เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกเลือกตั้ง ฤา “แม่หน่อย” จะถูกเท?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368123?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกเลือกตั้ง ฤา “แม่หน่อย” จะถูกเท?

6 เมษายน 2562 – 10:11 น.
คุณหญิงสุดารัตน์,คุณหญิงหน่อย,พรรคเพื่อไทย,เลือกตั้ง 2562,ผลเลือกตั้ง,คะแนนเลือกตั้ง,คสช,ลุงตู่,ทักษิณ,พรรคไทยรักษาชาติ,ดรชัชชาติ,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 26,775 ครั้ง

ผลคะแนนของเควสนี้ แม้จะยังไม่มีคำตอบเป็นทางการ แต่ก็มีคำตอบในใจเรา ส่วนถ้าจะถามว่า นี่จะเป็นเควสสุดท้ายของคุณหญิงหน่อยหรือไม่ ก็น่าคิด!

**********

22 มีนาคม 2535 คือวันตัดสายสะดือทางการเมืองของผู้หญิงชื่อ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ครั้งแรกในชีวิต

ผ่านร้อนหนาวแห่งหน้าประวัติศาสตร์ ผ่านด่านชัย มีพักบ้าง หยุดตั้งหลักบ้าง แต่ก็กลับมาเดินหน้าจนถึงเควสล่าสุด นั่นคือด่านการเลือกตั้งใหญ่ ปี พ.ศ. 2562

วันนี้ ประเมินผลคะแนนของเควสนี้ แม้จะยังไม่มีคำตอบเป็นทางการ แต่ก็มีคำตอบในใจเรา ส่วนถ้าจะถามว่า นี่จะเป็นเควสสุดท้ายของคุณหญิงหน่อยหรือไม่ ก็ไม่น่าใช่ !

ภารกิจสกัดลุง

ด่านการเลือกตั้งใหญ่ปี 2562 หลัง คสช.ใช้มาตรา 44 คลายล็อกการเมืองวันที่ 14 กันยายน 2561 บรรดานักเลือกตั้งที่จดจ้องรอคอยก็ลุยทันที ฟากคุณหญิงสุดารัตน์ ก็เริ่มภารกิจเคลื่อนไหวในหลายพื้นที่แบบอุ่นเครื่องก่อนหาเสียงจริงมาตลอดอยู่แล้ว

จนวันที่ 28 ตุลาคม 2561 คุณหญิงหน่อยได้รับดาบเป็นถึง “ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค” และยังเป็นหนึ่งใน “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” ของพรรคเพื่อไทย นอกเหนือจาก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ ชัยเกษม นิติสิริ

จากนั้นเมื่อมีพระราชกฤษฏีกาเลือกตั้งราวปลายเดือนมกราคม 2562 การหาเสียงก็ร้อนแรงขึ้น ต่างฝ่ายต่างสาดกระสุนดินดำไม่ยั้ง คุณหญิงหน่อยเดินหน้านำทัพสู้ศึกด้วยไอเทมหรืออาวุธที่ยังครบเครื่อง !

ไม่ว่าจะเป็นตัวตนของตัวเองที่ต้องบอกว่าระดับ “แม่” หรือพลพรรคที่แข็งแกร่งอย่าง “ชัชชาติ-ชัดช่า” ขวัญใจคนรุ่นใหม่ เวลานั้นซือเจ๊นำทีมหาเสียงชนิดทนแดด !

เธอปรากฏตัวแทบทุกเวทีดีเบต พร้อมจุดยืนของพรรคชัดเจนที่ต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช. ให้คนที่รู้ว่าใครกลับมานั่งนายกฯ อีกครั้ง รวมไปถึงนโยบายปากท้องอันเป็นหัวใจเดิมของพรรคตั้งแต่ก่อตั้งในร่างของไทยรักไทย

แห้ว ส.ส.ครั้งแรก

รู้กันดีว่า นี่คือการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่ชีวิตการเมืองของ “แม่หน่อย” เขยิบจ่อเก้าอี้ “นายกฯ หญิง” มากที่สุด

          แต่ระบบเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” เป็นอะไรที่ส่งผลต่อเก้าอี้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และส่งผลต่อไปยังเก้าอี้นายกฯ ไปด้วย

เพราะหาเสียงจนรากเลือดยังไง เมื่อเลือกตั้งออกมาคะแนนที่คนเทไปให้ ดีดลูกคิดแล้วไม่เหลือ ส.ส.บัญชีรายชื่อสักคน

เรื่องนี้มีคนคำนวณล่วงหน้าไว้ก่อนแล้วเพียบ ดังนั้น เกมแยกสาขาพรรค แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ย่อยก็มา

           แต่ระหว่างที่ฝันกำลังทำงาน ปรากฏว่าพรรคไทยรักษาชาติเจออภินิหารรอบดึก 8 กุมภา เกมนี้ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ทษช.ถูกยุบ ต้นทุนพรรคเพื่อไทยหดหาย

เม้าท์กันทั่วว่าหญิงหน่อยร้องไห้ขี้มูกโป่ง แต่ภาพที่เห็นคือเธอยังคงเดินหน้าหาเสียง ไปถึงไหนก็รัวกลยุทธ์ “เลือกเพื่อไทยให้หมดยกจังหวัด!!” วงเล็บ “เก้าอี้นายกฯ ค่อยว่าอีกที”

จากนั้นก็พูดดักทางไว้ตลอดว่า กติกาและประเพณีปฏิบัติคือพรรคอันดับหนึ่งควรได้สิทธิเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลก่อนนะจ๊ะ !

          ที่สุดอย่างที่รู้กัน คะแนนเลือกตั้งแบบไม่เป็นทางการ แม้เพื่อไทยจะมาวิน หรือต่างฝ่ายต่างคำนวณเข้าข้างตัวเองจนสูสีคู่คี่กับ “พรรคพลังประชารัฐ” ที่สุดก็เหลือ 2 พรรค 2 ขั้วที่ชิงจัดตั้งรัฐบาล

เหมือนจะยังไหว แต่ถ้ามองดีๆ หากการเลือกตั้งรอบนี้ค่ายประชาธิปัตย์ได้ชื่อว่าต่ำร้อยครั้งแรก พรรคเพื่อไทยเองก็ต่ำสองร้อยครั้งแรกเหมือนกัน และคุณหญิงหน่อยก็ได้ชื่อว่าเป็น ส.ส.สอบตกครั้งแรกในชีวิต !

ขอเวลาตั้งตัว

ไม่น่าจะผิด ที่พรรคเพื่อไทยรณรงค์แข็งขันว่า “นายกฯ ต้องเป็น ส.ส.” ตามหลักประชาธิปไตย

แต่วันนี้เกมเปลี่ยน พอหลังเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยแถลงร่วมกับพรรคฝ่ายประชาธิปไตย 6 พรรค ยืนยันจุดยืนหยุดสืบทอดอำนาจเผด็จการ สร้างรัฐบาลประชาธิปไตย

คุณหญิงหน่อยมิได้ระบุจากปากว่าจะขอเสนอตัวเป็นนายกฯ หาก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ หนึ่งในแนวร่วม ออกมาพูดแทนว่าจะหนุน เพราะกติกาเลือกตั้งทำให้เธอไม่ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่คุณหญิงได้แสดงเจตจำนงแล้วว่าต้องการเข้ามาในระบบ

จะว่าไปก็ดูอิหลักอิเหลื่อ ไม่เหมือนที่คุยกันไว้ และบางทีอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมจากนั้นคุณหญิงดูเงียบๆ ไป หลังจากโต้คารมมัธยมศึกษาเรื่องเลขคณิต (กกต.) คิดยังไง? ผ่านทางเฟซบุ๊กอยู่สองสามวัน

           จนกระทั่งต้นเดือนเมษา มามีข่าวร้อนว่า ประกาศิตปรับแผนให้ “ชัยเกษม นิติสิริ” หนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย สลับมาชิงนายกฯ แทนแม่หน่อย เม้าท์กันว่าเพราะทำผลงานไม่เข้าตานาย

เท่านั้นแหละ ต่อให้ชัยเกษมออกมาปฏิเสธ แต่งานนี้แม่หน่อยขอไปตั้งหลักดีกว่า เราจึงได้เห็นเธอโพสต์เฟซบุ๊กว่าได้กลับบ้านที่โคราช เพื่อทำบุญสงกรานต์ และอุทิศบุญกุศลให้แก่บรรพบุรุษ พร้อมลงท้ายว่า “เกิดเป็นคนต้องมีความกตัญญูรู้คุณเป็นสำคัญ”

          ก็ไม่รู้มีนัยอะไรหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ 27 ปีทางการเมือง เจอมาจนรู้ว่าจะดราม่าไปไยทำไมมี รุ่งขึ้นอีกวันก็ไปโผล่แท็กทีมลุยป่ากับว่าที่ ส.ส.เชียงใหม่ ที่ดอยหลวงเชียงดาวที่กำลังเจอไฟป่าแล้ว

ส่วนการเมืองใครจะโหมไฟอะไรก็โหมไปก่อนแล้วกัน รอดูวันที่ 9 พฤษภาคม อีกทีดีกว่า

/////////

ภากจากเฟซบุ๊ก คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

วิบากแห่งอดีต “พ่อของฟ้า” ในกรงกรรม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368119?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิบากแห่งอดีต “พ่อของฟ้า” ในกรงกรรม

6 เมษายน 2562 – 09:44 น.
ธนาธร,ปิยบุตร แสงกนกกุล,พรรคอนาคตใหม่,ม112,ฟ้าเดียวกัน,กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง,รังสิมันต์ โรม
เปิดอ่าน 9,290 ครั้ง

ชะตากรรมของธนาธร ย่อมขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กกต. และนอกจากเรื่องโอนหุ้น ก็ตามมาด้วยเรื่องคดีพาผู้ต้องหาหลบหนี

************

อุณหภูมิการเมืองหลังเลือกตั้ง 2562 ส่อเค้าขัดแย้งรุนแรงกว่าช่วงหาเสียง เมื่อนักเลือกตั้งหลายกลุ่มเล่นเกมใต้ดิน ใช้สงครามโซเชียล พุ่งเป้าดิสเครดิต กกต. จุดกระแสมวลชน ปูทางสู่ท้องถนน

ด้านหนึ่ง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตรองประธานกรรมการ ไทยซัมมิท กรุ๊ป และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กำลังเผชิญหน้ากับการตรวจสอบกรณี “โอนหุ้น” ใน บริษัทวี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งเป็นกิจการผลิตนิตยสาร ที่ตัวเขาเองและภรรยา รวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ เคยถือหุ้นรวมกัน 900,000 หุ้น ไปให้มารดา สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อ 21 มีนาคม 2562 ซึ่งเป็นวันหลังวันสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2562 จึงเกิดคำถามว่าจะเข้าลักษณะต้องห้ามสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

ชะตากรรมของธนาธร ย่อมขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กกต. และนอกจากเรื่องโอนหุ้น ก็ตามมาด้วยเรื่องคดีพาผู้ต้องหาหลบหนี

สืบเนื่องจากเหตุการณ์หน้า สน.ปทุมวัน เมื่อกลางปี 2558 “ธนาธร” ใช้รถตู้พากลุ่มผู้ต้องหาหลบหนี โดยรถตู้คันนั้น มีชื่อ สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของธนาธรเป็นเจ้าของ โดยตำรวจได้ออกหมายเรียกสมพรมาให้ข้อมูลตั้งแต่ปีเดียวกันนั้นแล้ว โดยสมพรส่งทนายมาให้ข้อมูล 1 ครั้ง หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนก็ไม่ได้เรียกอีก

การแจ้งข้อหาคดี มาตรา 116 และมาตรา 189 แก่ธนาธรในครั้งนี้ ทำให้เขาตกเป็นผู้ต้องหา “คดีอาญา” เป็นคดีที่ 2 ซึ่งก่อนหน้านี้หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กับพวกรวม 3 คน ตกเป็นผู้ต้องหาคดีกระทำผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2) จากกรณีวิจารณ์พลังดูดของ คสช. ผ่านการจัดเฟซบุ๊กไลฟ์เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2561 โดยฝ่ายกฎหมาย คสช. เห็นว่าเป็นการพาดพิงและกล่าวหา คสช. และโจมตีกระบวนการยุติธรรม

พรรคการเมืองที่มีอายุไม่ถึง 1 ปี แต่ผลการเลือกตั้ง ส.ส. สร้างความประหลาดใจให้ผู้คนทั้งประเทศ แต่หากพลิกปูมชีวิต “สองผู้นำ” จะพบว่า หลายกรณีที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อโซเชียล ล้วนเกิดจากผลแห่งการกระทำในอดีตของพวกเขาทั้งสิ้น

“ฟ้าเดียวกัน” ตามหลอน

สมัยที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับปิยบุตร แสงกนกกุล เปิดตัวพรรคอนาคตใหม่ ช่วงเดือนมีนาคม 2561 โดยพยายามประกาศแนวทาง “พรรคทางเลือก” แต่ไม่เป็นที่สบอารมณ์ของกัลยาณมิตรอย่าง สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักประวัติศาสตร์ที่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศส

“ผู้นำอนาคตใหม่-The Future We Want ยังไม่ทันใช้ความพยายามอะไร ยังไม่ทันเผชิญอุปสรรคอะไรมากมายใหญ่โต ก็ดร็อปเรื่อง 112 ซึ่งพวกเขาพูดเองหลายครั้งว่าเป็นกฎหมายที่มีปัญหา ไม่มีใครที่คิดหรืออ้างว่าตัวเองเป็นฝ่ายซ้าย พูดถึงอะไรที่ว่ามีปัญหามาก แต่พอลงเล่นการเมืองกลับไม่เสนอเป็นนโยบายให้แก้ไข”

“สมศักดิ์” วิพากษ์ผู้นำอนาคตใหม่ตรงๆ แต่มาถึงวันนี้ สมศักดิ์ที่ป่วยไข้อยู่ ไม่ได้มีโอกาสลุกขึ้นโพสต์ความเห็นทางเฟซบุ๊กอีก ขนาด “ธนาธร-ปิยบุตร” ไม่จับประเด็นแก้ไขมาตรา 112 เป็นนโยบายพรรค ก็ยังเจอนักขุดคุ้ยทั้งหลาย นำเอาคลิปเก่าสมัยรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 มาเผยแพร่ซ้ำ จนกลายเป็นเรื่องการเมือง

วารสาร “ฟ้าเดียวกัน” ก็เป็นอีกประเด็นที่ธนาธรต้องเผชิญ โดยหนึ่งในผู้ก่อตั้งวารสารฟ้าเดียวกัน คือ “ชัยธวัช ตุลาธน” ซึ่งเปรียบเสมือน “เงา” ของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

เมื่อชัยธวัชเป็นนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ รหัส 39 และเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ปี 2541 ธนาธรก็เป็นอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2542 และเป็นรองเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ปี 2543

ชัยธวัช ตุลาธน (ภาพจากเฟซบุต พรรคอนาคตใหม่)

ปี 2545 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ชัยธวัช ตุลาธน และธนาพล อิ๋วสกุล ได้สุมหัวกันคิดตั้ง “สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน” เพื่อผลิตวารสารฟ้าเดียวกัน ระหว่างนั้น บิดาของธนาธรเสียชีวิต สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาขอให้ลูกชายกลับไปช่วยดูแลธุรกิจของอาณาจักรไทยซัมมิท จึงเหลือแค่ชัยธวัช กับธนาพล ลุยงานนิตยสารฟ้าเดียวกันต่อไป โดยธนาธรให้การสนับสนุนอยู่ห่างๆ

เมื่อธนาธรลุยการเมือง ชัยธวัชก็เข้ามาช่วยงานในตำแหน่งรองเลขาธิการพรรค และเป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้ง ทำหน้าที่วางแผน วางกลยุทธ์การหาเสียงจนประสบชัยชนะอย่างท่วมท้น

“ปิยบุตร” ในร่มเงานิติราษฎร์

กำเนิดพรรคอนาคตใหม่ น่าจะมาจาก “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ที่ชักชวนให้ทายาทอาณาจักรไทยซัมมิทมาตั้งพรรค

“ปิยบุตร” อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาเป็นศิษย์รุ่นแรกของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ แห่งสำนักนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ หลังจบปริญญาเอกกฎหมายจากฝรั่งเศส ก็มาเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ และร่วมก่อตั้งคณะนิติราษฎร์

 “คณะนิติราษฎร์” เกิดจากแนวคิดอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 7 คน ซึ่งมีข้อเสนอทางวิชาการด้านนิติศาสตร์ต่อสังคมไทย เริ่มจากเสนอให้ลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร 2549

ปี 2554 คณะนิติราษฎร์ แถลงข้อเสนอทางวิชาการ และร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นครั้งแรก พร้อมกับการก่อตั้ง “คณะรณรงค์ 112 หรือ “ครก.112” เพื่อรวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวน 10,000 รายชื่อ

ดังนั้น ปิยบุตรเป็นเสมือนตัวแทนคณะนิติราษฎร์ ที่จะมาสานต่อแนวคิดลบล้างผลพวงของคณะรัฐประหาร ผ่านกระบวนการต่อสู้ในเวทีรัฐสภา

ขบวนการปั้น “โรม”

เหมือนฉายหนังซ้ำ เมื่อธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ถูกตำรวจออกหมายเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาช่วย “ผู้ต้องหา” หลบหนีการจับกุม

ผู้ต้องหารายนั้นชื่อ “รังสิมันต์ โรม” ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และคอการเมืองคงจำชื่อ และหน้าตา “โรม” ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเขาทำกิจกรรมต้านเผด็จการ ตั้งแต่ปีแรกยันปีที่ 5 ของ คสช.

โรมหนุ่มลูกครึ่งไทย-อเมริกัน จบปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่

กลางปี 2558 โรมก่อตั้งกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ทำกิจกรรรมต้านเผด็จการทหาร ในวันครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร จึงถูกออกหมายจับ เพราะขัดคำสั่ง คสช.

โรมถือฤกษ์วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2558 นัดหมายเพื่อนๆ ที่ถูกออกหมายจับเข้าแจ้งความที่ สน.ปทุมวัน ซึ่งวันดังกล่าว มีกลุ่มอาจารย์จากหลายมหาวิทยาลัย และคนเสื้อแดงมาให้กำลังใจหลายร้อยคน รวมถึงธนาธรด้วย

สี่ทุ่มกว่า โรมกับพวก กำลังเดินทางออกจากโรงพัก ตำรวจนอกเครื่องแบบเตรียมประกบ โรมไหวตัวทัน วิ่งหลบหนีไปขึ้นรถตู้ของธนาธร

ปลายทางของรถตู้คือ “สวนเงินมีมา” ซอยเจริญนคร 20 ฝั่งธนบุรี ที่มีรุ่นพี่เอ็นจีโอของกลุ่มโรม ประสานไว้ให้เป็นที่พักหลับนอนเรียบร้อยแล้ว

เวลานั้น มีรายงานข่าวทำนองว่า ธนาธรเป็นนายทุนหนุนม็อบนักศึกษา แต่เรื่องดังกล่าวได้ถูกปฏิเสธจากข่าวกอสซิปอีกสำนักข่าวหนึ่ง

หลังจากม็อบต้าน คสช.ยกแรกผ่านไป โรมแยกทางกับเพื่อนนักศึกษากลุ่มอื่น มาตั้งกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยพยายามปลุกมวลชนต้านเผด็จการ แต่จุดไม่ติด

ปลายปี 2560 โรมตั้งกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ร่วมกับ อานนท์ นำภา, ปิยรัฐ จงเทพ, “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และ “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา เคลื่อนไหวกดดัน คสช.ให้กำหนดวันเลือกตั้งภายในสิ้นปีนั้น

ฝ่ายความมั่นคง จึงประเมินว่า มีอาจารย์หลายคนอยู่เบื้องหลังกลุ่มของโรม จึงได้ออกแบบการเคลื่อนไหวต้าน คสช.อย่างต่อเนื่อง มาจนถึงวันที่ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่

พรรคอนาคตใหม่ จึงถูกจับตามองตั้งแต่วันก่อตั้งพรรค จนถึงช่วงหาเสียง เนื่องจากตัวละครระดับแกนนำพรรคต่างมีชื่ออยู่ในแบล็กลิสต์ของฝ่ายผู้ถืออำนาจ

เมืองนักตุ๋นขุมทรัพย์18มงกุฎ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368005?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมืองนักตุ๋นขุมทรัพย์18มงกุฎ

5 เมษายน 2562 – 11:25 น.
แก๊ง 18 มงกุฎ,รศพตทดรกฤษณพงค์ พูตระกูล
เปิดอ่าน 970 ครั้ง

รายงาน…

เจ็บจี๊ดทุกครั้งเมื่อได้ยินใครพูดว่า “ทำไมคนไทยหลอกง่ายจัง ?”

แต่เจ็บลึกกว่านั้นกับคำสบประมาท “ช่วยไม่ได้ โง่เอง”

ปาณิสรา นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ วัย 59 ปี ถูกแก๊ง 18 มงกุฎ หลอกโอนเงินไปกว่า 200 ล้านบาท

ส่วนสาวลูกจ้างร้านขายข้าวใน จ.ปราจีนบุรี ถูกแก๊งโรแมนซ์สแกมแชทหยอดความรัก เกือบเสียท่าโอนเงินซื้ออนาคตหลักหมื่น

ข่าวแบบนี้ชาวบ้านชอบ อ่านแล้วคันปาก

ในร้าน “ตะลุยเกศา บาร์เบอร์” พลันที่ลูกค้าหนุ่มวัยกลางคนซึ่งนั่งรอคิวตัดผมอยู่เหลือบไปเห็นพาดหัวข่าว “จับ 18 มงกุฎสุดแสบ ปั้นเรื่องขอยืมเงิน เศรษฐินีสูญ 232 ล้าน” จึงกางหนังสือพิมพ์ออกอ่านแล้วยิงคำถามไปยังช่างที่กำลังบรรจงไถปัตตาเลียนบนหัวของเด็กน้อยวัยกำลังซน

“พวกนี้มันเก่งนะ หลอกเงินป้าได้ตั้งเป็นร้อยล้าน ป้าแกไม่สงสัยอะไรเลยหรือไง ทำไมหลอกง่ายจัง?”

ความจริงตอนถูกแก๊งนี้เข้ามาตีเนียนช่วงแรกๆ ปาณิสรา ก็ไม่ได้เชื่อเสียสนิท แต่เพราะความไว้ใจว่ามีคนรู้จักแนะนำมาจึงทำให้หลงกล

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อปี 2559 คุณป้าปาณิสรา ได้รู้จักกับ สุภิช นิมิตนิวัช ชาวบ้านโป่ง จ.ราชบุรี วัย 61 ปี ผ่านคนรู้จัก

จากนั้น สุภิช ซึ่งรู้ว่า ปาณิสรา เพิ่งได้เงินจากการขายที่ดินย่านนนทบุรี แนวก่อสร้างรถไฟสายสีม่วงหลายร้อยล้านบาท จึงกุเรื่องว่ากำลังดำเนินการเรื่องทรัพย์มรดกของแพทย์หญิงรายหนึ่งซึ่งเป็นตัวละครที่อุปโลกน์ขึ้นมา โดยหลอกลวงว่า แพทย์หญิงคนดังกล่าวเสียชีวิตจากเหตุโจรใต้ลอบวางระเบิดระหว่างอาสาไปทำงานกับกองทัพบกใน จ.ยะลา

สุภิช อ้างว่า แพทย์หญิงได้ทำพินัยกรรมมอบมรดกและสิทธิในการรับเงินช่วยเหลือจากกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานต่างๆ รวมเป็นเงินกว่า 1,000 ล้านบาท ให้แก่ ผาณิตา นารถไพรินทร์ (เพื่อนร่วมแก๊ง) แต่ ผาณิตาไม่มีเงินดำเนินการเรื่องพินัยกรรมที่จำเป็นต้องใช้เงินวางหลักประกันในการเปิดพินัยกรรมและค่าใช้จ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ทหารกองทัพบกซึ่งเป็นผู้ดูแลพินัยกรรมและติดตามเรื่องขอเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นๆ อีกรวม 14 หน่วยงาน

สุภิช อ้างว่า ต้องการใช้เงินในการดำเนินการก่อนที่จะถึงกำหนดเปิดพินัยกรรมเบื้องต้น 235 ล้านบาท หลังจากได้ใช้เงินส่วนตัวจ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ทหารในส่วนของกองทัพบกไปแล้วกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งเงินทั้งหมดนี้ ผาณิตาจะใช้คืนให้ สุภิช พร้อมกับเงินค่าตอบแทนอีก 300 ล้านบาท แต่ตอนนี้ สุภิชไม่สามารถหาเงินเพื่อส่งให้ทหารได้ จึงมาขอยืมจาก ปาณิสรา ครั้งแรก 5 แสนบาท

หลังจากได้เงินไปแล้ว 5 แสนบาท อีก 4 วันต่อมา สุภิช บอกกับ ปาณิสรา ว่าต้องการเงินอีก 5.2 แสนบาท ปาณิสรา ก็เบิกเงินให้แบบไม่มีบ่ายเบี่ยง

ถึงตรงนี้ สุภิช เริ่มเดินอุบายขั้นสูงด้วยการสั่งจ่ายเช็คธนาคารให้แก่ ปาณิสรา 2 ฉบับ เพื่อเป็นหลักประกัน แต่บอกว่า อย่าเพิ่งนำเช็คไปขึ้นเงิน แต่เมื่อเห็นว่าปาณิสราเริ่มสงสัย จึงต้องใช้แผนสองด้วยการให้ ชัยชนะ จันทรา ตัวละครร่วมแก๊งอีกคน อ้างตัวเป็นนายทหารยศพันโท โทรศัพท์มาพูดคุยกับผู้เสียหายและอธิบายเกี่ยวกับการที่จะมีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรมว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้างก่อนที่จะเปิดพินัยกรรมส่งมอบเงินและทรัพย์สินตามพินัยกรรมให้แก่ผาณิตา

ต่อมา สุภิช ได้นัด ปาณิสรา มาพบพันโทกำมะลอที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ จ.นนทบุรี ซึ่งที่นั่น ปาณิสรา ได้พบกับ มาริษา โสมบ้านกรวย ซึ่งอ้างตัวเป็นร้อยโทหญิงกำมะลออีกคนหนึ่ง โดยทั้งหมดได้นำเอกสารปลอมมายืนยันว่า ผาณิตา เป็นผู้มีสิทธิได้รับพินัยกรรมของแพทย์หญิง แต่จำเป็นต้องหาเงินมาวางเพื่อเป็นหลักประกันและค่าดำเนินการ ทำให้ ปาณิสรา เชื่อจนสนิทใจ

กระนั้นกว่า ปาณิสรา จะรู้ตัวว่าถูกหลอก เธอได้พลาดท่าโอนเงินให้แก่ 18 มงกุฎแก๊งนี้ไปแล้วถึง 597 ครั้ง รวมเป็นเงิน 232,910,617 บาท ก่อนที่จะนำเรื่องเข้าแจ้งความต่อตำรวจ สภ.นครปฐม และสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหามาได้ทั้งหมดเมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา

ส่วนกรณีลูกจ้างสาวร้านขายข้าว ในตลาดโป่งไผ่ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเกือบตกเป็นเหยื่อแก๊งโรแมนซ์สแกมรายล่าสุดนี้ เธอถูกชายชาวต่างชาติแชทจีบทางเฟซบุ๊ก

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล

เธอสนทนาออนไลน์กันอยู่นานประมาณ 2 เดือน กระทั่งปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ฝ่ายชายหลอกว่าจะมาเที่ยวเมืองไทย วานให้หญิงสาวรายนี้หาซื้อบ้านพักที่ดูดีมีราคาให้

แต่เมื่อเหยื่อหาบ้านราคา 1.5 ล้านบาท ให้ได้แล้ว มิจฉาชีพรายนี้จึงโทรผ่านห้องแชทกลับมาออกอุบายว่า เงิน 1.5 ล้านบาท เป็นเงินจำนวนมากไม่สามารถโอนได้ แต่จะส่งเป็นพัสดุเงินสดมาให้ แต่ต้องให้เหยื่อสาวเสียค่าโอนหรือค่าใช้จ่ายปลายทางเอง

ชายต่างชาติยังสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการส่งรูปที่เป็นเหมือนเงินดอลลาร์ใส่ถุงพัสดุมาให้ดู เหมือนกับว่าได้ส่งเงินมาแล้ว เพียงแต่เมื่อของถึงเมืองไทยแล้วจะมีบริษัทที่รับส่งพัสดุโทรหาอีกทีเพื่อให้มารับของ โดยเน้นย้ำว่าอย่าบอกใครว่าสิ่งที่อยู่ในกล่องที่ส่งมาเป็นเงินสด

ต่อมาได้มีโทรศัพท์จากหญิงสาวอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่สนามบินสุวรรณภูมิแจ้งว่ามีพัสดุส่งมาถึงเหยื่อ แต่ต้องโอนเงินจำนวน 800 ดอลลาร์ หรือประมาณ 24,500 บาท มาก่อนจึงจะส่งพัสดุไปได้ โดยมีการส่งชื่อเจ้าของบัญชีคือ Supapom Boonma หมายเลขบัญชี 725-263815-6 ชื่อธนาคาร SCB Bank มาด้วย

หญิงสาวที่กำลังตกเป็นเหยื่อเริ่มแปลกใจหลังจากถูกบุคคลเหล่านี้พยายามติดต่อเร่งรัดให้โอนเงินหลายครั้ง  จึงตัดสินใจปรึกษาเจ้าของร้านที่ทำงานอยู่ เลยรอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อของแก๊งมิจฉาชีพรายนี้ไปได้

แม้ว่าสาวลูกจ้างร้านขายข้าวไม่โชคร้ายเสียท่าให้แก่แก๊งมิจฉาชีพเหมือนกับ ปาณิสรา เศรษฐินีที่ต้องเสียทั้งเงิน เจ็บทั้งใจ แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนทั้งสอง น่าจะช่วยเตือนสังคมให้พึงระมัดระวังตัวจากเล่ห์เหลี่ยมของบุคคลเหล่านี้ไว้ตลอดเวลา

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดี และประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า สาเหตุที่ทำให้แก๊งมิจฉาชีพยังสามารถล่าเหยื่อด้วยวิธีการเหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่องมีหลายปัจจัย

ประเด็นแรก รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ บอกว่า ธรรมชาติของมนุษย์มักมีความอยากได้ อยากเป็น อยู่ในตัว กรณีคนอยากได้ทรัพย์สินเงินทอง ถ้าใครมีข้อเสนอว่าไม่ต้องทำงานเยอะ ให้ไปร่วมธุรกิจที่ลงทุนน้อย ผลตอบแทนเยอะ หรือไปแต่งงานกับชาวต่างชาติแล้วน่าจะเป็นช่องทางที่ทำให้ได้ทรัพย์สินมาโดยง่าย คนก็จะชอบ

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ยกตัวอย่างสาเหตุที่แก๊งโรแมนซ์สแกมยังหากินกับเหยื่อในไทยอย่างต่อเนื่องว่ามีหลายเหตุผล ประการแรกหญิงไทยที่โดนหลอกมักเชื่อแค่รูปที่โพสต์โดยไม่มีการวิเคราะห์ว่าอาจเป็นการสร้างโพรไฟล์ขึ้นมาก็ได้

ประการต่อมา หน่วยงานภาครัฐไม่มีการสื่อสารหรือแจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับพฤติกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพต่างๆ อย่างที่ควรจะทำ เช่น การแจ้งเตือนผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานเชิงรุกที่น่าจะได้ผลดีกว่าการทำงานแบบตั้งรับ

“บ้านเรามักเน้นทำงานเชิงตั้งรับ ขณะที่หน่วยงานในต่างประเทศจะเน้นการป้องกัน เช่นผมไปประชุมที่สิงคโปร์ ไปเจอเพื่อนตำรวจนิวยอร์กที่นั่น เลยถามว่าทำไมเป็น ตำรวจนิวยอร์ก แต่ทำงานอยู่สิงคโปร์ เขาบอกว่าเขาต้องหาข้อมูลส่งให้นิวยอร์กทุกวัน รายงานความเคลื่อนไหวของเซาท์อีสต์เอเชียว่าเป็นอย่างไร นั่นหมายความว่า เขายอมส่งเจ้าหน้าที่รัฐ คือ ตำรวจ มาทำงานเฝ้าระวังในประเทศเป้าหมายที่มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มมิจฉาชีพ เพราะเขารู้ว่า สุดท้ายถ้าไม่ทำงานเชิงรุก นิวยอร์กก็ต้องได้รับผลกระทบจากการก่ออาชญากรรมในเซาท์อีสต์เอเชีย เพราะเขามีการวิเคราะห์ข้อมูลว่า การลักลอบค้ายาเสพติด การค้าประเวณี หลบหนีเข้าเมืองต่างๆ มีฐานอยู่ที่ไหน นี่คือตัวอย่างการทำงานเชิงรุกของหน่วยงานภาครัฐในต่างประเทศ”

กลับมาที่บ้านเรา รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ มองว่า แม้เรามีศูนย์เฝ้าระวังการกระทำความผิดในโลกออนไลน์ก็จริง แต่คำถามคือ มีคนทำงานกี่คน คนทำงานมีความเชี่ยวชาญต่อเนื่องแค่ไหน ผู้เชี่ยวชาญทำงานได้ไม่กี่ปีก็ต้องขยับขยาย เลื่อนตำแหน่ง ทำให้ทำงานได้ไม่ต่อเนื่อง ต่างกับในต่างประเทศทำงานกัน 24 ชม. มีแผนกเกาะติดอาชญากรหรือแก๊งมิจฉาชีพกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะ

“แก๊งโรแมนซ์สแกม เขามีทีมงานเกาะติด ตั้งเป็นแผนกหนึ่งขึ้นมาเลย หรือถ้าคดีไหนมีคนได้รับผลกระทบเยอะ หรือเกิดขึ้นต่อเนื่อง เขาจะมีเจ้าหน้าที่รัฐทำงานเชิงรุกเกาะติดโดยเฉพาะเลย”

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์  ย้ำด้วยว่า การทำงานเชิงรุกเกี่ยวกับกลุ่มมิจฉาชีพในบ้านเราต้องทำให้เป็น “นวัตกรรม” คือปรับเปลี่ยนวิถีการทำงานจากตั้งรับเป็นรุก ซึ่งต้องออกแบบให้ทันกับพัฒนาการของยุกสมัย แต่อย่างไรก็ตาม คนไทยจะต้องหมั่นติดตามข่าวสารและปกป้องตัวเองมากขึ้นด้วย

‘สิบล้อ’ หยุดสงกรานต์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368001?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘สิบล้อ’ หยุดสงกรานต์

5 เมษายน 2562 – 11:05 น.
สงกรานต์,สิบล้อ,อุบัติเหตุ
เปิดอ่าน 695 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้รีบด่วนเป็นกรณีพิเศษกับเทศกาลสงกรานต์ ซึ่ง ‘พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา’ ผบ.ตร. ในฐานะพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร แจ้งข่าวมาให้ปฏิบัติว่า

ตำรวจได้ออกข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร ว่าด้วยการกำหนดช่องหรือแนวทางเดินรถขึ้นและล่องในถนนบางสายช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2562 และข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร ว่าด้วยการกำหนดห้ามรถบรรทุก 10 ล้อ ขึ้นไปเดินรถในบางสายช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2562 ระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน  จำนวน 5 เส้นทาง ได้แก่

1.ถนนพหลโยธิน กม.ที่ 332 ต.กลางแดด อ.เมืองนครสวรรค์ ถึงกม.ที่ 347 ต.นครสวรรค์ตก อ.เมืองนครสวรรค์ 2.ถนนรังสิโยทัย กม.ที่ 0 ต.ปากน้ำโพ อ.เมืองนครสวรรค์

3.ถนนมิตรภาพ กม.ที่ 15+600 ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ถึง กม.ที่ 103+200 ต.มิตรภาพ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา 4.ถนนกบินทร์บุรี-ปักธงชัย กม.ที่ 165+400 ต.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ถึง กม.ที่ 195+600 ต.บุพราหมณ์ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี และ 5.ถนนอรัญประเทศ-นางรอง กม.ที่ 71 ถึง กม.ที่ 80 ต.ทัพราช อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว โดยส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี เพื่อประกาศในราชกิจจาฯ ให้มีผลบังคับใช้

นอกจากนี้ยังเตรียมแผนจัดการจราจรรองรับการเดินทางและความปลอดภัยของประชาชนในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์

มาตรการป้องกันอุบัติเหตุในช่วงวันหยุดสงกรานต์วันที่ 11-17 เมษายน  รวม 7 วัน ได้ให้ตำรวจเน้นกวาดขันวินัยจราจร 10 ข้อหา อาทิ ความเมา ความเร็ว ไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่คาดเข็มขัด ขับขี่ย้อนศร

โดยให้ถอดบทเรียนจากสถิติอุบัติเหตุสงกรานต์และปีใหม่ที่ผ่านมาว่าจุดไหนเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด ในช่วงเวลาไหน โดยกำชับให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส ห้ามเรียกรับเงินจากผู้กระทำผิด กลังจากมีเรื่องร้องเรียนบ่อยครั้ง หากตรวจพบจะถูกลงโทษสถานหนัก

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ใคร่ขอเสนอเพิ่มเติมและเรียนให้ ผบ.ตร.ทราบว่าอยากให้เสนอ ครม.ให้ออกประกาศในราชกิจจาฯเพื่อมีผลบังคับใช้ต่อไปว่า

ให้ครม.พิจารณาห้ามรถ 10 ล้อขึ้นไปคือบรรดารถพ่วงหรือรถบรรทุกขนาดใหญ่ เช่น รถปูน รถน้ำมัน ฯลฯ ให้หยุดวิ่งคือให้จอดพักช่วงหยุดยาวสงกรานต์ ซึ่งเวลานี้มีผู้ใช้รถใช้ถนนมากกว่าปกติ

การลดจำนวนรถ 10 ล้อขึ้นไป หรือรถขนาดหนัก จะลดอุบัติเหตุและทำให้การจราจรคล่องตัวได้ในระดับหนึ่ง

รวมถึงตำรวจท้องที่ ตำรวจทางหลวง ตำรวจท่องเที่ยวและทุกหน่วยงาน เช่น อาสาสมัครทุกมูลนิธิ-หน่วยบรรเทาสาธารณภัย หน่วยปฐมพยาบาล รถกู้ภัย ที่พักผ่อน-พักเหนื่อย และหน่วยช่วยเหลือในกรณีรถเสียหรือเกิดอุบัติเหตุ เตรียมพร้อมไว้ด้วย

ยังมีเวลาเพื่อเตรียมงานเป็นกรณีเร่งด่วน โดยเริ่มตั้งแต่นาทีนี้
อ๊อด เทอร์โบ


 เลือกตั้งอินเดียใช้ ‘กดปุ่ม’
 เรียนคุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมมีเรื่องเลือกตั้งระหว่างไทยกับอินเดียมาเล่าสู่กันฟัง น่าสนใจมากๆ ครับ เพราะเวลานี้เริ่มมีการประท้วง กกต. ถึงขั้นออกมาเดินขบวนประท้วง ซึ่งชักจะลุกลามใหญ่โตเข้าไปทุกนาที

ทางฝ่ายนายกรัฐมนตรีก็ยืนยันในความโปร่งใสของกกต. แต่ขณะเดียวกันก็มีข่าวลือมาว่าจะมีการแจกใบแดงแล้วมีการเลือกตั้งซ่อม ซึ่งกกต.ก็บอกแล้วว่าอย่าไปเชื่อข่าวปล่อย-ข่าวลือ เพราะเป็นข่าวลวง มีผู้ไม่ประสงค์ดีแอบแฝง

ทีนี้หันไปดูเลือกตั้งอินเดีย ซึ่งมีพลเมืองเกือบ 1,400 ล้านคน อันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศจีน และจะมีการเลือกตั้ง 11 เมษายน-19 พฤษภาคม นานนับเดือนกว่า เพราะผู้มีสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนนกว่า 900 ล้านคน

กกต.อินเดียได้รับการยกย่องว่าเป็นหน่วยงานที่ยุติธรรม โปร่งใสและตรวจสอบได้ และใช้เทคโนโลยีมาใช้เกือบ 40 ปีแล้ว โดยใช้ระบบ ‘กดปุ่ม’ ครับ

ใช้ขบวนการ ขั้นตอนง่ายๆ คือแสดงตัวแล้วเข้าคูหาลงคะแนน โดยกดปุ่มสีฟ้าบนแผงเลือกอิเล็กทรอนิกส์ข้างหมายเลข-ชื่อผู้สมัครและโลโก้ สัญลักษณ์ของพรรคการเมืองที่ชอบ

วิธีการ ‘กดปุ่ม’ นี้จะทำให้สรุปผลได้ใน 24 ชม. เพราะไม่มีบัตรเสีย-ไม่มีบัตรเขย่ง-ลดข้อผิดพลาดกาผิดกาถูกและลดความเสี่ยงทุจริตจากการนับคะแนน

ที่สำคัญคือประหยัดงบประมาณ เพราะไม่ต้องพิมพ์บัตรเลือกตั้งแบบ กกต.ไทยแลนด์ และพอเสร็จแล้วก็ไม่มีปัญหาขนบัตรล่าช้าแบบนิวซีแลนด์ หรือบัตรที่ใช้แล้วก็มีมากมายมหาศาลเกิดมลพิษ

ผมจึงเรียนมาเพื่อให้กกต.บ้านเรารีบไปศึกษาดูงานที่อินเดียและถึงเวลาเปลี่ยนแปลง โดยหันไปใช้ระบบ ‘กดปุ่ม’ แบบอินเดียได้แล้ว
อมรเทพ (สำเพ็ง)

ตอบคุณ ‘อมรเทพ’ สำเพ็ง
เรียนให้ทราบว่าผมชอบในระบบเลือกตั้งของอินเดียมากเลยครับ และกกต.ไทยควรนำมาใช้โดยด่วน แม้จะไม่ทันในคราวนี้ก็เป็นอีก 4 ปีข้างหน้า (หรืออาจจะไม่ถึง หากมีอุบัติเหตุการเมือง)

ระบบ ‘กดปุ่ม’ นี้ง่าย สะดวก ประหยัด โปร่งใสและรวดเร็ว ขจัดปัญหาว่า ‘บัตรเสีย’ หรือบัตรผี-บัตรเขย่ง ฯลฯ ที่กลายเป็นปัญหาโลกแตกในประเทศไทยเวลานี้

วิธีการกากบาทของไทยใช้มานานตั้งแต่เริ่มมีการเลือกตั้งและสร้างปัญหา แถมด้วยการโกงคะแนน หรือการพิจารณาบัตรดี-บัตรเสีย แต่ก็ยังใช้กันอยู่

ต้องใช้ระบบเทคโนโลยีหรือระบบคอมพิวเตอร์ที่ทันโลกทันสมัยมาใช้ได้แล้ว โดยอาจจะเริ่มที่เลือกตั้งท้องถิ่นก่อน และอย่าดูถูกคนไทยว่าทำไม่ได้

เลือกตั้งถึงเวลาใช้ระบบ ‘กดปุ่ม’ แล้วครับ
อ๊อด เทอร์โบ

จ่อชงนโยบายสิทธิบัตร ไทยแลนด์ 4.0

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368008?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จ่อชงนโยบายสิทธิบัตร ไทยแลนด์ 4.0

5 เมษายน 2562 – 10:50 น.
ชงนโยบายสิทธิบัตร ไทยแลนด์ 40,พรบสิทธิบัตรฯ
เปิดอ่าน 396 ครั้ง

บทความพิเศษ…

ปัจจุบันประเทศไทยต้องข้องเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศและกติกาต่างๆ ในระดับสากล ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพของคนไทยโดยรวม คณะกรรมการสนับสนุนการศึกษาและติดตามการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและนโยบายสุขภาพ (National Commission on International Trade and Health Studies : NCITHS) จึงได้จัดประชุมครั้งแรกของปี 2562 ขึ้นในวันอังคารที่ 26 มีนาคม ณ ห้องประชุมสานใจ 2 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานที่ผ่านมา โดยมี ดร.ศิรินา ปวโรฬารวิทยา เป็นประธาน

ในที่ประชุมได้นำเสนอ “ข้อสรุปและข้อเสนอแนะจากการประชุมวิชาการการค้าระหว่างประเทศและสุขภาพปี 2561 เรื่องเส้นทางสายไหมของจีน : โอกาสและความท้าทายต่อสุขภาพ” จากคณะอนุกรรมการจัดการประชุมวิชาการการค้าระหว่างประเทศและสุขภาพ ซึ่งเป็นการรวบรวมประเด็นที่ได้มาจากการประชุมวิชาการฯ ที่คณะกรรมการได้ร่วมกับแผนงานการพัฒนาศักยภาพด้านการค้าระหว่างประเทศและสุขภาพ(ITH) และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-16 พฤศจิกายน 2561

         ย้ำไทยต้องรอบคอบก่อนเข้าร่วมเส้นทางสายไหมจีน
ข้อสรุประบุว่า เส้นทางสายไหมใหม่ของจีน หรือบีอาร์ไอ (Belt and Road Initiative: BRI) มีมิติที่กว้างกว่าเรื่องการค้าและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือกับดักการเป็นหนี้ อันเป็นผลจากการกู้ยืมเงินมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแต่ขาดประสิทธิภาพในการชำระเงินคืน จนทำให้เกิดการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจกับจีน

ขณะที่ด้านโอกาสและความท้าทายต่อสุขภาพของโลก ประเทศไทยอาจใช้โอกาสจากบีอาร์ไอเพื่อส่งเสริมความร่วมมือกับจีนในด้านที่ไทยยังขาดความเข้มแข็ง เช่น เทคโนโลยีทางสุขภาพ การผลิตยา วัคซีน เครื่องมือแพทย์ นอกจากนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า พบว่า บีอาร์ไออาจสร้างโอกาสให้ประเทศบนเส้นทางได้พัฒนาระบบสุขภาพให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นได้

ส่วนมิติด้านภาวะฉุกเฉินและความมั่นคงด้านสุขภาพ บีอาร์ไอจะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของประชากรและพาหะนำโรคเพิ่มมากขึ้น ประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยควรใช้โอกาสนี้ร่วมมือกับจีนเตรียมความพร้อมและรับมือภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพ ขณะเดียวกันประเทศไทยควรสร้างความร่วมมือด้านนวัตกรรมและการวิจัยด้านสุขภาพ ซึ่งควรเป็นความร่วมมือที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพภายในประเทศ

นอกจากนี้ ทางคณะกรรมการยังมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายว่า ประเทศไทยควรศึกษาโอกาส ผลกระทบและมาตรการรองรับในทุกมิติก่อนเข้าร่วมบีอาร์ไอ จัดทำแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน แสวงหาโอกาสจากบีอาร์ไอในการยกระดับขีดความสามารถในการรับมือภัยพิบัติและโรคระบาด โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และกำหนดประเด็นศึกษาวิจัยร่วมกันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านสุขภาพที่สอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

ดร.วิศาล บุปผเวส ตัวแทนจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือกับจีนเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ต้องหาจุดสมดุลให้ดี ยกตัวอย่างความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ผ่านหลายประเทศ ต้องมีการแบ่งปันผลประโยชน์กับประเทศที่ผ่าน ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้มีการรับรู้เท่าที่ควร จีนก็ต้องการทำให้จบ แต่บางทีไม่ตอบสนองต่อประเทศนั้นๆ การเจรจาในเรื่องนี้จึงต้องอดทนและเข้มแข็ง ไม่ควรใจร้อน เพราะจะทำให้ประเทศไทยเสียประโยชน์มาก

  ชงนโยบายสิทธิบัตร ไทยแลนด์ 4.0-เชื่อเกิดผลดีต่อทุกฝ่าย
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญในที่ประชุมคือการจัดทำข้อเสนอการพัฒนาระบบสิทธิบัตรยาเพื่อสนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยในงานวิจัย‘การศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์ รวบรวมข้อมูล และสังเคราะห์องค์ความรู้ เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่องนโยบายสิทธิบัตรยาเพื่อสนับสนุนThailand 4.0’ ได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อประเด็นนี้เป็น 3 ส่วน

ส่วนแรก คือ ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการพัฒนาระบบสิทธิบัตรยา ได้แก่ การแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตร การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบจดสิทธิบัตร การแก้ไขปัญหาประสิทธิภาพของฐานข้อมูลสิทธิบัตร การเพิ่มคุณภาพของสิทธิบัตรที่ได้รับการอนุมัติ และการส่งเสริมให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านระบบสิทธิบัตร ส่วนที่ 2 คือ ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการพัฒนาระบบการขึ้นทะเบียนตำรับยา เช่น พัฒนาระบบการติดตามการขึ้นทะเบียนยา การกำหนดนโยบายอย่างชัดเจนในการสนับสนุนยาชื่อสามัญใหม่ และ ส่วนสุดท้าย คือ ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการสนับสนุนการลงทุนเพื่อวิจัยและพัฒนายาในประเทศ เช่น การพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งองค์กรที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบายด้านการวิจัยและพัฒนายาในระดับประเทศ

นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ที่ปรึกษาคณะกรรมการ แสดงความเห็นว่า เรื่องข้อเสนอการพัฒนาระบบสิทธิบัตรยาฯ นี้ ควรเร่งดำเนินการส่งข้อเสนอไปยังคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะข้อเสนอในงานศึกษาชิ้นนี้มีแต่เสนอให้ทำสิ่งดีๆ ถ้าหน่วยงานต่างๆ รับไปดำเนินการก็จะเกิดสิ่งดีๆ ขึ้นกับประเทศและอุตสาหกรรมยาของไทยด้วย

    ภาคประชาชนแนะทบทวนร่างกฎหมายสิทธิบัตร-นำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์
กรรณิการ์ กิตติเวชกุล ผู้แทนผู้จัดการแผนงานพัฒนาวิชาการและกลไกผู้บริโภคด้านสุขภาพ กล่าวว่า ทุกวันนี้ดัชนีชี้วัดผลงานหรือเคพีไอ(Key Performance Indicator: KPI) ที่นักวิชาการจะได้เมื่อไปขอสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร งานศึกษาชิ้นนี้จึงชี้ว่าถ้านักวิชาการหรือนักวิจัยสามารถผลิตยาชื่อสามัญใหม่ในเชิงพาณิชย์ได้ หรือทำให้คนเข้าถึงยามากขึ้น หรือทำให้ยามีราคาลดลง ก็ควรถูกนำไปคิดเป็นเคพีไอให้แก่นักวิชาการด้วย โดยได้เสนอว่า งานวิจัยชิ้นนี้มีประโยชน์ต่อสังคมมาก จึงขอให้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) พิจารณานำไปปรับปรุงและย่อยให้มีความง่ายเพื่อนำไปใช้สื่อสารให้ประชาชนสามารถเข้าใจและเข้าถึงได้

ด้าน เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล ผู้แทนมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เสริมว่างานวิจัยชิ้นนี้เป็นประโยชน์มากและครอบคลุมหลายมิติด้านยาและทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการปรับแก้ไขเพิ่มเติมใน พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ ที่ขณะนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญากำลังเสนอแก้ไข โดยที่ผ่านมาทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้มีการทำประชาพิจารณ์หรือรับฟังความคิดเห็นทางออนไลน์แล้ว 2 ครั้งและได้ร่างสุดท้ายแล้ว ขณะนี้อยู่ในชั้นกฤษฎีกา

“ในร่าง พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ ฉบับใหม่นั้น มีข้อดีอยู่หลายข้อ เช่น จำกัดการโฆษณา การรู้เห็นข้อมูลทำได้เร็วขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อน่ากังวลหลายข้อเช่นกัน ซึ่งเห็นว่างานวิจัยฉบับนี้ได้มีการกล่าวถึงประเด็นที่มีข้อห่วงกังวลใน พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ อยู่ ดังนั้น หาก ร่าง พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ ฉบับใหม่นี้ยังไม่สามารถผ่านได้ในรัฐบาลชุดนี้ ในอนาคตทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาก็ควรนำข้อเสนอจากงานวิจัยชิ้นนี้ไปใช้ประโยชน์ โดยอาจมีการสื่อสารให้เกิดการทบทวนร่าง พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ ใหม่ในประเด็นส่วนที่ยังมีข้อกังวลอยู่” ผู้แทนจากมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าว

วิบากกรรมธนาธร-ปิยบุตร เมื่ออดีตไล่ล่าอนาคตใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368004?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิบากกรรมธนาธร-ปิยบุตร เมื่ออดีตไล่ล่าอนาคตใหม่

5 เมษายน 2562 – 10:20 น.
ปิยบุตร แสงกนกกุล,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,อุ๊ หฤทัย,กองปราย,รังสิมันต์ โรม
เปิดอ่าน 1,318 ครั้ง

รายงาน…

“พรรคอนาคตใหม่” ซึ่งเพิ่งมีอายุ 1 ขวบปี ภายใต้การนำของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรค และ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรค ถือว่าแจ้งเกิดได้สำเร็จอย่างมากกับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา กับคะแนนโหวตของประชาชนมากถึง 6.2 ล้านเสียง ทั้งสองคนน่าจะอยู่ในช่วงที่ชื่นมื่น แต่กลายเป็นคนละเรื่อง กลับเจอเข้ากับเรื่องร้อนๆ “คดีความ”

เริ่มที่ “ธนาธร” ล่าสุดได้รับหมายเรียกผู้ต้องหาจาก สน.ปทุมวัน โดยมี พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานด้านกฎหมาย คสช. เป็นผู้กล่าวหานายธนาธร

ข้อหาแรกเป็นภัยต่อความมั่นคงร่วมกันทำให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรหรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตาม ป.อ.มาตรา 116 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี

และข้อหาที่สองช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ตาม ป.อ.มาตรา 189 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ที่มาของเรื่องเป็นเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2558 โดยขณะนั้นมีกลุ่มผู้ชุมนุม นำโดยนายรังสิมันต์ โรม และพวกกลุ่มดาวดิน และกลุ่มที่ทำกิจกรรมหน้าหอศิลป์ ที่ถูกออกหมายจับรวมกว่า 20 คน มารวมตัวชุมนุมปิดล้อมโรงพักปทุมวัน

ต่อมาหลังการชุมนุมยุติ ทางตำรวจและทหารจึงออกติดตามเพื่อจับกุมบุคคลที่มีหมายจับ ซึ่งขณะที่ตำรวจและทหารจะเข้าไปจับกุมนายรังสิมันต์ โรม ปรากฏว่า นายรังสิมันต์ โรม เกิดไหวตัวทันได้วิ่งหลบหนี จากนั้นมีรถตู้มารับนายรังสิมันต์ โรม และพวกหลบหนีไป

ทั้งนี้ตำรวจอ้างว่าจากการตรวจสอบพบว่ารถคันดังกล่าวเป็นของนายธนาธร อีกทั้งในวันเกิดเหตุนายธนาธรได้ไปสังเกตการณ์อยู่ภายนอกและมีการโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย จึงเป็นที่มาของการออกหมายเรียกในครั้งนี้

ในเรื่องนี้ “ธนาธร” ได้โพสต์เฟซบุ๊กในเวลาต่อมามีใจความว่า..

กลับมาถึงบ้านยังไม่ทันจะได้พัก กลับเจอเรื่องร้อนที่ไม่น่าจะเป็นเรื่อง มีหมายเรียกมารอผมที่บ้าน กล่าวหาว่าผมมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา 116 และให้ผมไปรายงานตัวที่ สน.ปทุมวัน วันที่ 6 เมษายนนี้ เวลา 10 โมงเช้า ซึ่งผมก็ยังสงสัยอยู่ว่าผมไปก่อความกระด้างกระเดื่องหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศตอนไหน ในเมื่อตลอดปีที่ผ่านมา เวลาเกือบทั้งหมดในแต่ละวันของผมทุ่มไปกับการพบปะประชาชนใน 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย แทบจะไม่ได้เจอหน้าลูกๆ ด้วยซ้ำ ..เป็นที่แน่ชัดว่าเกมการเมืองเก่าไม่ใช่แค่ไม่ยอมยุติลงหลังเลือกตั้ง แต่กลับยิ่งเข้มข้นขึ้น เพราะพวกเขากำลังกลัวอนาคตใหม่

และยังมี “เรื่องร้อน” พอกันสำหรับ “ธนาธร” อีกเรื่อง คือ กรณี “ธนาธร” ถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด  และถูก “ศรีสุวรรณ จรรยา” เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญยื่นคำร้องต่อกกต. ให้ตรวจสอบว่า นายธนาธร ขาดคุณสมบัติในการลงสมัครส.ส. หรือไม่ โดยกล่าวหาว่าขณะ “ธนาธร” ลงสมัครรับเลือกตั้งยังถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งทำธุรกิจสื่อ จึงเข้าลักษณะต้องห้ามในการเป็นผู้มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง และล่าสุดสำนักงานกกต.ได้สั่งรับคำร้องดังกล่าวไว้และตั้งคณะกรรมการสอบสวน และแจ้งให้นายศรีสุวรรณ ในฐานะผู้ร้องมาให้ถ้อยคำประกอบคำร้องในวันที่ 5 เมษายนนี้

เรื่องนี้ “ธนาธร” เคยชี้แจงผ่านสื่อว่าได้เข้าถือหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด จำนวน 675,000 หุ้น เลขหมายใบหุ้นตั้งแต่ 1350001 ถึง 2025000 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2558 และถือครองหุ้นเรื่อยมาจนกระทั่งเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 (ก่อนวันสมัครรับเลือกตั้ง 4-8 กุมภาพันธ์ 2562) ตนได้โอนหุ้นดังกล่าวทั้งหมดให้แก่นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดา โดยมีพยานสองคนลงลายมือชื่อรับรองการโอนหุ้นดังกล่าวและทำต่อหน้าทนายความ

ทั้งนี้ในวันดังกล่าว ภริยาของนายธนาธร ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเดียวกันนี้ ก็ได้โอนหุ้นทั้งหมดให้แก่นางสมพรเช่นกัน ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด จึงมีผู้ถือหุ้นคงเหลือจำนวน 8 คนจากเดิม 10 คน

นายธนาธร อธิบายต่อไปว่า ต่อมา 14 มกราคม 2562 มารดาคือนางสมพร ได้โอนหุ้นที่นายธนาธรเคยถือไว้จำนวนดังกล่าวนี้ไปให้หลานชายคนหนึ่ง โดยมีพยานสองคนลงลายมือชื่อรับรองและทำต่อหน้าทนายความ และในวันดังกล่าวนางสมพร ยังได้โอนหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด อีกจำนวน 225,000 หุ้น ให้หลานชายอีกคนหนึ่ง ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2562 บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด จึงมีผู้ถือหุ้นจำนวน 10 คน

“ธนาธร” ระบุว่า ดังนั้นตามที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2562 ซึ่งมีการประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งมีผู้เข้าประชุม 10 คนนั้น มีนายธนาธรเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ด้วยหรือไม่นั้น ขอชี้แจงว่าการที่ตนจะไปเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 19 มีนาคม 2562 ย่อมเป็นไปไม่ได้ เนื่องจาก (1) ตนไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นตั้งแต่ได้โอนหุ้นให้แก่นางสมพร เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 แล้ว และในวันดังกล่าวติดภารกิจการหาเสียงที่ จ.สุราษฎร์ธานี และจ.กระบี่ ทั้งวัน ตามที่ปรากฏเป็นข่าวโดยทั่วไป

อย่างไรก็ตามในเรื่องหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด มีสื่อไปตรวจตราสารการโอนหุ้นของนายธนาธร ที่ระบุว่าโอนหุ้นหมายเลข 1350001 ถึง 2025000 ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 โดยนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลจากแบบสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ วี-ลัค มีเดีย ที่นำส่งต่อนายทะเบียน ซึ่งระบุว่าคัดจากสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นปรากฏว่าใบหุ้น 1350001 -2025000 ระบุว่าลงวันที่ 21 มีนาคม 2562 ซึ่งก็แสดงว่าหุ้นหมายเลข 1350001-2025000 เพิ่งมีการออกเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2562 หรือไม่ ดังนั้นในตราสารการโอนหุ้นที่ระบุว่ามีการโอนหุ้นเลขหมายดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 จึงขัดต่อข้อเท็จจริง ตราสารการโอนหุ้นลงวันที่ 8 มกราคม 2562 เป็นการลงวันที่ย้อนหลังหรือไม่

นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ “ศรีสุวรรณ” ยื่นขอให้ตรวจสอบนายธนาธร ว่ากระทำการเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยม ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 73 (5) ของ พ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. พ.ศ.2561 จากกรณีอ้างว่าเป็นนักการเมืองคนแรกที่ใช้แนวทาง Blind trust คือโอนทรัพย์สินมูลค่า 5,000 ล้านบาท ไปให้ trust หรือกองทุนเป็นผู้ดูแล สำนักงาน กกต. ได้สั่งรับเรื่องไว้เป็นเรื่องร้องเรียน และตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้วเช่นกัน

เพราะว่าหลังจากที่นายธนาธรได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า ตนเป็นนักการเมืองคนแรกที่โอนทรัพย์สินไปให้ทรัสต์หรือกองทุนดูแลเพื่อแสดงความโปร่งใส และทำให้นักการเมืองเห็นเป็นตัวอย่างนั้น ปรากฏว่า นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า การอ้างว่าเป็นครั้งแรกที่มีการทำเช่นนี้เป็นการอ้างไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เคยมีนักการเมืองอีกหลายคนรวมทั้งนายกรณ์ด้วยที่เคยทำเช่นนี้มาก่อนแล้ว จากนั้นก็มีสื่อนำข้อมูลออกมาเปิดเผยว่าในอดีตมีนักการเมืองคนไหนบ้างที่โอนทรัพย์สินไปให้ “ทรัสต์” ดูแล

แต่เรื่องนี้ก็มีคนมองต่างมุมว่ากรณีของนายธนาธรนั้นแตกต่างจากในอดีต คือ นายธนาธร โอนทรัพย์สินให้ “ทรัสต์” ดูแล ตั้งแต่นายธนาธรเป็นเพียงผู้สมัครรับเลือกตั้งยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งการเมืองเลย ในขณะที่เมื่อก่อนนักการเมืองโอนทรัพย์สินให้ทรัสต์ดูแลเพราะดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว และเป็นการทำตามที่กฎหมายบังคับว่าเมื่อดำรงตำแหน่ง “รัฐมนตรี” และต้องการถือหุ้นเกิน 5% ต้องโอนหุ้นส่วนที่เกิน 5% ให้ ทรัสต์ดูแล ดังนั้นที่นายธนาธร บอกว่าเป็นนักการเมืองคนแรกที่สร้างมิติของความโปร่งใสตัั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่การเมืองจึงไม่ใช่เรื่องเกินจริงหรือหลอกลวงแต่อย่างใด

และยังมีอีกคดีที่เป็นคดีอาญาที่นายธนาธรถูกกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ส่งสำนวนให้อัยการ พร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้องนายธนาธรกับพวก กระทำผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จากกรณีเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2561 นายธนาธร กับพวก ร่วมกันจัดรายการ “คืนวันศุกร์ให้ประชาชน” ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ ในเพจอนาคตใหม่-The Future We Want และเพจ Thanathorn Juangroongruangkit วิจารณ์กระแสข่าวกรณีพลังดูดของ คสช. ซึ่งคดีนี้อยู่ระหว่างพนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม

ด้านเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ก็ถูก น.ส.หฤทัย ม่วงบุญศรี หรือ อุ๊ นักร้องชื่อดัง ร้องทุกข์ต่อกองบังคับการกองปราบปราม ให้ตรวจสอบคลิปคำพูดของนายปิยบุตร ในงานเสวนาเรื่อง “การเมืองความยุติธรรมและกษัตริย์” ซึ่งจัดขึ้นที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2556 ว่าเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงหรือไม่

ก่อนหน้านี้นายปิยบุตรได้ชี้แจงเรื่องนี้ว่า การนำข้อความที่ตนบรรยายเมื่อ 6 ปีก่อน เมื่อครั้งยังเป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ มาตัดใช้บางตอนโดยไม่ระบุว่าบรรยายในโอกาสใด เมื่อไร และยังใส่ตำแหน่งใต้ชื่อตนว่า “เลขาฯ พรรคอนาคตใหม่” พร้อมนำสัญลักษณ์พรรคอนาคตใหม่ไปติดในรูปภาพด้วย เป็นการแสดงเจตนาอันไม่สุจริตของผู้กระทำ ต้องการทำให้ตนเสียหาย

และล่าสุด  อุ๊ น.ส.หฤทัย ม่วงบุญศรี อดีตนักร้องชื่อดัง ได้เดินทางมาร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี  กรณีนายปิยบุตร แสงกนกกุล  เขียนหนังสือ 2 เล่ม คือ ราชมัลลงทัณฑ์ บัลลังก์ปฏิรูป และ  รัฐธรรมนูญ: ประวัติศาสตร์ข้อความคิด อำนาจสถาปนา และการเปลี่ยนผ่าน ว่ามีเนื้อหาเข้าข่ายมาตรา 116 เป็นภัยต่อความมั่นคงหรือไม่
และอีกคดีคือ คดีที่นายปิยบุตร ถูก ปอท.ออกหมายเรียกในฐานะพยานกรณี “ปิยบุตร” อ่านแถลงการณ์พรรคอนาคตใหม่กรณียุบพรรคไทยรักษาชาติ

ส่วนพรรคอนาคตใหม่ที่ทั้งสองคนปลุกปั้นมากับมือก็ถูก ร.อ.ทรงกลด ชื่นชูผล หรือผู้กองปูเค็ม ยื่นคำร้องขอให้กกต.สั่งยุบ โดยอ้างว่านายธนาธรทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าการดำเนินคดีกับนายทักษิณ ชินวัตร เป็นการกลั่นแกล้ง

เรื่องทั้งหมดที่ถูกกล่าวหาถือเป็น “วิบากกรรม” ที่ทั้งสองกำลังเผชิญบนเส้นทางการเมืองแบ่งข้างแยกขั้วที่เขาต้องพิสูจน์ตัวเอง

อย่าดัดจริต “ซ้ายตกขอบ” มีอยู่จริง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368000?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าดัดจริต “ซ้ายตกขอบ” มีอยู่จริง

5 เมษายน 2562 – 09:59 น.
ฝ่ายซ้าย,ซ้ายตกขอบ,วิทยุใต้ดิน,สุรชัย แซ่ด่าน,ถูกอุ้ม,RedUDD,แดงใต้ดิน,ชูชีพ ชีวะสุทธิ์,ลุงสนามหลวง,ลุงสนามหลวง หรือ ชูช,สหพันธรัฐไท
เปิดอ่าน 12,854 ครั้ง

ซ้ายตกขอบ ไม่ได้พูดขำๆ แต่วันนี้ ชีวิตซ้ายตกขอบ กลายเป็นซ้ายหมดสภาพ เพราะเวลาที่ทอดนานไปเรื่อยๆ

**********************

วาทะ “ซ้ายตกขอบ” ในความหมายของฝ่ายความมั่นคง น่าจะพุ่งเป้าไปที่กลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ยึดมั่นแนวทาง “เปลี่ยนแปลงอย่างถึงที่สุด” ซึ่งคนพวกนี้จะใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดน บางคนมีสถานะเป็นพลเมืองประเทศนั้นแล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นผู้ลี้ภัยหรือผู้หลบภัย

ทุกวันนี้ คนเหล่านี้มีอาชีพจัดรายการ “วิทยุใต้ดิน” ทางช่องยูทูบ สามารถรับฟังได้ทั่วโลก และคนจัดรายการวิทยุ ก็มีส่วนแบ่งรายได้จากยูทูบ และรายได้จากการขายสินค้า รวมถึงเงินบริจาคจากเหล่าแม่ยก

ช่วงปี 2554-2556 ขบวนการซ้ายตกขอบ มักชอบพูดทำนองว่า พวกเขาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ไม่มีอะไรต่อท้าย ตั้งเวทีเสวนา “ตาสว่าง” เปิดหน้าท้าชก โดยไม่อำพรางความคิดตัวเอง

“เสรีไทย” ไร้รัง

หลังรัฐประหาร 2557 “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” อดีตรัฐมนตรีมหาดไทย ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และลูกชาย “จารุวงศ์ เรืองสุวรรณ” หนีออกจากเมืองไทย ไปตั้งหลักที่กัมพูชา

ในอพาร์ตเมนต์กลางกรุงพนมเปญ เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวของ “ซ้ายตกขอบ” หรือ “แดงฮาร์ดคอร์” พวกเขาปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับแนวทางการต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงที่สุด ก่อนจะแยกย้ายกันไป บ้างไปยุโรป สหรัฐ แต่ส่วนใหญ่หนีตายไปอยู่เมืองลาว

“จารุพงศ์” ร่วมกับ “จักรภพ เพ็ญแข” ไปตั้งหลักที่สหรัฐ จัดตั้ง “องค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “เสรีไทย” ช่วงสองปีแรก เคลื่อนไหวคึกคัก แต่ย่างเข้าสู่ปีที่สาม ก็หมดเรี่ยวแรง

ภาพล่าสุดของจักรภพ

มีเพียง จรัล ดิษฐาอภิชัย กลายเป็นพลเมืองฝรั่งเศสไปแล้ว ส่วนอั้ม เนโกะ กับสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้สถานะผู้ลี้ภัย

          ชีวิตซ้ายตกขอบ กลายเป็นซ้ายหมดสภาพ เพราะเวลาที่ทอดนานไปเรื่อยๆ

จรัล ดิษฐาอภิชัย

ก๊วนเปลี่ยนระบอบ

ซ้ายตกขอบอีกกลุ่มหนึ่ง นำโดย “เอนก ซานฟราน” แกนนำ นปช.USA กับ “เพียงดิน รักไทย” หรือเสน่ห์ ถิ่นแสน อดีตข้าราชการมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ศึกษาและใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐ

ปี 2554 “เสน่ห์” เริ่มจัดรายการวิทยุออนไลน์ ที่เว็บไซต์ของกลุ่ม RedUDD ในนามมหาวิทยาลัยประชาชน และปีถัดมา 2555 ได้ก่อตั้ง “ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน” เป็นองค์กรเปิดของ “กลุ่มใต้ดิน” ที่วางยุทธศาสตร์ไว้ชัดว่า ต้องการ “เปลี่ยนระบอบ”

จรัล ดิษฐาอภิชัย

ตอนหลัง “ชูพงษ์ ถี่ถ้วน” อดีตสานุศิษย์ ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร และผู้ก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชนคนรู้ใจ แถวเมืองนนท์ ได้หลบหนีคดี 112 จากเมืองไทยไปปักหลักที่ฟิลิปปินส์ ได้เข้าร่วมขบวนการใต้ดินของเสน่ห์

ชูพงษ์ เปลี่ยนระบอบ

ทั้งเสน่ห์และชูพงศ์ ได้จัดรายการวิเคราะห์การเมืองผ่านช่องยูทูบ โดยพยายามเสนอทฤษฎีการเปลี่ยนระบอบ ล่าสุด “ชูพงศ์” ยังย้ำว่า การเปลี่ยนระบอบเป็นยุทธศาสตร์ชาติ

          ชูพงศ์ป่วยไข้มาหลายปี ยังไม่รู้เลยว่า จะมีชีวิตอยู่ไปอีกนานแค่ไหน ?

“กลุ่มโสตาย” ไร้หวัง

คำว่า “โสตาย” ในภาษาอีสานหมายถึง ไม่กลัวตาย อาจใช้กับซ้ายตกขอบหรือแดงพลัดถิ่นกลุ่มใหญ่ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองลาวเวลานี้

เนื่องจากในรอบ 5 ปีมานี้ มีผู้หลบภัยในลาว เสียชีวิตไปแล้ว 5 ศพ โดยกรณีหลังสุดคือ “สุรชัย แซ่ด่าน” และลูกน้องสองคน ถูกทีมงาน “นักล่านิรนาม” อุ้มไปจากบ้านพัก กระทั่งพบศพลูกน้องลอยตามลำน้ำโขง

ดังนั้น พวกที่เหลืออยู่ก็ไม่ต่างจาก “คนโสตาย” เพราะไม่มีหนังสือเดินทาง ไม่มียูเอ็นเอชซีอาร์รับรอง จึงไปประเทศที่สามไม่ได้

สุดา รังกุพันธ์

          “ชูชีพ ชีวะสุทธิ์” หรือลุงสนามหลวง แกนนำสหพันธรัฐไท ยุติการส่งกระจายเสียงทางยูทูบมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ส่วนกลุ่มวงไฟเย็น ยังรวมตัวกันอยู่ และมีการสื่อสารผ่านเฟซบุ๊ก

ด้านนักวิชาการเสื้อแดง “อาจารย์หวาน” สุดา รังกุพันธ์ และ อรรถชัย อนันตเมฆ ยังจัดรายการสนทนาการบ้านการเมืองทางยูทูบ

จะเห็นได้ว่า ยูทูบและเฟซบุ๊ก เป็นอาวุธในการทำสงครามความคิด ซึ่งถ้าท่องยูทูบ จะพบเห็นรายการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองไทยโดยกลุ่มซ้ายตกขอบเยอะมาก

โด่ง อรรถชัย

มีนักวิชาการหรืออดีตผู้นำนักศึกษายุค 14 ตุลา มาตอบโต้ “บิ๊กแดง” ทำนองว่า ผบ.ทบ.สร้างเรื่องใส่ป้ายสี ไม่มีหรอก “ซ้ายตกขอบ”

          จริงๆ แล้ว พวกเขาก็รู้อยู่แก่ใจว่า มีใครบ้างที่ทำงานใต้ดิน แต่ทำดัดจริตอธิบายว่า ไม่มีหรอกซ้ายตกขอบ

‘เสี่ยหนู’ทุบหุ้น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368017?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เสี่ยหนู’ทุบหุ้น

5 เมษายน 2562 – 09:51 น.
อนุทิน ชาญวีรกุล,เสี่ยหนู,พรรคภูมิใจไทย,หุ้น,ทุบหุ้น
เปิดอ่าน 1,038 ครั้ง

คอลัมน์…  ออฟเรคคอร์ด  ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 

คนในแวดวงตลาดทุนแทบจะหงายหลังตึง เมื่อได้ยิน “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองหลังการเลือกตั้ง

คอการเมือง ทราบดีว่า หลังการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 ซึ่งพรรคภูมิใจไทยกวาดจำนวนส.ส.ในสภาได้ถึง 51 ที่นั่ง ทำเอาหัวกระไดพรรคไม่แห้ง มีผู้หลักผู้ใหญ่วิ่งเข้าออกพรรคนี้แทบทุกวัน แถมยังมีข่าวถึงขั้น เสนอเก้าอี้ “นายกรัฐมนตรี” ให้ ขอเพียงแค่ “เสี่ยหนู” นำทัพภูมิใจไทยร่วมจัดตั้งรัฐบาล

เมื่อกระแสข่าวออกมาแบบนี้ “ไมค์” ของสื่อมวลชนทุกสำนักประชิดปากเสี่ยหนูทันที ด้วยหวังว่าจะได้ยินคำตอบของเรื่องนี้ว่าจะออกมาอย่างไร ..แต่แล้วก็ต้องผิดหวัง เพราะเสี่ยหนูยืนยันอย่างมั่นเหมาะว่า ยังไม่ขอแสดงความเห็นใดๆ ทางการเมือง จนกว่า กกต. จะประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการออกมา

ทว่าในงาน Thailand Investment Conference 2019 จัดโดยแบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินซ์ ร่วมกับ บล.ภัทร ได้เชิญ “เสี่ยหนู” ขึ้นเวทีช่วงดินเนอร์ทอร์ก(ค่ำวันที่ 2เม.ย.) เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองหลังการเลือกตั้ง โดยงานนี้มีกองทุนยักษ์ใหญ่ จากทั้งในและต่างประเทศ ร่วมงานอย่างคับคั่ง

คนที่เข้าฟังในงาน แอบกระซิบกระจิบข่าวว่า เวทีนี้ “เสี่ยหนู” จัดเต็ม ทำเอาบรรดากองทุนยักษ์ใหญ่ที่ฟังอยู่ในงาน ทั้งอึ้ง ทั้งมึน ไปตามๆ กัน

เสี่ยหนู พูดแบบเปิดใจว่า เลือกตั้งครั้งนี้ แม้ตั้งรัฐบาลได้ ก็คงไม่มีเสถียรภาพ และมีความเสี่ยงว่า อาจจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่แบบเร็วๆ

…ผู้เข้าฟังการเสวนาบางคน สงสัยคำว่า “เร็วๆ” คือเมื่อไหร่ พอประมาณการได้หรือไม่ จึงย้อนถามเสี่ยหนูไป ซึ่ง “เสี่ยหนู” บอกเพียงแค่ ปีนี้เผลอๆ อาจมีเลือกตั้งถึง 2 ครั้ง ..แค่นี้ก็เรียกเสียงฮือฮากันทั้งฮอลล์

ฟังอย่างนี้ ไม่รู้ว่าบรรดาผู้จัดการกองทุนที่เข้าร่วมงาน กลับออฟฟิศไปจะกด “เคาะขวา” ในตลาดหุ้นแบบรัวๆ หรือไม่

แบบนี้ต้องเรียกว่า “เสี่ยหนู” ทุบหุ้น!!

ชุดเคลื่อนที่เร็ว..หยุดยาเสพติดพิชิตอาชญากรรม!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367887?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชุดเคลื่อนที่เร็ว..หยุดยาเสพติดพิชิตอาชญากรรม!

5 เมษายน 2562 – 00:00 น.
สายตรวจระวังภัย,ชุดเคลื่อนที่เร็ว,ยาเสพติด,ยาบ้า
เปิดอ่าน 624 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ศุภชัย สินธ์ประเสริฐ 

การแพร่ระบาดของยาเสพติด ยิ่ง “ยาบ้า” ที่ปัจจุบันมีราคาถูกลงเพราะต้องการขยายฐานลูกค้าให้เข้าถึงเยาวชนได้ง่ายขึ้น ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของยาบ้าในหลายๆ พื้นที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่กำลังตำรวจมีไม่เพียงพอ หรือปล่อยปละละเลยในพื้นที่รับผิดชอบ

สวนทางกับพื้นที่ในเขต อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ที่ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดมีปริมาณลดน้อยถอยลง นั่นเป็นผลจากความเข้มงวดทำหน้าที่อย่างเข้มข้นของ “ชุดเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็ว” ของ อ.บางกรวย ที่มีเป้าหมายจู่โจมกวาดล้างยาเสพติดและอาชญากรรมในพื้นที่เป็นหลัก จนทำให้ผู้ค้าผู้เสพถึงกับขยาด หวาดกลัว ต้องย้ายออกนอกพื้นที่ไปเป็นจำนวนมาก

นายสุเทพ ต่ายจันทร์ ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อ.บางกรวย ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็ว เปิดเผยว่า เมื่อก่อนมีปริมาณผู้เสพผู้ค้าในพื้นที่บางกรวยเป็นจำนวนมาก อีกทั้งกำลังตำรวจมีไม่เพียงพอหรือมีไม่พอรับมือกับปัญหาดังกล่าว จึงเห็นว่าหากมีเจ้าหน้าที่ปกครองมาร่วมมือร่วมแรงช่วยเสริมตำรวจทำงานร่วมกันน่าจะช่วยหยุดยั้งปัญหายาเสพติดได้ จึงได้เข้าไปปรึกษากับทางอำเภอก่อนจะทำเรื่องถึงทางจังหวัด เพื่ออนุญาตให้จัดตั้งชุดเคลื่อนที่เร็วชุดนี้ขึ้นมาเพื่อเสริมกำลังตำรวจในการป้องกันอาชญากรรมและยาเสพติด

“ชุดเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็วชุดนี้พร้อมปฏิบัติงานตลอดทุกเวลา ไม่มีวันหยุด ไม่มีเวลาเลิกงาน เพราะในทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาชญากรรม ทะเลาะวิวาท ก่อเหตุปล้น จี้ ชิงทรัพย์ หรือจะเป็นผู้ขายผู้เสพใดๆ เราจะติดตามทันที ตามข้อมูลและเบาะแสที่มี ไม่ปล่อยปละละเลยให้คนทำผิดมีพื้นที่ลอยนวล ซึ่งนับตั้งแต่ที่ชุดเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็วชุดนี้ตั้งขึ้นมา สามารถจับกุมคดียาเสพติดไปแล้วกว่า 100 คดี รวมทั้งยับยั้งเหตุอาชญากรรมและทะเลาะวิวาท หรือก่อเหตุประสงค์ต่อทรัพย์ผู้อื่นก็มีจำนวนไม้น้อยเช่นกัน” นายสุเทพ กล่าว

ชุดเฉพาะกิจชุดนี้ประกอบด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบลและอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนเป็นหลัก ซึ่งผู้ที่จะมาเข้าร่วมกับชุดเฉพาะกิจได้ต้องผ่านการฝึกอบรมการป้องกัน ความรู้กฎหมายเบื้องต้น และความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดประเภทต่างๆ ให้มีความรู้ความเข้าใจ รวมถึงทักษะการป้องกันตัวก่อนออกปฏิบัติงาน เพื่อลดความเสี่ยงอันตรายในเวลาที่ต้องออกปฏิบัติการ

นายสุเทพ อธิบายว่า การทำงานของชุดเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็วชุดนี้มีจุดเด่นตรงที่เราสามารถเข้าถึงประชาชนแบบใกล้ชิดได้มากกว่าตำรวจ เพราะบางครั้งเวลาที่ชาวบ้านเขามีข้อมูลผู้ค้าผู้เสพ หรือบุคคลต้องสงสัย แต่เขาไม่มั่นว่าเมื่อแจ้งตำรวจไปแล้ว ปัญหานั้นจะได้รับการดูแลแก้ไขไหม หรือถูกปล่อยปละละเลยไม่ใส่ใจ หนำซ้ำข้อมูลหรือเบาะแสที่แจ้งไปจะกลับกลายมาเป็นผลร้ายถึงตัวเองอีกหรือไม่ ซึ่งชุดเฉพาะกิจของอำเภอที่ชาวบ้านรู้สึกเป็นมิตรใกล้ชิดได้มากกว่า ไม่มีช่องว่างระหว่างกัน ทำให้ได้รับข้อมูลต่างๆ มาใช้ในการปราบปรามยาเสพติด และลดปัญหาอาชญากรรมอย่างจริงจัง จนปัจจุบันปัญหายาเสพติดในพื้นที่ อ.บางกรวย เบาบางลงไปมาก เหลือเพียงแต่ผู้เสพรายย่อยที่จะต้องนำไปเข้าโครงการเลิกยาเสพติด จนได้รับคำชื่นชมจากทางอำเภอและทางจังหวัด

“ผมอยากให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เห็นถึงความสำคัญของกำนันผู้ใหญ่บ้านให้มากๆ เพราะกำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นเจ้าพนักงานปกครองส่วนอำเภอที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนในพื้นที่มาโดยตลอด จึงรู้และเข้าใจปัญหาของประชาชนในพื้นที่มากกว่าใครๆ ทำงานรับใช้ใกล้ชิดประชาชนมาเนิ่นนาน จึงได้รับความร่วมมือร่วมใจจากชาวบ้านเป็นอย่างดี ฉะนั้นการที่จะปล่อยให้กำนันผู้ใหญ่บ้านถูกยุบทิ้งไปตามพ.ร.บ.การยกฐานะเทศบาลท้องถิ่นนั้น จะเป็นการตัดกำลังเสริม และเปิดช่องให้ยาเสพติดกลับเข้ามาระบาดในพื้นที่อีกหรือไม่นั้น ต้องลองพิจารณาดูดีๆ เพราะถึงตอนนั้นแล้วคงไม่มี ส.ท.คนไหนลงไปไล่ตามผู้ค้าผู้เสพหรือระงับเหตุอาชญากรรมได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับเหมือนกำนันผู้ใหญ่บ้านที่มีกฎหมายรองรับในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงานท้องถิ่นของอำเภอ” นายสุเทพ กล่าวทิ้งท้าย

ส่องวงใน2พรรคใหญ่ทำอะไรระหว่างรอผลเลือกตั้ง?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367877?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องวงใน2พรรคใหญ่ทำอะไรระหว่างรอผลเลือกตั้ง?

4 เมษายน 2562 – 11:25 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สมคิด จาตุศรีพิทักษ์,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,วิษณุ เครืองาม,กปปส,พลังประชารัฐ,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,อนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 6,450 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

สถานการณ์การเมืองวันนี้ยังอึมครึมท่ามกลางการปล่อยข่าวลือ และข่าวลวงหลากกลยุทธ์ที่มีผลพันลึกกับการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

การชิงธงตั้งรัฐบาลแม้ยามนี้ยังไม่ชัดแจ้งนักว่า พรรคที่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับพรรคที่อ้างว่าต้านการสืบทอดอำนาจ ฝ่ายใดจะตบเท้าเข้าตึกไทยคู่ฟ้า เพราะยังไม่มีคำตอบชัดๆ ว่าพรรคใดได้ ส.ส.กี่คน และทำให้เกมสาดโคลนรวมทั้งสงครามน้ำลายเลอะเทอะไปทั่วว่า อีกฝ่ายไม่เคารพมติสังคม

เมื่อบวกกับการปล่อยข่าวหลากช่องทางที่บางครั้งเกินเลยไปไกลและสร้างความสับสนต่อสังคมที่มีมากมาย จนกระทั่งบิ๊กตู่และฝ่ายความมั่นคงต้องออกมาส่งสารและแถลงข่าวแจ้งเตือนสังคมว่า อย่าให้ความสำคัญกับการบิดเบือนข่าวของผู้ไม่หวังดีและจะเร่งจับกุมผู้ไม่หวังดีมาลงโทษให้เร็วที่สุด

คนที่ไม่หวังดีกับบ้านเมืองนั้นไม่ว่าจะมาจากด้วยเหตุผลกลใด ก็ใช้วิธีนี้กับการหาประโยชน์ทางการเมืองมาหลายยุคสมัยแล้ว หากฝ่ายรัฐมีข้อมูลก็ควรดำเนินการอย่างโปร่งใสและรวดเร็วที่สุด เพื่อดับไฟที่มีการพยายามจุดขึ้นมาให้ติดในไม่กี่อึดใจข้างหน้า โดยอาศัยพลังบริสุทธิ์ออกมาเป็นเหยื่อบนเกมอำนาจ
วิงวอนว่าพลังบริสุทธิ์ควรขยับในบริบททางกฎหมายก็พอ และอย่าเชื่ออะไรที่ปั่นหัวจนทำให้การกระทำในบางสิ่งบางอย่างเกินเลยออกไป เพราะเกมแห่งอำนาจมีอะไรมากกว่าที่คิด

ฉะนั้น คนที่หลอกใช้คนบริสุทธิ์มาเป็นเครื่องมือบนสนามการเมืองนั้นนับว่าเลวที่สุด และควรเร่งตัดไฟแต่ต้นลม

เมื่อความจริงผนวกกับข่าวลวงกับกลเกมการเมืองยามนี้ หากมองลึกๆ ไปยังจังหวะจะโคนของทั้งสองขั้วการเมืองนั้น วันนี้จะพบอะไรที่กลบซ่อนอยู่และรอการเปิดตัวในไม่ช้านาน…

เริ่มจากขั้วหนุนบิ๊กตู่ ยามนี้จะพบว่าบิ๊กตู่พยายามประหยัดคำพูดทางการเมืองและให้น้ำหนักไปยังภารกิจหลักคืองานพระราชพิธี และการแก้ปัญหาบ้านเมืองในช่วงนี้ เมื่อภารกิจหลักของประเทศเสร็จสิ้น จังหวะนั้นบิ๊กตู่จึงจะลงมาบัญชาการเกมในช่วงสุดท้าย

ส่วนเกมการเมืองในช่วงนี้นั้น บิ๊กตู่ปล่อยให้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ บัญชาการเบื้องต้นไปพลางๆ ก่อน และจะประมวลสถานการณ์เสนอให้บิ๊กตู่รับทราบและเคาะโต๊ะในยามสุดท้าย

สายสืบจากพปชร.แจ้งว่า “ข้อมูลที่วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แจ้งต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับข้อสงสัยในการทำหน้าที่ของ กกต.นั้น น่าจะไม่มีปัญหาใดตามมา เพราะถือว่า สิ่งที่วิษณุสื่อออกไป กกต.น่าจะจับความได้

ส่วนข้อกังวลเรื่องการถอดถอน กกต.นั้น น่าจะไม่มีผล เพราะต้องพิสูจน์ข้อกล่าวหาในชั้นศาล และน่าจะใช้เวลาอีกพอควร ตรงนี้จึงเบาใจได้ และผลการเลือกตั้งน่าจะรับรองได้ตามห้วงเวลา”

สายสืบระบุว่า “ส่วนการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นั้น หากพรรคใดมีหลักฐานก็ต้องฟ้องร้องและรอมติ กกต. รวมทั้งศาล แต่ข้อมูลวงในที่ทราบงานนี้มีหลายพรรคที่จะโดน “ใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง” และจะส่งผลกับการคิดแต้ม ส.ส.ทั้งสองระบบของแต่ละพรรค ตอนนี้ควรรอดูว่าผลจาก กกต.จะออกมาแบบใด”

สายสืบแจ้งว่า “ตอนนี้ควรจับจังหวะของคีย์แมนของ พปชร. ที่แบ่งออกกันหลายก๊กก๊วน โดยแบ่งก๊กก๊วนขนาดใหญ่ในพรรคได้ดังนี้ กลุ่มสามมิตร กลุ่มสี่กุมาร กลุ่ม กปปส. แต่ละกลุ่มมีว่าที่ ส.ส.กันหลายสิบคนที่พยายามเคลื่อนไหวในยามนี้ทั้งบนดินและใต้ดิน

และตอนนี้แกนนำแต่ละก๊กก๊วนเร่งวางแผนแก้เกมเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ในเขตที่พ่ายขั้วตรงข้าม โดยเป้าหมายคือต้องกวาดที่นั่งให้มากที่สุดเพื่อพลิกแต้มให้กลับมาเป็นต่อและชอบธรรม เพื่อที่จะปิดปากขั้วตรงข้ามไม่ให้อ้างอะไรได้…ในการฟอร์ม ครม.ชุดใหม่”

ส่วนการวางคนให้เป็นเสนาบดีของ ครม.ชุดหน้านั้น สายสืบแจ้งว่า “เก้าอี้กระทรวงหลัก เช่น กลาโหม มหาดไทย คลัง คมนาคม จะอยู่ในการดูแลของบิ๊กตู่ที่จะพิจารณา และสิ่งที่ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลจะขอโควตากระทรวงเหล่านี้น่าจะหมดสิทธิ์ เพราะเบื้องต้นนั้นบิ๊กตู่วางกติกาที่ระบุไว้สำหรับคนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีชุดใหม่ไว้แล้วว่า ภาพลักษณ์และผลงานต้องดี สังคมยอมรับ

อดีต ครม.ในรัฐบาลปัจจุบันจะมาช่วยงานรัฐบาลใหม่ไม่มากนัก และควรดูว่า คีย์แมน คสช.คนใดจะได้ทำงานต่อ ส่วนอดีตสี่รัฐมนตรีที่เป็นแกนนำพรรคน่าจะมีตำแหน่งใน ครม.ใหม่ แต่อาจไม่ใช่เก้าอี้เดิมทั้งหมด และไม่ได้มาหมดทุกคน เพราะต้องเกลี่ยให้กลุ่มอื่นๆ ด้วย

ฉะนั้นแต่ละกลุ่มในพรรคอาจจะมี รมว.ในกระทรวงขนาดรอง และ รมช.ในกระทรวงหลัก ตามสัดส่วน แต่คงไม่มากนัก เพราะโควตาอีกส่วนต้องแบ่งให้ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ด้วย แต่ทั้งหมดจะเริ่มต้นแบบจริงจังช่วงหลังรู้ผลเลือกตั้งแบบเป็นทางการ และดำเนินการช่วงกลางเดือนพฤษภาคมไปแล้ว รวมทั้งควรติตตามคลื่นใต้น้ำในพรรคที่เริ่มก่อตัวหลังเลือกตั้งจบ”

“เก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติคือประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น อาจให้ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาล เพราะบุคคลเด่นๆ ในพรรคด้านนี้มีน้อย และเป็นการให้เกียรติพรรคที่จะมาช่วยตั้งรัฐบาลด้วย แต่ต้องดูว่า พรรคสีน้ำเงินหรือพรรคสีฟ้าจะรับเงื่อนไขที่เสนอไปหรือไม่” สายสืบระบุ

ส่วนแหล่งข่าวจากถนนเพชรบุรีตัดใหม่แจ้งว่า หลังทราบผลการเลือกตั้งเสร็จสิ้น “สองคุณหญิง” ได้ประสานตรงกับคีย์แมนพรรคต่างๆ ให้มาแตะมือ โดยไม่มีเงื่อนไข แต่พรรคหลักหลายพรรคยังไม่ตอบรับ โดยอ้างสั้นๆ ว่ารอผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจาก กกต.ก่อน

แหล่งข่าวกล่าวว่า “คุณหญิงจากจันทร์ส่องหล้าลงมือเองในหลายกรณีในช่วงนี้ในการเปิดเงื่อนไขแบบแทบไร้เงื่อนไขกับพรรคต่างๆ เพราะรู้ดีว่า ไม่ว่าคีย์แมนคนไหนในพรรคเพื่อไทยไปเปิดก๊อกเจรจา แต่อำนาจต่อรองแบบม้วนเดียวจบนั้น ยามนี้ขึ้นอยู่ที่คุณหญิงคนนี้เท่านั้น และเงื่อนไขเก้าอี้แบบไร้ข้อต่อรองที่เพื่อไทยเปิดไว้หลวมๆ เพื่อรวมขั้วให้ได้นั้น วันนี้ก็ขยับอยู่แต่พรรคที่ทาบทามไว้ยังไม่ตอบรับ แบบนี้ก็ต้องพยายามต่อไป

แต่สถานการณ์เพื่อไทยวันนี้ แม้จะมีตัวเลขที่เหนือกว่าพลังประชารัฐ แต่อะไรๆ ย่อมเกิดขึ้นได้ เพราะหากมีใบสารพัดสีผลิออกมาแล้วนั้น แกนนำพรรคมองว่า เพื่อไทยและอนาคตใหม่น่าจะโดนทั้งสองระบบ คือบางเขตนั้นจะโดนแขวนหนึ่งปีด้วยใบส้ม ที่จะกระเทือนการคิดคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ และบางส่วนเลือกใหม่คือใบเหลืองและใบแดง แต่ก็มั่นใจในหลักฐานที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคจับทุจริตคู่แข่งได้หลายกรณี หากเลือกใหม่ขั้วเพื่อไทยชนะแน่”

“จับตาอนาคตใหม่ด้วยเพราะความเสี่ยงสูงในหลากเรื่องที่ปรากฏ รอดูว่าจะเกิดอะไรกับพรรคนั้น แต่ยังมั่นใจว่าพรรคนี้จะไม่เปลี่ยนขั้ว”

เกมนี้ที่สองพรรคใหญ่เดินเครื่องใต้ดินในคราวนี้ ก็ต้องตามกันแบบติดๆ ว่าใครจะโผล่ขึ้นบนดินได้ก่อนกัน