คัด 8 เคล็ดลับฉบับคุณหมอ บอกต่อวิธีการดูแลผิวสู้ลมหนาว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/608659

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2562 เวลา 13:34 น.

คัด 8 เคล็ดลับฉบับคุณหมอ บอกต่อวิธีการดูแลผิวสู้ลมหนาว

ฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่ใครหลายคนต่างรอคอย  แต่ที่เริ่มเป็นกันแล้วก็คือ “อาการผิวแห้ง” วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ ในการดูแลผิวช่วงที่อากาศหนาวมาฝากกัน

 

 

นอกจากแพลนเที่ยวสนุกๆ แล้ว การดูแลสุขภาพและผิวพรรณก็เป็นสิ่งสัญอันดับต้นๆ  โดย พญ.อังคณา สถาวรวงศ์ แพทย์ประจำศูนย์ความงาม โรงพยาบาลพญาไท 2 แนะเคล็ดลับในการดูแลผิวง่ายๆ ดังนี้

 

1.หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น

 

การดูแลผิวในฤดูหนาวเริ่มได้ตั้งแต่ขั้นตอนการอาบน้ำ หลายคนชอบอาบน้ำอุ่นเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย แต่จริงๆ แล้วการอาบน้ำอุ่นจะทำให้เราสบายตัวได้แค่ตอนอาบเท่านั้น เพราะหลังจากอาบน้ำ..ความชุ่มชื้นในผิวจะลดลง ส่งผลให้ผิวแห้ง เป็นขุยได้ เพราะฉะนั้น ถ้าอยากให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นอาจจะต้องกลั้นใจอาบน้ำอุณหภูมิปกติเพื่อรักษาผิวกันหน่อยนะ

 

2.ไม่ควรอาบน้ำนานเกิน 10 นาที

 

หลายคนคิดว่าแค่อาบน้ำอุณภูมิปกติก็ทำให้ผิวชุ่มชื้นได้ ซึ่งความจริงแล้วการอาบน้ำอุณหภูมิปกติ..แต่อาบนานๆ ก็ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นได้เช่นกัน ดังนั้น ควรอาบน้ำโดยใช้เวลาประมาณ 5-10 นาทีก็เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการขัดถูผิวแรงๆ

 

3.เลือกประเภทสบู่ให้เหมาะกับผิว

 

ในช่วงฤดูหนาวถ้าอากาศแห้งมากอาจอาบน้ำเปล่าโดยไม่ถูสบู่ก็ได้! แต่หากจำเป็นต้องใช้สบู่…ควรเลือกประเภทสบู่ให้เหมาะสม เช่น ใช้สบู่เหลวชนิดอ่อนเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิว

 

4.ทาครีมบำรุงหลังอาบน้ำ ภายใน 3-5 นาที

 

หลังจากอาบน้ำเสร็จ ภายใน 3-5 นาทีแรก..นับได้ว่าเป็นช่วงนาทีทองของผิว เพราะเมื่อผิวโดนน้ำแล้วจะยังมีความชุ่มชื้นอยู่ หลังเช็ดตัวหมาดๆ จึงควรทาครีมบำรุงผิวลงไปทั้งที่ใบหน้าและลำตัวโดยเร็ว และที่สำคัญ! ควรเลือกครีมบำรุงที่เป็นเนื้อครีม เพราะจะให้ความชุ่มชื้นได้ดีกว่าเนื้อโลชั่น

 

5.เลือกครีมบำรุงที่เหมาะสม

 

ในการเลือกใช้ครีมบำรุง ควรเลือกครีมที่มีส่วนประกอบเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดี เช่น olive oil, jojoba oil, shea butter, urea, lactic acid, hyaluronic acid, glycerin, lanolin, mineral oil หรือ petrolatum และหลีกเลี่ยงครีมที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ  AHA หรือเรตินอยด์ เพราะจะทำให้ผิวแห้งมากยิ่งขึ้น

 

6.อย่าลืมพกลิปบาล์มและแฮนด์ครีม

 

เมื่อดูแลผิวหน้าและผิวกายให้ดีแล้ว ก็ต้องไม่ลืมดูแลริมฝีปากและมือด้วย เพราะอวัยวะทั้ง 2 ส่วนนี้ต้องเผชิญกับอากาศหนาวตลอดเวลา ซึ่งอากาศแห้งจะทำให้ริมฝีปากแห้งและแตกง่ายขึ้น จึงไม่ควรเลียริมฝีปากบ่อยๆ และหมั่นทาลิปบาล์มอยู่เสมอ ส่วนการดูแลมือนั้น หลังล้างมือควรรีบเช็ดให้แห้งและทาแฮนด์ครีมทันที เพราะอากาศแห้งจะทำให้มือลอกและแตกได้ง่ายเช่นกัน

 

7.กิน(อาหาร)ดี…อีกวิธีในการบำรุงผิว

 

การกินอาหารในช่วงฤดูหนาวควรกินให้ครบทั้ง 5 หมู่ตามหลักการดูแลสุขภาพทั่วไป แต่สิ่งที่ควรเน้นมากเป็นพิเศษ คืออาหารที่มี omega 3 เพราะเป็นไขมันชนิดดี โดยเน้นกินปลา ถั่ว เนื้อไก่ และเน้นอาหารหรือผักผลไม้ที่มีวิตามิน A, C, E และ Zinc เพื่อเติมอาหารให้กับผิว และที่สำคัญที่สุดคือดื่มน้ำให้ได้วันละ 8-10 แก้ว เพราะร่างกายต้องการน้ำเพื่อให้ผิวชุ่มชื้นอยู่ตลอด

 

8.เลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่ทำให้ระคายเคือง

 

อากาศในฤดูหนาวจะแห้งและเย็นมาก การเลือกเสื้อผ้าในช่วงนี้จึงควรเลือกเนื้อผ้าที่ใส่สบาย ไม่บาดหรือระคายเคืองผิว เช่น ผ้าคอตตอน ส่วนการใช้ผ้าขนสัตว์หรือใยสังเคราะห์อาจจะทำให้คันหรือระคายเคืองผิวได้

 

 

ภาพ Freepik

ผู้เชี่ยวชาญเผย นอนน้อยทำอายุสั้น เสี่ยงตายยิ่งกว่าสูบบุหรี่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/608543

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2562 เวลา 16:29 น.

ผู้เชี่ยวชาญเผย นอนน้อยทำอายุสั้น เสี่ยงตายยิ่งกว่าสูบบุหรี่

ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัดคนแรกของเมืองไทย ไขวิธีเอาชนะโรคนอนไม่หลับแบบอยู่หมัด!

รู้หรือไม่!! “นอนน้อย” เป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างมาก ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงกับโรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน โรคอ้วน หรืออาจจะเกี่ยวข้องกับมะเร็งบางชนิด ซ้ำร้ายยังมีผลทำให้คนอายุสั้นลง

แล้วจะทำอย่างไรให้นอนได้มากขึ้น?? หรือพูดง่ายๆ ก็คือการหลับอย่างมีคุณภาพ ตื่นเช้าแล้วสดใส สมองปลอดโปร่ง

ดร.ณิชมน สมันตรัฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัดคนแรกของเมืองไทย จะช่วยไขปัญหาพร้อมบอกหลักการปฏิบัติตัวให้แบบเข้าใจง่าย และคำหอม ศรีนอก บรรณาธิการอิสระ และเจ้าของฟาร์มผักออร์แกนิค ที่ต้องพบเจอกับโรคนอนไม่หลับที่ทำให้เธอทุกข์ใจมานานปี กระทั่งค้นพบตัวช่วยจากออร์แกนิคที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของเธอ แถมด้วยเคล็ดลับนอนหลับง่าย หลับสบายของ บรรจง ปิสัญธนะกูล ผู้กำกับภาพยนตร์พันล้าน

ดร.ณิชมน สมันตรัฐ ให้ความรู้เรื่องโรคนอนไม่หลับ ว่า การนอนน้อย จะทำให้สมองไม่สามารถกำจัดสารพิษออกไปได้ และจะเก็บสะสม เป็นผลที่ทำให้สมองเราไม่ไบรท์เหมือนเดิม สำหรับอาการที่บ่งบอกอาการของโรคนอนไม่หลับ เริ่มจากใช้เวลานานกว่าที่จะสามารถหลับได้ เช่น เกินหนึ่งชั่วโมงขึ้นไป และไม่ควรต้องตื่นขึ้นมาระหว่างการนอน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าห้องน้ำ โดยอาจจะเกิดจากโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคที่เกี่ยวกับต่อมลูกหมากที่ทำงานได้ไม่ปกติ ทำให้ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนอยู่เรื่อย ๆ ทำให้การนอนถูกขัดจังหวะ เป็นต้น หรือรู้สึกตัวขึ้นมาเอง ซึ่งกลุ่มนี้มักมีทั้งปัญหาในเรื่องของฮอร์โมนที่ไม่เพียงพอ ซึ่งผู้ที่มีภาวะนอนไม่หลับ ควรเข้ารับการการรักษาอย่างจริงจังโดยเร็ว เพื่อหาสาเหตุให้พบจะได้ไม่เป็นปัญหาเรื้อรังต่อไปในอนาคต

“การนอนที่ดีควรจะหลับยาวตลอด ซึ่งเราสามารถสร้างบรรยากาศ สร้างกลิ่นต่าง ๆ ให้รู้สึกว่า พร้อมกับการนอนหลับแล้ว ใช้ม่านที่ทึบแสงเพื่อหลอกร่างกายให้คิดว่าเป็นเวลากลางคืน การอยู่ในห้องที่เงียบสงบไม่ มีแสงรบกวนโดยเฉพาะแสงสีฟ้า จะช่วยทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินออกมาได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้เรารู้สึกง่วงนอน และทำให้หลับได้ดีตลอดทั้งคืน”

นอกจากนี้ ดร.ณิชมน ได้แนะนำผู้ช่วยจากธรรมชาติที่ช่วยให้ “หลับง่าย”ขึ้น โดยสามารถใช้ “กลิ่นบำบัด หรืออโรมาเธอราพี โดยเฉพาะเคสที่เกิดจากความวิตกกังวล การทำให้ร่างกายเข้าสู่โหมดความรู้สึกรีแล็กซ์ เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาอาการนอนไม่หลับ เมื่อร่างกายเข้าสู่โหมดนั้น ฮอร์โมนก็จะยิ่งถูกหลั่งออกมา เพื่อให้เรานอนหลับได้ง่ายขึ้น เช่น การใช้กลิ่นจากลาเวนเดอร์ เป็นกลิ่นที่ทำให้ระบบประสาทเข้าสู่โหมดรีแล็กซ์ และช่วยผ่อนคลายอย่างมาก”

ส่วน คำหอม ศรีนอก เจ้าของฟาร์มออร์แกนิคและหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Niche Niche Weekend market ในฐานะคนรักผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ บอกเล่าการรับมือกับอาการนอนไม่หลับ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างมาก “เป็นคนหลับยากมาตั้งแต่วัยรุ่น เวลานอนไม่หลับตื่นเช้ามาก็ไม่สดชื่น ใจหวิว และกลายเป็นคนมีความอดทนต่ำ หงุดหงิดง่าย ที่ผ่านมาลองสารพัดวิธีเพื่อแก้อาการนอนไม่หลับ ไม่ว่าจะเป็นการดื่มนมอุ่น ๆ ดื่มชาคาโมมายล์ แต่ก็ไม่ได้ผล กระทั่งเพื่อนซื้อสเปรย์ฉีดหมอนมาฝาก ทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค ตั้งแต่กระบวนการปลูกลาเวนเดอร์จากฝรั่งเศส ซึ่งโดยคุณสมบัติแล้ว เป็นที่ทราบกันดีกลิ่นลาเวนเดอร์ช่วยในเรื่องของความผ่อนคลาย รวมทั้งตอบโจทย์ตัวเองที่เป็นสายออร์แกนิค ซึ่งค่อนข้างระมัดระวังเรื่องแบบนี้ โดยเฉพาะอะไรที่เราใช้กับร่างกาย ไม่ว่าจะรับประทาน สูดดม หรือใช้กับผิวพรรณ ยิ่งถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับตรารับรองออร์แกนิค เราใช้ก็ยิ่งสบายใจ แค่เพียงฉีดสเปรย์ใส่หมอนก่อนนอน ก็ช่วยให้ผ่อนคลาย และหลับดีขึ้น บางคนอาจจะมีผลเร็ว บางคนอาจใช้เวลาหน่อย แต่อย่างน้อยทำให้เราหลับได้ดีขึ้น ที่สำคัญคือ การที่เราเลือกใช้ไลฟ์สไตล์ หรือเลือกใช้สินค้าออร์แกนิค ไม่ใช่แค่ดีกับตัวเรา แต่ดีต่อโลกด้วย”

ด้าน บรรจง ปิสัญธนะกูล เล่าจุดเริ่มต้นของโรค “นอนไม่หลับ” ซึ่งเริ่มตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ ที่เป็นคนนอนยากอยู่แล้ว แต่มาหนักมากในช่วงเริ่มทำภาพยนตร์เรื่อง ชัตเตอร์ ซึ่งมีความกดดันหลายอย่าง ทำให้เกิดความวิตกกังวลเรื่องงาน กลางคืนเริ่มหลับยาก หลับไม่สนิท เพราะมีเรื่องคิดในหัวตลอด “พอหลับไม่ดี ไม่เต็มที่อย่างนี้ ก็เริ่มพบปัญหาคือ ปวดหัวบ่อย ออฟฟิศซินโดรมเป็นง่ายขึ้น บริเวณต้นคอ บ่า ไหล่ ก็จะเกร็งไปหมด มีช่วงหนึ่งที่พึ่งยานอนหลับ หลับไม่รู้เรื่องถึงขั้นว่า โดนจับย้ายเตียงก็ไม่รู้ตัว แถมลุกขึ้นมาพูดยาวเหยียดกับคนในกองถ่าย แต่ตื่นมาจำเหตุการณ์นั้นไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว พอเรากลัวเรื่องยา จึงพยายามมองหาอะไรที่เป็นธรรมชาติดีกว่า และมีโอกาสได้ลองสเปรย์ฉีดหมอน ด้วยกลิ่นทำให้ผ่อนคลาย แทนที่จะกังวลเรื่องหลับ หรือไม่หลับ กลายเป็นว่ารู้สึกสบาย ก็หลับง่ายขึ้นเอง

“สำหรับผู้ที่กำลังประสบปัญหาโรคนอนไม่หลับเหมือนกัน สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ใจของเรา ในระยะยาวผมน่าจะสนใจเรื่องสมาธิมากขึ้น บางคนแนะนำให้ไปโยคะ รวมทั้งหาตัวช่วยที่มาจากธรรมชาติ อย่างที่ผมใช้ พิลโลว์ มิสท์ ที่ไม่ใช่ยานอนหลับ แต่ช่วยให้หลับง่ายขึ้น รู้สึกสบาย ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ที่สำคัญทุกวันนี้เรารับสารพิษโดยไม่รู้ตัวเยอะเหลือเกิน ถ้าอะไรก็ตามที่เป็นออร์แกนิคได้ อย่างน้อยช่วยให้เราไม่ต้องรับสารพิษเกินไปในชีวิต”

ผู้ช่วยจากธรรมชาติสำหรับคนนอนไม่หลับ “กู๊ดไนท์ พิลโลว์ มิสท์” (Goodnight Pillow Mist) สเปรย์ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและหลับสบายตลอดคืน ผสานกลิ่นหอมของลาเวนเดอร์ (Lavender), บอลเซิม (Balsam), เวติเวอร์ (Vetiver) และเจราเนียม (Geranium)ที่มอบกลิ่นหอมละมุนปลอบประโลมร่างกายให้รู้สึกสงบผ่อนคลายได้อย่างลึกซึ้ง ผลิตภัณฑ์ใหม่ของนีลส์ ยาร์ด เรมมิดีส์ (Neal’s Yard Remedies) ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคตัวจริงเสียงจริงจากประเทศอังกฤษ การันตีกว่า 50 รางวัลจากสถาบันต่างๆ และล่าสุดรางวัล CEW Eco Award Winner2018

ไวรัส RSV โรคที่มากับลมหนาว อันตรายของเด็กเล็ก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/608418

  • วันที่ 05 ธ.ค. 2562 เวลา 10:53 น.

ไวรัส RSV โรคที่มากับลมหนาว อันตรายของเด็กเล็ก

แพทย์เตือนผู้ปกครองเฝ้าระวังไวรัส RSV ในเด็กเล็ก อีกของฝากที่มาพร้อมกับลมหนาว

คนทั่วไปอาจยังไม่คุ้นหูกับคำว่าเชื้อไวรัส RSV เท่าไรนัก คนที่รู้จักไวรัสชนิดนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็น คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครอง นั่นก็เพราะ RSV คือเชื้อไวรัสสุดฮิตที่เกิดขึ้นในหมู่เด็กเล็กเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้ อ.พญ.โสภิดา บุญสาธร สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ฝากเตือนผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตอาการของลูกหลานอย่างใกล้ชิด เพราะหากพลาดไปสักนิดอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

ไวรัส RSV คืออะไร

ไวรัส RSV คือ เชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ชื่อภาษาอังกฤษคือ Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจได้ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ทำให้ร่างกายผลิตเสมหะออกมาจำนวนมาก ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้มีมานานหลาย 10 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันเริ่มมาเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้ มักจะก่อให้เกิดอาการรุนแรงในเด็กเล็ก

สาเหตุและการติดเชื้อไวรัส RSV

ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ หากเกิดในผู้ใหญ่หรือเด็กโตที่มีสุขภาพแข็งแรง อาการป่วยจะหายได้เอง แต่ถ้าหากเกิดในเด็กเล็ก ๆ ที่ภูมิคุ้มกันยังต่ำ อาจทำให้มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ขณะเดียวกันผู้ใหญ่ที่เป็นโรคปอด โรคหัวใจ ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงเช่นเดียวกัน

เชื้อไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกาย มักติดต่อผ่านทางการ ไอ จาม รวมถึงการสัมผัสโดยตรงจากสารคัดหลั่ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ปัจจุบันเปอร์เซ็นต์การเสียชีวิตของเด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV โดยตรงนั้นน้อยมาก เพราะไวรัส RSV ไม่ใช่เชื้อโรคที่ร้ายแรง

แต่สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่มักมาจากการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กมาก ๆ หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด เด็กที่คลอดก่อนกำหนด และมีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจจะเกิดภาวะรุนแรงถึงขั้นการหายใจล้มเหลว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือเสียชีวิตได้

วิธีการป้องกัน

ผู้ปกครองสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ในบุตรหลานได้โดยการพยายามให้เด็ก ๆ ล้างมือให้สะอาด เพื่อป้องกันการติดต่อทางการสัมผัส ใส่หน้ากากอนามัยในที่ที่คนพลุกพล่าน ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำ ให้เด็กดื่มน้ำอย่างเพียงพอเพื่อลดภาวะขาดน้ำและช่วยขับเสมหะออกจากร่างกาย แต่ถ้าหากเป็นเด็กเล็กที่ยังไม่หย่านม ก็สามารถให้เด็กดูดนมได้มากที่สุดตามต้องการ แยกอุปกรณ์และภาชนะต่าง ๆ ของเด็กแต่ละคน ไม่ควรใช้ร่วมกัน

วิธีสังเกตอาการว่าติดเชื้อไวรัส RSV หรือไม่

เนื่องจากการติดเชื้อไวรัส RSV ระยะเริ่มต้นนั้นใช้เวลาในการฝักตัวประมาณ 3-6 วัน หลังจากได้รับเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา เริ่มจากการมีน้ำมูก จาม ไอ ทำให้ คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครองรู้ตัวช้า ดังนั้นจึงต้องคอยสังเกตอาการของลูกหลานอย่างใกล้ชิด และต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มด้วย เช่น อยู่ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ไอ จาม มีเสมหะจำนวนมาก หายใจเหนื่อยหอบ หายใจมีเสียงหวีด ซึ่งเป็นลักษณะอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าหลอดลมตีบ หรือหลอดลมฝอยอักเสบ

วิธีรักษา

เบื้องต้นไวรัส RSV ไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกัน ดังนั้นแพทย์จึงใช้วิธีการรักษาไปตามอาการ รักษาประคับประคอง ไม่ว่าจะเป็นการให้ยาลดไข้ หรือในเด็กบางรายที่มีลักษณะของหลอดลมตีบ ก็อาจจะมีการให้ยาพ่นเพิ่มเพื่อขยายหลอดลม รวมถึงการเคาะปอดและดูดเสมหะ

How to เทคนิคลดน้ำหนักแบบยั่งยืนสำหรับสาวที่เริ่มขึ้นเลข 4

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/601422

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2562 เวลา 07:38 น.

How to เทคนิคลดน้ำหนักแบบยั่งยืนสำหรับสาวที่เริ่มขึ้นเลข 4

อายุยิ่งเยอะ การลดน้ำหนักก็ยิ่งยากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะระบบเผาผลาญที่เริ่มแย่ลง ไหนจะโรคต่างๆ ที่เริ่มถามหา โดยเฉพาะสาวๆ ที่เริ่มเข้าเลข 4

งานนี้ใครที่อายุ 40+ แต่อยากผอมเร็ว ผอมไว ผอมทันใจแบบไม่มีโยโย่ละก็ เรามีเทคนิคการกินดีๆ มาให้ลองทำตามกัน กินตามนี้รับรองว่าน้ำหนักลดไว แถมสุขภาพดีขึ้นแน่นอน!

1.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการงดน้ำอัดลม เพราะในน้ำอัดลมอัดแน่นไปด้วยน้ำตาลนั่นเอง โดยน้ำอัดลม 1 กระป๋องนั้นมีน้ำตาลมากถึง 7 ช้อนชา!!! ซึ่งถ้าเราบริโภคน้ำตาลมากเกินไป จะทำให้ร่างกายเผาผลาญไม่ทัน และสะสมจนกลายเป็นไขมันได้ หากจะเบิร์นน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋องต้องวิ่ง 30-40 นาทีเลยทีเดียว!

2.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน การดื่มน้ำมีประโยชน์มากมายต่อการลดน้ำหนัก ไม่ว่าจะเป็นการลดความอยากอาหารก่อนการกินอาหาร ช่วยในการย่อยอาหาร เพราะทำให้ระบบย่อยอาหารทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งใครที่ไม่รู้จริงๆ ว่าเราต้องดื่มน้ำเท่าไรถึงจะเพียงพอ จะใช้เกณฑ์ 8 แก้วต่อวันก็ได้ หรือประมาณ 1 ลิตร 2 ขวดนั่นเอง

3.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการลดหวานหรือสารให้ความหวานทั้งหลาย อย่างที่บอกไปค่ะว่าน้ำอัดลมอุดมด้วยน้ำตาลมากมาย แต่ไม่ได้มีเพียงแค่น้ำอัดลมเท่านั้นที่มีน้ำตาล แต่ขนมและอาหารอีกหลายๆ อย่างก็มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบเช่นกัน หรือแม้จะเปลี่ยนมาใช้สารให้ความหวานหรือน้ำตาลเทียมแล้วก็ควรกินให้น้อยเช่นกัน เพราะทำให้อ้วนได้เหมือนกัน ฉะนั้น ควรกินสารให้ความหวานแทนน้ำตาลแค่ช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่กินไปตลอด และพยายามควบคุมการกินน้ำตาลให้น้อยลง

4.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิดมีแคลอรี่มากกว่าแป้งซะอีก และแอลกอฮอล์บางชนิดก็ยังมีส่วนผสมของน้ำหวาน น้ำเชื่อม หรือน้ำผลไม้ ที่ทำให้แคลอรี่ยิ่งสูงมากขึ้นไปอีก หากเลิกดื่มแอลกอฮอล์ได้ไม่เพียงห่างโรคแต่ยังผอมด้วย

5.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการลดนมข้นหวาน ในชา กาแฟ ที่มีส่วนผสมของนมข้นหวานแนะนำให้หยุดดื่มด่วน เพราะถ้าเทียบแล้วใน 1 ช้อนโต๊ะ นมข้นหวานกลับมีแคลอรี่สูงกว่าน้ำตาลซะอีก แถมนมข้นหวานยังเพิ่มไขมันชนิดเลวและลดไขมันชนิดดี และยังเป็นต้นเหตุของโรคคลอเรสเตอรอลสูง โรคหัวใจขาดเลือดด้วย

6.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการลดอาหารสำเร็จรูป ในอาหารสำเร็จรูปมีเกลือมากกว่าที่เราคิด ซึ่งเกลือนั้นนอกจากจะทำให้เกิดโรคแล้ว โซเดียมที่อยู่ในเกลือยังทำให้เกิดอาการบวมน้ำได้มากถึง 2 กิโลกรัม เพราะร่างกายจะทำการเก็บน้ำได้อัตโนมัติเพื่อขับโซเดียมส่วนเกินออกทางไต แต่กว่าจะขับโซเดียมออกหมด ร่างกายเราก็จะบวมขึ้น จนเรารู้สึกตัวบวมได้

7.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการกินผักใบเขียวทุกวัน หากใครที่ยังลดน้ำตาลลดอาหารบางอย่างไม่ได้ก็แนะนำให้กินผักใบเขียวให้มากขึ้น เพราะผักนั้นมีประโยชน์ต่อการลดน้ำหนักแบบสุดๆ ทั้งช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ช่วยในการขับถ่าย ซึ่งถ้าระบบย่อยอาหารดี ขับถ่ายคล่อง ก็จะช่วยให้น้ำหนักเราลดได้ง่ายขึ้น

8.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการเพิ่มโปรตีนในทุกมื้อ นอกจากจะต้องเพิ่มการกินผักแล้ว โปรตีนก็จำเป็นในแต่ละมื้ออาหารเช่นกัน เพราะโปรตีนจะช่วยเติมเต็มความหิว ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และกินอาหารได้น้อยลงตามไปด้วย ถ้าอยากลดน้ำหนักให้ได้ผลสุดๆ แนะนำให้ลดคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และเพิ่มโปรตีนเข้าไปในมื้ออาหารแทนนะ

9.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการเดินอย่างน้อยวันละ 30 นาที หากอยากผอมเร็วผอมไว ก็ต้องกระตุ้นการเผาผลาญกันหน่อย ซึ่งการเดินเหมาะกับสาวๆ วัย 40+ มากๆ เพราะเป็นการออกกำลังกายแบบที่ไม่ต้องออกแรงมาก ไม่มีการกระแทก ไม่ต้องกลัวว่าจะปวดเข่า คนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนก็สามารถทำได้ หากเดินได้วันละ 30 นาทีเป็นอย่างน้อยก็ช่วยลดไขมัน ลดน้ำหนักได้ดีแล้ว

 

ภาพ freepik

กิน ‘หวาน-มัน-เค็ม’ มากไป ส่งผลอย่างไรกับเราบ้าง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597189

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

กิน 'หวาน-มัน-เค็ม' มากไป ส่งผลอย่างไรกับเราบ้าง

พฤติกรรมการรับประทานอาหารของคนในปัจจุบัน เน้นรสชาติที่ถูกปาก เมนูหน้าตาถูกใจ สีสันชวนน่ารับประทาน โดยเฉพาะรสหวาน มัน เค็ม ที่เรียกได้ว่าเป็นรสชาติยอดนิยมของคนไทย แต่กลับส่งผลเสียต่อสุขภาพ หากขาดการควบคุมและบริโภคเกินพอดี

เมืองไทยมีอาหารให้เลือกรับประทานมากมาย ที่สำคัญอาหารไทยมีครบทุกรส ทั้งหวาน มัน เค็มเผ็ด เปรี้ยว รสชาติที่ชวนกินจึงนำไปสู่ความเสี่ยงในการบริโภคเกินพอดี ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโรคหัวใจ ถ้าไม่รีบควบคุมปริมาณให้พอเหมาะไว้ จะเป็นบ่อเกิดของโรคภัยได้ง่าย ถ้ากินรสจัดมากเกินไป

หวานมากไป-ก่อเบาหวาน หัวใจไม่แข็งแรง

น้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานที่ไม่มีสารอาหารอื่นๆ เมื่อบริโภคมากเกินไปร่างกายจึงได้รับแต่พลังงานเพียงอย่างเดียว ที่น่าสนใจคือแม้น้ำตาลจะมีหลายชนิด แต่ให้พลังงานไม่ต่างกันคือประมาณ 4 กิโลแคลอรี/กรัม และแม้ร่างกายจะมีกระบวนการป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดสูงเกินไป

หากบริโภคน้ำตาลมากเกินไป ส่งผลให้ร่างกายหลั่งอินซูลินจากตับอ่อนเพื่อนำน้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงาน แต่ละคนจะตอบสนองต่ออินซูลินไม่เท่ากัน คนที่หลั่งอินซูลิน แต่ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์จะส่งผลทำให้น้ำตาลในเลือดสูง เกิดแนวโน้มที่จะเป็นโรคหัวใจ

เราสามารถป้องกันระดับน้ำตาลในร่างกายไม่ให้เกินได้ โดยควรกินน้ำตาลให้น้อย โดยเฉลี่ยไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (24 กรัม) เลี่ยงเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีน้ำตาลมากกว่าร้อยละ 5 สังเกตได้จากฉลากข้างขวด เลือกกินผลไม้ที่มีปริมาณน้ำตาลน้อย เช่น ฝรั่ง มะละกอ แอปเปิ้ลเขียว ส่วนของหวานหลังอาหารรับประทานได้ แต่ควรเน้นรสหวานน้อยและสลับกับการรับประทานผลไม้หลังมื้ออาหาร

มันมาก-โรคอ้วนถามหา หลอดเลือดพัง คลอเลสเตอรอลพุ่ง

“ไขมัน” เป็นสารอาหารจำเป็น และเป็นแหล่งพลังงาน ไขมัน 1 กรัม ให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี มากกว่าคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน หากรับประทานไขมันมากเกินไป นอกจากจะทำให้อ้วนยังนำไปสู่โรคเรื้อรังได้ โดยเฉพาะไขมันทรานส์ ซึ่งพบในเนยขาว เนยเทียม เบเกอรี่ โดนัท คุกกี้ ครีมเทียมบางชนิด ฯลฯ หากรับประทานมากเกินไปจะไปสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด ส่งผลให้เส้นเลือดตีบ ทั้งยังเพิ่มไขมันชนิดไม่ดี (LDL) และลดไขมันชนิดดี (HDL) ทำให้มีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มสูงขึ้นได้

 

การรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมาก ซึ่งมักพบในน้ำมันจากสัตว์ เนื้อสัตว์ที่มีไขมันขาวๆ ไขมันในนม และเนยสด จะส่งผลให้คอเลสเตอรอลสูง เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้นเช่นกัน

 

วิธีป้องกันไขมันไม่ให้เกินคือ

  • ควรกินไขมันให้น้อย ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (30 กรัม)
  • กินเนื้อสัตว์ไม่มีหนัง ไม่ติดมัน
  • เลี่ยงอาหารทอดเพราะน้ำมันที่ใช้ทอดอาหารอย่าง น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม ฯลฯ ที่มักจะมีกรดไขมันอิ่มตัวมาก
  • งดอาหารที่มีไขมันทรานส์ เช่น เค้ก ครีมเทียม ป๊อปคอร์น แฮมเบอร์เกอร์ ฯลฯ และไม่ควรทานอาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ เป็นต้น

เค็มเกิน-ร่างกายพัง ความดันสูง หัวใจล้มเหลว

ความเค็มเป็นรสชาติที่ติดปากคนไทย มาจากโซเดียมคลอไรด์ หรือเกลือที่นำมาใช้ในการทำอาหาร ซึ่งโซเดียมนั้นมีประโยชน์กับร่างกาย คือ ช่วยให้ระบบไหลเวียนของร่างกายเป็นปกติ ความดันและปริมาตรของเลือดเป็นปกติ แต่หากได้รับโซเดียมมากเกินไปจะนำมาซึ่งผลเสีย คือ เมื่อกินเกลือจะอยากกินน้ำ และจะเข้าไปรวมเป็นน้ำเกลือที่เพิ่มปริมาณเกลือแร่ในเลือด ส่งผลให้หัวใจต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ หนักขึ้น ทำให้แรงดันหลอดเลือดสูง อาจเกิดภาวะหัวใจโต นำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้ และการกินเค็มมากไป ทำให้เป็นความดันโลหิตสูงซึ่งนำไปสู่ภาวะเส้นเลือดในสมองแตกหรืออัมพาตได้ ที่น่ากลัวคือเมื่อโซเดียมมากเกินไป ร่างกายอาจไม่แสดงอาการ แต่จะทำลายอวัยวะต่างๆ ไปเรื่อยๆ

ควรกินโซเดียมไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา (2,000 มิลลิกรัม) งดการเติมน้ำปลาในอาหาร ไม่จิ้มพริกเกลือเมื่อกินผลไม้ เลี่ยงการกินอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป อาหารหมักดอง อาหารอบแห้ง ขนมกรุบกรอบ และลดความถี่กับปริมาณการรับประทานน้ำจิ้มต่างๆ ลง

 

ภาพ freepik

เสมหะแต่ละสี มีสัญญาณโรคอะไรซ่อนอยู่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/608075

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2562 เวลา 15:00 น.

เสมหะแต่ละสี มีสัญญาณโรคอะไรซ่อนอยู่

ใครกำลังไอมีเสมหะต้องรู้!! สัญญาณบอกโรคและวิธีรักษา

หลายวันมานี้มีคนใกล้ตัวไอให้เห็นเป็นประจำ บางคนไอแบบแห้งๆ แต่บางคนก็ไอแบบมีเสมหะปนออกมาด้วย ซึ่งเสมหะนั้นเป็นของเหลวเหนียวข้นที่อยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนล่างที่มีหน้าที่ดักจับสิ่งแปลกปลอมและสร้างความชุ่มชื้นภายในลำคอ โดยเสมหะที่ร่างกายผลิตออกมาอาจมีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามภาวะของร่างกาย

การไอแบบมีเสมหะอาจเป็นสัญญาณของโรคหรือภาวะสุขภาพที่ไม่ปกติ อย่างการติดเชื้อ โรคหืด โรคหวัด โรคภูมิแพ้ โรค COPD หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคปอดบวม โรคไซนัสอักเสบ หรือโรครุนแรง เช่น โรคมะเร็งปอด ภาวะหัวใจล้มเหลว และวัณโรค อย่างไรก็ตาม การสูบบุหรี่และการระคายเคืองในลำคอจากสาเหตุต่างๆ ก็อาจทำให้เกิดอาการไอมีเสมหะได้ อาการไอมีเสมหะเป็นสัญญาณบอกโรคเสมหะที่ร่างกายผลิตขึ้นอาจบอกได้ถึงโรคและความผิดปกติของร่างกาย

สีของเสมหะนำมาใช้วินิจฉัยโรคในเบื้องต้น ได้ดังนี้

เสมหะสีใส โรคภูมิแพ้ โรคปอดบวม และโรคหลอดลมอักเสบ

เสมหะสีขาว โรคหลอดลมอักเสบ โรคกรดไหลย้อน โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และภาวะหัวใจล้มเหลว

เสมหะสีเขียวหรือเหลือง โรคปอดบวม โรคหลอดลมอักเสบ โรคไซนัสอักเสบ และโรคซิสติกไฟโบรซิส (Cystic fibrosis) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลให้สารคัดหลั่งในร่างกายเหนียวข้น

เสมหะสีแดง เป็นสัญญาณของภาวะเลือดออกภายในร่างกาย ซึ่งอาจเป็นอาการของภาวะหัวใจล้มเหลว โรคมะเร็งปอด โรคฝีในปอด โรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด และวัณโรค

เสมหะสีน้ำตาล นั่นอาจหมายถึงเลือดเก่าที่ค้างอยู่ภายในร่างกายและปะปนออกมาพร้อมกับเสมหะ โดยรูปแบบนี้อาจเป็นอาการที่เกิดจากโรคปอดบวม โรคหลอดลมอักเสบ โรคพยาธิในปอด โรคฝีในปอด และโรคฝุ่นจับปอด (Pneumoconiosis) ที่เกิดจากการหายใจนำเอาฝุ่นเข้าไปในปอดเป็นจำนวนมาก

เสมหะสีดำ โรคฝีในปอด โรคฝุ่นจับปอด โรคที่เกิดจากการติดเชื้อรา รวมถึงการสูบบุหรี่นอกจากนี้ หากมีไอมีเสมหะที่รุนแรงกว่าปกติ มีเสมหะมากขึ้น หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างถูกต้อง

รักษาอาการไอมีเสมหะวิธีการรักษาอาการไอมีเสมหะอาจทำได้ ดังนี้

  • กลั้วคอและปากด้วยน้ำเกลือ โดยผสมน้ำอุ่นครึ่งแก้วกับเกลือ 3 ส่วน 4 ช้อนชา จากนั้นใช้กลั้วทั่วทั้งปากและคอ สรรพคุณของน้ำเกลือจะช่วยลดการระคายเคือง ลดความเหนียวข้นของเสมหะ และช่วยฆ่าเชื้อโรค
  • เครื่องทำความชื้น อาจมีบางครั้งที่การไอมีเสมหะนั้นเกิดขึ้นจากการหายใจเอาอากาศที่มีความชื้นต่ำเข้าไปในปอดอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ นอกจากนี้ ความชื้นยังช่วยให้เสมหะเหนียวข้นน้อยลงและขับออกมาง่ายขึ้นอีกด้วย
  • ไอน้ำ การหายใจเอาไอน้ำร้อนเข้าไปอาจช่วยละลายเสมหะภายในลำคอและปอดได้ โดยไอน้ำร้อนเกิดขึ้นจากการต้มน้ำ หรือการใช้เครื่องทำน้ำอุ่นที่จะทำให้เกิดไอน้ำภายในห้องน้ำ
  • น้ำผึ้ง หลายคนเชื่อว่าน้ำผึ้งสามารถรักษาอาการไอมีเสมหะได้เป็นอย่างดี โดยรับประทานน้ำผึ้งประมาณ 1.5 ช้อนชาก่อนนอน 30 นาที นอกจากนี้ อาจนำส่วนผสมอื่นๆ มาช่วยเพิ่มสรรพคุณให้กับน้ำผึ้งได้ อย่างยูคาลิปตัส น้ำมะนาว หรือสะระแหน่ เป็นต้น
  • ชาสมุนไพร อย่างชาขิง ชาสะระแหน่ หรือชากานพลูอาจช่วยบรรเทาอาการไอมีเสมหะได้
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หรือประมาณ 2.4 ลิตรต่อวัน
  • การรักษาด้วยยา ยาที่ใช้ในการรักษาอาการไอมีเสมหะอาจแบ่งได้ 2 ชนิด คือ ยาขับเสมหะ (Expectorants) ซึ่งจะช่วยลดการสร้างเสมหะและทำให้สามารถขับเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น อีกชนิด คือ ยาละลายเสมหะ (Mucolytics) ยาชนิดนี้จะช่วยลดความเหนียวข้นของเสมหะและช่วยให้เสมหะขับออกมาง่ายขึ้น โดยก่อนการใช้ยาทั้งสองชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการใช้

อย่างไรก็ตาม วิธีการรักษาเหล่านี้เป็นเพียงตัวเลือกที่สามารถทำได้เองเมื่อไม่สะดวกไปพบแพทย์ แต่หากมีอาการรุนแรงหรือทราบว่าตนเองมีโรคประจำตัวควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์อย่างถูกต้อง ในกรณีที่ทารกหรือหญิงตั้งครรภ์มีเสมหะควรไปโรงพยาบาลเพื่อวินิจฉัยและหาวิธีรักษาที่เหมาะสม

 

ภาพ Freepik

ฮันนีมูนจบแล้ว เกาหลีเหนือลั่นไม่เจรจาหยุดนิวเคลียร์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608644

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

ฮันนีมูนจบแล้ว เกาหลีเหนือลั่นไม่เจรจาหยุดนิวเคลียร์

เกาหลีเหนือประกาศว่า การเจรจายุติโครงการปฏิเสธนิวเคลียร์ถูกปัดออกจากประเด็นการเจรจาแล้ว’ และไม่จำเป็นต้องมีการเจรจาที่ยาวนานกับสหรัฐอีกต่อไป หลังจากสหรัฐไม่ยอมเสนอข้อแลกเปลี่ยนให้ทันกำหนดเส้นตายในสิ้นปีนี้ตามที่คิมจองอึนกำหนดไว้

คำแถลงนี้มีขึ้นโดย คิมซองเอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือประจำสหประชาชาติ โดยเขายังกล่าวว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์ยังคงดำเนินนโยบายมองเกาหลีเป็นปรปักษ์อย่างต่อเนื่อง มีความพยายามที่จะขัดขวางเกาหลีเหนือ เขากล่าวด้วยว่ารัฐบาลสหรัฐโมเมเรื่องเกาหลีเหนือยอมเข้าร่วมเจรจาที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน เพราะมีวาระทางการเมืองภายในประเทศตัวเอง

“เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาพูดคุยกับสหรัฐนานๆ อีก และการปลดนิวเคลียร์ก็พ้นไปจากโต๊ะเจรจาแล้ว” เขากล่าว

คำแถลงของคอมซอง เป็นการตอบสนองต่อคำประณามโดยหกประเทศในยุโรปต่อการที่เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธนำวิถี 13 ลูกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เขากล่าวหาว่าชาวยุโรป ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส, เยอรมนี, อังกฤษ, เบลเยี่ยม, โปแลนด์และเอสโตเนีย ต่างก็เล่นบทบาทเป็นสุนัขในบังคับของสหรัฐในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และท่าทีของยุโรปเป็นการท้าทายอย่างร้ายแรง ต่อความชอบธรรมในการเสริมสร้างแสนยานุภาพในการป้องกันประเทศของเกาหลีเหนือ

“เราถือว่าพฤติกรรมของพวกนั้นเป็นเพียงการกระทำที่น่าสมเพช ที่มีเจตนาจะเลียแข้งเลียขาสหรัฐ” คอมซองกล่าว

ความคิดเห็นของคอมซองเป็นไปตามแถลงการณ์ก่อหน้นานี้ของเกาหลีเหนือที่ระบุว่าการเริ่มต้นการทูตนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐและเกาหลีเหนือมีแนวโน้มที่จะมืดมน

เมื่อวันพฤหัสบดี ชเว ซน ฮุย รัฐมนตรีช่วยว่าการคนแรกของกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีเหนือออกคำเตือนว่าเกาหลีเหนือจะกลับมาประณามประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอีกครั้ง และในสายตาของเกาหลีเหนือเขาเป็น “คนแก่ไร้น้ำยา” (dotard) ถ้าเขาใช้ภาษายั่วโมโหต่อเกาหลีเหนือ เช่น ที่เขาเคยอ้างถึงผู้นำเกาหลีเหนือว่าเป็น “มนุษย์จรวด” (rocket man)

การตอบโต้ของเกาหลีเหนือเกิดขึ้น เพราะทรัมป์พูดผ่านสื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะใช้ปฏิบัติการทางทหารกับเกาหลีเหนือ และหันมาเรียกคิมจองอึนว่า “จรวดมนุษย์” อีกครั้ง หลังจากหยุดไปนานถึง 2 ปีเมื่อเขาร่วมเจรจาอย่างชื่นมื่นกับคอมจองอึน ซึ่งในขณะนี้ล้มเหลวเกือบจะสิ้นเชิงแล้ว

เกาหลีเหนือได้เพิ่มการทดสอบขีปนาวุธในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาและผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการเริ่มข่มขู่เช่นนี้มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปเพื่อกดดันรัฐบาลสหรัฐให้ตอบสนองความต้องการของเกาหลีเหนือ เพื่อฟื้นฟูการทูตนิวเคลียร์ภายในสิ้นเดือนธันวาคม

ความพยายามทางการทูตส่วนใหญ่ยังคงชะงักงันตั้งแต่การประชุมสุดยอดครั้งที่ 2 ระหว่างทรัมป์และผู้นำเกาหลีเหนือที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งล้มเหลวไม่เป้นท่า

เมื่อทรัมป์และคิมจัดการประชุมสุดยอดครั้งแรกที่สิงคโปร์ในเดือนมิถุนายน 2561 เกาหลีเหนือกล่าวว่ายินดีที่จะจัดการกับคลังอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจภายนอกและแม้แต่ก่อนการประชุมที่สิงคโปร์ เกาหลีเหนือพูดมานานแล้วว่าจะลดอาวุธนิวเคลียร์ต่อเมื่อสหรัฐถอนทหาร 28,500 นายจากเกาหลีใต้ ยุติการฝึกซ้อมทางทหารกับเกาหลีใต้ และดำเนินการอื่นๆ เพื่อรับประกันความมั่นคงของเกาหลีเหนือ

แต่ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศหลายคนสงสัยว่า เกาหลีเหนือไม่มีทางยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ที่ฟันฝ่าพัฒนามานานหลายทศวรรษ และเห็นว่าเป็นความจำเป็นต่อการอยู่รอดของประเทศ

เศรษฐีเอเชียขี้เหนียวเกือบจะที่สุด รวยอื้อบริจาคน้อย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608680

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2562 เวลา 17:30 น.

เศรษฐีเอเชียขี้เหนียวเกือบจะที่สุด รวยอื้อบริจาคน้อย

สำนักข่าว South China Morning Post รายงานโดยวิเคราะห์ข้อมูลด้านความมั่งคั่งจากบริษัท Wealth-X จากสถิติเมื่อปี 2018 พบว่า จำนวนคนรวยสุดๆ (UHNWIs) ของเอเชียมีมากถึง 80,140 คน มีทรัพย์สินรวมกันถึง 10.058 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนี้บริจาคเงินรวมกัน 1.88 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนเงินบริจาคต่อทรัพย์สิน 0.19%

สัดส่วนเงินบริจาคเพื่อการกุศลและงานสาธารณะต่างๆ เพียง 0.19% ถือว่าน้อยเกือบจะที่สุดเมื่อเทียบกับอภิมหาคนรวยในภูมิภาคต่างๆ ของโลก เช่น

อเมริกาเหนือ มีจำนวนคนรวยสุดๆ 96,670 คน มีทรัพย์สินรวมกันถึง 11.469 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนี้บริจาคเงินรวมกัน 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนบริจาค 0.65% ของทรัพย์สิยนทั้งหมด

ยุโรป มีจำนวนคนรวยสุดๆ 74,300 คน มีทรัพย์สินรวมกันถึง 8.670 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนี้บริจาคเงินรวมกัน 4.82 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนบริจาค 0.56% ของทรัพย์สินทั้งหมด

ตะวันออกกลาง มีจำนวนคนรวยสุดๆ 9,660 คน มีทรัพย์สินรวมกันถึง 1.522 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนี้บริจาคเงินรวมกัน 7.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนบริจาค 0.49% ของทรัพย์สินทั้งหมด

แอฟริกา มีจำนวนคนรวยสุดๆ 2,570 คน มีทรัพย์สินรวมกันถึง 3.12 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนี้บริจาคเงินรวมกัน 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนบริจาค 0.32% ของทรัพย์สินทั้งหมด

ลาตินอเมริกา มีจำนวนคนรวยสุดๆ 8,150 คน มีทรัพย์สินรวมกันถึง 1.103 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนี้บริจาคเงินรวมกัน 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนบริจาค 0.09% ของทรัพย์สินทั้งหมด

จากสถิติเหล่านี้จะเห็นว่ามหาเศรษฐีเอเชียบริจาคเงินน้อยเกือบจะที่สุด โดยเป็นรองแค่คนรวยในลาตินอเมริกาเท่านั้น แต่คนรวยในลาติอเมริกามีน้อยกว่าเอเชียถึง 10 เท่า และรวยน้อยกว่า 10 เท่า

Photo by Mike CLARKE / AFP

ข้อมูลจากStingy rich Asians trail multimillionaires of North America, Europe on charitable giveaways as wealth erodes

เปิดแฟ้มสงครามโลก จีนคิดอย่างไรเมื่อไทยเป็นศัตรู

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608661

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2562 เวลา 13:47 น.

เปิดแฟ้มสงครามโลก จีนคิดอย่างไรเมื่อไทยเป็นศัตรู

วันนี้คือวันครบรอบ 78 ปีที่ญี่ปุ่นรุกรานประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ทำให้ไทยต้องตกอยู่ในสภาพ “ร่วมมือกับญี่ปุ่น”

การร่วมมือแบบแกมบังคั ทำให้เกิดความบาดหมางกับเพื่อนบ้านระดับเฮฟวี่เวทคือจีน ซึ่งถูกญี่ปุ่นรุกรานและต้องทำสงครามกับญี่ปุ่นมาหลายสิบปีแล้ว ความบาดหมางนี้ลงลึกมาถึงชาวจีนในขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นในประเทศไทยด้วย เพราะชาวจีนในไทยถูกตั้งแง่ด้วยนโยบายชาตินิยมของจอมพลป. พิบูลสงคราม ทำให้ชาวจีนเหล่านี้เก็บความแค้นเอาไว้ ดังจะเห็นได้ว่าหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 มีชาวจีนในประเทศไทยต้องการที่จะให้กองทัพก๊กมินตั๋งยกทัพเข้ามาควบคุมไทยไว้ในฐานะผู้แพ้สงคราม แต่ไม่สมดังหวัง เพราะฝ่ายพันธมิตรอังกฤษมาดูแลไทยแทน ทำให้เกิดความวุ่นวายในหมู่คนจีนขึ้น

ดังนั้น ในช่วงใกล้สงครามจะสิ้นสุด สถานะของไทยจะไม่สู้ดีนัก เพราะนอกจากจะตกอยู่ภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่นแล้วยังจับพลัดจับพลูเป็นฝ่ายผู้แพ้สงคราม เรียกว่าต้องเสียทั้งขึ้นทั้งล่อง และมีโอกาสสูงที่จีนจะเอาคืนไทย แต่เจียงไคเช็ก ผู้นำจีนฝ่ายก๊กมินตั๋งแสดงท่าทีมาตั้งแต่แรกแล้วว่า ไม่มองไทยเป็นศัตรู โดยในปี 2486 เจียงไคเช็กมีแถลงการณ์แสดงความเห็นใจชาวไทยที่ต้องตกอยู่ภายใต้การกดขี่ของญี่ปุ่น

ประเทศไทย. มุมมองทางอากาศของการโจมตีของพันธมิตรบนเส้นทางรถไฟพม่า – ไทย ด้านใต้เจดีย์สามองค์ในความพยายามที่จะทำลายเสบียงและการสื่อสารของญี่ปุ่น (Copyright expired – public domain)

แต่เจียงไคเช็กต้องเปลี่ยนความคิดไม่นาน เมื่อกองทัพไทยยกทัพขึ้นไปยึดบางส่วนของรัฐฉานในพม่าแล้วผนวกเป็นสหรัฐไทยเดิม ทำให้ไทยมีพรมแดนติดกับจีนโดยตรงที่มณฑลยูนนาน กลายเป็นภัยคุกคามต่อจีนไปในทันที และรัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงครามยังไปรับรองรัฐบาลจีนกลุ่มของวังจิงเว่ย ซึ่งเป็นหุ่นเชิดของญี่ปุ่นและเป็นศัตรูร่วมชาติอันดับหนึ่งของเจียงไคเช็ก

แต่ช่วงที่จุดจบของสงครามกำลังงวดเข้ามา เจียงไคเช็ก เปลี่ยนท่าทีอีกครั้ง มีแถลงการณ์ส่วนตัวทางวิทยุจากจุงกิง (ฉงชิ่ง) มาถีงคนไทยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2487 บอกว่า จีนไม่คิดว่าไทยเป็นศัตรู ย้ำความเป็นบ้านพี่เมืองน้อง พร้อมกับรับรองเอกราชของไทย แต่คนไทยจะต้องช่วยปลดปล่อยตัวเองด้วย นี่คือแถลงการณ์ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานที่ช่วยให้ไทยพอที่จะหายใจหายคอได้ เพราะค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่าญี่ปุ่นจะแพ้อย่างแน่นอน

แถลงการณ์นี้มีชื่อว่า “เพื่อนบ้านของจีนที่ถูกกดลงเป็นทาส” (China’s enslaved neighbour A message to the armed forces and people of Thailand) เนื้อหาของแถลงการณ์มีดังนี้

ภาพถ่ายทางอากาศของสะพานข้ามแม่น้ำแควประเทศไทยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงจากการระเบิดทางอากาศ (Copyright expired – public domain)

ถึงทหารและพลเมืองของประเทศไทย: ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2484 เมื่อประเทศไทยลงนามในข้อตกลงความร่วมมือกับญี่ปุ่น ผมได้แต่หวังว่าสันติสุขจะเกิดกับพวกคุณ ผมควรจะพูดให้เร็วกว่านี้ เกี่ยวกับความจริงที่ว่าประเทศไทยซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของเราได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับประเทศที่กำลังทำสงครามกับจีน อย่างไรก็ตาม ผมกลับไม่ได้พูด เพราะผมเข้าใจสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างเต็มที่ประเทศของคุณประสบในเวลานั้น ในเวลานั้นผมตระหนักถึงความยากลำบากของคุณเพราะผมรู้ว่าสถานการณ์ของคุณไม่เหมือนกับที่จีนเผชิญก่อนที่เราจะรับมือกับการรุกรานของญี่ปุ่นในปี 2480

แต่ตอนนี้สถานการณ์ทั้งหมดแตกต่างจากที่เคยเป็น การต่อสู้ทั่วโลกขณะนี้ค่อยๆ เข้าสู่ขั้นเด็ดขาด แม้จะมีความพยายามที่เพิ่มขึ้นของทหารญี่ปุ่นที่จะบีบบังคับคุณและบังคับให้คุณต่อสู้เพื่อพวกเขา แต่ประเทศฝ่ายอักษะถูกไล่ต้อนในยุโรปและในเอเชีย จากการรุกรานกลายเป็นการตั้งรับและการพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่าในทุกที่ วันที่คุณจะช่วยประเทศของคุณกำลังใกล้เข้ามา ขณะที่สภาพการปฏิบัติที่คุณเผชิญอยู่เมื่อปีที่แล้วเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นผมต้องการพูดกับคุณอย่างตรงไปตรงมาเพื่อช่วยให้คุณเข้าอกเข้าใจถึงความรู้สึกของจีนที่มีต่อคุณ และหลักการพื้นฐานที่เป็นแนวทางต่อชะตากรรมของจีนและนโยบายสงครามของเรา

สระบุรีประเทศไทย ก.ย. 1945 จ่าสิบเอกเซอิจิ โอคาดะ ทหารชาวญี่ปุ่นในขบวนพาเหรดเพื่อระบุตัวเชลยสงคราม (POWs) โอคาดะถูกตั้งข้อหาบังคับให้ผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคไปทำงานที่หินตก ในปี 1943 ตามเส้นทางรถไฟสายไทย – พม่า และถูกตัดสินจำคุก 10 ปี เขายังเป็นที่รู้จักกันในนาม “หมอแห่งความตาย” เขาเป็นคนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของเชลยศึกหลายคนในพื้นที่หินตก ในขณะที่เขาเป็นแพทย์และจ่าสิบเอก (Copyright expired – public domain)

1. ความรู้สึกของจีนที่มีต่อประเทศไทย ตามความเป็นจริงในประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์จีน – ไทยได้ดำเนินต่อเนื่องมานานกว่าหนึ่งพันปี เรามีเพื่อนร่วมชาติไม่น้อยกว่าสามล้านคนที่อาศัยอยู่ในเขตแดนของคุณ เราถือว่าประเทศไทยเป็นบ้านพี่เมืองน้องของจีนมาโดยตลอด ชาวจีนทุกคนรู้สึกผูกพันอย่างใกล้ชิดและพึ่งพาซึ่งกันและกันระหว่างจีนและไทย จีนทุกคนปรารถนาสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทย คนจีนไม่เคยยอมให้การกระทำของคุณในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีผลกระทบต่อมิตรภาพดั้งเดิมของพวกเขาที่มีต่อประเทศไทย สำหรับรัฐบาลจีนและประชาชนจีนต่างตระหนักในความจริงเกี่ยวกับพันธมิตรญี่ปุ่น – ไทย ซึ่งญี่ปุ่นใช้กำลังบีบบังคับเจตจำนงเสรีของทหารและประชาชนไทยเอง ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากองทัพไทยและประชาชนไทยจะสังเกตเห็นมิตรภาพจีนดังกล่าวในมุมมองที่แท้จริง รับรองได้เลยว่ามิตรภาพจีนที่ทหารไทยและชาวไทยยอมรับนับถือนั้นจะไม่เปลี่ยนแปลง

2. หลักการพื้นฐานที่นำทางชะตากรรมของจีน ความเชื่อของจีนในฐานะประชาชาตินั้นขึ้นอยู่กับหลักการสามประการของดร. ซุนยัตเซ็น ทุกประเทศในโลกควรเป็นอิสระและเท่าเทียมกันตามหลักการสามประการ ด้วยความเชื่อที่จีนมีอยู่นี้จึงเรียกร้องให้ทุกประเทศมีเสรีภาพและความเท่าเทียมกัน ด้วยความเชื่อนี้เองที่จีนได้ลงนามกับประเทศอื่นๆ อีก 25 ประเทศ ที่กรุงวอชิงตันเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2485 แถลงการณ์ร่วมอุทิศตนเพื่อการปลดปล่อยให้ทุกชาติอิสระจากในการถูกจองจำภายใต้ญี่ปุ่นเยอรมนีและประเทศฝ่ายอักษะอื่นๆ เพื่อพวกเขาจะได้อิสรภาพทางการเมืองกลับคืนมา ผมสามารถพูดอย่างจริงใจว่าจีนและพันธมิตรของจีนไม่มีความทะเยอทะยานในดินแดนในประเทศไทยและไม่ได้มีเจตนาที่จะบ่อนทำลายอำนาจอธิปไตยและอิสรภาพของไทย สิ่งนี้จะยังคงเป็นจริงในอนาคตอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต อย่างไรก็ตามคนไทยควรตระหนักถึงความจริงที่ว่าดินแดนของพวกเขาอยู่ภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่น คนไทยตกเป็นทาส และอำนาจอธิปไตยและความเป็นอิสระของพวกเขาถูกละเมิดโดยชาวญี่ปุ่น ในขณะที่ดินแดนและเสรีภาพของประเทศไทยจะได้กลับคืนมาก้ด้วยชัยชนะของจีนและพันธมิตรของจีน

ชุมพร ประเทศไทย 19 มีนาคม 2488 รถไฟขนส่งน้ำมันของญี่ปุ่นถูกโจมตี จนกลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า เพื่อขัดขวางการส่งเสบียงของญี่ปุ่นไปถึงหน้าพม่า เครื่องบินทิ้งระเบิดหนักกว่าแปดสิบลำของของกองบัญชาการกองทัพอากาศกองบัญชาการกองทัพอากาศตะวันออกได้บินข้ามมหาสมุทรอินเดียเพื่อปฏิบัติการโจมตีที่ยาวนานที่สุด (Copyright expired – public domain)

3. นโยบายสงครามของจีนเห็นว่า ด้วยกองกำลังติดอาวุธและคนไทยภายใต้การปราบปรามของญี่ปุ่น เราจึงพิจารณาประเทศไทยในนโยบายสงครามของเรา เป็นเพียงแค่เป็นดินแดนที่ข้าศึกยึดครองไม่ใช่เป็นดินแดนของศัตรู ดังนั้นจึงเป็นเครื่องจักรสงครามญี่ปุ่นไม่ใช่กองทัพและประชาชนชาวไทยที่เราพิจารณาว่าเป็นเป้าหมายของเรา จีนและพันธมิตรของจีนจะทำการโจมตีอย่างรุนแรงต่อศัตรูทันทีที่มีการโจมตีเรา คาดว่าพวกญี่ปุ่นในประเทศไทยและดินแดนใกล้เคียงจะพยายามอย่างเต็มที่ในการพยายามยื้อชะตากรรมของพวกเขาออกไป ภายใต้สภาวะสงครามเช่นนี้ทุกวันที่ผ่านไปที่ญี่ปุ่นสามารถยึดครองประเทศไทยจะส่งผลให้เกิดการเสียสละชีวิตคนไทยที่บริสุทธิ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในกรณีเช่นนี้กองทัพไทยและประชาชนควรต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นด้วยการกระทำที่เป็นรูปธรรม ในขณะเดียวกันก็ร่วมมือกับกองทัพจีนและต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขาเพื่อกำจัดศัตรูออกจากจีนและไทยเช่นกัน นี่คือสิ่งที่ทหารผู้รักชาติและพลเมืองไทยทุกคนควรทำเพื่อประเทศของตนเอง เพื่อเอเชียตะวันออก และเพื่อโลกทั้งมวล เรามีความชอบธรรมในการคาดหวังให้คนไทยทำเช่นนั้น

โดยสรุปแล้ว สงครามนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างกองกำลังต่อต้านการรุกรานกับผู้รุกราน เป็นการต่อสู้ระหว่างความถูกต้องและอำนาจ ระหว่างแสงสว่างและความมืด ในขณะที่เราเข้าอกเข้าใจในสถานการณ์ที่ยากลำบากของคุณในอดีต เราคาดหวังอย่างจริงจังว่าตอนนี้คุณจะต้องทำหน้าที่ของคุณทันทีเพื่อความรอดของประเทศของคุณและโลกโดยรวม เราหวังว่าคุณจะเข้าใจและเห็นคุณค่าความรู้สึกแบบพี่น้องของคนจีนต่อคุณ เราหวังว่าคุณจะหวนกลับยืดหยัดอีกครั้งด้วยความมั่นคงและกล้าหาญ ด้วยความรักชาติที่สุจริตระหว่างประเทศของคุณที่ครั้งหนึ่งประเทศของคุณเคยมี และบรรลุถึงสิทธิในการเป็นปากเป็นเสียงให้ประเทศของคุณในครอบครัวสหประชาชาติหลังสงคราม

จบแถลงการณ์ของเจียงไคเช็ก (ต่อมาตีพิมพ์มนหนังสือ ใน The voice of China ; speeches of Generalissimo and Madame Chiang Kai-shek)

สัตหีบ ประเทศไทย 1 มิถุนายน 2488 ภาพมุมมองระดับต่ำจากหนึ่งในเครื่องบิน RAF Liberator ที่เข้าโจมตีเรือในอ่าวไทย แสดงให้เห็นมีเรือบรรทุกสินค้าขนาด 250 ฟุตเกิดเพลิงลุกไหม้ข้างหน้าพร้อมกับควันดำจำนวนหนึ่งที่พุ่งขึ้นจากลำ

หลังจากที่เจียงไคเช็กมีแถลงการณ์นี้ออกไป อีกเพียงไม่กี่วันต่อมา ประธานาธิบดีรูสเวลต์ของสหรัฐก็มีแถลงการณ์รับรองเอกราชของชาติไทยเช่นกัน และต่อมากระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรก็เสนอต่อรัฐบาลว่าควรจะมีแถลงการณ์ในลักษณะเดียวกัน แต่นาบยกรัฐมนตรีเชอร์ชิลปัดตกไป เพราะเห็นว่าควรจะวางมาตรการบางอย่างต่อไทยไว้ก่อน (ดู Stowe หน้า 264)

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของเจียงไคเช็กคือจุดเริ่มที่ฝ่ายสัมพันธมิตรยอมรับว่าไทยไม่ใช่ผู้แพ้สงคราม เพียงแต่ถูกญี่ปุ่นข่มขี่เท่านั้น และมีเอกราชกับเสรีภาพเต็มที่ ความสำเร็จนี้ต้องยกคุณความดีให้กับขบวนการเสรีไทยฝ่ายต่างๆ ทั้งสายสหรัฐและอังกฤษ รวมถึงผู้แทนลับที่รัฐบาลไทยส่งไปเจรจากับจีนด้วย

บทความพิเศษโดยกรกิจ ดิษฐาน ผู้เขียนหนังสือ “สงครามกลางเมืองจีน” 

อ้างอิง

Chiang Kai-shek. (1944). The voice of China ; speeches of Generalissimo and Madame Chiang Kai-shek between December 7, 1941, and October 10, 1943, including some recent messages to British leaders and the British people. London,: Chinese Ministery of Information, London Office.

Stowe, Judith A. (1991). Siam Becomes Thailand: A Story of Intrigue. London,: Hurst & Company.

ไต้หวัน ก้าวไกลในสากล บนรากวัฒนธรรม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608651

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2562 เวลา 11:34 น.

ไต้หวัน ก้าวไกลในสากล บนรากวัฒนธรรม

แม้จะไม่ใช่ที่สุดของโลก แต่การศึกษาของคนไต้หวันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศชั้นนำของโลกแน่นอน  เพราะจาก ผลการทดสอบความรู้นักเรียนนานาชาติ (PISA) เด็กนักเรียนไต้หวัน ก็ทำคะแนนโดดเด่นมาทุกครั้ง ส่วนหนุ่มสาวไต้หวันเกือบทั้งประเทศ ก็จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีเกือบทั้งนั้น แถมประชากรไต้หวันประมาณ 24 ล้านคน ก็มีอัตราการรู้หนังสือสูงเกือบร้อยละ 99 ดังนั้น เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญในสังคมไต้หวันอย่างแน่นอน

การที่ไต้หวันมีคนคุณภาพ จึงทำให้มีการคิด การพัฒนาเพื่อความก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยผลการรายงานจาก World Economic Forum’s Competitiveness Report ฉบับปี ค.ศ. 2018 ได้ยกให้ไต้หวัน เป็นอันดับที่ 5 ของประเทศที่ลงทุนกับการวิจัยและพัฒนามากที่สุด และเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศที่มีการยื่นขอสิทธิบัตรมากที่สุด อีกทั้งยังเป็นอันดับที่ 4 ของประเทศที่มีความสร้างสรรค์ ทางด้านนวัตกรรมมากที่สุดอีกด้วย ซึ่งผลลัพธ์แบบนี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้แน่ ถ้าขาดซึ่งวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล, ขาดซึ่งนโยบายที่ชัดเจน, และขาดซึ่งการลงมือปฏิบัติร่วมกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

การส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนา ถูกทำควบคู่ไปกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยในแต่ละปี รัฐบาลไต้หวันจะทุ่มงบประมาณกว่า 17,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม ในขณะเดียวกันงบประมาณแผ่นดิน อีกร้อยละ 20 ได้จัดสรรให้กับการพัฒนาการศึกษา, การพัฒนาวิทยาศาสตร์, และการส่งเสริมวัฒนธรรม ดังนั้นยุทธศาสตร์ระดับชาติของไต้หวัน จึงมีต้องมีเรื่องการพัฒนาทั้ง 3 มิติเข้าไปรวมอยู่ด้วย

หลังหลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น ไต้หวันพยายามลบร่องรอยของวัฒนธรรมญี่ปุ่นให้หมดไป ด้วยการส่งเสริมวัฒนธรรมจีนให้ชัดเจนขึ้น โดยอย่างแรกที่รัฐบาลไต้หวันทำ ก็คือ ยกเลิกการใช้ภาษาญี่ปุ่น ที่เคยใช้ในระบบการศึกษา แล้วมาใช้ภาษาจีนแทน, เรื่องที่สอง คือ ปฏิรูปการศึกษาให้อยู่บนพื้นฐานของวัฒนธรรมจีน และเรื่องที่สาม คือ ส่งเสริมค่านิยมแบบไต้หวัน ที่เรียกว่า “สามหลักการแห่งประชาชน” (The Three Principles of People) อันเป็นปรัชญาการเมืองที่ ดร.ซุน ยัดเซ็น พัฒนาขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วย (1) People’s rule อันหมายถึง ชาตินิยม (2) People’s right อันหมายถึงประชาธิปไตย (3) People’s livelihood อันหมายถึง ความอยู่ดีมีสุขของประชาชน และการที่แนวคิดสามหลักการแห่งประชาชน อยู่ในแบบเรียนของเด็กนักเรียนไต้หวัน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1946 ทำให้คนไต้หวันมีความเป็นชาตินิยมสูงมาก

แต่ระบบการศึกษาของไต้หวันไม่ได้มีเป้าหมายเพียงสร้างชาตินิยมเพียงอย่างเดียว เพราะนอกจากรักชาติแล้ว ยังต้องเป็นคนเก่ง เป็นคนดี เป็นคนมีความสร้างสรรค์ อีกด้วย ดังนั้น ระบบการศึกษาของไต้หวัน จึงต้องบ่มเพาะคนที่มีคุณลักษณะดังกล่าวให้ได้

ร้อยทั้งร้อยของเด็กไต้หวัน จะเข้ารับการศึกษาระดับอนุบาล ที่จะไม่เน้นให้เด็กเรียนวิชาการ ในช่วงก่อนวัยเรียน แต่เด็กในวัยนี้จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่น และการเรียนรู้ผ่านความหลากหลาย เช่น การจัดเด็กให้คละอายุกัน เพื่อช่วยให้เด็กที่อายุน้อยกว่า มีพัฒนาการเร็วขึ้น จากความพยายามเลียนแบบเด็กที่โตกว่า เมื่อเด็กๆได้เล่นและทำกิจกรรมร่วมกัน

ระดับชั้นประถมศึกษาของไต้หวันเป็นหลักสูตร 6 ปีเหมือนกัน แต่จะพิเศษตรงช่วง 2 ปีแรก ที่เด็กจะใช้เวลาเพียงครึ่งวัน ไปกับการเรียนเนื้อหา ส่วนอีกครึ่งวันที่เหลือ จะให้เด็กไปทำกิจกรรมเสริมทักษะด้านอื่นๆ จนกระทั่งขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จะเน้นวิชาการอย่างจริงจัง โดยวิชาเรียนหลักๆ จะประกอบไปด้วย วิชาภาษาจีน, วิชาคณิตศาสตร์, วิชาวิทยาศาสตร์, และวิชาภาษาอังกฤษ ส่วนวิชาสังคมศึกษา จะถูกสอนตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยเน้นเรื่องประวัติศาสตร์ไต้หวัน เป็นสำคัญ ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การสร้างจิตสำนึก ความเป็นประชากรไต้หวัน

ในสังคมไต้หวัน มีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น จำเป็นต้องมีการศึกษาที่ดี ผู้ปกครองจึงทุ่มเทและเคี่ยวเข็ญเด็ก เพื่อให้ประสบความสำเร็จด้านการเรียน ทำให้เด็กนักเรียนไต้หวันแต่ละคน มีเป้าหมายหลักในชีวิตอยู่ 2 เรื่องด้วยกัน คือ (1) ต้องเข้าเรียนต่อโรงเรียนมัธยมปลายในฝันให้ได้ (2) และต้องสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยในฝันให้ได้

ด้วยเป้าหมายที่คล้ายกัน คือการได้รับโอกาสเข้าทำงานในบริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ของไต้หวัน ทำให้เด็กส่วนใหญ่แข่งขันกันสอบเข้าสายวิทย์ และเรียนต่อในสาขาวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็อาจจะเป็นด้วยเหตุนี้ ที่ทำให้เด็กนักเรียนไต้หวัน ทุ่มเทกับการเรียนวิชาคณิตศาสตร์และวิชาวิทยาศาสตร์มากเป็นพิเศษ

ความโดดเด่นด้านวิชาวิทยาศาสตร์ เป็นพื้นฐานสำคัญของความเข้มแข็งในการพัฒนาไต้หวัน เนื่องจากไต้หวัน มีแผนพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ที่มุ่งพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนให้มีการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข้อมูลแบบไร้สาย, เทคโนโลยีชีวภาพ, การแพทย์พันธุศาสตร์, นาโนเทคโนโลยี, พลังงานสีเขียว และระบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (System on chip)

ส่วนความโดดเด่นในวิชาคณิตศาสตร์ของเด็กไต้หวันนั้น ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจาก การปฏิรูปการจัดการศึกษาคณิตศาสตร์ ปี ค.ศ. 1996 ทำให้เกิดหลักสูตรที่เรียกว่า The New Elementary Mathematics Curriculum ซึ่งเป็นการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ที่ตั้งเป้าหมายว่า

(1) เด็กนักเรียนต้องมีขีดความสามารถ ในการประยุกต์เอาคณิตศาตร์ เพื่อใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

(2) ต้องส่งเสริมให้เกิดความสร้างสรรค์ ด้วยการเปิดกว้าง สำหรับวิธีการแก้โจทย์ปัญหาที่หลากหลาย นั่นแปลว่า ไม่ได้มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาได้

(3) ต้องกระตุ้นให้เด็กเรียนรู้อย่างอิสระด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการเรียนรู้

(4) ต้องส่งเสริมให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างครูกับนักเรียน เพื่อนำไปสู่การร่วมกันหาคำตอบของแต่ละโจทย์ปัญหา

นอกเหนือจากวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่เด็กไต้หวันทำได้อย่างโดดเด่นอยู่แล้ว ไต้หวันยังต้องการพัฒนาทักษะวิชาภาษาอังกฤษให้มากขึ้น เพื่อก้าวสู่ความเป็นสากล และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้มากยิ่งขึ้น โดยมีการตั้งเป้าว่า ไต้หวันจะต้องเป็นชาติ 2 ภาษาให้ได้ ภายในปี ค.ศ. 2030

อันที่จริงแล้ว เด็กนักเรียนไต้หวันสามารถทำข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษได้ดีเลยทีเดียว แต่ก็ยังไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว เนื่องจากขาดโอกาสในการฝึกฝน ดังนั้น เมื่อมีการปฏิรูปการศึกษา การเรียนวิชาภาษาอังกฤษ จึงมุ่งเน้นไปที่การใช้งานเป็นหลัก โดยแนวทางการสอนในปัจจุบัน จะเลือกประเด็นที่เกี่ยวกับการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน และในสถานการณ์ที่จำเป็นมาเป็นบทเรียนในการสอน

นอกจากนั้น รัฐบาลยังส่งเสริม ให้มีการจัดตั้งหมู่บ้านอังกฤษ (English Village) ขึ้น ภายในโรงเรียน โดยมีการจำลองสถานที่ และมีครูชาวต่างชาติมาเป็นผู้สอน เพื่อให้เด็กได้มีประสบการณ์จริงในการใช้ภาษามากยิ่งขึ้น

ณ วันนี้ ผลลัพธ์จากการศึกษาของไต้หวันกลายเป็นที่ยอมรับแล้วว่า มีส่วนสำคัญในการสร้างคนที่มีความเก่งด้านวิชาการ และเป็นคนที่มีความรักชาติ ส่วนการสร้างคนให้มีความสร้างสรรค์ และมีความเป็นสากลนั้น ก็อยู่ในกระบวนการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น อีกไม่นาน คนไต้หวันจะถูกนิยามว่า เป็นทั้งคนเก่ง เป็นทั้งคนรักชาติ เป็นคนมีความสร้างสรรค์ และมีความเป็นสากล