” อยู่ดีครับ

กล่าวคือ ต้องติดตามคำวินิจฉัยศาล รธน.อีกด้วยว่า หากวินิจฉัย “ธนาธร” พ้นสภาพการเป็น ส.ส. จะโยงไปถึงกรณีความเป็นหัวหน้าพรรค ที่เซ็นรับรองผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคด้วยหรือไม่ ซึ่งสุ่มเสี่ยงนำไปสู่การยุบพรรค

ประเด็นนี้ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเมือง สถาบันพระปกเกล้า อาจารย์สติธร ธนานิธิโชติ ท่านให้ความเห็นความเชื่อมโยงไปถึงการยุบพรรคไว้ทำนองว่า กรณีการพ้นสภาพ ส.ส. แค่สมัยนี้สมัยเดียว เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ ธนาธร ก็ยังลงสมัครรับเลือกตั้งได้

ทว่า “คำวินิจฉัยโยงความผิดในฐานะหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ที่จะต้องรับผิดชอบเซ็นรับรองผู้สมัคร ส.ส. ด้วย ตรงนี้สุ่มเสี่ยงผิด พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง จะนำไปสู่การฟ้องยุบพรรคตามมาอีก ซึ่งจะต้องมีผู้ฟ้องต่อ กกต. และส่งให้ศาล รธน.วินิจฉัยยุบพรรคอีกครั้ง”

“ส่วนความผิดยุบพรรคนั้น คณะกรรมการบริหารพรรค 16 คน รวมถึง “ปิยบุตร แสงกนกกุล” จะต้องถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งแม้ รธน.ไม่ได้เขียนว่ากี่ปี แต่ศาลอาจเทียบเคียงกับคดียุบพรรคไทยรักษาชาติที่ถูกยุบไปก่อนหน้านี้ ที่เพิกถอนสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค 10 ปี”

หากศาล รธน.วินิจฉัยไม่พ้นสภาพความเป็น ส.ส. ทว่า “ธนาธรและชาวคณะ” ยังต้องเผชิญบรรดาคดีที่ค้างอยู่ในศาลรธน. กรณีผู้ยื่นคำร้อง อนค.ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่กระบวนการพิจารณาคดีนี้ยังต้องใช้เวลาพอสมควร รวมไปถึง มีผู้ร้อง กกต.สอบเรื่องพรรคอนค.กู้เงิน 191 ล้านบาทโดยมิชอบขัดต่อกฎหมายพรรคการเมือง และยังมีการตั้งเรื่องเงินบริจาคเข้าพรรคอนค.ที่มาโดยมิชอบอีก

ขอเติมสักหน่อย เท่าที่ …อสนีบาต…สืบทราบจากมิตรสหาย มีการเตรียมจัดหาพรรคอะไหล่ไว้เหมือนกัน นี่ไม่ใช่แค่ข่าวลือ แต่เป็นข่าวต้องเตรียมการให้พร้อม

  ถึงได้บอก รอดหรือไม่รอด “ธนาธรและคณะ” อยู่ไม่เป็น…สุข ครับ