“ไซเบอร์เซ็กส์”ผิดกฎหมายไทยหรือไม่?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377297?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ไซเบอร์เซ็กส์”ผิดกฎหมายไทยหรือไม่?

1 กรกฎาคม 2562 – 15:05 น.
ไซเบอร์,เซ็กส์,ผิดกฎหมาย
เปิดอ่าน 2,876 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ช่วงนี้สื่อยักษ์ใหญ่หลายแห่งทั่วโลกเผยแพร่ภาพเด็กสาวเกาหลีโรยตัวหนีลงมาจากตึกลึกลับในประเทศจีน หลังถูกขังเป็นเหยื่อให้กลุ่มคนโรคจิตใช้ “ไซเบอร์เซ็กส์” มีเพศสัมพันธ์กับเด็กผ่านโลกออนไลน์อยู่หลายปี จนกลายเป็นคำถามว่า เซ็กส์แบบนี้ผิดกฎหมายไทยหรือไม่ !?!

ต้นปี 2562 องค์กรเอ็นจีโอ “เคเอฟไอ” (Korea Future Initiative : KFI) ที่ให้ความช่วยเหลือกลุ่มคนเกาหลีเหนือลี้ภัยในต่างประเทศ ได้เผยแพร่ภาพและเรื่องราวสุดแสนสะเทือนใจเกี่ยวกับเด็กหญิงเกาหลีเหนือหลายคนถูกข่มขืนและนำไปกักขังไว้ในประเทศจีน เพื่อให้ลูกค้าไซเบอร์เซ็กส์จากเกาหลีใต้เข้าไปใช้บริการพวกเธอผ่านโลกออนไลน์

“เคเอฟไอ” พยายามไม่ต่ำกว่า 2 ปี วางแผนช่วยเหลือเด็กถูกทารุณทางเพศกว่า 45 คน เด็กหญิงบางคนอายุแค่ 12 ปีเท่านั้น แต่ถูกบังคับให้ทำงานรับลูกค้าไซเบอร์เซ็กส์นานหลายวันโดยไม่ได้กินข้าว หลายคนโดนขังหลายปีตั้งแต่ยังเป็นเด็กจนกลายเป็นผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่ลักลอบเข้าจีนเพราะโดนแก๊งค้ามนุษย์หลอกให้หนีออกจากบ้าน อ้างว่าจะหางานร้านอาหารในเกาหลีใต้หรือในจีนให้ทำ ปัจจุบันสถิติตัวเลขคนเกาหลีเหนือหลบหนีไปประเทศจีนแล้วถึง 2 แสนคน เพราะเดินทางเข้าชายแดนได้ง่ายกว่าไปเกาหลีใต้

“มิระ” และ “จียอน” 2 เด็กสาวถูกช่วยออกมาจากอพาร์ตเมนต์ที่พวกเธอถูกบังคับให้โชว์วาบหวิวแล้วถ่ายทอดสดผ่านกล้องโน้ตบุ๊กไปยังลูกค้าในเกาหลีใต้ หรือประเทศอื่นๆ โดย “มิระ” ถูกขังให้โชว์หวิวแล้วกว่า 5 ปี ส่วน “จียอน” โดนนานถึง 8 ปี

พวกเธอหนีออกมาได้เพราะความช่วยเหลือของ “บาทหลวง ชัน คีวอน” เนื่องจากลูกค้าคนหนึ่งของมิระซึ่งใช้บริการ “ไซเบอร์เซ็กส์” กับเธอมานานถึง 3 ปี รู้สึกสงสาร จึงช่วยติดต่อให้เธอได้คุยกับบาทหลวงผู้ให้ความช่วยเหลือกลุ่มแปรพักตร์จากเกาหลีเหนือมาหลายสิบปี กว่าจะวางแผนไต่เชือกกระโดดลงมาจากตึก วิ่งขึ้นรถหลบหนีไปชายแดน จากนั้นเดินเท้าผ่านเส้นทางลับอีกหลายสิบชั่วโมงเพื่อไม่ทิ้งร่องรอยให้ใครมาตามจับได้

ปฏิบัติการนี้ถูกวางแผนอย่างดี “ห้ามพลาดเด็ดขาด” เพราะถ้าพวกเธอถูกจับได้ ตำรวจจีนจะตั้งข้อหาเป็น “ผู้อพยพผิดกฎหมาย” แล้วส่งกลับไปเกาหลีเหนือทันที เพื่อให้ถูกคุมขังแล้วลงโทษอย่างทรมาน ในข้อหา “กบฏ”  จากเหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นเพราะ “ไซเบอร์เซ็กส์” บริการรูปแบบนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันของ 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งเสนอให้เป็นเรื่องผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพราะเป็น “ช่องทางค้ามนุษย์ในโลกออนไลน์” รูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะทำกับเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม แต่อีกฝั่งหนึ่งถือว่าเป็นเรื่องของ “เสรีภาพทางเพศ” เพียงแต่ห้ามทำกับเด็ก และถ้าเป็นผู้ใหญ่ต้องไม่มีการบังคับขืนใจอย่างเด็ดขาด

คนไทยหลายคนที่มีแฟนอยู่ประเทศอื่น หรือเคยมีประสบการณ์ “ไซเบอร์เซ็กส์” คงอยากรู้ว่า การกระทำเหล่านี้ผิดกฎหมายไทยหรือไม่ ?

รศ.คณาธิป ทองรวีวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายสื่อดิจิทัล มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลและสังคมออนไลน์ อธิบายถึงลักษณะการกระทำอันเป็น “ไซเบอร์เซ็กส์” ว่า ก่อนอื่นต้องแยกให้ชัดเจนว่า ไม่มี “เด็ก” เข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากถ้ามี “เด็ก” เข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อไร ผิดกฎหมายแน่นอนในข้อหาครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก

แต่ถ้าเป็นการกระทำของผู้ใหญ่ 2 คน หรือหลายคน หากอายุ 18 ปีขึ้นไป แล้วอยากมีกิจกรรมทางเพศหรือมีเซ็กส์ในลักษณะโชว์รูปร่างของแต่ละฝ่ายให้เห็นผ่านจอคอมพิวเตอร์ แล้วช่วยตัวเองโดยไม่ได้สัมผัสเนื้อตัวจริง การทำแบบนี้บางประเทศถือว่า “ผิดกฎหมาย” ลักษณะลามกอนาจาร เช่น ฟิลิปปินส์ มีกฎหมายเรื่องนี้โดยเฉพาะและลงโทษรุนแรง หรือบางประเทศอาจแทรกความผิดอยู่ในกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์

อย่างไรก็ตามในหลายประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศยุโรป ถือว่าเรื่องนี้เป็นความพึงพอใจของสองฝ่าย เพราะไม่ต่างจากคนอยากมีเซ็กส์กันในห้องส่วนตัว เพียงแต่ใช้ระบบออนไลน์เท่านั้น ถือเป็นเสรีภาพส่วนบุคคล “ไม่ผิดกฎหมาย”

สำหรับประเทศไทยนั้น มีกฎหมาย 2 ฉบับเกี่ยวข้อง ได้แก่ “กฎหมายอาญา” และ “กฎหมายคอมพิวเตอร์” หรือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2560 ในส่วนของกฎหมายอาญากำหนดความผิด “สื่อลามกอนาจาร” ต้องผลิต ส่งออกหรือเพื่อแสดงอวดแก่ประชาชน สรุปคือเป็นการเผยแพร่สู่สาธารณะเท่านั้นถึงจะเป็นผิด

“หากคนสองคนทำกันในห้องมิดชิด แม้ว่าจะอยู่คนละประเทศหรือคนละบ้าน ใช้ระบบออนไลน์ไซเบอร์เซ็กส์ ไม่ได้มีจุดประสงค์เผยแพร่อวดโชว์ให้อื่นร่วมดูด้วยกัน ถือว่าไม่ผิดตามกฎหมายอาญาของไทย ซึ่งเน้นเอาผิดผู้เผยแพร่สื่อลามกอนาจารออกสู่สาธารณะเท่านั้น แม้กระทั่งถ้าเป็นห้องแบบกลุ่มปิดในไลน์ หรือกลุ่มปิดในแอพพลิเคชั่นบางประเภทก็ถือว่าไม่ผิด”

ส่วน “พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560” ได้กำหนดในมาตรา 14 วรรคสี่ ว่า ความผิดจะเกิดขึ้นต่อเมื่อ

“นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้”

หมายความว่าต้องนำภาพลามกเข้าสู่ระบบที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ ถ้าคน 2 คนเล่นไซเบอร์เซ็กส์กันถือว่าไม่ผิด แต่ถ้าใครแอบเอาภาพหรือวิดีโอที่เล่นเซ็กส์กันไปเผยแพร่ให้คนทั่วไปเห็น จึงจะถือว่าผิดตามกฎหมายฉบับนี้

“สรุปได้ว่าไซเบอร์เซ็กส์ไม่ว่าจะทำสองคนหรือหลายคน ถ้าไม่ได้เผยแพร่เปิดกว้างออกสู่สาธารณะถือว่าไม่ผิดกฎหมายไทย แต่ถ้าไม่ได้ทำด้วยความเต็มใจ แต่มีลักษณะข่มขู่บังคับให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทำ หรือแบล็กเมล์แบบนี้ ถือว่าผิดกฎหมายข้อหาบังคับขืนใจ ต้องระวังให้ดี” ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายข้างต้นกล่าวเตือนทิ้งท้าย

แม้ว่า “ไซเบอร์เซ็กส์” หรือ “การมีเพศสัมพันธ์ผ่านระบบออนไลน์” หลายประเทศไม่ถือว่าผิดกฎหมาย รวมถึงประเทศไทย แต่ถ้ามีเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะทำแบบปิดหรือเปิดสู่สาธารณะก็ตาม ถือว่าผิดกฎหมายสากลขั้นร้ายแรง

ที่ผ่านมากฎหมายไทยให้คำนิยาม “สื่อลามกอนาจารเด็ก” หมายถึง “วัตถุหรือสิ่งที่แสดงให้รู้หรือเห็นถึงการกระทำทางเพศของเด็กหรือกับเด็ก ซึ่งมีอายุไม่เกิน 18 ปี โดยรูป เรื่อง หรือลักษณะสามารถสื่อไปในทางลามกอนาจาร ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของเอกสาร ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพระบายสี สิ่งพิมพ์ รูปภาพ ภาพโฆษณา เครื่องหมาย รูปถ่าย ภาพยนตร์ แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพ หรือรูปแบบอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกัน และให้หมายความรวมถึงวัตถุหรือสิ่งต่างๆ ข้างต้น ที่จัดเก็บในระบบคอมพิวเตอร์หรือในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นที่สามารถแสดงผลให้เข้าใจความหมายได้”

ใครมีสื่อลามกอนาจารเด็กโดนโทษจำคุก 5 ปี หรือปรับ 1 แสนบาท ถ้าส่งต่อให้ผู้อื่น โทษเพิ่มเป็นจำคุกสูงสุด 7 ปี หากใครทำเพื่อการค้า แจกจ่าย หรือแสดงอวดแก่ประชาชน โทษจําคุก 3-10 ปี และปรับตั้งแต่ 6 หมื่นถึง 2 แสนบาท

กฎหมายเกี่ยวกับเซ็กส์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน นักสิทธิมนุษยชนสากลมักใช้หลักการว่า “Adult& Alone” แปลง่ายๆ คือ เรื่องของ “ผู้ใหญ่” และ “ทำกันส่วนตัว” ถือว่าไม่ผิด !

“ไซเบอร์เซ็กส์” เป็น “เสรีภาพทางเพศ” แต่ถ้าเผยแพร่สู่สาธารณะ …ถือว่าลามกอนาจาร !

เร่งตั้งครม.ขับเคลื่อนประเทศ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377750?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เร่งตั้งครม.ขับเคลื่อนประเทศ

1 กรกฎาคม 2562 – 14:50 น.
ครม,เศรษฐกิจไทย
เปิดอ่าน 933 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม 2562

 ผ่านพ้นไปกว่า 3 เดือนนับแต่วันเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ประเทศไทยเพิิ่งได้ตัวนายกรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อย แต่การจัดตั้งคณะรัฐมนตรียังคงคาราคาซังไม่ลงตัวจากการแก่งแย่งต่อรองของนักการเมือง ส่งผลให้การบริหารประเทศติดๆ ขัดๆ เป็นไปด้วยความเชื่องช้า ข้าราชการแต่ละกระทรวงรอดูทีท่าของรัฐมนตรีคนใหม่รวมถึงนโยบายที่จะออกมา ทำให้การขับเคลื่อนประเทศไม่มีประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาต่างๆ ต้องชะงักงันไปด้วย ส่งผลต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจจนมีเสียงบ่นจากภาคธุรกิจให้ได้ยินถึงวาระเร่งด่วนที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือในภาวะเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว ทั้งในเรื่องการฟื้นฟูกำลังซื้้อในประเทศ การแก้ไขปัญหาความเลื่อมล้ำ กระตุ้นการส่งออก การแก้ไขปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ และเร่งลงทุนเมกะโปรเจกท์

นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวระหว่างจัดงานสหกรุ๊ปแฟร์ ที่ไบเทค บางนา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าเศรษฐกิจในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ถือว่าอยู่ในช่วงที่ “เลวร้าย” ที่สุด เนื่องจากได้ตัวนายกรัฐมนตรีแล้วแต่ยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งล่าช้ามาถึง 2-3 เดือน ทำให้กำลังซื้อระดับล่างหายไปอย่างชัดเจน ค่าครองชีพสูงขึ้น ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าถึง 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตร และรายได้ของเกษตรกรที่ลดลง ดังนั้นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลควรทำเป็นอย่างแรกคือค่าบาทที่ช่วงนี้ควรอยู่ที่ระดับ 34 บาท แต่ต้องระวังการแก้ปัญหาค่าเงินบาท ขึ้นเร็วไป หรือลงเร็วไป ไม่ดี ต้องค่อยๆ ปรับให้อ่อนค่าลง พร้อมทั้งเสนอให้มีการตั้งคณะรัฐมนตรีแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ก่อนที่เศรษฐกิจจะเสียหายไปมากกว่านี้

ล่าสุดกระทรวงการคลังเตรียมปรับคาดการณ์ขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทย ลดลงจากปัจจุบันร้อยละ 3.8 สอดคล้องกับหลายหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ เพราะยังเผชิญกับแนวโน้มการส่งออกชะลอตัว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาการส่งออกถึงร้อยละ 77 สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากยอดจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มขยายตัวร้อยละ 5 เพราะการบริโภคในประเทศยังขยายตัวระดับน่าพอใจ ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับลดลงมาอยู่ที่ 64.8 แม้ว่าการส่งออกติดลบร้อยละ 5.8 โดยเฉพาะการส่งออกไปตลาดจีนติดลบร้อยละ 7.2 ขณะที่การนำเข้าติดลบร้อยละ 0.6 สินค้าที่นำเข้าเพิ่มขึ้น ได้แก่ เชื้อเพลิง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวสะท้อนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 2.73 ล้านคน ชะลอลงร้อยละ 1 เป็นผลจากนักท่องเที่ยวจีนเป็นสำคัญทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมีมูลค่า 134,560 ล้านบาท

 แม้ภาครัฐจะเชื่อมั่นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแรงมาก ตลาดหุ้นขยับขึ้นต่อเรื่อง ค่าเงินบาทแข็งค่าสะท้อนเศรษฐกิจยังดี และพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังรองรับปัจจัยเสี่ยงที่ผ่านมาได้ดี ยังมีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพราะต่างชาติมองว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยเข้มแข็งก็ตาม แต่หากการเมืองยังคงไม่มีความชัดเจนการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปด้วยความเชื่องช้า ยังคงมีความขัดแย้งในตัวบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง คงเป็นเรื่องยุ่งยากในการสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุน อีกทั้งยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคตอีกด้วย เพื่อเป็นการฝ่าฟันวิกฤติชาติให้ผ่านพ้นไปโดยเร็วหมดเวลาที่นักการเมืองจะมานั่งทะเลาะกันเพื่อแย่งชิงตำแหน่งเพื่อผลประโยชน์ตัวเองและพวกพ้องได้แล้ว นายกรัฐมนตรีจะต้องใช้ความเด็ดขาดตั้งคณะรัฐมนตรีขับเคลื่อนประเทศโดยเร็ว

ย้ำแล้วเตือนอีก..6สิ่งของต้องห้ามส่งทางไปรษณีย์!!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377678?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้ำแล้วเตือนอีก..6สิ่งของต้องห้ามส่งทางไปรษณีย์!!

1 กรกฎาคม 2562 – 12:45 น.
สายตรวจระวังภัย,ไปรษณีย์ไทย,6 สิ่งของต้องห้าม,สารวัตรแย้
เปิดอ่าน 3,966 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ในห้วงหลายปีจวบจนปัจจุบันมักจะปรากฏข่าวการจับกุมของผิดกฎหมายที่ถูกส่งผ่านกล่องพัสดุทางไปรษณีย์ทั้งของเอกชนและรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะปืนปากกาและยาเสพติดนานาชนิด พร้อมกับของต้องห้ามอีกหลายรายการ ที่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเป็นสิ่งที่ฝ่าฝืน ส่งทางไปรษณีย์แล้วมีความผิด

สำหรับการจับกุมยาเสพติดที่ส่งกันทางไปรษณีย์ครั้งล่าสุดกลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจตลอดช่วงสัปดาห์ปลายเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา และถูกจับตามองว่าผลสรุปของคดีจะออกมาแบบไหน เพราะคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องระบุชื่อเป็นผู้รับพัสดุ คือ พ.ต.ท.พิเชษฐ เสาแบน หรือ “สารวัตรแย้” เนื่องจากมีพัสดุไปรษณีย์ระบุชื่อผู้ส่ง “พนมทวน แซ่หว่าง” ต้นทางจาก จ.บุรีรัมย์ จ่าหน้าถึงผู้รับคือ นายพิเชษฐ เสาแบน ที่บ้านเลขที่ 14/3 หมู่ 7 ต.ท่าน้ำอ้อย อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ โดยมี นางประชุม มากบุญ ผู้เป็นแม่เซ็นรับพัสดุ ก่อนถูกตำรวจปราบปรามยาเสพติดเข้าคุมตัวไปสอบปากคำ เมื่อเปิดกล่องพัสดุพบยาไอซ์ 50 กรัม และยาอี 50 เม็ด ซึ่งตอนนี้คดีอยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผล “สารวัตรแย้” อาจถูก “จัดฉาก” จากเครือข่ายค้ายาเสพติดที่เคียดแค้น หรืออาจจะพัวพันโดยตรงก็ยังไม่มีข้อสรุป สุดท้ายเขาจะเป็น “แพะขาว” หรือ “แกะดำ” ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเดินไปตามขั้นตอน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาสักระยะ

ทว่าการฝากส่งสิ่งของผ่านทางไปรษณีย์มีสิ่งต้องห้ามหลายอย่าง ไม่เพียงแค่ยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมายอย่างอื่น ซึ่งหลายคนอาจยังไม่ทราบอย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้น โดยมีการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนมาเป็นระยะ และก็ต้องออกมาย้ำเตือนกันอีกรอบ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์สาขาภาษีเจริญ พบผู้มาใช้บริการฝากส่งงูหลามตัวเป็นๆ โดยเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก “บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด” ได้โพสต์ข้อความพร้อมรูปภาพเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ภาษีเจริญจับงูหลามขนาดใหญ่ออกมาจากถุง ซึ่งพบว่าเป็นพัสดุที่มีลูกค้ารายหนึ่งส่งมา ซึ่งทางเพจเฟซบุ๊กดังกล่าว ระบุข้อความว่า “ส่งมาแบบนี้สงสารน้องเขานะครับ ที่สำคัญเจ้าหน้าที่ ปณ.ภาษีเจริญ เราจะกรี๊ดดัง! เวลาเปิดถุงแล้วเจอแบบนี้!! แต่โชคดีที่ ปณ.นี้ยังมีคนใจหล่อ นายวีระพล สุทธิประภา งานนี้มีจับงูโชว์กันแบบชิลๆ  เลยคร้าบบ ปล.ตอนนี้น้องปลอดภัยเรียบร้อยครับ”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ทางบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้เคยย้ำเตือนและแจ้งประชาสัมพันธ์ไปแล้วถึงสิ่งของต้องห้ามฝากส่งทางไปรษณีย์ ประกอบด้วย 1.สัตว์มีชีวิต 2.สิ่งเสพติด 3.วัตถุลามกอนาจาร 4.วัตถุระเบิด-วัตถุไวไฟทุกชนิด 5.ธนบัตร และ 6.วัตถุมีคมที่ปราศจากสิ่งห่อหุ้ม นอกจากนี้ยังย้ำถึงสิ่งของที่ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่จุดบริการห่อหุ้มก่อนทุกครั้ง ได้แก่ เครื่องยนต์และส่วนประกอบของเครื่องยนต์ทุกชนิด, แบตเตอรี่ ลิเธียมและแบตเตอรี่ทุกชนิด รวมทั้งอุปกรณ์สื่อสารที่ติดตั้งแบตเตอรี่ภายในถาวร, วัตถุมีคม ที่จะต้องทำการห่อหุ้ม, สิ่งเทียมอาวุธ (ปืนไฟแช็ก, ปืนเด็กเล่น), ของเหลวทุกชนิด, สารพิษ(ยาฆ่าแมลง, สารไซยาไนด์), สารมีฤทธิ์กัดกร่อน(น้ำกรด, กรดเกลือ, น้ำยาล้างห้องน้ำ), เชื้อชีวภาพ(เชื้อไวรัส, เชื้อแบคทีเรีย), อาวุธปืนและเครื่องกระสุน โดยมีหมายเหตุสิ่งของที่ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่จุดบริการหุ้มห่อด้วยว่า 1.หน่วยงานผู้ฝากส่งจะต้องทำการตกลงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการส่งกับไปรษณีย์ 2.อาวุธปืนที่ไม่ได้บรรจุกระสุนสามารถส่งได้ โดยต้องนำใบอนุญาตมีอาวุธมาแสดงขณะส่ง พร้อมลงนามสำเนา 1 ชุด แนบไปกับกล่องบรรจุอาวุธปืนที่ส่ง

ด้วยเหตุนี้ไปรษณีย์ไทย จึงขอความร่วมมือผู้ใช้บริการ ไม่ส่งสิ่งของต้องห้ามผ่านเส้นทางไปรษณีย์ เนื่องจากผิดพระราชบัญญัติทางไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 หากไปรษณีย์ไทยตรวจสอบพบผู้กระทำผิด จะดำเนินการติดตามหาผู้กระทำผิดผ่านการตรวจสอบไปยังเลขที่บัตรประชาชนของผู้ฝากส่ง และตรวจสอบภาพของผู้ฝากส่งด้วยภาพบันทึกกล้องวงจรปิด ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

สิ่งของต้องห้ามหากฝ่าฝืนฝากส่งทางไปรษณีย์จะมีทั้งโทษปรับและจำคุก ถ้าไม่อยากมีคดีติดตัวได้รับโทษก็ไม่ควรเสี่ยงแหกกฎ และอย่าเล่นคะนองแผลงๆ กลั่นแกล้งใคร..!!

แหวกวิถี “เสี่ยแฮงค์” ห้วงยาม “สามมิตร” เก็บฉาก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377688?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แหวกวิถี “เสี่ยแฮงค์” ห้วงยาม “สามมิตร” เก็บฉาก

1 กรกฎาคม 2562 – 11:10 น.
สามมิตร,กลุ่มสามมิตร,พรรพลังประชารัฐ,อนุชา นาคาศัย,เสี่ยแฮงค์ อนุชา,สมศักดิ์ เทพสุทิน,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,พปชร,เก้าอี้รัฐมนตรี,ครม,ครมบิ๊กตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี,สุชาติ ชมกลิ่น
เปิดอ่าน 16,314 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย” ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 1 ก.ค.62

***********************

          คลื่นลมในพรรคพลังประชารัฐจะสงบชั่วคราวด้วยเสียงให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ย้ำหนักแน่นว่ารายชื่อคณะรัฐมนตรีจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีกแล้ว

          อาการตัดพ้อต่อว่าผู้บริหารพรรคของ “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย ผู้พลาดหวังจากตำแหน่งรัฐมนตรี ก็คงเงียบตาม และเจ้าตัวอาจจะต้องถอยกลับไปตั้งหลักที่เมืองชัยนาท 

มาจากทนายความ

          จากเด็กหนุ่มรุ่นหลานมังกรพลัดถิ่นที่เติบโตในร้านขายยาเล็กๆ ที่ตลาด ต.โพนางดำตก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท “อนุชา นาคาศัย” ก็เข้ามาแสวงหาโอกาสในเมืองหลวง

“เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย

          “เสี่ยแฮงค์” ในวัยเด็ก สะพายกระเป๋าจากชัยนาทมาอาศัยอยู่กับญาติย่านบางนา เข้าเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนบดินทรเดชา แล้วจึงเลือกเรียนที่คณะนิติศาสตร์ รามคำแหง ทำงานหลากหลายอาชีพ ตั้งแต่ทนายความฝึกหัดไปจนถึงเซลส์ขายเครื่องปั๊มน้ำ

          สมัยที่เป็นทนายความหนุ่ม เพื่อนของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” เห็นว่ามีความรู้ทางด้านกฎหมายจึงชักชวนเสี่ยแฮงค์มาช่วยงานนักการเมืองหน้าใหม่จากสุโขทัยเมื่อปี 2526 ซึ่งลูกชาย “โกเหนา” ผู้รับเหมารายใหญ่แห่งศรีสำโรง สุโขทัย เพิ่งได้เป็น ส.ส.สมัยแรก สังกัดพรรคกิจสังคม

          แสดงว่าเสี่ยแฮงค์ใกล้ชิดสมศักดิ์มายาวนานมากตั้งแต่เป็น ส.ส. และรัฐมนตรีหลายกระทรวง

“มือดีล” คู่ใจสมศักดิ์

          เมื่อสมศักดิ์ เทพสุทิน ทิ้งกิจสังคม ตัดสินใจเข้าร่วมงานการเมืองกับพรรคไทยรักไทย “เสี่ยแฮงค์” จึงกลับบ้านเกิดเมืองนอนไปสมัครส.ส. และโค่นแชมป์เก่า ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง อดีต ส.ส.หลายสมัย ลงได้อย่างไม่ยากเย็น

          ช่วงที่สมศักดิ์เป็น “รัฐมนตรี” ในรัฐบาลทักษิณ “เสี่ยแฮงค์” ก็ตามไปเป็นเลขานุการรัฐมนตรีทุกกระทรวง และเป็นมือประสานสิบทิศของมุ้งวังน้ำยม

สมศักดิ์ และอนุชา คบค้ากันมานาน

          ปี 2550 พรรคไทยรักไทยถูกยุบ “เสี่ยแฮงค์” ต้องเว้นวรรค 5 ปี จึงส่ง “พรทิวา ศักดิ์ศิริเวทย์กุล” อดีตภรรยาเป็นส.ส.ชัยนาท และได้เป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ในรัฐบาลอภิสิทธิ์

          ช่วงหลังเสี่ยแฮงค์จับมือตระกูล “สงฆ์ประชา” จึงทำให้การแข่งขันในสนามชัยนาทไม่ต้องออกแรงเหนื่อยอย่างการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เสี่ยแฮงค์แทบไม่ได้มาหาเสียง ปล่อยเป็นหน้าที่ของมณเฑียร สงฆ์ประชา 

          ทั้งเสี่ยแฮงค์–มณเฑียร โกยแต้มเข้าป้ายเหมือนไม่มีคู่แข่ง

“สามมิตร” จบแล้ว

          ปลายปีที่แล้ว สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, สมศักดิ์ เทพสุทิน และ อนุชา นาคาศัย เปิดตัว “กลุ่มสามมิตร” ครึกโครม ออกเดินสายชักชวนอดีต ส.ส.จากหลายพรรคมาสังกัดซุ้มสามมิตร

          หลังการเลือกตั้งอดีตส.ส.สายสามมิตร สอบตกกว่าร้อยละ 80 สมศักดิ์จึงทำแนวร่วมกับกลุ่มกำแพงเพชร กลุ่มเพชรบูรณ์ และกลุ่มนครสวรรค์ พร้อมประกาศผ่านสื่อว่ากลุ่มสามมิตรมี ส.ส.อยู่ในมือ 30 กว่าชีวิต

สุริยะ และสมศักดิ์ แกนนำสามมิตร

          เมื่อการฟอร์มคณะรัฐมนตรีผ่านไปทำให้อดีตส.ส.หลายกลุ่ม เริ่มมองเห็นว่ากลุ่มสามมิตรไม่มีพลังต่อรองจริง จึงขยับขยายหาพื้นที่ของตัวเอง

          ในชั่วโมงนี้กลุ่มสามมิตรกลับไปสู่จุดเดิมคือ กลุ่มมัชฌิมา มี ส.ส.เขต 6 คนเท่านั้น

          สุโขทัย 2 คน พรรณสิริ กุลนาถศิริ น้องสาวสมศักดิ์ เทพสุทิน และ ชูศักดิ์ คีรีมาศทอง

          ราชบุรี 2 คน บุญยิ่ง นิติกาญจนา ภรรยากำนันตุ้ย และ กุลวลี นพอมรบดี ลูกสาวของมานิต นพอมรบดี 

          ชัยนาท 2 คน เสี่ยแฮงค์ อนุชา นาคาศัย และ มณเฑียร สงฆ์ประชา 

          ส่วนส.ส.หน้าใหม่ที่มาจากพิจิตรและพิษณุโลก จำนวน 5 คน ได้แยกตัวออกจากกลุ่มสามมิตรไปขึ้นตรงกับผู้มีบารมีในพรรคพลังประชารัฐ 

สุชาติ ชมกลิ่น กลุ่มชลบุรี สาขา 2

          ขณะที่ส.ส.พรรคพลังประชารัฐในภาคกลางก็ไม่ได้ขึ้นต่อเสี่ยแฮงค์ เพราะกลุ่มส.ส.หน้าใหม่ประมาณ 10 คนได้ไปสังกัด “กลุ่มชลบุรีสาขา 2” ที่มี “ส.ส.เฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น เป็นหัวหน้ากลุ่ม

          สังเกตอาการของสมศักดิ์ที่เงียบผิดปกติ เหมือนรู้ชะตากรรม จึงปล่อยให้เสี่ยแฮงค์ เล่นบทไพร่ราบออกท้ารบบนกำแพงเมือง

          อาการป่วนของเสี่ยแฮงค์ อาจส่งผลกระทบต่อ ส.สุริยะ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทำไงให้เก่งภาษาอังกฤษ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377676?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำไงให้เก่งภาษาอังกฤษ

1 กรกฎาคม 2562 – 10:15 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,ทำไงให้เก่งภาษาอังกฤษ
เปิดอ่าน 3,301 ครั้ง

คอลัมน์…. รู้ลึกกับจุฬาฯ

การขึ้นเวทีประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 34 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมากลายเป็นกระแสขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากในการกล่าวเปิดงาน พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มต้นด้วยขอให้ใส่หูฟังด้วยภาษาอังกฤษที่บกพร่อง และเลือกใช้ภาษาไทยทั้งหมดตลอดการกล่าวปาฐกถาจนสื่อต่างชาติฟังไม่ออกว่าพูดอะไร นอกจากคำว่า “อาเซียน” กับ “อาร์เซป”

แม้เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดเสียงวิจารณ์ทักษะการใช้ทักษะภาษาอังกฤษของนายกฯ ในเวทีระดับภูมิภาค แต่ขณะเดียวกันก็มีผู้ให้กำลังใจนายกฯ ในความพยายามที่จะสื่อสารกับนานาชาติ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์ทั้งหลายก็เกิดคำถามว่าทำไมคนไทยส่วนใหญ่ยังสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ไม่เต็มศักยภาพและอะไรคือปัญหาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทย

ประเด็นเรื่องการเลือกใช้ภาษาในเวทีนานาชาตินั้น ผศ.ดร.มัทธนี พลังเทพินทร์ อาจารย์ประจำสถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงทัศนะว่า “บางครั้งผู้นำประเทศอาจมีความถนัดในเรื่องอื่นๆ แต่ไม่ได้ถนัดด้านภาษาอังกฤษ การใช้ภาษาประจำชาติของตนก็จะทำให้มั่นใจว่าสื่อสารเนื้อหาได้ตรงกับที่ต้องการ โดยเฉพาะเมื่อเนื้อหาเป็นเรื่องที่สำคัญและบางครั้งเป็นเรื่องที่ซับซ้อนหรืออ่อนไหว ข้อดีของการใช้ภาษาประจำชาติอีกประการหนึ่งก็คือเป็นการแสดงเอกลักษณ์ของชาติได้ แสดงถึงวัฒนธรรมด้านภาษา ส่งผ่านความภาคภูมิใจของชาติตนเอง ในหลายโอกาส ผู้นำประเทศบางคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีแต่เลือกที่จะไม่พูดภาษาอังกฤษด้วยวัตถุประสงค์บางประการ”

“สำหรับข้อดีในการพูดภาษาอังกฤษในเวทีนานาชาติก็คือจะเป็นประโยชน์ในการสื่อสารให้คนจากหลายประเทศทั่วโลกเข้าใจได้เลยอย่างรวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอผ่านล่าม ซึ่งคำที่แปลออกมาอาจจะไม่ใช่คำที่ผู้พูดเลือกใช้เองโดยตรง ความรู้สึกที่ได้อาจจะมีความต่างกัน การเลือกใช้ภาษาจึงขึ้นอยู่กับความถนัดและจุดประสงค์ผลลัพธ์ที่ต้องการด้วย”

แต่ยังมีข้อมูลที่ชวนให้วิตกกังวลก็คือทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทยโดยรวมอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ เมื่อพิจารณาจาก EF English Proficiency Index ซึ่งใช้เป็นมาตรฐานวัดระดับทักษะการใช้ภาษาของผู้ใหญ่ทั่วโลก จากสถิติปีล่าสุด พ.ศ.2561 ชี้ว่าความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษของคนไทยอยู่อันดับที่ 64 จากทั้งหมด 88 ประเทศ และอยู่อันดับ 6 จากทั้งหมด 8 ประเทศในอาเซียน (ไม่รวม สปป. ลาว และบรูไน)
อาจารย์มัทธนีพูดถึงปัญหาที่แก้ไม่ตกของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยว่า “การเรียนการสอนในไทยมักจะเป็นแบบครูอาจารย์เป็นจุดศูนย์กลาง เน้นการบรรยาย การท่องจำ ไวยากรณ์ คำศัพท์ เน้นเรียนเพื่อการสอบ แต่การเรียนภาษาเป็นการฝึกฝนทักษะเพื่อนำไปใช้จริงด้วย จึงจำเป็นจะต้องมีการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกใช้ภาษาจริงๆ มากขึ้น อาจมีการให้ฟังพูดอ่านเขียนในบริบทที่นำไปใช้ได้จริง มีกิจกรรมที่สนุกให้นักเรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กัน เช่น การฝึกพูดคุยถกประเด็นต่างๆ การใช้บทบาทสมมุติ การนำเสนองาน การฝึกโดยใช้สื่อต่างๆ จากชีวิตจริง เป็นต้น ที่สำคัญคือทำให้นักเรียนเห็นความสำคัญของการใช้ภาษาและสามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานการณ์จริง สร้างแรงบันดาลใจให้อยากฝึกมากขึ้น”
อาจารย์มัทธนียังกล่าวว่า การมีนักเรียนในห้องเรียนจำนวนมากก็เป็นปัญหาที่ทำให้ครูผู้สอนไม่สามารถดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง นักเรียนมีโอกาสได้ฝึกพูดน้อย ด้วยเหตุนี้สถาบันภาษา จุฬาฯ จึงจัดโครงการฝึกการสนทนา “Conversation Cloud” ในรูปแบบการประชุมทางไกลผ่านสื่อออนไลน์ โดยให้นิสิตจำนวนไม่เกิน 8 คนเลือกเข้าร่วมการสนทนาภาษาผ่านเครือข่ายออนไลน์ และมีอาจารย์จากสถาบันภาษาเป็นผู้ดำเนินการสนทนา พร้อมกับแขกรับเชิญชาวต่างชาติ 1 คนมาร่วมวงสนทนาในหัวข้อที่น่าสนใจ เพื่อเพิ่มโอกาสให้นิสิตฝึกภาษาอังกฤษมากขึ้น นอกเหนือจากในห้องเรียน
“แขกรับเชิญจะหมุนเวียนไปไม่ซ้ำ ไม่จำกัดว่าต้องเป็นประเทศเจ้าของภาษาเท่านั้น บางทีก็มีแขกจากเวียดนาม ญี่ปุ่นมาด้วย เด็กก็จะได้ฝึกฟังหลายสำเนียง ผลตอบรับที่ปรากฏของโครงการนี้คือนิสิตชอบมาก เพราะมันได้ใช้จริง”
ปัจจุบันนี้การเรียนการสอนภาษาอังกฤษไม่จำเป็นเสมอไปว่าต้องเรียนภาษาอังกฤษกับเจ้าของภาษาเท่านั้น การเรียนภาษาอังกฤษกับครูไทยก็มีข้อดี เพราะครูชาวไทยเข้าใจปัญหาการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทย ส่วนเรื่องสำเนียงการออกเสียง ก็สามารถใช้สื่อการเรียนการสอน เช่น วิดีโอ คลิปเสียง หรือกิจกรรมนอกเวลา เสริมได้ รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากสื่อสมัยใหม่ แล แอพพลิเคชั่นการฝึกฝนภาษาต่างๆ
“ในยุคโลกาภิวัตน์ เราน่าจะให้นักเรียนได้มีโอกาสฟังสำเนียงของทั้งเจ้าของภาษาและหลายๆ ชาติ ทุกวันนี้ภาษาอังกฤษเป็น World Englishes เรามีทั้งสำเนียงสิงคโปร์ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย อินเดีย ฯลฯ การฟังสำเนียงหลายแบบมีส่วนช่วยเวลาเจอคนหลากหลายเชื้อชาติในอนาคต”
อาจารย์มัทธนีสรุปว่า หากเราเพิ่มโอกาสในการฝึกภาษาอังกฤษให้ผู้เรียนได้ฝึกใช้ภาษา ในสถานการณ์ที่นำไปใช้ได้จริง ให้คุ้นเคยสำเนียงภาษาอังกฤษของทั้งของเจ้าของภาษาและของชาติอื่นๆ สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ไม่เครียด ไม่เน้นท่องจำมากจนเกินไป ไม่กดดัน ช่วยให้เกิดความรู้สึกเชิงบวกกับการใช้ภาษาอังกฤษ สนุกที่จะเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ น่าจะเป็นส่วนช่วยให้การสื่อสารภาษาอังกฤษของคนไทยพัฒนาขึ้นได้

ทุกจังหวัดจัดงานเฉลิมพระชนมพรรษา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377674?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทุกจังหวัดจัดงานเฉลิมพระชนมพรรษา

1 กรกฎาคม 2562 – 09:25 น.
เฉลิมพระชนมพรรษา,อ๊อด เทอร์โบ
เปิดอ่าน 11,400 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม พสกนิกรเตรียมจัดกิจกรรมในโอกาสมหามงคล

กระทรวงมหาดไทยเตรียมวางแผนให้ทุกจังหวัดพร้อม โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานและถือเป็นต้นแบบ ซึ่งต่อไปทุกกระทรวง ทุกหน่วยงานจะมีการปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติและเป็นระเบียบเรียบร้อย

ทุกจังหวัดเตรียมจัดกิจกรรมเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ทั้งนี้เพื่อให้การจัดกิจกรรมเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ โดยการประดับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บริเวณศาลากลาง ประดับธงชาติไทย ร่วมกับธงพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. และธงตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ.2562 พร้อมประดับผ้าระบายสีเหลืองและผ้าระบายสีขาว บริเวณรั้วศาลากลางจังหวัดระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม-4 สิงหาคม 2562

รวมทั้งประดับไฟบริเวณศาลากลางจังหวัดและถนนสายสำคัญให้สวยงาม ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม-4 สิงหาคม  และจัดสถานที่ลงนามถวายพระพรชัยมงคล ณ บริเวณศาลากลาง โดยประดับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ธงชาติไทย ธงพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. พร้อมโต๊ะหมู่บูชา จัดสมุดลงนามถวายพระพรชัยมงคล ปากกาสีน้ำเงิน โต๊ะและเก้าอี้ถวายพระพรชัยมงคล สำหรับบุคลากรในสังกัดและผู้มาติดต่อราชการ ได้ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม-4 สิงหาคมนี้

ขอเชิญชวนบริษัท ห้างร้าน และประชาชน ประดับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บริเวณด้านหน้าอาคารสำนักงานและที่พักอาศัย พร้อมประดับธงชาติไทยร่วมกับธงพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. และธงตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ.2562 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม-4 สิงหาคม รวมทั้งประดับไฟบริเวณอาหารสำนักงานและที่อยู่อาศัยให้สวยงาม ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม-4 สิงหาคม

วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ บริเวณ ศาลากลางจังหวัด หรือสถานที่ตามที่จังหวัดพิจารณาเห็นเหมาะสม โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน

โดยประกอบด้วยพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 68 รูป หรือจำนวนตามที่จังหวัดเห็นเหมาะสม พิธีถวายเครื่องราชสักการะ และพิธีจุดเทียนชัยถวายพระพรชัยมงคล


จดหมายจาก ‘ครูบ้านนอก’ ต่อไปนี้อยากให้ ‘พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรี ได้ทราบถึงความรู้สึกของครูทั่วประเทศที่การศึกษาของชาติถูกมองข้ามไปและไม่ได้รับความสนใจจากนักการเมือง

ด้วยเหตุนี้จึงมีปัญหาเรื่องการเรียนของเด็ก และการสอนของครู รวมไปถึงการปฏิรูปการศึกษาที่ยังไม่เสร็จสิ้น

นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะเร่งแก้ช่องว่าง ความเหลื่อมล้ำของการศึกษา ซึ่งเวลานี้มีอยู่มาก เพราะโรงเรียนดังๆ ยังเป็นที่หมายปองของพ่อแม่ผู้ปกครอง และเด็กนักเรียน

ในขณะที่โรงเรียนต่างจังหวัดแทบจะเป็นโรงเรียนร้าง เพราะเด็กหนีไปเรียนตามในจังหวัดในกรุงเทพฯ

ยิ่งโรงเรียนวัด หรือโรงเรียนตามตำบล คงไม่ต้องพูดถึง และนี่คือช่องว่างหรือความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาคทางการศึกษา

‘ครู’ คือแม่พิมพ์ของชาติ ที่จะสร้างเด็กไทยให้มีความรู้ มีความประพฤติดี มีคุณธรรม จะได้เติบโตเป็นกำลังของชาติ
อ๊อด เทอร์โบ


 เสียงจาก ‘ครูบ้านนอก’
 ทำไมมองข้ามการศึกษาของชาติ?

ผมเป็นครูอยู่ต่างจังหวัดหรือในชนบท หรือเรียกให้ตรงๆ คือเป็น ‘ครูบ้านนอก’ เขียนจดหมายฉบับนี้มาเพื่อระบายความรู้สึก และผิดหวังที่ “กระทรวงศึกษาธิการ” ไม่ได้รับความสนใจจากบรรดานักการเมือง ทั้งๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการมีงบประมาณมากมายและมีครูซึ่งเป็นบุคลากรมากยิ่งกว่ากองทัพ และมากกว่าคนในกระทรวงเกรด เอ ที่แย่งกันเป็นรัฐมนตรีอย่างกระทรวงพลังงาน, เกษตร, อุตสาหกรรม, คมนาคม และอีกหลายๆกระทรวง

อยากถามว่าเอาอะไรมาวัดว่ากระทรวงใดเป็นกระทรวงเกรด เอ ซึ่งผมบอกได้เลยว่าพวกเกรด เอ คือมีผลประโยชน์มาก และใครมาเป็นแล้วคนจะเกรงใจหรือวิ่งเข้าหามากกว่ากระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีแต่ครูสอนหนังสือเด็ก

ใครจะมาเป็นรัฐมนตรี ยังไม่นิ่ง แต่ขอร้องว่าคนจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการ หรือ รมช.ศึกษาธิการ ต้องมีใจรักการศึกษา และสำคัญที่สุดต้องมีจิตวิญญาณความเป็นครู

ทุกรัฐบาลพูดและวางนโยบายแบบหาเสียงว่าจะปฏิรูปการศึกษา แต่เอาเข้าจริงไม่มีใครทำได้ และแผนการปฏิรูปก็มีอุปสรรคต่างๆแบบเดียวกับปฏิรูปตำรวจ

ผมขอสนับสนุนแนวความคิดของประธานสภาครูแห่งประเทศไทย ‘ดร.องค์กร อมรสิรินันท์’ ที่บอกว่าตกใจและผิดหวังที่กระทรวงศึกษาธิการ ที่สร้างคนในอนาคต สร้างเด็ก สร้างชาติ ถูกมองข้ามไป

จึงสรุปว่าการศึกษาของชาติตกต่ำ เพราะนักการเมืองนี่แหละ!!
ครูบ้านนอก


บิ๊กตู่จะกลัวคำขู่ของ “สามมิตร” ไหม?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377673?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บิ๊กตู่จะกลัวคำขู่ของ “สามมิตร” ไหม?

1 กรกฎาคม 2562 – 08:50 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,บิ๊กตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,โผ ครม,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 8,399 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย… ลมใต้ปีก

การเขย่าโผ ครม.ก่อนบินลัดฟ้าไปประชุมผู้นำประเทศ G20 ที่ประเทศญี่ปุ่นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เกิดอาการช็อกขึ้นในพรรคพลังประชารัฐ เพราะเป็นโผที่ไม่เหมือนกับที่เสนอไป

กลุ่มที่เป็นเดือดเป็นร้อนมากต่อการเขย่าโผครั้งนี้คือ สามมิตร ของสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมศักดิ์ เทพสุทิน สะเทือนตรงที่ต้องเฉือนโควตารัฐมนตรีของอนุชา นาคาศัย ที่คาดหวังว่าจะได้เป็น รมช.คลัง แต่ต้องวืด ออกมานั่งข้างสนามก่อน

ในขณะที่โควตาสำคัญของกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่จะให้น้องชาย อัครา พรหมเผ่า มาเป็นรัฐมนตรีแทน หรือโควตาของภาคตะวันออกของสุชาติ ชมกลิ่น ถูกยึดคืนเพื่อจัดสรรรัฐมนตรีให้ลงตัว แต่ทั้งสองกลุ่มอยู่ในสภาวะ “กลืนเลือด” เพราะจุดมุ่งหมายหลักคือสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี จึงไม่ออกมาข่มขู่ “ถอนยวง” จากการร่วมรัฐบาล แต่ที่เป็นเดือดมากกว่ากลุ่มอื่นนั่นคือมีการเปลี่ยนข้อเสนอที่จะให้ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นั่ง รมว.พลังงาน เป็นไปนั่ง รมว.อุตสาหกรรม แทน ทำให้เกิดความไม่พอใจของกลุ่มสามมิตร ถึงขนาดปล่อยข่าว “ขู่คว่ำรัฐบาล” ลุงตู่ เพราะผิดข้อตกลง

ต้องถาม สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าใครไปตกลงจะให้นั่ง รมว.พลังงาน ตั้งแต่ต้น เท่าที่ทราบ “ไม่มี” ปรากฏเพียงข่าวตลอดระยะเวลาเดือนเศษว่าตำแหน่งรมว.พลังงาน นั้น แย่งชิงกันระหว่าง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กับ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ จน “น่ารำคาญ” ที่สุดนายกรัฐมนตรีผู้มีอำนาจสูงสุดในการจัดครม. เลือก “ตาอยู่” สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ที่เดิมถูกวางตัวไว้ในตำแหน่งรมว.อุตสาหกรรม มาเสียบแทน เพื่อแก้ปัญหา “แย่งกันดีนัก” และไม่แย่งกันธรรมดา ถึงขนาดบางคนให้มือล็อบบี้นาม “ส.ท.” ไปเรียกรับผลประโยชน์จากนักธุรกิจพลังงาน ราวกับว่าแย่งไปอยู่กระทรวงนี้เพื่อไปแสวงหาผลประโยชน์อย่างไรอย่างนั้น

คนเป็นผู้นำ หน่วยข่าวเป็นหูเป็นตาเต็มบ้านเต็มเมืองอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ มีหรือจะไม่รู้ข่าว “การออกตัว” ของคนเหล่านี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีการ “ทบทวน” โผครม. เพราะท้ายสุดผู้รับผิดชอบสูงสุดต่อรายชื่อครม.ทั้งหมด หนีไม่พ้นคนชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ดังนั้นจะไม่ให้มีส่วนในการตัดสินใจเลยหรือว่า ครม.ควรมีหน้าตาแบบใดที่จะเป็นที่ยอมรับของสังคม หรือต้องยอมถูก “บีบ” จากส.ส.ในพรรคเพื่อความอยู่รอดในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เท่านั้น

ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ยอมรับคำขู่ของนักการเมืองเหล่านี้ และทบทวนแก้ไขโผครม. เพื่อเอาใจนักการเมือง จนออกมา “ยี้” ทั้งเมืองก็ไม่ควรจะเป็น “ผู้นำ” อีกต่อไป ตรงกันข้ามเมื่อนายกรัฐมนตรีเลือกใช้ความ “กล้าหาญ” จัดครม.ที่เป็นที่ยอมรับของประชาชน แม้เสียงส.ส.ปริ่มน้ำ แต่จะมีเสียงของคนในสังคมอุ้มชูให้รัฐบาลสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับบรรดาเสียง “คำราม” ของ “เสือ สิงห์ กระทิง แรด” ในสภาก็ตาม

เป็นเรื่องปกติของการตั้งครม.และปรับครม. ที่จะมีคนสมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง เพราะตำแหน่งรัฐมนตรีมีน้อยกว่าความต้องการของนักการเมือง หากบริหารเพียงแค่ความพอใจของนักการเมืองเหล่านี้ ขยายจำนวน ครม.เพิ่มจาก 36 คน เป็น 100 คนก็ไม่พอเพราะจะมีคนแย่งเป็นเกินจำนวนอยู่ดี เมื่อพรรคการเมืองเลือกคนที่คิดว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมมาแล้ว ส่งรายชื่อให้นายกรัฐมนตรีในฐานะ “อัครเสนาบดี” หรือหัวหน้าคณะ ก็ควรให้สิทธิและยอมรับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีที่จะเลือกบุคคลใดเป็นรัฐมนตรีและบริหารกระทรวงใด ไม่ใช่ไม่พอใจก็มาขู่กันราวกับว่าการไปเป็นรัฐมนตรีคือ “แหล่งทำกิน” ที่ขาดไม่ได้

แกะรอย “โจ๊ก” จากแดนใต้สู่ทำเนียบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377509?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แกะรอย “โจ๊ก” จากแดนใต้สู่ทำเนียบ

29 มิถุนายน 2562 – 10:39 น.
บิ๊กโจ๊ก,โจ๊ก หวานเจี๊ยบ,พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,เทพโจ๊ก,ลุงป้อม,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,ประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ กตร,กตร
เปิดอ่าน 15,707 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุด หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 29-30 มิถุนายน 2562

*****************

          หายไปช่วงหนึ่ง แต่ก็ไม่นานพอที่คนจะลืม สำหรับ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล หลังถูกเด้งข้ามห้วยไปสำนักนายกรัฐมนตรี ถูกปลดทุกตำแหน่งจากงานของตำรวจ เงียบไปเกือบ 3 เดือนเต็ม

          แต่รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เขากลับมาแซบอีกครั้ง กับข่าวที่คนไทยจับตามองว่า การที่เขายังมีชื่ออยู่ในอนุกรรมการ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) แท้จริงแล้วเขาจะกลับมาหวานเจี๊ยบในตำแหน่งระดับสูงที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกครั้งหรือไม่

          เรื่องนี้แม้ว่า “ลุงป้อม” ออกมาแก้เกม แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสงสัยหมดไปง่ายๆ คนไทยยังคงจับตาดูความเคลื่อนไหวของเทพโจ๊กช่วงนี้ต่อไปเป็นพิเศษ

มนต์แดนใต้ 

          ช่วงวันที่ 20 มิถุนายน ที่ผ่านมา เราเห็น “บิ๊กโจ๊ก” ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกฯ อดีตผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ผบ.สตม.) ที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช

          ภาพที่เจ้าตัวรายล้อมไปด้วยนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตำรวจภูธรนครศรีฯ ตำรวจท่องเที่ยว มาต้อนรับและอำนายความสะดวก ก็ทำให้บรรยากาศเก่าก่อนในวันที่เคยหวานเจี๊ยบหวนกลับมาอีกครั้ง

          แต่พอได้รู้ถึงวาระที่ไปเยือนเมืองคอนรอบนี้ คนไทยก็ยิ่งได้กลิ่นแปลกๆ เพราะวันนั้นเทพโจ๊กมาเพื่อเดินสายสักการะ ทั้งศาลหลักเมือง พระบรมธาตุเจดีย์ ราวกับว่าต้องการพลังบางอย่างจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์

          ปรากฏเสร็จกิจแล้ว เทพโจ๊กกลับเข้ากรุงเทพฯ แล้วรุ่งขึ้นก็หวนกลับมาที่นครศรีธรรมราชอีกรอบ ยิ่งทำให้ผู้คนสงสัยว่า หรือจะบนบานศาลกล่าวไว้ พอได้ดังขอ ก็รีบแจ้นมาแก้บนยังไงยังงั้น ข่าวลือต่างๆ ก็ยิ่งโหมแรงขึ้น

          แต่จะมีความแปลกก็ตรงที่ว่า รอบหลังนี้เทพโจ๊กมาแบบเงียบๆ มีเพียงนายตำรวจที่ใกล้ชิดคอยติดตาม และยังระมัดระวังไม่ให้มีการบันทึกภาพอีกด้วย

          แน่นอนมุมนี้ ว่ากันว่าตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องได้สั่งระงับขบวนรถทั้งหมด ทั้งรถนำ และรถติดตาม เพื่อไม่ให้เกิดเป็นคำถาม

          แต่ข่าวลือมุมหนึ่งก็เม้าท์ว่า รอบนี้บิ๊กโจ๊กมีการสั่งให้ลูกน้องนำเครื่องแบบตำรวจใหม่ มาใช้ประกอบพิธีเพื่อเอาฤกษ์บางอย่างตามความเชื่อโบราณ ที่สถานที่แห่งหนึ่งใน ต.กะปาง อ.ทุ่งสง อีกด้วย

          จริงเท็จประการใด ว่าไป แต่มุมหนึ่งเรื่องนี้ก็ไปสอดคล้องกับข่าวลือที่ว่า เทพโจ๊กจะได้โอนตำแหน่งกลับมานั่งเก้าอี้ใน สตช. อีกครั้งจริงๆ จึงมาเพื่อขอพร หรือแก้บน แล้วแต่จะคิด

         แต่อีกมุมหนึ่งก็อาจเป็นความเคลื่อนไหวปกติ เพราะ 3 เดือนก่อนที่่จะมีคำสั่งฟ้าผ่า คนคอนยังเห็นเจ้าตัววนเวียนเข้าวัดโน้นวัดนี้อยู่เลย ก่อนกลับกรุงเทพฯ หลังจากที่มีคำสั่งแล้ว

         และเรื่องเข้าวัดทำบุญที่นครศรีฯ เทพโจ๊กก็มาบ่อยๆ เช่น องค์พระบรมธาตุเจดีย์, ศาลหลักเมือง, วัดถ้ำภูเขาเหล็ก, ไอ้ไข่วัดเจดีย์ อ.สิชล เฉกเช่นคนทั่วไปที่มักจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือบูชาในชีวิต

เทพโจ๊กคนเดิม

          เสร็จกิจรอบหลัง บิ๊กโจ๊กเข้ากรุง แม้จะปรากฏแต่เสียงให้สัมภาษณ์รายการ “ล่าความจริง” ทางเนชั่นทีวี แต่ก็นับเป็นที่แรกที่เขามาเคลียร์ทุกคำถาม

          จับความดู เหมือนไม่มีอะไรลึกซึ้ง แต่ถ้าจับความเคลื่อนไหวมาประกอบ จะพบว่านี่เป็นครั้งแรกหลังเกิดเรื่องที่บิ๊กโจ๊กคุยเป็นคุ้งเป็นแคว ทั้งที่ 3 เดือนก่อนยังเงียบกริบอยู่เลย !

http://komchadluek.net/news/scoop/377227

          แถมก่อนนั้นนิดเดียว ในกระแสความร้อนแรง บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ก็ออกมาเปิดประชุม แล้วมีวาระถอดชื่อบิ๊กโจ๊ก พ้นอนุกรรมการ ก.ตร.แล้ว

          ดังนั้นพอบิ๊กโจ๊กจ้อยาวรอบนี้ จึงเหมือนออกมาสำทับว่า ที่สงสัย สงกากันนั้น ไม่มีอะไรลึกลับ และการที่ชื่อของเขายังอยู่ในคณะอนุกรรมการ ก.ตร.ก่อนนี้ ก็เป็นเรื่องเก่าตั้งแต่ปี 2558 ในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่ง ผบ.สตม.

           โดยตอนนั้นมีอนุกรรมการ ก.ตร. บางท่านลาออก แล้วก็ไม่ใช่แค่ “อนุกรรมการฝ่ายกฎหมายและระเบียบ” ที่ตนเองได้รับอย่างเดียว ยังมีอีกหลายอนุกรรมการ ที่ พล.อ.ประวิตรเป็นผู้ลงนามอีกด้วย เหมือนจะบอกว่าไม่ได้เป็นคนพิเศษ ! 

          ส่วนการถอดชื่อออกไปครั้งนี้ ก็ถูกต้องแล้ว เพราะงานใหม่ที่ได้รับมอบหมาย มันล้นจนไม่มีเวลาทำอย่างอื่น ทั้งเรื่องปัญหาหนี้นอกระบบ, อาชญากรรม คอลเซ็นเตอร์ ฯลฯ แถมยังยืนยันว่า ที่ย้ายมาไม่ได้เป็นการเด้งฟ้าผ่าอีกด้วย

          “เราเป็นข้าราชการของแผ่นดินในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นผมทำหน้าที่ ทำงานทุ่มเทเหมือนเดิม เพื่อพัฒนาแผ่นดิน เปรียบเหมือนผู้เล่นฟุตบอลก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดตามตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย”

          ส่วนที่ก่อนหน้านี้ หายเงียบ ไม่พบสื่อ เพราะเป็นข้าราชการต้องมีวินัย เมื่อนายมอบหมายอะไร ก็ต้องทำอย่างเคร่งครัด

          แล้วกรณีที่มีภาพว่าเดินทางไปทำบุญที่นครศรีธรรมราชนั้น ยืนยันว่าเป็นคนชอบทำบุญ มีโอกาสก็ไปไหว้ไปกราบ แต่ไม่ได้ทำพิธีกรรมอะไร ไม่มีรถนำขบวน หรือมีข้าราชการตำรวจต้อนรับ เพราะเป็นคนสมถะ

          เทพโจ๊กเขาแจงมายิบอย่างนี้ คนไทยไม่ตอบไรมาก นอกจากบอกคำเดียว ว่ารอดู !!

“หญิงหน่อย” ช้ำ คนแดนไกลไม่เลือก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377512?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“หญิงหน่อย” ช้ำ คนแดนไกลไม่เลือก

29 มิถุนายน 2562 – 09:19 น.
เจ๊หน่อย สุดารัตน์,สมพงษ์ อมรวิวัฒน์,พรรคเพื่อไทย,เจ๊แดง,เยาวภา วงศ์สวัสดิ์,อ้วน ภูมิธรรม,ภูมิธรรม เวชยชัย,นออนุดิษฐ์ นาครทรรพ,คุณหญิงสุดารัตน์,คุณหญิงหน่อย
เปิดอ่าน 33,856 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 29-30 มิถุนายน 2562

          ในรอบสิบปีนี้ ประเทศไทยมีการเลือกตั้ง 3 ครั้ง และสองครั้งแรก พรรคพลังประชาชนกับพรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่หลังการเลือกตั้ง 2562 พรรคเพื่อไทยตกเป็นฝ่ายค้าน 

          ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ จะเซ็นใบลาออกจากหัวหน้าพรรรคเพื่อไทย เพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งหัวหน้า และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เพื่อวางแผนการเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภา 

          เบื้องต้นมีรายงานข่าวว่า “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ส.ส.เชียงใหม่ จะได้รับการเสนอชื่อเป็นหัวหน้าพรรค ส่วนตำแหน่งเลขาธิการพรรค ยังไม่มีความชัดเจน เพราะมีตัวเลือกอยู่ 3 คนคือ “ภูมิธรรม เวชยชัย” เลขาธิการพรรคเพื่อไทยคนปัจจุบัน, “น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ”  และ “พงศกร อรรณนพพร” คนสนิทของสมพงษ์

เยาวภา วงศ์สวัสดิ์

          การขยับสับเปลี่ยนตัวผู้เล่นในพรรคเพื่อไทย ก็หนีไม่พ้นต้องฟังเจ้าของพรรคตัวจริงที่อยู่นอกประเทศ และการปรากฏชื่อ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ในฐานะหัวหน้าพรรค ย่อมสะท้อนบทบาทการชี้นำของ “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” แม่ทัพหลังม่านจากแดนไกล

แผน “หญิงหน่อย” ไม่ผ่าน

          รายงานข่าวจากเพื่อไทย ระบุว่า “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย พยายามเสนอแผนปรับโครงสร้างพรรคเพื่อไทย ที่ต้องการผลักดัน “คนรุ่นใหม่” เข้ามาเป็นกรรมการบริหาร เพื่อรับมือกับพรรคอนาคตใหม่ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

          การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคอนาคตใหม่ คว้าเก้าอี้ ส.ส.มาได้ถึง 81 ที่นั่ง แยกเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 50 คน และ ส.ส.แบบแบ่งเขต 31 คน โดยมี ส.ส.ภาคกลาง 15 คน ภาคอีสาน 1 คน ภาคตะวันออก 9 คน และภาคเหนือ 6 คน

          เหตุปัจจัยหนึ่งที่พรรคอนาคตใหม่ ได้คะแนนเสียงท่วมท้น มาจากความผิดพลาดของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ออกแบบให้มี “พรรคเพื่อไทย–พรรคไทยรักษาชาติ” เมื่อพรรคเกิดใหม่เจออุบัติเหตุการเมืองถูกยุบพรรค คะแนนของพรรคเครือข่ายคนแดนไกลก็หายไปเกือบครึ่งประเทศ และคะแนนส่วนใหญ่ไปโผล่ที่พรรคอนาคตใหม่

          “คุณหญิงหน่อย” จึงเสนอชื่อ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย เป็นผู้นำพรรคในสถาน การณ์ใหม่ พร้อมกับดึงคนหนุ่มสาวในเพื่อไทย และอดีตไทยรักษาชาติมาเป็นทีมงาน

          แหล่งข่าวในพรรคเพื่อไทยเปิดเผยว่า สมัชชาลอนดอนเหนือเมื่อเร็วๆ นี้ ภายในกลุ่มเครือญาติคนแดนไกล ไม่เห็นด้วยกับแผนปฏิรูปพรรคของคุณหญิงสุดารัตน์ “น.อ.อนุดิษฐ์” จึงประกาศถอย ไม่เสนอตัวชิงประมุขพรรค

          เมื่อ 20 มิถุนายนนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ ให้สัมภาษณ์สั้นๆ ผ่านสำนักข่าวที่ใกล้ชิดพรรคเพื่อไทยว่า ตนไม่เคยเสนอให้ น.อ.อนุดิษฐ์ รับตำแหน่งใดในพรรคทั้งสิ้น

พบกันครึ่งทาง

          นัยว่า “เดอะอ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคในเวลานี้ กำลังเสนอแนวทางประนีประนอมให้คนรุ่นใหม่และรุ่นกลางมาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนพรรค โดยมีคนรุ่นใหญ่เป็นพี่เลี้ยง ซึ่งแผนการดังกล่าวได้รับไฟเขียวจากนายใหญ่แล้ว

          ขณะเดียวกัน ฟากฝ่าย “คุณหญิงหน่อย” ยอมรับได้กับสมพงษ์ หัวหน้าพรรค แต่ยังต้องการให้ภูมิธรรมพ้นจากเก้าอี้เลขาธิการพรรค ทำให้ “ผู้อาวุโส” บางคนไม่เห็นด้วย และยังอยากให้พ่อบ้านพรรคคนเดิมทำหน้าที่ต่อ เพราะภูมิธรรมถือว่าครบเครื่องที่สุด

          อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า เลขาธิการพรรคจะเป็น “ผู้การป๊อป” น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ โดยขยับ “เดอะอ้วน” ขึ้นรองหัวหน้าพรรค ถือว่าสูตรนี้จะประนีประนอมทุกกลุ่ม และสูตรนี้เป็นไปได้มากที่สุดที่นายใหญ่จะเคาะ

“สมพงษ์” สายตรงเจ๊แดง

          สำหรับ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ในวัย 70 ปลายๆ ภูมิธรรม เวชยชัย อธิบายความเหมาะสมของสมพงษ์ในบทบาทของหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ว่า เป็นผู้มีอาวุโสที่ได้อยู่ในสภา มีความเหมาะสมหลายประการ มีศักยภาพสามารถประสานงานกับส่วนต่างๆ ได้ เป็นผู้แทนที่มีเพื่อนให้ความเคารพนับถือ ซึ่งในสถานการณ์บ้านเมืองที่มีปัญหาอยู่ จึงต้องการผู้นำที่มีความรู้ และประสานงานทุกฝ่าย 

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์

          เมื่อ ทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทยในปี 2542 โดย “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ได้ชักชวนสมพงษ์ให้มาก่อร่างสร้างพรรค แต่สมพงษ์ยังไม่ได้เข้ามา แต่ได้ส่งลูกชาย “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ลงสมัคร ส.ส.เชียงใหม่ ในนามพรรคไทยรักไทย

          กระทั่งเลือกตั้ง 2550 สมพงษ์จึงได้เข้ามาร่วมงานกับพรรคพลังประชาชน ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรียุติธรรม รัฐบาลสมัคร และรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ รัฐบาลสมชาย

          ปลายปี 2561 สมพงษ์รับใบสั่งให้นั่งหัวหน้าพรรคเพื่อธรรม จึงชวนพงศกรมาเป็นเลขาธิการพรรค บังเอิญนายใหญ่ปรับแผนใหม่ให้เหลือสองพรรคพี่น้อง “เพื่อไทย–ไทยรักษาชาติ” พงศกรจึงกลับมาที่เพื่อไทย พร้อมสมพงษ์

          อย่างไรก็ตาม หลายคนในพรรคเพื่อไทยวันนี้ อาจจะเหนื่อยล้ากับความพ่ายแพ้ในสังเวียนการเมือง เพราะไม่สามารถสู้กับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อพลิกเกมเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลได้ จึงไม่ยินดียินร้ายกับการปรับโครงสร้างพรรค

          อีกด้านหนึ่งก็เห็นภาพความขัดแย้งระหว่าง “คุณหญิงสุดารัตน์” กับ “เยาวภา” นี่อาจเป็นการนับหนึ่งของการเปิดฉากชิงอำนาจการนำในพรรคเครือข่ายนายใหญ่

“ชินวัตรซัมมิท” ไม่ทิ้งใคร…ไว้ข้างหลัง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377303?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ชินวัตรซัมมิท” ไม่ทิ้งใคร…ไว้ข้างหลัง

29 มิถุนายน 2562 – 09:15 น.
ชินวัตรซัมมิท,ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร,ทักษิณ ชินวัตร
เปิดอ่าน 25,698 ครั้ง

ภาพ  :  จาก เพจณัฐพันธุ์ กรุงเทพ กรุงเทพ ทันใจ  / เพจ Yingluck Shinawatra

ขอบคุณโลกสมัยใหม่ที่ทำให้คนไกล ไกลไม่จริง ดังเรื่องราวของคนตระกูลชินวัตร ที่ยังมีสีสันให้ได้เห็น ให้ได้ตามไม่หยุด แตกต่างจากหลายคนในอดีตที่เงียบหายไปเลยไม่ทราบข่าวคราว

แต่บ้านนี้จัดเต็มทุกความเคลื่อนไหว ยิ่งช่วงวันสำคัญ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา บรรยากาศก็จะชื่นมื่นหน่อยๆ เพราะเป็นวันคล้ายวันเกิดของอดีตนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 28 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ครบ 52 ปี

ครอบครัวและคนที่รักพากันลัดฟ้าไปหา ไปอวยพรกันอย่างพร้อมพรั่ง มีภาพความอบอุ่นออกสู่สายตาคนไทยให้ได้อมยิ้ม หรือขบกราม ว่ากันไปตามรสนิยม!

++

      52 ยังแจ๋ว
เจ๊ปูในวัย 52 ขวบ ต้องบอกว่ายังสวยเช้งสมวัย เผื่อบางคนไม่รู้ เธอเกิดวันเดียวกับ เบนาซีร์ บุตโต อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศปากีสถาน หรือนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศอิสลาม แต่ห่างกัน 14 ปี

วันที่ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา ช่วงบ่ายๆ คนที่ติดตามก็จะเห็นหน้าเจ๊ปูในชุดเสื้อคลุมสีฟ้าสดใสเด้งขึ้นหน้าฟีดข่าวทางเฟซบุ๊ก Yingluck Shinawatra

พูดถึงวันเกิดของตัวเองว่า แม้วันนี้ต้องผ่านชะตาชีวิตมาหลายรูปแบบ ก็ไม่เคยท้อ อายุก็เป็นเพียงตัวเลข หากเราหาความสุขให้ได้ ทุกอย่างก็จะทำให้ชีวิตยาวนาน

“วันเกิดปีนี้ดิฉันไม่ขออะไรมากนอกจากขอความสุขในชีวิตและความหวังที่จะให้คนไทยทุกคนมีความสุขด้วยเช่นกัน”

จากนั้นช่วงค่ำเราก็ได้เห็นเธออีกทีในชุดเดรสสีครีมคาดส้มสดใส ทรงผมรวบสั้นแปลกตา เห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่ากำลังไปปาร์ตี้ฉลองวันเกิดแน่ๆ

แล้วก็จริงตามคาด งานเลี้ยงจากพี่ษิณสุดที่รัก แม้ไม่เว่อร์วัง แต่ก็อลังสมฐานานุรูป เพราะจัดที่โรงแรมโฟร์ซีซัน แอท พาร์คเลน ที่นี่หรูระดับ 5 ดาวตั้งอยู่ใกล้สวนสาธารณะไฮด์ ปาร์ค ในใจกลางกรุงลอนดอน

หญิงปูโพสต์ข้อความและอวดคำอำนวยพรจากพี่ชาย “ทักษิณ ชินวัตร” ที่มอบให้ว่า “ขอให้น้องมีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี เข้มแข็งที่จะยืนอยู่บนชีวิตใหม่ของเรา และขอให้น้องประสบแต่ความสำเร็จในสิ่งท้าทายใหม่ข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นทางธุรกิจหรือเป็นสิ่งที่จะต้องทำเพื่อการกุศลเพื่อมวลมนุษยชาติ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ขอให้น้องเข้มแข็งและทำให้ได้ ขอเป็นกำลังใจ Happy Birthday จ้ะ”

แต่คืนนั้นอะไรจะสุขใจเท่ากับคำอวยพรข้ามทวีปจากลูกชายคนเดียว “น้องไปป์” ศุภเสกข์ อมรฉัตร ผ่านทางวิดีโอคอล แอพพลิเคชั่นไลน์ ที่น้องและทีมงานพรรคไทยรักษาชาติ นำโดย “เดียร์” ขัตติยา สวัสดิผล จัดขึ้น

ประสาเด็กหนุ่ม น้องไปป์ไม่กล่าวมากความ แต่คำว่า “รักแม่” ก็ทำเอาอดีตนายกฯ ต่อมน้ำตาแตกตามสูตรคนอ่อนไหวกันเลย

++

   ครอบครัวคือของขวัญ
ถ้าจะถามถึงความเคลื่อนไหวของคนชื่อแม้วห้วงอาทิตย์ที่ผ่าน เห็นจะหลีกทางให้ช่วงเวลาดั่งทองของน้องสาว เพราะเขายังมอบความสุขให้น้องปูต่อเนื่องมาในวันรุ่งขึ้นและวันต่อๆ ไป

วันที่ 22 มิถุนายน 2562 หญิงปูโผล่มาในชุดลูกไม้สีแดงเพลิง สะดุดตาสุดๆ โดยในเฟซบุ๊กเธอกล่าวขอบคุณสำหรับคำอวยพรวันเกิดที่แฟนเพจส่งไปทางช่องคอมเมนต์

แต่ชุดนี้ไม่ได้จัดเต็มเพื่อการนี้ ว่าแล้วเฟซบุ๊กคนรักตระกูลชิน อย่าง “เพจณัฐพันธุ์ กรุงเทพ กรุงเทพ ทันใจ” จึงไม่รอช้านำภาพและเรื่องราว “วงใน” มาฝากเพียบ

วันนั้นปูและเสี่ยแม้วมีนัดพบปะเพื่อนพ้องน้องพี่ที่เดินทางมาอวยพรวันเกิด โดยช่วงกลางวัน พวกเขารับประทานอาหารทะเลกันที่ร้านอาหารสกอตต์ ที่เมาท์สตรีท ย่านเมย์แฟร์ ลอนดอน

พอช่วงค่ำไปต่อกันที่สโมสร Hertford Street Club ย่านเมย์แฟร์ ลอนดอน ละแวกเดียวกัน ซึ่งที่นี่นอกจากร้านอาหารสองแห่ง บาร์สามแห่ง ยังมีไนต์คลับ Loulou’s

ซึ่งไนต์คลับที่นี่แหละที่ครอบครัวชินวัตรและผองเพื่อนใช้ฉลองวันเกิดหญิงปู่อย่างชื่นมื่นท่ามกลางคนที่รัก เช่น “อิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร กับสามี, “แซนด์” ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ หลานรักอีกคน

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนใกล้ชิดอีกมากมาย เช่น อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ “ป๋อม” ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช และ “อิ่ม” ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ส.ส.ลาดกระบัง พรรคเพื่อไทย และ คนอื่นๆ

คืนวันที่ 23 มิถุนายน พวกเขายังต่อด้วยดินเนอร์หรูที่เพนต์เฮ้าส์ชั้น 7 ของโรงแรมโฟร์ซีซัน Ten Trinity Square โดยใช้พื้นที่ดาดฟ้าที่รองรับแขกได้ถึง 50 คน

ถามว่าเจ้าของวันเกิดรู้สึกยังไง คนไทยเห็นภาพก็พอรู้ แต่ถ้าได้อ่านข้อความที่อิ๊ง หลานสาวที่รัก เล่าเกี่ยวกับคุณอาคนสวย หลายคนคงปลื้มปริ่ม

อิ๊งเล่ากับเพจณัฐพันธุ์ กรุงเทพ กรุงเทพ ทันใจว่า “อาปูยังฟิต” เพราะได้ออกกำลังกาย รับประทานคลีน ยกเวท “แข็งแรงและสดใสมากค่ะ คือต้องยกพลังบวกให้บ้านคุณพ่อจริงๆ เจอเรื่องหนักยังไง ก็สามารถคิดบวกได้”

++

   แม้วพลังบวก
ถามว่าเสี่ยแม้วคิดบวกยังไง ที่จริงคนไทยพอนึกออก แต่ข้อความที่ลูกสาวคนเล็กระบุถึงคุณพ่อฟังแล้วกินใจเหมือนกันนา…กับคำถามว่า “ลุงแม้ว เหงาไหม? เวลาลูกๆ คนอื่นไม่ได้ไปหา”

เพราะอิ๊งตอบว่า “คุณพ่อไม่เคย request ให้ใครไปหาเลยค่ะ พ่อจะบอกทุกคนมีชีวิตของตัวเองให้ดำเนินชีวิตไป ไม่ต้องห่วงพ่อ ไม่ต้องรอพ่อกลับบ้าน พ่อพูดแบบนี้เสมอ พ่อไม่เคยทำให้ที่บ้านต้องกลุ้มใจ หรือทำตัวเป็นภาระเลยค่ะ ยังคงเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีเลิศ แม้ตัวจะไม่ได้อยู่ด้วยกันทุกวัน แต่ครอบครัวเราติดกันมากทุกคนก็หาเวลาผลัดกันบินไปค่ะ คิดถึงเนาะ ก็ต้องบินบ่อยหน่อย”

และก็จริงตามอิ๊งว่า เพราะคุณพ่อเกิดไปมีโอกาสได้เป็นยอดฮีโร่อยู่แถวๆ ห้างแฮร์รอดส์ จากข่าวที่มีคนไทยกระเป๋าหายกลางกรุงลอนดอน แต่โชคดีไปเจออดีตนายกฯ ทักษิณเข้าแล้วให้การช่วยเหลือ

เงิน 15,000 บาท ที่เสี่ยแม้วควักเพื่อช่วยเหลือฉุกเฉินแก่คนบ้านเดียวกัน น้อยมากเมื่อเทียบกับกระแสความนิยมชมชอบที่คนเลิฟเสี่ยแม้วอยู่แล้ว จะเลิฟมากขึ้นไปอีก

ต้องบอกว่ามุมหนึ่งแน่นอนเราได้เห็นภาพความสุขของคนในครอบครัวชินวัตร ซึ่งไม่ใช่ภาพแปลกตาอะไร เพราะบ้านนี้เขาขยันอวดอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่ช่วงนี้

เพียงแต่ช่วงวันเกิดอดีตนายกฯ คนสวย นี่ต้องบอกว่าสีสันระยิบระยับจนแสบๆ ร้อนๆ ตาคนไทยอยู่ไม่น้อย กับภาพความชื่นมื่นรื่นรมย์ของครอบครัวราวกับเป็นช่วงฮันนีมูนหลังวันเกิด

ไม่ว่าจะรายการชิมอาหารสไตล์ฝรั่งเศสระดับหรู ที่ Galvin Demoiselle ในห้างแฮร์รอดส์ วันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา หรือแฮงก์เอาท์กับหลานแซนด์-ชยิกา ชิมชากันที่ภัตตาคารอาหารไต้หวัน XU TEAHOUSE ที่ถนน Rupert SOHO

พอวันที่ 25 มิถุนายน หญิงปูก็โพสต์ภาพสุดชิลขณะดื่มกาแฟที่ร้าน The Ivy Chelsea Garden ที่ถนนคิงส์ ซึ่งเป็นถนนสายหลักของเชลซีและฟูแลมทางฝั่งตะวันตกของลอนดอน

บอกเลยกรุงลอนดอนถึงไม่มี พีเอ็ม 2.5 แต่ฝุ่นก็ตลบอบอวลไปทั้งเมืองเพราะกิจกรรมพบปะครั้งสำคัญ “ชินวัตรซัมมิท” ของสองอดีต P.M.ไทยแลนด์และผู้ติดตามนี่แหละ (ฮา)