สื่อของใคร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399578?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สื่อของใคร

18 พฤศจิกายน 2562 – 11:09 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,สื่อสารมวลชน
เปิดอ่าน 2,397 ครั้ง

สื่อของใคร คอลัมน์ : ที่นี่ไม่มีความลับ  โดย : เอราวัณ

มีคำถามทั้งในวงการสื่อสารมวลชนและผู้ติดตามสื่อทั่วไป ว่าทำไม “มติชนเปลี่ยนไป”เลือกข้างยืนหยัดในกลุ่ม “เสื้อแดง” สนับสนุนแนวทางนี้ตั้งแต่มีรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร จนถึงยุคน้องสาว อย่าง “ถลำตัว” เรื่องการได้งบประมาณสำหรับสนับสนุนสื่อในเครือให้อยู่รอดทั้ง 2 ยุค “ชินวัตร” เป็นเรื่องหนึ่งที่ไม่ว่ากัน เพราะแล้วแต่ “ความพึงพอใจ” และ“ความคุ้มค่า” ของผู้ให้และความ “อยู่รอดของผู้รับ”

อ่านข่าว… ระทึก

แต่ “มติชน” ทำตัวเป็นสื่อเลือกข้างและสนับสนุน “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ทางการเมืองอย่างโจ๋งครึ่ม เท่าที่นับได้เฉลี่ย สื่อ online ในเครือมติชน จะนำเสนอข่าวของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไม่ต่ำกว่าวันละ 30 ข่าว พร้อมกับมี comment เชียร์ต่อท้ายทุกข่าว ข่าวละหลาย comment ราวกับมีกองทัพมาเพื่อสร้างกระแส จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำให้ ชายหนุ่มคนนี้ กระหึ่มในโลก online

แต่พอเข้าไปดูโครงสร้างผู้ถือหุ้น “มติชน” (MATI) ก็ถึงบางอ้อ เเละพบว่า สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้เป็นมารดาของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 2 จำนวนถึง 35,836,000 หุ้น หรือ 19.33% ของหุ้นทั้งหมด และได้ส่งลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคือ ธนาธร เข้าไปเป็นกรรมการ(บอร์ด) บริษัท ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2556 ก่อนจะลาออกเพื่อมาตั้งพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2561 รวมระยะเวลากุมบังเหียน “มติชน” ทางตรงถึงเกือบ 5 ปี แต่ถึงแม้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จะโบกมือลาไปเล่นการเมือง สัดส่วนการถือหุ้นของ สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ในมติชน ยังไม่เปลี่ยนแปลง แม้ราคาที่ซื้อมาจาก อากู๋แกรมมี่ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2556 ในราคาหุ้นละ 11.11 บาท แล้ววันนี้ไถลรูดไปอยู่ที่ 4.88 บาทต่อหุ้น(ราคา ณ วันที่ 21 มีนาคม 2562) แต่สัดส่วนการถือครองของ “จึงรุ่งเรืองกิจ” ไม่เปลี่ยนแปลง 00.
ข้อน่าสังเกตเพิ่มเติมต่อการได้มาของหุ้น บิ๊กล็อต ที่ สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ (ซื้อมาจากเครือแกรมมี่ของไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ตั้งแต่ปี 2556 ขณะนั้นแกรมมี่ขายหุ้นล็อตใหญ่ที่ถืออยู่ทั้งสิ้น 22.12 % โดยมี สมพร มาถือไว้ 18.51% และ วราภรณ์ พวงเรืองศรี กับศิริชัย จรุงสถิตพงศ์ มาซื้อรวมกันอีก 3.61% เมื่อรวมกับของ สมพร จึงรุ่งเรืองกิจแล้วเท่ากับสัดส่วนที่แกรมมี่ขายพอดิบพอดี และตลอดเกือบ 6 ปี ทั้ง สมพร-วราภรณ์-ศิริชัย กอดหุ้น “มติชน” ในสัดส่วนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง นั่นสงสัยได้มั้ยว่าคือผู้ถือหุ้นกลุ่มก้อนเดียวกัน?

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ / สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ / ขรรค์ชัย บุนปาน 

ในคำลาลับจากการเป็น “บอร์ดมติชน” เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2561 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจกล่าวในช่วงท้ายว่า “หากต่อไปมติชนจะสนับสนุนผม ให้การสนับสนุนนั้นเป็นไปด้วยจุดยืนและการกระทำของผม ไม่ใช่เป็นเพราะเราเคยมีสัมพันธ์กัน ผมหวังว่าเส้นทางอนาคตข้างหน้าของเราจะกลับมาพานพบกันในวันที่สังคมไทยได้มาซึ่งประชาธิปไตย”  และวันนี้การนำเสนอข่าวสารทางการเมืองของ “เครือมติชน” คงเป็นสิ่งประจักษ์ยืนยันแล้วว่าได้สนับสนุนทายาทผู้ถือหุ้นอันดับ 2 อย่างเต็มกำลัง

คอลัมน์ : ที่นี่ไม่มีความลับ  โดย : เอราวัณ
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3455 ระหว่างวันที่ 24-27 มี.ค.2562 

“กำนันป้อ” เจ้าพ่อแป้งมัน เดิมพัน “แผลเก่า” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399549?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“กำนันป้อ” เจ้าพ่อแป้งมัน เดิมพัน “แผลเก่า”

18 พฤศจิกายน 2562 – 10:32 น.
เจาะประเด็นร้อน,กำนันป้อ,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล,พรรคภูมิใจไทย
เปิดอ่าน 2,125 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 18 พ.ย.62

***********************

เช้าวันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2562 “อภิชา เลิศพรชกมล” ..โคราช พร้อมด้วยนักการเมืองท้องถิ่นจาก อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา เข้าอวยพรแสดงความยินดีกับ “วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” รมช.พาณิชย์ เนื่องในโอกาสทำบุญวันคล้ายวันเกิดที่บริษัท แป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรม จำกัด ต.กุดโบสถ์ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา

ส.ส.อภิชา นำผู้นำท้องถิ่น อวยพรวันเกิดกำนันป้อ

กำนันป้อ” หรือวันนี้เป็น “รัฐมนตรีวีรศักดิ์” เพิ่งมีข่าวว่า ร..ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ จะตรวจสอบที่ดิน ส...ของ ส..พรรคภูมิใจไทย จ.นครราชสีมา โดยกำนันป้อบอกว่า ส่วนตัวไม่มีอะไรต้องกังวล ทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว เคลียร์ปัญหาตั้งแต่ก่อนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง 

แป้งมัน”การเมือง

ก่อนเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 สมรภูมิเมืองย่าโม “เนวิน ชิดชอบ” ผู้มากบารมีแห่งพรรคภูมิใจไทย จึงวางตัว “กำนันป้อ” วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล เป็นแม่ทัพใหญ่

เนื่องจาก “กำนันป้อ” มีศักยภาพสูงในพื้นที่ เขต 9 (.หนองบุญมากและเขต 10 (.ครบุรี.เสิงสางเพราะชาวไร่มันสำปะหลัง ได้พึ่งพาโรงงานแป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรม อ.เสิงสาง และโรงงานแป้งมันเอี่ยมรุ่งเรืองอุตสาหกรรม อ.หนองบุญมาก ในการรับซื้อผลผลิต 

กำนันป้อ และสุดาวรรณ ลูกสาวคนโต

ช่วงหาเสียง กำนันป้อขายแคมเปญ “ทำไร่มันเป็นบ่อนํ้ามัน” ซึ่งผลเลือกตั้งเป็นไปตามเป้าหมาย พรรคภูมิใจไทยกวาดทั้งเขต อภิชา เลิศพชรกมล เอาชนะบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ และเขต 10 พรชัย อำนวยทรัพย์ ลูกน้องคนสนิทกำนันป้อ ก็ชนะ “แรมโบ้อีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ 

ยลดา หรือแม่หน่อย มือทำงานมวลชน

ชาวบ้านแถวโคราชตอนใต้ จะรู้จักเสี่ยแป้งมันพันล้านในนาม “กำนันป้อ” ผู้มีบทบาททางสังคมหลายอย่างอาทิ ประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อ.เสิงสาง และกำนัน ต.กุดโบสถ์ อ.เสิงสาง ส่วนภรรยา “ยลดา” มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ชมรมทูบีนัมเบอร์วัน (เอี่ยมเฮง.เสิงสาง

แม่หน่อย” ยลดา มือทำงานมวลชน เจ้าของสโลแกน “ฮักนะบ่ทิ้งกัน” ..แรมโบ้อีสานรู้จักฝีไม้ลายมืออย่างดี 

ไร่มันกับ ส...

เสี่ยแป้งมันพันล้าน” ยังใช้กลยุทธ์มวลชน สร้างวิสาหกิจชุมชนคนรักการเกษตรเอี่ยมเฮง สนับสนุนผู้ประกอบการเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังแปลงใหญ่ อันไปตามนโยบายของรัฐบาล พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา (รัฐบาล คสช.)

เมื่อปี 2558 มีการลงนาม MOU โครงการยกระดับรายได้สมาชิกผู้ปลูกมันสำปะหลัง (มันแปลงใหญ่ระหว่างคู่สัญญาสำคัญคือ กำนันป้อ วีรศักดิ์” แห่งบริษัทแป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรม กับประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนรักการเกษตรเอี่ยมเฮง 

ส.ส.พรชัย ตัวแทนกำนันป้อ

โครงการนี้ใช้ทุนสนับสนุนที่ได้รับจากรัฐบาลกับบริษัทเอี่ยมเฮง รวมกว่า 100 ล้านบาท ไปจัดซื้อปัจจัยการผลิตปลูกมันสำปะหลังแปลงใหญ่ ด้วยระบบน้ำหยด ในที่ดินของบริษัท และที่ดิน ส...ของชาวบ้าน ที่อยู่บริเวณใกล้โรงงานแป้งมัน รวม 20,000 ไร่

ตรงประเด็น “ที่ดิน ส...” ที่นำมาทำโครงการปลูกมันสำปะหลังแปลงใหญ่นี่แหละ..น่าคิด 

ขยายฐานการเมือง

ปัจจุบัน กำนันป้อได้ลาออกจากตำแหน่งบริหารกลุ่มธุรกิจแป้งมัน แต่ยังเป็นที่ปรึกษาบริษัทในเครือเอี่ยมเฮง ซึ่งประกอบด้วย บริษัท แป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรม จำกัด ,บริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสานอุตสาหกรรม จำกัด ,บริษัท เอี่ยมรุ่งเรืองอุตสาหกรรม จำกัด และบริษัท เอี่ยมเฮง โมดิฟาย สตาร์ช จำกัด

จริงๆแล้ว ตระกูล “หวังศุภกิจโกศล” เคยมีบทบาทการเมืองในโคราช โดย “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” เป็น ส..โคราช สมัย และสามี “สมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” ก็เคยเป็น ส..นครราชสีมา

สมศักดิ์จิตรวรรณ” ได้ก่อตั้ง บริษัท เอี่ยมบูรพา จำกัด และตั้งโรงงานแป้งมันเอี่ยมบูรพา อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว เมื่อปี 2540 เพื่อรับซื้อหัวมันแถวชายแดนไทยกัมพูชา มาผลิตแป้งมัน 

จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล

วันนี้ พวกเขาได้ขยายโรงงานไปทางอีสานใต้ มีฐานใหญ่อยู่ที่โรงงานแป้งมันเอี่ยมอุบล อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี รวมทั้งเอี่ยมอำนาจเจริญ และเอี่ยมกันทรลักษณ์

เลือกตั้งเที่ยวที่แล้ว “กบ จิตรวรรณ” ถอยชั่วคราว ให้กำนันป้อลุยเอง และหันไปบุกเบิกโรงงานแป้งมันแถวอุบลราชธานีศรีสะเกษ ,อำนาจเจริญ และข้ามไป สปป.ลาว 

อนาคตข้างหน้า เธออาจปักหลักเล่นการเมืองที่ชายแดนอุบลใต้ ก็เป็นไปได้ 

ระทึก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399553?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระทึก

18 พฤศจิกายน 2562 – 10:10 น.
ศาลรัฐธรรมนูญ,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 1,385 ครั้ง

มาร่วมวิเคราะห์ กับ 3 บก. ในประเด็น ศาล รธน.จะอ่านคำวินิจฉัยคดีถือหุ้นสื่อ “วี-ลัค มีเดีย” ของ “ธนาธร” หน.พรรคอนาคตใหม่ อย่างไร

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์ กับ 3 บก. ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลาห้าโมงเย็น ทางเนชั่นทีวีช่อง 22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น “วีระศักดิ์ พงษ์อักษร” บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ “บากบั่น บุญเลิศ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น “ระทึก”

อ่านข่าว…  รอดหรือไม่รอดก็ยังอยู่ไม่เป็นสุข

 “บากบั่น” ตั้งคำถามว่า ไม่กี่วันข้างหน้านี้สถานการณ์การเมืองจะเป็นอย่างไร

  “สมชาย” ประเมินว่า การเมืองช่วงจากนี้มีเหตุระทึก คือวันที่ 20 พฤศจิกายน ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยคดีถือหุ้นสื่อ “วี-ลัค มีเดีย” ของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ว่าจะเข้าข่ายห้ามลงสมัครส.ส.ตามกฎหมายหรือไม่ เพราะเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันรับสมัคร ส.ส. แต่ธนาธรบอกว่าโอนหุ้นไปตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม จึงไปสมัคร ส.ส.ได้ แต่เอกสารที่กระทรวงพาณิชย์รับแจ้งการโอนหุ้นสื่อของธนาธรคือวันที่ 21 มีนาคม

ตรงนี้รอดูว่าศาลจะวินิจฉัยว่าวันที่สมัคร ส.ส. ธนาธรยังถือหุ้นหรือไม่

วันที่ 18 ตุลาคม ธนาธรบอกกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่าจำไม่ได้กับเหตุการณ์การโอนหุ้นและเหตุอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง

กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการตามขั้นตอนมาแล้ว และน่าจะมีคำตัดสินออกมาสองทางคือ

แนวทางแรก เพิกถอนสิทธิการสมัคร ส.ส. หากตัดสินแบบนี้ ธนาธรจะพ้นสภาพ ส.ส. เพราะขาดคุณสมบัติการสมัคร ส.ส. เนื่องจากยังมีหุ้นสื่อ โดยเลื่อนว่าที่ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์พรรคอนาคตใหม่ลำดับถัดไปขึ้นมาแทน แนวทางที่สอง ไม่เพิกถอนสิทธิการสมัคร ส.ส. หากเป็นแบบนี้ ธนาธรเข้าทำหน้าที่ ส.ส.ในรัฐสภาได้

หากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัดสินในแนวทางแรก นอกจากธนาธรมีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งแล้วนั้น จะมีกรณีตามมาคือคดีนี้ที่ กกต.สอบสวนแล้ว โดยรอคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในวันเวลาข้างต้นก่อนเพื่อพิจารณาแจ้งความเอาผิดในคดีอาญาว่าธนาธรแจ้งความเท็จและใช้เอกสารเท็จในการสมัคร ส.ส.

    “วีระศักดิ์” วิเคราะห์ว่า การต่อสู้คดีนี้ของธนาธรคืออ้างว่าโอนหุ้นไปก่อนสมัคร ส.ส. และการที่ไม่ไปขึ้นเงินเช็คจากการขายโอนหุ้นเพราะไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน ตั้งแต่วันที่เกิดเหตุนี้ ขั้นตอนการต่อสู้ในเรื่องนี้ราวเจ็ดเดือน และไม่กี่วันนี้จะรู้สถานะ ส.ส.ของธนาธร

    “บากบั่น” ตั้งคำถามว่า สิ่งที่โฆษกพรรคอนาคตใหม่ชี้แจงกิจกรรม “อยู่ไม่เป็น” นั้น จะมีแรงสะท้อนอะไรกับการชี้ชะตาของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ในไม่กี่วันข้างหน้านี้หรือไม่

    “สมชาย” กล่าวว่า การจัดกิจกรรม “อยู่ไม่เป็น” ของพรรคอนาคตใหม่ที่เกิดขึ้นล่าสุดนั้น บางคนตั้งคำถามว่าน่าจะเป็นการกดดันการตัดสินคดีของธนาธรในไม่กี่วันข้างหน้า แต่แกนนำพรรคอนาคตใหม่ชี้แจงแล้วว่าเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นให้ ส.ส.ของพรรคปราศรัย กิจกรรมนี้คือการรวมตัวของพรรคและผู้สนับสนุนพรรค และอ้างว่า ”อยู่ไม่เป็น” จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม จะไม่ทนกับปัญหาและสิ่งไม่ถูกต้องในสังคมเพื่อแก้ไข และสร้างสังคมใหม่ให้คนรุ่นต่อไป

ประเมินว่าหัวใจของกิจกรรมนี้คือ บอกสังคมว่าหากพรรคเกิดอุบัติเหตุใดๆ เพราะอยู่ไม่เป็น และกรณีนี้คงกดดันศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้

   “วีระศักดิ์” ตั้งประเด็นว่า กลางเดือนธันวาคมฝ่ายค้านระบุว่าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จะมีอะไรที่ระทึกทางการเมืองเกิดขึ้นบ้าง

 “บากบั่น” กล่าวว่า ฝ่ายค้านขอข้อมูลจากสังคมเพื่อประมวลการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแบบเป็นทางการเพื่อแสดงถึงการมีส่วนร่วมจากสังคม

   “สมชาย” ระบุว่า การที่ สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ประกาศขอข้อมูลการทุจริตการทำงานของรัฐบาลจากประชาชน กรณีนี้เป็นเรื่องปกติ เพราะทุกครั้งที่จะมีการอภิปรายก็ทำกันแบบนี้ แต่คราวนี้ฝ่ายค้านทำกรณีนี้อย่างเป็นทางการ แต่ข้อมูลจริงในการอภิปรายจะมาจากข้าราชการที่ไม่พอใจรัฐบาลที่โดนรังแก รวมทั้งผู้ที่โดนข่มเหงและแพ้การประมูลโครงการของรัฐบาล

เป้าหมายของฝ่ายค้านคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม อภิปรายนายกรัฐมนตรีเพราะเป็นหัวหน้ารัฐบาล, สมคิดเรื่องการดูแลด้านเศรษฐกิจ, ศักดิ์สยามในเรื่องการทำงานของกระทรวงคมนาคม และ พล.อ.อนุพงษ์เรื่องขยายสัญญารถไฟฟ้าบีทีเอส และอาจจะมีจำนวนรัฐมนตรีที่โดนอภิปรายมากกว่านี้

สิ่งที่ระทึกคือ การเมืองนั้นมีฝ่ายค้านและรัฐบาล ตอนนี้มีฝ่ายค้านอิสระเพิ่มมา และพรรคที่มี ส.ส. 1 คน จำนวน 5 พรรค โดยมี ส.ส. 8 เสียง ที่เคยร่วมหนุนตั้งรัฐบาลนี้ระบุว่า จะประชุมทุกวันจันทร์ และขอฟังข้อมูลฝ่ายค้านก่อน โดยพร้อมไม่ยกมือไว้วางใจรัฐบาล 8 ส.ส.กับสถานการณ์แบบนี้มีผลมากกับรัฐบาล และอาจเขย่าขวัญ 4 รัฐมนตรีได้

“วีระศักดิ์” ประเมินว่า 8 ส.ส.ที่ดำเนินการแบบนี้มีผลอย่างยิ่งกับการอภิปรายครั้งนี้

  “บากบั่น” ระบุว่า ทราบว่าฝ่ายค้านมีข้อมูลกันแล้ว โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงนั้น พล.อ.ประยุทธ์กับสมคิดโดนอภิปรายเรื่องนี้แน่นอน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และเมื่อ ส.ส. 8 เสียงประกาศทำแบบนี้มีผลทางการเมืองเป็นอย่างมาก รัฐบาลอาจจะแพ้ฝ่ายค้านได้ หาก 8 ส.ส.งดออกเสียงหรือไม่ไว้วางใจรัฐบาล

ทราบข้อมูลจากแกนนำพรรคเพื่อไทยว่า อภิปรายคราวนี้จะใช้ระเบิดนาปาล์มเพื่อให้รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำแกว่ง ถล่มจุดอ่อนที่สุด และหากมีการปรับบางพรรคออกจากครม.ชุดนี้ พรรคเพื่อไทยพร้อมร่วมรัฐบาลแต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญ และเป็นรัฐบาลสร้างชาติ แต่ควรรอดูท่าทีนายกรัฐมนตรีว่าจะตอบรับข้อเสนอนี้หรือไม่

ล่าสุด “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บอกว่า หากมีอะไรเกิดขึ้นกับรมว.คมนาคม อนุทินพร้อมออกไปด้วยนั้น แปลว่าอะไร ก่อนหน้านี้อนุทินก็เคยขู่ว่าหากการแบนสามสารพิษไม่เกิดขึ้น ครม. 4 คนพรรคภูมิใจไทยพร้อมถอยจากรัฐบาล

 “สมชาย” ประเมินว่า การแต่งตั้งและปรับครม.คืออำนาจของนายกรัฐมนตรี ภาษาการเมืองนั้น การที่อนุทินระบุแบบนี้แปลว่าขู่นายกรัฐมนตรีต่อสาธารณะ เพราะเรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ที่ผ่านมามีแต่การขู่ว่าอาจไม่ลงมติให้รัฐมนตรีที่โดนอภิปรายและขู่ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล

อนุทินคงจะมองว่าพรรคภูมิใจไทยตั้งอยู่บนความอยู่รอด/ไม่รอดของรัฐบาล ขอถามว่า หากอนุทินระบุว่าเชื่อใจ รมว.คมนาคมแบบนี้ อนุทิน และ 4 รัฐมนตรีที่โดนอภิปรายจะไม่ฟังข้อมูลของฝ่ายค้านบ้างหรือ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลจะไม่ฟังสิ่งที่ฝ่ายค้านอภิปรายเลยหรือ แม้รัฐมนตรีตอบฝ่ายค้านไม่ได้ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลจะลงมติอุ้มรัฐมนตรีต่อแบบไม่รับฟังคนอื่นและจะไม่พิจารณาเหตุผลเลยหรือ ทำงานการเมืองแล้วไม่เอาประโยชน์ชาติ เอาแต่พรรคพวก ควรกลับบ้านนอนดีกว่า

ตรงนี้ยังชื่นชม 8 ส.ส.ที่ระบุล่าสุดว่า ขอฟังสิ่งที่ฝ่ายค้านอภิปรายก่อนลงมติ

“บากบั่น” ตั้งประเด็นว่า สถานการณ์หลังอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นเช่นใด

   “สมชาย” กล่าวว่า ฝ่ายค้านอภิปราย 4 รัฐมนตรีแบบรายบุคคล ต้องลงมติ 4 ครั้ง นายกรัฐมนตรีคือ 1 ใน 36 รัฐมนตรี และ ส.ส.ต้องลงมติไว้วางใจ/ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีแบบรายบุคคล หากคะแนนของนายกรัฐมนตรีแพ้ฝ่ายค้านในสภา ยุบสภาทันที หากรัฐมนตรีคนใดมีคะแนนแพ้ฝ่ายค้านก็ต้องหลุดจากตำแหน่ง หรือรัฐมนตรีคนใดมีคะแนนไว้วางใจน้อยกว่าเพื่อน สังคมจะกดดันรัฐมนตรีคนนั้น

 “วีระศักดิ์” สรุปว่า 4 รัฐมนตรีคงระทึกกับเหตุข้างต้น

“บากบั่น” ตั้งประเด็นว่า ตอนนี้มีคำถามว่า “การเมืองแทรกแซงสื่อ หรือสื่อแทรกแซงการเมือง” เพราะรายการนี้เคยวิเคราะห์การอภิปรายไม่ไว้วางใจ 4 รัฐมนตรี แต่พรรคภูมิใจไทยกลับแจ้งความกับรายการนี้และยังใช้เวทีสภาผู้แทนราษฎรกล่าวถึงรายการนี้ ขอถามว่า สื่อมวลชนมีพลังแทรกแซงการเมืองหรือ ยืนยันว่า หน้าที่สื่อมวลชนคือตรวจสอบนักการเมืองและทุกฝ่าย

 “สมชาย” ระบุว่า สื่อมวลชนมีหน้าที่ตรวจสอบความจริง เครือเนชั่นหารือกับนักลงทุนและผู้ถือหุ้นใหญ่ในการประชุมวิสามัญบริษัทเกี่ยวกับการเพิ่มทุนแล้ว แต่กลุ่มการเมืองบางกลุ่มมาแทรกแซงผู้ที่จะมาร่วมเพิ่มทุนจนต้องเลื่อนการประชุมไป และบางพรรคกลับออกมาแสดงความเห็นเรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันไม่เคยมีการทำแบบนี้ในรัฐสภา

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแจ้งรายงานเหตุอุกฉกรรจ์และสะเทือนขวัญกรณีที่พรรคภูมิใจไทยแจ้งความรายการนี้ และรายงานต่อนายกรัฐมนตรี รมว.มหาดไทย และ ผบ.ตร. ยืนยันว่าที่ผ่านมามีแต่ฝ่ายการเมืองแทรกแซงสื่อมวลชนและข้าราชการ ที่ผ่านมานักการเมืองบางคนใช้กฎหมายฟอกเงินตรวจสอบสื่อมวลชนและนักการเมืองบางคนยังอยู่เบื้องหลังการปิดล้อมสำนักงานของเครือเนชั่นมาแล้ว

ตรงนี้ขอยืนยันว่าจะทำหน้าที่สื่อมวลชนต่อไป

  “วีระศักดิ์” กล่าวสรุปว่า ยืนยันว่าจะตรวจสอบนักการเมืองต่อไป

สัญญาณอันตราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399544?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สัญญาณอันตราย

18 พฤศจิกายน 2562 – 08:13 น.
เลิกจ้าง,ว่างงาน,สัญญาณอันตราย
เปิดอ่าน 745 ครั้ง

สัญญาณอันตราย บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2562

สถานการณ์การเลิกจ้างงานในประเทศไทย 2562 น่าเป็นห่วงไม่น้อย หลังจากมีการเปิดเผยตัวเลขการว่างงาน สูงที่สุดในรอบ 2-3 ปี โดยเฉพาะสถานการณ์การเลิกจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมของประเทศที่พบว่า ครึ่งปีหลังมีโรงงานใหญ่หลายแห่งปิดตัวลง และลอยแพพนักงานหลายร้อยคน เหตุจากเศรษฐกิจประเทศถดถอยเป็นผลมาจากทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการมีกำไรจากการส่งออกลดลง ต้นทุนสูงขึ้นแต่รายได้ลดลง รวมทั้งสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา-จีน ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่งผลให้จีดีพีหลายประเทศร่วงอย่างหนัก ทั้งยุโรป หรือชาติยักษ์ใหญ่ในเอเชีย รัฐบาลประเทศต่างๆ ก็มีการออกมาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจ และการที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวนี้ ถึงขั้นที่ไอเอ็มเอฟออกมาประกาศว่า มีประเทศกว่าร้อยละ 90 ที่ได้รับผลกระทบนี้ รุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา รวมถึงประเทศไทยด้วย

อ่านข่าว… หม่อมเต่า ไม่ห่วงเลิกจ้าง รง.เปิดใหม่สูงกว่าปิด 2 เท่า
เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ให้เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวตาม โดยเฉพาะกลุ่มซัพพลายเออร์ขนาดเล็กที่ผลิตเพื่อส่งออกได้รับผลกระทบมาก ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลโดยกระทรวงการคลังได้ออกมาตรการดูแลเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบรุนแรง และทำให้เห็นว่ายังมีความจำเป็นที่รัฐบาลต้องกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจโลกจะยังชะลอตัวต่อไป ขณะเดียวกันหน่วยงานอื่น เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาตรการสนับสนุนเงินทุนไหลออกเพื่อดูแลเศรษฐกิจอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งถือเป็นการร่วมมือกันในการประคองเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยมีเป้าหมายให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบให้น้อยที่สุด หากเราปล่อยไปตามน้ำ ไม่ทำอะไรเลยเศรษฐกิจก็จะแย่ลงกว่านี้ แต่จะให้พูดเต็มปากว่าเศรษฐกิจไม่ดีก็ไม่ใช่ แต่จะพยายามให้ดีที่สุด ซึ่งการออกมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมาถือเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลเศรษฐกิจ

การใช้ยาแรงทั้งลดดอกเบี้ยและแจกเงินในโครงการชิมช้อปใช้เข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ ตามมาด้วยโครงการ 100 เดียวเที่ยวทั่วไทย หวังกระตุ้นการท่องเที่ยว ท่ามกลางคำถามมากมายว่าเม็ดเงินราว 19,000 ล้านบาทนี้จะถึงมือรากหญ้าที่เป็นเป้าหมายอย่างแท้จริงสักเท่าไร และหากผู้เข้าร่วมโครงการเอาเงินไปจับจ่ายใช้สอยซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันตามห้างดังต่างๆ กลายเป็นว่ามาตรการชิมช้อปใช้นี้ ก็วนเงินกลับเข้าสู่นายทุนเหมือนเดิม จึงกลายเป็นความกังวลว่าหากนโยบายที่รัฐบาลหวังจะให้เศรษฐกิจดีขึ้นกลับไม่ประสบความสำเร็จ ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้รู้สึกว่าดีขึ้น การค้าขายตกต่ำ บรรดาผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายใหญ่ประสบปัญหา ลูกค้าหดหาย ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ รัฐบาลจะมีไม้เด็ดอะไรออกมาอีก

เศรษฐกิจโลกที่อยู่ในวัฏจักรชะลอตัวเริ่มมีสัญญาณการจ้างงานลดลงเป็นความเสี่ยงต่อตลาดแรงงานไทย โดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่ประมาณ 5.24 แสนคน อาจต้องประสบปัญหาภาวะว่างงานสูงขึ้น สำหรับการว่างงานของไทยอยู่เป็นอันดับ 7 จาก 181 ประเทศทั่วโลก คิดเป็นอัตราว่างงานเฉลี่ยร้อยละ 1.2 หรือประมาณกว่า 400,000 อัตรา มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาเป็นระยะๆ ส่วนใหญ่เป็นการแก้ปัญหาแค่ระยะสั้นๆ ไม่มั่งคั่งยั่งยืน ไม่ได้สร้างงาน ดังนั้นภาครัฐ ภาคธุรกิจ ตลาดแรงงาน และภาคการศึกษา ทุกฝ่ายต้องตื่นตัว มีการตั้งรับและวางแผน รวมถึงบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนตนเอง องค์กรและประเทศไทยก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน นับว่าเป็นความท้าทายที่ทุกภาคส่วนต้องรับมือให้ทันกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไป

ดราม่า2.2ล้านล้านบาท เชื่อ’บิ๊กตู่’แค่โยนหินถามทาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399525?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดราม่า2.2ล้านล้านบาท เชื่อ’บิ๊กตู่’แค่โยนหินถามทาง

17 พฤศจิกายน 2562 – 20:10 น.
ดราม่า22ล้านล้าน,่ บิ๊กตู่,นายชาลี ลอยสูง,ปล่อยกู้่,เงินประกันสังคม
เปิดอ่าน 683 ครั้ง

ค้านปล่อยกู้เงินกองทุนประกันสังคม”ชาลี”เชื่อดราม่า 2.2ล้านล้านบาท “บิ๊กตู่” แค่โยนหินถามทาง ชี้เสี่ยงกองทุนล่ม-ผิดกฏหมาย แนะรื้อบอร์ดใหม่ หลังม.44ไม่เคยเปลี่ยน

กลายเป็นประเด็นดราม่าในสังคมไทย หลังพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการนำเงินกองทุนประกันสังคม ให้ผู้ประกันตนกู้ยืมเพื่อลงทุนทางสังคมหรือตามความจำเป็นอื่นๆนั้น

อ่านข่าว :  “คสรท.-สรส.”บุกทำเนียบวันแรงงานทวงถาม 10 ข้อเสนอ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ “นายชาลี ลอยสูง”  รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)เปิดเผยกับ “เว็บไซด์คมชัดลึก” ว่า ตามพ.ร.บ.ประกันสังคมฯ ไม่สามารถนำเงินมาปล่อยกู้ให้ผู้ประกันตนได้ เพราะผิดกฏหมาย อีกทั้งหากทำเช่นนั้นจะเกิดปัญหาผู้ประกันตนหลั่งไหลเข้ามากู้และสุดท้ายจะกระทบกองทุนภาพรวมอาจล่มได้ไปจนถึงเงินบำนาญของผู้ประกันตนทุกคน

 “ดังนั้นหากจะปล่อยกู้ให้กับผู้ประกันตนและคิดดอกเบี้ยนั้นผมไม่เห็นด้วย เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์การเลิกจ้างมีมากขึ้น  จึงไม่รู้ว่าหากกู้ไปแล้วจะเอาเงินที่ไหนจ่ายคืน แต่จะสนับสนุนหากเป็นในลักษณะของการนำเงินบำเหน็จบำนาญบางส่วนมาใช้โดยมีเงื่อนไข แต่ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อถึงวันรับเงินบำนาญเงินจะลดน้อยลงเพราะต้องหักส่วนที่เอาไปใช้ก่อนแล้ว และเรื่องนี้เคยมีการทำประชาพิจารณ์ผู้ประกันตนไปแล้วเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับกรณีนี้” นายชาลีกล่าว

นายชาลี กล่าวอีกว่า ในส่วนหากจะปล่อยกู้ให้กับนายจ้าง ผู้ประกอบการ จริงๆ เคยทำมาแล้ว โดยทำเป็นโครงการร่วมกับทางธนาคาร ซึ่งมีเงื่อนไขมาก โดยนายจ้างหรือผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาการดำเนินการและต้องการเงินสามารถขอกู้ผ่านโครงการของสำนักงานประกันสังคมร่วมกับธนาคารได้ มีวงเงิน 10,000 ล้านบาท ซึ่ง 3 ปีที่ผ่านมาใช้ไป 5,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เรื่องการกู้เงินนั้น หากสำนักงานประกันสังคมจะทำก็ต้องทำร่วมกับธนาคาร โดยสามารถใช้เงิน 10 เปอร์เซ็นต์จากกองทุนไปลงทุนได้ แต่ก็จะมีเงื่อนไขจำนวนมาก รวมไปถึงการให้ผู้ประกันตนกู้ซื้อบ้านก็จะทำเป็นโครงการ

ในระเบียบของสปส. ได้หาช่องทางในการเพิ่มมูลค่าจากวงเงิน 2.2ล้านล้านบาท จากผู้ประกันตนจำนวน 11-12 ล้านคน อยู่แล้ว ในรูปแบบของนำเงินไปฝากกับทางธนาคารเพื่อกินดอกเบี้ย การซื้อหุ้นบางจาก  การซื้อพันธบัตรรัฐบาล  การลงทุนตราสารเงินต่างประเทศ  เป็นเรื่องที่สำนักงานประกันสังคมทำกันอยู่แล้ว และได้รับผลประโยชน์ประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท

“ผมเชื่อว่า นายกรัฐมนตรี แค่โยนหินถามทาง  คงไม่ปล่อยกู้เงินกองทุนประกันสังคม เพราะหากจะทำจริงต้องศึกษาผลดี ผลเสีย อีกทั้งหากปล่อยกู้โดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ใครจะประกันความเสี่ยง เพราะเงินเหล่านี้เป็นสิทธิ์ที่ผู้ประกันตนควรได้รับการคุ้มครอง เพราะกองทุนฯเสี่ยงล่ม ไม่ใช่คิดจะเอาเงินไปทำอะไรก็ได้ ขณะนี้ผมเดินหน้าฟ้องสปส.อยู่หลายคดีถึงความไม่ชอบมาพากล ในการนำเงินไปใช้ เช่นการซื้อหุ้นบางจาก ของปตท.” นายชาลี กล่าว

นายชาลี เสนอรัฐบาลว่า สิ่งที่ควรทำคือการขยายเวลาเกษียณในตำแหน่งงานของผู้ประกันตน จาก 55 ปี เป็น 60 ปีเพื่อให้ผู้ประกันตนอยู่ในระบบให้นานที่สุด รองรับสังคมผู้สูงวัย และเป็นการยืดระยะเวลาเงินในกองทุนให้ได้มากขึ้น ขณะเดียวกันควรจะมีการทบทวนบอร์ดประกันสังคม ทั้ง 3 ชุด หลังมีคำสั่งตามมาตรา 44 ไม่เคยมีการเปลี่ยนบอร์ดสปส.ชุดนี้อีกเลย ทั้งที่หมดวาระไปนานหลายปีแล้ว หากปล่อยไว้ อาจจะมีการร้องเรียนเพราะผิดมาตรา 157

  “ขอให้นายกฯล้มเลิกความคิดนี้ซะ เพราะไม่งั้นผู้ประกันตนเกือบ 12 ล้านคน อาจจะเข้าใจผิดว่ารัฐบาลถังแตก  อาจจะมีการฟ้องร้องศาลปกครองได้ อีกทั้งขยายการเปิดช่องให้โรงพยาบาลเอกชนเก็บ 60 บาทเป็นค่าบริการทางการแพทย์นั้น ดูไม่ชอบมาพากล เพราะค่าบริการทางการแพย์คิดค่าหัว1,500 บาท อยู่แล้ว เรื่องนี้ผมกำลังดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกันตน”  รองประธาน คสรท.กล่าวในที่สุด

                 …กมลทิพย์  ใบเงิน…รายงาน

โยน’ดร.สุวิทย์’แก้ปัญหาตั้ง อายุเกิน60ปี เป็นอธิการบดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399500?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โยน’ดร.สุวิทย์’แก้ปัญหาตั้ง อายุเกิน60ปี เป็นอธิการบดี

17 พฤศจิกายน 2562 – 17:05 น.
โยนดรสุวิทย์,อายุเกิน60ปี เป็นอธิการบดี,ผศดรรัฐกรณ์ คิดการ
เปิดอ่าน 3,959 ครั้ง

โยน’ดร.สุวิทย์’แก้ปัญหาตั้ง อายุเกิน60ปี เป็นอธิการบดี เผยทำผิดกฏหมายเยอะแต่ไม่มีเจ้าทุกข์เหมือนม.รามฯ แนะทางออก “ดร.สุวิทย์” ควรแก้ไข พ.ร.บ. ก.พ.อ. ม.ราชการ

อีกแล้ว..มหาวิทยาลัยรามคำแหง เตรียมจะประกาศแต่งตั้งคณะผู้บริหารของมหาวิทยาลัยชุดใหม่ อย่างเป็นทางการในวันที่ 3 มี.ค. 2563 นี้ ที่น่าสังเกตเป็นการแต่งตั้งผู้เกษียณอายุราชการอายุเกิน 60 ปีนับว่ามีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่งทั่วประเทศ เพราะมีจำนวนมากถึง 29 ราย

อ่านข่าว: ร้อง ป.ป.ช.สอบอธิการฯ ม.ราม ตั้งผู้บริหารอายุเกิน60ปี 

แบ่งเป็น3กลุ่มคือ กลุ่มผู้บริหารที่มีอายุ 60-65 ปี จำนวน 10 ราย กลุ่มอายุ 66-70 ปี จำนวน 9 ราย และกลุ่มอายุเกิน 70 ปี จำนวน 6 ราย ซึ่งมี 1 คนอายุมากที่สุดถึง 78 ปี และผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงคนปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลา 7 ปีกว่า ซึ่งจะครบ 2 วาระในเร็วๆนี้

ด้วยเหตุนี้ กลายเป็นประเด็นร้อน ที่“ดร.ปรมต วรรณบวร” อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยตัวแทนอาจารย์มหาวิทยาลัยรามคำแหงเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)เพื่อขอให้ตรวจสอบการใช้อำนาจแต่งตั้งคณะผู้บริหารของมหาวิทยาลัยที่มีอายุเกิน 60 ปี ไล่เรียงมาตั้งแต่ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี, รองอธิการบดี, ผู้ช่วยอธิการบดี, คณบดี, ผู้อำนวยการสถาบัน, ผู้อำนวยการสำนัก จำนวน 29 ราย ซึ่งส่อขัดคำสั่งศาลปกครองสูงสุด หรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ “ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ” ประธานที่ปรึกษาที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.)ช่วยคลีปมปัญหาดังกล่าวกับ“เวบไซด์ คมชัดลึก”ว่ามหาวิทยาลัยของรัฐมี 2 กลุ่ม คือ 1.มหาวิทยาลัยนอกระบบ และ 2.มหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ

มหาวิทยาลัยนอกระบบ มีอยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่ กลุ่มแรก มหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบตั้งแต่ก่อตั้ง เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.)กลุ่มที่สองมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบภายหลังและเคยเป็นมหาวิทยาลัยในส่วนราชการมาก่อน เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.)ฯลฯ

2.มหาวิทยาลัยของรัฐกลุ่มที่สอง ได้แก่มหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ เช่น มหาวิทยาลัยรามคำแหง(ม.ร.) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) กลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 สถาบัน และกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งหมด ยกเว้นมหาวิทยาสวนดุสิต ที่ออกนอกระบบไปแล้ว

“มหาวิทยาลัยของรัฐ2กลุ่ม นี้มีความแตกต่ากันอยู่2 เรื่องใหญ่ คือเรื่องของการบริหารเงินงบประมาณ  และการบริหารงานบุคคล ซึ่งมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการต้องบริหรงบประมาณตามพ.ร.บ.งบประมาณ ใช้ระเบียบราชการในการเบิกงบประมาณ ส่วนการบริหารงานบุคคล มหาที่เป็นส่วนราชการต้องบริหารตามระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา แต่มหานอกระบบสามารถออกระเบียบเรื่องการบริหารงบประมาณเอง รวมถึงการบริหารงานบุคคล มีสภามหาวิทยาลัยออกระเบียบรองรับการจ้างผู้บริหารจะเกษียณ หรืออายุเท่าไหร่ก็ได้ สามารถจ้างคนได้เลย” 

ผศ.ดร.รัฐกรณ์  อธิบายอีกว่า แต่มหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ เช่น มหาวิทยาลัยรามคำแหง ยังเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการอยู่ ในการบริหารมหาวิทยาลัยต้องอยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง 2541 ต้องบริหารเงินและบริหารบุคลตามตามระเบียบราชการ ซึ่งตาม พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน นั้น ข้าราชการต้องเกษียณเมื่ออายุ 60 ปี แต่ถ้าข้าราชการคนนั้น สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก จบ“ดอกเตอร์(ดร.)”และมีตำแหน่งทางวิชาการเป็นถึง “รองศาตราจารย์(รศ.)”สามารถเสนอสภมหาวิทยาลัยเพื่อขอขยายอายุเกษียณเป็น 65 ปีได้ แต่ไม่สามารถดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหารได้ แต่ปฏิบัติหน้าที่งานสอนและงานวิจัยได้

 “ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ ทำผิดกฏหมายกันเยอะมาก  แต่ก็อยู่กันได้เพราะไม่มีใครยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวตสอบ หรือไม่มีใครยื่นเรื่องร้องศาลปกครอง ซึ่งสถาบันเหล่านี้ได้แต่งตั้งผู้ที่อายุเกิน 60 ปีให้ดำรงตำแหน่ง อธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี คณะบดี ผอ.สำนัก ฯลฯ เช่น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร  มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ(มทร.สุวรรณภูมิ)”

 สิ่งที่น่าเป็นห่วง ก็คือ การแต่งตั้งบุคคลที่ไม่ใช่ข้าราชการ แต่มาปฏิบัติหน้าที่ราชการ นั้นไม่มีเงินงบประมาณรองรับ ต้องเบียดบังเงินค่าเทอมนักศึกษามาจ่ายเป็นค่าตอบแทนอีกทั้งเมื่อบุคคลเหล่านี้กระทำผิดประพฤติมิชอบ ก็อยากที่จะเอาผิดทางวินัยได้ เพราะไม่ใช่ข้าราชการ เป็นคนนอกราชการ นอกจากฟ้อง ป.ป.ช.ซึ่งใช้เวลานาน 10-20 ปีกว่าคดีจะเห็นผล ทำให้ราชการเกิดความเสียหาย

“หากคิดว่าจะตั้งคนเกษียณ ดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหาร ก็ควรทำให้ถูกกฏหมาย จะสนับสนุนคนวัยเกษียณแต่สมองดี สุขภาพร่างกายยังแข็งแรงดี อายุมากกว่า 60ปี  ดร.สุวิทย์  เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ควรจะแก้ไขพ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือยในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งครอบคลุมทุกมหาวิทยาลัย อีกทั้งเป็นต้นเหตุปัญาเรื่้อรังมานาน เกิดปัญหาธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย เป็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออกเมื่อไม่เป็นข้าราชการแต่มาบริหารราชการ อย่าลืมว่า ตามมาตราา 22 ให้อธิการบดีปฏิบัติหน้าที่เสมือนเป็นเป็นอธิบดี” ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าวในที่สุด

 …กมลทิพย์ ใบเงิน…รายงาน 

น้ำตา “มึนอ” ในวันที่ป่ากว้าง ทางยังไกล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399297?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำตา “มึนอ” ในวันที่ป่ากว้าง ทางยังไกล

16 พฤศจิกายน 2562 – 09:30 น.
บิลลี่,คดีบิลลี่,ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอั,กะเหรี่ยง,แก่งกระจาน,เจาะประเด็นร้อน,มึนอ
เปิดอ่าน 2,483 ครั้ง

รายงานพิเศษจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

****************************

การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักว่าเจ็บลึก แต่การสูญเสียจิตวิญญาณสาหัสกว่า

สำหรับ มึนอ” หรือ พิณนภา พฤกษาพรรณ แล้ว บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ ไม่ใช่แค่สามีและพ่อของลูกทั้ง 5 แต่เขาคือลมหายใจและวิญญาณของเธอด้วย

เพราะกว่า 5 ปีที่ผ่านมา จากวัย 27 สู่วัย 32 จากผู้หญิงตัวเล็กๆ มาสู่บทบาทที่ต้องเดินหน้าต่อสู้เพื่อหาคำตอบในการหายตัวไปของคนรัก มาจนถึงคำว่า วันที่รอคอยกำลังจะมาถึง” นั้น คือคำอธิบายที่ชัดเจน แต่นั่นก็เหมือนว่ายังไม่เพียงพอ หากเทียบเส้นทางความรักในแบบฉบับของมึนอและบิลลี่

วันนี้สำหรับมึนอ แม้ฝ่ายชายจะไม่อยู่แล้ว แต่ภายใต้เงาของร่มไม้ใหญ่แห่งชาติพันธ์ุกะเหรี่ยงที่มีความเชื่อ มีวิถีของตนเอง มีความงดงามเรียบง่าย ไปจนถึงเรื่องราวอันลึกซึ้งเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตหลังสูญเสียคู่ชีวิต ชีวิตจากนี้ของมึนอที่เหมือนเดินอยู่ในป่าใหญ่ ไร้ทิศทาง หลายคนก็อดเป็นห่วงไมได้

หลักการแห่งชาติพันธุ์

เราพอทราบกันว่ากลุ่มชนที่คนไทยเรียกว่าชาวกะเหรี่ยง (หรือ กาเรน กะยีน หรือ คนยาง ในภาษาเมียนมาร์และมอญ) มีแบบแผนการดำรงชีวิตของกลุ่มที่แม้จะเรียบง่าย สมถะ แต่ก็แข็งแรง เคร่งครัด

และถ้าพูดถึงการสร้างครอบครัวของชนชาติกะเหรี่ยง ข้อมูลทั่วไประบุว่าในการแต่งงานสร้างครอบครัวของชาวกะเหรี่ยงนั้นตามหลักประเพณีกะเหรี่ยงฝ่ายหญิงจะต้องเป็นฝ่ายไปขอฝ่ายชาย

โดยเมื่อเป็นที่รับรู้แล้วว่าหญิงชายรักชอบพอกัน พ่อแม่และญาติพี่น้องของฝ่ายหญิงก็จะส่งคนไปหาฝ่ายชายเพื่อสอบถามให้แน่ใจว่าฝ่ายชายรัก และยินดีที่จะแต่งงานกับฝ่ายหญิงจริงหรือไม่ หากฝ่ายชายรักชอบพอกัน และยินยอมที่จะแต่งงานกับฝ่ายหญิงก็จะมีการนัดหมายวันเวลาทำพิธีแต่งงานกันในเวลานั้น

หนุ่มสาวกะเหรี่ยงที่ตามงานถึงจะได้พบปะกัน

สำหรับการหมั้นหมาย หรือ เตอะ โหล่ เกิดขึ้นเมื่อฝ่ายชายตกลงปลงใจว่าจะแต่งงานกับฝ่ายหญิงและนัดหมายวันเวลาแต่งงานที่แน่นอนแล้ว ฝ่ายชายก็ส่งเถ้าแก่ไปทำพิธีหมั้นหมายฝ่ายหญิงก่อนวันแต่งงาน

ในพิธีฝ่ายหญิงจะฆ่าไก่ 2 ตัว ในการทำอาหารเพื่อเลี้ยงรับรองเถ้าแก่ของฝ่ายชาย และวันรุ่งขึ้นก็จะนัดหมายวันเวลาที่ฝ่ายชายและเพื่อนๆ จะมาหาฝ่ายหญิงเพื่อทำพิธีแต่งงานต่อไป

อย่างไรก็ตามกะเหรี่ยงนั้นมีทั้งกะเหรี่ยงโป กะเหรี่ยงปะโอ หรือ กะเหรี่ยงบะเว ฯลฯ แต่ละที่ก็จะมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันไปเล็กน้อย

หากในแง่มุมของชีวิตคู่ ว่าตรงกันว่าการแต่งงานคือความหวังสูงสุดที่หนุ่มสาวกะเหรี่ยงรอคอยและทั้งสองคนอาจมิใช้กะเหรี่ยงในหมู่บ้านเดียวกันก็ได้

ที่สำคัญชาวกะเหรี่ยงมีความเคร่งครัดการแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียว การหย่าร้างมีน้อย และการแต่งงานใหม่ไม่ค่อยมีให้เห็น ตามธรรมดาของสามีภรรยาผูกพันรักกันอย่างมั่นคงและการแต่งงานเป็นข้อตกลงของคนสองคน

หันมาที่มึนอ แน่นอนในวันที่ไร้บิลลี่ย่อมมีแต่ความเจ็บปวด คิดถึง และอ่อนแรง เพราะเธอต้องทำงานหาเลี้ยงลูกทั้ง 5 คนเพียงลำพังจากที่ก่อนหน้านี้เพียงแค่คอยดูแลบ้านและลูกๆ ส่วนสามีเป็นฝ่ายออกไปทำงานทั้งทำสวน ทำไร่ ทำงานเพื่อมวลชนในฐานะแกนนำกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ทั้งยังเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี อีกด้วย

แต่หากย้อนดูเรื่องราวความรักของคนทั้งคู่ก็เชื่อว่าสิ่งนี้น่าจะทำให้มึนอมีรอยยิ้มบ้างในวันที่เงียบเหงา หรือเหนื่อยล้า

มึนอ-บิลลี่ รักตามเสียง

ว่ากันที่วิถีของชนชาติกะเหรี่ยงนั้น หากเทียบกับคนทั่วไปการเริ่มต้นความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวชาวกะเหรี่ยงมีข้อจำกัดเรื่องการพบปะที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ง่ายนักตามประเพณี

แต่ผู้ใหญ่ชาวกะเหรี่ยงก็ไม่ได้ห้ามเด็ดขาด โดยทั่วไปหนุ่มสาวจึงมักพบกันตามงานสำคัญ โดยเฉพาะที่พบมากคือตาม “งานศพ” แต่สำหรับคู่ของมึนอและบิลลี่ พวกเขาเจอกันในวันคริสต์มาสของชาวกะเหรี่ยงที่นับถือศาสนาคริสต์

ข่าวจากไทยรัฐสัมภาษณ์มึนอถึงเส้นทางความรัก เธอเล่าว่าตนเองกับบิลลี่พบกันตั้งแต่ราวปี 2545 โดยเธอได้โทรศัพท์ไปหาพี่ชายที่เป็นญาติ และคนที่รับโทรศัพท์ทุกครั้งก่อนที่จะได้คุยกับพี่ชายก็คือ “บิลลี่” ซึ่งเป็นเพื่อนของพี่

แต่ตอนนั้นเธอไม่รู้ว่าคนปลายสายชื่อเสียงว่าอะไร จนกระทั่งในงานคริสต์มาสของหมู่บ้านเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2545 ทั้งคู่ก็ได้เจอกันเป็นครั้งแรก

มึนอเวลานั้นเป็นสาวรุ่นในวัย 15 ก็ได้คุยกับชายหนุ่มแปลกหน้า แต่ไม่แปลกเสียง เพราะบิลลี่ในวัย 18 ไม่รีรอที่จะเข้ามาชวนคุย

งานผูกข้อมือเรียกขวัญเดือนเก้า (ลาขุ) เป็นอีกงานที่หนุ่มสาวกะเหรี่ยงได้พบกัน

สังคมทั่วไปบางทีแค่สมาร์ทโฟนเครื่องเดียวก็ลงเอยแล้วในเส้นทางความรัก แต่บิลลี่และมึนอ ทั้งคู่เริ่มสานสัมพันธ์กันในแบบฉบับที่เคร่งครัดในหลักการของชาติกะเหรี่ยง

โดยจะนัดโทรคุยกันทุกวันที่ 15 ของทุกเดือน ซึ่งมึนอจะโทรหาบิลลี่ ส่วนบิลลี่จะโทรหามึนอทุกวันที่ 30 จนเมื่อพูดคุยดูใจกันได้ 1 ปี จึงตัดสินใจร่วมชีวิตกัน โดยครอบครัวทั้งสองฝ่ายยินยอม

เป็นอันว่าจากความรักตามเสียง ก็กลายมาเป็นคู่ชีวิต ทัั้งคู่อยู่กินสร้างครอบครัวชาวปกาเกอะญอด้วยกันอยู่ที่ “บ้านบางกลอย” หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า “ใจแผ่นดิน” อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

อย่างที่รู้ที่สุดราวปี 2554 ชีวิตต้องมาเกี่ยวพันกับปัญหาการย้ายชาวบ้านจากใจแผ่นดินลงมาอยู่ที่บ้านโป่งลึก มึนอและบิลลี่ต้องพบเห็นภาพของบ้านเรือนยุ้งถูกเผาราบโดยเจ้าหน้าที่อุทยานทำการปราบปรามหนัก

และทุกคนเชื่อว่าสิ่งนี้ได้นำมาซึ่งการหายตัวไปของบิลลี่ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2557 ขณะที่เขามีอายุเพียง 31 ปี เพราะบิลลี่เป็นพยานปากสำคัญและเป็นผู้ประสานงานในคดี ทั้งยังเดินหน้าเป็นแกนนำชาวกะเหรี่ยงในการต่อสู้เรื่องสิทธิ์ในที่ทำกินของพวกเขามาตลอด

อยู่เพื่อรัก

หากเส้นทางของนักต่อสู้หลายคนมัก “จบแบบนี้” บิลลี่เองก็เหมือนจะรู้ชะตากรรม จึงเคยพูดกับลูกเมียและญาติพี่น้องเสมอว่า “ถ้าหายไป ไม่ต้องตาม คือโดนเก็บไปแล้ว” คำถามคือแล้วเส้นทางของ “เมียนักต่อสู้” ที่ต้องสูญเสียคืออะไร

แน่นอนการที่ได้รับรู้ว่าคนรักเหลือเพียงชิ้นส่วนกระดูกในถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ที่พบเอาเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2562 ตอนที่ผ่านมาถึง 5 ปี ภายในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี พื้นที่บ้านเกิดที่เขาโลดแล่นมาทั้งชีวิต

จากคดีคนหายพลิกกลายเป็นคดีฆาตกรรม สำหรับมึนอต่อให้เตรียมใจมาแล้ว แต่ยังไงก็ต้องเจ็บปวดเกินบรรยาย

แต่ภาพที่เราเห็นมาตลอดคือใบหน้าเรียบเฉย แววตาเข้มแข็ง และคำพูดที่ไม่เคยหมดหวังของแม่ลูก 5 มึนอเคยพูดในงานเสวนาเรื่องปัญหาสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองกะเหรี่ยงแห่งบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน กับการขึ้นทะเบียน “ผืนป่าแห่งกระจาน” เป็นมรดกโลก เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2562 ที่มหาวิทยาลัยรังสิตว่า

กว่า 5 ปีที่ผ่านมา ลำบากเพราะบ้านเหลือเพียงเสาหลักเดียว ทำให้บ้านไม่มั่นคง ต้องทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ต้องทำงานในบ้าน นอกบ้าน เข้าไร่เข้าสวน จนหลังแน่ชัดแล้วว่าสามีหายไปจึงเดินหน้าหาความจริงท่ามกลางข้อติดขัดในระบบราชการ

คำพูดล่าสุดหลังจากมีการจับกุมผู้ต้องหา (4 ราย) ที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการตายของบิลลี่ แต่ที่สุดผู้ต้องหาก็ได้รับการประกันตัวออกมา เจ้าตัวบอกแม้จะเกรงกลัวความปลอดภัยแต่ก็กัดฟันพูดว่ายังไงก็ขอให้มีความยุติธรรม

ส่วนตัวไม่ได้เจาะจงว่าใครเป็นคนทำสามีแต่ก็คิดว่าเป็นเจ้าหน้ารัฐ อยากให้คนทำออกมารับผิดชอบ”

อย่างไรก็ดี ในแต่ละวันของมึนอก็ยังพอมีรอยยิ้มออกมาให้เห็นบ้างในเฟซบุ๊ก “รักจง เจริญ” ที่เธอใช้เป็นพื้นที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิต คำอธิบายทั้งหมดนี้อาจเพราะยังไงก็ต้องไปต่อ และมึนอยังมีอีก 5 ชีวิตที่ต้องดูแล

“น้ำตา” ถึงเวลามันก็ต้องแห้งหายไปสักวัน

หากอีกมุมหนึ่งก็อาจเป็นวิถีแห่งกะเหรี่ยง ผู้ซึ่งดำรงชีวิตท่ามกลางภูเขาและผืนป่า รวมถึงการดิ้นรนต่อสู้ในรอยยับของความขัดแย้งทางพื้นที่และชาติพันธุ์ ซึ่งตลอดมาพวกเขาต้องถูกทำให้กลายเป็น คนนอก” ความเจ็บปวดน้อยเนื้อต่ำใจสะสมกดเก็บ

แต่เหล่านี้ก็ได้กลั่นเป็นดีเอ็นเอแห่งความเข้มแข็งและต้องยืนหยัดสู้วิ่งพล่านอยู่ในสายเลือดกะเหรี่ยงทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ “มึนอ”

***********************************

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก รักจง เจริญ

บทเรียน “คนหัวร้อน” ถนนไม่ใช่ของคุณ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399305?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บทเรียน “คนหัวร้อน”  ถนนไม่ใช่ของคุณ

16 พฤศจิกายน 2562 – 08:25 น.
คนหัวร้อน,อุบัติเหตุ,ฟอร์จูนเนอร์,ฟอร์จูนเนอร์หัวร้อน,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 4,778 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 16-17 พ.ย.62

*****************************

นับวันข่าวสารเรื่อง มนุษย์หัวร้อน” บนท้องถนนจะปรากฏให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วไม่ใช่แค่การหัวร้อนในรถคือขับไปด่าไปไม่เกี่ยวใคร แต่นี่เรากำลังพูดถึงเรื่องภาวะหัวร้อนจนถึงขั้น “ปะฉะดะ” กับคู่กรณีชนิดต้องเป็นข่าว

อย่างเคส ฟอร์จูนเนอร์ชนแล้วหนี” ล่าสุดกับคลิปที่เห็นชัดๆ จะจะคาตา ไม่ต้องถามว่าใช้โทรศัพท์อะไรถ่าย ต้องถามว่าใช้ใจเบอร์ไหนมากกว่าที่ตามถ่ายไล่ล่าฟอร์จูนเนอร์หัวร้อน จนมีภาพมาประจานฝากให้เป็นข่าวดังช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้

แต่ที่ต้องถามมากกว่า คือก็ไม่รู้ว่าเพราะโลกออนไลน์ที่ทำให้มันดูเยอะขึ้น เพราะมีอะไรนิดก็มีคลิปแฉ หรือเพราะจริงๆ แล้ว มนุษย์เองที่เพิ่มดีกรีความหัวร้อนของตนเองกันแน่

ลองไล่ๆ ดูแต่ละเคสน่ากลัวทั้งนั้น เหนืออื่นใด งานนี้น่าเห็นใจผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมจริงๆ !

อิสรภาพแห่งการขับขี่

ไม่ใช่สโลแกนรถ แต่นี่คือเคส “ฟอร์จูนเนอร์ชนแล้วหนี” เลยแล้วกัน เคสนี้แทบต้องตั้งชื่อเรื่องว่า “ถนนนี้ใครคุม” เพราะวันพุธที่ 13 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา คนไทยต้องตื่นตะลึงกับคลิปที่มีการแชร์ในสังคมออนไลน์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊ก Warayoot Pinjai ซึ่งเป็นคลิปวิดีโอเหตุการณ์รถยนต์ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ คันหนึ่งไปเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ แต่ไม่ยอมลงมาดูผู้เสียหาย ผู้โพสต์จึงระบุว่า “ตามเจอแน่ ผมแค่ อดให้ลุงลงมาดู รถคู่กรณีที่ลุงไปเบียดเค้า”

ในคลิปเป็นภาพการไล่ล่าฟอร์จูนเนอร์คันดังกล่าว จากกล้องของผู้ขับรถจักรยานยนต์ โดยได้ยินเสียงบีบแตรไล่ไม่ลดละทั้งจากเจ้าของคลิป และแนวร่วมสายแว้นคันอื่นๆ ที่ช่วยกันบีบแตรไล่ตาม

โดยเจ้าของคลิปชื่อ วรยุทธ ปิ่นใจ เปิดเผยภายหลังว่า เห็นรถยนต์คันดังกล่าวปาดหน้ารถจักรยานยนต์สีดำ ก่อนคนขับจักรยานยนต์จะลงมาเคาะกระจก เพื่อให้คนขับรถยนต์ลงมาพูดคุย แต่คนขับรถยนต์ไม่ยอมลงมา จากนั้นก็ขับรถหนีไป ตนเลยขับตามรถยนต์คันดังกล่าว

ที่สุดคลิปวิดีโอความยาว 2 นาทีกว่าๆ ยังเผยให้เห็นถึงลีลาการขับรถของเจ้าของรถฟอร์จูนเนอร์ที่ต้องบอกเลยว่าฉีกกฎทิ้งหมด เพราะเขาขับแซงแทรกไปตามถนนอย่างน่าหวาดเสียว

กระทั่งพอถึงช่วงรถชะลอตัว เจ้าของคลิปจึงพุ่งเข้าไปจอดรถขวางเพื่อให้คนขับฟอร์จูนเนอร์ลงมาจากรถเพื่อพูดคุย แต่ภาพที่คนต้องปิดตาดูหนึ่งข้างคือ คนขับฟอร์จูนเนอร์กลับเร่งเครื่องชนมอเตอร์ไซค์ที่ขวางอยู่ล้มระนาว แล้วหักออกขับหลบหนีไปเฉย !!

แน่นอนมีคลิปให้เห็นขนาดนี้ ที่สุดแล้วก็ต้องไปคุยกับตำรวจตามระเบียบในช่วงเย็นวันเดียวกัน และคนไทยก็ได้รู้ว่าคนขับยนต์คันดังกล่าว คืออดีตนายทหาร ยศพลตรี คนหนึ่ง

เจ้าของโพส ผู้เสียหาย

วันนั้นเขาถูกแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาท-ทำให้เสียทรัพย์ ส่วนข้อหาพยายามฆ่า ที่มีคนแจ้งความร้องทุกข์เอาไว้นั้น ตร.เปิดเผยว่า ต้องตรวจสอบพยานหลักฐาน ว่าจะเพียงพอต่อการแจ้งข้อหานี้หรือไม่

คนขับรถฟอร์จูนเนอร์

แต่ที่เด็ดคือวันนั้นคนขับรถยนต์คันดังกล่าวบอกว่า ไม่ได้ชน ไม่รู้สึกอะไร ที่ไม่ลงจากรถเพราะกลัว เนื่องจากมีรถมอเตอร์ไซค์เยอะแยะมาล้อมหน้ารถไว้ เลยตัดสินใจขับหนี ไม่ได้ตั้งใจชน ยืนยันว่าไม่ได้ชน

งานนี้ใครผิดก็ว่ากันไปตามกฎหมาย แต่ที่แน่ๆ คำพูดที่ว่าเหล็กหุ้มเนื้อ กับเนื้อหุ้มเหล็กอย่าไปวัดกันเด็ดขาด หลายคนเข้าใจถึงแก่นก็เคสนี้แหละ

ขอร้อง…อย่าปาด!

มาอีกเคส นักท่องโซเชียลแทบแชร์ไม่ทัน เพราะเกิดขึ้นวันเดียวกันเลย (อะไรกันเนี่ย!) โดยเคสนี้เป็นเรื่องราวของ พี่โชเฟอร์หัวร้อน”

โดยเพจ “เฮีย” เผยคลิปวิดีโอความยาวกว่า 6 นาที เหตุเกิดบนถนนรัตนาธิเบศร์ มุ่งหน้าขึ้นสะพานพระนั่งเกล้าไปบางบัวทอง จ.นนทบุรี และเช่นเคย คนไทยได้ดูคลิปแบบชัดๆ จะจะ เป็นเหตุการณ์ที่มีรถคันหนึ่งขับมาตามถนนรัตนาธิเบศร์ มุ่งหน้าไปสะพานพระนั่งเกล้า ก่อนมาเจอแท็กซี่สีฟ้าขับแช่เลนขวา ทำให้รถที่ถ่ายคลิปจากกล้องหน้ารถได้ขับแซงแล้วไปปาดหน้ารถแท็กซี่

ปรากฏว่า ปาดไปครั้งเดียวทำเสียวทั้งถนน เพราะพี่แท็กซี่ไม่ยอม แล้วมาไล่ปาดกลับ จนมาจอดขวางรถคู่กรณี มีเรื่องเถียงกันไปมาบนถนน จนผู้หญิงและเด็กร้องไห้ลงมาจากรถแท็กซี่คันดังกล่าว ทราบภายหลังว่าเป็นลูกเมียของพี่แท็กซี่เองที่นั่งมาด้วยกัน

ที่สุดก็ต้องขึ้นโรงพักตามระเบียบ และเจ้าตัวคือคนขับแท็กซี่ชี้แจงว่า ในวันเกิดเหตุได้ไปร่วมงานแต่งงานญาติ ขณะขับรถกลับบ้านย่านบางใหญ่ ได้ถูกรถของคู่กรณีขับปาดหน้าก่อนถึง 2 ครั้ง จึงเกิดบันดาลโทสะขับรถตามไปปาดคืนเพื่อให้จอดและจะถามว่าทำไมถึงขับรถแบบนี้ แต่คู่กรณีขับหนีจึงขับตามและเกิดเหตุการณ์ตามที่ปรากฎในคลิปวิดีโอดังกล่าว

งานนี้พี่แท็กซี่เลยโดนไป 2 กระทง คือ ความผิดฐานขับรถประมาทหวาดเสียว ปรับ 1,000 บาท และ ความผิดฐานแสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ  เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 200 บาท พร้อมทั้งส่งตัวเข้ารับการอบรมกฎ ระเบียบและการให้บริการที่ดี จำนวน 3 ชั่วโมง บันทึกประวัติการกระทำผิดไว้ในระบบหากตรวจพบว่า มีการฝ่าฝืนกระทำผิดอีกจะพักใช้ใบอนุญาตขับรถต่อไป

จริงอยู่ที่ที่สุดแล้ว เขาได้ออกมาขอโทษประชาชนและเพื่อนร่วมอาชีพแท็กซี่ ที่กล่าววาจากิริยาไม่สุภาพ แต่ก็น่าคิดเหมือนกันว่า การโดนปาดนี่มันร้ายแรงขนาดนี้เลยหรือนี่

ใครๆ ก็เกลียดวันจันทร์

เคสสุดท้ายคงต้องตั้งชื่อแบบนี้ เพราะเหตุเกิดในเช้าวันจันทร์ 11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานี่เอง

ในขณะที่ทุกคนกำลังเร่งรีบเพื่อไปทำงานในวันแรกของสัปดาห์ วันที่ไม่มีใครอยากให้มาถึง แต่แล้วก็ต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้อีก ยิ่งทำให้เกลียดวันจันทร์หนักกว่าที่เคยเป็น

ทวิตเตอร์ @bankkamikunkai

เมื่ออยู่ๆ ผู้โดยสารที่กำลังนั่งง่วงๆ อยู่บนรถประจำทางสาย 40 กับสาย 56 เพื่อไปทำงาน แล้วคนขับเกิดไปปาดหน้ากันตอนไหนไม่รู้ แต่ผลคือคนไทยได้เห็นคลิปที่ต้องส่ายหน้า

เป็นคลิปที่ได้รับการแชร์โดยสมาชิกทวิตเตอร์ @bankkamikunkai ซึ่งสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ระหว่างโชเฟอร์รถเมล์ สาย 40 และสาย 56 ลงไม้ลงมือทะเลาะวิวาทกัน บนถนนอิสรภาพ โดยพบว่ามีอาวุธอยู่ในมือวิ่งไปรอบๆ กลางถนน

ทวิตเตอร์ @bankkamikunkai

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สุดแล้ว ขสมก.ได้ลงโทษพนักงานขับรถมินิบัส สาย 40 ก่อเหตุทะเลาะวิวาทกับพนักงานขับรถมินิบัส สาย 56 จำนวน 2 คัน บนถนนอิสรภาพ

โดยสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่พนักงานขับรถคนที่ก่อเหตุ และพักการเดินรถโดยสารทั้ง คัน เป็นเวลา วัน พร้อมลงโทษปรับ บริษัท พชรบัส จำกัด และบริษัท กิจประพล จำกัด บริษัทละ 5,000 บาท

แต่อย่างที่รู้กัน 3 เคสนี้เป็นเพียงแค่หยดน้ำในทะเล เพราะที่จริงแล้วเหตุการณ์ลักษณะนี้ยังมีอีกมากบนท้องถนนบ้านเรา นี่ก็ยังไม่หายเคืองกับเคส “หนุ่มแว่นหัวร้อนด่าคนไทย” อยู่เลย ปรากฏว่าพอไล่ข่าวดูยังมีให้เห็นอีกเพียบ !

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้เราเคยได้ยินข่าวว่ามีคุณหมอท่านหนึ่งจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ออกมาบอกถึงสาเหตุที่คนไทยหัวร้อน มี 3 ปัจจัยหลักๆ

คือ 1.ความเครียด กดดัน 2.สภาวะภายในจิตใจ ณ เวลาเกิดเหตุ คือเรื่องราวของเหตุทำให้โกรธ และ 3. คือ สารเสพติด/แอลกอฮอล์ อันนี้พูดง่ายๆ ว่าเอาเข้าร่างกายปั๊บนิสัยเปลี่ยนปุ๊บ

ทวิตเตอร์ @bankkamikunkai

ขณะเดียวกันยังมีข้อมูลที่ระบุถึง “สมาร์ทโฟน” และ “โซเชียลมีเดีย” ที่มีส่วนหล่อหลอมพฤติกรรม เนื่องจากเมื่ออะไรๆ ง่ายขึ้นแค่คลิกแค่เลื่อน พอเจออะไรไม่ถูกใจ ไม่ทันใจ คนไทยก็หัวร้อนง่ายอย่างที่เห็น

จริงอยู่ที่พอมีเรื่อง เจ้าตัวคนก่อเรื่องก็เหมือนโดนสังคมลงทัณฑ์ไปกลายๆ จากบรรดาคลิปที่เห็นจะจะแบบตัวจริงเสียงจริง แล้วคลิปนี้มันอยู่ชั่วลูกหลานเสียด้วย

แต่ก็ต้องถามกันต่อไปว่าจะแก้กันยังไง เพราะลำพังการจับ ปรับ และออกมาขอโทษขอโพย มันอาจเหมือนจบ แต่มันยังไม่พอ…คิดแค่นี้หลายคนก็ขึ้นแล้ว !

แก้ปัญหายาเสพติด..ลำพังไทยเอาไม่อยู่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399145?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้ปัญหายาเสพติด..ลำพังไทยเอาไม่อยู่

15 พฤศจิกายน 2562 – 14:10 น.
ยาเสพติด,ตำรวจ ปส,ปปส
เปิดอ่าน 1,135 ครั้ง

แก้ปัญหายาเสพติด..ลำพังไทยเอาไม่อยู่ คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  กรกมล อักษรเดช

เมื่อก่อนผลการจับกุมยาบ้าหลักหมื่นหลักแสนเม็ด ยาไอซ์จำนวน 10 กิโลกรัม ก็ถือเป็น “ผลงานชิ้นโบแดง” และปรากฏเป็นข่าวพาดหัวตามสื่อต่างๆ ว่าจับยานรก “บิ๊กลอต” 

อ่านข่าว… รวบเครือข่ายยานรก ยึดไอซ์หนัก 1 ตัน

ทว่าทุกวันนี้ต้องเรียกว่าเป็น “ซูเปอร์บิ๊กลอต” เนื่องจากหลายต่อหลายครั้งมีการจับกุมแก๊งลำเลียงยาเสพติดยึดของกลางได้แบบ “มโหฬาร” เฉกเช่นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ตำรวจ ปส.จับกุมผู้ต้องหาได้ 3 คน ยึดของกลางยาไอซ์ได้ 1,000  กิโลกรัม หรือ 1 ตัน ซึ่งขนจากภาคเหนือตอนบน เป้าหมายส่งที่ภาคใต้ และส่งต่อไปยังประเทศมาเลเซีย นี่จึงเป็นคำตอบว่านอกจากปัญหาผู้ค้า ผู้เสพในประเทศไทยแล้ว ยังเป็นเส้นทางลำเลียงและจุดพักของเพื่อส่งไปประเทศที่สาม หรือทุกทวีปทั่วโลก จึงทำให้การจับกุมดูเหมือนว่า “ยิ่งจับยิ่งเยอะ”

ด้วยเหตุนี้สำนักงาน ป.ป.ส. จึงเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่าย ว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดในอนุภูมิภาค (Mekong MOU) โดยมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย 6 ประเทศสมาชิก ได้แก่ กัมพูชา จีน เมียนมาร์ เวียดนาม สปป.ลาว (UNODC) และประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนการดำเนินงานเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหายาเสพติดแถบลุ่มน้ำโขง และจัดทำแผนปฏิบัติการในอนุภูมิภาค สำหรับการควบคุมยาเสพติด ฉบับที่ 11 ตั้งแต่วันที่ 13-15 พฤสจิกายน 2562 โดย วันที่ 13 พฤศจิกายน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่าย ว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดในอนุภูมิภาค  และวันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมระดับรัฐมนตรีและร่วมกันรับรองแผนปฏิบัติการ ฉบับที่ 11 และปฏิญญากรุงเทพฯ 2562

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายสมศักดิ์ เปิดเผยว่า จะเน้นกลไกสำคัญในการแลกเปลี่ยนดำเนินงานเพื่อป้องกันการลักลอบผลิต การค้า และการใช้ยาเสพติดในทางที่ผิดในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำที่มีการผลิตและลักลอบลำเลียงยาเสพติดเป็นจำนวนมาก รวมทั้งการจัดทำแผนปฏิบัติการในอนุภูมิภาคเพื่อการควบคุมยาเสพติดฉบับที่ 11 ซึ่งแสดงออกถึงความร่วมมือจากทุกประเทศที่มีความตั้งใจแก้ไขปัญหายาเสพติดในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และร่วมกันรับผิดชอบการดำเนินงาน โดยสนับสนุนทรัพยากรต่างๆ เพื่อการควบคุมยาเสพติด และการรับรองปฏิญญากรุงเทพฯ เพื่อความต่อเนื่องในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหายาเสพติด ถือเป็นหนึ่งเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาตามนโยบายรัฐบาล รวมถึงลดความต้องการยาเสพติดในประเทศซึ่งมีความสำคัญเพราะแม้ว่าจะสามารถทำลายแหล่งผลิตได้มากเท่าใดหากความต้องการยังคงมีอยู่แหล่งผลิตก็จะเกิดขึ้นใหม่

ด้าน นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส. บอกว่า ในช่วงปี 2562 ที่ผ่านมา ขบวนการค้ายาเสพติดลักลอบนำเข้าเคมีพันธุ์และสารตั้งต้นเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยสารดังกล่าวมาจากประเทศจีนและอินเดีย หรือกลุ่มประเทศที่มีอุตสาหกรรมเครื่องหนัง หรือยาฆ่าแมลง แม้ที่ผ่านมาจีนจะมีการสกัดกั้นแต่ยังพบมีการลักลอบนำเข้าประเภทหัวเชื้อและเคมีภัณฑ์บางชนิด บางครั้งลักลอบนำเข้าผ่านประเทศไทย เนื่องจากสารที่ใช้ในเชิงอุตสาหกรรมบางชนิดไม่ผิดกฎหมาย แต่สารบางตัวสามารถนำไปสกัดและผลิตเป็นยาเสพติดบางชนิดได้ ทำให้การควบคุมเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ยังพบว่ากองกำลังชนกลุ่มน้อยที่ยังมีอิทธิพลอยู่ตามแนวชายแดนไทยและประเทศเพื่อนบ้านมีการผลิตยาเสพติดเพื่อส่งเข้ามาขายในประเทศไทย ขณะที่บางกลุ่มไม่ได้ผลิตแต่มีการเรียกเก็บค่าผ่านทางก่อนส่งเข้ามาตามแนวชายแดน ทำให้ยาเสพติดทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ปัญหานี้เห็นชัดว่าสถิติตัวเลขการจับกุมสูงขึ้นและปริมาณของกลางมากขึ้นอย่างผิดปกติ ซึ่งถ้าประเทศไทยสู้เพียงลำพัง ปราบเก่งขนาดไหนก็เอาไม่อยู่ หากไม่ได้รับความร่วมมือจากประเทศลุ่มน้ำโขง..!!

อึ้ง 3 สารพิษแปลงโฉม พาราควอตผสมปุ๋ยอินทรีย์ ดีเอสไอบุกทลาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/399129?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อึ้ง 3 สารพิษแปลงโฉม พาราควอตผสมปุ๋ยอินทรีย์ ดีเอสไอบุกทลาย

15 พฤศจิกายน 2562 – 13:10 น.
พาราควอต,ปุ๋ยอินทรีย์,ดีเอสไอ
เปิดอ่าน 1,768 ครั้ง

อึ้ง 3 สารพิษแปลงโฉม พาราควอตผสมปุ๋ยอินทรีย์ ดีเอสไอบุกทลายแหล่งผลิต

เป็นไปตามคาด 3 สารเคมีอันตราย พาราควอต, ไกลโฟเซต และ คลอร์ไพริฟอส วันใดวันหนึ่งต้องแปลงโฉมกลายพันธุ์เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ทางธุรกิจของนายทุนผู้หากินกับเกษตรกร หลังจากที่สารพิษทั้ง 3 ชนิดนี้ ถูกสั่งแบนจาก คณะกรรมการวัตถุอันตราย ให้เป็นสารต้องห้ามไปแล้ว
อ่านข่าว… ดีเอสไอจับ 5 แหล่งผลิตปุ๋ยผสมพาราควอต

เหตุผลที่ 3 สารเคมีที่ว่านี้ถูกแบนก็เพราะเป็นสารที่มีพิษอันตรายร้ายแรงกว่าสารเคมีที่ใช้ในการเกษตรชนิดอื่นหลายเท่า ซึ่งจากการสำรวจแปลงพืชผักผลไม้ของเกษตรกรพบว่ามีสารพิษที่เกิดจากการใช้สารเคมีดังกล่าวตกค้างอยู่ในดินและแหล่งน้ำในปริมาณสูง เป็นอันตรายต่อทั้งเกษตรกร ผู้บริโภค และระบบนิเวศ

โดยเฉพาะตัวเกษตรกรนั้น มีความเสี่ยงในระดับน่าวิตกอย่างยิ่งที่จะเป็น โรคมะเร็ง และ พาร์กินสัน ทั้งยังส่งผลต่อการพัฒนาสมอง ไอคิวเด็กลดลง สมาธิสั้น และมีผลกระทบต่อระบบต่อมไร้ท่อ ข้อมูลนี้ตรงกับงานวิจัยขององค์การอนามัยโลก(WHO)

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ให้ปรับสารเคมีทั้ง 3 ชนิด จากวัตถุอันตรายประเภทที่ 3 ให้เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 คือ ห้ามผลิต ห้ามนำเข้า ห้ามส่งออก และมีไว้ในครอบครอง จะยังไม่มีผลตามกฎหมายที่กำหนดไว้ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562

แต่ปัจจุบันสารเคมีทั้ง 3 ก็ยังอยู่ในสถานะถูกจำกัดการใช้ตามมติ คณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ให้จำกัดการใช้ภายใต้ มาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด โดยให้ใช้ได้เฉพาะ 6 พืช คือ มันสำปะหลัง ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล พืชไร่ ไม้ดอกที่ขึ้นทะเบียนเท่านั้น

ขณะที่เกษตรกรผู้ใช้สารเคมีจะต้องลงทะเบียนเข้ารับการอบรมการใช้งานและขอรับสิทธิ์การซื้อสารเคมี ซึ่งจะต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2562 ทำให้การซื้อขายสารเคมีดังกล่าวถูกจำกัดอยู่ในวงแคบและส่วนใหญ่เป็นการลักลอบจำหน่าย ขณะที่ความต้องการใช้ของเกษตรกรที่ยังหาสารเคมีอื่นที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันมาทดแทนไม่ได้ยังมีอยู่จำนวนมาก จึงเป็นช่องทางให้เกิดการซื้อขายกันในตลาดมืด และส่วนหนึ่งมาในรูปแบบการดัดแปลงผลิตภัณฑ์

ล่าสุดวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และเจ้าหน้าที่จากกองคดีคุ้มครองผู้บริโภคและศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 3 (นครราชสีมา) กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร เข้าตรวจค้นบริษัทและแหล่งผลิต และจำหน่ายวัตถุอันตราย สารพาราควอตไดคลอไรด์และไกลโฟเซต–ไอโซโพรพิลแอมโมเนียม หลังได้รับการร้องเรียนจากกรมส่งเสริมการเกษตร ว่ามีการลักลอบแอบจำหน่ายสารต้องห้ามให้เกษตรกร

โดยทำการตรวจค้น 2 บริษัท รวม 5 จุดพร้อมกัน ได้แก่ บริษัท สมาร์ท ไบโอเทค คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช ยี่ห้อ สมาร์ทไบโอ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น สารเสริมประสิทธิภาพกำจัดโรคพืช ยี่ห้อ ท็อปเคลียร์  สารปรับสภาพน้ำชนิดพิเศษ ยี่ห้อ สมาร์ท ไบโอ อะควอ  และ ปุ๋ย เป็นต้น ตั้งอยู่ที่ จ.นนทบุรี 2 จุด (คดีพิเศษที่ 73/2562)

บริษัท วีไอพี คิงดอม999 จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช ยี่ห้อซุปเปอร์ไลค์ รวมทั้งมีผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่นยาฆ่าแมลง ยี่ห้อ ออแกนิค คิล และปุ๋ยสินแร่นาโน บูม ชนิดเม็ด เป็นต้น ตั้งอยู่ที่ จ.ปทุมธานี จำนวน 1 จุด และ จ.นครราชสีมา 2 จุด (คดีพิเศษที่ 74/2562)

พ.ต.อ.ไพสิฐ ระบุว่า การตรวจค้นครั้งนี้สืบเนื่องจากได้รับการร้องเรียนมาจากกรมส่งเสริมการเกษตร ว่ามีการลักลอบจำหน่ายวัตถุอันตรายให้เกษตรกร ซึ่งจากการสืบสวนสอบสวนของกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค พบว่าทั้ง 2 บริษัท ได้นำสารพาราควอตไดคลอไรด์และไกลโฟเซต–ไอโซโพรพิลแอมโมเนียม ซึ่งเป็นสารควบคุมตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ.2556 บัญชี 1.1 ลำดับที่ 353 และลำดับที่ 43 ที่เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 มาผสมกับผลิตภัณฑ์ชีวภาพอินทรีย์ โดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายและขายผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้ผู้ซื้อไปใช้เข้าใจผิดคิดว่าผลิตภัณฑ์ชีวภาพดังกล่าวไม่มีผลต่อสุขภาพ เป็นเหตุทำให้ผู้ซื้อได้รับอันตรายต่อสุขภาพจากการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

จากการนำหมายศาลเข้าตรวจค้นทั้ง 5 จุด สามารถยึดผลิตภัณฑ์ต่างๆ และเอกสารที่เกี่ยวข้องได้เป็นจำนวนมาก รวมถึงสารตั้งต้นที่ใช้ในการผลิต และได้มีการอายัดอุปกรณ์การผลิตไว้เพื่อตรวจสอบ โดยผลิตภัณฑ์ที่ยึดได้ทั้งหมดจะถูกนำไปให้กรมส่งเสริมการเกษตรและสำนักนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจสอบว่ามีส่วนประกอบของสารต้องห้ามจริงหรือไม่ หลังจากนั้นจะสามารถระบุตัวผู้ต้องหารวมถึงออกหมายเรียกหรือหมายจับมาดำเนินคดีต่อไปได้

อธิบดีดีเอสไอ ระบุว่า การกระทำดังกล่าว เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ฐานผลิตหรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ตามมาตรา 23 ประกอบ มาตรา 73 และฐานผลิตหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยไม่ได้ขึ้นทะเบียน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ยังอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 เนื่องจากมีการผลิตปุ๋ยเพื่อการค้า โดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือไม่ได้รับอนุญาต อันเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 12 ประกอบมาตรา 57 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิด ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เนื่องจากมีการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่จะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 14(1) อีกด้วย

อธิบดีดีเอสไอ เชื่อว่า การลักลอบผลิตและจำหน่ายสารเคมีที่ดัดแปลงมาในรูปแบบผลิตภัณฑ์อินทรีย์นี้ทำกันเป็นขบวนการโดยคนไทยทั้งหมด ประเมินมูลค่าทางธุรกิจมากกว่า 10 ล้านบาท และมีผู้ได้รับผลกระทบจากวัตถุอันตรายดังกล่าวมากกว่า 1,000 ราย โดยรูปแบบการขายของบริษัท วีไอพี คิงด้อม ใช้วิธีการสร้างเครือข่ายขนาดใหญ่โดยมีแรงจูงใจเป็นรายได้และการพาไปเที่ยวต่างประเทศ หากทำยอดได้ตามเป้า ลักษณะนี้อาจเข้าข่าย แชร์ลูกโซ่ ด้วย

ด้าน ธานินทร์ เปรมปรีดิ์ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ระบุว่า ผลการตรวจค้นในพื้นที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี พบถังผสมปุ๋ย และเอกสาร ส่วนที่ จ.นครราชสีมา เข้าค้นร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และโรงงานผลิต ขณะที่ในพื้นที่ปทุมธานี เป็นโกดังเก็บวัตถุอันตราย ซึ่งดีเอสไอจะยึดอายัดเครื่องจักร ถังผสม และผลิตภัณฑ์ส่งให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบว่ามีสารอันตรายหรือไม่ รวมถึงจะตรวจสอบเอกสารที่พบว่ามีแหล่งที่มาจากไหน หากผลการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการพบว่ามีส่วนผสมของพาราควอตและไกลโฟเซต จะออกหมายเรียกหรือหมายจับเจ้าของบริษัทมาแจ้งข้อกล่าวหา เพราะเป็นการแอบอ้างจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชีวภาพ แต่มีส่วนผสมของสารอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต

ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต บอกว่า ดีเอสไอพบว่าบริษัททั้ง 2 ราย นำวัตถุอันตรายมาลักลอบผลิตและจำหน่ายโดยหลอกลวงว่าเป็นสารชีวภาพ ที่ผ่านมา ดีเอสไอได้ล่อซื้อและนำของกลางไปตรวจพิสูจน์พบว่ามีสารเคมีอันตรายผสมอยู่จริง จึงนำมาสู่การตรวจค้นและจับกุม

“จากผลการวิจัยทางการแพทย์พบว่าในประเทศไทยมีผู้ป่วยจากสารพาราควอตปีละ 5,000 ราย ในจำนวนดังกล่าวประมาณ 10% หรือ 500 ราย จะเสียชีวิต เนื่องจากมีอาการแพ้รุนแรง นอกจากนี้ผู้บริโภคยังต้องได้รับสารเคมีปนเปื้อนในผักและผลไม้ ต้องตายผ่อนส่งกับพาราควอต รัฐบาลจึงต้องดำเนินการทางคดีให้ถึงที่สุด”