กรงกรรมสระแก้ว “ป๋าเหนาะ” วันที่ไร้บารมี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369386?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กรงกรรมสระแก้ว “ป๋าเหนาะ” วันที่ไร้บารมี

22 เมษายน 2562 – 09:54 น.
เสนาะ เทียนทอง,ป๋าเหนาะ,ผู้เฒ่าเหนาะ,พรรคเพื่อไทย,สนามสระแก้ว,จสระแก้ว,เลือกตั้ง 2562,ว่าที่ สส,สรวงศ์ เทียนทอง,ฐานิสร์ เทียนทอง,ตรีนุช เทียนทอง,สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์,บ้านใหญ่วัฒนานคร,บ้านเขาฉกรรจ์
เปิดอ่าน 37,458 ครั้ง

ลึกๆ แล้ว “เสนาะ เทียนทอง” ยังแค้นในหัวอก อันเนื่องจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งทีมผู้สมัครส.ส.ของป๋าเหนาะ พ่ายเรียบ และพ่ายยกจังหวัดในรอบ 40 ปี

********************

ควันหลงงานประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2562 “ป๋าเหนาะ” จุดประเด็น “งูเห่า” เหมือนดักคอเพื่อนร่วมพรรค “ขอเตือนคนที่คิดจะเป็นงูเห่า ถ้าไปจะถูกประชาชนลงโทษ เขาจะไม่เอา และผมรังเกียจงูเห่า”

คำพูดของป๋าเหนาะ อาจสะใจกองเชียร์เสื้อแดงและคงมีการนำถ้อยวลีนี้ไปปั้นในโซเชียล ตอกย้ำข่าวปล่อยงูเห่าตัวละร้อยล้าน

ลึกๆ แล้ว “เสนาะ เทียนทอง” ยังแค้นในหัวอก อันเนื่องจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งทีมผู้สมัคร ส.ส.ของป๋าเหนาะ พ่ายเรียบ และพ่ายยกจังหวัดในรอบ 40 ปี

เกิดได้ก็ดับได้

จะว่าไปแล้ว “ป๋าเหนาะ” ทำใจล่วงหน้าว่า เขต 1 และเขต 2 สระแก้ว คงสู้ทีมหลานรัก “ฐานิสร์-ตรีนุช” ไม่ได้ แต่เขต 3 (อ.อรัญประเทศ อ.โคกสูง อ.ตาพระยา และอ.วัฒนานคร) ยังไง ลูกชาย “บอย” สรวงศ์ เทียนทอง ต้องชนะ

เสนาะ และ สรวงศ์ เทียนทอง

บังเอิญว่าผู้ท้าชิงค่ายพลังประชารัฐชื่อ “สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์” ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนนวรรณ์ จำกัด รับเหมาก่อสร้าง และผู้จัดการตลาดเดชไทย (โรงเกลือ) และเคยเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลอรัญประเทศ

แถมสุรศักดิ์ยังมีน้องชายชื่อ พ.ต.อ.สุรจิต ชิงนวรรณ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้วและมีกองหนุนชั้นดีที่ป๋าเหนาะก็รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นใคร?

การจัดทีมผู้สมัคร ส.ส.สระแก้ว ค่ายพลังประชารัฐ แยกเป็นสองทีมคือ ทีมหลานรักของป๋าเหนาะขึ้นต่อบ้านริมน้ำของสุชาติ ตันเจริญ แต่กรณีของ “สุรศักดิ์” ต่อสายตรง “บ้านพี่ใหญ่”

สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์

วันสุดท้ายก่อนหย่อนบัตร ถ้อยวลี “เกิดได้ก็ดับได้” คนแถวโรงเกลือพูดกันให้แซด หัวคะแนนป๋าเหนาะก็รับสภาพว่าแพ้ เมื่อเห็นตำรวจ-ทหาร ตั้งด่านตรวจคุมเข้มแถวชายแดน

           สภากาแฟสระแก้วบอกกฎแห่งกรรมมีจริง กรรมไม่เคยละเว้นใคร ไม่ว่ากรรมนั้นจะเป็นบุญหรือบาป

โตมากับทหาร

43 ปีที่แล้วผู้รับเหมาบ้านนอกชื่อ “เสี่ยแหนม” ได้รับการติดต่อจาก “พล.ท.ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา” แม่ทัพภาคที่ 1 (ยศและตำแหน่งเวลานั้น) ให้ลงสมัคร ส.ส.ปราจีนบุรี ในสังกัดพรรคชาติไทย เวลานั้นสระแก้วยังไม่ได้แยกออกจากปราจีนบุรี

สมัยโน้น “พล.อ.ยศ” เคยรับราชการอยู่ชายแดนแถวอรัญประเทศ และตาพระยา ซึ่งทหารมักใช้บริการของเสี่ยแหนม ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างอาคารบ้านพัก ถนนเลียบชายแดน และบังเกอร์ชายแดน

เสี่ยแหนมตกปากรับคำ พล.อ.ยศ ด้วยต้นทุนทางสังคมที่ช่วยเหลือภาคส่วนราชการ ผลการเลือกตั้งปี 2519 เสนาะ เทียนทอง จึงได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยแรก

ทหารกับเจ้าพ่อวังน้ำเย็นเหมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า แต่มาวันนี้ความสัมพันธ์เหมือนเส้นขนาน เพราะเหตุใดเสี่ยแหนมรู้ดีที่สุด

          ปลายปีที่แล้วป๋าเหนาะไปพบผู้ใหญ่คนไหน ถ้าจำไม่ได้ให้ไปถามคนชื่อไพศาล

ทิ้งเพื่อไทย..ไม่สอบตก

การที่สองพี่น้อง “หนึ่ง-ฐานิสร์” และ “เหน่ง-ตรีนุช” สร้างแฟนเพจ “ไปด้วยกัน ไปได้ไกล” เป็นเครื่องมือสื่อสารช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา และสังเกตจากการตั้งชื่อเพจ ก็บอกความนัยได้ว่า ทำไมพวกเขาจึงแยกทางจากป๋าเหนาะ

ขวัญเรือน เทียนทอง

20 ปีมานี้ ตระกูลเทียนทอง แบ่งพื้นที่ธุรกิจการเมืองกันชัดเจน โดย “เสนาะ” มอบหมายให้น้องชาย “พิเชษฐ์ เทียนทอง” ดูแลธุรกิจและการเมือง โดยใช้ อ.วัฒนานคร เป็นฐานบัญชาการ

หลังพิเชษฐ์เสียชีวิต ภรรยา-กำนันขวัญเรือนได้เข้ามาดูแลกิจการต่อ โดยมอบให้ลูกชายคนเล็ก “หนุ่ย-อนุรักษ์” บริหารธุรกิจแทนบิดา ส่วนฐานิสร์กับตรีนุช เล่นการเมือง

สงกรานต์ปีนี้  บ้านเขาฉกรรจ์ มีแต่ขวัญเรือนกับลูกๆ

“เทียนทอง” อีกสายหนึ่งคือครอบครัวของ “วิทยา เทียนทอง” ปัจจุบันทายาทของวิทยาดำเนินธุรกิจโรงแรมอยู่ใน อ.อรัญประเทศ และลูกชาย-ทรงยศ เทียนทอง เป็นนายก อบจ.สระแก้ว

ช่วงหาเสียงป๋าเหนาะลำเลิกเบิกประจานหลานรักว่า “เนรคุณ” ขณะที่ “หนึ่ง-เหน่ง” ปราศรัยทุกเวทีว่าเป็นลูกหลานของตระกูลเทียนทอง “ลุงเสนาะ เป็นคนที่รักเหมือนพ่อคนที่ 2 ของครอบครัว”

จะอย่างไรก็ตามสองพี่น้องได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว “ไปด้วยกัน ไปได้ไกล” คล้ายจะบอกว่า การอยู่ใต้ร่มเงาป๋าเหนาะนั้นไปไม่ได้ไกล

          ที่สำคัญผลคะแนนที่ออกมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคนที่ทิ้งเพื่อไทยไม่ได้สอบตกทุกคน

นอเทรอดาม ในมุมมองคนฝรั่งเศส

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369394?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นอเทรอดาม ในมุมมองคนฝรั่งเศส

22 เมษายน 2562 – 09:20 น.
กรุงปารีส,ฝรั่งเศส,มหาวิหารนอเทรอดาม,ไฟไหม้,รู้ลึกกับจุฬาฯ,เอ็มมานูเอล มาครง,สถาปัตยกรรม
เปิดอ่าน 1,250 ครั้ง

คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ 

เหตุการณ์ไฟไหม้มหาวิหารนอเทรอดาม ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่ผ่านมา เป็นข่าวใหญ่ระดับนานาชาติ แม้จะมีการดับเพลิงได้สำเร็จ แต่ความเสียหายจากไฟไหม้ทำให้หลังคาและยอดแหลมของวิหารถูกทำลายหมดสิ้น

มหาวิหารนอเทรอดาม แห่งกรุงปารีส เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง มีอายุกว่า 850 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสมัย เป็นแหล่งขุมความรู้ทางสถาปัตยกรรมและงานศิลปะที่มีคุณค่ามหาศาล ดังนั้นแม้กระทั่งบุคคลที่ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ก็ยังถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้าและสะเทือนใจ

“ความสะเทือนใจของไฟไหม้ครั้งนี้คือการสูญเสียสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมที่ยาวนานมาก ถ้าคุณเป็นคนคริสต์คุณก็จะเสียใจเพราะที่นี่คือมหาวิหารที่ทำพิธีทางศาสนาสำคัญๆ แต่ถ้าไม่ได้นับถือ ที่นี่คือแหล่งรวมวัตถุโบราณสำคัญที่หาไม่ได้แล้ว มันเป็นแหล่งรวมงานฝีมือชั้นเยี่ยม งานศิลปะที่สะท้อนวัฒนธรรมนับร้อยปี”
เป็นคำอธิบายของ ผศ.ดร.ปณิธิ หุ่นแสวง จากสาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งอาจารย์ได้เพิ่มเติมอีกว่า ในแง่มุมทางประวัติศาสตร์นอเทรอดามก็มีความสำคัญมากเพราะเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของประเทศหลายครั้ง มีมหาวิหารแห่งนี้เป็นฉากหลัง

“ทั้งเหตุการณ์โจนออฟอาร์ก สมัยปฏิวัติฝรั่งเศส สมัยนโปเลียน เรื่อยมาจนสงครามโลกครั้งที่สอง มีนอเทรอดามเกี่ยวข้องด้วยกันทั้งสิ้น เรียกได้ว่าเป็นฉากสำคัญและเป็นพยานสำคัญของประเทศ”

อาจารย์ปณิธิ กล่าวว่า นอเทรอดาม กลายเป็นที่รู้จักและเป็นจุดสนใจของคนทั่วโลกเนื่องมาจากหนังสือนวนิยายที่ประพันธ์โดยวิกเตอร์ อูโก นักคิดนักเขียนคนสำคัญของฝรั่งเศส ในชื่อคนค่อมแห่งนอเทรอดาม (The Hunchback of Notre Dame) และได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์ในเวลาต่อมา นอกจากนั้นด้วยความสวยงามแห่งสถาปัตยกรรมกอธิคแบบฝรั่งเศสที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ยุคกลาง มหาวิหารจึงเป็นที่รู้จักและชื่นชมของผู้คนในระดับสากล ทำให้เหตุการณ์ไฟไหม้กลายเป็นสิ่งที่สะเทือนใจของคนทั่วทั้งโลก

ทั้งนี้ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง ออกแถลงการณ์ว่าจะรีบบูรณะมหาวิหารแห่งนี้ให้กลับมาสวยงามดังเดิมภายในเวลา 5 ปี อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าต้องใช้เวลามากกว่านั้น ขณะที่มหาเศรษฐี นักธุรกิจรายใหญ่ของประเทศพากันบริจาคเงินเพื่อบูรณะมหาวิหารกันหลายราย

“ณ ตอนนี้คนฝรั่งเศสกำลังสะเทือนใจ ไม่ทุกคนเพราะก็มีอีกกระแสมองว่าการเสียใจเรื่องนี้คือการติดอยู่ในวัตถุ หลงชาติ รักชาติเกินเหตุ มีคนหมั่นไส้ ไม่เห็นด้วยบ้าง แต่ไม่มาก แต่ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นเรื่องใหญ่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก คนฝรั่งเศสเองก็ไม่ได้มองว่าต้องจับมือกัน รักกัน ไม่ทะเลาะกัน เพื่อผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ไปนะ เขามองว่าชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป”

อาจารย์ปณิธิ กล่าวว่า ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีเสรีภาพสูงมากทั้งในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกทางการเมือง ดังนั้นจึงมีการประท้วงและการเดินขบวนเป็นเรื่องปกติตลอดเวลา

“เสรีภาพในการแสดงออกต้องได้รับการคุ้มครองเป็นหลักการทั่วไป แต่ที่ฝรั่งเศสพิเศษกว่าตรงที่ถึงแม้ว่าเสรีภาพนั้นจะกระทบคนอื่น ศาสนาอื่น ก็ต้องได้รับการคุ้มครองด้วย รัฐบาลเองเขาก็มองแบบนั้น นี่คือเหตุผลที่ทำให้ม็อบเสื้อกั๊กเหลืองสร้างกลุ่มม็อบได้มากขนาดนี้ ก็เพราะเศรษฐกิจมันแย่จริงๆ รัฐบาลเองก็ไม่มีสิทธิห้ามให้คนตั้งม็อบด้วย”

ในทัศนะของอาจารย์ปณิธิ เหตุการณ์ไฟไหม้จึงไม่ได้รุนแรงและส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ความคิด การกระทำของคนฝรั่งเศส และด้วยสภาพสังคมที่แทบจะหาความสงบเรียบร้อยได้ยาก เหตุการณ์ไฟไหม้นอเทรอดามกลับเป็นข้อพิสูจน์บุคคลที่เกี่ยวข้องมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่เข้ามาบูรณะมหาวิหาร รวมถึงระบบการรักษาความปลอดภัยที่อาจจะย่อหย่อนและเป็นต้นตอของเพลิงไหม้

“คนฝรั่งเศสเข้าใจว่าทำไมถึงไหม้นะ ไม่มีใครโทษกันไปโทษกันมาว่าเป็นเรื่องการก่อการร้าย ที่จะโทษกันคือเรื่องการรักษาความปลอดภัยกับบริษัท 5 เจ้าที่เข้ามาบูรณะหลังคา คงต้องสืบสวนต่อไปว่าเหตุเกิดจากความสะเพร่าของคนหรือไฟฟ้าลัดวงจร หรืออุปกรณ์ไม่ดี หรือไม่อย่างไร”

ล่าสุดสำนักข่าวหลายแห่งรายงานว่าประชาชนกลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองมองว่าเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้เป็นภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำในฝรั่งเศส เพราะมีผู้มีรายได้มหาศาลสามารถบริจาคเงินหลายล้านยูโรได้ทันที และยังโทษไปยังประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ที่ออกนโยบายเอื้อประโยชน์แก่คนรวยเหล่านี้จนได้รับสมญาว่าประธานาธิบดีของพวกคนรวย มาแล้ว

การเลื่อนแถลงการณ์ของประธานาธิบดีในเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเนื่องจากเหตุการณ์ไฟไหม้ยังทำให้คนจำนวนมากไม่พอใจและคงต้องจับตาดูต่อไปว่ารัฐบาลฝรั่งเศสจะแก้ไขปัญหาทั้งหมดทั้งมวลนี้ได้เพียงใด

หุ้นสื่อพ่นพิษ ธนาธร-32 ว่าที่ส.ส.ลุ้นไม่ได้เข้าสภา!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369392?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หุ้นสื่อพ่นพิษ ธนาธร-32 ว่าที่ส.ส.ลุ้นไม่ได้เข้าสภา!

22 เมษายน 2562 – 08:45 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,หุ้นสื่้อ,หุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย
เปิดอ่าน 11,898 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย…  ลมใต้ปีก

ไม่เพียงแต่ธนาธร จึงรุ่งเรื่องกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ว่าที่ส.สบัญชีรายชื่อหมายเลขหนึ่งของพรรค “ส้มหวาน” ต้องลุ้นระทึกว่า แม้จะได้รับเสียงสนับสนุนในการเลือกตั้งมาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา จะมีโอกาสเข้าสู่สภาผ้แทนราษฎรอันทรงเกียรติได้หรือไม่ เพราะ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กำลังถูกตรวจสอบจากสื่อและกกต.ว่าด้วยการถือครองหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย บริษัทที่ทำธุรกิจสื่ออันขัดต่อคุณสมบัติการสมัครส.ส.ตามมาตรา 98 (3) แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 และขัดต่อคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มาตรา 42 (3)

หลังจากที่สำนักงานเลขาธิการกกต.ที่ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา กุมบังเหียน “มะงุมมะงาหรา” ตรวจสอบอยู่นานสองนานก็เรื่มขมีขมันหลังจากที่ 7 กกต.ใหญ่ “ไขลาน” เพราะเหตุการตรวจสอบเรื่องนี้ “ไม่ยาก” แค่พิสูจน์ว่าวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สมัครส.ส. ยังถือครองหุ้นสื่ออยู่หรือไม่ โดยต้องดูเอกสารทางราชการเป็นหลักไม่ใช่คำปฏิเสธของผู้มีส่วนได้เสียอย่างธนาธร กำหนดการให้สำนักงานเลขาธิการ กกต. เร่งตรวจสอบให้แล้วเสร็จจึงถูกกระตุ้นและต้องนำเสนอ 7 กกต.ใหญ่พิจารณา หากเห็นว่าคุณสมบัติขัดต่อกฎหมายก็ส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตัดสิน หากเห็นว่าไม่ขัดก็ยุติเรื่องและให้ธนาธร เป็นส.ส.อย่างถูกต้อง

เรื่องของธนาธร จ่อเข้าสู่กระบวนการวินิฉัย ก็มีเรื่องคุณสมบัติผู้สมัครส.ส. 32 คนที่ถือครองหุ้นสื่อเข้ามาให้พิจารณาด้วยการยื่นเรื่องของ “ผู้กองปูเค็ม” ร.อ.ทรงกลด ชื่นชูผล ว่าทั่ง 32 คนนี้ถือหุ้นบริษัททำสื่อ อันขัดต่อคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จะด้วยความบังเอิญหนือความตั้งใจต้องไปถามผู้กองปูเค็ม เพราะ รายชื่อ 32 คนที่ถูกยื่นให้กกต.ตรวจสอบนี้เป็นฟากฝั่ง “เครือข่ายทักษิณ” ทั้งสิ้น

มีจากพรรคเพื่อไทย 10 คน อนาคตใหม่ 7 คน เสรีรวมไทย 6 คน เพื่อชาติ 5 คน ปวงชนชาวไทย 2 คน และประชาชาติ 2 คน นั่นหมายความว่าผู้สมัครส.สเหล่านั้นหากได้รับเลือกตั้งและคุณสมบัติขัดต่อกฎหมายก็จะทำให้คะแนนเสียงที่จะตั้งรัฐบาลฝั่งเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร เปลี่ยนแปลง “ลดลง” ไปโดยปริยาย เพราะหากกดต.และศาลตัดสินว่าคุณสมบัติขัดจริงก็หมดสิทธิ์เข้าสภาไปยกมือหนุนฝั่งเครือข่าย “ทักษิณ”

ไม่ว่าจะมองว่านี่เป็นเกมลดทอนเสียงฝั่งตรงข้ามหรือไม่ แต่ต้องมองว่าเป็น “ข้อเท็จจริง” เพราะคุณสมบัติที่เขายื่นให้ตรวจสอบทั้งของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ 32 ผู้สมัคร เป็นคุณสมบัติที่ต้องพิสูจน์ว่าขัดกฎหมายหรือไม่ ความจริงแล้วเจ้าตัวทั้งธนาธรและ 32 ผู้สมัครย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองมีคุณสมบัติขัดไหม อยู่ที่จริยธรรมของตัวคนว่าจะ “ยอมรับ” หรือ “จนมุม” ทางกฎหมาย จึงมีบทลงโทษตามกฎหมายต่อผู้ที่รอให้ “จนมุม” ตามมาตรา 151 ของพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. ว่าผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิ์สมัครเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามใช้สิทธิ์สมัคร ส.ส. แล้วมาลงสมัคร ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ที่จะมาเป็นส.ส.จะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ ศึกษาคุณสมบัติในอาชีพที่ตัวเอง “อยากเป็น” ย่อมอ้างไม่ได้ แบบเรียนกฎหมายเบื้องต้นก็สอนทุกคนว่า “การไม่รู้กฎหมายมิใช่ข้ออ้างให้ตัวเองพ้นผิดในการก่ออาชญากรรม”

ดังนั้นนอกจากทั้ง 32 คน และธนาธร จะต้องลุ้นระทึกว่าจะมีสิทธิ์ก้าวเข้าสู่สภาอันทรงเกียรติหรือไม่แล้ว ยังต้องลุ้นว่าการแจ้งคุณสมบัติอันเป็นเท็จต่อการสมัครส.ส.นั้น จะต้องเข้า “คุก” ด้วยหรือไม่ แต่ก่อนอื่นกกต.ซึ่งเป็นองค์กรเบื้องต้นที่จะอำนวยความยุติธรรมให้กระจ่างในเรื่องนี้ ต้องเร่งพิจารณาและนำเข้าสู่กระบวนการตามขั้นตอนของรัฐธรรมนนูญ “อย่าล่าช้า” เพราะตามปรัชญาการอำนวยความยุติธรรมมีประโยคอมตะที่ว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม” ที่ตัวเองต้องพึงตระหนักเช่นกัน

“มิ่งขวัญ” จบข่าว ส่องลึก “เศรษฐกิจใหม่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369288?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“มิ่งขวัญ” จบข่าว ส่องลึก “เศรษฐกิจใหม่”

20 เมษายน 2562 – 10:33 น.
มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์,พรรคเศรษฐกิจใหม่,งูเห่า,การเมืองไทย,เลือกตั้ง 2562,ผลเลือกตั้ง,สุภดิช อากาศฤกษ์,พรรคการเมือง,กกต,วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล,สุทัศน์ สิวาภิรมย์รัตน์
เปิดอ่าน 6,220 ครั้ง

รู้จักตัวละคร ที่ว่ากันว่าอยู่เบื้องหลัง พรรคเศรษฐกิจใหม่

*****************

บังเอิญหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่คือ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรรณ์” จึงทำให้พรรคเล็กๆ ตกอยู่ในวังวนข่าว “เกมชิงจัดตั้งรัฐบาล” ตั้งแต่ฉากแรก เมื่อ “มิ่งขวัญ” ไม่ปรากฏตัวในวันแถลงข่าวของฟากฝ่ายที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ

เมื่อ 6 เสียงของพรรคเศรษฐกิจใหม่ ไม่ไปยืนยันเลือกข้าง ข่าวลือกระพือพัด มิ่งขวัญให้สัมภาษณ์แต่ละหนก็ออกอาการ “แทงกั๊ก” ตลอด

ช่วงสงกรานต์ มีสื่อบางสำนักเสนอข่าวว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคเศรษฐกิจใหม่ 5 คน ยกเว้นมิ่งขวัญ ตัดสินใจเข้าร่วมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ทำเอามิ่งขวัญต้องร่อนแถลงการณ์ว่า “ไม่จริง”

กระทั่งเมื่อ 18 เมษายน 2562 3 ผู้สมัครส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ ได้เข้ายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้พิจารณาเสนอศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคตัวเองโดยอ้างว่ามีนายทุนนอกพรรคซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเข้ามาบงการ ควบคุม ครอบงำ ชี้นำพรรค ไม่ให้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างเป็นอิสระ เข้าข่ายผิดกฎหมายพรรคการเมือง มีโทษถึงยุบพรรค

บ่าย 2 โมง 19 เมษายน 2562 มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค ร่วมกันแถลงข่าวข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพรรค พร้อมยืนยันว่าไม่ร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ เพราะอุดมการณ์ไม่ตรงกัน

สุภดิช อากาศฤกษ์ รองหัวหน้าพรรค ได้กล่าวถึงกรณีที่มีผู้สมัครของพรรคไปร้องกกต.ให้ยุบพรรค เนื่องจากมีนายทุนครอบงำพรรคว่า ผู้ที่ถูกอ้างว่าเป็นนายทุนพรรคนั้น จริงๆ แล้ว เป็นสมาชิกพรรคและมีพี่ชายจะเป็นว่าที่ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคด้วย จึงไม่ใช่คนนอกดังกล่าวอ้าง

เจ้าของพรรคตัวจริง

เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2561 สุภดิช อากาศฤกษ์ ได้ยื่นจดจองชื่อ “พรรคเศรษฐกิจใหม่” ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 10/2561 ในวันนั้น ยังไม่มีชื่อ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์

“สุภดิช” แจกแจงว่าพรรคเศรษฐกิจใหม่ เป็นพรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มนักเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย รุ่น 133 เตรียมอุดมศึกษารุ่น 46 และนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่น 2529

สุภดิช อากาศฤกษ์

ในช่วงที่เศรษฐกิจของคนชั้นกลางลงมามีความเป็นอยู่อย่างลำบาก จึงอยากจะมีกลุ่มการเมืองที่มีความรู้ความสามารถ และซื่อสัตย์สุจริต เข้าไปมีส่วนในการบริหารประเทศ ช่วยปากท้องของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้กินดีอยู่ดีมีความสุข

สำหรับ สุภดิช อากาศฤกษ์ เติบโตมาจากการเป็นนักธุรกิจสินค้าเกษตรแปรรูป เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท อกริเพียว โฮลดิ้งส์ จำกัด และเป็นบุตรชายของ สุธี อากาศฤกษ์ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ช่วงปี 2529-2531

เมื่อปลายปี 2561 มิ่งขวัญเปิดตัวจะเล่นการเมือง แต่ก็ยังไม่บอกจะสังกัดพรรคใด ตอนนั้นมีข่าวลือทำนองว่า “เจ๊มิ่ง” ต่อรองกับ “ผู้ใหญ่บางคน” ว่าจะเข้าไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ ทำไปทำมา ก็เปิดตัวรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่

“ส.สุทัศน์” นายทุนพรรค?

ส่วน “สุทัศน์ สิวาภิรมย์รัตน์” กรรมการบริษัท ไทยวัฒนา แอสเซ็ท จำกัด ที่ถูกระบุว่าเป็น “คนนอกพรรค” ที่มาบงการพรรคเศรษฐกิจใหม่นั้น มีชื่อเสียงในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ถือหุ้น KC พร็อพเพอร์ตี้ ที่ติดดอย โดยถือหุ้นอยู่ 1.68% คิดเป็นเงิน 14.7 ล้านบาท

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ตรวจสอบพบว่า สุทัศน์ สิวาภิรมย์รัตน์ มีตำแหน่งเป็นเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุและผู้พิการ เมื่อปี 2555 ในชุดที่มีอรุณี ชำนาญยา เป็นประธานคณะกรรมาธิการ และปาริชาติ ชาลีเครือ เป็นรองประธาน นัยว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้เป็นโควตาของพรรคเพื่อไทย

สุทัศน์ สิวาภิรมย์รัตน์

“สุภดิช” รองหัวหน้าพรรค ยืนยันว่า สุทัศน์ สิวาภิรมย์รัตน์ เป็นสมาชิกพรรค และเป็นน้องชายของมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ ว่าที่ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคเศรษฐกิจใหม่

“หมอนิยม” คนเพื่อนเยอะ

ตัวละครสำคัญของพรรคเศรษฐกิจใหม่อีกคนหนึ่งรองจาก “เจ๊มิ่ง” คือ “นพ.นิยม วิวรรธนดิฐกุล”  ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่

“หมอนิยม” หรือ นิยม วิวรรธนดิฐกุล เคยได้รับการเลือกตั้งเป็นส.ส.แพร่ ปี 2550 สังกัดพรรคพลังประชาชน และเป็น ส.ส.แพร่ เขต 2 ปี 2554 พรรคเพื่อไทย

นิยม วิวรรธนดิฐกุล

วีรกรรมของหมอนิยม เมื่อต้นปี 2554 ในการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี หมอนิยมยกมือโหวตสวนมติพรรคเพื่อไทยคือยกมือไว้วางใจ โสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีคมนาคม และงดออกเสียงให้ พรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีพาณิชย์ จากพรรคภูมิใจไทย ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และการต่อต้านจากกลุ่มเสื้อแดง

ดังนั้นช่วงก่อนเลือกตั้ง 2554 จึงมีข่าวว่า หมอนิยมจะย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย แต่สุดท้ายก็ยังลงสมัครและได้รับเลือกในนามพรรคเพื่อไทย

          เลือกตั้ง 2562 สนามเลือกตั้งเมืองแพร่ ลดจาก 3 เขต เหลือ 2 เขต โดย วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล กับ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ปักธงจองไว้แล้ว จึงทำให้หมอนิยม ต้องลาออกจากพรรคเพื่อไทยไปพรรคเศรษฐกิจใหม่

น่าสังเกตว่าในวันแถลงข่าวบ่าย 19 เมษายน 2562 กรรมการบริหารพรรคมาครบ ยกเว้นหมอนิยม ที่อ้างว่าติดธุระอยู่ภาคเหนือ

การเมืองไทยยังไม่อะไรที่แน่นอน จนกว่า กกต.จะรับรองผลการเลือกตั้ง และจะทราบแน่ชัดว่าพรรคการเมืองใดได้ ส.ส.จำนวนเท่าไหร่ จากนั้นเกมชิงการจัดตั้งรัฐบาลคงเข้มข้นขึ้น

สงครามความคิด ขั้ว “โจ นูโว” ปะทะขั้ว “จอห์น วิญญู”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369289?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สงครามความคิด ขั้ว “โจ นูโว”  ปะทะขั้ว “จอห์น วิญญู”

20 เมษายน 2562 – 09:02 น.
โจ นูโว,จอห์น วิญญู,วิญญู วงศ์วุรวัฒน์,ศดรโกวิท วงศ์สุรวัฒน์,ศพิเศษ เจริญ วรรธนะสิน,จิรายุส วรรธนะสิน,โจ จิรายุส,ข่าวโจ จิรายุส
เปิดอ่าน 9,120 ครั้ง

ไม่ใช่วันพ่อ แต่เรื่อง “พ่อ” มาแรงในวันที่อุณหภูมิทะลุ 40 องศา คำถาม “พ่อคุณทำประโยชน์อะไรให้ประเทศชาติบ้าง” กลายเป็นสงครามความคิด 2 ขั้ว!!

*****************

จะต้องขอบคุณใครดี? ที่ส่งดราม่ามาให้คนไทยสองฝั่งคลองประชาธิปไตยแท้-เทียม (แล้วแต่จะเคลม) ได้มีเรื่องเม้าท์กระจายน้ำลายแตกช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้

ระหว่าง “จิรายุส วรรธนะสิน” นักร้องชื่อดังแห่ง “วงนูโว” ที่อยู่ๆ ลุกขึ้นมาคอมเมนต์ในสิ่งที่ลามไปถึงบุพการีของ “จอห์น” วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ พิธีรรายการข่าวชื่อดัง

จนเกิดเป็นมหกรรมขุดคุ้ยทางประวัติศาสตร์บุพการีของทั้งสองฝ่ายมายำใหญ่ใส่สารพัด ที่เอาเข้าจริงๆ เรื่องของเรื่องมันอยู่ที่ขั้วต่างทางการเมืองแค่นั้น!

ต้นเพลิงอยู่นี่

ย้อนไปดูจุดตั้งต้นดีๆ คนไทยคงต้องไปขอบคุณ หรือไปปากระถางที่่หน้าบ้านของยุทธนา มุกดาสนิท ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังกันแน่

เพราะเขาเป็นปฐมบทของเรื่องที่ไปโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Euthana Mukdasanit แชร์ข่าวจากค่ายผู้จัดการที่มีเนื้อหาข่าวว่า รศ.ดร.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ บิดาของ จอห์น วิญญู ได้ทวตข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว kovitw เมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่ผ่านมา โดยระบุในท่วงทำนองว่า “เบื่อที่ชอบพูดกันว่าหากทุกคนถือศีลห้าก็เป็นคนดีหมดแล้ว”

โดยผู้กำกับดังพาดหัวบนโพสต์แชร์ตัวเองว่า “พ่อเป็นยังไงลูกเป็นยังงั้น” จากนั้น “โจ นูโว” ก็เข้ามาแสดงความเห็นในโพสต์นี้ ครั้นจะคัดมาทั้งก้อนก็เกรงใจ แต่เอาแค่นี้ก็มีเชื้อพอที่ไฟจะท่วมแล้วว่า

“พ่อจอห์นทำอะไรให้บ้านเมืองบ้าง พ่อตูตีแบดรับใช้ชาติโว้ย”

แม้ว่าคนต้นเรื่องจะลบโพสต์ไปแล้ว ทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางทันขาแคปก็ตาม ยังไงเรื่องราวก็ลุกกระจายราวไวรัสร้าย ในทวิตเตอร์มีการติดแฮชแท็ก ‘โจ นูโว’ พร้อมแสดงความคิดเห็นทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับฝ่ายนักร้องดังมากมาย จนแฮชแท็ก ‘โจ นูโว’ พุ่งทะยานเป็นอันดับ 1 บนเทรนด์ทวิตเตอร์

ขณะที่บางส่วนได้แนะนำให้ ‘จอห์น วิญญู’ เชิญ ‘โจ นูโว’ มาแลกเปลี่ยนทัศนคติในรายการ ‘หาเรื่อง’ ซึ่ง จอห์น วิญญู เป็นผู้ดำเนินรายการ

ที่เด็ดคือผู้คนบนโลกออนไลน์ก็เปิดวาร์ป งมหาประวัติและที่มาของพ่อ โจ นูโว และพ่อ จอห์น วิญญู กันให้ควั่ก กลายเป็นวิวาทะ “พ่อใครเก่งกว่ากัน” สาดใส่กันไปมา

พ่อใครใหญ่

อย่างที่รู้ฝ่ายที่ดูเหมือนว่าจะถูกเปิดวาร์ปมากกว่าคือฝ่ายบิดาของ โจ นูโว หรือ ศ.(พิเศษ) เจริญ วรรธนะสิน นั่นแหละ

แน่นอนด้านดีๆ มีเพียบ เช่นเขาเป็นอดีตนายกสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทยและอดีตนักกีฬาแบดมินตันระดับโลก ที่มีเกียรติประวัติมากมาย

แต่ที่แซบคือมีการขุดคุ้ยข่าวช่วงปี 2553 ที่สื่อรายงานข่าวเกี่ยวกับปัญหาในสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทย ที่นักแบดมินตันทีมชาติ 12 คนและโค้ชอีก 4 คน ลาออกยกชุดเพราะความขัดแย้งกับกรรมการบริหารของสมาคมและผู้ใหญ่ของสมาคม โดยข่าวระบุต้นเหตุของความเหลืออดมาจากเรื่องเงินๆทองๆ!

ก็ไม่รู้จริงเท็จยังไง แต่ที่แน่ๆ เจ้าตัวออกมาทวิตข้อความปฏิเสธเรื่องนี้ไปแล้ว ทั้งยังออกมาระบุจะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กล่าวหาผิดๆ

          เหลือก็แต่ประเด็นที่มีการแฉว่ามีการเข้าไป “แก้ไขประวัติ” ในวิกิพีเดียตอนหนึ่งที่เคยระบุถึงประวัติการศึกษาของ “เจริญ” ในทำนองที่ไม่เป็นบวกกับเจ้าของประวัติเท่าใดนัก

หันไปข้างฝ่ายบิดาของพิธีกรชื่อดัง กลับมีการออกมาเผยประวัติอย่างสวยหรูดูดี ซึ่งอ้างบทความชื่อว่า โกวิท วงศ์สุรวัฒน์  เขียนโดย กฤตยา เชื่อมวราศาสตร์ และจิรวัฒน์ จามะรี

โดยสรุปว่า รศ.ดร.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นพระสหายในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขณะทรงพระอักษรหลักสูตรปริญญาเอก สาขาวิชาพัฒนศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ประสานมิตร เมื่อ พ.ศ.2524

รศ.ดร.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

และอย่างที่รู้ระหว่างที่ชาวเน็ตสาดใส่กันไปมา ปรากฏว่าเฟซบุ๊กแฟนเพจ โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ก็ได้ออกมาโพสต์เนื้อหาอันมีใจความดังนี้

“นอกจากมาสเตอร์ของชาว KFC (โกวิท แฟนคลับ) จะเป็นอาจารย์สอนวิชารัฐศาสตร์ การเมืองการปกครองไทย อเมริกา รัสเซีย ภูมิรัฐศาสตร์ คอลัมนิสต์มติชน ต่วยตูน นักเขียนเจ้าของผลงาน อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ/วาท(โก)วิท และอื่นๆ อีกมากมาย เป็นสมาชิกภาคีราชบัณฑิต เป็นชาวทวิตภพ เป็นชาวโคราช เป็น ฯลฯ เป็นปู่วิลเลียมและไรอัน เป็นตากระทิง และเป็นพ่อ จอห์น วิญญู แล้วนั้นนนน ยังเป็นนักกีฬายูโดสายดำ ชมรมยูโด ม.เกษตร อีกนะเอ้ออ เอาเซ้!! แนบภาพสมุดประจำตัวสมาชิกยูโด อาจารย์โกวิท สมัยหนุ่มๆ ค่ะ”

ประหนึ่งว่า “กล้าถามก็กล้าตอบ” แต่สุดท้ายงานนี้ไม่รู้ใครใหญ่กว่าใคร คิดเอาเอง

เหนือพ่อคือ “ขั้้ว”

จับสัญญาณจากชาวเน็ตนี่คือสงครามการเมืองชัดๆ เพราะรู้ดีว่าระหว่าง “โจ” จิรายุส วรรธนะสิน กับ “จอห์น” วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ สองหนุ่มมีความคิดเห็นทางการเมืองต่างขั้วและสุดโต่งพอกันทั้งคู่

ดังนั้นแก่นแกนของคนไทยที่เดือดร้อนในเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การปกป้องบิดาของจอห์น วิญญู หรือเจ็บแทนคนที่เป็นที่รักของ โจ นูโว

แต่เรื่องของเรื่องคือการละเลงความเกลียดชังทางขั้วความคิด ผ่านเนื้อหาที่มีตัวละครอย่าง โจ จอหน์ และบิดาของทั้งคู่ ซึ่งทั้งความดังและแนวคิดทางการเมืองของทั้ง 4 คนก็ต้องบอกว่า Like Father Like Son กันทั้งสองฝ่าย

ยังดีที่ฝ่ายโจและจอห์นเงียบๆ ไป หลังข่าวเริ่มแพร่กระจาย โดยเฉพาะฝ่าย จอห์น วิญญู นัยว่าคงไม่ขอลุยให้เสียของ ขนาดไลฟ์สดทางเฟซบุ๊ก John Winyu ช่วงค่ำวันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมายังไม่พูดแตะเรื่องนี้สักแอะ ปล่อยให้แฟนคลับห้ำหั่น จัดโหวตกันไปตามสะดวก

แต่เอาเข้าจริงๆ เพียงตัวละครหลักรุ่นเล็กอายุห่างกัน 8 ปี อย่างโจและจอห์น ก็นับเป็นชนวนอย่างดีที่คนไทยสองขั้วจะได้ระดมใส่กัน หลังการเมืองเงียบๆ เพราะกกต. ยังคิดเลขไม่เสร็จ!

ฝ่ายโจนั้นแม้จะไม่ได้มีผลงานในนาม “นูโว” แล้ว แต่ความดังของเขา รับงานที่ไหนก็ยังได้ค่าตัว 6 หลัก!

ที่สำคัญยังนับเป็นตัวแทนขั้วอิงรัฐปัจจุบันเพราะเขาเคยขึ้นเวที กปปส. แบบคลุกเต็มพิกัดเดือด และเคยแสดงความคิดเห็นทางการเมืองว่าสนับสนุน “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” ที่ออกตัวว่าจะหนุน “ลุงตู่อยู่ต่อ”

วันนั้นโจบอกว่า “จุดยืนผมก็ยังเลือกพรรคนี้ (รปช.) อยู่นะ แต่ไม่ใช่เพราะตัวกำนันโดยตรง (แบบไม่ลืมหูลืมตา) แต่เป็นเพราะดูแล้วหลักการที่ให้สมาชิกมีส่วนร่วมทั้งในการวางนโยบายและเลือกกรรมการบริหารพรรคนี้ ไม่เคยมีพรรคใดทำมาก่อน ซึ่งน่าจะดี”

ส่วนจอห์น วิญญู ดีเจ พิธีกรมาดกวน ลูกครึ่งไทย-อเมริกันนั้น แม้หน้าฉากในสื่อกระแสหลักชาวบ้านร้านตลาดเห็นเขาทำหน้าที่รายการรีวิวบันเทิงทางช่อง 3 (SD 28)

แต่อีกด้านเขาคือผู้ร่วมปลุกปั้นทีวีอินเทอร์เน็ต iHere.TV จนมาสู่  SpokeDark.TV ร่วมกับ ณัฐพงศ์ เทียนดี พิธีกรมาดกวนอีกคนที่เป็นพี่เขยของเขาเอง ถือเป็นสื่อออนไลน์ในยุคแรกๆ เลยก็ว่าได้

โดยเฉพาะรายการ “เจาะข่าวตื้น” ทาง SpokeDark.TV หรือทางยูทูบ ไปดูได้เลยเนื้อหาการเมือง แซบ แสบ ด่าเป็นด่า จอห์นและพี่เขย หรือ “พ่อหมอ” ไม่เคยอั้นที่จะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล แต่ถ้าใครติดตามมาแต่ต้นจะพบว่าที่นี่ลุยหมดทุกรัฐบาล ไม่ใช่แค่รัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร แต่ยุคนี้ทหารโดนเยอะหน่อย (ฮา)

ปีที่แล้วเปิดรายการ “หาเรื่อง (คุย) เป็นรายการเชิญแขกมา ชวนกิน ชวนคุยเรื่องราวในหลายๆ ประเด็น แต่ก็แอบมีการเมืองบ้างเล็กน้อยไม่ถึงกับเสียวเท่า “เจาะข่าวตื้น”

สุดท้ายเมื่อมีบางคนเปิดประเด็นเด็ดๆ ขึ้นมา ซึ่งเกี่ยวพันกับ “ตัวพ่อต่างขั้ว” ทางการเมือง เรื่องราวมันจึงอีนุงตุงนังแบบนี้

/////////////////

ขอบคุณภาพจาก

เฟซบุ๊ก เจาะข่าวตื้น

เฟซบุ๊ก  โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

เฟซบุ๊ก John Winyu

“แดงทักษิณ” เหี่ยวหด “ส้มธนาธร” คึกคะนอง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369192?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“แดงทักษิณ” เหี่ยวหด “ส้มธนาธร” คึกคะนอง

19 เมษายน 2562 – 12:30 น.
ปิยบุตร แสงกนกกุล,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,บกปอท
เปิดอ่าน 2,906 ครั้ง

คอลัมน์… ชูธงทวนกระแส โดย… พรานข่าว

ภาพชูสามนิ้วของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่ สน.ปทุมวัน และ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เป็นภาพที่ถูกออกแบบสำหรับการเคลื่อนไหวมวลชนโดยเฉพาะ

อยากรู้ที่มาของ “นักวางแผน” หลังม่านของพรรคอนาคตใหม่เป็นใครบ้าง? ไม่ใช่เรื่องยาก พลิกแฟ้มข่าวเก่า นั่งยานย้อนเวลาไปดูการเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการทหาร หลัง 19 กันยายน 2549 ก็จะสามารถต่อจิ๊กซอว์ได้ครบ

คนส่วนใหญ่มักจดจำว่ากลุ่มต้านเผด็จการทหารมีเฉพาะ “แดงทักษิณ” ในนาม นปก. หรือ นปช.เท่านั้น แต่ลืมไปว่าคนกลุ่มแรกที่ออกหน้ามาท้าชน “คณะรัฐประหาร” เมื่อปี 2549 คือ “เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร”

ปัจจุบันตัวละครที่เป็น “เสนาธิการ” อยู่ข้างหลัง “เครือข่าย 19 กันยาฯ” มากองรวมอยู่ที่พรรคอนาคตใหม่ มีทั้งเป็นคณะกรรมการบริหารพรรคและแนวร่วม

“เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร” เป็นการรวมตัวของนักศึกษา นักกิจกรรม กลุ่มเล็กๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยมีการประชุมและจัดตั้งเครือข่ายขึ้นทันทีหลังจากการรัฐประหารเพียง 1 วัน และออกแถลงการณ์เรียกร้อง รณรงค์ให้ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านด้วยวิธีการต่างๆ

ธนาธร ร่วมกิจกรรมเครือข่าย 19 กันยาฯ

ปลายปี 2549 เมื่อมีกลุ่มต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านต่อต้านรัฐประหารมากขึ้น จึงมีการรวมกลุ่มองค์กรต่างๆ เป็น “องค์กรร่ม” คือ “แนวร่วมประชาชนต่อต้านรัฐประหาร” (นป.ตร.) และเปลี่ยนมาเป็น “แนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการ” (นปก.)

ประมาณเดือนพฤษภาคม 2550 เกิดความขัดแย้งขึ้นในหมู่ผู้ประสานงานและผู้ปฏิบัติงาน เนื่องจากส่วนหนึ่งต้องการที่จะเข้าไปร่วมกับนปก. เพราะเห็นว่ามีพลังมากพอในการโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการ คมช.ได้ แต่คนกลุ่มเล็กๆ ยังเลือกที่จะเคลื่อนไหวในนามเครือข่าย 19 กันยาฯ ต่อไป

จิ๊กซอว์ตัวสำคัญของเครือข่าย 19 กันยาฯ คือ “กลุ่มวารสารฟ้าเดียวกัน” ที่มีทีมงานอาทิ ชัยธวัช ตุลาธน, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และธนาพล อิ๋วสกุล รวมถึงเครือข่ายของผู้อ่านและนักวิชาการต่างๆ

อย่างที่รู้กัน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับ ชัยธวัช ตุลาธน ร่วมก่อการสร้างพรรคอนาคตใหม่ สานต่อเจตนารมณ์ “เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร” ที่ต้องการนำทหารกลับกรมกอง และไม่ให้ทหารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง

“กลุ่มกรรมกรปฏิรูป” ที่มีสหพันธ์แรงงานกระดาษและการพิมพ์แห่งประเทศไทย และสหพันธ์แรงงานอาหารและเครื่องดื่มแห่งประเทศไทย เป็นพลังหนุน โดย สุนทร บุญยอด ผู้นำแรงงานสายสภาองค์กรลูกจ้าง สภาศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย เป็นผู้ประสานงาน

วันนี้ สุนทร บุญยอด เป็นกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ในสัดส่วนเครือข่ายผู้ใช้แรงงาน ซึ่ง สุนทร รู้จัก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตั้งแต่ปี 2542 สมัยที่ธนาธรยังเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ และมักจะเข้าร่วมกิจกรรมการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มแรงงาน

เครือข่าย 19 กันยาฯ บุกบ้านป๋าเปรม 

ต้องบันทึกไว้ว่าทางเครือข่าย 19 กันยาฯ เป็นกลุ่มที่จัดการเดินขบวนเดือนละ 1 ครั้ง ตั้งแต่ปลายปี 2549 โดยใช้การสื่อสารผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัว อีเมล เว็บไซต์ต่างๆ เช่น ประชาไท และฟ้าเดียวกัน

การระดมผู้เข้าร่วมสูงสุดได้ประมาณ 2,000 คน ในโอกาสครบรอบ 6 เดือนการรัฐประหาร เมื่อ 18 มีนาคม 2550 เครือข่ายได้เดินขบวนไปบ้านสี่เสาเทเวศร์ บ้านพักของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี

ในวันที่เดินขบวนไป “บ้านป๋าเปรม” ทั้ง ธนาธร และชัยธวัช ได้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งสำคัญของเครือข่ายด้วย

ท่ามกลางภาวการณ์ “ถดถอย” ของขบวนการคนเสื้อแดง พลพรรคคนรัก “ธนาธร-ปิยบุตร” กำลังคึกคะนอง หลายคนจึงนึกถึงการจุดชนวนต้านเผด็จการของ “ธนาธร” และผองเพื่อนเมื่อปี 2549

ฤากระแสเครือข่าย 19 กันยาฯ จะพัดกลับมาดั่งลมหวน ชวนให้สยดสยองทั้งแผ่นดิน

ปฏิญญาลูกสงขลา “เพื่อนลุงตู่” จับคู่ “ถาวร”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369171?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปฏิญญาลูกสงขลา “เพื่อนลุงตู่” จับคู่ “ถาวร”

19 เมษายน 2562 – 11:30 น.
ถาวร เสนเนียม,พรรคประชาธิปัตย์,พื้นที่จสงขลา,พอพิเศษ สุชาติ จันทรโชติกุล,เสธชาติ,พรรคพลังประชารัฐ,เดชอิศม์ ขาวทอง,ว่าที่ สส,พลตตสุรินทร์ ปาลาเร่,นายก อบจสงขลา,เลือกตั้ง,ผลคะแนน,ผลการเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562
เปิดอ่าน 3,644 ครั้ง

วันก่อน “ถาวร เสนเนียม” นัดว่าที่ ส.ส.สงขลา 8 เขต จาก 3 พรรคการเมืองมานั่งคุยกัน นัยว่าในนาม “ลูกสงขลา” ทั้ง 8 เขต พร้อมจับมือเพื่อสงขลา หมดเวลาทะเลาะกันแล้ว

*****************

         สนามเลือกตั้งสงขลาเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เหลือ 3 ที่นั่ง จาก 8 เขตเลือกตั้ง แต่ในวิกฤติก็เป็นโอกาส วันก่อน “ถาวร เสนเนียม” นัดว่าที่ ส.ส.สงขลา 8 เขต จาก 3 พรรคการเมืองมานั่งคุยกัน ประกอบด้วย เขต 1 วันชัย ปริญญาศิริ (พปชร.) เขต 2 ศาสตรา ศรีปาน (พปชร.)  เขต 3 พยม พรหมเพชร (พปชร.) เขต 4 ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี (พปชร.) เขต 5 เดชอิศม์ ขาวทอง (ปชป.)  เขต 6 ถาวร เสนเนียม (ปชป.) เขต 7 ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ (ภท.) เขต 8 สุรินทร์ ปาลาเร่ (ปชป.)

ถาวร เสนเนียม กับ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล รวมกลุ่มลูกสงขลา

นัยว่าในนาม “ลูกสงขลา” ทั้ง 8 เขต พร้อมจับมือเพื่อสงขลาบ้านเรา หมดเวลาทะเลาะกัน ลดความขัดแย้ง เป็นต้นแบบในการทำการเมืองยุคใหม่เพื่อประชาชน โดยจะลงมือแก้ปัญหาน้ำเสียเป็นวาระแรก 

          ในภาพถ่ายว่าที่ ส.ส.สงขลา 8 เขต มีอยู่คนหนึ่งที่ไม่ได้เป็นผู้แทนฯ คือ “เสธ.ชาติ” พ.อ.(พิเศษ) สุชาติ จันทรโชติกุล แม่ทัพใต้ของพลังประชารัฐ และเป็นเพื่อนรักของ “ลุงตู่”

“นายกชาย” ค่ายถาวร?

มีข้อน่าสังเกต ผู้สมัคร ส.ส.พรรค ปชป. 3 คน ที่ฝ่ากระแส “ไม่เอาพรรคเก่าแก่” เข้ามาได้ เป็นคนที่ใกล้ชิดสนิทสนมกัน ไม่ว่าจะเป็น ถาวร เสนเนียม, เดชอิศม์ ขาวทอง และ พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่

สำหรับ “นายกชาย” เดชอิศม์ ขาวทอง ว่าที่ส.ส.เขต 5 (อ.สิงหนคร อ.ควนเนียง อ.บางกล่ำ และ อ.รัตภูมิ) คนรัตภูมิ และอดีต นายก อบจ.สงขลา ครั้งหนึ่งเคยเป็นหัวคะแนนของถาวรมาก่อน สมัยที่ใช้ชื่อ วรวิทย์ ขาวทอง เคยลงสมัคร ส.ส.ในสีเสื้อไทยรักไทย แต่พ่าย ประพร เอกอุรุ ค่าย ปชป.ในเขต 5

เดชอิศม์ ขาวทอง

เมื่อหลายปีก่อน ประพร เอกอุรุ เสียชีวิต ถาวรจึงประกาศหนุน “นายกชาย” ลงสมัคร ส.ส.เขต 5 ตอนแรกมีข่าว นิพนธ์ บุญญามณี จะดันลูกชายลงเขต 5 เหมือนกัน แต่เปลี่ยนใจพาลูกชายไปลงเขต 1 แทน

แม้คนภายนอกมองว่า “นายกชาย” เป็นคนของถาวร แต่จริงๆ แล้ว เขายึดคติที่ว่า “ไม่มีพรรค มีแต่พวก และเพื่อน” จึงได้รับการยอมรับจากทุกขั้วใน ปชป.

สัญญาใจ “สุรินทร์–อนุมัติ” 

อีกเขตหนึ่งคือ “พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่” ว่าที่ ส.ส.เขต 8 ที่เหลือรอดจากสึนามิการเมือง ก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับคอนเนกชั่นในคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

“พล.ต.ต.สุรินทร์” คนจะนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา เคยร่วมกับ นพ.แวมาฮาดี แวดาโอะ จัดตั้งกลุ่มสัจจานุภาพ และเข้าสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน ลงสมัครรับเลือกตั้งปี 2550 แต่ พล.ต.สุรินทร์ ไม่ได้รับการเลือกตั้ง

พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่

ปี 2554 พรรค ปชป.เลือก พล.ต.ต.สุรินทร์ ลงสมัครรับเลือกตั้งที่เขต 8 สงขลา แข่งกับ อัศวิน สุวิทย์ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นน้องชายของนาราชา สุวิทย์ อดีตส.ส.สงขลา ค่าย ปชป. เที่ยวนี้ พล.ต.ต.สุรินทร์ ได้รับเลือกตั้ง

อนุมัติ อาหมัด

ลึกๆ อนุมัติ อาหมัด อดีต สนช. ที่รับบทแม่ทัพพลังประชารัฐ 3 จังหวัดชายแดนใต้ มีสัญญาใจกับ พล.ต.ต.สุรินทร์ ว่าจะไม่ขอช่วยผู้สมัครส.ส.พลังประชารัฐ เขต 8 เนื่องจากทั้งคู่เคยทำงานร่วมกันในคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

พล.ต.สุรินทร์ เป็นเลขาธิการ ส่วนอนุมัติเป็นรองเลขาธิการ..เรียกว่าคอนเนกชั่นแน่นปึ้ก

“เสธ.ชาติ” ผงาดจริงหรือ?

สมัยที่ พ.อ.(พิเศษ) สุชาติ จันทรโชติกุล มีชื่อเป็นผู้ก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ ดูผู้คนจะไม่ให้ความสนใจมากนัก แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 12 กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

พลันที่มีการประกาศผลการเลือกตั้งส.ส.สงขลาเบื้องต้น ได้สร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมาก เมื่อทีม “ผู้การชาติ” เข้าป้ายมา 4 คน ได้แก่เขต 1 วันชัย ปริญญาศิริ อดีตประธานสภา อบจ.สงขลา เขต 2 “ครูกอล์ฟ” ศาสตรา ศรีปาน เขต 3 “ครูยม” พยม พรหมเพชร อดีต ส.จ.สงขลา และเขต 4 ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี คนทำงานกับชาวบ้านในพื้นที่คาบสมุทรสะทิงพระมายาวนาน

พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล

หลังเลือกตั้ง “ผู้การชาติ” ให้สัมภาษณ์สื่อบางสำนัก ดันเผลอไปเอ่ยชื่อ “ลุงป้อม” ทำนองน้อยใจนิดๆ ที่ลุงป้อมแกไม่เชื่อในฝีมือ เลยไม่ส่งการช่วยเหลือมาให้อีกในโค้งสุดท้าย ไม่งั้นคงกวาดได้อีกหลายที่นั่ง

บังเอิญ “อนุมัติ อาหมัด” นักธุรกิจพลังงาน ที่ประกาศลาออกจากสนช. ก่อนเลือกตั้ง 1 เดือน เพื่อลงมาเป็นแม่ทัพเลือกตั้งชายแดนภาคใต้ ก็ได้ชื่อว่าเป็นสายตรง “บ้านป่ารอยต่อฯ” จึงทำให้ “ผู้การชาติ” อาจรู้สึกหงุดหงิดหัวใจ

น่าจับตาบทบาทของสองแม่ทัพใต้ “ผู้การชาติ” กับ “อนุมัติ” และจอมเก๋าเกม..ถาวร เสนเนียม 

ปาฏิหาริย์มีจริง….?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369199?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปาฏิหาริย์มีจริง….?

19 เมษายน 2562 – 11:00 น.
รศดรเจษฎ์ โทณวณิก,ปาฏิหาริย์มีจริง,สมชัย ศรีสุทธิยากร,วิษณุ เครืองาม
เปิดอ่าน 3,164 ครั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

ยามนี้เเละยามหน้านั้นต้องรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคำร้องของกกต.ในเรื่องที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงมีพึงได้ตามมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 128 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 หรือไม่….

หลังจากที่มีกระเเสข่าวว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคณะเล็กเสียงเเตกว่า รับหรือไม่รับไว้วินิจฉัย เเละเมื่อไม่ชัดเเจ้งในชั้นต้น  ก็ต้องรอที่ประชุมใหญ่ศาลรัฐธรรมนูญกลางสัปดาห์หน้าว่าจะดำเนินการเช่นใด…

“รศ.ดร.เจษฎ์ โทณวณิก” อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีนี้ว่า ในการที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาว่าจะรับเรื่องหรือไม่นั้น ต้องมาดูกันว่ามีประเด็นอย่างน้อย 1 ใน 2 ประเด็นหรือไม่ โดยประเด็นที่ 1 คือกฎหมายในลำดับรอง หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมีความขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ 2.ในการปฏิบัติหน้าที่หรือการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ มีอะไรที่องค์กรอิสระไม่เข้าใจ หรือคิดว่าเป็นประเด็นปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
แต่ถ้าหากถามถึงเรื่องของการคำนวณสูตรส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ น่าจะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเกิดความลำบากใจ เนื่องจากว่าไม่เข้าข่ายใน 2 ประเด็นดังกล่าว ซึ่งคิดว่าเรื่องนี้น่าจะพอเข้าข่ายในประเด็นที่ 2 แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรายละเอียดที่ทาง กกต.ได้ถามไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยกกต.จะต้องชี้แจงให้ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า กกต.ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้อย่างไร และที่สำคัญคือตามมาตรา 128 วรรคท้าย ได้ระบุเอาไว้ว่า ในการคำนวณตามอนุ 1 ถึงอนุ 8 ของมาตรา 128 จะต้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ดำเนินการ”

เมื่อมองในสิ่งที่ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีเดียวกันไว้ว่า “ถ้าศาลไม่รับเรื่อง กกต.ต้องชี้แจงรายละเอียดเอง ถ้าชี้แจงแล้วมีใครไม่เห็นด้วยก็ต้องไปร้องต่อศาล เรื่องนี้ต้องรอดูว่าศาลจะว่าอย่างไร ถ้ารับเรื่องเอาไว้ก็หมดเรื่อง เมื่อรับแล้วจะพิจารณาช้าหรือเร็วต้องว่ากันไป ซึ่งตนคิดว่าศาลต้องเร่งทำให้เสร็จก่อนวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ ตามที่กกต.ระบุว่าต้องจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับตั้งแต่วันที่กฎหมายเลือกตั้งมีผลใช้บังคับ ทั้งนี้เห็นว่ากกต.ควรถามเรื่องกรอบเวลาการรับรองผลไปในคราวเดียวกันด้วยว่าจะเป็น 150 วัน หลังกฎหมายเลือกตั้งมีผลใช้บังคับ หรือภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามสำหรับการพิจารณาใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง เป็นเรื่องส.ส.เขต ไม่เกี่ยวกับส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ กกต.สามารถทำควบคู่ไปได้ แต่ถ้าศาลมีคำวินิจฉัยแล้วยังมาติดเรื่องใบเหลือง ใบแดง อย่างนั้นถือเป็นความบกพร่องของ กกต.”
สิ่งที่ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ากกต.ประกาศรับรอง ส.ส.ไม่ทันในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ จะทำให้เกิดเดดล็อกขึ้นหรือไม่ วิษณุกล่าวว่า “ไม่ทราบ ผมไม่รู้ ไว้ถึงเวลาค่อยบอกค่อยคิดกันต่อ”
รวมทั้งมุมคิดของ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีตกรรมการการเลือกตั้ง โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กล่าสุดว่า “กกต.ต้องมีแผนสำรอง การฝากความหวังให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกี่ยวกับการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ อาจต้องมีแผนสำรองไว้ด้วย เพราะกว่า ที่ประชุมใหญ่ของศาลจะพิจารณาว่ารับหรือไม่รับ ก็ย่างเข้าไป 24 เมษายน 2562 หากรับศาลอาจต้องใช้เวลาพิจารณาอีก 2 สัปดาห์ ก็เข้าใกล้เส้นตายที่ต้องประกาศคือ 9 พฤษภาคม เข้าทุกที และหากมีคำพิพากษาแบบกว้างๆ แบบให้ไปดำเนินการเองโดยไม่ผิดรัฐธรรมนูญ นั่นแปลว่าบทเล่นทั้งหมดจะกลับไปอยู่ที่ กกต. ฝรั่งบอกว่ามีแพลน เอ ต้องมีแพลน บี นั่นแปลว่าต้องมีทางสำรองที่สองรอไว้หากแผนแรกติดขัด ส่วนใหญ่แผนหนึ่งจะเป็นแผนรุกและแผนสองคือแผนถอย แต่ต้องเป็นการถอยที่ตนเองไม่บาดเจ็บ ไพร่พลไม่ล้มตาย เรียกว่าถอยอย่างมียุทธศาสตร์ไม่ใช่ถอยกรูดแบบหมดรูป คงต้องรอดูและให้กำลังใจ กกต.ว่าจะมีแผนสองอย่างไรครับ”
พินิจสิ่งที่ รศ.ดร.เจษฏ์ มองไว้นั้น อาจจะเป็นมุมบวกที่ใครบางคนน่าจะพอใจบ้าง
เเต่งานที่ทำให้ใครหลายคนใจหายใจคว่ำหายใจไม่ทั่วท้องเพราะคำตอบในวรรคท้ายที่เนติบริกรกล่าวไว้นั้น คือคำตอบที่คนการเมืองหายใจไม่ท้องว่า มันจะออกหัวหรือก้อย เพราะต้นเดือนเมษายน กกต.ให้ข้อมูลกับสังคมว่า 27 พรรคการเมืองจะมีส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เเต่สูตรที่นักวิชาการคำนวณกันนั้นมีสิบกว่าพรรคที่จะรับโอกาสนี้ มันก็ขัดกันเองว่าจะเลือกเเบบใด เเละหากมันเป็นไปตามสิ่งที่เนติบริกรระบุไว้ว่า”…ถ้าศาลไม่รับเรื่อง กกต.ต้องชี้แจงรายละเอียดเอง ถ้าชี้แจงแล้วมีใครไม่เห็นด้วยก็ต้องไปร้องต่อศาล..” เเบบนี้มันร้องเรียนกันยุ่งขิงเป็นลิงเเก้เเหเเน่นอน
เมื่อบวกกับความเห็นของ “สมชัย” ซึ่งเป็นอดีตกกต.นั้นเกี่ยวกับแพลน เอ แพลน บี ที่มันโยงใยกันเเบบตัดสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกไปมิได้
เมื่อผนวกกับสิ่งที่ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” คีย์เเมนพลังประชารัฐที่กระตุ้นกกต.ให้เร่งเเจกใบสารพัดสี เพราะเหลือเวลาตามไทม์ไลน์ในการเลือกตั้งซ่อมเเค่วันที่ 28 เมษายนนั้น เนื่องจากขั้นตอนการปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดเลือกตั้งซ่อมนั้น เร็วที่สุดคือหนึ่งสัปดาห์ เเต่เมื่อไล่เรียงปฏิทินเเล้วมันหมิ่นเหม่ยิ่งนัก….ที่จะจัดการได้ทันเวลา

สี่คนที่พูดเรื่องนี้ เเม้ประเด็นจะเเตกต่างกันบ้างเเต่องค์ประกอบหลักมันอยู่ที่เเนวทางของกกต.ว่าจะเดินทางใด  เเต่ความจริงที่สังคมรับรู้ยามนี้คือคล้ายว่า กกต.ก็ไร้ทิศทางเช่นกัน เนื่องจากกกต.ยอมรับเองว่าไม่มีสูตรใดๆ ไว้ในใจในการคำนวณส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์คราวนี้ สามอดีต กกต.คือ “โคทม อารียา, สมชัย จึงประเสริฐ, สมชัย ศรีสุทธิยากร” ไม่เห็นด้วยกับสูตรคำนวณสส.ปาร์ตี้ลิสต์ของกกต.ปัจจุบัน ประเด็นหลักคือ พรรคคะแนนต่ำกว่า 7.1 หมื่นเเต้มไม่ควรได้ ส.ส.หากกกต.เคาะมาในมุมตรงข้ามกับอดีตสามเสือกกต. ขั้วหนุนลุงตู่ย่อมชื่นใจ เเต่ฝ่ายที่เสียเปรียบคือขั้วต้านลุงตู่น่าจะร้องเรียนศาลโดยอ้างวิธีคิดของนักวิชาการบางเเขนงเเละอิงอดีต 3 กกต.

เเละการที่ยังไม่มีเเววเคาะใบสารพัดสีออกมา เวลาราวๆ ยี่สิบวันเศษนั้น คนการเมืองหลายชีวิตบอกว่า “กรรมการเข้ามาตัดสินเหมือนไม่รู้กติกา เเบบนี้จะชี้ชัดได้อย่างไร….”

จับยามสามตาเเล้วนั้นคล้ายว่า กกต.อยู่ในภาวะมืดมนยิ่งที่จะพบกับเเสงสว่างปลายอุโมงค์ เพราะไม่ว่าเจ็ดเสือกกต.จะเคาะไปในเเนวทางใดย่อมมีข้อร้องเรียนที่ผูกพันยาวๆ ไปกับเส้นตายประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้
เกมการเมืองก็ยิ่งลากยาวไปเรื่อยๆ เเววการเดินเข้ารัฐสภาของห้าร้อยว่าที่ส.ส.ก็คงจะริบรี่ลงไปเรื่อยๆ
เว้นเพียงว่า…ปาฏิหาริย์จะมีจริง?

ใครจะจ้าง สำนักทนายโจร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369190?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใครจะจ้าง สำนักทนายโจร

19 เมษายน 2562 – 11:00 น.
ออฟเรคคอร์ด,กลต,ตลาดหลักทรัพย์,อภิชาติ จันทร์สกุลพร,เสี่ยเปี๋ยง
เปิดอ่าน 5,821 ครั้ง

คอลัมน์…  ออฟเรคคอร์ด ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 

สะเทือนลั่นทุ่ง เมื่อก.ล.ต.เงื้อดาบฟัน เสี่ยเปี๋ยง อภิชาติ จันทร์สกุลพร แอนด์เดอะแก๊งค์ (รวม 8 ราย) โทษฐานนำเงินที่ได้จากทุจริตระบายข้าวจีทูจี มาฟอกในตลาดหุ้นผ่าน อาดามัส อินคอร์ปอเรชั่น หรือ ADAM

ก.ล.ต.ตรวจสอบแล้วเชื่อได้ว่า ADAM ใช้เงิน 800 ล้าน ซื้อ กีธา พร็อพเพอร์ตี้ ที่เปลี่ยนชื่อจาก บริษัท สิราลัย จำกัด จำเลยที่ 20 ในคดีจีทูจี และมีจำเลยที่ 21 บงกร(ธันยพร) จันทร์สกุลพร ถือหุ้นนั้น เป็น เงินดำ ที่นำมา ฟอกขาว จึงต้องส่งให้ดีเอสไอเอาผิด

ฉากหลังของขบวนการฟอกขาว พบว่า ผู้ถูกกล่าวโทษอย่างน้อย 2 ราย เป็นเครือข่ายเดียวกับ นักกฎหมายสายดาร์ก หรือ สำนักทนายโจร ที่เคยฝากวีรกรรมฉาวไว้หลายเรื่อง โดยเฉพาะการกินรวบหุ้นพลังงานทางเลือกยักษ์ใหญ่

คนในสำนักทนายโจร นำโดย 3 เพื่อนนักเรียนขาสั้นจากโรงเรียนชื่อดังย่านตลาดกลางดอกไม้ และยังเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับอดีตนักการเมืองใหญ่แห่งอีสาน จึงไม่เกรงกลัวใคร

กรณีของ ADAM โกงกันเป็นทีม ร่วมด้วยช่วยกันโกง คนหนี่งไปเป็นกรรมการ อีกคนหนึ่งถือ Proxy ไปโหวต จ้างเซียนหุ้นไปเป็นนอมินีในบริษัทกระดาษ เรียกว่า แบ่งกันทำ แบ่งกันโกงชัดเจน

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ “พ่อค้าเป็ด-พ่อค้าไก่รายใหญ่” “พ่อค้าน้ำเมา”คุณหมอนักปั่น ก็ใช้บริการสำนักทนายโจรแห่งนี้

แต่จากนี้ต่อไปใครที่คิดจะใช้บริการ คงต้องคิดให้รอบคอบ มิฉะนั้นอาจติดบ่วงกรรมเหมือน ADAM

ส่วนตลาดหุ้น และ ก.ล.ต. ควรจะขึ้นแบล็กลิสต์ สำนักทนายโจร แห่งนี้ อย่าปล่อยให้ลอยนวลใช้ตลาดหุ้นมาเป็นเครื่องมือฟอกเงินอีกต่อไป

โยกย้ายนายตำรวจระดับสูงกับการปฏิรูปตำรวจ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369191?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โยกย้ายนายตำรวจระดับสูงกับการปฏิรูปตำรวจ

19 เมษายน 2562 – 10:35 น.
โยกย้าย,นายตำรวจระดับสูง,ปฏิรูปตำรวจ
เปิดอ่าน 3,257 ครั้ง

รายงาน… 

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาข่าวหนึ่งที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากแวดวงตำรวจและสังคมคงเป็นเรื่องการโยกย้ายนายตำรวจระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เหตุผลที่สังคมให้ความสนใจเป็นพิเศษคงเป็นเพราะการที่นายตำรวจคนดังกล่าวถูกพาดพิงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจในช่วงระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา

การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในช่วงระยะเวลาดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่าเป็นการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางที่เรียกว่าระบบ รวมศูนย์อำนาจ (Centralization)

ในขณะที่ข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจในอดีตที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจชุดล่าสุดที่เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจไปก็ได้มีข้อเสนอให้ระบบการบริหารงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรเป็นไปในลักษณะ การกระจายอำนาจ (Decentralization) เพื่อประสิทธิภาพในการจัดการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในระดับพื้นที่

หากพิจารณาถึงหลักการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management) ได้ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจ ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งการตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลการทำงานของภาครัฐ ให้มีความโปร่งใส สอดคล้องและเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล

ดังจะเห็นได้จากประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้ใช้ระบบการบริหารงานตำรวจแบบการกระจายอำนาจ (Decentralization) เพราะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ และระดับผู้บริหาร รวมทั้งมีการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง ต่างพบว่าระบบการบริหารงานดังกล่าว ส่งผลต่อความสำเร็จในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมในระดับชุมชน ดังที่ทราบกันดีกว่าปัญหาของชุมชน สมาชิกในชุมชนย่อมรับรู้ เข้าใจ และตระหนักถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ดีกว่าคนที่ทำงานในพื้นที่ส่วนกลาง

ประเทศญี่ปุ่นเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของประเทศในเอเชียที่มิได้ใช้ระบบการบริหารงานตำรวจแบบรวมศูนย์อำนาจ (Centralization) แต่เป็นไปในลักษณะแบบผสมผสานโดยมีคณะกรรมการรักษาความปลอดภัยสาธารณะระดับชาติ (National Public Safety Commission: NPSC) ที่ทำหน้าที่คอยกำกับ ติดตาม ประเมินผลการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (National Police Agency: NPA) รวมทั้งมาตรฐานการทำงานของตำรวจทั้งในด้านการฝึกอบรม การพัฒนาเทคโนโลยี วัสดุ อุปกรณ์ในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในประเทศ

ส่วนอำนาจการบังคับบัญชาตำรวจในระดับพื้นที่ยังเป็นของหน่วยงานตำรวจในพื้นที่นั้นๆ ภายใต้คณะกรรมการรักษาความปลอดภัยในระดับจังหวัด (Prefectural Public Safety Commission)

ตำรวจในประเทศญี่ปุ่นจึงไม่โยกย้ายบ่อยครั้งและไม่ข้ามพื้นที่ เนื่องจากการให้ความสำคัญกับการจัดการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในชุมชน การรับแจ้งเบาะแสข้อมูลอาชญากรรมโดยสมาชิกในชุมชนผ่านเครือข่ายตู้ยามตำรวจชุมชน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมในระดับพื้นที่
เป็นที่น่าสนใจว่าในประเทศญี่ปุ่นสถิติการเกิดอาชญากรรมร้ายแรง เช่น คดีฆ่า พยายามฆ่า เกิดขึ้นน้อยกว่าประเทศไทยประมาณเกือบ 5 เท่า ในขณะที่สัดส่วนของตำรวจต่อประชากรของประเทศญี่ปุ่นแทบไม่แตกต่างกันเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยถึงแม้ว่าประชากรญี่ปุ่นจะมากกว่าประชากรของประเทศไทยประมาณ 2 เท่า

หากพิจารณาแนวคิดตำรวจสมัยใหม่ (Modern policing) ที่ได้กล่าวถึงระบบงานของตำรวจ ได้มีแนวคิดที่ว่างานของตำรวจจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีเมื่อได้รับความร่วมมือและได้รับการสนับสนุน ช่วยเหลือจากภาคประชาชน ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในการทำงานของตำรวจ กล่าวคือยิ่งประชาชนมีความไว้เนื้อเชื่อใจตำรวจมากเพียงใด สังคมนั้นก็จะมีความสงบสุข เรียบร้อยมากยิ่งขึ้น

ในทางกลับกันหากประชาชนและตำรวจมีความขัดแย้งกันมากขึ้น สังคมนั้นก็จะยิ่งเกิดความวุ่นวาย ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย

นอกจากนี้แนวคิดตำรวจสมัยใหม่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาความเป็นมืออาชีพ (Professionalization) การพัฒนาระบบการฝึกอบรม คุณธรรม จริยธรรมในวิชาชีพตำรวจ นวัตกรรมในการป้องกัน แก้ไขปัญหาอาชญากรรมทั้งอาชญากรรมข้างถนน (Street crime) เช่น ลัก วิ่ง ชิง ปล้น ไปจนกระทั่งอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (Cyber crime) ซึ่งสามารถก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงและระบบเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมหาศาล

จากการศึกษาวิจัยระบบงานตำรวจมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก พบว่าความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มาจากอำนาจที่ถูกกระจายลงไปในระดับพื้นที่ ทั้งในเชิงการบริหารงาน การจัดสรรงบประมาณ การพัฒนาความเป็นมืออาชีพ การตรวจสอบการทำงานของตำรวจ รวมทั้งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ซึ่งส่งผลต่อความสำเร็จในด้านการป้องกัน แก้ไขปัญหาอาชญากรรม การพัฒนาความร่วมมือระหว่างสมาชิกในชุมชนกับตำรวจในระดับพื้นที่ ฯลฯ

แต่อย่างไรก็ตามดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น แนวคิดการรวมศูนย์อำนาจของการบริหารงานตำรวจไว้ที่ส่วนกลาง โดยเฉพาะในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจในช่วงที่ผ่านมา อาจมีเหตุผลสนับสนุนจากผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องในหลายประการ

แต่หากพิจารณาถึงสถิติการเกิดอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในระดับพื้นที่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กลับสะท้อนให้เห็นว่าอำนาจที่รวมศูนย์ที่ส่วนกลางดูเหมือนว่ามิได้ทำให้อาชญากรรมในระดับพื้นที่ลดน้อยลงแต่อย่างใด

ในทางกลับกันความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน (Fear of crime) ดูเหมือนจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะผลจากการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจแบบข้ามสายงาน และข้ามพื้นที่โดยปราศจากหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน หรือการแก้ไขคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายโดยปราศจากเหตุผลและคำอธิบาย ซึ่งมิได้สอดคล้องกับแนวคิดตำรวจสมัยใหม่และไม่สอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจในทุกชุดที่ผ่านมา

ดังนั้นคงอาจจะกล่าวได้ว่าการปฏิรูปตำรวจในมิติของการบริหารงานตำรวจแบบรวมศูนย์อำนาจในปัจจุบันนอกจากจะไม่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในระดับชุมชน ไม่สอดคล้อง และเป็นไปตามมาตรฐานสากล ทำลายขวัญ กำลังใจข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่แต่ยังทำให้นึกถึงคำมั่นสัญญาเรื่องการปฏิรูปตำรวจซึ่งมักจะเกิดขึ้นทุกครั้งหลังจากการรัฐประหาร แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และก็คงจะเงียบหายไปเฉกเช่นอดีตที่ผ่านมา

ประเด็นสำคัญคงมิได้อยู่ที่แนวคิด หรือองค์ความรู้ที่จะทำ แต่สิ่งสำคัญคงอยู่ที่ความจริงใจในการลงมือทำ

-รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล-
ผู้ช่วยอธิการบดีและประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต
อดีตอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตำรวจ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)