กรณีกระทง-อย่าหลงทาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398501?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กรณีกระทง-อย่าหลงทาง

12 พฤศจิกายน 2562 – 07:55 น.
ตบทรัพย์,ลอยกระทง
เปิดอ่าน 573 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน 2562

กรณีการจับกุมคุมขังเด็กอายุ 15 ปี ในข้อหาขายกระทงละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งขณะนี้แนวโน้มคดีค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าเป็นกรณี “ตบทรัพย์” เสียมากกว่า นับเป็นเรื่องที่ควรต้องพิจารณาอย่างรอบคอบหลายประเด็นด้วยกัน อย่างแรกคือ วิธีการล่อซื้อกับล่อให้กระทำความผิด ซึ่งสำนักอัยการสูงสุด เคยมีหนังสือเวียนที่ อส.0007 (ปผ)/ ว 154 ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2557 เรื่องแนวทางการพิจารณาข้อแตกต่างของการล่อซื้อกับการล่อให้กระทำความผิด สาระสำคัญคือการล่อซื้อเป็นวิธีการแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีผู้กระทำผิด ที่มีพฤติการณ์และเจตนากระทำความผิดอยู่ก่อนแล้ว การส่งสายลับไปล่อซื้อจับกุมเป็นเพียงวิธีพิสูจน์ความผิดของจำเลย ไม่ใช่ก่อให้จำเลยกระทำความผิด พยานหลักฐานที่ได้มาจึงชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับกรณีตามคำให้การของเด็กที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีละเมิดลิขสิทธิ์ที่บอกว่าผู้อ้างว่าล่อซื้อ จ้างให้ผลิตกระทงมีภาพการ์ตูนที่มีลิขสิทธิ์นั้น ถือว่าเป็นพฤติกรรมล่อให้กระทำความผิด ซึ่ง ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำ สำนักงานอัยการสูงสุดยกประเด็นคำพิพากษาศาลฎีกาชี้ให้เห็นว่า เป็นการล่อให้บุคคลที่ไม่มีเจตนากระทำความผิดแต่แรกให้ลงมือกระทำความผิดตามที่ถูกล่อ ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้เสียหายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา รวมทั้งไม่มีอำนาจฟ้องคดีได้ พยานหลักฐานที่ได้มาจึงเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบ ต้องห้ามไม่ให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย

ประเด็นต่อมาก็คือ การประกอบกิจกรรมนอกลู่ของบุคคลสองกลุ่ม ทั้งเจ้าหน้าที่บางนายและบุคคลที่อ้างเป็นตัวแทนเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งมีความจริงในเวลาต่อมาว่าพวกเขาจัดอยู่ในจำพวกนักบิน ผู้ตกงานเพราะสิ้นสุดสัญญาการจ้างกับบริษัท แต่ก็ยังออกเดินสายปฏิบัติการ “ล่อให้กระทำความผิด” โดยมีเจ้าหน้าที่บางคนให้ความร่วมมือ จะโดยถูกหลอกลวงหรือว่าสมรู้ร่วมคิดก็แล้วแต่ กรณีนี้หน่วยงานต้นสังกัดต้องสอบสวนให้ถึงที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องลักษณะเดียวกันอีก ไม่เฉพาะแต่การละเมิดลิขสิทธิ์เท่านั้น หากแต่พฤติกรรมในหลากหลายรูปแบบของบรรดานักบิน หากยังดำรงอยู่ก็จะสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้บริสุทธิ์ไม่รู้จบสิ้น ขณะเดียวกันการควบคุมตัวเด็กหรือเยาวชนก็ควรจะต้องเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

สังคมทุกวันนี้การค้าขายหรือทำธุรกิจทางออนไลน์เกิดขึ้นมากมายราวดอกเห็ดเพราะเทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ได้ในหลากหลายมิติ ซึ่งในด้านมืดก็เปิดทางให้เหล่ามิจฉาชีพใช้เป็นเครื่องมือล่อลวง กรรโชกทรัพย์ จนเกิดคดีขึ้นแทบไม่เว้นวัน ประชาชนและผู้ทำมาค้าขายทางอินเทอร์เน็ตจำเป็นต้องเรียนรู้ในเรื่องกฎหมายให้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของอาชญากรที่แฝงตัวเข้ามาล่าเหยื่อ ขณะที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็พึงเอาใจใส่กับสิทธิของประชาชนและข้อปฏิบัติที่จะปกปักษ์พิทักษ์สันติราษฎร์ให้ดีที่สุด ดังเช่น แนวทางที่สำนักงานอัยการสูงสุดเคยแยกแยะให้เห็นแล้วว่า การล่อซื้อกับล่อให้กระทำความผิดนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ที่สำคัญก็คือเจ้าหน้าที่รัฐต้องไม่หลงทางตกเป็นเครื่องมือมิจฉาชีพเสียเอง

ความเหลื่อมล้ำอันรุนแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398276?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความเหลื่อมล้ำอันรุนแรง

11 พฤศจิกายน 2562 – 13:30 น.
ความเหลื่อมล้ำอันรุนแรง,รู้ลึกจุฬาฯ
เปิดอ่าน 1,827 ครั้ง

ความเหลื่อมล้ำอันรุนแรง คอลัมน์…  รู้ลึกจุฬาฯ

การสำรวจสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทยสะท้อนว่าปัญหานี้กำลังจะทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งๆ ที่รัฐบาลไทยมีนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นถึงการออกจากกับดักรายได้ปานกลางแต่ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวในระดับต่า และสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทยในทศวรรษที่ผ่านมายังคงสร้างความกังวลให้ภาคประชาชนว่าการกระจายรายได้ที่ไม่สมดุล ไม่เท่าเทียมกันนั้นจะพาสังคมไทยไปในทิศทางใด

คำถามนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงในงานประชุมวิชาการเรื่อง “การลดความเหลื่อมล้ำในหลากหลายมิติเพื่อการการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน” ซึ่งเป็นเป้าหมายของการพัฒนาแห่งสหัสวรรษขององค์กรสหประชาชาติ เวทีเสวนาครังนี้จัดโดยคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับองค์กรอ็อกแฟม (Oxfam) เมื่อวันที่ 29-30 ตุลาคม ที่ผ่านมา

รศ.ดร.วิมุต วานิชเจริญธรรม จากภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ หนึ่งในผู้เข้าร่วมเสวนา ตั้งคำถามเกี่ยวกับวิธีการประเมินความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยในหัวข้อ “Reducing inequalities : Recent experiences from Thailand” โดยกล่าวว่า การวัดความเหลื่อมล้ำในวงการวิชาการ มักพิจารณาจากการถือครองรายได้ โดยใช้ตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติซึ่งไปสำรวจมาแต่ละครัวเรือนว่ามีรายได้เท่าใด จากนั้นจึงนำรายได้ของกลุ่มตัวอย่างมาคำนวณเพื่อจัดทำเป็นสัมประสิทธิ์ความเสมอภาค หรือ จีนี (Gini coefficient) เป็นวิธีวัดการกระจายของข้อมูลทางสถิติอย่างหนึ่งที่นิยมใช้เป็นตัวบ่งชี้ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้หรือการกระจายความร่ำรวย

“ถ้ามองจากฐานข้อมูลเราจะพบว่าตัวเลขดูดีขึ้น ความเหลื่อมล้ำลดลง แต่คำถามคือเราเชื่อข้อมูลนี้ได้มากน้อยแค่ไหน สำนักงานสถิติสำรวจคนครบทุกกลุ่มไหม เพราะโดยการเก็บข้อมูลซึ่งเป็นการสำรวจตามครัวเรือน คนที่รวยหรือรวยมากๆ มักจะไม่อยู่ในกลุ่มตัวอย่าง ตรงข้ามกับงานสำรวจของ Forbes ซึ่งก็ได้สำรวจคนระดับมหาเศรษฐีในไทย เราก็มักจะเห็นว่า ความมั่งคั่งของคนกลุ่มนี้โตเร็วจริงๆ”

งานวิจัยของอาจารย์วิมุต จึงนำข้อมูลอื่นมาประกอบเพื่อหาความเหลื่อมล้ำที่แท้จริงของประเทศไทย โดยการนำข้อมูลของกรมสรรพากรในด้านของกลุ่มรายได้กับการเสียภาษีเพื่อดูว่าผู้ที่มีรายได้ระดับสูงเสียภาษีมากน้อยเท่าใด ซึ่งผลปรากฏว่าความเหลื่อมล้ำในไทยไม่ได้ลดลงอย่างที่ตัวเลขทางการระบุ
“การถือครองทรัพย์สินของคนรวยก็ยังสูงมาก สะท้อนว่าความเหลื่อมล้ำที่แท้จริงในประเทศไทยมันไม่ได้ลดลงอย่างที่คิด”

งานวิจัยของอาจารย์วิมุต ยังวิเคราะห์ไปถึงการเข้าถึงสวัสดิการทางสังคมในมิติด้านการศึกษา และด้านการบริการทางสุขภาพ ซึ่งแม้จะมีตัวเลขของผู้ที่ได้รับสิทธิมากขึ้นแต่ตัวเลขในเชิงคุณภาพก็ยังเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข

“คนไทยยุคปัจจุบันได้รับการศึกษามากกว่าคนรุ่นก่อน การรักษาพยาบาลก็เข้าถึงมากขึ้น แต่ในเรื่องคุณภาพก็ยังเป็นปัญหา คนจนแม้จะได้รับการศึกษาจำนวนปีเท่ากับคนรวย แต่คุณภาพการศึกษาก็ยังสู้ลูกคนรวยไม่ได้ ขณะที่การบริการรักษาทางการแพทย์ก็ยังกระจุกตัวในกรุงเทพฯ มากกว่าในต่างจังหวัด”

อาจารย์วิมุตกล่าวต่ออีกว่า ความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจของไทยสืบเนื่องมาจากนโยบายของภาครัฐมักเอื้อประโยชน์ต่อผู้มีอำนาจ ไม่สนับสนุนนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อความมั่งคั่งของตนเอง ดังนั้นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยในการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำคือการจัดสรรภาษีที่เป็นธรรม ตามหลักการจัดสรรรายได้จากคนรวยสู่คนจน ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ภาษีของไทยยังไม่ได้ทำหน้าที่ดังกล่าว

“ตอนนี้ภาษียังไม่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้ ส่วนใหญ่มีนโยบายลดหย่อนภาษีจำนวนมากซึ่งเอื้อต่อคนรวย ทำให้เกิดการกระจุกตัวของที่ดินและความมั่งคั่ง ภาษีควรทำหน้าที่ในการกระจายความมั่งคั่ง ซึ่งต้องนำไปใช้ประโยชน์สูงสุดแก่คนในประเทศ”

อย่างไรก็ตามอาจารย์วิมุตยังกังวลเรื่องความโปร่งใสในการบริหารจัดการภาษี “ภาครัฐไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่าสามารถจัดการเงินให้มีความโปร่งใส ดังนั้นภาครัฐต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนเองมีประสิทธิภาพในการจัดเก็บและนำไปใช้ ประชาชนก็จะมีความเชื่อมั่นและเกิดความพร้อมใจที่จะจ่ายภาษี ถ้าทำแบบนี้ได้จริง การจัดสรรความมั่งคั่งก็ทำได้มั่นคงมากขึ้น”

อาจารย์วิมุตชี้ว่าความเหลื่อมล้ำที่กำลังเผชิญอยู่จริงในประเทศไทยกำลังทวีความรุนแรงกว่าที่ปรากฏเป็นตัวเลขสถิติ ดังนั้นหากปล่อยทิ้งไว้ ไม่แก้ไข ก็อาจจะนำไปสู่ความตึงเครียด ความรุนแรง อย่างที่เคยประสบมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย
“ในภาวะความเหลื่อมล้ำแบบนี้ หากรัฐบาลไทยยังไม่ตระหนักและเริ่มต้นที่จะปฏิรูปการกระจายรายได้ แต่ยังคงรักษาฐานเสียงด้วยนโยบายระยะสั้น เน้นซื้อใจและซื้อความนิยมจากประชาชน คนชั้นกลางและชั้นล่างที่ได้รับผลกระทบหนักก็อาจจะลุกขึ้นมาเรียกร้องผลักดันเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและอาจนำไปสู่ความรุนแรงอีกครั้งได้”

เขี้ยวเล็บตำรวจ คือโล่กันภัยประชาชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398313?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เขี้ยวเล็บตำรวจ คือโล่กันภัยประชาชน

11 พฤศจิกายน 2562 – 13:25 น.
สายตรวจระวังภัย,ตำรวจ,พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา
เปิดอ่าน 480 ครั้ง

เขี้ยวเล็บตำรวจ คือโล่กันภัยประชาชน คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…   คณาธิศ ศรีหิรัญเดช

ตำรวจเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่บังคับใช้กฎหมาย ต้องเผชิญและปะทะกับโจรผู้ร้าย ที่ผ่านมาเวลามีการจับกุม ตำรวจไปจับ ไปยิง บางทียิงผิดตัวบ้าง ยิงพลาด หรือบางทียิงไม่ถูกโจร ถูกโจรยิงเอา มีเหตุปัจจัยหลายอย่าง ขณะที่นโยบายของ “แม่ทัพสีกากี” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. บอกกำชับว่าให้ทุกหน่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานของข้าราชการในสังกัด พัฒนา เสริมสร้าง ลดความสูญเสียของตำรวจ ตลอดจนศึกษาทำความเข้าใจในอาวุธ ท่าทางการยิงปืน กฎแห่งความปลอดภัย และที่สำคัญคือ การแก้ไขเหตุติดขัดอาวุธปืน

สำหรับ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) มีสนามฝึกยิงปืนที่ได้คุณภาพมาตรฐานของ กองบังคับการสายตรวจปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) หรือ 191 ซึ่งเป็นสนามฝึกได้ทั้งกลางวันแลพกลางคืน เรียกได้ว่าสามารถจำลองการฝึกได้ทุกสถานการณ์แบบ 24 ชั่วโมง

ด้วยเหตุนี้ช่วงบ่ายวันที่ 8 พฤสจิกายน ที่ผ่านมา ผู้นำตำรวจเมืองหลวง นามเรียกขานรหัส “น.1” พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เพตรา ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.นิตินันท์ เพชรบรม รองผบช.น. เข้าตรวจเยี่นมและดูการฝึกยิงปืนหลักสูตร “การยิงปืนพกแบบต่อสู้” (PRACTICAL PISTOL COURSE ADVANCE ( P.P.C. ADVAVCE) ที่สนามฝึกยิงปืน บก.สปพ. โดยมี พล.ต.ต.สำราญ นวลมา ผบก.บก.สปพ. พ.ต.อ.สมบูรณ์ เทียนขาว พ.ต.อ.ประสงค์ อานมณี พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ บัณฑิต รองผบก.สปพ. พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ ผกก.สายตรวจ และครูฝึก บก.สปพ. ต้อนรับ

จากนั้นผู้นำสีกากีเมืองหลวงได้ชมการสาธิตยิงปืนทั้งหมด 5 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1.การยิงระยะ 23 หลา ใช้กระสุน 18 นัด ภายใน 60 วินาที 2.ระยะ 15 หลา กระสุน 8 นัด แบ่ง 2 ชุดตามคำสั่ง 3.ระยะ 10 หลา กระสุน 10 นัด จำลองสถานการณ์ แสงน้อย 4.ระยะ 7 หลา กระสุน 12 นัด (ยิงหัวเท่านั้น) และ 5.ระยะ 7 หลา กระสุน 12 นัด บรรจุ 6 นัด วิ่งยิงระยะ 5 หลา บรรจุ 6 นัด

ทั้งนี้สนามยิงปืนดังกล่าวเป็นก่อสร้างบนพื้นที่ กก.สายตรวจปฏิบัติการพิเศษ ความกว้างสนาม 8.5 เมตร ยาว 40 เมตร ประกอบด้วย ห้องวีไอพี ห้องอบรม ห้องเก็บอุปกรณ์ ห้องควบคุม ห้องล้างปืน พื้นที่สนามยิงปืน ห้องปากดักกระสุน ห้อง Generator พื้นที่ยิง ประกอบด้วย 5 ช่องยิง ระยะยิง 25 หลา และเป็นสนามฝึกซ้อมได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

การฝึกอยู่เป็นประจำจะทำให้เกิดความชำนาญและมั่นใจตลอดจนกล้าตัดสินใจแก้ไขปัญหาในภาวะฉุกเฉิน เพราะตำรวจบางคนเมื่อจบจากโรงเรียนมาไม่เคยหยิบปืนอีกเลยถึงได้เกิดสูญเสีย พอมีเหตุก็มีการสูญเสีย เนื่องจากอาจยิงแล้วพลาด ซึ่งคนที่ไม่คุ้นเคยจริงๆ เพียงแค่ได้ยินเสียงปืนก็ทำให้ตกใจ ฉะนั้นทักษะการยิงอาวุธปืนพกสั้นกึ่งอัตโนมัติที่ตำรวจไทยนิยมใช้ในปัจจุบันซึ่งเมื่อถึงยามคับขันจำต้องชักปืนออกมาใช้นั้น เป้าหมายสำคัญควรต้องหยุดยั้งได้เฉพาะคนร้าย ไม่ทำอันตรายต่อตัวผู้ปฏิบัติ ผู้ร่วมงาน รวมถึงชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์

ปืนอาจจะไม่เหมือนดาบ แต่ที่คล้ายกันคือมีสองคม เพราะนอกจากเป็นอาวุธป้องกันตัวแล้วก็อาจจะเป็นอันตรายต่อเจ้าของได้ด้วยหากไม่คุ้นเคย..!!

ยุทธศาสตร์ ลุงตู่ อยู่เป็น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398310?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยุทธศาสตร์ ลุงตู่ อยู่เป็น

11 พฤศจิกายน 2562 – 11:36 น.
ยุทธศาสตร์ ลุงตู่ อยู่เป็น,สมคิด จาตุศรีพิทักษ์,ยุทธศาสตร์,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,664 ครั้ง

ยุทธศาสตร์ ลุงตู่ อยู่เป็น คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย…  อสนีบาต  Aussaneebard @hotmail.com

เสร็จสิ้นบิ๊กอีเวนท์ระดับซีกโลกกันไปแล้วกับการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 35 โดยที่ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ส่งมอบค้อนให้เหงียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรีเวียดนาม รับเป็นเจ้าภาพการประชุมอาเซียนในปีหน้า

มาวันนี้อดีตประธานอาเซียนกลับมาผูกผ้าขาวม้าคาดเอวในบท “ผู้นำสัญจร” ด้วยการเดินทางไปประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ที่ จ.กาญจนบุรี ซึ่งถือเป็นการประชุม ครม.สัญจรครั้งแรกของรัฐบาล “ลุงตู่” สมัยสอง แต่เป็นครั้งแรกของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ขอเสริมเข้าไปอีกสักเล็กน้อยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก่อนครม.สัญจร “ลุงตู่” ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดศรีสะเกษเพื่อไปติดตามการแก้ปัญหาพี่น้องเกษตรกร ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์
ภายหลังประชุมครม.สัญจร ต้องเตรียมโกอินเตอร์กันอีกหลายประเทศ ทั้งเอเชีย ยุโรป โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ตามที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เชื้อเชิญผู้นำอาเซียนไปร่วมประชุมสมัยพิเศษในปีหน้า
นอกจากนี้ “เซลล์แมนรัฐบาล” ไม่ว่าจะเป็น สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม คณะผู้บริหารสำนักงานส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ บินไปฮอกไกโดเชื้อเชิญนักธุรกิจ บริษัทยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่นให้มาขยายการลงทุนในบ้านเรา

…อสนีบาต…หยิบยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นว่านายกฯ รัฐมนตรี ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำหนดรูปแบบการทำงานในครม.อย่างมียุทธศาสตร์ชนิดที่อย่าได้ประมาทเชียว เป็นการกำหนดยุทธศาสตร์ทางการเมืองทั้งภายในและนอกประเทศอย่างเป็นมืออาชีพ ทั้งการสร้างฐานมวลชนให้สนับสนุนและการกำหนดโรดแม็พต่างประเทศเพื่อขยายแผนการค้าการลงทุน

ที่สำคัญต้องการเช็กเรตติ้งความเชื่อมั่นเมื่อเทียบกับสมัยที่เคยสวมหมวกหัวหน้า คสช.อีกใบหนึ่ง แต่ครานี้เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาตามกลไกระบอบประชาธิปไตยก็ยิ่งจะเรียกความเชื่อมั่นในระดับสูงขึ้น ประชุมครม.สัญจรนัดปฐมฤกษ์นี้เช่นกัน ประจวบเหมาะเสียเหลือเกินดันตรงกับคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง ทำให้ “ลุงตู่” ของอาจารย์น้อง และครม. ใช้โอกาสนี้เรียกความนิยมจากชาวกาญจนบุรีด้วยการเข้าร่วมงานประเพณีลอยกระทงในช่วงเย็นนี้ที่ท่าเรือขุนแผน เทศบาลตำบลปากแพรก ก็เป็นการเกาะกระแสเทศกาลได้อย่างลงตัวไปอีก
มิพักต้องกล่าวถึงวิธีการแบ่งงาน กระจายความสำคัญไปยังรัฐมนตรีในพรรคร่วมรัฐบาล เพราะอย่างที่ทราบเก้าอี้ผู้นำรายนี้จะมั่นคงสถาพรจำเป็นต้องอาศัยพรรคร่วมคอยค้ำยัน จึงให้เกียรติรัฐมนตรีต่างพรรคได้มีบทบาทโชว์ผลงาน ดังเห็นได้ว่า “ลุงตู่” มอบหมาย อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้จัดแจงเนื้อหาสาระการประชุม ครม.ในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 (กาญจนบุรี ราชบุรี และสุพรรณบุรี)
ฉะนั้นโปรเจกท์ใหญ่ ล็อกเป้าหมายไปที่เส้นทางคมนาคมจะถูกหยิบยกมาพูดคุย อีกอย่างเรื่องนี้ก็อยู่ในความดูแลของรมว.คมนาคม รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยนั่นเอง นั่นคือ “โครงการทางหลวงแนวใหม่เชื่อมต่อสามแยกวังมะนาว–บรรจบทางหลวงหมายเลข 3510 (จุดเชื่อมต่อระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ-ภาคใต้และภาคตะวันออก-ภาคตะวันตก)” นับเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับเขตเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรี เนื่องจากติดชายแดนประเทศเมียนมาร์ที่เชื่อมต่อกับโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือของกลุ่มประเทศซึ่งมีที่ตั้งของประเทศในเขตลุ่มแม่น้ำโขงทั้ง 6 ประเทศด้วยกัน คือ ไทย เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน ที่จะต้องมีการส่งเสริมการลงทุน
ขณะเดียวกันยังเป็นการวางบทบาทรัฐมนตรีพรรคการเมืองต่างๆ ลงพื้นที่ในลักษณะดาวกระจาย เปิดทางให้พรรคร่วมที่มีฐานคะแนนเสียงก่อนเป็นสำคัญ เช่น ฟากประชาธิปัตย์ ที่มี จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นหัวหน้าพรรค ลงไปติดตามโครงการประกันรายได้มันสำปะหลัง หรือกรณีพรรคชาติไทยพัฒนา ที่มีฐานคะแนนเสียงอยู่ใน จ.สุพรรณบุรี ต้องหลีกทางให้ ประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เจ้าของพื้นที่ติดตามนโยบายข้าวในจังหวัดของตนเองอย่างเต็มตัว
ส่วน พรรคพลังประชารัฐ คงไม่ต้องอรรถาธิบายกันมากมี ส.ส. กาญจนบุรี ซึ่งกวาดมาได้ 4 เขต แบ่งให้ภูมิใจไทย 1 เขต หรือ ราชบุรี เป็นของพปชร. 3 เขต นำโดย “เอ๋” ปารีณา ไกรคุปต์ ที่เหลือ 2 เขต เป็นของประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย ซึ่งเตรียมนำพี่น้องประชาชนเมืองโอ่งมังกร พร้อมกับชาวแม่น้ำแควเสริมทัพต้อนรับเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของพรรคร่วมรัฐบาล
นี่ผ่านมาสี่เดือน (ไม่นับรวมสี่ปีที่อยู่ในตำแหน่งหัวหน้าคสช.) ใครจะว่า “ลุงตู่” ไม่เป็นการเป็นงานทางการเมือง ก็ต้องกลับไปคิดกันใหม่เพราะสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่กำลังเข้าหลัก “อยู่เป็น” อีกต่างหาก

ดีไม่ดีจะ “อยู่เป็น” นายกฯ ไปอีกนาน

ส่อง 5 ข้อสำคัญตอกฝาโลงแก๊งตบทรัพย์ลิขสิทธิ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398279?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่อง 5 ข้อสำคัญตอกฝาโลงแก๊งตบทรัพย์ลิขสิทธิ์

11 พฤศจิกายน 2562 – 11:15 น.
ลอยกระทง,ตบทรัพย์
เปิดอ่าน 2,089 ครั้ง

ส่อง 5 ข้อสำคัญตอกฝาโลงแก๊งตบทรัพย์ลิขสิทธิ์ โดย…  กวินทรา ใจซื่อ

เหตุการณ์ตบทรัพย์ลิขสิทธิ์ในลักษณะนี้มีมานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ที่ไม่เคยปรากฏเป็นข่าวเนื่องจากไม่มีโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่มีเฉพาะเรื่องกระทงลิขสิทธิ์เท่านั้น แต่สินค้าทั้งเสื้อผ้า ปากกา และหมวก อื่นๆ อีกมากมาย

อ่านข่าว –  แห่แจ้งความแก๊งจับลิขสิทธิ์ พบผู้เสียหายหลายราย

เทศกาลลอยกระทงมาถึงแล้วค่ำนี้  พ่อค้าแม่ขายต่างเตรียมผลิตกระทงเพื่อนำออกมาจำหน่ายกระทงหลากหลายรูปแบบที่ผลิตขึ้นให้ลูกค้าได้เลือกซื้อหา ไม่ต่างจากเด็กสาววัย 15 ปี ชาวจังหวัดนครราชสีมา ที่ใช้เวลาว่างจากการเรียนประดิษฐ์กระทงการ์ตูนขาย ตั้งใจว่าจะมีกำไรนำมาเป็นทุนการศึกษา แต่กลับถูกตัวแทนลิขสิทธิ์พร้อมตำรวจจับกุมข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ โดยผู้ที่อ้างตัวเป็นตัวแทนลิขสิทธิ์เรียกเงิน 50,000 บาท เพื่อไกล่เกลี่ย

ข้อมูลจากการเปิดเผยของเด็กสาววัย 15 ปี ที่ถูกจับคดีละเมิดลิขสิทธิ์ ระบุว่า เหตุการณ์นี้ขึ้นจริงเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 มีผู้ใช้เฟซบุ๊กสั่งทำกระทง 136 ชิ้น พร้อมให้กระทงติดลายการ์ตูนที่มีลิขสิทธิ์ เช่น คุมะ และแมวการ์ฟิลด์ จึงได้ทำให้ตามออเดอร์ แต่เมื่อนำกระทง 30 ชิ้นไปส่งตามนัด กลับพบว่าเป็นตัวแทนลิขสิทธิ์ของบริษัทการ์ตูนที่มาล่อซื้อ ตัวแทนลิขสิทธิ์ได้พูดข่มขู่ให้เสียค่าปรับเป็นเงิน 50,000บาท สุดท้ายเจรจาค่าเสียหายเป็นเงิน 5,000 บาท

จากนั้นเจ้าของเพจเฟซบุ๊กชื่อว่า Pui Thanaphon Sakulkitkosol ได้โพสต์ข้อความบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับหลานสาววัย 15 ปี รายนี้ว่า ไม่ได้รับความยุติธรรมถูกกลั่นแกล้งด้วยการล่อซื้อจับลิขสิทธิ์ทั้งที่ปกติหลานสาวไม่ได้ทำกระทงแบบลายลิขสิทธิ์แบบนี้ แต่เพียงแต่ลูกค้ารายนี้เจาะจงให้ทำเพื่อที่จะล่อซื้อและจับหลานสาวเพื่อเรียกค่าลิขสิทธิ์แสนแพง ไม่นานเมื่อมีกระแสข่าวพร้อมทั้งมีการแชร์ภาพต่อในโลกโซเชียลสร้างความสนใจและการตั้งคำถามในสังคมเป็นอย่างมาก

เวลาผ่านไปเพียง 1 สัปดาห์ ปรากฏว่า มีกลุ่มนักเรียน นักศึกษา พ่อค้า แม่ค้าที่ถูกตัวแทนลิขสิทธิ์ของบริษัทการ์ตูนกลุ่มเดียวกันนี้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้จับปรับละเมิดลิขสิทธิ์ในลักษณะคล้ายกันกับเด็กสาววัย 15 ปี ทั้งที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งโดนกันหลายราย ล่าสุดพบที่ จ.ร้อยเอ็ด 2 ราย ในกรณีนี้ติดคุก 1 คืน

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้สังคมตั้งคำถามและเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบการทำงานของตัวแทนลิขสิทธิ์และเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเข้มข้น

อดีตหัวหน้าพนักงานสอบสวนรายหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า เหตุการณ์ตบทรัพย์ลิขสิทธิ์ในลักษณะนี้มีมานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ที่ไม่เคยปรากฏเป็นข่าวเนื่องจากไม่มีโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่มีเฉพาะเรื่องกระทงลิขสิทธิ์เท่านั้นแต่สินค้าทั้งเสื้อผ้าปากกาและหมวกอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ในช่วงเทศกาล เช่น ลอยกระทง วันวาเลนไทน์ รวมถึงเทศกาลสำคัญอื่นๆ เคยมีพ่อค้าแม่ค้าถูกข่มขู่ จับกุมเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ในลักษณะนี้มาตลอด บางรายจ่ายรายเดือนให้เจ้าหน้าที่เพื่อแก้การจับกุม โดยกลุ่มเป้าหมายของเครือข่ายข่มขู่นี้เป็นคนทุกเพศทุกวัยที่ดูแล้วข่มขู่ เจรจา ง่าย เช่นร้านอาหารที่นำเพลงลิขสิทธิ์ไปเปิดคาราโอเกะให้ลูกค้าร้อง พ่อค้า แม่ค้าตลาดนัด รวมถึงเด็กเยาวชน โดยเฉพาะผู้หญิง

นอกจากนี้อดีตหัวหน้าพนักงานสอบสวนรายนี้ได้ให้ข้อมูลรายละเอียดเรื่องสามารถตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้ว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่เริ่มจากตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจว่าต้นทางมาจากประเทศใด ซึ่งต้นทางลิขสิทธิ์นี้ส่วนใหญ่เป็นบริษัทจากต่างประเทศ จากนั้นจะมอบให้บุคคล หรือบริษัทใดบริษัทหนึ่งแต่เพียงผู้เดียว ดูแลลิขสิทธิ์ในประเทศไทย ว่าดูแลลิขสิทธิ์อะไรบ้าง กี่ประเภท โดยแนบท้ายกับหนังสือดูแลมอบอำนาจเรื่องลิขสิทธิ์จากประเทศนั้น

จากนั้นบริษัทที่ดูแลลิขสิทธิ์ในประเทศไทยจะมอบอำนาจต่อให้เครือข่ายนำไปใช้ในแต่ละจังหวัด สิ่งสำคัญคือต้องตรวจสอบเอกสารตัวจริงจากบริษัทต้นสังกัดที่ระบุไว้ว่ามอบอำนาจในการดูแลลิขสิทธิ์ให้กี่ราย หากเอกสารนั้นระบุว่าห้ามมิให้มอบอำนาจดำเนินการ ทางบริษัทในประเทศไทยก็ไม่สามารถมอบอำนาจต่อเครือข่ายระดับจังหวัดได้

  โดยสามารถตรวจสอบเอกสาร คือ
1.เอกสารที่ตัวแทนลิขสิทธิ์มาแจ้งความร้องทุกข์ ซึ่งพนักงานสอบสวนต้องเก็บไว้ พร้อมคำให้การของผู้มาแจ้ง
2.เอกสารบันทึกการจับกุม
3.บันทึกประจำวันนำตัวเข้าห้องควบคุมตามกฎหมาย
4.บันทึกถอนคำร้องทุกข์เพื่อหักล้างเอกสารแจ้งความว่าไม่ประสงค์ดำเนินคดี
5.ต้องส่งสำนวนคดีอาญา เลขที่รับเลขคดี ตามข้อ 1 และต้องสั่งไม่ฟ้องคดีไปยังพนักงานอัยการเพราะคดีถึงที่สุด

“ขั้นตอนคดีที่ยอมความได้ผู้ดูแลลิขสิทธิ์ต้องพบการกระทำความผิดก่อนจากนั้นจึงไปแจ้งความ พร้อมนำเอกสารการเป็นตัวแทนรับมอบอำนาจลิขสิทธิ์ตัวจริงมาพบพนักงานสอบสวนพร้อมตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนว่าถูกต้องหรือไม่ เมื่อพนักงานสอบสวนตรวจสอบแล้วก็ต้องลงบันทึกประจำวันว่า บุคคลผู้ที่ถือเอกสารได้ลงบันทึกประจำวันว่าพบเห็นผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ขายของผิดกฎหมาย เมื่อรับแจ้งเสร็จแล้วนำตำรวจไปจับถือเป็นความผิดซึ่งหน้า เมื่อจับควบคุมตัวต้องแจ้งข้อหา แต่จับมาแล้วไม่แจ้งข้อหา ไม่ควบคุมตัว แต่กลับนำตัวไปไกล่เกลี่ยเรียกรับค่าเสียหายถือว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หากไม่มีเอกสารเหล่านี้ถือว่าทุกฝ่ายมีส่วนรู้เห็นมีความผิดในการล่อซื้อจับลิขสิทธิ์ เชื่อว่าทั้งที่จังหวัดนครราชสีมาและร้อยเอ็ดจะไม่มีเอกสารทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น” อดีตพนักงานสอบสวนกล่าว

เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีอาญาที่สามารถถอนคำร้องทุกข์ได้ ต้องมีเลขรับคดี หากไม่มีแสดงว่าคดียังไม่เกิด การควบคุมตัวผู้ต้องหาต้องให้ลงลายมือชื่อในบันทึกประจำวัน ถ้าผู้ถูกจับไม่ลงลายมือชื่อก็ถือว่าผู้ดูแลลิขสิทธิ์และตำรวจไม่มีอำนาจในการจับหรือเชิญมาสถานีตำรวจ การจับต้องแจ้งว่าถูกจับในข้อหาใด มีสิทธิ์ได้พบและปรึกษาทนายได้

“ขบวนการข่มขู่ลิขสิทธิ์นี้มักจะติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในลักษณะเสนอส่วนแบ่งให้ 60 ต่อ 40 หรือ 50 ต่อ 50 แล้วแต่กรณี ราคาไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับข้อตกลงเพราะต้องยืมมือตำรวจในการข่มขู่ รับเงิน แต่ตำรวจก็ไม่ได้รับทุกคน เนื่องจากว่าตำรวจมีหลายหน่วย หลายระดับ แต่มีไม่น้อยที่เห็นแก่เงิน เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ จึงทำให้เกิดเรื่องแบบนี้”

“ฮุน เซน”โมเดล แยกสลายค่าย “สม รังสี” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398281?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ฮุน เซน”โมเดล แยกสลายค่าย “สม รังสี”

11 พฤศจิกายน 2562 – 10:55 น.
ฮุน เซน,สม รังสี,กัมพูชา,แดงลี้ภัย,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 3,647 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกฉบับวันที่ 11 พ.ย.62

*********************

มหากาพย์ชิงอำนาจในกัมพูชายังไม่จบ เมื่อ “สม รังสี” อดีตผู้ก่อตั้งพรรคกู้ชาติกัมพูชา (ซีเอ็นอาร์พีเดินทางจากปารีสมาโผล่ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย สมทบกับ “มู ซกฮัว” อดีตรองหัวหน้าพรรค และแนวร่วมบางส่วนที่รออยู่ก่อนหน้านั้น

สม รังสี

ภารกิจของสม รังสี คือการเข้าร่วมพบปะกับ ส..มาเลย์ ที่อาคารรัฐสภาในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 โดยการของ นูรุล อิซาฮ์ อันวาร์ ส..พรรคพีเคอาร์ ลูกสาวของอันวาร์ อิบราฮิม ว่าที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย 

บรรดากองเชียร์ของสม รังสี พากันยกย่องผู้นำมาเลย์ ที่เปิดเวทีให้อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชาและประโคมข่าวผ่านสื่อโซเชียล นี่คือชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตย 

ปล่อย “เข็ม สกคา”

เช้าวันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน 2562 ศาลแขวงกรุงพนมเปญ ออกคำสั่งให้ “เข็ม สกคา” อดีตหัวหน้าพรรคซีเอ็นอาร์พี สามารถออกจากบ้านพักของเขาได้ ไปที่ไหนก็ได้ แต่เขาเดินทางออกนอกประเทศไม่ได้

หลัง สม รังสี ลี้ภัยไปฝรั่งเศสในปี 2558 หลังถูกตัดสินความผิดจากคดีหมิ่นประมาทและเผชิญต่อโทษจำคุก ปี ในอีกคดีความหนึ่ง ข้อหาที่เขากล่าวว่าเกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง

เข็ม สกคา

พรรคซีเอ็นอาร์พี จึงมีมติเลือก “เข็ม สกคา” เป็นหัวหน้าพรรคแทนสม รังสี ปลายปี 2560 เข็ม สกคา ถูกจับกุมตัวในข้อหาล้มล้างรัฐบาลฮุน เซน แต่ไม่เคยถูกนำตัวมาขึ้นศาลเพื่อพิจารณาคดี 

ปี 2561 เขาได้รับการประกันตัวแต่ยังคงถูกควบคุมตัวภายในบ้านพัก ในกรุงพนมเปญ ท่ามกลางเสียงปลุกระดมโค่นระบอบฮุน เซน จากนอกประเทศ เข็ม สกคา ก็ได้รับการปล่อยตัวออกจากบ้าน

การปล่อยตัวอดีตผู้นำพรรคซีเอ็นอาร์พี มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย แต่สื่อออนไลน์จีน (ภาษาเขมรวิเคราะห์ว่าเกมนี้เป็นชัยชนะของเข็ม สกคา ที่เลือกแนวทางสันติวิธี ปฏิเสธแนวทางรุนแรง

จับตา..อีกไม่นาน เข็ม สกคา จะได้รับอภัยโทษตามมาด้วยการตั้งพรรคการเมืองใหม่ 

แยก “เข็ม” ออกจาก “สม”

ความเคลื่อนไหวแรกของ “เข็ม สกคา” หลังศาลพนมเปญให้ออกนอกบ้านได้เขาได้โพสต์ชี้แจงเรื่องการได้อิสรภาพระดับหนึ่งผ่านแฟนเพจ Kem Sokha ตอนท้ายเขาบอกว่า “..สุดท้ายนี้ฉันต้องการส่งความปรารถนาดีที่สุดของฉันไปยังคนกัมพูชา และฉันจะไปเยี่ยมคนของฉันในอนาคตอันใกล้ ฉันจะแจ้งรายละเอียดให้คุณทราบภายหลัง ขอบคุณ”

ภาพเข็ม สกคา ในอ้อมกอดชาวบ้านนั้น ย่อมสื่อความหมายถึงการกลับมาสู่เวทีการเมืองอีกหน แม้พรรคซีเอ็นอาร์พี จะถูกยุบไปแล้ว แต่สมาชิกพรรคก็ยังภักดีต่อผู้นำพรรค

ครอบครัวเข็ม สกคา

เข็ม สกคา” ไม่ต่างจากสม รังสี และมู ซกฮัว ที่ต้องอพยพไปจากบ้านเกิดในช่วงเขมรแดงยึดครอง เข็ม สกคา ปักหลักอยู่ในสหรัฐ กระทั่งกัมพูชามีสันติภาพ มีเลือกตั้ง เขาจึงกลับมาตั้ง “พรรคสิทธิมนุษยชน” ลงสนามเลือกตั้ง 

ปี 2555 สม รังสี มาชวนเข็ม สกคา ให้มาทำงานการเมืองร่วมกัน โดยมีการควบรวมพรรคสม รังสี กับพรรคสิทธิมนุษยชน เป็นพรรคกู้ชาติกัมพูชา หรือพรรคซีเอ็นอาร์พี

เส้นทางการเมืองใหม่ของเข็ม สกคา อาจต้องแยกทางจากสม รังสี นี่คือวิถีนักการเมืองทั่วโลก

ฮาร์ดคอร์แดง”เดือดร้อน

สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา ยังคงมีการคุมเข้มการเข้าออก โดยเฉพาะด่านพรมแดนคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ตรงข้ามกรุงปอยเปต อ.โอวโจรว จ.บันเตียนเมียนเจย ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของฝ่ายสม รังสี

แหล่งข่าวในเขมรระบุว่า กรุงปอยเปตมีมวลชนฝ่ายสนับสนุนสม รังสี อยู่จำนวนมาก ฉะนั้นกองทัพกัมพูชาจึงไม่ประมาทส่งกำลังทหารตำรวจ มาตรึงกำลังหลายพันนาย

วันนี้ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา คงต้องเอ่ยปากขอบคุณรัฐบาล พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีการประสานงานกันใกล้ชิดจนไม่มีการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ที่ชายแดนปอยเปต เมื่อ พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

สมเด็จฮุน เซน

ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของสมเด็จฮุน เซน กับ พล..ประยุทธ์ สร้างความปั่นป่วนให้คนไทยกลุ่มหนึ่ง ล่าสุด “จรรยา ยิ้มประเสริฐ” แกนนำสมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน ได้โพสต์ข่าวสารผ่านแฟนเพจ Junya Yimprasert ว่ามีข่าวฝ่ายผู้มีอำนาจในพนมเปญกำลังเจรจากับทางรัฐบาลประยุทธ์ 

ในการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษการเมืองเพื่อให้ไทยส่งผู้ลี้ภัยการเมืองกัมพูชาที่จะเดินทางผ่านไทยให้แก่ฮุนเซน แลกกับผู้ลี้ภัยการเมืองไทยที่อยู่ที่นั่น..”

งานนี้แดงฮาร์ดคอร์ในเขมรคงร้อนๆ หนาวๆ ไปตามกัน

อยู่ไม่เป็น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398274?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อยู่ไม่เป็น

11 พฤศจิกายน 2562 – 09:04 น.
อยู่ไม่เป็น,ศักดิ์สยาม ชิดชอบ,กคมนาคม
เปิดอ่าน 1,807 ครั้ง

อยู่ไม่เป็น

 รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก. ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาห้าโมงเย็นทางเนชั่นทีวีช่อง 22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น “วีระศักดิ์ พงษ์อักษร” บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ “บากบั่น บุญเลิศ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น “อยู่ไม่เป็น”

   “บากบั่น” กล่าวว่า สัปดาห์ที่แล้วรายการนี้ได้วิเคราะห์ว่าสี่รัฐมนตรีที่จะโดนอภิปรายมีใครบ้างตามที่ฝ่ายค้านบอกไว้เบื้องต้น
และ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รมว.คมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย แจ้งว่าจะดำเนินคดีกับรายการนี้เพราะรายการนี้ไปวิเคราะห์ รมว.คมนาคม แต่ขอยืนยันว่ารายการนี้ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและทำหน้าที่สื่อมวลชนในการตรวจสอบทุกฝ่าย

   “สมชาย” ชี้แจงว่านักการเมืองคือบุคคลสาธารณะที่อาสาเข้ามา หากบอกหรือเตือนอะไรไม่ได้ควรกลับไปอยู่บ้านดีกว่า สิ่งที่รายการเปิดเผยครั้งที่แล้วคือการเรียบเรียงข้อมูลการทำงานของ รมว.คมนาคม ในเบื้องต้น แต่เมื่อ รมว.คมนาคม ใช้สิทธิแบบนี้ รายการจะตรวจสอบการทำงานของรมว.คมนาคม ที่เข้มข้นและพิเศษ

เมื่อปลายเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา รมว.คมนาคม ส่งหนังสือไปยังทุกหน่วยงานในกระทรวงคมนาคมว่าการดำเนินการใดๆ ให้แจ้งข้อมูลก่อนทุกครั้ง การประมูลงานที่มีมูลค่าหนึ่งร้อยล้านบาทก็ต้องแจ้งล่วงหน้า รวมทั้งการประชุมบอร์ดรัฐวิสาหกิจต้องแจ้งวาระการประชุมก่อนการประชุมเจ็ดวัน แบบนี้ไม่รู้ว่า รมว.คมนาคม แทรกแซงการทำงานของรัฐวิสาหกิจและส่วนราชการหรือไม่

ดังนั้น ส.ส.พรรคภูมิใจไทยและข้าราชการกระทรวงคมนาคมอย่าไปแจ้งความดำเนินคดีกับรายการนี้ที่สถานีตำรวจทั่วประเทศ เพราะกรณีนี้ควรฟ้องศาลเลย รายการนี้จะได้ไปขออำนาจศาลในการชี้แจงตามกระบวนการยุติธรรมและขอความร่วมมือจากประชาชนช่วยแจ้งเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับการทำงานที่ไม่โปร่งใสของผู้แทนพรรคภูมิใจไทยมายังรายการนี้และเฟซบุ๊กในเครือเนชั่นได้เลย

  “วีระศักดิ์” กล่าวสรุปว่า รายการนี้ไม่ได้กล่าวหา รมว.คมนาคม เพราะรายการนี้ได้ดำเนินการเสนอข้อมูลการทำงานของ รมว.คมนาคม ในช่วงที่ผ่านมาตามที่ฝ่ายค้านระบุว่าจะยื่นอภิปราย รมว.คมนาคม

   “บากบั่น” ตั้งคำถามว่าสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรคราวนี้มีเรื่องร้อนๆ ใดบ้างในทางการเมือง

  “สมชาย” ประเมินว่าตอนนี้เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งมีญัตติร้อนๆ สามเรื่อง เรื่องแรกคือศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเสนอตั้ง สสร.นั้น มีหลายพรรคเสนอขึ้นมาโดยบางพรรคขอแก้ไขมาตรา 256 ให้ตั้ง สสร. แต่บางพรรคขอศึกษาก่อน

ตรงนี้มีความแตกต่างกัน ญัตตินี้ยังไม่เข้าสู่วาระการประชุม แต่แคนดิเดตประธาน กมธ.วิสามัญตอนนี้มีสองคนคือ สุชาติ ตันเจริญ จากพรรคพลังประชารัฐ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์

ส่วนฝ่ายค้านยังไม่เสนอใครมาทำหน้าที่นี้และน่าจะรอตอกลิ่มผลจากการแย่งชิงเก้าอี้นี้จากสองพรรคร่วมรัฐบาลในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เรื่องที่สอง การศึกษาประกาศและคำสั่ง คสช.ที่หลายพรรคขอศึกษาผลกระทบเรื่องนี้จากการใช้มาตรา 44 ในญัตตินี้โดยมีเหตุผลที่แตกต่างกัน แต่มีนัยคือสร้างแรงกระเพื่อมถึงรัฐบาลชุดนี้

สองเรื่องข้างต้นจะนำโยงไปตอกลิ่มกับเรื่องที่สามคือการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่จะเกิดในช่วงเดือนธันวาคม ฝ่ายค้านบอกขอเวลาวันที่ 18-20 ธันวาคม แต่รัฐบาลกับประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องหารือในเวลาที่เหมาะสมก่อน

เรื่องนี้ร้อนที่สุดเพราะมันโยงจากสองเรื่องข้างต้นหากมีความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาล แม้ฝ่ายค้านบอกว่ามีเสียงไม่พอที่จะล้มรัฐบาลแต่ฝ่ายค้านน่าจะเปิดแผลแล้วให้สังคมจัดการรัฐบาลในช่วงต่อไป

 “วีระศักดิ์” กล่าวสรุปว่า แสดงว่าสามเรื่องร้อนนี้อาจจะตอกลิ่มให้พรรคร่วมรัฐบาลมีโอกาสร้าวได้

 “วีระศักดิ์” ตั้งคำถามว่า ที่ผ่านมาไม่นานนี้พรรคอนาคตใหม่เสนอแคมเปญ “อยู่ไม่เป็น” ออกมาและจะมีกิจกรรมนี้ในวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้แปลว่าอะไร

    “สมชาย” วิเคราะห์ว่า ความหมายของคำคำนี้ตามที่พรรคนี้เผยออกมาคือต่อสู้กับบางระบบในประเทศ แต่หากย้อนไปดูสิ่งที่พรรคอนาคตใหม่ดำเนินการในแปดเรื่องที่ท้าทายกับสังคม (ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคถือหุ้นสื่อ วี-ลัค มีเดีย, การจะทำบลายด์ทรัสต์, ลูกพรรคกู้เงินหัวหน้าพรรค 191 ล้านบาท, จ้างล็อบบี้ยิสต์ต่างชาติ, หัวหน้าพรรคถ่ายภาพกับโจซัว หว่อง, ความขัดแย้งของสมาชิกพรรคกับแกนนำพรรคเกี่ยวกับการบริหารพรรค, คดีล้มล้างการปกครอง) และยังมีคดีอาญาต่างๆ อีกมาก

คดีต่างๆ เหล่านี้มีโอกาสที่จะมีความผิดกับแกนนำพรรคและพรรค

    “วีระศักดิ์” ประเมินว่าคำพูดของแกนนำพรรคนี้เกี่ยวกับการอธิบายความหมายคำว่าอยู่ไม่เป็น, อยู่เป็นนั้น มองว่าควรใช้ในทางสร้างสรรค์ อย่าปลุกระดมให้สังคมไขว้เขวในทางที่ผิดกับการอธิบายความของแกนนำพรรคนี้

 “บากบั่น” กล่าวสรุปว่า แคมเปญนี้ของพรรคนี้ตอนแรกสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมออนไลน์ แต่ตอนนี้ซาลงแล้ว และควรรอดูว่าวันที่ 16 พฤศ๗ิกายน จะเป็นอย่างไรเพราะอาจมีผลในการตัดสินคดีการถือหุ้นสื่อของหัวหน้าพรรคในวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่ศาลรัฐธรรมนูญ

แดงลี้ภัยวุ่น “ฮุน เซน” ส่งกลับไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398116?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แดงลี้ภัยวุ่น “ฮุน เซน” ส่งกลับไทย

10 พฤศจิกายน 2562 – 09:20 น.
เจาะประเด็นร้อน,แดงลี้ภัย,กัมพูชา,จักรภพ เพ็ญแข,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง
เปิดอ่าน 27,207 ครั้ง

ท่องยุทธภพวันอาทิตย์ โดย ขุนน้ำหมึก 10 พ.ย.62

********************************

วันฉลองเอกราช 9 พ.ย.2562 ผ่านพ้นไปด้วยความราบรื่น ไม่ปรากฏร่างเงาของ “สม รังสี” อดีตผู้นำฝ่ายค้านที่ชายแดนปอยเปต

แผนปลุกระดมมวลชนโค่นล้มระบอบฮุน เซน ยกนี้ คงต้องกลับไปวางเกมสู้กันใหม่ โดยวันนี้ “สม รังสี” อยู่ในมาเลเซีย จะเป็นแขกรับเชิญของรัฐสภา มาเลย์ในวันที่ 12 พ.ย.นี้ ก็ต้องจับตาดูกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม ยุทธการยึดพนมเปญของสม รังสี และพลพรรคฝ่ายค้านเก่า ทำให้ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ต้องเอ่ยปากขอบคุณรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในเวทีแถลงยุทธศาสตร์ชาติ

ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของสมเด็จฮุน เซน กับ พล.อ.ประยุทธ์ สร้างความปั่นป่วนให้คนไทยกลุ่มหนึ่ง ที่รู้จักกันในนาม “แดงลี้ภัย” ที่พำนักอยู่ในกัมพูชา ตั้งแต่เกิดรัฐประหาร 2557

เมื่อวันที่ 9 พ.ย.2562 จรรยา ยิ้มประเสริฐ” แกนนำสมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน ได้โพสต์ข่าวสารผ่านแฟนเพจ Junya Yimprasert ว่า มีข่าวฝ่ายผู้มีอำนาจในพนมเปญ กำลังเจรจากับทางรัฐบาลประยุทธ์

“ในการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษการเมือง เพื่อให้ไทยส่งผู้ลี้ภัยการเมืองกัมพูชา ที่จะเดินทางผ่านไทยให้กับฮุนเซน แลกกับผู้ลี้ภัยการเมืองไทยที่อยู่ที่นั่น..”

“จรรยา” อ้างว่า ข่าวชิ้นนี้ส่งมาจากกัมพูชา ย่อมหมายถึง แกนนำเสื้อแดงที่ลี้ภัยอยู่ในเขมรเป็นผู้แจ้งข่าวมา ซึ่งเท่าที่ทราบยังเหลืออยู่ไม่กี่คน แต่ก็เป็น “บิ๊กเนม”

หลังรัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกยึดอำนาจ นักการเมืองค่ายเพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดง ประมาณร้อยคนไปรวมตัวอยู่ในอพาร์ต เมนต์ กลางกรุงพนมเปญ อาทิ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ, จารุวงศ์ เรืองสุวรรณ, สุรชัย แซ่ด่าน, สุนัย จุลพงศธร,สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, โกตี๋ วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ, อาจารย์หวาน-สุดา รังกุพันธุ์,วัฒน์ วรรลยางกูร, พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ ฯลฯ

ต่อมา พวกเขาเหล่านี้แยกย้ายกันไป ยังเหลือแกนนำหลักๆ ไม่กี่คน และคนเสื้อแดงฮาร์ดคอร์อีกจำนวนหนึ่ง ลองมาไล่เรียงกันว่ามีใครกันบ้าง

จักรภพ เพ็ญแข” อยู่ในกัมพูชามาตั้งแต่ปี 2552 เป็นประสานงานพาแกนนำเสื้อแดงมาลี้ภัยรอบแรกปี 2553 และรอบหลังปี 2557

จักรภพ เพ็ญแข

ช่วงหลัง ฝ่ายกัมพูชาวางกรอบ “ห้ามเคลื่อนไหว” จักรภพจึงต้องเดินทางไปประเทศโน้น ประเทศนี้ ลดบทบาททางการเมืองลง และหันไปทำธุรกิจสื่อในพนมเปญ

พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์” แกนนำ นปช.สายฮาร์ดคอร์ ที่ปักหลักจัดรายการวิเคราะห์การเมืองทางยูทูบอยู่ระยะหนึ่ง ตอนหลังเจอคำสั่งจาก “เบื้องบน”กัมพูชา ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง เลยต้องอยู่เงียบๆ กับกับอดีตการ์ด นปช.จำนวนหนึ่ง

เสงี่ยม สำราญรัตน์

แอนตี้” พิษณุ พรหมสร หนีคดีหมิ่นเบื้องสูงไปอยู่ในลาว และขยับมาอยู่เขมร จัดรายการวิทยุใต้ดิน แต่ก็ถูกห้ามเหมือน พ.ต.ต.เสงี่ยม

ผู้พันสู้” ชนินทร์ คล้ายคลึง แกนนำแดงสายฮาร์ดคอร์ ที่หลบหนีคดี 112 มาอยู่ในเขมร และได้จัดรายการวิทยุใต้ดินอยู่ช่วงหนึ่ง แต่จู่ๆก็เงียบหายไป

อีก 2 รายที่ไม่มีใครยืนยันว่าจริงหรือไม่? คือ กี้ร์” อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง และ วันชนะ เกิดดี จำเลยคดีล้มการประชุมอาเซียน ที่มีข่าวว่า หลบไปพักพิงที่กัมพูชา เพราะรู้จักมักคุ้นกับ “ผู้ใหญ่” ในฝ่ายผู้กุมอำนาจหลายคน

รายงานข่าวจากกัมพูชา ที่จรรยา ยิ้มประเสริฐ มาเปิดเผย คงต้องรอตรวจสอบจากฝ่ายความมั่นคงว่า จะเป็นข่าวจริงหรือแค่ตีปลาหน้าไซ

ลาลาลอย กระทงไทย บุญ-บาป ทางสองแพร่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397959?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลาลาลอย กระทงไทย บุญ-บาป ทางสองแพร่ง

9 พฤศจิกายน 2562 – 09:55 น.
วันลอยกระทง,ลอยกระทง,ขยะกระทง,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 2,758 ครั้ง

รายงานพิเศษจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกฉบับวันที่ 9-10 พ.ย. 62

**********************

“เหนื่อยไหมอยากให้เธอพัก ก่อนที่ฉันจะพาเธอลอย” วรรคหนึ่งของเพลงลาลาลอย ของ “เดอะทอยส์” สุดแนว ก็ทำให้นึกถึงบรรยากาศของวันลอยกระทงเหมือนกัน

โดยเฉพาะหนุ่มสาวที่มักรอคอยวันนี้ไม่แพ้วันสงกรานต์ แต่ปัญหาคือพอลอยกระทงจบแล้ว เช้ามาก็พบกับข่าวเช้า กทม. เก็บขยะกระทงในแหล่งน้ำต่างๆ สื่อพากันรายงานข่าวกันคึกคัก

เพราะอย่างนี้ สีสันวันลอยกระทงไทยในช่วงหลังๆ จึงเต็มไปด้วยคำถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะปรับทัศนคติในการลอยกระทงเสียใหม่

เพียงแต่เราจะปรับเปลี่ยนกันอย่างไร ไม่ให้คุณค่าความเป็นประเพณีที่ทำมานานเสื่อมหายไป พอๆ กับที่ลอยอย่างไรไม่ทำให้สภาพแวดล้อมของลำน้ำลำคลอง ต้องหมองหม่น กลายเป็นตราบาปที่ไม่รักโลก จนเกิดดราม่าเต็มหน้าข่าวสารในวันรุ่งขึ้น

กระทงไทยในอดีต

ก่อนอื่น อย่าได้เหมาเอาว่าประเพณีลอยกระทงเป็นประเพณีของไทยเราเท่านั้น เหมือนที่เคยเหมาเอาวันสงกรานต์มาก่อน เพราะประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ก็ทำกันอยู่ ทั้ง พม่า กัมพูชา จีน อินเดีย โดยแต่ละที่ก็มีเหตุผลต่างๆ กัน

เช่น เพื่อขอขมาแม่คงคา เพราะได้อาศัยน้ำกินและใช้, เพื่อสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานที ซึ่งพระพุทธเจ้าประทับรอยพระบาทไว้บนหาดทรายที่แม่น้ำนัมมทานที ในประเทศอินเดีย, เพื่อลอยทุกข์โศกโรคภัย และสิ่งไม่ดี คล้ายกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์ ฯลฯ

ส่วนของไทย แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าทำกันมาตั้งแต่เมื่อไร แต่ก็มีปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านานจนถึงปัจจุบัน มีช่วงหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 4 เคยมีการยกเลิกไปเพราะทรงตัดพิธีต่างๆ ที่เห็นว่าสิ้นเปลืองออก จนมาในสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีนี้อีก

และที่แน่ๆ กระทงของไทยเราในอดีตมานั้น ก็ทำด้วยพืชพรรณธรรมชาตินี่แหละ เช่น ใบตอง หยวกกล้วย ปลีกล้วย ใบพลับพลึง กาบมะพร้าว ฯลฯ แล้วตกแต่งเป็นรูปดอกบัวบาน ปักธูปเทียนเอามาลอยไปตามน้ำ

หลายคนนิยมตัดผมตัดเล็บใส่ลงไปด้วยนัยว่าให้หมดทุกข์หมดโศก หรือจะใส่เหรียญลงไปด้วยก็ได้ ถ้าเชื่อว่าจะทำให้ร่ำรวย ทรัพย์สินเงินทองให้ไหลมาเทมาตลอดปี แต่ใส่แล้วก็ต้องทำใจพวกคว่ำกระทงหาเหรียญด้วย พระท่านว่าทำบุญแล้วอย่าถามที่ไปของเงิน

แน่นอนทั้งหมดนี้ ไม่เกี่ยวกับกระแสอนุรักษ์อะไรหรอก แต่เพราะสมัยก่อน ยังไม่มีโฟมตะหาก !

กระทงโฟมก็มา

พูดถึง “โฟม” ก็หมายถึงพลาสติกที่ฟูหรือขยายตัว โดยเป็นพลาสติกประเภทพอลิสไตรีน (Polystyrene :Ps) ที่ผ่านกระบวนการที่ใช้สารขยายตัวทำให้พลาสติกนั้นกลายเป็นโฟม

ตัวอย่างของโฟมพลาสติกที่รู้จักกันทั่วไป เช่น ฟองน้ำ กล่องโฟมใส่อาหาร โฟมแผ่น โฟมฉีดพ่นเพื่อเป็นฉนวน เป็นต้น ซึ่งโฟมพลาสติกเหล่านี้ ล้วนแต่ผลิตจากพลาสติกแตกต่างประเภทกันไป

ที่มาของโฟมไม่มีชี้ชัดว่าเกิดปีไหน แต่ว่ากันว่าเดิมทีเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่คิดค้นเพื่อใช้ในการทำเรือชูชีพช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะน้ำหนักเบา มีอายุการใช้งานยาวนาน แถมยังว่ากันว่าผู้คิดค้นโฟมเกือบจะได้รางวัลโนเบลด้วยซ้ำ

ต่อมามนุษย์เริ่มใช้โฟมเป็น Food Container คือบรรจุอาหาร ใส่อาหาร ราวปี 2503 จวบจนทุกวันนี้ ก็ยังมีการใช้โฟมเป็นภาชนะใส่อาหารให้เห็นทั่วไป โดยเฉพาะตามฟาส์ตฟู้ด

ภาพชินตา และกระทงโฟมก็ยังมีให้เห็น

ส่วนบ้านเรา ถ้าพูดถึง “กระทงโฟม” ไม่มีจุดกำเนิดแน่ชัดว่าใครกันที่ช่าง “หัวใส” เอาโฟมมาทำกระทง รู้ตัวอีกทีกระทงโฟมก็มีเกลื่อนทั่วบ้านทั่วไทยไปแล้ว ด้วยเหตุผลเดียวกันคือ หาง่าย ราคาถูก น้ำหนักเบา กันน้ำเป็นเยี่ยม

สำหรับกระทงโฟมหน้าตาเป็นอย่างไร เชื่อว่าเรานึกกันออก ก็เป็นกระทงที่มีฐานโฟมขาวๆ พันรอบฐานด้วยกระดาษเงินกระดาษทอง กลีบบัวทำจากกระดาษย่นหลากสี แล้วแต่ชอบ

เชื่อหรือไม่ว่าทุกวันนี้ก็ยังมีวางขายให้เห็น บางเจ้าพอเห็นว่ากระแสอนุรักษ์มาแรง ก็สับขาหลอกโดยใช้ใบตองเป็นกลีบบัว พอจ่ายตังค์ซื้อเสร็จ ยกขึ้นจะเอาไปลอยปรากฏว่าเบาหวิว เพราะตัวฐานคือโฟม จะคืนก็กลัวมีเรื่อง จะซื้อใหม่ก็เสียดาย

ถามว่ากระทงโฟมเลวร้ายยังไง แค่ตื่นเช้าไปถามเจ้าหน้าที่กทม. หรือเจ้าหน้าที่เทศบาลที่มาเก็บขน รับรองจะได้คำตอบแบบถึงแก่นแน่นอน

วายร้ายผู้น่ากลัว?

แต่ถ้าจะเอาแบบเป็นตัวเลขที่มีหลักฐานอ้างอิง นี่เลย รายงานย้อนหลังจากปี 2555-2561 ของกทม. พบว่าปี 2555 มีกระทง 916,354 ใบ แยกเป็น กระทงธรรมชาติ 785,061 ใบ, กระทงโฟม 131,338 ใบ

มาจนปีที่แล้วมีขยะกระทง กทม. เพิ่มขึ้นเป็น 8.4 แสนใบ คือจัดเก็บกระทงได้ทั้งสิ้น 841,327 ใบ แยกเป็นกระทงธรรมชาติ 796,444 ใบ กระทงโฟม 44,883 ใบ

แน่นอนทั้งหมดนี้แปลว่า โดยภาพรวมแล้ว ผู้คนหันมาใช้กระทงธรรมชาติกันมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ถือว่าน่าดีใจ

บรรยากาศหลังวันลอยกระทง 2560 ที่ม.เกษตร บางเขน

แต่เดี๋ยวก่อน ต้องย้ำว่ากระแสรณรงค์ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นช่วงนั้น แต่มีมานานแล้วนับหลายสิบปี ที่คนไทยได้เห็นข่าวสารการรณรงค์ให้ใช้วัสดุธรรมชาติร่วมประเพณีลอยกระทง

ทั้งๆ ที่ข้อมูลระบุว่าการกำจัดโฟมโดยทั่วไปจะนิยมเผาหรือฝังกลบ แต่การเผาก็ทำให้เกิดมลพิษในอากาศ ขณะที่การนำไปฝัง ก็ทำได้ยาก เพราะโฟมเป็นวัสดุสังเคราะห์ไม่สามารถย่อยสลายได้ด้วยวิธีทางชีวภาพโดยจุลินทรีย์

มีการประเมินว่าโฟมที่นำมาใช้ในการทำฐานกระทงขนาดทั่วไป เพียง 1 กระทงนั้น ต้องใช้เวลาในการย่อยสลายไม่ต่ำกว่า “50 ปี” เลยทีเดียว!

และจริงอยู่ที่โฟมนำกลับไปรีไซเคิลได้ โดยการบดให้มีขนาดเล็ก แล้วนำกลับเข้ามาสู่กระบวนการหลอม แล้วนำกลับมาผลิตเป็นสินค้าพลาสติกใหม่ ในรูปแบบต่างๆ แต่ก็ต้องมีกระบวนการจัดเก็บ คัดแยก ทำความสะอาดที่ถูกต้อง

กระทงเกยตื้นพร้อมตะปู ภาพไวรัลช่วงปีที่แล้ว จากเฟซบุ๊ก Fon Vorapan

แต่ปัญหาของกระทงโฟม กลับยังคงมีอยู่ให้เห็นจากภาพข่าวสารที่ทุกเช้าหลังวันลอยกระทง ช่วงปีก่อนมีไวรัลภาพกระทงเกยตื้นที่ชายหาดเขาตะเกียบ หัวหิน มีหลายอันที่ทำจากหยวกกล้วย แต่ปรากฏว่าใช้ตะปูเป็นส่วนประกอบของกระทง ดูน่าขนลุก

นาทีนั้นไม่เพียงต้องถามว่ากระทงโฟมจะไม่หมดไปจากวันลอยกระทงไทย แต่ต้องถามว่าถ้าจะเอาจริงเรื่องอนุรักษ์ ก็ต้องไปให้สุดทางใช่ไหม

รณรงค์ไปเรื่อยๆ

พอพูดถึงการรณรงค์งดใช้กระทงโฟม จะว่าไปก็ขับเคลื่อนสอดคล้องคาบเกี่ยวกันกับกระแสงดใช้ถุงพลาสติกที่ไทยเราก็กำลังเข้มอยู่ตอนนี้

แต่อีกทางหนึ่ง ก็อดนึกถึงสีสันความเพียรของคนไทยในการออกแบบกระทงที่ไม่สวนทางโลกด้วยเช่นกัน จะว่าไปก็ไม่แพ้พานไหว้ครูในยุคหลังๆ เลยทีเดียว แอบคิดว่าปีนี้จะมีกระทงการเมืองหรือไม่ ยังหวั่นๆ (ฮา)

กระทงขนมปัง

โดยเฉพาะ กระทงขนมปัง” ยุคแรกที่เริ่มมีเผยแพร่ก็ได้รับเสียงชื่นชมท่วมท้น เพราะนอกจากสวยงามทันสมัยแล้ว ยังย่อยสลายได้อย่างสบายๆ แถมปลาในน้ำยังได้กัดกินขนมปังด้วย งานนี้ปรบมือรัวๆ ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว

แต่พอถึงจุดหนึ่ง ก็มีกระแสออกมาว่า ขนมปังย่อยได้จริง แต่กว่าจะย่อย น้ำก็เน่าทำปลาตายไปเสียก่อน หากทุกวันนี้กระทงขนมปังก็ยังมีอยู่

ยิ่งล่าสุดที่เป็นข่าวใหญ่โตเรื่องสาวน้อยวัย 15 โดนล่อซื้อสั่งทำกระทงตัวการ์ตูนจนไปโดนคดีลิขสิทธิ์ เรื่องราวบานปลายใหญ่โต นั่นก็ทำจากอาหารปลาที่ทำจากขนมปังข้าวโพดเม็ดกลมๆ หลากสีนั่นแหละ

กระทงอาหารปลา

นอกจากนี้ยังมีกระทงรูปแบบต่างๆ เช่นปีก่อนมีการนำเสนอกระทงน้ำแข็ง ก็ดูเข้าท่า แต่ไม่ตอบโจทย์ว่าจะถือไปลอยยังไง ก็มันเย็น!

ระหว่างนั้นก็มีการรณรงค์เกิดเป็นมีมเกรียนๆ ไม่รู้เอาจริงหรือประชด กับการลอยกระทงในอ่างน้ำ ดีเพราะกระทงจะไม่หลงทาง (ฮา) นี่ยังมีลอยกระทงอากาศ ที่ไม่ทำร้ายโลกเลยแม้แต่นิดเดียว

แต่จะไปทำตามนั้น ก็จะหาว่าสวนทางประเพณีไทย ทางการเลยบอกมาว่าให้พวกเราลอยกระทงแบบพอดีๆ คือ “1 กระทง ครอบครัว” ดูไปก็เข้าเทรนด์  Minimalist ที่เหล่าผู้รักโลกกำลังทำอยู่

การรณรงค์ครอบครัวเดียวกระทงเดียวนั้นเริ่มทำเมื่อปีที่แล้ว โดยหลักสำคัญคือควรเป็นกระทงจากวัสดุธรรมชาติ โดยนอกจากใบกล้วยแล้วก็ยังมีกระทงใบลาน ชานอ้อย เปลือกข้าวโพด ตามช็อปปิ้งออนไลน์ทั่วไปก็มีขายด้วยนะเอา

ปีนี้หลังวันที่ 11/11 ซึ่งเป็นวันลอยกระทงบ้านเรา มาดูกันว่าตัวเลขขยะกระทงจะออกมาอย่างไร ลองมันทุกมุกขนาดนี้ กระแสมาแรงขนาดนั้น โซเชียลก็ช่วยเป็นหูเป็นตา กระทงโฟมจะยังลอยนวลอยู่ได้อีกนานแค่ไหนกัน ให้รู้กันไป

ปล. ยังไง ก็ขอสุขสันต์วันลอยกระทงมายังผู้อ่านทุกท่านนะจ๊ะ

“หนุมานอุ้มดวง” หนุน”ลุงตู่อุ้มชาติ” ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397960?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“หนุมานอุ้มดวง”  หนุน”ลุงตู่อุ้มชาติ” ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ!

9 พฤศจิกายน 2562 – 09:50 น.
บิ๊กตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,หนุมานอุ้มดวง,อคฑา ชินบัญชร
เปิดอ่าน 6,588 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 9-10 พ.ย. 62

***************************

ดวงชะตาราศี เครื่องราง ของขลัง พอมาสมทบกับคนดัง หรือคนใหญ่คนโต กระแสมันก็แรงขึ้นมาซะอย่างนั้น

อย่างที่เห็นจากข่าว หนุมานอุ้มดวง” ที่หมอดูชื่อดัง มอบให้นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ตอนนี้กระแสแห่เช่าเครื่องรางชนิดนี้กำลังเกิดขึ้นในหมู่เราชาวไทยอย่างหนัก

คำถามสำคัญถึงความเข้มขลัง คุ้มกันภัยที่ว่ากันไปทั่ว เลยทำให้หลายคนอยากรู้เสียจริงๆ ว่าถ้าเป็นเรื่องราวทางการเมืองของ “ลุงตู่” หลังไร้ ม.44 แต่มีหนุมานอุ้มดวงไปบูชาแล้ว สิ่งนี้จะช่วยหนุนนำได้จริงขนาดไหน

อะไรยังไง “หนุมานอุ้มดวง”

อย่างที่รู้หนุมานอุ้มดวงที่กำลังกล่าวถึงนั้นมาจากวัดบางกะพ้อม จ.สมุทรสงคราม เครื่องรางชิ้นนี้กำลังเป็นที่กล่าวถึง หลัง อาจารย์คฑา ชินบัญชร หมอดูชื่อดัง ได้มอบให้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม บอกว่าเพื่อเสริมดวงชะตา โดยชาว จ.สมุทรสงคราม และชาวแม่กลอง ต่างเลื่อมใสศรัทธากันเป็นอย่างมาก

หลายคนอยากรู้ว่ามีที่มาที่ไปยังไง แล้วทำไมหนุมานถึงมาอุ้มด้วง มีข้อมูลระบุว่า หนุมานอุ้มดวงเป็นวัตถุมงคลของหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม จ.สมุทรสงคราม โดยมีพิธีมหาพุทธาภิเษกขึ้นเมื่อปี 2548 ปลุกเสกสองวาระ โดยพระเกจิอาจารย์ พระคณาจารย์ และพระภาวณาจารย์ จำนวน 1,250 รูป เมื่อวันเสาร์ที่ 10 กันยายน 2548 โดยบรรยากาศในพิธีนั้น จัดอย่างยิ่งใหญ่อลังการ

ต่อมาพระเกจิอาจารย์ และพระคณาจารย์ และพระภาวณาจารย์ อีก 2549 รูป ได้ร่วมทำพิธีปลุกเสกอีกครั้งในวันเสาร์ที่ 25 มีนาคม 2549 ณ มลฑลพิธี เบื้องหน้ารูปเหมือนหลวงพ่อคง องค์ใหญ่ อดีตเจ้าอาวาสวัดบางกะพ้อม อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ที่กำลังก่อสร้างแต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ในเวลานั้น โดยมีหลวงปู่ทิม วัดพระขาว อยุธยา เป็นประธานจุดเทียนชัย

ภาพจาก เฟซบุ๊ก กวง เก๊า

โดยวัตถุมงคลดังกล่าวสร้างขึ้นจากเนื้อดินจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศ อุดผงวิเศษ และว่านมหามงคล 108 ฝังตะกรุดมหาปราบ

ทั้งนี้มีความเชื่อว่าสามารถแก้ดวงตก ดวงไม่ดี ปีชง เบญจเพส หนุนดวงชะตาไม่ให้ตกต่ำ และช่วยให้แคล้วคลาดจากสิ่งอัปมงคลต่างๆ คุ้มครองป้องกันภัย มหาอุต คงกระพันชาตรี เสริมดวงชะตาที่ตกต่ำอุ้มหนุนดวงให้ดียิ่งๆ ขึ้น เสริมบารมีโชคลาภ

ในข่าวอาจารย์คฑา ยังกล่าวว่า หนุมานอุ้มดวงนี้ไม่ใช่แค่จะอุ้มเพียงตัวนายกฯ เพียงคนเดียว แต่ต้องอุ้มทุกคนในประเทศไทยด้วย ดังนั้นเราต้องช่วยกันเพราะหนุมานเป็นทหารเอกของพระราม การมอบให้นายกฯ ก็เป็นการมอบเพื่อให้ขวัญและกำลังใจ เหมือนเป็นการมอบเครื่องรางของขลังให้เป็นที่พึ่งทางใจ เป็นสิริมงคลให้แก่นายกฯ

ทำไมต้อง “ลิงเผือก”

เราคนไทยรู้จัก “หนุมาน” ว่าเป็น ลิงเผือก” ที่เป็นตัวละครเอกตัวหนึ่งในเรื่องรามเกียรติ์ มีสีขาวเป็นสีประจำกาย เมื่อสำแดงฤทธิ์จะมี 4 หน้า 8 มือ หาวเป็นดาวเป็นเดือน นอกจากนี้ยังมีลักษณะประจำกายอื่นๆ อีก เช่น สวมกุณฑล มีขนเพชร มีเขี้ยวเป็นแก้ว และหาวเป็นดาวเป็นเดือน

ดังนั้นเมื่อหนุมานเป็นลิงที่มีฤทธิ์มากสามารถสำแดงเดชต่างๆ ได้หลายประการ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่จะกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์จนมีการนำมาจัดทำเป็นวัตถุมงคล

ดังที่ อ.คฑา เล่าถึงที่มาที่ไปที่ต้องเป็นหนุมานว่า หนุมานนั้นเหมือนกับเป็นการเปรียบเทียบว่าเป็นการอาสาเข้ามาช่วยชาติ เหมือนที่พระรามมีเหล่าหนุมานและเหล่าเสนาวานรมาอาสาช่วยรบ ส่งผลให้ประเทศชาติพ้นภัยประชาชนมีความสุขและนายกฯ เองก็จะไม่เหนื่อยมาก การมีหนุมานอุ้มดวงนี้ จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ มีคนดีมาช่วยงาน แต่อย่างที่ทราบกันว่าหนุมานจะซนหน่อย เหมือนการจับปูใส่กระด้ง

“แต่เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เอาอยู่ สิ่งสำคัญคือจะมีมือดีเข้ามาช่วยทำงานโดยเฉพาะในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้าเราจะได้เห็น”

ราวช่วงปีที่แล้ว อ.คฑา เคยกล่าวถึงวัตถุมงคลชิ้นนี้มาก่อนตอนที่จัดทริป “เที่ยวไทยรับพร 12 ราศี” กับ อ.คฑา ชินบัณชร ปลายทางคือวัดบางกะพ้อม จ.สมุทรสงคราม นี่แหละ

วันนั้นเจ้าตัวเลยได้เคล็ดลับดีๆ มาฝากว่านอกจากถวายสังฆทาน สวดมนต์ ก็มีเลือกไหว้พระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตรงลัคนาหรือดวงของคนทั้ง 12 ราศี

จากนั้น อ.คฑา บอกว่า ราศีพิจิกควรไปกราบหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม จ.สมุทรสงคราม เพื่อให้ชีวิตมั่นคง ยืนยาว แถมยังแอบกระซิบมาว่า ควรบูชาหนุมานอุ้มดวงเพื่อให้เกื้อหนุนชีวิตเราให้มีแต่ความโชคดีตลอดปีอีกด้วย

วันนี้ไม่รู้ทำไมถึงมามอบหนุมานอุ้มดวงให้ลุงตู่ผู้ที่เกิดในลัคนาราศีมีน มันต้องมีซัมติงแน่ๆ

ผ่าดวง “คนดัง”

ไหนๆ มามอบของขลังทั้งทีจะไม่ส่องดวงก็ใช่ที่ วันนั้นเป็นวันที่่ อ.คฑามาร่วมงานประชาสัมพันธ์การจัดงานกาชาดประจำปี 2562 ที่นายกฯ มาด้วย

ว่าแล้วเพื่อให้สมความตั้งใจ โหรดังนอกจากได้มอบ “หนุมานอุ้มดวง’ ให้นายกรัฐมนตรี ก็เลยส่องดวงชะตาของนายกฯ ลุงตู่ ไปด้วยในคราวเดียว วันนั้น แม้ อ.คฑา จะเปิดเผยสั้นๆ แต่ก็คมกริบบาดใจใครหลายคน

โดย อ.คฑา ระบุว่า ดวงของนายกฯ ปีนี้ถือว่าดีและเด่นมาก พร้อมบอกว่าปีหน้า (2563) จะเป็นปีปะทะชนของพล.อ.ประยุทธ์ แต่ถ้าผ่านพ้นช่วงเดือนมิถุนายนไปจนถึงเดือนกันยายนได้ พล.อ.ประยุทธ์ จะได้อยู่ยาวในตำแหน่ง

กองเชียร์แทบจะกู่ก้องร้องเฮๆ พากันไปเช่าบูชาหนุมานอุ้มดวงให้สมความดีใจ แต่เดี๋ยวก่อนต้องบอกว่าที่จริงดวงชะตาของลุงตู่เราไม่ได้มี อ.คฑาคนเดียวที่ทักที่ทายมา

ก่อนหน้านี้มีโหรทั้งดังและโลว์โปรไฟล์อีกมากมายออกมาทำนายกันคึกคัก แอบคิดว่าถ้าทักแล้วมอบของขลัง วันนี้ลุงตุ่คงต้องต่อบ้านใหม่อีกห้องเพื่อเก็บของขลังไว้โดยเฉพาะ

ย้อนพอให้เห็นบรรยากาศ เอาแค่ช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา โหรดังหลายรายออกมาฟังธงฉับกันเพียบว่า นายกฯ ไทยจะเป็นใครไปได้ถ้าไม่ใช่ลุงตู่

เช่น พ.ต.อ.ดร.อรรถวิโรจน์ ศรีตุลา โหรชื่อดังบอกว่า “คนที่เป็นนายกฯคนที่ 30 ต้องเป็นคนดวงแข็ง มองภาพรวมอาจจะเป็นทหารก็ได้ หรือไม่เป็นทหารก็ได้ แต่ถ้าเป็นทหารมันก็โอเคนะ”

จากนั้นโหร คมช. คนดัง วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ ก็ออกมาฟันธงว่านายกรัฐมนตรีคนต่อไปยังเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะยังไม่หมดวาระในการทำหน้าที่

พอเลือกตั้งจบลงได้นายกฯ เรียบร้อย โหรแทบทั่วไทยก็ยังออกมาทำนายต่อ แต่โดยมากบอกว่านายกฯ ยังไปต่อได้ฉลุย

จะมีก็แต่หมอดูดังเมืองช้างที่หาญกล้ามาทัก “ดวงดับ” ตอนที่นายกฯ มีกำหนดเดินทางไป จ.สุรินทร์ 19 สิงหาคม ทีี่ผ่านมา เธอคือ หมอก้อยฟ้า” หรือ สิริยากร มีสุข จากสุรินทร์ แถมยังบอกว่าตั้งแต่เดือนสิงหาคม-กันยายน จะมีวินาศ วิบัติ อำนาจจะเสื่อมถอยตั้งแต่เดือนกันยายน 2562 เป็นต้นไป

บูชาต่อไม่รอนะ

ก็ไม่รู้ว่าดวงนายกฯ ของเราจะดีจะร้ายยังไง แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้วัดบางกะพ้อมหัวกระไดไม่แห้ง เพราะมีผู้คนแห่แหนกันไปเช่าบูชาวัตถุมงคลโดยเฉพาะ “หนุมานอุ้มดวง” กันเป็นจำนวนมาก

ที่ต้องไปถึงที่นัยว่าคงอยากได้ของดีแบบออริจินัล ทั้งๆ ที่เมื่อเข้าในโลกออนไลน์ปรากฏว่ามีหนุมานอุ้มดวงประกาศขายอยู่ทั่วไป

หนุมานอุ้มดวง ภาพจากเฟซบุ๊ก สักเสก เลขยันต์

เช่น “หนุมานอุ้มดวง ออกปี 54” ช่วยหนุนคนดวงตก ดวงไม่ดี เบญจเพส บอกว่าสร้างตามตำรับหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม เนื้อดินเผา ใต้ฐานอุดว่านมหามงคล 108 ปลุกเสก 30 มกราคม 2554 ลงสินค้าเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ราคาล่าสุดเพิ่งเข้าไปแก้ไขวันที่ 7 พฤศจิกายนนี่เองว่าราคา 450 บาท!

หรืออีกเว็บบอกว่าหนุมานอุ้มดวงวัดบางกะพ้อมเสริมชะตา เนื้อดินเผามหามงคล อุดผงวิเศษ ว่านมหามงคล 108 ลงสินค้า 22 มีนาคม 2558 เพิ่งเข้าไปแก้ไขล่าสุดวันที่ พฤศจิกายน ที่ผ่านมานี่เอง ว่ามีราคา 900 บาท

ในเพจเฟซบุ๊กก็มีลงโฆษณาไว้เมื่อปี 2559 บอกว่าเป็น “หนุมานอุ้มดวง” ปี 2549 หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม จ.สมุทรสงคราม ฝังตะกรุดมหาปราบ อัดกรอบพลาสติกกันน้ำพร้อมแขวนบูชา แต่ยังไม่ได้อัพเดทข้อมูล ราคาจึงยังคงไว้ที่ 299 บาท เลื่อนลงไปดูคอมเมนต์ล่าสุด 10 ชั่วโมงหลังมีข่าว อ.คฑา กับ นายกฯ มีเข้ามาถามว่า “ยังมีของมั้ยครับ!!”

กองทัพหนุมานอุ้มดวงมีมากมายตามหน้าเวบ

แค่นี้ก็พอรู้แล้วว่าของเขาแรง ของเขามา ลองค้นไปเรื่อยๆ ก็ยังเจอหนุมานเวอร์ชั่นอื่นๆ อีก ทั้งหนุมานปราบไตรจักร หลวงพ่อชำนาญ วัดบางกุฎีทองหนุมานทรงเครื่อง และหนุมานผงพรายกุมาร หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่หนุมานเนื้อผงใบลาน และหนุมานเชิญธงหลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม ชัยนาท หรือหนุมานมหาปราบชินบัญชร หลวงพ่อสิน ภทฺทาจาโร วัดละหารใหญ่ ฯลฯ

ดีนะที่วันนั้น อ.คฑา ไม่นำมามอบแด่นายกฯ ของเราด้วย เพราะแทนที่จะดี ภาพจะกลายเป็นว่านี่ดวงนายกฯ ดวงเมืองกำลังจะไม่ดีหรืออย่างไรกัน ถึงขนกันมามากมายทุกวัดขนาดนี้ (ฮา)